ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดตราดภายหลังบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544,
2024
คณะรัฐศาสตร์
ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดตราดภายหลังบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544, ธัชพงศ์ สุตันตั้งใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดตราด ภายหลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการจัดการข้อพิพาทชายแดนในระบบระหว่างประเทศ การวิเคราะห์ผ่านกรอบทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิกเผยให้เห็นว่าแม้จะมีกฎหมายระหว่างประเทศรองรับและความพยายามสร้างกลไกความร่วมมือผ่านแนวคิดพื้นที่พัฒนาร่วมแต่ข้อพิพาทดังกล่าวยังไม่ได้รับการระงับอย่างถาวร การวิเคราะห์เชิงคุณภาพจากข้อมูลประวัติศาสตร์ กฎหมายและนโยบายระหว่างประเทศชี้ให้เห็นว่าความยืดเยื้อของข้อพิพาทมีรากฐานมาจากปัจจัยสำคัญสามประการ ประการแรกคือการยึดมั่นในหลักอธิปไตยของรัฐและปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติซึ่งทำให้การประนีประนอมกลายเป็นเรื่องยาก ประการที่สองคือมิติทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับความทรงจำในยุคอาณานิคมส่งผลต่อการรับรู้และการตอบสนองต่อข้อพิพาทของทั้งสองฝ่าย ประการสุดท้ายคือความไม่ชัดเจนและการตีความที่แตกต่างกันในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเล การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทางการทูตในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนโดยเฉพาะในระบบระหว่างประเทศที่อยู่ภายใต้สภาวะอนาธิปไตย รัฐต่างยึดมั่นในอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลักทำให้การหาทางออกที่ยั่งยืนเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยมากกว่าเครื่องมือทางกฎหมายและการทูตเพียงอย่างเดียว
ความร่วมมือทางการทหารระหว่างไทยกับอินเดีย ปี ค.ศ. 2007 – 2024,
2024
คณะรัฐศาสตร์
ความร่วมมือทางการทหารระหว่างไทยกับอินเดีย ปี ค.ศ. 2007 – 2024, นพชัย โคตรสาขา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ความร่วมมือทางการทหารระหว่างประเทศไทยกับอินเดียในช่วงปี ค.ศ. 2007–2024 โดยใช้กรอบแนวคิด “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของฮันส์ มอร์เกนธอ เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจแรงผลักดันเชิงยุทธศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าความร่วมมือทางการทหารระหว่างไทยกับอินเดียยังคงจำกัดอยู่ในระดับพื้นฐาน เช่น การฝึกอบรมบุคลากรและการฝึกร่วมเป็นบางครั้ง มากกว่าการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์หรือความร่วมมือด้านความมั่นคงในเชิงลึก หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญคือ การที่ไทยไม่มีภัยคุกคามร่วมอย่างชัดเจนกับอินเดีย เช่นเดียวกับกรณีอินเดียกับเวียดนาม ซึ่งมีความตึงเครียดต่อจีนเป็นแรงผลักดัน ทำให้ระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับอินเดียไม่อาจยกระดับสู่ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ภายใต้พลวัตความมั่นคงในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก การขยายความร่วมมือทางทหารกับอินเดียอย่างต่อเนื่องกลับกลายเป็น “ความจำเป็น” ที่จะช่วยเสริมสร้างสมดุลอำนาจและเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ท้ายที่สุด สารนิพนธ์เสนอว่า การพัฒนาความสัมพันธ์ไทยกับอินเดียในด้านความมั่นคง ควรดำเนินควบคู่กับการสร้าง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่อาจช่วยยกระดับความร่วมมือให้มีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับเวียดนามในอนาคต
กองทัพอากาศไทยกับนโยบายด้านความมั่นคงทางอวกาศ (พ.ศ.2560 - 2567),
2024
คณะรัฐศาสตร์
กองทัพอากาศไทยกับนโยบายด้านความมั่นคงทางอวกาศ (พ.ศ.2560 - 2567), ธัญชลิต สุดชูเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถด้านอวกาศของกองทัพอากาศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2560-2567 โดยผู้วิจัยได้ใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีสัจนิยมเชิงรับ และแนวคิดระบอบความมั่นคง มาวิเคราะห์พฤติกรรมของกองทัพอากาศที่ตอบสนองต่อภัยคุกคามทางอวกาศในมิติต่าง ๆ ผลการศึกษาพบว่า กองทัพอากาศเผชิญภัยคุกคามทางอวกาศหลายด้าน เช่น การรบกวนสัญญาณดาวเทียม การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ การถูกสอดแนมจากระบบดาวเทียมต่างประเทศ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ ส่งผลให้กองทัพอากาศปรับโครงสร้างด้วยการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศ พัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ และเสริมสร้างความร่วมมือทั้งในระดับชาติและนานาชาติ พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายแบบสัจนิยมเชิงรับ ที่เน้นการพึ่งพาตนเองและการป้องกันมากกว่าการรุกราน ขณะเดียวกันกองทัพอากาศยังให้ความสำคัญกับการเสถียรภาพและส่งเสริมความร่วมมือผ่านการมีส่วนร่วมในบรรทัดฐานและกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศตามแนวคิดระบอบความมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติทางอวกาศในยุคที่มีการแข่งขันทางอวกาศระหว่างมหาอำนาจทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น รวมถึงเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและรักษาอธิปไตยของไทยในมิติอวกาศอย่างยั่งยืน
