Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 301 - 330 of 4613

Full-Text Articles in Entire DC Network

Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi Jan 2024

Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the policy process of the Ao Ang–Laem Rio Landbridge project, with a focus on Ranong Province, to explore the institutional and power dynamics underpinning the formulation of infrastructure development policy in Thailand. The study draws upon the frameworks of institutional and power-centered political economy, environmental justice, and place-based development to analyze the relationships among the state, capital interests, political actors, and local communities. The findings reveal that the promotion of the Landbridge project operates within a centralized policy structure that prioritizes macroeconomic and corporate interests over local capacities and community needs. Although the state has framed the …


Emotion Recognition Through Advanced Signal Fusion And Kolmogorov-Arnold Networks, Aung Myo Thant Jan 2024

Emotion Recognition Through Advanced Signal Fusion And Kolmogorov-Arnold Networks, Aung Myo Thant

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Emotion recognition is an important aspect of affective computing that has many applications including human computer interaction and mental health care. In this thesis, Kolmogorov-Arnold Networks (KANs) are explored for the purpose of multimodal emotion recognition from EEG (Electroencephalogram) and eye movement signals of the SEED-V dataset. Both modalities were represented by Differential Entropy (DE) features and a two-branch KAN architecture was used which composed of seven KAN variants, namely, Efficient KAN, Jacobi KAN, Hermite KAN, Fourier KAN, Chebyshev KAN, RBF KAN, and Wavelet KAN (with different wavelet types including DOG, Morlet, Mexican hat, and Meyer). The strengths of two …


การสังเคราะห์และหาลักษณะเฉพาะของซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์ในสารเคลือบบรรจุภัณฑ์สำหรับดูดซับและกำจัดเอทิลีน, รัฐชัย เสียงใหญ่ Jan 2024

การสังเคราะห์และหาลักษณะเฉพาะของซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์ในสารเคลือบบรรจุภัณฑ์สำหรับดูดซับและกำจัดเอทิลีน, รัฐชัย เสียงใหญ่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสุกของผลิตผลทางการเกษตรเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยเช่น ปัจจัยเชิงกายภาพ ปัจจัยเชิงชีวภาพ และปัจจัยเชิงเคมี โดยการผลิตและปลดปล่อยเอทิลีนถือเป็นปัจจัยทางเคมีที่ความสำคัญที่ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรเกิดการสุก โดยเฉพาะในกลุ่มของผลไม้ที่บ่มให้สุกได้ การปลดปล่อยเอทิลีนในระดับที่มากขึ้นจะเร่งให้เกิดการสุก นำไปสู่การสูญเสียน้ำ คุณค่าทางโภชนาการ และทำให้เกิดการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์นำไปสู่การเน่าเสียของผลิตผลทางการเกษตรในที่สุด การวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสังเคราะห์ ศึกษาสมบัติในการกำจัดเอทิลีน รวมถึงสมบัติด้านอื่น ๆ ของกระดาษที่ผ่านการเคลือบด้วยสารเคลือบฐานน้ำที่มีซีโอไลต์ ไทเทเนียมไดออกไซด์ และวัสดุเชิงประกอบซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นองค์ประกอบที่ความเข้มข้นต่าง ๆ (ร้อยละ 5 10 และ 15 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร) ผลการวิจัยพบว่ากระดาษที่เคลือบด้วยสารเคลือบที่มีวัสดุเชิงประกอบซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าทั้งในด้านของการดูดซับและกำจัดเอทิลีน โดยสามารถลดระดับเอทิลีนได้มากถึงร้อยละ 85.46 เมื่อเทียบกับกระดาษที่มีสารเคลือบซีโอไลต์ (ร้อยละ 65.96) ไทเทเนียมไดออกไซด์ (ร้อยละ 59.59) และกระดาษคราฟท์ที่ไม่ผ่านการเคลือบสารเคลือบ (ร้อยละ 27.89) และเมื่อนำไปทดสอบกับผลิตผลทางการเกษตรจริงคือ มะเขือเทศราชินี พบว่ากระดาษที่มีสารเคลือบซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 15 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดูดซับและกำจัดเอทิลีนทำให้มะเขือเทศราชินีที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์มีการสุกช้าที่สุดโดยดูได้จากผลการทดสอบการเปลี่ยนแปลงสี ความแน่นเนื้อ และร้อยละของน้ำหนักที่หายไปซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกรณีอื่น ๆ นอกจากนี้กระดาษเคลือบยังมีสมบัติการต้านทานการขัดถูหรือการเสียดสีได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่พบความแตกต่างที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าหลังจากการขัดถู 1,000 ครั้ง สุดท้ายผลการวิจัยแสดงให้ถึงประสิทธิภาพของสารเคลือบในการประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบสำหรับบรรจุภัณฑ์แบบแอกทีฟ สำหรับการบรรจุผลิตผลทางการเกษตรเพื่อช่วยในการรักษาคุณภาพและยืดอายุในการเก็บรักษาให้นานยิ่งขึ้น


Influences Of Shape Of Plasmonic Gold Nanoparticles Decorated On Titanium Dioxide For Photo-Oxidation Of Benzyl Alcohol, Naritsara Kornkanlaya Jan 2024

