Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 4591 - 4613 of 4613

Full-Text Articles in Entire DC Network

นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย, อุรปรีย์ ประภาสวัสดิ์ Jan 2016

นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย, อุรปรีย์ ประภาสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการรับรู้ความรู้ด้านอาหารท้องถิ่นไทย เพื่อสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลด้านอาหารท้องถิ่นไทยเป็นหมวดหมู่ เพื่อสร้างเว็บไซต์รองรับการเผยแพร่ข้อมูลด้านอาหารท้องถิ่นไทย และเพื่อนำเว็บไซต์อาหารท้องถิ่นไทยออกสู่เชิงพาณิชย์ โดยวิธีการวิจัยประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์จากความต้องการของลูกค้าโดยใช้เครื่องมือการกระจายการทำงานเชิงคุณภาพ เพื่อประเมินปัจจัยที่สำคัญในการออกแบบเทคนิคเชิงคุณภาพ และทำการออกแบบระบบจัดเก็บข้อมูลอาหารท้องถิ่นไทย ทำการทดสอบการยอมรับเทคโนโลยี และการศึกษาเชิงพาณิชย์ จากผลการวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของข้อมูลอาหารท้องถิ่นที่มีการสืบค้นมากสุดของกลุ่มนักศึกษาด้านอาหาร โดยใช้คะแนนถ่วงน้ำหนัก อันดับที่ 1 ตำรับอาหาร 2.95 อันดับที่ 2 วิธีการปรุง 2.18 อันดับทื่ 3 รูปภาพอาหาร 1.78 อันดับที่ 4 ความเป็นมาของอาหาร 1.59 และอันดับที่ 5 ข้อมูลร้านอาหาร 1.78 ในส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยว อันดับที่ 1 ตำรับอาหาร 2.04 อันดับที่ 2 ประเภทของอาหาร (คาว/หวาน/ว่าง) 1.87 อันดับที่ 3 วิธีการปรุง 1.79 อันดับที่ 4 วิธีการหาวัตถุดิบ 1.76 และอันดับที่ 5 ข้อมูลร้านอาหาร 1.61 จากผลการวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของข้อมูลอาหารท้องถิ่นที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ของกลุ่มนักศึกษาด้านอาหาร โดยใช้คะแนนถ่วงน้ำหนัก อันดับที่ 1 ใช้ประโยชน์ในการศึกษา 2.28 อันดับที่ 2 ปรุงอาหาร 2.27 อันดับที่ 3 ประกอบตำราเรียน 1.90 อันดับที่ 4 เทคนิคการปรุงอาหาร 1.74 และอันดับที่ 5 เขียนตำราอาหาร 1.31 ในส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยว อันดับที่ 1 ได้แก่ ดูแลสุขภาพ 2.22 อันดับที่ 2 ปรุงอาหาร 2.13 อันดับที่ 3 ใช้ประโยชน์ในการศึกษา 2.03 อันดับที่ 4 เทคนิคการปรุงอาหาร และประกอบตำราเรียน 1.78 ผลการศึกษาการพัฒนา Model …


Social Determinants And Oral Health Related Behaviors Among Thai Adolescents During 2003 - 2013, Araya Tienkon Jan 2015

Social Determinants And Oral Health Related Behaviors Among Thai Adolescents During 2003 - 2013, Araya Tienkon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: risk behaviors of chronic non-communicable diseases, i.e. unhealthy diet and tobacco use are related to oral health. Moreover, dental care utilization is one of the vital components for achieving optimal oral health. Objective: To describe the distributions of oral health related behaviors among Thai adolescents across the country, in addition to determining the association of social determinants and oral health related behaviors among Thai adolescents. Materials and methods: the data were taken from the nationally representative Health & Welfare Survey (HWS) conducted by National Statistical Office of Thailand in 2003, 2005, 2006, 2009, and 2013. The data of 37,293 …


Development Of Dual-Bacterial Culture For Benzene Degradation And Biofilm Formation, Aiyarucht Techajindamanee Jan 2015

Development Of Dual-Bacterial Culture For Benzene Degradation And Biofilm Formation, Aiyarucht Techajindamanee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Dual bacterial culture is the technique using the different characteristic of two bacteria for support the bacterial culture ability. This study developed the dual culture of benzene-degrading bacteria and biofilm-forming bacteria, and optimized the culture conditions promoting their benzene degradation and biofilm formation for increasing benzene-removal efficiency and bacterial stability in benzene treatment systems. Acinetobacter sp. B36 was a benzene-degrading and biofilm-forming bacterium isolated from petroleum wastewater. The bacterial biofilm was promoted by dual-culturing with Pseudomonas sp. BF6 isolated from the same source. The optimum culture conditions were studied focused on co-carbon source, nitrogen source, oxygen and metal ion. The …


การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและวิเคราะห์แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม กรณีศึกษาโรงงานปิโตรเคมีขั้นกลางในประเทศไทย, จิราภรณ์ ธรรมเนียมอินทร์ Jan 2015

การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและวิเคราะห์แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม กรณีศึกษาโรงงานปิโตรเคมีขั้นกลางในประเทศไทย, จิราภรณ์ ธรรมเนียมอินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและประเมินแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งเสนอแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมกับโรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลางในประเทศไทย งานวิจัยได้ศึกษาโรงงานตัวแทนทั้งหมด 6 โรงงาน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 9 ผลิตภัณฑ์ (เอทิลีนออกไซด์ เอทิลีนไกลคอล ไวนิลคลอไรด์มอนอเมอร์ คิวมีน ฟีนอล แอซีโทน บิสฟีนอล เอ อีพิคลอโรไฮดริน และกรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์) รวบรวมข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2555-2557 และแบ่งแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 2 ประเภท คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม ผลการวิจัยพบว่าขนาดคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรของโรงงานตัวแทน มีค่าอยู่ในช่วง 70,253-570,307 t CO2eq ต่อปี ส่วนใหญ่มาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูดสุดมาจากการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 40 ของการปล่อยเรือนกระจกทั้งหมด รองมาด้วยการใช้ไอน้ำและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากปฏิกิริยาในกระบวนการผลิต ค่าความเข้มคาร์บอนมีค่าอยู่ระหว่าง 0.269-1.101 t CO2eq/t product มีค่าความเข้มคาร์บอนเฉลี่ยเท่ากับ 0.425 t CO2eq/t product จากการวิเคราะห์มาตรการอนุรักษ์พลังงาน พบว่า มีศักยภาพในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ 166,820 t CO2eq คิดเป็นร้อยละ 3.89 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของกลุ่มโรงงานตัวแทน โดยมาตรการประหยัดไอน้ำเป็นมาตรการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุด คิดเป็นร้อยละ 82.89 ของมาตรการที่ดำเนินการทั้งหมด สำหรับแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกมีความเหมาะสมและสามารถนำไปปรับใช้กับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง แนะนำทั้งหมด 5 แนวทาง ประกอบด้วย (1) การเปลี่ยนแหล่งพลังงานทางอ้อม (2) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากมาตรการอนุรักษ์พลังงาน (3) การจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากปฏิกิริยาในกระบวนการผลิต (4) การปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต และ (5) การปรับเปลี่ยนการใช้สารทำความเย็น


การประเมินรอยเท้าคาร์บอนขององค์กรและศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก, ชมพูนุท รุ่งทอง Jan 2015

การประเมินรอยเท้าคาร์บอนขององค์กรและศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก, ชมพูนุท รุ่งทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมที่ทำการผลิตเม็ดพลาสติกในประเทศไทย ทั้ง 7 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ พอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง (high density polyethylene : HDPE) พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ (low density polyethylene : LDPE) พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น (linear low density polyethylene : LLDPE) พอลิไวนิลคลอไรด์ (polyvinyl chloride : PVC) พอลิพรอพิลีน (polypropylene : PP) พอลิสไตรีน (polystyrene : PS) และพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (polyethylene terephthalate : PET) โดยใช้ข้อมูลในปี พ.ศ. 2556 ในการคำนวณหาปริมาณก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบรอยเท้าคาร์บอนขององค์กร และอ้างอิงวิธีการคำนวณตามวิธีมาตรฐานของ ISO14064-1:2006 และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยพิจารณาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขอบเขตที่ 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง ประกอบไปด้วย การใช้สารทำความเย็น การใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตและยานพาหนะ และการรั่วไหลจากการเผาทิ้ง และขอบเขตที่ 2 การใช้ไฟฟ้าและไอน้ำเท่านั้น เพื่อนำไปสู่การระบุแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญพร้อมทั้งสามารถนำข้อมูลในงานวิจัยนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลายกลุ่มพลาสติกได้ จากการศึกษาพบว่า ทั้ง 7 ผลิตภัณฑ์ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำมากที่สุดโดยอยู่ในช่วงร้อยละ 39-99 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด ความเข้มก๊าซเรือนกระจกอยู่ในช่วง 0.153-0.473 tonCO2eq./ton product โดย LDPE มีความเข้มก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.473 tonCO2eq./ton product และความเข้มพลังงานอยู่ในช่วง 1.238-3.508 GJ/ton product จากผลการคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2013 ถึง 2050 ในลักษณะการดำเนินการปกติ (Business as usual) โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2020 2030 และ 2050 มีค่าเท่ากับ 2,117, …


นวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย, ปราลี มณีรัตน์ Jan 2015

นวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย, ปราลี มณีรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดการหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา เป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) กำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thailand Qualification Framework: TQF) ขึ้นมาบังคับใช้ แต่ไม่ได้อธิบายกระบวนงานจัดการหลักสูตรไว้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงดำเนินการโดยพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลลงในแบบฟอร์มตามที่สกอ.กำหนดขึ้น เช่น มคอ 2 ถึง มคอ 7 อาจารย์ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในการบริหารจัดการหลักสูตร งานวิจัยนี้ได้สร้างนวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยใช้แนวคิดการจัดการกระบวนงานที่มีความสามารถ (Capability process) ของแบบจำลอง Capability Maturity Model Integration (CMMI) ที่พัฒนาโดยสถาบันวิศวกรรมซอฟต์แวร์แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน เพื่อให้กระบวนงานจัดการหลักสูตรมีระดับความสามารถ (Capability level) ที่ระดับ 3 และมีหัวข้อปฏิบัติด้านจัดการที่จำเป็นครบถ้วนและสอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ การวิจัยนี้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน จำนวน 12 คน เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการการบริหารจัดการหลักสูตรประกอบด้วย กระบวนงานแต่งตั้งคณะกรรมการ กระบวนงานวางแผนและจัดทำหลักสูตร กระบวนงานการสื่อสารหลักสูตร กระบวนงานรับนักศึกษา กระบวนงานวางแผนการสอนประจำปีการศึกษา กระบวนงานพัฒนาอาจารย์ กระบวนงานจัดการเรียนการสอน กระบวนงานสอนและรายงานผลการสอน และกระบวนงานรายงานผลการดำเนินงานของหลักสูตร ผลจากงานวิจัยนี้ ทำให้ได้กระบวนงานบริหารจัดการหลักสูตรที่มีคุณภาพและสามารถปรับปรุงกระบวนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง ผลการยอมรับคู่มือและแบบจำลองต้นแบบให้อาจารย์ทดลองใช้ปฏิบัติงานจริง ยอมรับในระดับมากที่สุด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการทำงาน


นวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์, องอาจ ชาญประสิทธิ์ชัย Jan 2015

นวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์, องอาจ ชาญประสิทธิ์ชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้เพื่อศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน เพื่อพัฒนานวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน การทดลองใช้นวัตกรรมระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน และการประเมินผลการยอมรับและนำนวัตกรรมระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ไปใช้งาน โดยการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนทางด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ จำนวน 15 ราย ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นำมาวิเคราะห์ด้วย Nvivo10 เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและขั้นตอนในการออกแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสภาพความต้องการและแนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย จากนิสิตแพทย์แผนไทยประยุกต์ จำนวน 303 ราย และทดสอบการยอมรับระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนด้วยทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ผลการศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ คน พื้นที่การเรียนรู้ ศาสตร์การสอน เทคโนโลยี และขั้นตอน 5 ขั้น คือ การเตรียมความพร้อม การสร้างกรอบความคิด การตรวจสอบความจริง การหาข้อสรุปและการอภิปรายจากนำระบบไปทดลองใช้พบว่า ผู้เรียนที่เรียนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาและการทำงานร่วมกันของผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย โดยภาพรวมมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาแยกความสามารถแต่ละด้าน พบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาของนิสิตทุกด้านมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการประเมินความสามารถในการทำงานร่วมกัน พบว่า มีคุณภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับดี ผลการทดสอบการยอมรับพบว่ามีเหมาะสมง่ายต่อการใช้งาน มองเห็นประโยชน์และต้องการนำระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยไปใช้งาน จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านการเงิน ระยะเวลาโครงการ 5 ปี มีค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ที่ได้จากการลงทุนเท่ากับ 7,583,549.86 บาท และอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) จากการลงทุนเท่ากับร้อยละ 32.54% จะคืนทุนภายในปีที่ 4 จากเงินลงทุนเริ่มแรกที่ 7,325,000 บาท


นวัตกรรมแอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก, สาหร่าย เพชรอักษร Jan 2015

นวัตกรรมแอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก, สาหร่าย เพชรอักษร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันBrighter Daysเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยนำเอาความรู้ทางด้านจิตวิทยามาประยุกต์กับวิทยาศาสตร์ในด้านของเทคโนโลยี เพื่อที่จะพัฒนาเครื่องมือแอปพลิเคชันที่ช่วยเหลือจิตใจซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ผิดหวังจากความรักในการใช้งาน ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีและวัดความพึงพอใจในนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก อีกทั้งยังวางแผนนำนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย เป็นชายและหญิงที่มีประสบการณ์การผิดหวังจากความรักจำนวน 436 คน อายุ 18 – 29 ปี และมีขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะและมีผลการวิจัยดังนี้ การวิจัยระยะที่ 1 เป็นการศึกษาจากผู้ที่ผิดหวังจากความรักจำนวน 400 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.25 ต้องการใช้แอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยกลุ่มตัวอย่างต้องการให้แอปพลิเคชันมีคุณลักษณะหลากหลายรูปแบบ ต่อมาการวิจัยระยะที่ 2 พัฒนาแอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อฟื้นฟูจิตใจตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยให้มีลักษณะตรงตามความต้องการของกลุ่มตัวอย่าง และการวิจัยระยะที่ 3 ศึกษาจากผู้ที่ผิดหวังจากความรักจำนวน 36 คน ที่ได้ทดลองใช้แอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อศึกษาการยอมรับนวัตกรรมแอปพลิเคชันและการนำนวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก และการยอมรับเทคโนโลยีก็อยู่ในระดับการยอมรับที่มากเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแผนการตลาดในการนำนวัตกรรมนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Brighter Days ออกสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเสนอการวางแผนงบการเงินสำหรับการลงทุน ซึ่งสามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปี


Improvement Of Flat Concrete Roof Tile Manufacturing Process, Korkiat Wiratkapan Jan 2015

Improvement Of Flat Concrete Roof Tile Manufacturing Process, Korkiat Wiratkapan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research is to improve the manufacturing process of a concrete roof tile manufacturing company to solve its problems of low labour productivity, rising labour costs and scarcity of labour. Initial analysis established that press forming was a bottleneck in the overall process and used the most manpower. Process activity mapping and Work study were used as tools to analyse the problems to identify non-value-added activities. The seven wastes technique was then applied to define the wastes in the manufacturing process. Improvement alternatives were identified with the aid of the ECRS technique and Lean tools, and these …


การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามและการรับรู้ความงามของผู้บริโภค, ชุติมา ลิ้มเจริญรัตน์ Jan 2014

การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามและการรับรู้ความงามของผู้บริโภค, ชุติมา ลิ้มเจริญรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงาม และการรับรู้ด้านความงามของผู้บริโภค ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เอกสารจากการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามทั้ง 6 ประเภท ได้แก่ 1. การโฆษณา 2. การประชาสัมพันธ์ 3. การส่งเสริมการขาย 4.การขายโดยบุคคล 5. การตลาดทางตรง 6.การสื่อสารออนไลน์ และวิเคราะห์การนำเสนอความงามทั้ง 6 รูปแบบ ได้แก่ 1. ความสวยคลาสสิคและดูเป็นผู้หญิง 2. ความสวยอย่างยั่วยวน 3. ความสวยเซ็กซี่และดูขี้เล่น 4. ความสวยน่ารัก 5. ความสวยเรียบดูเป็นธรรมชาติ 6. ความสวยทันสมัย ประกอบกับวีธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม ในการเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคผู้หญิง และผู้ชาย อายุ 18 ปีขึ้นไปที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามทั้ง 3 ตราสินค้า ได้แก่ ตราสินค้านิวทริไลท์ แบรนด์ และสก๊อต มีการใช้การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการครบทั้ง 6 ประเภท และมีการนำเสนอความงามครบทั้ง 6 รูปแบบ นอกจากนี้ ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่าผู้บริโภคเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามประเภทการสื่อสารออนไลน์มากที่สุด และแหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการซื้อมากที่สุด คือแหล่งทดลองและแหล่งการค้า และมีการรับรู้ความงามในรูปแบบความสวยทันสมัยมากที่สุด ผลจากการทดสอบสมมติฐานพบว่าการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผู้บริโภคมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ความงาม และยังพบความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการและแหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการซื้ออีกด้วย


Effect Of Curcumin On Tnf-Α-Induced Cyclooxygenase-2 Gene Expression And Prostaglandin E2 Synthesis In Bone Marrow Stromal Cell Line, Varittha Thongtan Jan 2014

Effect Of Curcumin On Tnf-Α-Induced Cyclooxygenase-2 Gene Expression And Prostaglandin E2 Synthesis In Bone Marrow Stromal Cell Line, Varittha Thongtan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this study was to investigate the effect of curcumin on TNF-α-induced expression of COX-2 and PGE2 synthesis in mouse ST2 bone marrow-derived stromal cells. ST2 cells were treated with TNF-α to determine the optimum concentration and treatment duration for inducing COX-2 expression. Then, ST2 cells were treated with TNF-α in the absence or presence of various concentration of curcumin. COX-2 expression was determined using reverse transcriptase polymerase chain reaction and PGE2 level in culture medium was measured using ELISA. TNF-α at concentrations of 1-50 ng/mL significantly increased COX-2 expression, with the maximum induction at 20 ng/mL. The …


การคัดค้านผู้พิพากษาในคดีอาญา, ณัฏฐ์ ภัคคภัทรกุล Jan 2014

การคัดค้านผู้พิพากษาในคดีอาญา, ณัฏฐ์ ภัคคภัทรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ มุ่งเน้นศึกษาถึงมาตรฐานของกฎหมายที่ใช้คัดกรองผู้พิพากษาซึ่งมีอาจมีอคติหรือความเอนเอียงออกจากการทำหน้าที่ว่ามีประวัติความเป็นมาและหลักการใดมาสนับสนุนการคัดกรองผู้พิพากษา รวมทั้งเปรียบเทียบระหว่างมาตรฐานของไทยกับเยอรมัน ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา โดยใช้วิธีวิจัยแบบเอกสาร มีการรวบรวมข้อมูลจากตำรา บทความ และคำพิพากษาต่างๆ เพื่อนำมาสรุปให้ได้ผลวิจัยที่แม่นยำ ผลการวิจัย พบว่ามาตรฐานคัดกรองโดยการตั้งรังเกียจผู้พิพากษาของไทยยังคงมีปัญหาเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เนื่องจากไทยยังมีระดับการคุ้มครองคู่ความให้ได้รับการพิจารณาอย่างปราศจากอคติของผู้พิพากษาได้ไม่มากเท่ากับต่างประเทศ ทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลจากผู้พิพากษาที่ถูกยื่นคัดค้าน จนทำให้มาตรฐานคัดกรองผู้พิพากษาของไทยยังไม่สามารถรักษาไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือในความเป็นกลางขององค์กรตุลาการเมื่อพิจารณาจากมุมมองของสาธารณชนได้ดีนัก ผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้มีการปรับปรุงกฎหมายโดยพัฒนาให้เหตุร้ายแรงตามกฎหมายให้กลายเป็นการตัดผู้พิพากษาออกจากการทำหน้าที่โดยอัตโนมัติ เพื่อยกระดับความคุ้มครองสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นกลางและขจัดความเอนเอียงในการตัดสินคดี ทั้งยังแสดงให้เห็นความเหมาะสมและประโยชน์ของการคัดค้านผู้พิพากษาแบบเด็ดขาดอย่างที่สหรัฐอเมริกาในบางมลรัฐได้นำมาใช้เป็นมาตรฐานคัดกรองผู้พิพากษาอยู่อีกด้วย


การบริหารตราสินค้าและตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับ, โสภาค พาณิชพาพิบูล Jan 2014

การบริหารตราสินค้าและตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับ, โสภาค พาณิชพาพิบูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ มีจุดประสงค์ (1) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับในประเทศไทย (2) เพื่อศึกษาตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับในประเทศไทย และ (3) เพื่อพัฒนาแบบจำลองตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับในประเทศไทย ระเบียบวิธีวิจัยเพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อ (1) ได้แก่การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารจำนวน 16 ราย ระเบียบวิธีวิจัยเพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อ (2) และ (3) ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหาในเว็บไซต์ tripadvisor.com การสนทนากลุ่มและการทำวรรณกรรมปริทัศน์ เพื่อพัฒนาแบบสอบถามสำหรับการทดสอบแบบจำลองตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับ เมื่อพัฒนาแบบสอบถามสำเร็จ จึงใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคที่เคยมีประสบการณ์การใช้บริการธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารจำนวน 800 ราย เพื่อนำข้อมูลไปทดสอบความสอดคล้องระหว่างแบบจำลองและข้อมูลเชิงประจักษ์ ด้วยการวิเคราะห์ผลทางสถิติผ่านสมการโมเดลเชิงโครงสร้าง (Structural Equation Model) และเทคนิคการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ในธุรกิจโรงแรม การบริหารตราสินค้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร จะพบในโรงแรมเครือข่ายระหว่างประเทศและในประเทศ ในขณะที่โรงแรมอิสระ จะมีการบริหารตราสินค้าในระดับที่แตกต่างกันไป ในธุรกิจร้านอาหาร การบริหารตราสินค้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร จะพบในร้านอาหารที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่และร้านอาหารเพียงบางแห่ง โดยปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โรงแรมและร้านอาหาร นำหลักการบริหารตราสินค้ามาใช้ ได้แก่ ภูมิหลังทางการศึกษาและประสบการณ์ของเจ้าของกิจการ ตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับ ทั้งในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ได้แก่ การเชื่อมโยงตราสินค้า การรู้จักตราสินค้า ความภักดีต่อตราสินค้า คุณภาพของประสบการณ์ การรับรู้ถึงความคุ้มค่า และการสื่อสารการตลาด งานวิจัยชิ้นนี้ได้ขยายขอบเขตและพัฒนาทฤษฎีคุณค่าตราสินค้าของ David Aaker ให้มีความสอดคล้องกับอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับ


Effect Of Modified Tungsten Based Metathesis Catalysts By Ion Exchange Method With Alkali Metal Group 1a Solutions, Kritsada Pipitthapan Jan 2014

Effect Of Modified Tungsten Based Metathesis Catalysts By Ion Exchange Method With Alkali Metal Group 1a Solutions, Kritsada Pipitthapan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The effect of sodium hydroxide and potassium hydroxide solutions in ion exchange with the WO3/SiO2 catalysts was investigated in the metathesis of trans-2-butene and ethylene for propylene production. The concentrations of alkali solutions used ion exchange were vaired from 0 to 6.75 mmol/L. The results suggested that the active center precursors of the metathesis were diminished at high concentrations of alkali solutions (>2.25 mmol/L). On the other hand at the low concentrations (


A Production Planning System For A Lubricating Oil Production Company, Panisorn Saerevatanawoot Jan 2014

A Production Planning System For A Lubricating Oil Production Company, Panisorn Saerevatanawoot

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research is to develop a production planning system for a lubricating oil company. The company is facing a problem of excessive inventory of finished goods and packaging materials resulting from the minimum stock levels that were established by its customer. The scope of the system covers class A products, consisting of 14 of 45 products in the company, and their packaging materials. The causes of the inventory problem were brainstormed with the use of Cause-and-Effect Diagram, then the Cause-and-Effect Matrix was used to identify potential root causes. It was concluded that master production schedule (MPS) of …


Determination Of Interconnection Rate For Thailand's Mobile Telecommunication Industry, Thanoot Yamajinda Jan 2014

Determination Of Interconnection Rate For Thailand's Mobile Telecommunication Industry, Thanoot Yamajinda

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Relatively high and unbalanced level of termination rates can cause conflict between operators, and create burden for the consumers. It is within the regulator’s responsibility to step in and intervene with the situation. This thesis aims to find an appropriate solution to determine the mobile interconnection rate of Thailand. The calculation utilized a bottom-up cost model developed with modern efficient operation assumption. Three possible costing approaches, i.e. Long Run Incremental Cost (LRIC), Long Run Average Incremental Cost (LRAIC), and Long Run Average Incremental Cost Plus (LRAIC+) were studied. LRAIC+ was chosen as the standard basis for the calculation framework to …


Production Process Improvement For The Marinated Pork Factory, Patcharaporn Musuwan Jan 2014

Production Process Improvement For The Marinated Pork Factory, Patcharaporn Musuwan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A marinated pork manufacturing company of Thailand has been wanting to expand its sales channels by moving its marinated pork products from solely lower market sales channel into Thailand’s hypermarket in order to attract more customer target groups. To do so, the company needed to adapt all Good Manufacturing Practices (GMP) standards in its factories and become GMP certified by Thailand’s Food and Drug Administration (FDA) to satisfy the requirement of most popular hyper markets in Thailand. The aim of this thesis is to implement solutions that would help this marinated pork company achieve GMP standards and improve its production …


การควบคุมคุณภาพการให้บริการโดยใช้แผนราคาในโครงข่ายเข้าถึง, ธนชาติ วีระพันธุ์ Jan 2014

การควบคุมคุณภาพการให้บริการโดยใช้แผนราคาในโครงข่ายเข้าถึง, ธนชาติ วีระพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งมีสายและไร้สายได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความต้องการที่จะใช้บริการเทคโนโลยีการสื่อสารที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้เกิดความคับคั่งในระบบโครงข่ายเข้าถึง จึงเป็นสาเหตุทำให้โครงข่ายเกิดการประวิงและยากต่อการควบคุมคุณภาพการให้บริการ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงนำแผนราคาเข้ามาจูงใจในการเข้าใช้บริการ ในโครงข่าย ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จำลองระบบด้วยแถวคอย M/M/1 โดยแบ่งรูปแบบของแถวคอยออกเป็น แบบเดี่ยว และ แบบลำดับความสำคัญ โดยกรณีของแถวคอยแบบเดี่ยว เมื่อระบบเกิดความคับคั่ง ทำให้มีการปรับราคา ผู้ใช้บริการที่ไม่ยอมรับราคาที่เปลี่ยนไปจะไม่ได้เข้าสู่ระบบ ส่วนในกรณีของแถว คอยแบบลำดับความสำคัญ เมื่อระบบเกิดความคับคั่ง ทำให้มีการปรับราคา ผู้ใช้บริการที่ไม่ยอมรับ ราคาที่เปลี่ยนไปสามารถเข้าสู่ระบบได้แต่ต้องรอให้ผู้ใช้บริการที่ยอมรับราคาที่เปลี่ยนไปใช้บริการเสร็จ ก่อน นอกจากนั้น แถวคอยลำดับความสำคัญยังแบ่งออกเป็นสองกรณี กรณีแรกคือผู้ใช้บริการ ที่ยอมรับราคาที่เปลี่ยนไปสามารถขัดจังหวะการใช้บริการของผู้ใช้บริการที่ไม่ยอมรับราคาที่เปลี่ยนไป ได้ทันที กรณีที่สองคือผู้ใช้บริการที่ยอมรับราคาที่เปลี่ยนไปต้องรอให้ผู้ใช้บริการที่ไม่ยอมรับราคาที่ เปลี่ยนไปใช้บริการเสร็จก่อน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์และการจำลองระบบทางคอมพิวเตอร์เพื่อหาค่าที่เหมาะสมของความน่าจะเป็นที่ผู้ใช้บริการจะยอมรับราคาที่ปรับขึ้น ราคาใหม่ที่ปรับขึ้นอย่าง เหมาะสม เวลาประวิงของแพ็กเกตเฉลี่ย เวลาเฉลี่ยที่แพ็กเกตอยู่ในระบบ ความน่าจะเป็นที่เวลา ประวิงของแพ็กเกดจะมีค่ามากกว่าเวลาประวิงของแพ็กเกตที่กำหนด และรายได้ที่คาดหวังเฉลี่ย โดยผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์และการจำลองระบบทางคอมพิวเตอร์ที่นำแผนราคามา ประยุกต์ใช้กับรูปแบบของแถวคอยทั้งสองสามารถควบคุมคุณภาพการให้บริการได้ตามค่าที่กำหนด จากการศึกษาด้วยการวิเคราะห์และการจำลองระบบด้วยคอมพิวเตอร์ให้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกัน


Outsourcing Management Of Engineering Work In Petroleum Exploration And Production, Panunee Thongprasom Jan 2014

Outsourcing Management Of Engineering Work In Petroleum Exploration And Production, Panunee Thongprasom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Since there is no official outsourcing management system in the studied Petroleum Exploration and Production company, many outsourcing projects under the studied company have been facing with a lot of schedule delays. Therefore, the purpose of this research is to find an appropriate and efficient outsourcing management system which consists of workflow and procedure including supporting tools and techniques for using with outsourcing engineering work in the studied company to minimize the delays. The approach is to review outsourcing management practices and recommended tools from literatures and gather information from the studied company’s outsourcing experiences including best practices to develop …


นวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล, พัชรินทร์ วงศ์รักมิตร Jan 2014

นวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล, พัชรินทร์ วงศ์รักมิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บริการสุขภาพมีการปรับตัวตามกระแสโลกาภิวัฒน์ คุณภาพบริการได้กลายมาเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความเปรียบในการแข่งขันขององค์กรที่ให้บริการสุขภาพในปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เพื่อศึกษา พัฒนาตัวแบบและระบบนวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล (HSQ-MS) เพื่อศึกษาว่าคุณภาพบริการโรงพยาบาลมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจบริการ และส่งผลต่อพฤติกรรมการรับบริการ การวิจัยเริ่มจากการศึกษาแนวคิดคุณภาพบริการทางด้านการตลาดของ Groonroos (1984) และ Parazuraman et.al.(1988) และคุณภาพบริการทางการแพทย์ของ Donabedian (1988) ผนวกเข้ากับการรับรู้คุณภาพบริการในมุมมองผู้รับบริการและแนวคิดเรื่องความพึงพอใจผู้ป่วย ซึ่งเป็นการนำแนวคิดคุณภาพในมุมมองผู้ให้บริการและผู้รับบริการมาพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดพื้นฐาน และนำเสนอโครงสร้างการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล โดยศึกษาองค์ประกอบย่อยภายใต้มิติคุณภาพของการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการ ด้วยตัวแบบคาโน เพื่อจัดแบ่งประเภทความสำคัญคุณลักษณะคุณภาพที่ทำให้เกิดความพึงพอใจในมุมมองของผู้รับบริการ และพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจผู้รับบริการในทุกคุณลักษณะคุณภาพอย่างมีนัยสำคัญคือความแตกต่างของเชื้อชาติ เมื่อได้คุณลักษณะคุณภาพภายใต้องค์ประกอบมิติคุณภาพแล้ว จึงนำแนวคิดตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล ไปศึกษาในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญคุณภาพบริการโรงพยาบาลด้วย เดลไฟล์เทคนิค เพื่อจัดกลุ่มมิติคุณภาพของตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล ได้องค์ประกอบมิติคุณภาพ 6 ด้านคือ มิติคุณภาพด้านสิ่งอำนวยความสะดวก มิติคุณภาพด้านบุคลากร มิติคุณภาพด้านการบริการในเชิงวิชาชีพ มิติคุณภาพด้านบริการหลักของโรงพยาบาล (ผลิตภัณฑ์) มิติคุณภาพด้านกระบวนการ และมิติคุณภาพด้านประสิทธิผลกระบวนการ ในขั้นตอนสุดท้าย ตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล นี้ได้นำไปปรับปรุงและยืนยันตัวแบบในด้านโมเดลการวัด และโมเดลโครงสร้างโดยใช้ การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง ตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล สุดท้ายประกอบด้วย มิติคุณภาพ 6 มิติและคุณลักษณะคุณภาพ 28 ข้อ ได้รับการยืนยันว่าโมเดลการวัดมีความตรงเชิงภาวะสันนิษฐาน ความน่าเชื่อถือ และมีดัชนีความสอดคล้องซึ่งยืนยันตัวแบบที่นำเสนอซึ่งทำให้ได้ ตัวแบบการวัดคุณภาพบริการที่ต่างจากมุมมองด้านการตลาดของ Parazuraman ซึ่งมีความชัดเจนในมิติของบริการหลักซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของบริการนั้นโดยเฉพาะในเชิงวิชาชีพของบริการที่ต้องการความน่าเชื่อถือระดับสูง อีกทั้งการรับรู้คุณภาพบริการซึ่งอาจไม่มีความคาดหวังในบริการนั้นมาก่อนเนื่องจากคนทั่วไปอาจไม่มีความรู้ความเข้าใจในบริการที่มีความฉพาะเจาะจง ผลลัพธ์บริการมีการศึกษาเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบจากการศึกษาของ Parazuraman and Groonroos ซึ่งในทางการแพทย์ตามแนวคิดของ Donabedian ได้ปรับเอาแนวคิดการรับรู้คุณภาพบริการของผู้ป่วยจากการศึกษาทางด้านการตลาดกลายเป็นประสิทธิผลบริการที่ผู้ป่วยสามารถรับรู้และประเมินได้ นอกจากนั้นการศึกษายังพบว่า คุณภาพบริการส่งผลต่อความพึงพอใจผู้รับบริการอย่างมีนัยสำคัญ (β=0.99) และความพึงพอใจผู้รับบริการส่งผลต่อความตั้งใจพฤติกรรมการรับบริการ อย่างมีนัยสำคัญ (β =0.92) ตัวแบบนี้จึงได้นำมาใช้ในการพัฒนาระบบนวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล (HSQ-MS) เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลสามารถใช้ในการวัดคุณภาพบริการ การติดตามควบคุมประสิทธิภาพบริการ และการวางแผนปรับปรุงพัฒนาอย่างเหมาะสม


นวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับบริการสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย, ชูพรรณ โกวานิชย์ Jan 2014

นวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับบริการสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย, ชูพรรณ โกวานิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาทฤษฎีและต้นแบบของการพัฒนากระบวนการ 2. การพัฒนานวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับบริการสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย 3. ศึกษาการยอมรับการใช้งานของนวัตกรรมต้นแบบ 4. การนำนวัตกรรมต้นแบบไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ วิธีวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะที่ 1 (Phase) คือ การสร้างนวัตกรรมต้นแบบจำลอง; โดยการทบทวนวรรณกรรมและการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญระดับบริหารจำนวน 10 คนจากบริษัทประกันภัยและประกันชีวิตชั้นนำอันดับ 1 ใน 10 สถาบันการเงินและบริษัทพัฒนาระบบให้ประกันภัย ขั้นตอน; ระยะที่ 2 (Phase II) การพัฒนานวัตกรรมต้นแบบจำลองและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสำเร็จในการนำนวัตกรรมต้นแบบไปสู่การปฏิบัติ โดยนำนวัตกรรมต้นแบบเพื่อการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) 3 กรณีศึกษาและศึกษาวิจัยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสำเร็จโดยใช้สอบถามกับกลุ่มประชากร 50 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ระบบ SPSS ศึกษาวิเคราะห์ปัจจัย (Factor Analysis) โดยโปรแกรม AMOS; ระยะที่ 3 (Phase III) การปรับปรุงนวัตกรรมต้นแบบและการทดสอบการยอมรับเพื่อการใช้งาน (TAM) โดยใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์กับสมาชิกของทีมงานที่นำนวัตกรรมต้นแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการจำนวน 7 ราย; ระยะที่ 4 (Phase IV) การศึกษาการไปสู่ธุรกิจการพาณิชย์และสรุปผลวิจัย อภิปรายผล เสนอแนะและการศึกษาวิจัยในอนาคต ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย ได้รับการยอมรับเพื่อใช้งานจริงจากกลุ่มประชากรเป้าหมาย ทั้งหมดด้วยเหตุผลคือ เข้าใจง่าย มีขั้นตอนการทำงานชัดเจนเข้าใจง่าย สามารถนำไปใช้ได้จริง และสามารถสร้างนวัตกรรมได้ จากการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) พบว่า เกิดความเร็ว (Speed) ในการพิจารณาอนุมัติสินไหมทดแทนประกันภัยรถยนต์ได้เกิดกว่า 79% มีคุณภาพ (Quality) ในการให้บริการและความถูกต้อง (Accuracy) จนสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า (Customer Satisfaction) ในระยะยาว สามารถการใช้จริงเพื่อพลิกโฉมให้เกิดนวัตกรรมการให้บริการ (Service Innovation) ในธุรกิจประกันภัยไทยต่อไป


การศึกษากลยุทธ์ทางธุรกิจของมิเตอร์อัจฉริยะ, ธนพินท์ มังคละภาณุพงศ์ Jan 2014

การศึกษากลยุทธ์ทางธุรกิจของมิเตอร์อัจฉริยะ, ธนพินท์ มังคละภาณุพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้เป็นการศึกษาแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจของมิเตอร์อัจฉริยะ ที่ใช้ Balanced Scorecard ในการแปลงกลยุทธ์ไปสู่ภาคปฏิบัติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาดัชนีชี้วัด (Key Performance Indicator: KPI) และ ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ (Critical Success Factor: CSF) สำหรับขั้นตอนในการทำ Balanced Scorecard จะเริ่มจากการกำหนดวิสัยทัศน์ และพันธกิจ ของธุรกิจมิเตอร์อัจฉริยะ หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์ SWOT Analysis แล้วจับคู่ให้อยู่ในรูป TOWS Matrix เพื่อหาวัตถุประสงค์และตัวชี้วัดในการจัดทำแผนที่เชิงกลยุทธ์ (Strategy Map) โดยมีกรอบการวัดและประเมินผลของธุรกิจ ผ่านมุมมองการวัดผล 4 ด้าน คือ มุมมองการเรียนรู้และการเติบโต มุมมองกระบวนการภายใน มุมมองด้านลูกค้า และมุมมองด้านการเงิน โดยมีดัชนีชี้วัดทั้งหมด 32 ตัว และมีปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จทั้งหมด 20 ตัว ตัวอย่างเช่นดัชนีชี้วัดและปัจจัยหลักสู่ความสำเร็จของมุมมองด้านการเรียนรู้และเติบโตคือ ความปลอดภัยของพนักงาน และจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุในสายการผลิต มุมมองด้านกระบวนการภายในคือ อัตราของเสียจากการผลิตและจำนวนของเสียที่เกิดขึ้นในสายการผลิต มุมมองด้านลูกค้า คือ อัตราการส่งคืนสินค้าและจำนวนมิเตอร์อัจฉริยะที่ถูกส่งคืน และมุมมองด้านการเงิน คือ อัตราส่วนรายได้ในส่วนของลูกค้ารายใหม่และจำนวนลูกค้ารายใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการกำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ของธุรกิจเพื่อกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ ขั้นตอนในการดำเนินงาน การควบคุมและติดตามผลการดำเนินงาน ผลจากการศึกษาโดยการสำรวจความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า แผนยุทธศาสตร์และกลยุทธ์จะใช้ได้ในช่วงการเริ่มต้นธุรกิจ โดยมีแบบแผนปฎิบัติการในการควบคุมการดำเนินงานตามตัวชี้วัดในแต่ละมุมมอง


การปรับปรุงกระบวนงานของสำหนังานประกันสังคมโดยใช้แนวทาง ลีน ซิกซ์ ซิกมา, กาญจน์ สุนทราภา Jan 2006

การปรับปรุงกระบวนงานของสำหนังานประกันสังคมโดยใช้แนวทาง ลีน ซิกซ์ ซิกมา, กาญจน์ สุนทราภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงการกระบวนงานให้บริการของสำนักงานประกันสังคมเขต 6 โดยการหาแนวทางเพื่อลดจำนวนขั้นตอนและระยะเวลาที่ผู้ประกันตนใช้ในการรับบริการในกระบวนงานขอรับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมจำนวน 5 ประเภทงาน โดยงานวิจัยนี้ใช้แนวคิดและขั้นตอนของ ลีน ซิกซ์ ซิกมา ซึ่งประกอบด้วย การนิยามปัญหา การวัดและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหา การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา การหาแนวทางปรับปรุงแก้ไข และการควบคุมและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์ระบบการให้บริการพบว่าสาเหตุหลักของปัญหาเกิดจากการกำหนดขั้นตอนการให้บริการและการจัดสรรเจ้าหน้าที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงกำหนดแนวทางในการปรับปรุงระบบการให้บริการตามแนวทางลีน ซิกซ์ ซิกมาโดย 1) ออกแบบผังที่นั่งทำงานของเจ้าหน้าที่ใหม่ 2) ปรับลดและรวมขั้นตอนการทำงาน 3) ปรับปรุงการจัดการการไหลของงานเอกสาร 4) จัดสรรจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมและสมดุลในแต่ละขั้นตอนการทำงาน 5) จัดการฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้หลายหน้าที่ ทั้งนี้ในขั้นตอนการจัดรูปแบบของระบบการให้บริการ และจัดจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมได้ใช้วิธีการเขียนแบบจำลองเข้ามาช่วย ซึ่งพบว่าหลังจากปรับปรุงระบบการให้บริการสามารถลดจำนวนเจ้าหน้าที่ในระบบให้บริการลงได้ อีกทั้งค่าเฉลี่ยของระยะเวลาที่ผู้ประกันตนอยู่ในระบบของทั้ง 5 ประเภทงานมีค่าลดลง คือ ก่อนปรับปรุงมีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 35-45 นาทีได้ลดลงจนมีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 30.9-35.1 นาที และร้อยละของผู้ประกันตนที่ใช้เวลาในระบบเกิน 40 นาทีได้ลดลงจากร้อยละ 19-90 เหลือร้อยละ 0.71-4.9