Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 331 - 360 of 4613

Full-Text Articles in Entire DC Network

ประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ, หนึ่งฤทัย ปิ่นตบแต่ง Jan 2024

ประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ, หนึ่งฤทัย ปิ่นตบแต่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความตามแนวคิดของไฮเดรกเกอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมายและประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 16 คน โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเทปและการนำข้อมูลมาถอดคำต่อคำ การสังเกต และการบันทึกภาคสนาม ร่วมกับวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีการของ van Manen (1990) ผลการศึกษาสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การให้ความหมายการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ และประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ โดยการให้ความหมายการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ พบ 2 ประเด็นย่อย คือ 1. การดูแลด้วยความรักความผูกพันในครอบครัว 2. ใส่ใจดูแลไม่ให้กลับไปเสพซ้ำส่วนประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ พบ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เสพซ้ำ 2. ความรู้สึกและสิ่งที่เกิดขึ้นจากการดูแล 3. การปรับตัวของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ 4. การรับมือกับผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจความหมายและประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลและสหวิชาชีพนำไปพัฒนาระบบการดูแลทั้งผู้ติดสุราที่เสพซ้ำและผู้ดูในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ


ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและโมบายแอปพลิเคชัน ต่อการเสพยาบ้าของวัยรุ่นเสพติดยาบ้าที่ได้รับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอก, สุภาวดี เชื้อมีแรง Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและโมบายแอปพลิเคชัน ต่อการเสพยาบ้าของวัยรุ่นเสพติดยาบ้าที่ได้รับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอก, สุภาวดี เชื้อมีแรง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) การเสพยาบ้าของวัยรุ่นเสพติดยาบ้าที่ได้รับบำบัดแบบผู้ป่วยนอกซึ่งได้รับผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและโมบายแอปพลิเคชัน ในระยะก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง และ 2) การเสพยาบ้าของวัยรุ่นที่เสพติดยาบ้าที่ได้รับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอกระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและ โมบายแอปพลิเคชัน กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติในระยะหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือวัยรุ่นชายและหญิงอายุ 18–24 ปี ที่เข้ารับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอกในคลินิกบำบัดยาเสพติด สถาบันแห่งหนึ่ง จำนวน 50 คน และพ่อ/แม่ของวัยรุ่นครอบครัวละ 1 คน ได้รับการจับคู่ตามระดับความรุนแรงของการเสพติดและเพศ แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ รวม 8 กิจกรรม ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพลังต้านการเสพยาบ้า และแบบประเมินพฤติกรรมการเสพยาบ้า Time Line Follow-Back (TLFB) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Dependent t-test และ Independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สรุปผลวิจัยได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยการเสพยาบ้าของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมฯ ใน 4 สัปดาห์หลังการทดลอง น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 1.90, p


ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการรับประทานยาและผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวันโรคปอดรักษาซ้ำ, นิภาพร ฝางคำ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการรับประทานยาและผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวันโรคปอดรักษาซ้ำ, นิภาพร ฝางคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 20-60 ปี มารับการรักษาที่คลินิกวัณโรคโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง ประกอบด้วยการให้ความรู้ การให้การปรึกษา การจดบันทึกการรับประทานยา ร่วมกับการใช้แอปพลิเคชันไลน์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติที และการทดสอบและสถิติไค-สแควร์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ 2. เปรียบเทียบความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ หลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 3. ประเมินผลการตรวจเสมหะจากพบเชื้อเป็นไม่พบเชื้อวัณโรคในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ หลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ มีความร่วมมือในการรับประทานยาสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ มีความร่วมมือในการรับประทานยาสูงกว่ากลุ่มได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเค-ชันไลน์ เปลี่ยนเป็นไม่พบเชื้อมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 38 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 19 คน และกลุ่มควบคุม 19 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคล 3) แบบวัดภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท 4) แบบวัดความเข้มแข็งของครอบครัว เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .73 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทต่ำกว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมต่อทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, จุฑามาศ ตุ้มเฉลิมชัยสกุล Jan 2024

ผลของโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมต่อทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, จุฑามาศ ตุ้มเฉลิมชัยสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนในระยะก่อนได้รับโปรแกรม หลังได้รับโปรแกรมทันที และหลังได้รับโปรแกรม 2 สัปดาห์ และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ตามเกณฑ์ DSM-V ว่าเป็นโรคออทิสติก อายุ 3-6 ปี และครอบครัวที่มารับบริการที่สถาบันราชานุกูล ประเภทผู้ป่วยใน จำนวน 40 คน โดยผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบประเมินทักษะการสื่อสารทางสังคมสำหรับเด็กออทิสติก และ 3) แบบประเมินการมีความสนใจร่วมกันสำหรับเด็กออทิสติก เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยเครื่องมือชุดที่ 2 และ 3 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .91 และ .81 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .98 และ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Planned Comparisons กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมหลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 2 สัปดาห์สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F= 68.22, p=


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว Jan 2024

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยกึ่งทดลองวัดก่อนและหลังมีกลุ่มเปรียบเทียบนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน อายุ 13-18 ปี จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ 15 คน และกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ 15 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการมีกิจกรรมทางกาย 2) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคของการมีกิจกรรมทางกาย 3) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะตนเองในการทำกิจกรรมทางกาย และ 4) แบบสอบถามพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย โดยมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0, 1.0, 1.0, และ 0.83 ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.78 , 0.86, 0.66 และ 0.68 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า วัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนหลังจากได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ มีพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -3.51, t= -2.91; p < .05) แต่เปอร์เซ็นต์ไขมันภายหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร Jan 2024

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา และเพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญากับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 40 ราย จับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุที่เริ่มเจ็บป่วยและการพักอาศัยกับผู้ใด สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา 2) แบบประเมินการทำหน้าที่ทางสังคม เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) การทำหน้าที่ทางสังคมในผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน Jan 2024

ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองประเภทกลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม “ก่อน” และ “หลัง” ได้รับโปรแกรมการสอนแนะทันที และ“ระยะติดตามผล 4 สัปดาห์” กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลจบใหม่ คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 13 คน ได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated Measures ANOVA) ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม มีคะแนนความสามารถด้านการปฏิบัติการพยาบาล ด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ และด้านการพัฒนาตนเองและหน่วยงาน ภายหลังได้รับโปรแกรมการสอนแนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < .05) ผลการศึกษา สามารถนำโปรแกรมการสอนแนะ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่โดยเฉพาะหอผู้ป่วยศัลยกรรมที่มีบริบทคล้ายกัน


ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา Jan 2024

ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาลอย่างน้อย 3 ปี และมีความยินดีเข้าร่วมการวิจัย โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จํานวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการบันทึกเทป ร่วมกับการบันทึกภาคสนาม และนําข้อมูลที่ได้มาถอดเทปแบบคําต่อคํา และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีของ Crist and Tanner ผลการศึกษา ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล แบ่งเป็น 6 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) แรงจูงใจในการเข้าสู่บทบาทพยาบาลสารสนเทศ 2) ความรู้สึกและการปรับตัวต่อบทบาทใหม่ 3) บทบาทใหม่และการขยายขอบเขตงานพยาบาล 4) การเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพด้านเทคโนโลยี 5) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพยาบาล 6) อุปสรรคและความท้าทายในการปฏิบัติงาน จากการศึกษาครั้งนี้ทำให้ทราบว่าการเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาลต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการพยาบาล มาสร้างและพัฒนาโปรแกรมที่มีประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้รับบริการทางการแพทย์


ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ Jan 2024

ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน ต่อ 1) ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ และ 2) ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแล โดยใช้กรอบแนวคิด IMB Model ของ Fisher & Fisher (1992) หลักการจัดการดูแลของ DMAHS (2023) และแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับผู้ดูแลของสถาบันประสาทวิทยา (2563) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบจำนวน 36 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 18 คน และพยาบาลวิชาชีพจำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน (Stroke Link) ที่ออกแบบให้ใช้งานสะดวก ครอบคลุมเนื้อหา 10 ด้านสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยหลังจำหน่าย ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีฟังก์ชันการแจ้งเตือน การบันทึกข้อมูล และการสื่อสารกับทีมพยาบาล กลุ่มผู้ดูแลได้รับการประเมินความสามารถในการดูแล 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนเริ่มใช้ หลังสิ้นสุด และ 4 สัปดาห์หลังจำหน่าย พยาบาลวิชาชีพได้รับการประเมินความพึงพอใจหลังจากการนำโปรแกรมไปใช้จริง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Wilcoxon signed-ranks test และ Mann-Whitney U test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักหลังได้รับรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหลังจากใช้รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Effect Of Data Visualization On Users' Running Performance On Treadmill, Thanaphon Amattayakul Jan 2024

Effect Of Data Visualization On Users' Running Performance On Treadmill, Thanaphon Amattayakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the effect of real-time data visualization on user performance and experience during treadmill running. Traditional treadmill displays usually present information in plain text, which may limit user engagement and motivation. To address this, the study introduced redesigned displays using data visualization techniques aligned with human perception, such as line graphs and progress bars, to make performance feedback more meaningful and easier to understand. The experiment compared three display conditions: a traditional treadmill display and two improved designs. A within-subjects design was used with 18 participants. Performance metrics such as time to exhaustion, heart rate, distance covered, and …


ประสิทธิภาพการพยากรณ์ของการวิเคราะห์เชิงฟังก์ชันและการเรียนรู้เชิงลึก, บุณฑริกา พรหมสถิตย์ Jan 2024

ประสิทธิภาพการพยากรณ์ของการวิเคราะห์เชิงฟังก์ชันและการเรียนรู้เชิงลึก, บุณฑริกา พรหมสถิตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เปรียบเทียบประสิทธิภาพการพยากรณ์ของตัวแบบ Functional Principal Component Regression (FPCR) กับตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก (Recursive Neural Network: RNN, Long Short-term Memory: LSTM, Gated Recurrent Unit: GRU) ภายใต้สถานการณ์ที่มีความผันผวนแตกต่างกัน โดยใช้ชุดข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ (อุณหภูมิเฉลี่ยรายวัน), ปานกลาง (ปริมาณ PM 2.5 รายชั่วโมง) และสูง (อัตราการแลกเปลี่ยน Bitcoin รายนาที) ศึกษาการพยากรณ์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยใช้ตัวชี้วัด Mean Squared Error (MSE) และ Mean Integrated Squared Error (MISE) ผลการศึกษาพบว่า สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ FPCR ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก โดยเฉพาะในการพยากรณ์ระยะกลางและระยะยาว ในทางกลับกัน สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนสูง FPCR เหนือกว่าการเรียนรู้เชิงลึกเฉพาะการพยากรณ์ระยะกลางเท่านั้น สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนปานกลางและสูง ขนาดของชุดข้อมูลฝึกไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อประสิทธิภาพของตัวแบบทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ในกรณีของข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ เมื่อมีชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า FPCR ในขณะที่ FPCR มีความแม่นยำสูงกว่าหากใช้ข้อมูลจำนวนน้อยและทำการพยากรณ์ในระยะกลางถึงระยะยาว นอกจากนี้ ในการพยากรณ์ระยะสั้น FPCR มักให้ผลลัพธ์ที่ด้อยกว่าตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกในทุกกรณี


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุ, เจนชินา กิตติวศิน Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุ, เจนชินา กิตติวศิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุ ในผู้ใช้เจเนอเรชันเอ็กซ์และวาย ที่มีผู้สูงอายุในครอบครัวและไม่เคยใช้แอปพลิเคชันประเภทนี้มาก่อน กรอบแนวคิดอิงตามทฤษฎี UTAUT2 และเพิ่มตัวแปรความกตัญญูในการศึกษา ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 263 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน พบว่า ตัวแปรต้นทั้ง 8 ตัว ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ ความคาดหวังในความพยายามใช้งาน อิทธิพลทางสังคมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน ความคาดหวังในคุณค่าด้านราคา ความเคยชิน ความคาดหวังในความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย และความกตัญญู มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณในภาพรวม และเมื่อนำตัวแปรช่วงอายุเข้ามาร่วมพิจารณา พบว่า มี 4 ตัวแปร ที่สามารถทำนายความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันได้ ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ อิทธิพลทางสังคม สภาพแวดล้อมที่สนับสนุน และความคาดหวังในความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ขณะที่เมื่อนำตัวแปรอัตลักษณ์ทางเพศเข้ามาร่วมพิจารณา พบว่า มี 5 ตัวแปร ที่สามารถทำนายความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันได้ ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ อิทธิพลทางสังคม ความคาดหวังในความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ความกตัญญู และอัตลักษณ์ทางเพศ ผลการศึกษานี้ให้แนวทางในการพัฒนาแอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุและกลยุทธ์การสื่อสารที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมไทย


The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong Jan 2024

The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional study investigates the relationships among parental academic pressure, academic stress, and depression in adolescents. Specifically, examining the mediating role of academic stress and analyzes the potential moderating effects of contextual factors, including peer pressure, teacher support, and stressful life events. Besides, investigating the prevalence of depression in Vietnamese adolescents. A total of 624 students aged 11 to 18 participated in the study, with 42.15% male. The participants were drawn from a secondary school and a high school in Ho Chi Minh City. Data were gathered using a questionnaire that included 6 scales to measure: depression, parental academic pressure, …


The Influence Of Echo Chamber On Thailand's 2023 Election, Isariyaporn Sukcharoenchaikul Jan 2024

The Influence Of Echo Chamber On Thailand's 2023 Election, Isariyaporn Sukcharoenchaikul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research develops visual methods to explore the echo chamber effect, employing analytical approaches to investigate its dynamics through a case study on the 2023 General Election in Thailand. The study utilizes visualization techniques such as node-link diagrams, t-SNE projections, and heatmaps to analyze homophilic relationships, clustering tendencies, and polarization within online communities. To minimize inaccuracies and biases, network graphs are constructed based on contextual analysis of user-generated content, rather than relying on predefined relationship definitions (e.g., friendships, followers, retweets) or users' interpretations. The research uses the Echo Chamber Score (ECS) alongside visualizations to explore echo chambers, reveal significant variations …


การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง Jan 2024

การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สุขภาวะในงานเป็นกรอบแนวคิดที่พัฒนาขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพนักงานอันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพในกลุ่มคนวัยทำงานในปัจจุบันที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจระดับสุขภาวะในงานและเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นใหม่ในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทยจำนวน 655 คน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2567 จากผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนรวมแบบสอบถามทั้งฉบับและคะแนนรายมิติมีค่าเกินค่ากลางของแบบสอบถาม และเมื่อวิเคราะห์ขนาดของความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Multiple linear regression พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงานได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (Beta=5.76, p<0.05) และการนอนหลับมากกว่า 7 ชั่วโมง ต่อวัน (Beta=4.42, p<0.01) ) และเมื่อเปรียบ เทียบกับการวิเคราะห์ด้วยสถิติLogistic regression พบว่ากลุ่มพนักงานที่มีคะแนนรวมสุขภาวะในงานสูงมีความสัมพันธ์ทั้งปัจจัยส่วน บุคคล ได้แก่การมีบุตรตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (OR=1.92, p<0.05) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงาน ได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์(OR=0.49, p<0.01) การศึกษานี้ทำให้ ทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงาน ส่งผลให้การวางแผนและออกแบบนโยบาย ตอบโจทย์การส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรมีสุขภาวะในงานที่ดีได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งคณะ ผู้บริหาร และแผนกที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพนักงานในบริษัท (เช่น แผนกทรัพยากรบุคคล เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย แพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัย) ในการให้คำแนะนำ และออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะในงานได้อย่างเหมาะสม