Influences Of Shape Of Plasmonic Gold Nanoparticles Decorated On Titanium Dioxide For Photo-Oxidation Of Benzyl Alcohol, Naritsara Kornkanlaya

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The composite of gold nanoparticles (AuNPs) and titanium dioxide (TiO2) has been extensively utilized to enhance photocatalytic activity due to the localized surface plasmon resonance (LSPR) effect of AuNPs, which improves TiO2 photocatalytic performance. This study investigates the shape effect of AuNPs on TiO2-MPTMS surface for the aerobic photo-oxidation of benzyl alcohol. AuNPs with spherical, rod, and star shapes were synthesized by controlling plasmonic absorption within the 500-600 nm region and subsequently decorated on the TiO2-MPTMS surface via a deposition-precipitation method to compare their photocatalytic activity. The aerobic oxidation of benzyl alcohol was performed under 300 W Xe lamp irradiation …


Key Factor Analysis For Base Patterns In Minibridge By Reinforcement Learning, Thanathat Dechakulkamjorn Jan 2024

Key Factor Analysis For Base Patterns In Minibridge By Reinforcement Learning, Thanathat Dechakulkamjorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

No abstract provided.


ผลของการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อการรู้สารสนเทศของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, มัลธิดา ศรีประสาท Jan 2024

ผลของการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อการรู้สารสนเทศของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, มัลธิดา ศรีประสาท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบการรู้สารสนเทศก่อนกับหลังการใช้ชุดกิจกรรมของนักเรียนกลุ่มทดลอง และ 3) เพื่อเปรียบเทียบการรู้สารสนเทศหลังการใช้ชุดกิจกรรมของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคต้น ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม 2 ห้องเรียน จำนวน 76 คน ได้มาอย่างเจาะจง และมีการเก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 2) แบบประเมินการรู้สารสนเทศ 3) แบบวัดการรู้สารสนเทศฉบับย่อย และ 4) แบบวัดการรู้สารสนเทศ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานใช้การทดสอบค่าที (t-test Independent ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม) และ (dependent sample t-test ของกลุ่มทดลองก่อนและหลังการทดลอง) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้สารสนเทศหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้สารสนเทศของผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้สูงกว่าผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, ภูริตา มกรพงศ์ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, ภูริตา มกรพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี มีวัตถุประสงค์ 4 ประการได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 3) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 4) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโมบายแอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 9 คน และนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 จำนวน 300 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามเพื่อศึกษาความพึงพอใจและประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี ต่อด้านทัศนคติที่มีต่อการใช้เทคโนโลยีพบว่าผู้เรียนมีความต้องการใช้เทคโนโลยี Metaverse เพื่อเพิ่มทักษะความเป็นนวัตกร ความส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านการศึกษา และมุ่งเน้นทักษะต่อผู้เรียน ส่งเสริมความสามารถ เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนรู้ การตลาด การเข้าสังคมและเพิ่มความสัมพันธ์ การส่งเสริมฝึกทักษะสามารถสร้างการเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ (x̄ =4.73) (S.D. =0.57) 2) จากผลการศึกษาความต้องการจำเป็นของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี การประเมินความเหมาะสมของการใช้เทคโนโลยี Metaverse เพื่อการเรียนรู้ในปัจจุบันและที่คาดหวังในอนาคต โดยพิจารณาจากดัชนี PNI ที่มีค่าติดลบหรือเป็นศูนย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างไม่เห็นความจำเป็นหรือไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสำหรับ ประเด็น การเชื่อมต่อเพื่อชำระเงิน สำหรับค่าดัชนี PNI ที่มีค่าน้อย เช่น การใช้ Metaverse เพื่อเพิ่มทักษะนวัตกรและการเรียนรู้ที่เหนือกว่ารูปแบบเดิม (PNI = -0.047) และการใช้งาน Metaverse แบบ Virtual เพื่อพัฒนาตัวตนในโลกออนไลน์ (PNI = -0.021) โดยให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจกับสถานะปัจจุบันและไม่เห็นความจำเป็นต้องปรับปรุงเทคโนโลยีในมิตินี้ 3) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี ช่วยเพิ่มทักษะในการออกแบบผลผลิต สร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ได้ เพื่อส่งเสริมปัจจัยด้านการเรียน (x̄ = 4.87) (S.D. =0.43) และ 4) ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี การประยุกต์ใช้โมบายแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มทักษะความเป็นนวัตกร ช่วยให้ท่านสามารถ เพิ่มนวัตกรรมในการให้บริการได้ช่วยส่งเสริมพัฒนา ระบบการเรียนการสอนให้ดีขึ้นได้ เพื่อเพิ่มทักษะ การเรียนรู้ มีประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอน สามารถสร้างการเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ (x̄ =4.68) (S.D. …


แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน: การวิเคราะห์การก่อตัวโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม, ลดาวัลย์ ปัญตะยัง Jan 2024

แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน: การวิเคราะห์การก่อตัวโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม, ลดาวัลย์ ปัญตะยัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการณ์ของระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน (2) วิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีผลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาความเท่าเทียมทางเพศ และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักเรียน 540 คน และครู 432 คน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 6 ประเภท จำนวน 18 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครู ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีทัศนคติเชิงบากต่อความเท่าเทียมทางเพศในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.41, S.D.= 0.90) ส่วนครูอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.06, S.D. = 0.91) โดยมีช่องว่างเชิงทัศนคติระหว่างรุ่นในประเด็นเรื่องการเลือกกิจกรรมตามความสนใจโดยไม่จำกัดเพศ (นักเรียน x̄ = 4.31, S.D. = 0.99; ครู x̄ = 3.82, S.D. = 0.83) และพบช่องว่างการรับรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์ของระบบนิเวศการเรียนรู้ (นักเรียน x̄ = 4.07, S.D. = 0.64; ครู x̄ = 4.51, S.D. = 0.54) โดยเฉพาะในด้านกฎระเบียบและสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำสำหรับเพศหลากหลาย (นักเรียน x̄ = 2.90, S.D. = 1.33; ครู x̄ =3.43, S.D. = 1.51) ในกลุ่มนักเรียน ทัศนคติเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศมีความสัมพันธ์ทางบวกกับระบบนิเวศการเรียนรู้ในระดับปานกลางถึงสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.42 - 0.77) โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมและบทบาทที่เท่าเทียมกัน ในกลุ่มครูความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ (r = 0.13 - 0.27) และมิติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมหลักสูตรรวมถึงการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก มีความสัมพันธ์สูงกับทุกระบบของโครงสร้างภายนอก (r = …


แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขในการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การสำรวจความคิดเห็นสตรีอสม.ดีเด่นระดับชาติ ระดับเขตสุขภาพ ระดับจังหวัดและระดับภาคในจังหวัดภาคใต้ จำนวน 415 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การสัมภาษณ์เชิงลึกอสม.ดีเด่นระดับชาติ 12 สาขา จำนวน 12 คน สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอสม. จำนวน 12 คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย เป็นดังนี้ 1) สภาพกระบวนการเรียนรู้ของสตรีอสม. พบว่ามีการเรียนรู้ ปรับใช้ แก้ปัญหาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 2) ปัจจัยเงื่อนไขภายในพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าตนเองมีความสามารถด้านประสบการณ์การเรียนรู้รายบุคคล อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 3.79, S.D. = 0.72) ส่วนความต้องการพัฒนาตนเองด้านการสื่อสารอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.86, S.D. = 0.84) ปัจจัยเงื่อนไขภายนอกพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าการได้รับการยอมรับในคุณค่างานจิตอาสาอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.22, S.D. = 0.85) ส่วนความคาดหวังด้านการจัดการรถเร่ขายสินค้าปลอม อาหารเสริม อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.98, S.D. = 0.81) นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าสตรีอสม. ต้องการพัฒนาทักษะเทคโนโลยี การสื่อสารเพื่อสร้างพันธมิตรสุขภาพมากที่สุดและเพื่อสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน 3) แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอสม. ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 ส่งเสริมสภาพการเรียนรู้ที่เหมาะสมโดยเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการจากบริบทจริงในชุมชน ด้านที่ 2 พัฒนาและใช้ประโยชน์จากปัจจัยเงื่อนไขภายใน โดยเป็นการส่งเสริมให้สตรีอสม. ใช้ศักยภาพภายในในการเรียนรู้และเสริมพลังอำนาจหารปฏิบัติงานสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ …


รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ปรียศรี พรหมจินดา Jan 2024

รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ปรียศรี พรหมจินดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการในความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรณีศึกษา 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 3) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษากระบวนการในความเป็นนวัตกรฯ จากกรณีศึกษาซึ่งเป็นนักสร้างสรรค์ 5 คนด้วยการสัมภาษณ์และสังเกต ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ และระยะที่ 3 ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิต ชั้นปีที่ 2 สาขาศิลปศึกษา จำนวน 30 คน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 6 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัดความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินทักษะ แบบประเมินผลงาน แบบวัดความพึงพอใจ และแบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที(t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยสรุปได้ว่า1. นักสร้างสรรค์มีกระบวนสร้างสรรค์ในความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1) การตั้งคำถามเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Questioning) 2) การสังเกตตลาดและผู้บริโภค (Observing) 3) การทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Experimenting) 4) การเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมกับแนวคิดร่วมสมัย (Associating) 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Networking) และ 6) การเล่าเรื่อง (Storytelling)2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า WIL Model (Weaving Innovation Learning Model) ประกอบด้วย 4 หน่วยการเรียนรู้ 6 กิจกรรม ดังนี้ 1) การเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรม 2) การสร้างแรงบันดาลใจสู่ธุรกิจนวัตกรรมจักสานสร้างสรรค์ 3) การออกแบบลายสานและการคิดเชิงออกแบบสำหรับศิลปหัตถกรรมจักสาน 4) การฝึกปฏิบัติจักสานร่วมสมัยจากนักสร้างสรรค์มืออาชีพ 5) การสร้างแบรนด์ธุรกิจหัตถกรรมยั่งยืนสู่ตลาดยุคใหม่ และ 6) การนำเสนอนวัตกรรมหัตถกรรม3. ผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ พบว่า 1) …