ความท้าทายของระบบพหุภาคี : ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ในช่วงปี 2558 – 2565,
2024
คณะรัฐศาสตร์
ความท้าทายของระบบพหุภาคี : ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ในช่วงปี 2558 – 2565, นภัสสร ปูรณคุปต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของระบบพหุภาคีในศตวรรษที่ 21 โดยนำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) เป็นกรณีศึกษา วัตถุประสงค์ของการวิจัยของสารนิพนธ์มุ่งเน้นไปที่การตอบคำถามว่าการดำเนินการของความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ในช่วงปี 2558 – 2565 สะท้อนความท้าทายของระบบพหุภาคีในศตวรรษที่ 21 อย่างไร กล่าวคือ ในช่วงปี 2558 เป็นปีที่เอเปคกำลังเข้าสู่การเร่งรัดการดำเนินการ 5 ปีสุดท้ายก่อนถึงเป้าหมายโบกอร์ แต่ด้วยสถานการณ์โลก ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่มีความผันผวน ส่งผลให้เอเปคไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้จากการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ สารนิพนธ์ฉบับนี้ได้ข้อค้นพบว่า ความท้าทายในการดำเนินการของเอเปคเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ปัจจัยจากการเมืองภายในประเทศ ปัจจัยจากการเมืองระหว่างประเทศ ปัจจัยจากความท้าทายของโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการแพร่ระบาดของโรค นอกจากนี้ ปัจจัยข้างต้นเป็นเหตุให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้องค์กรและสถาบันพหุภาคีอ่อนแอลง โดยเฉพาะในกรณีเอเปคที่เป็นความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจ แต่ในตลอดระยะเวลา 3 ทศวรรษนั้น กลับทำให้เกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำระหว่างเขตเศรษฐกิจมากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมา เอเปคจะประสบความสำเร็จในด้านการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนมากขึ้น แต่ความท้าทายอื่น ๆ ยังคงทำให้เอเปคยังห่างไกลจากการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ ในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา เป็นปีที่เอเปคประสบกับปัญหาทั้งการไม่สามารถจัดการประชุม การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการไม่สามารถกำหนดเจ้าภาพจัดการประชุมในปี 2566 เป็นต้นไปได้ สะท้อนถึงความไม่มั่นคงขององค์กร อย่างไรก็ดี สมาชิกเขตเศรษฐกิจยังคงมีความพยายามในการขับเคลื่อนการดำเนินการ จึงได้ริเริ่มวิสัยทัศน์ฉบับใหม่ที่คงรากฐานจากเป้าหมายโบกอร์ และได้เพิ่มการให้ความสำคัญประเด็นหลักในยุคปัจจุบัน เพื่อให้เอเปคเป็นองค์กรที่มีความเป็นปัจจุบัน ทันโลก และยังคงมีความสำคัญต่อไปได้จากข้อค้นพบข้างต้น สารนิพนธ์จึงมีข้อเสนอแนะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจภายในองค์กร การกำหนดเป้าหมายให้เป็นรูปธรรม และร่วมกันแก้ไขปัญหาความท้าทายร่วมกัน และการส่งเสริมสันติภาพโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการของสถาบันพหุภาคีในภาพรวมยังคงความต่อเนื่อง และมีความสำคัญในโลกยุคทศวรรษที่ 21 ต่อไป
นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานกับความมั่นคงทางการเมืองของจีน,
2024
คณะรัฐศาสตร์
นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานกับความมั่นคงทางการเมืองของจีน, มัณฑิรา เล่าอิทธิโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานกับความมั่นคงทางการเมืองของจีน โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเลือกปรับใช้นโยบายดังกล่าวเพื่อจัดการแก้ไขกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลลัพธ์จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดภายหลังจากการเปิดประเทศใน ค.ศ. 1978 ซึ่งจีนพึ่งพาอาศัยเชื้อเพลิงฟอสซิลจากภาคพลังงานในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด การศึกษาวิจัยนี้อาศัยทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Realism) ของ กิดเด็น โรส เป็นกรอบในการวิเคราะห์ โดยพบว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเล็งเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและส่งผลร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจีน อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ปัญหาดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในฐานะองค์กรที่มีอำนาจรัฐสูงสุดและพรรครัฐบาลเดียวของจีน ทำให้จีนเลือกดำเนินนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ สร้างบรรยากาศระหว่างประเทศที่เอื้อให้จีนส่งออกเทคโนโลยีพลังงานสะอาดภายใต้การดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างคล่องตัว รวมถึงส่งเสริมบทบาทของจีนในฐานะรัฐมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบและเป็นแบบอย่างที่ดี โดยการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมในการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและระบบการปกครองแบบสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีนอันเป็นองค์ประกอบสองประการที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเมืองของจีนซึ่งเป็นแก่นหลักของความมั่นคงแห่งชาติจีน
การปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเองของญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ปี 2022,
2024
คณะรัฐศาสตร์
การปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเองของญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ปี 2022, นภัสสร การสะสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเองของญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ปี ค.ศ.2022 ที่มีลักษณะเชิงรุกมากขึ้นผ่านการประกาศใช้เอกสารด้านความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy: NSS) ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ (National Defense Program Guidelines: NDPG) และแผนการเตรียมกำลังด้านการป้องกันประเทศ (Defense Buildup Program: DBP) โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายดังกล่าว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ในบริบทของความไม่แน่นอนในระบบพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ช่วงการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในสมัยแรก ตลอดจนภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะจากจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย ได้ผลักดันให้รัฐบาลคิชิดะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงในเชิงรุกตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ฉบับปี ค.ศ.2022 ที่เป็นไปในลักษณะของการกระจายความเสี่ยงหลายมิติ (multi-layered hedging) กล่าวคือ ญี่ปุ่นจะเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง และพัฒนาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับประเทศพันธมิตรอื่นไปพร้อมกับการรักษาไว้ซึ่งพันธมิตรกับสหรัฐฯ เพื่อที่จะรับประกันความมั่นคงของตนจากท่าทีที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ และป้องกันตนเองจากภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
การรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021,
2024
คณะรัฐศาสตร์
การรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021, ปาลิตา จรูญเธียรมหกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021 โดยมุ่งสำรวจพลวัตร พัฒนาการ และความท้าทายในการมีส่วนร่วมในขบวนการต่อต้านระบอบเผด็จทหารของกลุ่ม ผ่านกรอบแนวคิด Contentious Politics เป็นแนวคิดหลักและ Performativity เป็นแนวคิดเสริม โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ทั้งการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึก จากการศึกษาพบว่าการรัฐประหารไม่เพียงแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองระดับชาติแต่ยังเป็นจุดผลักดันให้กลุ่ม LGBTQIA+ และผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นแนวหน้าในการเคลื่อนไหว ด้วยการปรับยุทธศาสตร์ ขยายพื้นที่ และเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร จนกลายเป็น "ตัวแสดงทางการเมือง" ที่ท้าทายระเบียบอำนาจเดิม และเสนอข้อเรียกร้องของตนในฐานะส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวของกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศมีลักษณะเป็นการท้าทายกรอบความชอบธรรมทางสังคมและการเมือง เช่น การประท้วงตะเมน และการแสดงออกทางร่างกายที่ขัดต่อบรรทัดฐานทางเพศ ซึ่งใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการต่อต้านโครงสร้างอำนาจชายเป็นใหญ่และเผด็จการ นอกจากนี้ขบวนการดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สะท้อนถึงพลวัตของการเคลื่อนไหวข้ามพรมแดน (Transnational Contentious Politics) งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับการเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศและการรัฐประหารได้เปิดพื้นที่ใหม่ในการนิยามความเป็นพลเมืองที่หลากหลายและมีศักดิ์ศรีมากยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนแปลงมาตรการของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์,
2024
คณะรัฐศาสตร์
การเปลี่ยนแปลงมาตรการของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์, รังสิมันตุ์ ตันจริง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการประกอบสร้างความมั่นคงของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเริ่มต้นจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาในไทยโดยมีเจตนาแอบแฝงทำธุรกิจผิดกฎหมายหรือเรียกว่า “จีนเทา” ซึ่งมักจะตั้งฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์บริเวณเพื่อนบ้านของไทย และใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการหลอกหลวงคนไปเป็นแรงงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยรูปแบบของอาชญากรรมเหล่านี้มีความซับซ้อน และเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์การตอบสนองของหน่วยงานในไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์ที่เปลี่ยแปลงไปจากเดิม หลังจากที่ไทยถูกกระตุ้นโดยตัวแสดงบางตัว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้ออกมาตรการพิเศษต่างๆ เพื่อมาบังคับใช้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยเฉพาะในช่วงเวลานั้นๆ ผลการศึกษา พบว่าหน่วยงานของไทยได้มีการปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเน้นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและเห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงของประเทศต้นทางและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การจัดการฐานข้อมูล และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พุทธศาสนากับการทูตซอฟต์พาวเวอร์ของอินเดียในสมัยโมดี (ปี ค.ศ. 2014 – 2024),
2024
คณะรัฐศาสตร์
พุทธศาสนากับการทูตซอฟต์พาวเวอร์ของอินเดียในสมัยโมดี (ปี ค.ศ. 2014 – 2024), ปภัสรา ทักษาดิพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งพินิจความเชื่อมโยงและความสำคัญของการใช้พุทธศาสนา ผ่านการทูตซอฟต์พาวเวอร์ในช่วงที่นเรนทรา โมดี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดียระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2024 โดยเน้นศึกษาลักษณะการทูตซอฟต์พาวเวอร์เชิงพุทธศาสนา และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์การต่างประเทศของแนวทางดังกล่าว ผ่านแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ของโจเซฟ เอส. ไนน์ จูเนียร์ จากการศึกษาพบว่า แม้ว่าอินเดียจะเป็นรัฐโลกวิสัยที่มีความเป็น พหุวัฒนธรรมสูง และแม้โมดีและพรรคภารตียชนตาจะยึดถือแนวคิดชาตินิยมแบบฮินดู เป็นหลัก แต่ในช่วงปี ค.ศ. 2014 – 2024 พุทธศาสนาก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของ การต่างประเทศในฐานะเครื่องมือทางการทูตที่รัฐบาลวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ ภายใต้นโยบายปฏิบัติการตะวันออกและยุทธศาสตร์เพื่อนบ้านมาก่อนแบบเชิงรุก โดยมีหน่วยงานสำคัญอย่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการร่วมดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติระยะยาว ขยายอิทธิพลในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงยกระดับภาพลักษณ์ของอินเดียในฐานะดินแดนพุทธภูมิที่สำคัญและมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งปูทางไปสู่การก้าวขึ้นเป็นผู้นำซีกโลกใต้ในอนาคต
การพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในรูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ,
2024
คณะรัฐศาสตร์
การพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในรูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ, ศรายุทธ มีโภคา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้เป็นการศึกษาการทูตในระดับท้องถิ่น รูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister city) กรณีศึกษาระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสาเหตุ แรงจูงใจที่ญี่ปุ่นส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ รวมทั้งวิเคราะห์ให้เห็นถึงประโยชน์ ปัญหาและอุปสรรคของความร่วมมือดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นของไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพใช้กรอบแนวคิดการทูตคู่ขนาน (paradiplomacy) หรือแนวคิดการทูตระดับหน่วยงานภายใต้รัฐ (sub-national diplomacy) ใช้ในการอธิบายการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่น ว่าเพราะเหตุใดจึงสามารถดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศได้ โดยพบว่าญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอิสระและอำนาจตัดสินใจที่เด็ดขาด รวมทั้งมีการออกกฎหมายที่เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ และที่สำคัญมีองค์กรเฉพาะที่คอยสนับสนุนและประสานงานการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ ถึงแม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการดำเนินกิจกรรมกับต่างประเทศ แต่ผลจากความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ ที่ได้นำประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าวมาพัฒนาเมืองของตนเองให้ดียิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการทำความร่วมมือหรือข้อตกลงกับต่างประเทศส่งผลดีต่อการพัฒนาในระดับท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและความเป็นมิตรกับประเทศที่เป็นคู่ความสัมพันธ์อีกด้วย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ของญี่ปุ่น,
