Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1284)
- Medicine and Health Sciences (835)
- Education (695)
- Engineering (506)
- Communication (468)
-
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (465)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- Business (241)
- Computer Sciences (231)
- Economics (199)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (196)
- Nursing (186)
- Public Health (183)
- Sociology (162)
- Educational Technology (144)
- Electrical and Computer Engineering (126)
- Medical Sciences (123)
- Educational Administration and Supervision (122)
- Law (117)
- Architecture (110)
- Electrical and Electronics (110)
- Dentistry (100)
- Technology and Innovation (100)
- Computer Engineering (96)
- Political Science (92)
- English Language and Literature (88)
- Fine Arts (85)
- Life Sciences (85)
Articles 271 - 300 of 4613
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์
ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซียภายหลังจากการผนวกไครเมียว่ามีความสำคัญต่ออำนาจทางทะเลและความมั่นคงของรัสเซียอย่างไร เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำว่าสามารถสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตได้อย่างไร โดยผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดสมุททานุภาพ (sea power) และทฤษฎีสัจนิยมเชิงโครงสร้างสำหรับการอธิบายการเสริมสร้างอำนาจทางทะเลของรัสเซียจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจากการศึกษาพบว่า รัสเซียมีเป้าประสงค์ในการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาและการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา เพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเล การขยายอิทธิพลทางทะเล และใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อต้านการขยายตัวของนาโต รัสเซียปรับเปลี่ยนแนวคิดการครองทะเล (command of the sea) ของกองเรือทะเลดำที่จากเดิมมีความพยายามในการแผ่ขยายอำนาจทางทะเลออกนอกภูมิภาคเปลี่ยนผ่านสู่การผสมผสานการปฏิบัติการทางทะเลและทางบก และการปฏิบัติการในสงครามอสมมาตรหรือสงครามลูกผสมในภูมิภาค แนวโน้มการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำเริ่มเห็นความสำคัญและเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในช่วงหลังจากการผนวกไครเมียเสร็จสมบูรณ์ทางพฤตินัย แนวโน้มดังกล่าวนำมาซึ่งการแสดงอำนาจทางทหารและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียและนาโต ผลลัพธ์จากการแข่งขันทางอำนาจที่มีความตึงเครียดสูงจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้การคาดการณ์การกระทำต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงผิดพลาดและบานปลายอยู่เสมอจนนำมาสู่สภาวะทางแพร่งทางความมั่นคง (security dilemma) ให้เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับนาโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจะมีแนวโน้มเลวร้ายลงจนไม่สามารถสร้างความประนีประนอมต่อกันได้เลย
ผลการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานที่มีต่อทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นันทน์ธร บรรจงปรุ
ผลการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานที่มีต่อทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นันทน์ธร บรรจงปรุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงคำนวณของกลุ่มทดลอง โดยเปรียบเทียบก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้สำหรับ กลุ่มทดลอง 2) ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบปกติเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้สำหรับ กลุ่มควบคุม 3) แบบทดสอบวัดความสามารถทักษะการคิดเชิงคำนวณ ใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 4) แบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากผลงานของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) รวมถึงการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent samples t-test) การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1.ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการคิดเชิงคำนวณของกลุ่มทดลองหลังการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานด้านสูงกว่าก่อนการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า คะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
โปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวม, นภา จำปาทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวม 2) ศึกษาปัจจัยสนับสนุนและปัญหาอุปสรรคของการทำงานร่วมกันของครู และ 3) พัฒนาต้นแบบโปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครู การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมวิธี แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามครูศูนย์การศึกษาพิเศษ 31 คน และครูผู้ประสานงานเรียนรวม 14 คน จาก 6 จังหวัด และ 3) การสัมภาษณ์เชิงลึกครูจากกลุ่มที่มีทักษะสูงและกลุ่มกำลังพัฒนา จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูทั้งสองกลุ่มมีระดับทักษะการทำงานร่วมกันในระดับมาก โดยด้านหลักความร่วมมือมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 3.75) รองลงมาคือด้านการมีสัมพันธภาพและการสื่อสารที่ดี (M = 3.57) ครูผู้ประสานงานเรียนรวมมีค่าเฉลี่ยการรับรู้สูงกว่าครูศูนย์การศึกษาพิเศษในทุกด้าน 2) ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ชัดเจน กระบวนการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ การนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบ การสนับสนุนจากผู้บริหารและผู้ปกครอง ส่วนอุปสรรคหลัก ได้แก่ ข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงาน การขาดความรู้ของผู้ปกครอง ความไม่ต่อเนื่องของการประสานงาน การขาดทรัพยากร และ 3) ต้นแบบโปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวมที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิด Design Thinking เป็นกรอบการออกแบบ ประกอบด้วย 6 โมดูล ได้แก่ 1) หลักการและความสำคัญของการทำงานร่วมกัน 2) การพัฒนาทักษะการสื่อสารและสัมพันธภาพ 3) การวางแผนและประเมินผลร่วมกัน 4) การพัฒนาระบบสนับสนุนและทรัพยากร 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และ 6) การนิเทศติดตามและพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิว่าโปรแกรมมีความสอดคล้องกับนโยบายและบริบทการทำงานจริง มีความเหมาะสม มีประโยชน์ มีความเป็นไปได้ และมีแนวโน้มได้รับการยอมรับ
ผลการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามกรอบแนวคิด การใช้-ปรับแต่ง-สร้างสรรค์ ที่มีต่อความสามารถในการคิดเชิงระบบของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, จักกริช เทียมเมือง
ผลการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามกรอบแนวคิด การใช้-ปรับแต่ง-สร้างสรรค์ ที่มีต่อความสามารถในการคิดเชิงระบบของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, จักกริช เทียมเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงระบบของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามกรอบแนวคิดการใช้-ปรับแต่ง-สร้างสรรค์ และ 2) ศึกษาความสามารถในการคิดเชิงระบบของนักเรียน ตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 16 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น กลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบการคิดเชิงระบบและแบบประเมินแบบจำลองคอมพิวเตอร์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขนาดอิทธิพลและสถิติ Wilcoxon matched pairs signed-ranks และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาจากพฤติกรรมการสร้างแบบจำลองฯของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการคิดเชิงระบบของนักเรียนหลังเรียนด้วยกรอบแนวคิดการใช้-ปรับแต่ง-สร้างสรรค์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูง (Effect Size = 0.88) 2) กระบวนการคิดเชิงระบบของนักเรียนพัฒนาอย่างเป็นลำดับจากขั้น โดยแสดงพฤติกรรมที่สะท้อนถึงทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ (1) การระบุการจัดระบบ นักเรียนวิเคราะห์องค์ประกอบของระบบและระบุความสัมพันธ์ในระบบย่อยอาหารได้ (2) การวิเคราะห์กระบวนการของระบบ นักเรียนวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ได้ และ (3) การสร้างแบบจำลองของระบบ นักเรียนออกแบบ และสร้างแบบจำลองใหม่ตามสถานการณ์ โดยวิเคราะห์สาเหตุและคาดการณ์ผลลัพธ์ตามการเปลี่ยนแปลงภายในระบบได้
การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองความเป็นจริงเสมือนเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กุลภัทร เอี่ยมธาราชัย
การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองความเป็นจริงเสมือนเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กุลภัทร เอี่ยมธาราชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แม้ว่าการทดลองจะมีความสำคัญต่อการพัฒนามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่หัวข้อ แรง และการเคลื่อนที่ ยังมีข้อจำกัดของการทดลองจริงในชั้นเรียน ในด้านความคลาดเคลื่อนที่ทำให้ไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวล และความเร่งได้ งานวิจัยนี้จึงเป็นการวิจัยและพัฒนาที่มีเป้าหมายเพื่อ 1) พัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองเสมือนจริง เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวล และความเร่ง และ 2) ศึกษาผลการพัฒนาระดับมโนทัศน์กับตัวอย่างนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียน วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จำนวน 14 คน โดยเลือกนักเรียนด้วยวิธีเลือกแบบอาสาสมัคร เครื่องมือในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ แบบสนทนากลุ่มผู้ใช้สื่อ แบบประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อ และแบบวัดมโนทัศน์แบบเลือกตอบสองระดับ จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า สื่อนี้มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมและสอดคล้องที่ 4.41 มีลักษณะเป็นการทดลองเสมือนจริงบนแอปพลิเคชันติดตั้งบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ร่วมกับอุปกรณ์สวมศีรษะเพื่อแสดงภาพ ใช้สถานการณ์การทดลองการเคลื่อนที่ของยานอวกาศ ในมุมมองแบบบุคคลที่ 2 ค่าจากการวัดมีความคลาดเคลื่อน 5% ที่ใกล้เคียงการทดลองจริงและสามารถสรุปผลการทดลองอย่างมีประสิทธิภาพ และสื่อนี้สามารถพัฒนาระดับมโนทัศน์ของนักเรียน โดยความถี่ของระดับมโนทัศน์ ไม่มีมโนทัศน์ (NU) และ มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน (SM) ลดลงร้อยละ 17.86 และ 8.33 ในขณะที่ระดับมโนทัศน์ มโนทัศน์ที่ถูกต้องบางส่วน (PU) และ มโนทัศน์ที่ถูกต้อง (SU) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.57 และ 22.62 ตามลำดับ
การพัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาจีน, ธวรุตต์ จุลคีรี
การพัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาจีน, ธวรุตต์ จุลคีรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง "การพัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาจีน" นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม และ 2) ศึกษาผลการใช้ชุดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา แบบแผนการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง ประชากร คือ นักศึกษาจีนที่เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศระดับกลางในสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานครที่เปิดสอนภาษาไทยให้นักศึกษาจีน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักศึกษาจีนที่เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศระดับกลางในสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานคร จำนวน 11 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการทดลอง คือ ชุดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) กิจกรรมการเรียนการสอน 4 ขั้น 2) วัตถุประสงค์การเรียนการสอน 3) สาระการเรียนรู้ 4) สื่อการเรียนการสอน 5) เกณฑ์การให้คะแนนความสามารถในการสนทนาภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศระดับกลาง 6) แบบประเมินท้ายหน่วยการเรียนรู้ 7) แผนการจัดการเรียนการสอน 8) แบบฝึกปฏิบัติและเฉลย 9) แบบทดสอบก่อนและหลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอน รวมทั้งมีคู่มือครูและคู่มือนักศึกษาหรือบัตรคำสั่งงานสำหรับการใช้งานชุดการเรียนการสอน และ 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถการพูดสนทนาภาษาไทยระดับกลางของนักศึกษาจีนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนฯ สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนฯ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู, วิชชุดา ดวงชาทม
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู, วิชชุดา ดวงชาทม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นจริง สภาพที่คาดหวัง และความจำเป็นในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครู 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกันการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู ตัวอย่างในการวิจัยระยะที่ 1 (ระยะวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น) เป็นนิสิตครูชั้นปีที่ 2-4 จำนวน 329 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครู ตัวอย่างในการวิจัยระยะที่ 3 (ระยะทดลอง) คือ นักศึกษาครูสาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จำนวน 14 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู 2) เกณฑ์การประเมินทักษะการพูด การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานโดยใช้สถิติบรรยาย เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นโดยการใช้ PNimodified 3) วิเคราะห์ทักษะการพูดของนิสิตครู โดยการใช้ Paired-Sample t-test และ คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) ค่าความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครูอยู่ระหว่าง 0.05 – 0.31 รายการที่ระบุค่าความต้องการจำเป็นสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 คือ การกำหนดประเด็นสำคัญในการพูดของนิสิต (0.31) อันดับที่ 2 อยู่ที่ ความรู้เรื่องการใช้วิดีโอบล็อกสำหรับการจัดการเรียนการสอน (0.31) ข้อที่ 3 อยู่ที่ การเลือกใช้ลีลาน้ำเสียงให้เหมาะสมกับเนื้อหาที่ตนเองสอน (0.29) ตามลำดับ 2) รูปแบบการเรียนรู้ ฯ มีจำนวน 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) อาจารย์ 2) นิสิตครู 3) การศึกษาตัวอย่าง 4) การเรียนในชั้นเรียน 5) ผลงานของผู้เรียน 6) การประเมินผล และมีจำนวน …
แนวทางการพัฒนานักศึกษาปริญญาบัณฑิตให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน, ศุภกิตติ์ สรรค์พิพัฒน์
แนวทางการพัฒนานักศึกษาปริญญาบัณฑิตให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน, ศุภกิตติ์ สรรค์พิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน 2) เพื่อศึกษาสภาพการมีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผันของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตและสภาพนโยบายและการดำเนินหลักสูตรเพื่อพัฒนานักศึกษาปริญญาบัณฑิตให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน 3) นำเสนอนโยบายและการดำเนินแนวทางเพื่อพัฒนานักศึกษาปริญญาบัณฑิตให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผันสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบทักษะ จำนวน 34 ทักษะ และผลการสัมภาษณ์สถานประกอบการ พบทักษะ จำนวน 19 ทักษะ 2. สภาพการมีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผันของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่า นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตมีค่าเฉลี่ยทักษะที่มากเป็น 3 อันดับแรก ดังนี้ อันดับที่ 1 คือ ทักษะการเข้าใจผู้อื่น อันดับที่ 2 คือ ทักษะการคิดยืดหยุ่นและการปรับตัว และอันดับที่ 3 คือ ทักษะการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่หลากหลาย 3. ข้อเสนอนโยบายและการดำเนินหลักสูตรเพื่อพัฒนานักศึกษาปริญญาบัณฑิตให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน ดังต่อไปนี้ 1) กำหนดเป็นนโยบายการพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผันของหลักสูตร 2) กำหนดการจัดการหลักสูตรเพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะ 3) พัฒนาทักษะนักศึกษาผ่านการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียน 4) พัฒนาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยให้มีศักยภาพในการพัฒนาทักษะนักศึกษา
การพัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวมและการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากลเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ฉันทิกา ชินธเนศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวมร่วมกับแนวคิดการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล (Universal Design for Learning: UDL) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย และ (2) ศึกษาพัฒนาการของนักเรียนภายหลังได้รับการฝึกด้วยโปรแกรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 35 คน จากโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) การวิจัยใช้รูปแบบทดลองแบบกลุ่มเดี่ยวหลายเส้นฐานข้ามบุคคล (Multiple-Baseline Single-Subject Design Across Individuals) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบ จำนวน 11 คาบ ซึ่งพัฒนาขึ้นตามกระบวนการ Design Thinking และออกแบบตามหลักการของ UDL ทั้งด้านการนำเสนอ (Representation) การแสดงออก (Action and Expression) และการมีส่วนร่วม (Engagement) และ (2) แบบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทั่วไป (Tier 1) กลุ่มเสี่ยง (Tier 2) และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ (Tier 3) มีพัฒนาการด้านทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นหลังจากได้รับการฝึกด้วยโปรแกรม โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจนมากขึ้น สะท้อนว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนในบริบทห้องเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรภัทร สัญญาสุวรรณ
รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรภัทร สัญญาสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นและเทคโนโลยีในการใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อวิเคราะห์ผลของการใช้รูปแบบฯ และ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงฯ คือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 5 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 5 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงฯ แบบวัดการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคม แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) สถิติ One way repeated measure ANOVA เพื่อศึกษาผลการเปรียบเทียบหลายช่วงในกลุ่มเดียวกันผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์เทคโนโลยี เพื่อการเรียนรู้จากครอบครัว ในระดับปานกลางใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และเลือกใช้เว็บบราวเซอร์กูเกิลโครม มากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นในการแก้ไขประเด็นปัญหาในสังคมเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายตามประเด็น SDGs ปัญหาการขาดสารอาหาร มีดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด 3) สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีของในปัจจุบันของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่นักเรียนสนใจมากที่สุดคือ สื่อโซเชียลมีเดีย 2) องค์ประกอบของรูปแบบฯ ประกอบด้วยชุมชนเสมือน การเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายและสังคม การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม และเครื่องมือวัดและประเมินผลตามสภาพจริง 2) ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความสามารถแตกต่างกันแต่ละองค์ประกอบของการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีคะแนนความรู้ความเข้าใจในการคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang
Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this study were to: 1) investigate the effects of translanguaging in improving English reading comprehension among Chinese undergraduate students, and 2) explore the opinions of Chinese undergraduate students towards the use of translanguaging in English reading instruction. The participants were 42 non-English major undergraduate students from a provincial university in Yunnan, China. The research instruments included pre- and post-tests of English reading comprehension, and semi-structured interviews. Results from the paired sample t-test at the .05 significance level revealed that students’ English reading comprehension improved significantly following the use of translanguaging in English reading instruction, especially among those …
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้สะตีมศึกษา, วัลย์ลดา ภวภูตานนท์