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ, อัจจิมาวรรณ บูรณะสัมฤทธิ Jan 2024

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ, อัจจิมาวรรณ บูรณะสัมฤทธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการและเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรีบผิดชอบ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมพหุระยะ โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 3 คน จำนวน 342 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.975 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลกับผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบ (Best Practice School) 2 แห่ง และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การพัฒนาสื่อการสอน (4) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน/กิจกรรมเสริมหลักสูตร และ (5) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 4 ทักษะ ได้แก่ (1) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการพูดควบคู่กับความรับผิดชอบในการรับฟัง (2) เสรีภาพในการนับถือศาสนาและการกราบไหว้บูชาควบคู่กับความรับผิดชอบในการยอมรับความแตกต่าง (3) เสรีภาพจากความขาดแคลนควบคู่กับความรับผิดชอบในการเกื้อกูลผู้อื่น และ (4) เสรีภาพจากความกลัวควบคู่กับความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทของตน 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การวัดและประเมินผล (PNIModified = 0.122) รองลงมาคือ การพัฒนาสื่อการสอน (PNIModified = 0.114) การดำเนินกิจกรรมเสริมหลักสูตร (PNIModified = 0.106) การพัฒนาหลักสูตร (PNIModified = 0.096) …


รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว, ณีชรีย์ธร สุวรรณรงค์ Jan 2024

รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว, ณีชรีย์ธร สุวรรณรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนในประเทศไทยด้านการท่องเที่ยว และ 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนในประเทศไทยและต่างประเทศด้านการท่องเที่ยว 3) พัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) ศึกษาสถาบันอุดมศึกษาในไทยที่สอนด้านการท่องเที่ยว 56 สถาบัน เก็บข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกสถาบันที่มีความเป็นเลิศในประเทศไทย 30 สถาบัน ต่างประเทศ 10 สถาบัน และประชุมอิงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจรูปแบบจำนวน 10 คนผลการวิจัยพบว่า 1) จำแนกความร่วมมือเป็น 10 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาวิชาชีพและการศึกษาต่อเนื่อง การให้บริการด้านการให้คำปรึกษา นวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ การส่งเสริมการตลาดและการขาย การพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และผู้นำการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้ช่วยพัฒนาทักษะของนักศึกษา และผู้ที่ทำงานในอาชีพนี้ให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว 2) เมื่อวิเคราะห์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศแล้วพบว่า หลักการความร่วมมือ ควรวางแผน ทำตามแผนที่กำหนด สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายในและต่างประเทศ โครงสร้างและกลไกความร่วมมือ ควรตั้งเป้าหมายที่เน้นประโยชน์ของนักศึกษา สถาบัน และประเทศชาติ ทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนความร่วมมือ ได้แก่ บุคลากร ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา เงินสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาชุมชน และสถานที่ให้ลงมือปฏิบัติจริง กระบวนการดำเนินการความร่วมมือ ควรสร้างเครือข่ายร่วมกับองค์กรต่างๆ มีโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ และนักศึกษาทั้งในและต่างประเทศ 3) รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวประกอบด้วยวิสัยทัศน์: สร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล ที่ยืดหยุ่น คล่องตัว มีเอกลักษณ์ มีความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานและแนวโน้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป้าหมาย: พัฒนาทักษะกำลังคนด้านการท่องเที่ยวระดับปริญญาตรี และบริการวิชาการแก่ประชาชนทั่วไป แบ่งเป็น Pre-service ได้แก่ กลุ่มคนที่ต้องการทำงานด้านการท่องเที่ยวและยังไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน เพื่อเป็นกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวในอนาคต (New skill) In-service เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและต้องการพัฒนาทักษะเพื่อใช้ในการทำงาน เรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในปัจจุบัน (Reskill/Upskill) พันธกิจ มีความร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชน รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ในด้านต่างๆ ได้แก่ 1. ด้านหลักการความร่วมมือ มีนโยบายที่ชัดเจน 2. ด้านกลไกความร่วมมือ มีระบบเครือข่าย: ในประเทศและต่างประเทศ 3. ด้านทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนความร่วมมือ …


การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์ Jan 2024

การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนากระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา 2) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา การศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนใช้แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์เก็บข้อมูลจากครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา จำนวน 505 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจงได้นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดความฉลาดรู้คณิตศาสตร์ ทดสอบก่อนและหลังการทดลองใช้กระบวนการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (paired-samples t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่าครูมีความตระหนักในการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับชีวิตจริง และการใช้คำถามกระตุ้นการคิด ด้านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ยังคงมีข้อจำกัดอย่างมากในการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ การให้เหตุผลเชิงลึก และการร่วมสร้างความรู้ของผู้เรียน ด้านสื่อการเรียนรู้ แม้มีการใช้สื่อของจริงเพื่อนำเสนอสถานการณ์ แต่การใช้สื่อที่หลากหลายในระดับต่ำ ด้านการวัดและประเมินผล พบว่าครูเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเองและประเมินจากภาระงานที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ดี แต่ยังขาดการวัดผลจากการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการประเมินปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ 2) กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การเริ่มต้นจากบริบทชีวิตจริง การทำให้เป็นคณิตศาสตร์ การพัฒนาแบบจำลองและแนวคิด การนำไปประยุกต์ใช้และแก้ปัญหา การสรุปและจัดระบบความรู้ 3) ประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 13.70, p < .001)


รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19, สินชัย เล็กวานิชกุล Jan 2024

รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19, สินชัย เล็กวานิชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบริหารจัดการเพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีของสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศด้านการบริหารจัดการเพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติ และ 3) นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาไทย จำนวน 7 คน หัวหน้าผู้ปฏิบัติงานด้านนานาชาติระดับสถาบัน จำนวน 7 คน และนักศึกษาต่างชาติ จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การวิเคราะห์เอกสาร และการประชุมกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติ (International Student Mobility: ISM) ในสถาบันอุดมศึกษาไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านการกำหนดนโยบาย การจัดตั้งโครงสร้างองค์กร และการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ แต่ยังพบข้อจำกัดด้านการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การขาดบุคลากรเฉพาะทาง ระบบข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยง และความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรระหว่างสถาบัน นักศึกษาต่างชาติสะท้อนถึงความต้องการการดูแลอย่างรอบด้าน เช่น บริการสุขภาพจิต การปรับตัวทางวัฒนธรรม และการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ 2. แนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยมาลายา ล้วนมีระบบการบริหารจัดการ ISM ที่เป็นองค์รวม ครอบคลุมด้านนโยบาย หลักสูตร ระบบสนับสนุน และกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา โดยมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับภาคอุตสาหกรรมและองค์กรระหว่างประเทศ 3. ผลการพัฒนา “รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19” หรือ I.S.A.C. Model ประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) ความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย 2) นโยบายสนับสนุนการเคลื่อนย้าย 3) การสร้างคุณค่าเพิ่ม และ 4) ระบบดูแลและบริการนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งแต่ละมิติประกอบด้วย กลยุทธ์หลักและกลยุทธ์ย่อย รวม 25 กลยุทธ์หลัก 117 กลยุทธ์ย่อย …


แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์ Jan 2024

แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคที่บริบทของสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เยาวชนจำเป็นต้องมี ความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ เพื่อให้สามารถเข้าใจตนเอง กำหนดเป้าหมาย และเลือกเส้นทางชีวิตที่สอดคล้องกับศักยภาพและความฝันของตนเอง นำไปสู่การตัดสินใจทางการศึกษาและอาชีพที่เหมาะสม และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอาชีพได้ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจระดับความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนไทย (2) วิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขที่สนับสนุนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนและ (3) นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยในส่วนของข้อมูลเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเยาวชนจำนวน 637 คน เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ผลการวิเคราะห์พบว่า โครงสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน ได้แก่ (1) การตั้งเป้าหมาย (Goal Setting) (2) การวางแผน (Planning) (3) การประเมินตนเอง (Self-Appraisal)(4) การแสวงหาข้อมูลด้านอาชีพ (Occupational Information)และ (5) การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) โดยภาพรวม เยาวชนมีระดับความตระหนักรู้ในแต่ละด้านอยู่ในระดับมาก ในส่วนของข้อมูลเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับครู ผู้ปกครอง นักเรียน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์แก่นสาร นำไปสู่การพัฒนา แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ (BECKY Model) ที่แบ่งออกเป็น 5 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) ความฝันที่ยิ่งใหญ่ (Big Dream) ที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจและภาพอนาคต (2) แผนงานที่มีประสิทธิภาพ (Effective Roadmap) ที่เน้นการพัฒนาทักษะการวางแผนชีวิต (3) การสะท้อนเชิงวิพากษ์ (Critical Reflection) ที่สนับสนุนการคิดวิเคราะห์และการรู้จักตนเอง (4) แหล่งความรู้ (Knowledge Hub) ที่เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลอาชีพอย่างเท่าทันและ (5) การตอบรับต่อการแก้ไขปัญหา (Yes to Solutions) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้จากอุปสรรคและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง แนวทาง BECKY Model ที่นำเสนอได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมผ่านการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายสาธารณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและวัฒนธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมและการพัฒนาเยาวชน และนักการศึกษา …


นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, อรวีร์ รัตนเพียร Jan 2024

นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, อรวีร์ รัตนเพียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการและทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมพหุระยะ โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 3 คน จำนวน 345 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.975 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลกับผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบ (Best Practice School) 3 แห่ง และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ และ (4) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดของทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ประกอบด้วย 6 ทักษะ ได้แก่ (1) การนิยามและตีความ (2) การวิเคราะห์และสำรวจตรวจสอบ (3) การคิดเชิงประเมิน (4) การอนุมานและสังเคราะห์ (5) การอธิบาย และ (6) การสะท้อนตนเอง 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ (PNI Modified = 0.072) รองลงมา ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร (PNI Modified = 0.067) การจัดการเรียนการสอน (PNI Modified = …


Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai Jan 2024

Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In response to growing concerns about youth depression in Thailand, positive psychology has emerged as a promising field for nurturing inner strengths and well-being. Guided by the concept of Covitality, efforts have been made to enhance positive psychological resources; however, comprehensive assessments in this area remain limited. This study aimed to develop and validate the Thai version of the Social and Emotional Health Survey-Secondary (SEHS-S) by examining its psychometric properties. Participants included 502 high school students in Bangkok, with 337 males and 165 females between the ages of 15 and 18. A Structural Equation Modeling (SEM) was employed to test …


Relationships Among Employee Turnover Intention And Perception Of Employees On Organisational Readiness For Change, Transformational Leadership, And Usability Of Flexible Work Arrangement: Mediating Role Of Organisational Commitment In Technology-Related Industries In Thailand, Siraprapa Meerat Jan 2024

Relationships Among Employee Turnover Intention And Perception Of Employees On Organisational Readiness For Change, Transformational Leadership, And Usability Of Flexible Work Arrangement: Mediating Role Of Organisational Commitment In Technology-Related Industries In Thailand, Siraprapa Meerat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Challenges in retaining employees within Thailand's technology industries, where adaptability to global changes is essential, have intensified, leading to higher turnover intentions. This study examines how organizational readiness for change, transformational leadership, and flexible work arrangements influence turnover intention, with organizational commitment as a mediating factor. Using a survey of 229 employees in Thailand’s technology sector and mediation analysis through the PROCESS tool in SPSS, the study revealed distinct patterns of influence. Transformational leadership showed both a direct negative effect on turnover intention (b = -0.5768, p < .01) and an indirect effect through organizational commitment (b = -0.1573, 95% CI [-0.2478, -0.0842]), indicating partial mediation. Organizational readiness had a direct negative effect on turnover intention (b = -0.2988, p < .05) without a mediating role. Flexible work arrangements did not have a direct effect on turnover intention (b = 0.0506, p = .4576) but exhibited a significant indirect effect through reduced organizational commitment (b = 0.0394, 95% CI [-0.0781, -0.0107]), indicating full mediation. These findings provide strategic insights into how leadership practices, organizational preparedness, and flexible work design each play a distinct role in influencing employee commitment and retention. The results offer valuable guidance for human resource professionals seeking to strengthen leadership capability, improve change communication, and implement flexible work policies that support employee engagement and reduce turnover intention.


Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew Jan 2024

Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research was to examine the relationships among workload, perceived shared mental model, and team performance of air traffic controllers at Suvarnabhumi Air Traffic Control Tower, Thailand, focusing on how workload related to team performance and the mediating role of perceived shared mental model. Data were collected from 126 air traffic controllers using actual air traffic operational records at Suvarnabhumi Airport, and data analysis was conducted using SPSS and the PROCESS Macro for mediation analysis. The key finding indicated that Workload on Team Performance is fully mediated by the Perceived Shared Mental Model. Consequently, this research highlighted …


ผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมและความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, ธวัลรัตน์ ยศเรือง Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมและความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, ธวัลรัตน์ ยศเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มละ 15 คน โดยที่ทั้งสองกลุ่มจะตอบแบบวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมและแบบประเมินความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม ในช่วงก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มทดลอง โดยที่กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในรูปแบบเว็บไซต์เป็นระยะเวลา 10 ครั้ง ส่วนกลุ่มควบคุมใช้ชีวิตตามปกติ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความแปรปรวนแบบผสมสองทาง (Two-way mixed ANOVA) เพื่อทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลองจากผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งสองกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า (1) ไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างการเข้าร่วมโปรแกรมกับเวลาของการวัดต่อคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และไม่พบความแตกต่างกันของคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ในช่วงหลังการทดลองของผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่ม และ (2) พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างการเข้าร่วมโปรแกรมกับเวลาของการวัดต่อคะแนนความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และพบว่าคะแนนความรู้ในการเรียนรู้ของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นและสูงกว่ากลุ่มควบคุม แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในรูปแบบเว็บไซต์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นนั้นยังไม่สามารถช่วยพัฒนาในด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมได้เท่าที่ควรนัก แต่ช่วยเสริมสร้างความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของผู้เข้าร่วมโปรแกรมได้เป็นอย่างดี


ความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายโดยมีบุคลิกภาพเชิงรุก และความยึดมั่นผูกพันในงานเป็นตัวแปรกำกับในพนักงานขาย องค์การอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานคร, รุ่งอรุณ มะเดื่อชุมพร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายโดยมีบุคลิกภาพเชิงรุก และความยึดมั่นผูกพันในงานเป็นตัวแปรกำกับในพนักงานขาย องค์การอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานคร, รุ่งอรุณ มะเดื่อชุมพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายของพนักงานขายอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเพื่อศึกษาบทบาทของบุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงาน ในฐานะตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพนักงานขายจำนวน 141 คน จากองค์กรอสังหาริมทรัพย์หลากหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 1 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลประชากร (เพศ อายุ อายุงาน ระดับการศึกษา และตำแหน่งงาน) (2) ความกดดันในการปฏิบัติงาน (3) พฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย ผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การมีความรู้ทางเทคนิค การขายแบบประยุกต์ และการวางแผนการขาย (4) ความยึดมั่นผูกพันในงาน และ (5) บุคลิกภาพเชิงรุก ผลการวิจัยพบว่า บุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงานไม่มีอิทธิพลกำกับอย่างมีนัยสำคัญ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานด้านการขาย (β = −.044, p = .595 และ β = −.092, p = .216 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม ความกดดันในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย (r = .27, p < .01) และความยึดมั่นผูกพันในงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย (r = .44, p < .01) นอกจากนี้ บุคลิกภาพเชิงรุกมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับความกดดันในการปฏิบัติงาน (r = .30, p < .01) กับ พฤติกรรมการปฏิบัติงานด้านการขาย (r = .51, p < .01) และความยึดมั่นผูกพันในงาน (r = .45, p < .01) ผลการวิจัยครั้งนี้สำหรับการบริหารงานขายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ องค์กรควรออกแบบรูปแบบของการบริหารงานขายภายใต้ความกดดันในการปฏิบัติงานให้เหมาะสม ควรส่งเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายภายใต้สภาวะความกดดันในการปฏิบัติงานในทิศทางบวก ไม่ทำลายสุขภาวะจิต ทั้งในรูปแบบของกลยุทธ์ กิจกรรม และโปรแกรมฝึกอบรมที่สนับสนุนลักษณะบุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงาน สนับสนุนความสามารถของพนักงานขายทางด้านพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย ที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับผลการปฏิบัติงานและอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์


Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang Jan 2024

Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Infant attention serves as a crucial foundation for learning; however, studies examining attention from birth to two years of age have been limited. This research aimed to conduct a multi-time point study to investigate the relationship between visual attention in three attention networks (alerting, orienting, and executive control networks) at ages 5 weeks, 4 months, 7 months, and 12 months, and emerging executive function (emerging EF) at 24 months, with anger reactivity at 12 months as a moderating variable. The study involved 322 mothers engaged in agriculture and their infants in Chiang Mai Province. Data were gathered through observations of …


P2x7r And P2x4r Expression Of Mice Submandibular Gland In High‑Fat Diet/Streptozotocin‑Induced Type 2 Diabetes, Jiratchaya Srisutha Jan 2024

P2x7r And P2x4r Expression Of Mice Submandibular Gland In High‑Fat Diet/Streptozotocin‑Induced Type 2 Diabetes, Jiratchaya Srisutha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Type 2 diabetes mellitus (T2DM) is a chronic inflammatory disease that can compromise the functioning of various organs, including the salivary glands (SG). The purinergic system is one of the most important inflammatory pathways in T2DM condition, and P2X7R and P2X4R are the primary purinergic receptors in SG that regulate inflammatory homeostasis. This study aimed to evaluate P2X7R and P2X4R expression, and morphological changes in the submandibular gland (SMG) in T2DM. Twenty‑four 5‑week‑old mice were randomly assigned to control (CON) and diabetes mellitus (DM) groups (n = 12 each). Body weight, diet, and blood glucose levels were monitored weekly. The …


Genotypic Characterization And Amr Risk Assessment Of Esbl- Producing And Fluoroquinolone-Resistant Salmonella Spp. From Pork Collected In Bangkok, Thawanrut Kiatyingangsulee Jan 2024

Genotypic Characterization And Amr Risk Assessment Of Esbl- Producing And Fluoroquinolone-Resistant Salmonella Spp. From Pork Collected In Bangkok, Thawanrut Kiatyingangsulee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to 1) determine the prevalence of ESBL-producing and fluoroquinolone-resistant Salmonella in pork, 2) investigate their genomic characteristics, and 3) estimate the risk of consumer exposure. Pork samples were collected from 58 markets across 19 districts in Bangkok. The study focused on third-generation cephalosporin resistance mediated by ESBLs and fluoroquinolone resistance, representing horizontal and vertical gene transfer, respectively. Out of 793 pork samples, 339 (42.8%) were positive for Salmonella, yielding 531 isolates from 33 serotypes. The most common were Salmonella Rissen (22.6%), Sinstorf (16.8%), and Derby (10.2%). Antimicrobial susceptibility testing showed 28.2% of isolates were ESBL producers and …


Health Risk Assessment Of Heavy Metals Exposure From Blood Cockles : A Case Study In Samut Sakhon, Thailand, Nuttinan Jitsai Jan 2024

Health Risk Assessment Of Heavy Metals Exposure From Blood Cockles : A Case Study In Samut Sakhon, Thailand, Nuttinan Jitsai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study assessed the potential health risks from heavy metal exposure through the consumption of blood cockles (Anadara granosa) farmed in open-system aquaculture along the Tha Chin River, Samut Sakhon Province, Thailand. Environmental samples—sediment, surface water, and blood cockles—were collected from five farms during the dry season in December 2024. Six heavy metals (As, Cd, Cr, Pb, Hg, and Zn) were analyzed using ICP-MS techniques. The highest mean concentrations in blood cockles were Zn (9.71 ± 1.46 mg/kg), As (0.61 ± 0.10 mg/kg), Cd (0.47 ± 0.40 mg/kg), Pb (0.13 ± 0.02 mg/kg), Cr (0.08 ± 0.02 mg/kg), and Hg...


Machine Learning To Predict Outcome Of Inulin Supplementation In Children And Adolescent Obesity From Gut Microbiome Profile And Clinical Factors, Vitavat Aksornkitti Jan 2024

Machine Learning To Predict Outcome Of Inulin Supplementation In Children And Adolescent Obesity From Gut Microbiome Profile And Clinical Factors, Vitavat Aksornkitti

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Obesity is a non-communicable disease that arises from multiple factors, including lifestyle behaviors, dietary habits, and genetics. Despite the growing prevalence of obesity, traditional interventions such as increased physical activity and changes in diet and lifestyle often fail to achieve sustainable, long-term weight loss. Therefore, more effective strategies are needed to address this condition. Recent studies have highlighted the role of gut microbiota in obesity, illustrating that the obesogenic effects are transferable via fecal microbiota transplantation. However, research in this area has been limited, particularly among children in developing countries such as Thailand. Early studies have shown that variations in …


Assessing Sustainable Innovation Development Potential Of Organizations In Emerging Economies, Weena Chamlertwat Jan 2024

Assessing Sustainable Innovation Development Potential Of Organizations In Emerging Economies, Weena Chamlertwat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis introduces an innovative approach to assessing the sustainable innovation development potential of organizations in emerging economies by developing a comprehensive assessment framework. This framework is tailored to address the challenges and opportunities in these regions. The extensive literature review identified four key dimensions essential for sustainable innovation development: Sustainability Orientation, Systemic Thinking, Stakeholder Inclusion, and Resilience, each further divided into three sub-dimensions, resulting in a detailed and comprehensive assessment framework comprising twelve sub-dimensions. Empirical validation using data from organizations in Thailand confirms the framework's reliability and effectiveness, reinforcing its applicability. The research led to the creation of the …


ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน Jan 2024

ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร โดยสุ่มเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 220 คน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยในงาน ปัจจัยองค์กร ข้อมูลความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน (ความเหนื่อยล้า) Occupational Fatigue Exhaustion Recovery Scale-15 แปลไทย ฉบับปรับปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างสองตัวแปร และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ พบอัตราตอบกลับร้อยละ 85.27 ความชุกความเหนื่อยล้าเรื้อรัง เฉียบพลัน และการฟื้นตัว ร้อยละ 48.2, 60.9 และ 53.2 ตามลำดับ เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ และ 5) การดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเฉียบพลัน ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ 5) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง และบ่อยครั้ง 6) ประสบการณ์ในตำแหน่งมากกว่า 2 ถึง 10 ปี และ 7) นโยบายไม่ค่อยดี ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวระหว่างกะ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) ภาวะนอนไม่หลับ 3) แนวโน้มที่จะลาออกปานกลาง/ สูง และ 4) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง ดังนั้น ปัจจัยด้านกายใจ องค์กร และลักษณะงานสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า การพัฒนานโยบายสนับสนุนการทำงาน …


The Effect Of Hybrid Cbt-Based And Peer Support Program On Depression Among Transgender Women, Patcharin Krongtham Jan 2024

The Effect Of Hybrid Cbt-Based And Peer Support Program On Depression Among Transgender Women, Patcharin Krongtham

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study was a randomized controlled trial with repeated measures, aimed at evaluating the effect of hybrid CBT-based and peer support program on depression among transgender women. A total of 112 eligible participants were randomly assigned to either the experimental or control group, with 56 participants in each group. The experimental group received the hybrid CBT-based and peer support program developed based on Padesky and Mooney’s cognitive-behavioral therapy model (1990) and Dennis’s concept of peer support (2003). The program consisted of eight group sessions each lasting 60–90 minutes, delivered through both face-to-face meetings and the LINE application, conducted twice a …


A Path Analysis Of Treatment Adherence Of Persons With Hypertension In Myanmar, Thandar Win Jan 2024

A Path Analysis Of Treatment Adherence Of Persons With Hypertension In Myanmar, Thandar Win

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional descriptive correlational study was conducted with the objectives of 1) to explore the level of treatment adherence among persons with hypertension (HT) in Myanmar and 2) to examine the direct and indirect effects of age, social support, illness perception, patient-provider communication, perceived barriers, and self-efficacy on treatment adherence conducted in persons with HT in Myanmar. The model was hypothesized by meta-analysis results and thorough literature review. The two-stage cluster sampling method was applied to select the total 320 participants with HT from the community occupied by four rural and sub-rural health centers in Sagaing Township, Myanmar. All HT …