Local Diagnostic Reference Level At Nuclear Medicine Centers In Thailand And Myanmar, Yin Moe Aye Jan 2024

Local Diagnostic Reference Level At Nuclear Medicine Centers In Thailand And Myanmar, Yin Moe Aye

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Diagnostic reference level (DRL) has been an effective and practical tool in the optimization of radiation protection in medical exposure to patients. Local DRL represents the median value, or 50th percentile, of the quantity distribution of common nuclear medicine examinations. This study aims to establish LDRL at NM centers in Thailand and Myanmar. Methods: The demographic data of adult patients with body weight 45-75kg, radiation metric parameters including radiopharmaceutical administered activity (MBq), Volumetric CT dose index (CTDIvol, mGy), dose length product (DLP, mGy. cm), and scan length (cm), of SPECT, SPECT/CT, and PET/CT imaging were retrospectively collected from January 2023 …


การศึกษาเปรียบเทียบระดับความขุ่นของกระจกตาในผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมกับผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลสูงที่ไม่ใช่โรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรม, ภาสุ หาญตระกูล Jan 2024

การศึกษาเปรียบเทียบระดับความขุ่นของกระจกตาในผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมกับผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลสูงที่ไม่ใช่โรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรม, ภาสุ หาญตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การวินิจฉัยและประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในโรคคอเลสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม (Familial Hypercholesterolemia, FH) มีปัจจัยหลายประการมาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการสะสมไขมันที่กระจกตา (Arcus cornealis) ปัจจุบันการวัดค่าความขุ่นของกระจกตา (Corneal Densitometry, CD) เป็นวิธีเชิงปริมาณที่สามารถประเมินระดับความขุ่นของกระจกตาได้แม่นยำกว่าการวัดโดยวิธีตรวจร่างกาย อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาที่เปรียบเทียบค่าความขุ่นของกระจกตาในผู้ป่วย FH และไม่ใช่ FH หรือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าความขุ่นกระจกตากับระดับ LDL-C ในเลือด วัตถุประสงค์: ศึกษาเปรียบเทียบระดับความขุ่นของกระจกตาจากการสะสมของไขมัน โดยการวัด corneal densitometry ในผู้ป่วย FH เปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ใช่ FH และ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความขุ่นของกระจกตาในผู้ป่วยโรค FH และผู้ป่วยไม่ใช่ FH กับระดับ LDL-C ในเลือด วิธีการศึกษา: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางนี้ได้รวมดวงตาจำนวน 98 ดวงจากผู้ป่วย FH จำนวน 49 ราย และ 98 ดวงจากผู้ป่วยที่ไม่เป็น FH จำนวน 49 ราย ผลลัพธ์หลักของการศึกษานี้คือการเปรียบเทียบค่าความขุ่นของกระจกตา (CD) ระหว่างผู้ป่วยที่เป็น FH และไม่เป็น FH ผลลัพธ์รองคือความสัมพันธ์ระหว่างค่าความขุ่นของกระจกตากับระดับ LDL-C ในเลือด ผู้เข้าร่วมการศึกษาทุกคนได้รับการตรวจทางจักษุวิทยาและการถ่ายภาพกระจกตาด้วยเครื่อง Scheimpflug เพื่อตรวจวัดค่าความขุ่นของกระจกตา นอกจากนี้ จะทำการตรวจวัดระดับไขมันในเลือด ได้แก่ Total Cholesterol, Triglycerides, LDL-C และ HDL-C และทำการหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าความขุ่นของกระจกตากับ LDL-C ในเลือดโดยใช้ LDL-C burden ซึ่งทำการวิเคราะห์โดย Spearman’s correlation ผลการวิจัย:อัตราส่วนระหว่างเพศชายต่อเพศหญิงในกลุ่มผู้ป่วย FH และกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็น FH คือ 15/34 และ 12/37 รายตามลำดับ (P = 0.499) อายุเฉลี่ยของกลุ่มผู้ป่วย FH และกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็น FH อยู่ที่ 52 …


Three Essays On Digital Health: Online Communication, Health Information Seeking, Complementary Medicine Use Among Older Adults And Vulnerable Populations, Daria Turavinina Jan 2024

Three Essays On Digital Health: Online Communication, Health Information Seeking, Complementary Medicine Use Among Older Adults And Vulnerable Populations, Daria Turavinina

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Through three empirical essays, this work explored how information and communication technology (ICT) use shapes population health behaviors and outcomes, with a particular focus on older adults. The first essay critically investigated whether online communication can serve as a substitute for in-person social contact in mitigating loneliness among late middle-aged and older persons. The study finds that while excessive reliance on digital interaction correlated with higher loneliness in the general older adult population, it could potentially serve a protective function for those in poor health by reducing social isolation. The second essay investigated how online health information seeking behavior and …


Assessment Of Dietary Protein Intake Pattern And Perception Of Egg White Noodle Consumption Among Pre-Aging Population, Apisara Limpraphuwiwattana Jan 2024

Assessment Of Dietary Protein Intake Pattern And Perception Of Egg White Noodle Consumption Among Pre-Aging Population, Apisara Limpraphuwiwattana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to examine protein consumption behaviors and the factors influencing protein intake among the pre-aging population, with a focus on egg white protein and the acceptance of egg white protein noodles. The study employed the Health Belief Model as a theoretical framework to explore health beliefs regarding protein consumption and its association with sarcopenia among pre-aging adults (45-59 years) in Bangkok, Thailand. A cross-sectional survey was conducted with 305 participants, using questionnaires to assess protein consumption patterns. In addition, sensory perception of egg white noodles was evaluated by 60 participants, and 40 participants were included to assess their …


Influence Of Postural Balance, Fear Of Falling, And Falls Risk Awareness On Quality Of Life In Hypertensive And Normotensive Old Aged Females, Rikza Naseer Jan 2024

Influence Of Postural Balance, Fear Of Falling, And Falls Risk Awareness On Quality Of Life In Hypertensive And Normotensive Old Aged Females, Rikza Naseer

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Older adult falls are a severe concern in terms of public health worldwide, with many assessment tools predominantly in English, pointing to the need to perform cross-cultural adaptation and validation to use the different instruments in various cultures. The purpose of this study was to translate the Urdu version of the Falls Risk Awareness Questionnaire for eldercare and established its reliability and validity. Moreover, this cross-sectional study also investigated the correlation of anthropometric measurements, postural balance, fear of falls, and falls risk awareness with quality of life of hypertensive older female patients attending Hospitals of Lahore, Pakistan. Methods: Two …


Investigation Of Information-Seeking Behavior Of Secondary School English Teachers In Batam City, Indonesia For Lesson Plan Preparation, Rayhan Musa Novian Jan 2024

Investigation Of Information-Seeking Behavior Of Secondary School English Teachers In Batam City, Indonesia For Lesson Plan Preparation, Rayhan Musa Novian

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the information sources chosen by secondary school English teachers for lesson planning, alongside their information awareness and the constraints encountered. A lesson plan acts as a teacher's guide, detailing student learning objectives, associated resources and activities, and ensuring compliance with local and national curricula. This qualitative research employed semi-structured interviews with 15 English teachers from secondary schools in Batam City, Indonesia, using the Zoom platform. Thematic analysis was applied to analyze the data. Results reveal a three-stage pattern in teachers' selection and use of information sources: primary, secondary, and tertiary stages. Initially, teachers rely on formal internal …


The Influence Of Intellectual Property Mergers And Acquisitions On Long- Term Financial Performance: Insights From Chinese Companies, Mingyue Fang Jan 2024

