Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

International Relations Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

9,338 Full-Text Articles 7,777 Authors 10,213,495 Downloads 271 Institutions

All Articles in International Relations

Faceted Search

9,338 full-text articles. Page 99 of 341.

การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกา ระหว่าง ค.ศ. 2018 – 2019 :นัยต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก, พิชญา จุลวุฒิ 2023 คณะรัฐศาสตร์

การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกา ระหว่าง ค.ศ. 2018 – 2019 :นัยต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก, พิชญา จุลวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการพัฒนาและทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ในช่วงปี ค.ศ.2017 ทำให้เกิดการยั่วยุและข่มขู่ทั้งโดยท่าทีและวาจาระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และคิม จอง อึน มาตลอดระยะเวลา 1 ปี ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ปลอดภัยของสหรัฐฯ และมีสถานการณ์รุนแรงขึ้นซึ่งอาจนำไปสู่สงครามได้ในอนาคต ทำให้สหประชาชาติ (UN) มีมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม และต่อมาได้มีการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ - สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2018 - 2019 ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาถึงปัจจัยและแรงผลักดันที่ทำให้เกิดการประชุมดังกล่าว ตลอดจนผลกระทบที่ส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยผู้วิจัยใช้ทฤษฎี Neoclassical Realism มาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ โดยทฤษฎีได้กล่าวถึงความสำคัญของปัจจัยภายในรัฐ ผลประโยชน์ของผู้นำไปจนถึงตัวแสดงในการเมืองภายในของรัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อนำทฤษฎี Neoclassical Realism มาใช้ประกอบการวิเคราะห์แล้ว ผู้วิจัยพบว่าการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ - สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2018 - 2019 เกิดจากตัวผู้นำอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการสร้างผลงานและความแปลกใหม่ในฐานะประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ที่เข้าเจรจากับผู้นำเกาหลีเหนือ เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนรวมถึงความสนใจจากสื่อทั้งภายในรัฐตลอดจนเวทีโลก ทั้งนี้ การประชุมที่เกิดขึ้นยังมีนัยต่อความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออก รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวทีโลกอีกด้วย


นโยบายต่างประเทศของไทยในการจัดการชายแดน ไทย - กัมพูชา: กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้วช่วงปี พ.ศ. 2565 - 2566, ศศิชา คงคา 2023 คณะรัฐศาสตร์

นโยบายต่างประเทศของไทยในการจัดการชายแดน ไทย - กัมพูชา: กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้วช่วงปี พ.ศ. 2565 - 2566, ศศิชา คงคา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาเส้นเขตแดนไทย - กัมพูชา เป็นปัญหาสำคัญที่มีมาอย่างยาวนาน โดยสาเหตุมาจากการยึดถือแผนที่คนละฉบับที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน รวมถึงการที่หลักเขตแดนชำรุด สูญหาย และถูกเคลื่อนย้าย ทำให้ไม่สามารถหาจุดปักปันเขตแดนเดิมได้ ส่งผลกระทบและความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนตามแนวชายแดน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการใด ๆ หรือก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างได้ ทั้งนี้ฝ่ายกัมพูชาได้มีการละเมิดบันทึกข้อตกลง MOU 2543 โดยได้มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ สร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร และทำเกษตรกรรม ซึ่งการแก้ไขปัญหาของไทยคือการประท้วงโดยกระทรวงการต่างประเทศ สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุระสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดการรุกล้ำเขตแดนไทยของกัมพูชา และศึกษานโยบายการแก้ไขปัญหาของไทยต่อการละเมิดเส้นเขตแดนของกัมพูชา รวมถึงศึกษาผลกระทบด้านความมั่นคงระหว่าง ไทย - กัมพูชา ผลการวิจัยพบว่า ไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเรื่องการจัดการชายแดนไทย - กัมพูชา โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหลัก อีกทั้งยังมีกลไกในการแก้ปัญหาผ่านการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อเจรจาและหาข้อตกลงในการสำรวจและจัดทำเส้นเขตแดน รวมถึงการเคารพบันทึกข้อตกลง MOU 2543 เนื่องจากการแก้ไขปัญหาอย่างไม่ถูกต้องย่อมนำไปสู่ผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงมากยิ่งขึ้น เพื่อรักษาแผ่นดินไทยโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เอื้ออำนวยต่อการเดินทางและความร่วมมือของประชาชนตามแนวชายแดน


บทบาทของไทยในการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตั้งแต่ พ.ศ.2546 จนถึงปัจจุบัน, ภัทรศยา ฤกษ์รัตน์ 2023 คณะรัฐศาสตร์

บทบาทของไทยในการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตั้งแต่ พ.ศ.2546 จนถึงปัจจุบัน, ภัทรศยา ฤกษ์รัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาความพยายามของประเทศไทยในการจัดการปัญหากับการค้ายาเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบัน ผ่านการพิจารณาความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการค้ายาเสพติดยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มอาชญากรรมและลดคุณภาพชีวิตในประเทศไทย และยาเสพติดจำนวนมากเข้ามายังประเทศไทยผ่านชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลไทยนำกรอบระหว่างประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสถาบันและวางแนวทางการจัดการปัญหายาเสพติด และการพัวพันกับกรอบความร่วมมือดังกล่าวก็ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถมีส่วนในการพัฒนาบรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านยาเสพติดด้วย


การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ศุภมาส รื่นสำราญ 2023 คณะรัฐศาสตร์

การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ศุภมาส รื่นสำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่อง การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเหตุปัจจัยที่ทำให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเท่าเทียมในการให้บริการด้านสุขภาพในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การศึกษานี้ใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้เทคนิคการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านกลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของโครงการก่อสร้างและผู้จัดการโครงการก่อสร้าง จำนวน 3 บริษัท ด้วยการคัดเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการทอดทิ้งอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วย รัฐ ระบบทุนนิยม และวัฒนธรรม มีบทบาทสำคัญในกระบวนการที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ภายใต้แนวคิดแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ที่เปลี่ยนคุณค่าของแรงงานข้ามชาติให้กลายเป็นเพียงสินค้าหรือเครื่องมือทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คุ้มครองดูแลและให้สิทธิต่างๆ แก่แรงงานข้ามชาติตามหลักสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในเรื่องการให้บริการทางสุขภาพ เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงทำให้สามารถมองเห็นการถูกละเลยและถูกทอดทิ้งของแรงงามข้ามชาติในไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อแรงงานข้ามชาติเป็นแรงงานกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบก่อนและมากที่สุด แต่กลับเป็นแรงงานกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับการเยียวยาให้ความช่วยเหลือ


Eu-Turkey Deal กับการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยของสหภาพยุโรปในตุรกี, ศรันรัตน์ แสนกิ่ง 2023 คณะรัฐศาสตร์

Eu-Turkey Deal กับการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยของสหภาพยุโรปในตุรกี, ศรันรัตน์ แสนกิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิกฤตผู้ลี้ภัยปี 2015 ทำให้สหภาพยุโรปต้องมีนโยบายจัดการกับผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามายังเขตแดนของตน ผ่านการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศที่สามผ่านการการเจรจานโยบายระดับทวิภาคีหรือระดับภูมิภาค นำมาซึ่งการจัดทำข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและตุรกี หรือ EU-Turkey Deal ในปี 2016 เพื่อลดจำนวนผู้ลี้ภัยและผู้อพยพที่มีการย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติและผิดกฎหมายจากกรีซกลับไปยังตุรกี โดยสหภาพยุโรปจะให้ความช่วยเหลือทางการเงิน สิทธิพิเศษทางวีซ่าของพลเมืองตุรกี และผลักดันการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปของตุรกี ดังนั้น สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาว่า EU-Turkey Deal มีนัยยะสำคัญทางการเมืองต่อการจัดการผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนระหว่างตุรกีและสหภาพยุโรปอย่างไร โดยจะวิเคราะห์ด้วยแนวทางการผลักดันนโยบาย Externalization ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การเมืองในยุโรปมีอิทธิพลต่อการจัดการผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะพรรครัฐบาลฝ่ายขวาที่มีนโยบายต่อต้านผู้ลี้ภัย และสหภาพยุโรปมีการใช้ประโยชน์จากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของตุรกีในฐานะประเทศทางผ่านของภูมิภาค และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม เพื่อผลักดันความรับผิดชอบต่อประเด็นผู้ลี้ภัยแก่ประเทศซีกโลกใต้เช่นตุรกี ทั้งในด้านการผลักภาระในการตัดสินใจส่งผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศที่สามและการส่งกลับประเทศ การผลักความรับผิดชอบในการละเมิดสิทธิมนุษยชนบริเวณชายแดนและศูนย์ส่งกลับผู้ลี้ภัย/ศูนย์กักกันของตุรกี และการเพิ่มศักยภาพควบคุมชายแดนของสหภาพยุโรป ดังนั้น บทบาทของสหภาพยุโรปในการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยในตุรกีแสดงให้เห็นถึงนโยบายที่มุ่งเน้นไปที่การปิดกลั้นพรมแดนมากกว่าการส่งเสริมพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย


บทบาทการส่งออกอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม ประเภทภาพยนตร์ สู่สากลในฐานะเครื่องมือการส่งเสริม Soft Power ภายใต้ยุครัฐบาลประธานาธิบดีสีจิ้นผิง, กนกภรณ์ ฉัตรจินดา 2023 คณะรัฐศาสตร์

บทบาทการส่งออกอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม ประเภทภาพยนตร์ สู่สากลในฐานะเครื่องมือการส่งเสริม Soft Power ภายใต้ยุครัฐบาลประธานาธิบดีสีจิ้นผิง, กนกภรณ์ ฉัตรจินดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาของนโยบายการส่งออกอุตสาหกรรมภาพยนตร์สู่สากลของรัฐบาลจีนภายใต้ยุคประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่รัฐบาลมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมการสร้าง Soft Power ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้มีนโยบายการสร้าง Soft Power ให้แข็งแกร่งด้วยการใช้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและลบล้างภาพลักษณ์ภัยคุกคามที่ประชาคมโลกมีต่อจีน เพื่อบรรลุเป้าหมายการก้าวขึ้นมาอย่างสันติของจีน โดยรัฐบาลในยุคประธานาธิบดีสีจิ้นผิงดำเนินนโยบายการส่งออกภาพยนตร์จีนสู่สากลด้วยวิธีการให้เงินสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยตรง รวมไปถึงการสร้างโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดการควบรวมธุรกิจในต่างประเทศ และสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ร่วมกันระหว่างจีนและต่างประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังสนับสนุนการจัดงานสัปดาห์เทศกาลภาพยนตร์และการฝึกผู้มีความเชี่ยวชาญทางภาพยนตร์ หากแต่ความพยายามเหล่านี้ของรัฐบาลจีนกลับไม่ได้กระแสตอบรับที่ดีเท่าที่ควร เมื่อวัดจากรายได้ของการฉายภาพยนตร์จีนในต่างประเทศที่ถือว่ามีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เนื่องด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้ 1. การเข้ามามีบทบาทของรัฐที่มากเกินไป 2. มาตรวัดความสำเร็จด้าน Soft Power ของจีนไม่สอดคล้องกับเป้าหมายในการเป็นประเทศที่มีอำนาจทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง การเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความจะเพิ่ม Soft Power ได้เสมอไป 3. อำนาจ Streaming Platform ของจีนนั้นจำกัด เละ 4. นโยบายการส่งออกภาพยนตร์จีนอยู่ในระยะเริ่มต้น ด้วยเหตุ 4 ประการทั้งหมดที่กล่าวมา จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Soft Power ทางวัฒนธรรมของจีนยังคงถูกจำกัด


ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง: กรณีศึกษาไทย - กัมพูชา, ปิยพัชร เหล่าสมบัติ 2023 คณะรัฐศาสตร์