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้สะตีมศึกษา, วัลย์ลดา ภวภูตานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา 2) เพื่อศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 340 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการ หัวหน้างานวิชาการหรือหัวหน้าหลักสูตร และครูผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 งาน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ได้แก่ (1) การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาได้กับชีวิตจริง (2) การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และ (3) การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการทำงานร่วมกันและการทำงานเป็นทีม 2) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา อยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อจำแนกการบริหารวิชาการ พบว่าความจำเป็นสูงสุงคือ การจัดการเรียนการสอน รองลงมาคือการพัฒนาหลักสูตร และการวัดและประเมินผล ตามลำดับ เมื่อจำแนกผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา พบว่า ความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาได้กับชีวิตจริง รองลงมาคือการบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และการบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการทำงานร่วมกันและการทำงานเป็นทีม ตามลำดับ ส่วนด้านสภาพแวดล้อมภายนอก พบว่า ความต้องการจำเป็นสูงสุด ด้านนโยบายของรัฐ คือ การวัดและประเมินผล ด้านสภาพเศรษฐกิจ คือ การพัฒนาหลักสูตร ด้านสภาพสังคม คือ การวัดและประเมินผล และด้านเทคโนโลยี คือ การวัดและประเมินผล 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ (1) ขับเคลื่อนการพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง (2) ยกระดับการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง …
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข่าวปลอมสามารถแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาและความเสียหายมากมายต่อผู้คน สำหรับการวิจัยนี้ได้พัฒนาโปรแกรมการพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสำหรับนักศึกษาครู โดยการทำเหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ การวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) โดยมีวัตถุประสงค์วิจัย ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ (social media mining) และสร้างคลังฐานข้อมูลข่าวปลอมที่รวบรวมจากเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2561 - 2565) 2) เพื่อวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Meta-Analytic Structural Equation Modeling: MASEM) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจสอบข่าวปลอมและนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญ (active ingredients) ในการสร้างโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอม 3) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมมออนไลน์ที่ประยุกต์ใช้การตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think aloud) และเปรียบเทียบผลการวัดกับแบบประเมินตนเองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดย Timmers & Glas (2010) 4) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดยใช้ผลการวิจัยข้อ 1–3 เป็นฐาน 5) เพื่อวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาวิชาชีพครูจากการใช้โปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์ คลังฐานข้อมูลข่าวปลอมสร้างขึ้นจากการวิเคราะห์การเรียนรู้ของเครื่องแบบไม่มีผู้สอน (unsupervised machine learning) เพื่อจัดกลุ่มจากรูปภาพ 456 ภาพ และข้อความ 271 รายการ เพื่อให้ได้กลุ่มภาพที่แตกต่างกัน 6 กลุ่ม (เช่น พาดหัวข่าวที่กระตุ้นความสนใจ การเลียนแบบโลโก้หน่วยงาน) และหัวข้อข้อความ 6 กลุ่ม (เช่น การหลอกลวงขอสินเชื่อ การแนะนำยาสมุนไพร) และผลการวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (MASEM) เพื่อปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจพบข่าวปลอมจากการศึกษางานวิจัย 11 เรื่อง ได้โมเดลที่มีความสัมพันธ์ดังนี้ การจัดการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ทางดิจิทัล (MDP) การสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์ (CSM) และการรู้คิดของตนเอง (MSR) ส่งผลทางอ้อมต่อการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ (SML) ผ่านทักษะทางอินเทอร์เน็ต (INS) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นำมาใช้ส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบโปรแกรมออนไลน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (interactive) ประกอบด้วย 4 โมดูล ได้แก่ รู้จักข่าวปลอม สังเกตข่าวปลอม ประเมินข่าวปลอม และการใช้เครื่องมือและเทคนิคเพื่อตรวจพบข่าวปลอม เครื่องมือประเมินที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ใช้เทคนิคการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think-aloud) …
รูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน, ยงเหมย จาว
รูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน, ยงเหมย จาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของวัฒนธรรมการกินเจ 2) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจ 3) นำเสนอรูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน โดยผู้วิจัยได้ศึกษาจากวัดจีน ศาลเจ้า และโรงเจ รวมจำนวนทั้งสิ้น 11 แห่ง ซึ่งมีการจัดกิจกรรมกินเจอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี ซึ่งมีบทบาทในการสืบสานวัฒนธรรมการกินเจในเขตกรุงเทพมหานคร และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกินเจในประเทศไทย จำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบการสื่อสารส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกการสังเกต 3) แบบบันทึกภาคสนาม 4)แบบสนทนากลุ่ม โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง การวิจัยภาคสนาม และการจัดสนทนากลุ่มผลการศึกษาพบว่า ในส่วนขององค์ประกอบ 1) องค์มติ สะท้อนความเชื่อในพุทธมหายานและลัทธิเต๋า โดยมีการบูชากลุ่มดาวและเทพเจ้าต่าง ๆ ในพิธีกินเจเดือนเก้า 2) องค์การทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการวางแผน จัดงบประมาณ และควบคุมการดำเนินงานเทศกาลกินเจให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3) องค์พิธีการ การกินเจประจำวันมักไม่ประกอบพิธี ส่วนในเทศกาลกินเจจะมีพิธีกรรมใหญ่และพิธีประจำวัน 4) องค์วัตถุ ได้แก่ สถานที่สำคัญ อาหารเจ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบพิธีและสื่อถึงวัฒนธรรมการกินเจ ซึ่งล้วนมีความหมายเชิงศาสนาและวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความบริสุทธิ์และการปฏิบัติตนตามหลักการกินเจอย่างครบถ้วน ผู้วิจัยวิเคราะห์คุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) ด้านประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนการถ่ายทอดวัฒนธรรมของชาวจีนอพยพซึ่งหลอมรวมเข้ากับสังคมไทยผ่านศาสนาและวิถีชีวิตจนกลายเป็นวัฒนธรรมร่วมที่ยั่งยืน 2) ด้านสุนทรียศาสตร์ ที่ปรากฏในศิลปะ สถาปัตยกรรม การตกแต่ง การแสดง และอาหารเจซึ่งสร้างความงดงามและความรู้สึกร่วมในชุมชน 3) ด้านจริยศาสตร์ ที่ส่งเสริมคุณธรรม เช่น ความเมตตา การไม่เบียดเบียน ความอดทน และความเข้าใจผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งทางใจในการฝึกจิตและรักษาศีลธรรม และ 4) ด้านภูมิปัญญา ซึ่งสะท้อนผ่านการปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย การสร้างสรรค์เมนูเจที่หลากหลาย ตลอดจนความรู้ด้านโภชนาการที่ส่งเสริมสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำเสนอรูปแบบการสืบสานคุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1) รูปแบบการสืบสานคุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจที่เป็นแนวคิดเชิงระบบที่เน้นการประพฤติปฏิบัติจริง และ 2) รูปแบบเชิงแนวคิด (Concept) …
การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง
การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมมีความสำคัญต่อการจัดการอารมณ์ การสร้างความสัมพันธ์ และการตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ในโรงเรียนและชีวิตประจำวันของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 5 ประการ คือ 1) เพื่อสังเคราะห์คุณสมบัติทางจิตมิติของเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 3) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 4) เพื่อพัฒนาแนวทางส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู โดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต และ 5) เพื่อพัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู ดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 สังเคราะห์ข้อมูลเครื่องมือวัดตัวแปรการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมจากฐานข้อมูล Google Scholar ระยะที่ 2 วิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างจากข้อมูลงานวิจัยในฐานข้อมูล Google Scholar Scopus และ ERIC จำนวน 9 งาน ระยะที่ 3 ศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงด้วยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และสังเกตการเรียนการสอน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต การวิเคราะห์ความไม่แน่นอน และการวิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างเพื่อนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูในระยะที่ 4 ผลการวิจัยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการรวบรวมเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย จำนวน 12 เครื่องมือ ประกอบด้วย ภาษาไทย จำนวน 6 เครื่องมือ และภาษาอังกฤษ จำนวน 6 เครื่องมือ ซึ่งสามารถจัดกลุ่มเครื่องมือตามประเภทของผู้ตอบ ระดับชั้นหรือช่วงวัยของนักเรียน และองค์ประกอบและมิติของการวัดตัวแปร โดยเครื่องมือแต่ละประเภทมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่แตกต่างกัน 2. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม พบว่า บรรยากาศในโรงเรียน การสนับสนุนจากครู การสนับสนุนจากเพื่อน และการสนับสนุนจากผู้ปกครองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนช่วยในการจัดการอารมณ์ การเชื่อมโยงกับผู้อื่น และการจัดการกับความท้าทายในสภาพบริบทของโรงเรียน 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชั้นเรียนและตกอยู่ในเมทริกซ์ความไม่แน่นอนในช่องมีผลกระทบสูงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นสูงในแต่ละระดับชั้น โดยระดับปฐมวัย ได้แก่ การเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และการทะเลาะวิวาท ชกต่อยกันในชั้นเรียน ระดับประถมศึกษา ได้แก่ การก่อกวนชั้นเรียน เช่น โยนของ ตะโกนเสียงดัง และการเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ …
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกและกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ประชากร คือ โรงเรียนคาทอลิก รวม 369 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนขั้นพื้นฐานระดับประถมและมัธยม จาก 11 สังฆมณฑลในประเทศไทย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 44 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 575 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้างานหลักสูตร หัวหน้างานวิชาการระดับชั้น และครู เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจําเป็น (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย (1) ทักษะการคิด (2) ทักษะการทำงาน (3) ทักษะส่วนบุคคล (4) ทักษะเทคโนโลยี 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ พบว่า การพัฒนาหลักสูตร มีลำดับความจำเป็นสูงสุด รองลงมา คือ การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล 3) นวัตกรรมการบริหารวิชาการ คือ นวัตกรรมการบริหารวิชาการเสริมทักษะการคิด ประกอบด้วย 3 นวัตกรรมย่อย คือ (1) การบริหารหลักสูตรเสริมทักษะการคิด (2) การบริหารการจัดการเรียนรู้เสริมทักษะการคิด (3) การบริหารการวัดและประเมินผลเสริมทักษะการคิด
แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, ฮานาน อีหมัน
แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, ฮานาน อีหมัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพของการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา และ 2) นำเสนอแนวทางส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ ตัวอย่างในการวิจัย คือ ครูมัธยมศึกษา จำนวน 350 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารและแบบสัมภาษณ์แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร ได้แก่ (1) ด้านการวางแผน พบว่าครูจัดกิจกรรมในรายวิชาพื้นฐานมากที่สุด (M = 4.98, SD = 0.17) (2) ด้านการจัดการเรียนรู้ พบว่าครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยครูกำหนดประเด็นหรือตั้งคำถามให้นักเรียนอภิปรายมากที่สุด (M = 4.40, SD = 0.71) และครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารเพื่อทำงานร่วมกัน โดยครูจัดกิจกรรมเพื่อฝึกฝนการสื่อสารร่วมกันในการทำงานกลุ่มมากที่สุด (M = 4.44, SD = 0.64) และ (3) ด้านการประเมินผลและการนำผลไปใช้ พบว่าครูนำผลการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะ การสื่อสารไปพัฒนาในการจัดการเรียนการสอนของตนในครั้งต่อไปมากที่สุด (M = 4.38, SD = 0.84) และ 2) แนวทางในการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การวางแผนส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยการวิเคราะห์ ความต้องการของผู้เรียนและจัดกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้เรียน (2) การจัดกิจกรรมการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารโดยเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และ (3) การประเมินผลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยเน้นการประเมินเพื่อพัฒนามากกว่าการวัดผลลัพธ์ปลายทาง
การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐนันท์ สาริโก
การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐนันท์ สาริโก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษา (Extending Concepts through Language Activities: ECOLA) ที่มีต่อการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่างวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนสาธิตมัธยมศึกษาสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษา จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้ คือ หน่วยการเรียนรู้บันเทิงคดีประเภทสัจนิยม หน่วยการเรียนรู้สารคดี และหน่วยการเรียนรู้บันเทิงคดีประเภทเรื่องราว โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การระบุวัตถุประสงค์การสื่อสาร 2) การอ่านในใจเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และภารกิจที่กำหนด 3) การตกผลึกความรู้ความเข้าใจผ่านการเขียน 4) การอภิปรายผลการอ่าน และ 5) การเขียนและเปรียบเทียบผลการอ่านก่อนและหลังการอภิปราย และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดการอ่านเพื่อความเข้าใจ ซึ่งครอบคลุมการอ่านเพื่อความเข้าใจ 4 ระดับ ได้แก่ ระดับข้อเท็จจริง ระดับการวิเคราะห์ ระดับการประเมินค่า และระดับการประยุกต์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ dependent sample t-test ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังการจัดกิจกรรมเท่ากับ 27.43 คะแนน (S.D. = 2.80) ซึ่งสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ย 21.27 คะแนน (S.D. = 5.28) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาคะแนนการอ่านเพื่อความเข้าใจจำแนกตามระดับทั้ง 4 คือ ระดับข้อเท็จจริง ระดับวิเคราะห์ ระดับประเมินค่า และระดับประยุกต์ พบว่าหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษา นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกระดับ แสดงให้เห็นว่า กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษามีผลต่อการพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
Legally Literate But Disempowered: Urban Refugees And National Screening Mechanism In Thailand, Andrew Wai Phyo Kyaw
Legally Literate But Disempowered: Urban Refugees And National Screening Mechanism In Thailand, Andrew Wai Phyo Kyaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation examines the relationship between legal literacy, empowerment, and protection outcomes among urban refugees and asylum seekers in Thailand, focusing on the 2019 National Screening Mechanism (NSM). Thailand, a non-signatory to the 1951 Refugee Convention and hosting about 5,500 refugees mainly in Bangkok, lacks formal refugee laws. Its recent NSM reflects limited progress in regional protection mechanisms, functioning within a framework that emphasizes state security over human security. The study posits that urban refugees understand the law, like the NSM, but remain powerless because Thailand's approach prioritizes security over protection. This study addresses three interconnected research questions that investigate …
แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร
แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ศึกษากรณีแนวปฏิบัติของต่างประเทศที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง และพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 19 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร โดยกำหนดกรณีศึกษาเป็นทัณฑสถานหญิงกลางซึ่งเป็นสถานที่คุมขังแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มทดลองนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ผลการศึกษา พบว่าการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง เผชิญกับสภาพปัญหา ได้แก่ การไม่สามารถดำเนินการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนประเภทรับสัมผัสเต็มรูปแบบที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต และการออกแบบเนื้อหาสถานการณ์เสมือนจริง และข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต ความครอบคลุมและความหลากหลายของเนื้อหาในสถานการณ์เสมือนจริง การคัดเลือกผู้ต้องขัง การขาดการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน ขณะที่กรณีศึกษาจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศสเปน ประเทศนิวซีแลนด์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการประยุกต์ใช้สำหรับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งนี้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางครอบคลุม ได้แก่ การพัฒนารูปแบบการเชื่อมต่อเนื้อหาของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง การพัฒนาการออกแบบเนื้อหาให้มีความครอบคลุมและหลากหลายมากยิ่งขึ้น การพัฒนาการคัดเลือกผู้ต้องขัง การพัฒนาการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการพัฒนาการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ องค์ประกอบ และกระบวนการก่อรูปของทุนทางสังคมภายในชุมชนวัดปุรณาวาสตลอดจนศึกษาแนวทางการนำทุนทางสังคมมาใช้ในการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทุนทางสังคมของชุมชนวัดปุรณาวาสมีความเข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติที่แน่นแฟ้น ประชาชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีการถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่นผ่านกลุ่มอายุที่หลากหลายซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ องค์ประกอบของทุนทางสังคมในชุมชนดังกล่าว มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มและเครือข่ายภายในชุมชนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) ความไว้วางใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สร้างความมั่นคงในระดับฐานราก (3) การดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (4) การจัดการด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ (5) การทำงานร่วมกันทางสังคมที่เน้นการเกื้อกูล และ (6) การเสริมอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนผ่านเวทีประชาคม ทั้งนี้กระบวนการก่อรูปทุนทางสังคมของชุมชนดังกล่าวเกิดจากการประสานระหว่างโครงสร้างภายในที่มีคณะกรรมการชุมชนเป็นศูนย์กลาง และกลไกความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีรากฐานจากความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดระบบบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน จำนวน 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมการชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครและระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม (3) การสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ (4) การสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการดูแลกลุ่มเสี่ยงและเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา (5) การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกสำหรับเยาวชน (6) การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับการพัฒนาอาชีพ (7) การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม (8) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านทรัพยากร อาชีพ และจิตวิทยา (9) การเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางสังคม (10) การเปิดเวทีประชาธิปไตยให้ชาวบ้านร่วมกำหนดนโยบายในระดับชุมชน (11) การเจรจากับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานป้องกัน (12) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเครือข่าย โดยแนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของทุนทางสังคมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมดังกล่าว และแนวทางการป้องกันการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 20 ราย และ 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ พนักงานอัยการฯ พนักงานสอบสวนฯ นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง และนักวิชาการฯ จำนวน 8 ราย ผลการศึกษาพบว่า เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดมีอายุระหว่าง 13–17 ปี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง และมีประวัติกระทำผิดเป็นครั้งแรก อีกทั้งบางรายมีแนวโน้มพกพาอาวุธปืนต่อเนื่องและใช้อาวุธปืน ในการก่อเหตุ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อขายจากกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ การประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเองและการยืมจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมักเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ที่ไม่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการป้องกันตัวจากภัยคุกคาม