The Influence Of Intellectual Property Mergers And Acquisitions On Long- Term Financial Performance: Insights From Chinese Companies, Mingyue Fang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the long-term financial effects of intellectual property-related M&As (IP M&As) in China, using ROIC as the main performance metric. Based on a panel of listed firms from 2000–2020, it first applies a DID model to compare IP M&As with regular deals, then extends to a DDD framework to assess directional heterogeneity (North-to-South, South-to-North, intra-regional). Results show IP M&As improve ROIC, especially in North-to-South transactions. Mechanism analysis confirms enhanced innovation output, though its financial conversion may face institutional or integration frictions. The study highlights the strategic value of IP M&As and the importance of regional context in post-deal …


Clinical Outcomes, Patient-Reported Outcomes, And Efficiency Of Static Computer-Assisted Sinus Floor Augmentation: A Randomized Controlled Trial, Nattakarn Narongchai Jan 2024

Clinical Outcomes, Patient-Reported Outcomes, And Efficiency Of Static Computer-Assisted Sinus Floor Augmentation: A Randomized Controlled Trial, Nattakarn Narongchai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: To investigate the patient-reported ,clinical outcomes and efficacy of static computer-assisted sinus floor augmentation (SCA-SFA), compared to freehand approach. Material and methods: 40 patients underwent lateral sinus augmentation (20 freehand-SFA + 20 SCA-SFA). Patient-reported outcomes were recorded in Visual Analog Scale (VAS) on days 1-7, 14 and intra- and post-operative complications were recorded on week 2,4 after surgery. Duration and operators’ assessment of SCA-SFA efficacy were recorded. Results: No statistically significant difference was found between the two groups with regards to PROMs and intra-, post-operative complications, apart from higher level of swelling for SCA-SFA patients on day 2 after …


Analysis Of The Soft Tissue Chin Profile In Acceptable Aesthetic Profiles Using A 3-Dimensional Camera Facial Scan System Compared To Normative Values Based On 2-Dimensional Radiographic Analysis, Sasawat Putpinij Jan 2024

Analysis Of The Soft Tissue Chin Profile In Acceptable Aesthetic Profiles Using A 3-Dimensional Camera Facial Scan System Compared To Normative Values Based On 2-Dimensional Radiographic Analysis, Sasawat Putpinij

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Chin profile plays a critical role in determining lower facial aesthetics, significantly affects perceptions of facial balance and attractiveness. Conventional assessment methods, which primarily rely on two-dimensional cephalometric norms, are limited by projection errors and a reduced capacity to accurately evaluate soft tissue contours. The development of three-dimensional facial scanning technology has facilitated more accurate assessment of facial morphology; nevertheless, aesthetic evaluation in acceptable aesthetic profile using 3-dimensional camera facial scan remains no evidence. Hence, this study aimed to investigate soft tissue chin profiles in clinically acceptable facial aesthetics using a three-dimensional camera system, comparing with traditional two-dimensional cephalometric values. …


The Effect Of Multimedia Information About Computer-Assisted And Freehand Dental Implant Surgery On Patients’ Knowledge, Anxiety, And Decision-Making, Veerawit Lukkanasomboon Jan 2024

The Effect Of Multimedia Information About Computer-Assisted And Freehand Dental Implant Surgery On Patients’ Knowledge, Anxiety, And Decision-Making, Veerawit Lukkanasomboon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to evaluate the impact of multimedia and verbal information on patients' knowledge, anxiety, and decision-making regarding dental implant surgery, focusing on comparing computer-assisted and freehand techniques. This randomized controlled trial involved 100 patients divided into two groups: one receiving multimedia information (n=50) and the other receiving verbal information (n=50). Data were collected through self-administered questionnaires assessing patients' baseline information, knowledge, anxiety, and decision-making before and after receiving information about dental implant surgery techniques. Results showed significant increases in knowledge scores for both groups, with the multimedia group improving from 1.96 to 3.90 (p<0.001) and the verbal group from 2.0 to 3.98 (p<0.001). Anxiety levels decreased significantly in both groups, with reductions from 12.76 to 11.48 (p=0.001) in the multimedia group and from 13.92 to 12.16 (p<0.001) in the verbal group. The proportion of patients who decided to proceed with dental implant surgery increased from 70% to 78% in the multimedia group and from 54% to 66% in the verbal group. After receiving the information, more patients in both groups opted for computer-assisted implant surgery, though treatment costs remained a significant concern for some, leading to declines in surgery acceptance. Despite these findings, no significant differences were observed between the multimedia and verbal groups regarding knowledge improvements, anxiety reduction, or decision-making. In conclusion, multimedia and verbal information effectively enhanced patient knowledge and reduced anxiety about dental implant surgery, and both methods may influence patients' decisions regarding their preferred implant technique, with no significant differences between the two methods.


Effects Of Ai-Assisted Collaborative Learning On English Speaking Skill Of Myanmar Undergraduate Students, Tin Lin Kyaw Jan 2024

Effects Of Ai-Assisted Collaborative Learning On English Speaking Skill Of Myanmar Undergraduate Students, Tin Lin Kyaw

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The present study endeavored to: 1) examine effects of AI-assisted collaborative learning on English speaking skill of Myanmar undergraduate students, and 2) explore opinions of Myanmar undergraduate students towards AI-assisted collaborative learning. This research is a quasi-experimental study. The participants were 32 participants, selected through convenience sampling, as they were administered English speaking lessons for eight class periods. The instructional instrument involved lesson plans, while the research instruments contained pre- and post-tests of English speaking, and semi-structured interviews. The research findings revealed that 1) there were substantial developments in students’ English speaking skill after the implementation of AI-assisted collaborative learning, …


Modelling Of Competing Compensation And Excess Revenue Sharing In Project-Based Ppp Contracts: Machine Learning And Real Option Approaches, Lykeang Sorin Jan 2024

Modelling Of Competing Compensation And Excess Revenue Sharing In Project-Based Ppp Contracts: Machine Learning And Real Option Approaches, Lykeang Sorin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Public Private Partnership (PPP) is now considered as a very common approach for the delivery of infrastructure projects, especially in developing countries in which fiscal budgets are limited. Most PPP projects are usually implemented as project-based, connecting existing infrastructure projects. However, transportation infrastructure projects as a whole work as a network of systems such as highway systems and mass rail transit (MRT) systems. Currently, the project-based approach to PPP implementation has created two unintended consequences: (1) fragmentation of the systems and (2) non-compete clause in PPP contracts preventing new development that may affect the future revenues of the concessionaire. The …


A High-Gain Wideband Antenna Employing Novel Partial Reflective Surfaces, Mia Maria Ulfah Jan 2024

A High-Gain Wideband Antenna Employing Novel Partial Reflective Surfaces, Mia Maria Ulfah

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this dissertation, different partially reflective surfaces (PRS) are investigated to improve the gain and bandwidth of a Fabry–Perot cavity (FPC) antenna for wireless local-area network (WLAN) and vehicle-to-vehicle (V2V) communication applications. Each of the proposed PRSs has the phase of a reflection coefficient that increases with frequency. This property of the PRS is required for a broadband characteristic of the FPC antenna, which is desirable for the intended applications. A U-shaped microstrip patch antenna (MPA) with a parasitic rectangular patch is used as a feed antenna. It is designed for operation in the WLAN and V2V frequency bands. The …


Antenatal Dexamethasone For Late Preterm Deliveries: A Randomized Controlled Trial, Hoang Minh Chau Le Jan 2024

Antenatal Dexamethasone For Late Preterm Deliveries: A Randomized Controlled Trial, Hoang Minh Chau Le

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Antenatal corticosteroids (ACS) have been found to have beneficial effects on neonatal lung function, reducing mortality and morbidities, especially in very preterm infants. The World Health Organization recommends ACS for women at risk of preterm birth from 24 to 34 weeks of gestation; however, specific recommendations ACS use in late preterm deliveries remain lacking. This study aimed to assess the effect of antenatal dexamethasone on reducing the need for respiratory support, neonatal morbidities and mortality, NICU admission, and length of hospital stay in late preterm infants. Methods: This single-centre, parallel group, open-label randomized controlled trial enrolled women with singleton …