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง: กรณีศึกษาไทย - กัมพูชา, ปิยพัชร เหล่าสมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ผ่านโครงการต่างๆ ภายใต้กรอบ ACMECS ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและน่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา เพราะประเทศไทยกับกัมพูชา เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน มีแนวเขตแดนที่ติดกัน ทำให้ทั้ง 2 ประเทศมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และรูปแบบการดำรงชีวิตของประชาชนที่คล้ายคลึงกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้ประชาชนไทยกับกัมพูชามีความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นอย่างดี และไทยกับกัมพูชาก็ได้มีกรอบความร่วมมือหรือยุทธศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยสารนิพนธ์นี้ผู้เขียนได้นำกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) มาเป็นกรณีศึกษา โดยไทยเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้นมา ในสมัยรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และหลังจากได้มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีตามยุคสมัย จนถึงสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทำให้ความมุ่งหมายของนโยบายต่างประเทศของไทยย่อมปรับเปลี่ยน ผู้เขียนจึงสนใจที่จะศึกษาว่าโครงการต่างๆ ระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบ ACMECS นี้ มีโครงการใดที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และน่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย-กัมพูชา โดยผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร รายงาน วิทยานิพนธ์ ข่าวสาร และบทความวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล โดยผลการวิจัยพบว่า ทั้งไทยและกัมพูชาต่างให้ความสำคัญกับกรอบ ACMECS โดยมีโครงการที่เป็นรูปธรรม บรรลุวัตถุประสงค์ของกรอบ ACMECS และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง


อาเซียนกับความมั่นคงทางพลังงาน, วโรตม์ ชอินทรวงศ์ 2023 คณะรัฐศาสตร์

อาเซียนกับความมั่นคงทางพลังงาน, วโรตม์ ชอินทรวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษากลไกความร่วมมือทางพลังงานของอาเซียน เพื่อจัดการกับปัญหาความขาดแคลนทางพลังงาน เพื่อไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคอาเซียน การวิเคราะห์บทบาทตัวแสดงที่สำคัญที่มีส่วนต่อการพึ่งพาอาศัยอันนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินนโยบายที่มีส่วนสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผลวิจัยพบว่าอาเซียนจำเป็นต้องขยายความร่วมมือทางพลังงาน เพื่อจัดการกับปัญหาความขาดแคลนทางพลังงาน และมุ่งไปสู่ความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งมีลักษณะการพึ่งพาอาศัยกันอย่างสลับซับซ้อน (Complex Interdependence) มากยิ่งขึ้นโดยมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ประการแรก มีช่องทางการปฏิสัมพันธ์และตัวแสดงที่หลากหลายในความร่วมมือ ทั้งบทบาทของรัฐ เอกชน และปัจเจกบุคคล ประการที่สอง ความมั่นคงประกอบไปด้วยประเด็นที่หลากหลายรอบด้านมากกว่าทางการทหาร และความมั่นคงทางพลังงานก็เป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน และประการที่สาม การพึ่งพาอาศัยอย่างสลับซับซ้อน ทำให้มีรัฐเข้าสู่ข้อขัดแย้งที่อาจเกิดการใช้กำลังน้อยลง ส่งเสริมการเกิดสันติภาพขึ้นในภูมิภาคผ่านการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่อาเซียนยังต้องร่วมกันแก้ปัญหา และปรับตัวให้ทันกับประเด็นความท้าทายต่อความมั่นคงทางพลังงานในยุคปัจจุบัน


โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการเมืองโลก: กรณีศึกษาเส้นทางสายไหมดิจิทัลของสาธารณรัฐประชาชนจีน 2015-2021, วิทวัส อภิญ 2023 คณะรัฐศาสตร์

โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการเมืองโลก: กรณีศึกษาเส้นทางสายไหมดิจิทัลของสาธารณรัฐประชาชนจีน 2015-2021, วิทวัส อภิญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เส้นทางสายไหมดิจิทัลมีความสำคัญมากขึ้น (Digital Silk Road; DSR) โดย DSR เป็นส่วนหนึ่งของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative; BRI) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาระดับทวีปของสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยความสำคัญที่มากขึ้นนี้นำไปสู่การศึกษาถึงเป้าหมายของ DSR และวิธีการของจีนเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว งานศึกษานี้จึงมีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การศึกษา DSR มีความจำเป็นโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับดิจิทัลทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอันเป็นรากฐานของการคงอยู่ของกิจกรรมทางดิจิทัลโดยรวม และสามารถเป็นตัวแปรต้นในการศึกษาผลกระทบที่เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวในการเมืองระหว่างประเทศ ข้อค้นพบในงานศึกษานำไปสู่คำตอบของเป้าหมายของ DSR คือการตอบสนองต่อปัจจัยภายในว่าด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจและความท้าทายทางข้อมูล รวมถึงปัจจัยภายนอก คือ การเมืองระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ทั้งสองปัจจัยกลายเป็นแรงผลักให้จีนแสวงหาอธิปไตยทางดิจิทัล เพื่อให้ DSR ประสบความสำเร็จจีนได้ดำเนินการลงทุนในต่างประเทศเกี่ยวกับดิจิทัลทั้งทางตรงและอ้อม โดยวิธีการทางเศรษฐกิจของจีนสามารถศึกษาผ่านเครื่องมือของเสรีนิยมใหม่อย่าง โซน (Zone) การสร้างนิเวศเศรษฐกิจ (business ecosystem) นอกจากนี้ยังมีการก่อร่างของโครงร่างระบบระหว่างประเทศของจีนผ่านการนำเสนอระเบียบดิจิทัลที่มาพร้อมกับ DSR


การส่งเสริมบทบาทและสถานะไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน, ธนกฤษ เกตุเนตร 2023 คณะรัฐศาสตร์

การส่งเสริมบทบาทและสถานะไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน, ธนกฤษ เกตุเนตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ซึ่งจากการศึกษาการดำเนินนโยบายดังกล่าวที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักการจีนเดียว (One China policy) ของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ที่หวังจะรวมไต้หวันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจีน เป็นเหตุให้ไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน จำเป็นต้องดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศและการรักษาอธิปไตยของไต้หวัน อีกทั้งเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐภายนอก โดยประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ได้มีการดำเนินนโยบายเพื่อการส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศเพื่อให้สังคมเกิดความแตกต่างจากความเป็นจีน ผ่านนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound policy) โดยมีวัตถุประสงค์พัฒนาความร่วมมือและเพื่อให้ไต้หวันกลับมามีบทบาทในการพัฒนาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเอเชียใต้ผ่านดำเนินนโยบายผ่านการพัฒนาบุคคลให้เป็นศูนย์กลาง (people-centered) เพื่อพัฒนาทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคผ่านกรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีและพหุภาคีทั้ง 4 รูปแบบได้แก่ 1) การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 2) การแลกเปลี่ยนทักษะและองค์ความรู้ระหว่างกันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3) การแบ่งปันทรัพยากร รวมถึงค่านิยมและวัฒนธรรมความเป็นไต้หวันเพื่อให้เกิดความร่วมมือ 4) สร้างความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อให้ไต้หวันสามารถมีอำนาจต่อรองในภูมิภาคและสร้างการยอมรับจากเวทีระหว่างประเทศอีกทั้งเพื่อรักษาสถานะเดิมของไต้หวันและถ่วงดุลอำนาจจีน


การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ของจีนในประเทศกำลังพัฒนาผ่านข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt And Road Initiative : Bri), นันท์นภัส ภัทรอังกูร 2023 คณะรัฐศาสตร์

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ของจีนในประเทศกำลังพัฒนาผ่านข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt And Road Initiative : Bri), นันท์นภัส ภัทรอังกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจีนในประเทศในแอฟริกา โดยจะชี้ให้เห็นว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการส่งออกโมเดลจีน (China Model) ให้กับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นการส่งเสริมฉันทามติปักกิ่ง (Beijing Consensus) อันเป็นแนวคิดการพัฒนาที่แตกต่างจากฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus) เพื่อส่งเสริมการผงาดขึ้นของจีน (Rise of China) ในระบบระหว่างประเทศ ซึ่งจีนได้ส่งออกเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนผ่าน BRI และ DSR และขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะดังกล่าวภายใต้โครงการเมืองที่ปลอดภัย (Safe Cities) ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐเป็นหลัก โดยสนับสนุนการลงทุนเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนผ่านบริษัทข้ามชาติสัญชาติจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Huawei ที่มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปลงทุนและดำเนินการด้านเทคโนโลยีในการสอดส่องเมือง ทำให้เมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนเต็มไปด้วยการใช้เทคโนโลยีเมืองเพื่อสอดส่องผู้อยู่อาศัยภายในเมืองจากรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลจีน ซึ่งการส่งออกแนวคิดการพัฒนาเมืองดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าจีนพยายามแสวงหาและสร้างการยอมรับการเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนกับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกาที่โมเดลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจีนได้รับการยอมรับไปปรับใช้กับรัฐบาลในแอฟริกาอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพและบทบาทของจีนในการแข่งขันทางอำนาจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจในทิศทางที่จีนพอใจมากขึ้นในระดับโลก


นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ 2023 คณะรัฐศาสตร์

นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาและวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ตลอดจนเสด็จประพาสยุโรป ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงล่าอาณานิคมจักรวรรดิชาติตะวันตก สยามเองถูกภัยคุกคามจากประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาล่าอาณานิคมในแถบอินโดจีนได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เป็นกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเหนือดินแดนด้านตะวันออกของสยามบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าวนำไปสู่กรณีพิพาทที่มีการใช้กำลัง แม้ว่าความขัดแย้งเรื่องดินแดนแถบแม่น้ำโขงนั้นไม่ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นสงคราม แต่ถือเป็นความท้าทายความมั่นคง ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 เปลี่ยนแปลงประเทศให้มีความทันสมัย รวมไปถึงดำนเนินนโยบายต่างประเทศแบบเชิงรุกเสด็จประพาสต่างประเทศได้แก่ ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในอาณานิคมของมหาอำนาจประเทศในยุโรป เพื่อให้สยามมีสถานะในระบบสังคมโลก และเป็นที่รู้จักรวมไปถึงไปดูความเจริญที่เกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรปและนำมาปรับให้ในสยาม ไม่ให้ประเทศใดอ้างความล้าหลังในการเข้ามายึดครองได้ โดยการวิจัยนี้ใช้กรอบแนวคิดสำนักอังกฤษ (English School) มาใช้ในการวิเคราะห์งานวิจัย


การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา 2023 คณะรัฐศาสตร์

การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ สำรวจเอกสารยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาผ่านมุมมองทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ในประเด็นการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการรับประกันการอยู่รอดที่ดีที่สุด และเชื่อมโยงการคาดการณ์ของทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุกที่ชี้ว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจ ไปสู่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยหยิบยกกรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน เพื่อวิเคราะห์ว่าสหรัฐฯ กำหนดกำลังรบทางเรืออย่างไร เพื่อรักษาความได้เปรียบในสถานการณ์รบบริเวณช่องแคบไต้หวัน ในยุคสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน และนำไปสู่ข้อเสนอในการกำหนดกำลังรบทางเรือในอนาคตต่อไป จากการศึกษาพบว่า สหรัฐฯ มีนโยบายในการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุดตามทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก 6 วิธี ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ (internal balancing) การข่มขู่และการบีบบังคับ (blackmail) การถ่วงดุลอำนาจนอกชายฝั่ง (offshore balancing) การแสวงหาพันธมิตร (external balancing) การทำสงคราม (war) และการกัดเซาะอำนาจ (bloodletting) รวมทั้งการไม่ดำเนินยุทธศาสตร์เข้าร่วมเป็นพวก (bandwagoning) และไม่ดำเนินนโยบายโอนอ่อนผ่อนตาม (appeasement) กับมหาอำนาจคู่แข่ง และผลจากการจำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวันนั้น สหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะจีนและกำลังทางเรือของสหรัฐฯ ยังคงความได้เปรียบทั้งจำนวนอาวุธปล่อยนำวิถีและขีดความสามารถของเรือดำน้ำ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ต้องการเวลาล่วงหน้าเพื่อเคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่การรบ ดังนั้น การข่าวกรองเกี่ยวกับการบุกไต้หวันจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ และในกรณีที่การรบยืดเยื้อ สหรัฐฯ ควรสร้างฐานทัพเรือส่วนหน้าใกล้กับเกาะไต้หวัน เพื่อลดเวลาในการเดินทางเข้าพื้นที่การรบ และเป็นฐานส่งกำลังบำรุงเมื่อเกิดความขัดแย้งในบริเวณนี้


ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์ 2023 คณะรัฐศาสตร์

ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 ถึงแม้ว่า หลังจากการรัฐประหาร ฮุน เซน จะถูกมองว่าขาดความชอบธรรมทางการเมือง ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร จึงทำให้ ฮุน เซน ดำเนินนโยบายต่างประเทศเอนเอียงเข้าหาจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศแรกที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกัมพูชา จีนให้ความชอบธรรม ให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และให้การสนับสนุนระบบอุปถัมภ์ของ ฮุน เซน ซึ่งการช่วยเหลือของจีนมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อกัมพูชา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีนใกล้ชิดกันมากขึ้น ผลจากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 แบ่งออกเป็น ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1) แรงกดดันจากนานาชาติ และ 2) ท่าทีของประเทศที่ยอมรับรัฐบาล ฮุน เซน และ ปัจจัยภายใน ได้แก่ 1) การรักษาความชอบธรรมทางการเมือง 2) การกำจัดคู่แข่งทางการเมือง และ 3) การพึ่งพาจีนเพื่อเสริมสร้างผลประโยชน์ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของ ฮุน เซน โดยสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้นโยบายของกัมพูชาเอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น


Explaining And Understanding The Lgbtqia+ Rights Movement In Timor-Leste Through Norm Life Cycle, Yanapon Musiket 2023 Faculty of Political Science

Explaining And Understanding The Lgbtqia+ Rights Movement In Timor-Leste Through Norm Life Cycle, Yanapon Musiket

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the evolution and adoption of LGBTQIA+ rights norm in Timor-Leste, employing the Norm Life Cycle model conceptualized by Martha Finnemore and Kathryn Sikkink. It highlights the historic and social advancements made by this post-conflict, newly independent Southeast Asian nation towards recognizing and promoting LGBTQIA+ rights. The study leverages qualitative research methodologies, including document analysis and case studies, to trace the trajectory from norm emergence through a tipping point marked by the inaugural pride parade in 2017 and a cascade of societal acceptance to the ongoing challenges and opportunities for norm internalization. Contrasting its progress with countries in …


ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว 2023 คณะรัฐศาสตร์

ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยท่ามกลางระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนในฐานะแกนกลางและประเทศในแอฟริกาในฐานะชายขอบตามทฤษฎีระบบโลก (World Systems) โดยสารนิพนธ์จะนำเสนอบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก เพื่อเป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านมุมมองของทฤษฎีเป็นส่วนแรกก่อนนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยของจีนเพื่อทราบถึงบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนในภูมิภาคแอฟริกาภายใต้บริบทโครงสร้างการเมืองโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อการศึกษาในส่วนสุดท้ายคือ การศึกษาวิเคราะห์จีนในฐานะแกนกลางที่ดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในแอฟริกา โดยส่วนวิเคราะห์จะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและข้อได้เปรียบทางโครงสร้างการเมืองโลก รวมถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ของแกนกลางและชายขอบผ่านยุทธศาสตร์ร่วมสมัยในแต่ละมิติ ซึ่งมีลักษณะที่เป็นพลวัตเชิงมิติที่หลากหลายผ่านกรอบของทฤษฎีระบบโลก


การปรับบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลอาเบะ, ณชนก เลียดประถม 2023 คณะรัฐศาสตร์

การปรับบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลอาเบะ, ณชนก เลียดประถม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามว่า บทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างไรภายใต้รัฐบาลอาเบะ ในช่วงปี 2012 ถึง 2019 และเพราะอะไรจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้น จากการศึกษาพบว่า ภายใต้รัฐบาลอาเบะได้ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นในหลายด้าน เช่น การเพิ่มอำนาจในการใช้อาวุธ การขยายขอบเขตปฏิบัติการในต่างประเทศ และการเพิ่มความร่วมมือทางทหารกับมิตรประเทศ โดยรัฐบาลอาเบะวางยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการส่งเสริมนโยบายสันติภาพเชิงรุก (proactive contributions to peace) รวมถึงการป้องกันแบบ ไร้รอยต่อ (seamless defense) ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ การขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค ปัญหาข้อพิพาทบริเวณหมู่เกาะเซนคากุ และการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง สารนิพนธ์ฉบับชี้ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทของ JSDF สะท้อนยุทธศาสตร์การถ่วงดุลอำนาจโดยละม่อม (soft balancing) ของญี่ปุ่นต่อมหาอำนาจในภูมิภาค รัฐบาลอาเบะมุ่งเสริมสร้างศักยภาพของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญมาตรา 9 และความคิดเห็นของประชาชน


นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ 2023 คณะรัฐศาสตร์

นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันเนื่องมาจากการมีประวัติศาสตร์ร่วมกันตั้งแต่ในอดีต ความคล้ายคลึงกันทางอุดมการณ์ และความใกล้ชิดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเย็นความสัมพันธ์ ทั้ง 2 ประเทศ เรียกได้ว่าเป็นการขึ้นต่อกัน (Interdependence) ซึ่งมีลักษณะของการร่วมมือและการแข่งขัน สารนิพนธ์ฉบับนี้จะสำรวจมิติต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ดังกล่าว และปัจจัยในการดำเนินนโยบายของเวียดนามต่อจีน เวียดนามและจีนมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ทั้ง 2 ประเทศมีความเกี่ยวพันกันมาหลายศตวรรษ โดยจีนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีช่วงของความขัดแย้งและความตึงเครียดเป็นระยะ ๆ รวมถึงข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนใต้ที่ยังดำเนินอยู่ การสิ้นสุดของสงครามเย็นส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีน เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายและสหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจเดี่ยว ทั้งเวียดนามและจีนต้องทบทวนลำดับความสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศ การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีนในยุคหลังสงครามเย็น ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และวัฒนธรรม แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ยังมีความท้าทายและความตึงเครียดสำคัญที่ต้องบริหารจัดการ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนยังคงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ พลวัตความมั่นคงในภูมิภาค และอิทธิพลของประชาชน การจัดการความสัมพันธ์นี้จะต้องอาศัยการทูตอย่างระมัดระวัง การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ และความเต็มใจในการมีส่วนร่วมการเจรจาและความร่วมมือ แม้ในยามที่เผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้ง


ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช 2023 คณะรัฐศาสตร์

ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของภาพยนตร์เรื่อง "ฟอร์เรสท์ กัมพ์" ในการประกอบสร้าง สร้างความตระหนักรู้และอัตลักษณ์ทางการเมืองผ่านการฉายภาพ อุดมคติ และค่านิยมให้กับชาวอเมริกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามว่า "Forrest Gump" กำหนดเอกลักษณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็นได้อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิด "วัฒนธรรมสมัยนิยมและอัตลักษณ์ทางการเมือง" และ "บทบาทและวัตถุประสงค์ของภาพยนตร์" การศึกษาพบว่ายุคหลังสงครามเย็นซึ่งถูกมองว่าเป็นยุคแห่งชัยชนะของอเมริกา สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าอเมริกาเป็นชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ดี การไม่มีศัตรูจากภายนอกไม่ได้ทำให้ขวัญกำลังใจของชาติดีขึ้นแต่อย่างใด ประกอบกับความล้มเหลวในสงครามเวียดนามหรือที่เรียกว่า "เวียดนามซินโดรม" ชาวอเมริกันจึงต้องการบางสิ่งบางอย่างเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์กัมพ์ เติมเต็มความต้องการนี้ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ที่เรียบง่ายขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนเรื่องราวที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราวทางศีลธรรมเพื่อสร้างฉันทามติทางสังคมใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายในบริบทของศีลธรรมที่แตกร้าวในโลกยุคหลังสงครามเย็น


ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข 2023 คณะรัฐศาสตร์

ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ส่งผลอย่างไรต่อยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่มีเป้าหมายคือการรักษาสมดุลของอำนาจในทะเลจีนใต้ โดยใช้กรอบทฤษฎีสัจ-นิยมเชิงป้องกันมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ปัจจัยการปรับทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ผ่านระบบพันธมิตรที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลจีนใต้เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ โดยการขยายอิทธิพลของจีนดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิของฟิลิปปินส์ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ นำมาซึ่งความต้องการของฟิลิปปินส์ที่จะรักษาอาณาเขตของฟิลิปปินส์และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาร์กอส จูเนียร์ ปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงโดยอาศัยการถ่วงดุลอำนาจทั้งจากภายในและภายนอก อาทิ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการรวมกลุ่มพันธมิตรอย่างการกลับมากระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสมดุลของอำนาจในอนาคต ฟิลิปปินส์ควรสร้างสมดุลให้มากขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือกับมหาอำนาจระดับกลางอย่างอินเดียและการผลักดันการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ภายใต้กรอบกลไกของอาเซียน


Digital Commons powered by bepress