ข่มขู่คู่อริหรือปกป้องเพื่อน ค่านิยมในกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ ความชื่นชอบส่วนตัว และการขาดความเข้าใจในบทลงโทษทางกฎหมาย โดยพฤติกรรมการพกพาอาวุธ 4 รูปแบบ ได้แก่ การพกพาเป็นประจำ การพกพาอาวุธปืนเป็นครั้งคราว การพกพาเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ และการพกพาเพียงครั้งเดียวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ทั้งนี้ แรงจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยพบว่า แรงจูงใจด้านความต้องการความมั่นคงปลอดภัยมักพบในกลุ่มที่เคยถูกคุกคามหรือมีปัญหากับคู่อริ แรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกี่ยวข้องกับความพยายามได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ขณะที่แรงจูงใจด้านการได้รับการยกย่อง มักสัมพันธ์กับความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจ ความกล้า หรือความโดดเด่นในกลุ่ม นอกจากนี้แนวทางการป้องกันที่ได้จากการศึกษานี้ชี้ว่า ควรเน้นมาตรการ เชิงบูรณาการ อาทิ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และ การสื่อสารในครอบครัว การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมทักษะชีวิต การใช้กลไกชุมชนในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การควบคุมช่องทางการเข้าถึงอาวุธออนไลน์อย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน
บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี
บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 (2) เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของสื่อแต่ละสำนักจาก พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 โดยการศึกษาในเชิงคุณภาพ ด้วยแนวทางการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ประกอบกับการวิเคราะห์เนื้อหาซ่อนเร้น (Latent Content) และการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อจำนวนทั้งสิ้น 7 สำนัก ผลการศึกษาพบว่า สื่อทั้ง 7 สำนักมีความโน้มเอียงทางการเมือง (Political Orientation) เป็นของตนเอง โดยมักนำเสนอข่าวสารไปในทิศทางที่ตอบสนองจุดยืนทางการเมืองของตน ประกอบกับการเติบโตขึ้นของเทคโนโลยี ทำให้ภูมิทัศน์ของสื่อส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาศัยแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นช่องทางหลักในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีโอกาสก่อให้เกิดปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) อันเป็นผลมาจากระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งผลให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารอาจได้รับข้อมูลเพียงแง่มุมเดียวและอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน นอกจากนั้นสื่อยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกล่อมเกลาทัศนคติ ความเชื่อ และชุดความคิดของปัจเจกบุคคล ผ่านการใช้วิธีการวางกรอบ (Framing) เนื้อหาของข่าวที่จะนำเสนอ และการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda-Setting) ซึ่งแม้ว่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร สื่อมีเครื่องมือและวิธีการในการโน้มน้าวให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารเห็นคล้อยตามความโน้มเอียงทางการเมืองของสื่อนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้การศึกษาสื่อในฐานะหนึ่งในผู้แสดงทางการเมือง (Political Actor) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในสังคมไทย
การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร
การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาที่มาของการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรม หรือนักเรียนช่าง ของไทย ในทางประวัติศาสตร์การเมือง และเศรษฐกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย และที่มาในทางประวัติศาสตร์การเมืองที่ส่งผลต่อการก่อรูปความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทดังกล่าว จากในระดับไม่รุนแรงจนไปถึงการยกระดับความรุนแรงเป็นการประสงค์ต่อชีวิต โดยใช้การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เพื่อค้นคว้าวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนช่างนับตั้งแต่ช่วงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยในการก่อรูปของความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทของนักเรียนช่าง มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การใช้โรงเรียนช่างเป็นพื้นที่ในการสร้างอำนาจ และประลองกำลังกันของชนชั้นนำนับตั้งแต่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่งผลทำให้โรงเรียนช่างเฉพาะทางตกทอดเป็นมรดกมาสู่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยแบ่งเป็นโรงเรียนช่างก่อสร้าง และโรงเรียนช่างกล ซึ่งเป็นโรงเรียนคู่แข่งกัน ซึ่งปูทางให้เกิดสถาบันทางความคิดในโรงเรียนเฉพาะทาง 2 แห่งแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประการที่สอง การก่อตัวของรุนแรง และการทะเลาะวิวาทระหว่างโรงเรียนช่างเฉพาะทาง 2 แห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามใช้โรงเรียนช่างเฉพาะทางทั้ง 2 แห่งเป็นเครื่องมือในการผลักดันสถาบันทางเศรษฐกิจการเมือง คือ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ เพื่อกีดกันชาวจีนออกจากวิชาชีพช่างโดยเฉพาะในวิชาชีพช่างกล และช่างก่อสร้าง จึงมีการสร้างความรัก และสามัคคี ความรักในสถานศึกษา และความรักในวิชาชีพช่างที่สถานศึกษาของตนเองเปิดสอน จนเกิดค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างกลในโรงเรียนช่างกลปทุมวัน และค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างก่อสร้างในโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทในระดับที่ไม่รุนแรงครั้งแรกในปี 2495 ประการที่สาม การทะเลาะวิวาทถูกยกระดับเป็นการประสงค์ต่อชีวิตหลังวิกฤตการณ์ทางการเมือง 14 ตุลาคม 2516 ที่ได้มีการแยกสลายนักเรียนช่างออกจากขบวนการนักเรียนนักศึกษาโดยชนชั้นนำ และมีการสร้างความหวาดระแวงต่อกัน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในหมู่นักเรียนช่าง ประกอบกับค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมที่มีอยู่เดิม จึงเกิดการแก้แค้นกันไปมาจนถึงปัจจุบัน