2024
คณะรัฐศาสตร์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ของญี่ปุ่น, ศิรินภา พุฒแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้นโยบาย “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” (Free and Open Indo-Pacific: FOIP) ของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการคานอำนาจ (Balance of Power) และทฤษฎีการป้องปราม (Deterrence Theory) เป็นฐานวิเคราะห์ เพื่ออธิบายพฤติกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นในการตอบสนองต่อการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และความไม่แน่นอนในบทบาทของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด “เอเชีย-แปซิฟิก” ไปสู่ “อินโด-แปซิฟิก” ซึ่งญี่ปุ่นได้ใช้ FOIP เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเอกภาพ ทางยุทธศาสตร์กับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐอเมริกา จากการศึกษาพบว่า FOIP ของญี่ปุ่นพัฒนาจากวิสัยทัศน์ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจไปสู่การเป็นยุทธศาสตร์เชิงป้องปรามที่ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคงทางทะเล เศรษฐกิจ และการทูต โดยญี่ปุ่นได้ประสานความร่วมมือกับประเทศในกรอบ Quad ขยายงบประมาณด้านกลาโหม และเน้นกลไกการป้องปรามแบบขยาย (Extended Deterrence) ที่เน้นการยับยั้งภัยคุกคามจากจีนโดยไม่เผชิญหน้าโดยตรง ทั้งนี้ นโยบาย FOIP ของญี่ปุ่นยังสะท้อนถึงการปรับบทบาทของประเทศในฐานะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเน้นการรักษาเสถียรภาพผ่าน หลักนิติธรรม ความร่วมมือพหุภาคี และการถ่วงดุลอำนาจในระบบระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 21
การทูตเชิงกดดันโดยการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสต่อสยามในกรณีวิกฤตการณ์ ร.ศ.112,
2024
คณะรัฐศาสตร์
การทูตเชิงกดดันโดยการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสต่อสยามในกรณีวิกฤตการณ์ ร.ศ.112, วีร์ ส่งเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสในการเข้าดำเนินการทางการทูตเชิงกดดันต่อไทย ซึ่งประสบผลสำเร็จจนส่งผลให้ไทยต้องยอมปฏิบัติตามสิ่งที่ฝรั่งเศสเรียกร้อง โดยนำเสนอผ่านแง่มุมการทูตเรือปืนและการทูตเชิงกดดัน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตเรือปืนในการเป็นเครื่องในการทูตเชิงกดดันในช่วงยุคสมัยดังกล่าวที่ส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์ไทย โดยใช้ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการทูตเรือปืน การใช้กำลังทางเรือแบบจำกัดและการทูตเชิงกดดัน โดยผลการศึกษาพบว่า เหตุผลที่ฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการดำเนินการทางการทูตเชิงกดดันต่อไทยโดยใช้กำลังทางเรือเป็นเครื่องมือสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลหลักสามประการ ประกอบด้วย ประการแรกคือลักษณะเฉพาะของไทยซึ่งประกอบด้วยสองข้อย่อยได้แก่ ลักษณะภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการใช้กำลังทางเรือและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ซึ่งรัฐทุกรัฐมีความมุ่งมั่น และต้องการที่จะรักษาไว้ซึ่งเอกราชอธิปไตยของตน ประการที่สองคือกำลังทางเรือนั้นมีคุณสมบัติพิเศษที่เหมาะสมแก่การใช้เป็นเครื่องมือดำเนินการทางการทูตซึ่งได้แก่ความยืดหยุ่น ประการสุดท้ายคือการทูตเชิงกดดัน ซึ่งฝรั่งเศสได้สร้างความตระหนักให้ไทยเห็นถึงขีดความสามารถในการสร้างความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นหากข้อเรียกร้องไม่ถูกปฏิบัติตาม แรงจูงใจของตนในการให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องและความเร่งด่วนในการต้องตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง โดยที่ฝรั่งเศสได้สื่อสารให้ฝ่ายไทยได้รับทราบถึงข้อเรียกร้องอย่างชัดเจน และไม่ได้เรียกร้องล่วงล้ำผลประโยชน์ที่สำคัญของไทย นั่นคือความเป็นเอกราชอธิปไตยตลอดจนความปลอดภัยขององค์พระประมุข
อุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียและความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย,
2024
คณะรัฐศาสตร์
อุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียและความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย, อภิสิทธิ์ วงศ์เดอรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียกับความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยเน้นการวิเคราะห์ขบวนการชาตินิยมในอินโดนีเซียและนโยบายต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีซูการ์โนในช่วงกระบวนการสร้างชาติของอินโดนีเซียและภายหลังจากมาเลเซียได้รับเอกราช ขบวนการชาตินิยมในอินโดนีเซียมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ยุคอาณานิคมดัตช์และมีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มทางสังคมเพื่อผลักดันการประกาศเอกราชของอินโดนีเซียในปี ค.ศ. 1945 ซูการ์โนนำเสนอแนวคิดปัญจศีล (Pancasila) เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ รวมถึงการใช้นโยบายเผชิญหน้า (Konfrontasi) กับมาเลเซียเพื่อต่อต้านการจัดตั้งสหพันธ์มาเลเซียซึ่งหมายรวมถึงการต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษผู้อยู่เบื้องหลัง อินโดนีเซียได้ดำเนินการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต เศรษฐกิจ และการทหารกับมาเลเซีย อีกนัยหนึ่งเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนปัญหาเศรษฐกิจภายในอินโดนีเซีย และเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการรักษาอำนาจของตนโดยอาศัยอุดมการณ์ชาตินิยมเป็นตัวขับเคลื่อน หลังสิ้นสุดยุคซูการ์โนแม้อินโดนีเซียจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคซูฮาร์โต และใช้นโยบายต่างประเทศแบบประนีประนอมมากขึ้น แต่แนวคิดชาตินิยมยังคงสืบสานต่อและฝังลึกในความรู้สึกความเป็นปฏิปักษ์ต่อมาเลเซีย ซึ่งปรากฏในเหตุการณ์ความขัดแย้งร่วมสมัยระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียทั้งในด้านกีฬา เช่น การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในปี ค.ศ. 2011 และ 2017 รวมถึงด้านวัฒนธรรม เช่น นาฏกรรมของชาวบาหลีที่มีชื่อว่าเพนเดท (pendet) และผ้าบาติก เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียรวมถึงการสะท้อนของแนวคิดชาตินิยมต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งร่วมสมัยในด้านกีฬา และด้านวัฒนธรรม การวิจัยชิ้นนี้จึงใช้แนวคิดชุมชนจินตกรรม (Imagined Community) ของ Benedict Anderson และแนวคิดชาติพันธุ์-สัญลักษณ์นิยม ของ Anthony D. Smith เป็นกรอบการวิเคราะห์
ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย,
2024
คณะรัฐศาสตร์
ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซียภายหลังจากการผนวกไครเมียว่ามีความสำคัญต่ออำนาจทางทะเลและความมั่นคงของรัสเซียอย่างไร เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำว่าสามารถสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตได้อย่างไร โดยผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดสมุททานุภาพ (sea power) และทฤษฎีสัจนิยมเชิงโครงสร้างสำหรับการอธิบายการเสริมสร้างอำนาจทางทะเลของรัสเซียจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจากการศึกษาพบว่า รัสเซียมีเป้าประสงค์ในการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาและการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา เพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเล การขยายอิทธิพลทางทะเล และใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อต้านการขยายตัวของนาโต รัสเซียปรับเปลี่ยนแนวคิดการครองทะเล (command of the sea) ของกองเรือทะเลดำที่จากเดิมมีความพยายามในการแผ่ขยายอำนาจทางทะเลออกนอกภูมิภาคเปลี่ยนผ่านสู่การผสมผสานการปฏิบัติการทางทะเลและทางบก และการปฏิบัติการในสงครามอสมมาตรหรือสงครามลูกผสมในภูมิภาค แนวโน้มการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำเริ่มเห็นความสำคัญและเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในช่วงหลังจากการผนวกไครเมียเสร็จสมบูรณ์ทางพฤตินัย แนวโน้มดังกล่าวนำมาซึ่งการแสดงอำนาจทางทหารและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียและนาโต ผลลัพธ์จากการแข่งขันทางอำนาจที่มีความตึงเครียดสูงจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้การคาดการณ์การกระทำต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงผิดพลาดและบานปลายอยู่เสมอจนนำมาสู่สภาวะทางแพร่งทางความมั่นคง (security dilemma) ให้เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับนาโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจะมีแนวโน้มเลวร้ายลงจนไม่สามารถสร้างความประนีประนอมต่อกันได้เลย
มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566,
2024
คณะรัฐศาสตร์
มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566, โจเซฟ แดเวนโพรท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในกิจการระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกคือการเกิดการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาว่าการสร้างประเด็นความมั่นคงจากภายนอกต่อภูมิภาค ประกอบกับพลวัตภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศไทย ส่งผลอย่างไรต่อการรับรู้ด้านความมั่นคงของผู้นำกองทัพในกองทัพไทย โดยใช้แนวทางแบบองค์รวมซึ่งรวมถึงการวิจัยเอกสาร การสำรวจความคิดเห็นของนายทหารไทย และการสัมภาษณ์ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่กองทัพไทยในฐานะกลไกการสร้างการรับรู้ และวิเคราะห์ว่าพัฒนาการด้านความมั่นคงทั้งภายนอกและภายในได้ส่งอิทธิพลต่อมุมมองของกองทัพไทยอย่างไร งานวิจัยนี้เสนอข้อค้นพบหลักสามประการ ประการแรก ผู้นำกองทัพไทยมองว่ารัฐมหาอำนาจไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทยมากเท่ากับเมื่อไม่กี่ปีก่อน ประการที่สอง กองทัพไทยยังคงให้ความสำคัญกับปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในและอธิปไตยของชาติ มากกว่าภัยคุกคามจากภายนอก ประการที่สาม การที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีความขัดแย้งข้ามพรมแดนในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้การรับรู้ถึงภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้านลดลง และเน้นให้เห็นถึงความต้องการเสถียรภาพและความเป็นกลางท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการรับรู้ด้านความมั่นคงของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนที่ประเทศไทยต้องเผชิญในการดำเนินยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยพยายามรักษาความสัมพันธ์อย่างสมดุล ควบคู่ไปกับการธำรงความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ผลการศึกษานี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการที่สนใจพลวัตด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลกระทบที่กว้างขึ้นจากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024),
2024
คณะรัฐศาสตร์
นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้อภิปรายความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาในรัฐบาลบารัค โอบามา รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลโจ ไบเดน โดยนำกรอบการศึกษาการเมืองเกี่ยวพัน (Linkage Politics) มาใช้สำหรับการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยจากการเมืองระหว่างประเทศกับการเมืองภายในของสหรัฐอเมริกา ปัจจัยภายในประเทศที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยบทบาทของผู้นำและผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจและบทบาทของกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ กอปรกับปัจจัยภายนอก ที่ประกอบด้วย เหตุการณ์ทางการเมืองในระบบระหว่างประเทศ บรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศและนโยบายต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา วิทยานิพนธ์ฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินนโยบายของวอชิงตัน การคาดการณ์แนวโน้มในการดำเนินนโยบายและบทบาทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในอนาคต รวมถึงอธิบายกระบวนการและสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาต่อประเด็นสภาพภูมิอากาศโลก
Factors Affecting Securitization In United States Climate Policy Under The Biden Administration,
2024
Faculty of Political Science
Factors Affecting Securitization In United States Climate Policy Under The Biden Administration, Gordon Spahr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study articulates the importance of the audience in Buzan’s securitization framework by analyzing the case of climate securitization in the United States under the Biden Administration between 2021 and 2025. The role of the audience is demonstrated as a coequal piece of the securitization framework through a new process of analysis in which securitizing speech acts are examined and paired with an analysis of audience acceptance to determine the extent to which those acts were successful. A qualitative analysis of securitizing speech acts was conducted on executive orders and multiple policy documents produced by the Administration and was then …
นโยบายกลาโหมของมาเลเซีย ค.ศ. 2022 ถึง 2024: การวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,
2024
คณะรัฐศาสตร์
นโยบายกลาโหมของมาเลเซีย ค.ศ. 2022 ถึง 2024: การวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เลิศชัย จิรากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้วิเคราะห์นโยบายกลาโหมมาเลเซียระหว่างปี ค.ศ. 2022 ถึง 2024 โดยวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงหลายมิติที่ปรากฏชัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษาใช้กรอบทฤษฎี โดยมองจากทฤษฎีสัจนิยมใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนและลักษณะพฤติกรรมทางยุทธศาสตร์ของมาเลเซีย บริบทระหว่างประเทศลักษณะเด่นคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อในทะเลจีนใต้ การเสริมสร้างกำลังทหารของประเทศเพื่อนบ้าน การเพิ่มขึ้นของภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นต่อเนื่องในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ จากมุมมองของทฤษฎีสัจนิยมใหม่ นโยบายกลาโหมมาเลเซียสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการตอบสนองอย่างสมเหตุสมผลต่อระบบอนาธิปไตยระหว่างประเทศ และสภาวะทางแพร่งด้านความมั่นคงในภูมิภาค การแสดงบทบาทเชิงรุกอย่างต่อเนื่องของมหาอำนาจ โดยเฉพาะกิจกรรมของจีนในทะเลจีนใต้ซึ่งส่งผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจจำเพาะและการอ้างอธิปไตยของมาเลเซีย ผลักดันให้มาเลเซียให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของชาติและกลไกการพึ่งพาตนเอง ซึ่งปรากฏชัดในความมุ่งมั่นปรับปรุงกลาโหมมาเลเซียให้ทันสมัย การเพิ่มงบประมาณกลาโหม สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นตามแนวคิดสัจนิยมใหม่ในการสร้างขีดความสามารถในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง การให้ความสำคัญกับการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนยังคงมีความสำคัญสูงสุด
ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แนบแน่นระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา: อุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของดูเตอร์เตที่มีต่อสหรัฐอเมริกา,
2024
คณะรัฐศาสตร์
ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แนบแน่นระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา: อุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของดูเตอร์เตที่มีต่อสหรัฐอเมริกา, โสมนัส ทองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา โดยครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ยุคอาณานิคมของสหรัฐฯ จนถึงยุคสมัยของประธานาธิบดีดูเตอร์เต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยส่งผลให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศยังคงเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของดูเตอร์เต อันเนื่องมาจากการที่ดูเตอร์เตได้พยายามสร้างระยะห่างระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ โดยเลือกที่จะกระชับความสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศได้หยั่งรากลึกอย่างมั่นคง โดยมีปัจจัยหลักสองประการเป็นแรงขับเคลื่อน ปัจจัยแรกคือความท้าทายภายนอก เช่น ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายข้ามชาติ และผลกระทบในระดับโลกจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปัญหาเหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกับพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ได้รับการยอมรับ ปัจจัยที่สองคือความท้าทายภายใน ได้แก่ ความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกอย่างแน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ ภายในกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองของฟิลิปปินส์ กองทัพ สถาบันของรัฐ และสังคมโดยรวม แม้ว่าดูเตอร์เตในช่วงแรกแสดงท่าทีที่เผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แต่การเกิดขึ้นของภัยคุกคามจากภายนอกและแรงกดดันภายในประเทศ ในท้ายที่สุดก็ทำให้ดูเตอร์เตต้องปรับจุดยืนของตนใหม่และกลับมาร่วมมือกับสหรัฐฯ อีกครั้ง สิ่งนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญและยั่งยืนของความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค
โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024),
2024
คณะรัฐศาสตร์
โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024), ไอริณ เลาห์ภูติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางของโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) ในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานระหว่างปี ค.ศ. 2019 - 2024 รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบจากการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว โดยผู้วิจัยใช้กรอบความคิดที่มององค์การระหว่างประเทศเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับ (International Organizations as Bureaucracies) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินงานของ WFP ภายใต้เงื่อนไขที่ซับซ้อนของซูดาน อันได้แก่ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการใช้ความรุนแรง เศรษฐกิจที่ตกต่ำ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)จากการศึกษาพบว่า แม้ WFP จะสามารถบรรเทาวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารได้ในเฉพาะหน้า แต่ในความเป็นจริงไม่อาจสร้างผลกระทบในเชิงบวกที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในซูดานได้ และย่อมหมายถึง WFP ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2 ยุติความหิวโหย (SDG 2 Zero Hunger) ได้เช่นกัน เนื่องจากแนวทางที่กำหนดมาเพื่อใช้แก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานไม่ได้มุ่งแก้ไขที่ต้นเหตุแท้จริง อันเป็นผลมาจากความเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับซึ่งสร้างข้อจำกัดให้กับ WFP ในการดำเนินงานดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ