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติผ่านช่องทางการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และเสนอแนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงาน ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์ (Interview Guide) เป็นเครื่องมือหลัก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นปัญหาและอุปสรรคที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบการลักลอบ อุปสรรคด้านการประสานงานและระบบข่าวกรอง และข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงอิทธิพลของบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติด นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงสร้างองค์กรและแนวทางปฏิบัติที่เน้นการตอบสนองเฉพาะหน้า ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการสกัดกั้นเชิงระบบในระยะยาว เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการพัฒนาใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่น การใช้กลยุทธ์การส่งมอบยาเสพติดภายใต้การควบคุม (Controlled Delivery) และการพัฒนาระบบคัดกรองและสุ่มตรวจในจุดเสี่ยง (2) การบูรณาการความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางด้านข่าวกรอง และการขยายโมเดลคณะทำงานสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ด่านหน้า (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน (4) การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ เช่น การใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง และการเสริมอุปกรณ์ตรวจสอบให้หน่วยงานภาคสนาม (5) การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติ และ (6) การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและบุคลากร ทั้งในด้านทักษะเฉพาะทาง และกลไกการตรวจสอบภายในองค์กร ที่เข้มแข็ง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย โดยเน้นการยกระดับระบบตรวจสอบและข่าวกรอง การพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับอาชญากรรมสมัยใหม่ และการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อรองรับปัญหาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างกลไกการสกัดกั้นยาเสพติดที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และยั่งยืน ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม
Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha
Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand remains a major destination for migrant workers from neighboring countries and hosts a large population of Myanmar migrants, including many women. Despite their contributions to local economic development, female migrant workers face persistent barriers to accessing reproductive healthcare. This study analyzes the structural, personal, and social dimensions of reproductive health access among Myanmar migrant women in Samut Sakhon province. Using the 4A framework, Availability, Accessibility, Acceptability, and Adaptability together with intersectionality, the study draws on 12 semi-structured interviews to explore how structural, personal, and social factors affect their reproductive healthcare access. Multiple dimensions of identity were also explored to …
The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha
The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the socio-economic impacts and the challenges to equitable growth posed by sport tourism-led development in Buriram Province, Thailand. Over the past decade, Buriram has gained both national and international visibility by branding itself as a sport tourism destination, anchored by infrastructure such as the Chang Arena football stadium and the Buriram International Circuit. However, significant contradictions remain. According to the Thailand People Map (TPMAP), in 2022 Buriram had the highest number of people living in poverty in the northeastern region, totaling 45,356 individuals. Notably, the highest concentration of poverty is found in Mueang District, the same area …
รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง
รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องรูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้เสียหายหรือผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลเข้ารหัส กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มพนักงานสอบสวนพิเศษ DSI จำนวนทั้งสิ้น 26 คนผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) ความไม่รู้และความเข้าใจผิดของผู้ลงทุน 2) ความคาดหวังผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ และ 3) ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปรับตัวของอาชญากร ในขณะที่รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์มเลียนแบบหรือแพลตฟอร์มเถื่อน 2) การฉ้อโกงผ่านการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ICO) โดยไม่ได้รับอนุญาต 3) Rug Pull และสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) ที่ฝังกลโกง 4) การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และ 5) การปกปิดข้อมูลและการโฆษณาเกินจริง
ว่าด้วยทรราชย์ในปรัชญาการเมืองของ Montesquieu และ Tocqueville, หัสนัย สุขเจริญ
ว่าด้วยทรราชย์ในปรัชญาการเมืองของ Montesquieu และ Tocqueville, หัสนัย สุขเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์ในทางปรัชญาการเมือง โดยเน้นศึกษาแนวคิดของ Montesquieu และ Alexis de Tocqueville วิทยานิพนธ์นี้เริ่มต้นจากปมปัญหาทรราชย์ที่พัฒนาจากทรราชที่เป็นตัวบุคคลในปรัชญาการเมืองคลาสสิก ไปสู่ทรราชย์ในเชิงสถาบันในปรัชญาการเมืองสมัยใหม่กลุ่มสัญญาประชาคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ใช้อำนาจแบบทรราชย์มิได้เป็นแต่เฉพาะผู้ปกครองที่เป็นตัวบุคคลแต่เป็นเรื่องของระบอบหรือรูปแบบการปกครองโดยตัวมันเอง ประเด็นสำคัญก็คือว่า ถึงแม้นักปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมจะพยายามนิยามความหมายของทรราชย์ขึ้นมา ทว่าเมื่อพิเคราะห์รากฐานทางความคิดของปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมเอง กลับพบว่ารากฐานความคิดดังกล่าวอาจนำไปสู่การเกิดทรราชย์อีกชนิดหนึ่งโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอ Montesquieu และ Tocqueville ในฐานะนักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ซึ่งมีรากฐานทางความคิดที่แตกต่างไปจากปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมและสามารถตอบปัญหาคั่งค้างที่บรรดาปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมทิ้งเอาไว้โดยเฉพาะประเด็นการวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์และมีวิธีการยับยั้งทรราชย์ ข้อค้นพบของวิทยานิพนธ์คือ นักปรัชญาการเมืองทั้งสองมิได้วางรากฐานปรัชญาการเมืองจากการทดลองทางความคิด แต่ให้ความสำคัญกับลักษณะเฉพาะของสังคม เช่น กรณีของ Montesquieu กล่าวถึงจิตวิญญาณแห่งกฎหมาย และ Tocqueville กล่าวถึงความเสมอภาคของเงื่อนไขทางสังคม Montesquieu มองว่าทรราชย์เกิดจากความเสื่อมจากความไม่สมดุลทางการเมืองอันเนื่องมาแต่สภาพเงื่อนไขทางสังคมโดยตัวมันเอง ทั้งนี้ เนื่องจากมหาชนรัฐสมัยใหม่มีเป้าหมายคือเสรีภาพของพลเมืองภายในรัฐ เขาจึงเสนอแนวทางการแก้ปัญหาทรราชย์ผ่านการจัดโครงสร้างสถาบันการเมืองที่เน้นการแบ่งแยกอำนาจและการถ่วงดุลอำนาจเพื่อพิทักษ์เสรีภาพ แต่ในขณะที่ Montesquieu เน้นมาตรการเชิงสถาบันที่เป็นทางการ Tocqueville ได้ขยายการวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์ไปสู่มิติทางสังคมและจิตวิทยาของผู้คน เขาสังเกตเห็นความเสมอภาคของเงื่อนไขทางสังคมอันเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยในอเมริกา และมีความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพของประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่ทรราชย์ของเสียงข้างมากหรือเผด็จการควบคุมความคิดจิตใจ ซึ่งมิได้ใช้การบังคับทางกายภาพ แต่ครอบงำความคิดและจิตใจของผู้คนผ่านความเห็นสาธารณะ สำหรับการแก้ปัญหาทรราชย์ดังกล่าวจึงต้องอาศัยศาสตร์ทางการเมืองใหม่ซึ่งมุ่งบ่มเพาะผลประโยชน์ส่วนตนที่เข้าใจกันอย่างถูกต้องโดยผ่านสถาบันทางสังคมที่ไม่เป็นทางการ