Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Other Mental and Social Health Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

1,572 Full-Text Articles 3,203 Authors 1,508,638 Downloads 191 Institutions

All Articles in Other Mental and Social Health

Faceted Search

1,572 full-text articles. Page 30 of 74.

Physiological Responses Regarding Stress And Trauma: The Freeze Response, Emma Arie von Holten 2023 University of North Florida

Physiological Responses Regarding Stress And Trauma: The Freeze Response, Emma Arie Von Holten

UNF Graduate Theses and Dissertations

Fight-or-flight is a commonly known response to threatening situations, but the freeze response is another defensive mechanism that might arise in such situations. There is also evidence that exposure to trauma can impact physiological reactions when defensive mechanisms are not required, such as freezing in response to non-threatening situations. The current study aimed to replicate and expand upon a limited number of previous studies on the human freeze response by implementing measurements of postural sway, heart rate, and infrared thermography while valenced images were shown to participants. Ninety-two participants were recruited from the University of North Florida and participants were …


The Experiences Of Transgender And Gender Diverse Individuals Seeking Mental Health Treatment, Brice T. Marks 2023 University of North Florida

The Experiences Of Transgender And Gender Diverse Individuals Seeking Mental Health Treatment, Brice T. Marks

UNF Graduate Theses and Dissertations

Transgender and Gender Diverse (TGD) individuals are underserved in communities despite experiencing disproportionately higher rates of mental health distress. The cisheteronomativity of society creates chronic stressors that impact the mental health outcomes of TGD individuals. TGD individuals face the highest rates of discrimination in healthcare settings. Yet, little is known about the population's specific experiences seeking mental health care. Using a phenomenological approach, this study interviewed eight TGD individuals to understand the experience of seeking mental health care. There were six themes: facilitation of seeking behaviors, barriers, type of care, characteristics of providers, identity disclosure, and burden of advocacy and …


ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มัลในปัจจุบันกับทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตของนิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กณวรรธน์ ปิ่นประดับ 2023 คณะแพทยศาสตร์

ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มัลในปัจจุบันกับทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตของนิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กณวรรธน์ ปิ่นประดับ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตของนิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มัลกับทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตของนิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 411 คน มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามทั้งหมด 5 ส่วน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มัลของนิสิต แบบสอบถามพฤติกรรมเอื้อต่อสังคม แบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย และแบบวัดภาวะสุขภาพจิต - Depression Anxiety Stress Scales 21 วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตโดยวิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปร 2 ตัวที่เป็นอิสระต่อกัน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มัลกับทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิตของนิสิตชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษาพบว่า นิสิตส่วนใหญ่มีทักษะทางสังคมในระดับปานกลาง (49.6%) มีคุณภาพชีวิตในระดับกลางๆ (54.5%) และภาวะสุขภาพจิต พบว่านิสิตส่วนใหญ่ไม่พบภาวะซึมเศร้า (52.3%) พบภาวะวิตกกังวล (73.5%) และไม่พบภาวะตึงเครียด (59.9%) ไม่พบความแตกต่างของปัจจัยด้านเพศ ภูมิลำเนา และจำนวนแหล่งที่มาของรายได้ และปัจจัยด้านรูปแบบการพักอาศัยที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อ ทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิต และปัจจัยด้านรายรับ และรายจ่ายไม่มีความสัมพันธ์กับทักษะทางสังคม คุณภาพชีวิต และภาวะสุขภาพจิต


คุณภาพชีวิต กลุ่มอาการก่อนมีระดู ภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ใช้ถ้วยอนามัย, ชลิตา วัฒนศิริ 2023 คณะแพทยศาสตร์

คุณภาพชีวิต กลุ่มอาการก่อนมีระดู ภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ใช้ถ้วยอนามัย, ชลิตา วัฒนศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยภาคตัดขวางเชิงพรรณา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู รวมถึงคุณภาพชีวิตในผู้ใช้ถ้วยอนามัย ซึ่งเก็บข้อมูลด้วยวิธีออนไลน์จากผู้ใช้ถ้วยอนามัย จำนวนทั้งสิ้น 115 คน ระหว่างเดือน กรกฎาคม ถึง สิงหาคม พ.ศ. 2566 เครื่องมือในการเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้เข้าร่วมวิจัยตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน แบบสอบถามเพื่อคัดกรองกลุ่มอาการ PMS และ PMDD (Premenstrual Symptoms Screening Tool (PSST) ฉบับภาษาไทย) และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยโดยใช้สติถิเชิงพรรณาเพื่อบรรยายลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน Chi-square และ Fisher's exact test และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคุณภาพชีวิต ด้วยสถิติ Independent t-test รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยทำนายกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู ด้วยสถิติ Binary logistic regression ผลการศึกษา พบว่า ความชุกของกลุ่มอาการก่อนมีระดู เท่ากับร้อยละ 37.5 และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู เท่ากับร้อยละ 7.8 ในกลุ่มผู้ใช้ถ้วยอนามัย จากการวิเคราะห์ด้วยสถิติ Binary logistic regression พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มอาการก่อนมีระดู กับ อาการบวมน้ำก่อนมีรอบเดือน (OR = 2.731, 95% CI = 1.042 - 7.156), อาการปวดเกร็งท้องน้อยก่อนมีรอบเดือน (OR = 2.804, 95% CI = 1.104 – 7.120), อาการปวดเมื่อยร่างกายก่อนมีรอบเดือน (OR = 7.562, 95% CI = 1.983 – 28.839), และ คุณภาพชีวิตด้านจิตใจ:ระดับปานกลาง (OR = 0.131, 95% CI …


ภาวะสุขภาพจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, ณัฐชญา กิจรุ่งโรจน์ 2023 คณะแพทยศาสตร์

ภาวะสุขภาพจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, ณัฐชญา กิจรุ่งโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับภาวะสุขภาพจิต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กลุ่มตัวอย่างของวิจัยคือ นักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จำนวน 189 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียด (DASS-21) และแบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยคะแนน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่ามากที่สุดและค่าน้อยที่สุด วิเคราะห์ความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลี่ย วิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับปานกลาง โดยค่าเฉลี่ยคะแนนรวมของการเห็นคุณค่าในตนเองมีค่าเฉลี่ยคือ 49.25 มีค่าเฉลี่ยคะแนนของภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียดอยู่ในระดับปกติ คิดเป็นร้อยละ 57.1, 38.1 และ 63 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเอง ได้แก่ มุมมองความเข้าใจต่อเด็ก ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ และ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ชั้นปีที่กำลังศึกษา เมื่อเรียนจบจะประกอบอาชีพครูปฐมวัยหรือครูประถมศึกษา และ ความพึงพอใจระหว่างที่กำลังศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เทียบกับวันแรกเข้า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวล ได้แก่ ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ความสัมพันธ์กับเพื่อน อาชีพที่ใฝ่ฝันตรงกับอาชีพที่อยากจะทำในปัจจุบัน และ โรคประจำตัว และ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด ได้แก่ ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง


มุมมองและพฤติกรรมการปรับตัวของนักแสดงวายไทยที่มีต่อบทบาทการแสดง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แฟนคลับ และภาวะสุขภาพจิต, นลินี ยศไพบูลย์ 2023 คณะแพทยศาสตร์

มุมมองและพฤติกรรมการปรับตัวของนักแสดงวายไทยที่มีต่อบทบาทการแสดง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แฟนคลับ และภาวะสุขภาพจิต, นลินี ยศไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความหลากหลายทางเพศกำลังเป็นกระแสในตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะซีรีส์ชายรักชาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซีรีส์วาย ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกชั้นนำในอุตสาหกรรมนี้ ความนิยมนี้นำไปสู่การเปิดรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่จำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการที่เติบโตไประดับนานาชาติ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative study) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งมีโครงสร้าง (semi-structured in-depth interview) อ้างอิงคําถามสัมภาษณ์จากการทบทวนวรรณกรรม ที่เกี่ยวข้อง และศึกษาในกลุ่มตัวอย่างนักแสดงซีรีส์วายไทยจํานวน 18 ราย วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) จากการถอดคําสัมภาษณ์แบบคําต่อคํา (verbatim) การรับรู้ตนเอง พฤติกรรมการปรับตัวจากการเปลี่ยนบทบาทจากบุคคลธรรมดาไปสู่บุคคลที่มีชื่อเสียง ความสับสนในอัตลักษณ์ทางเพศจากบทบาทการแสดงซีรีส์วาย และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และภาวะสุขภาพจิตของนักแสดง เช่น ความกลัวการโดนประเมินเชิงลบ การจัดการความเครียด การสนับสนุนจากครอบครัว และแผนการในอนาคต ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีประสบการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบต่อสุขภาพจิต การรับรู้ตนเอง คุณค่าในตนเอง การจัดการความเครียด และสภาพจิตใจโดยรวม


ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ 2023 คณะแพทยศาสตร์

ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักที่มารักษา ณ คลินิกผู้ป่วยนอก ของคลินิกจิตเวชผู้ใหญ่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 113 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พศ.2566 - กุมภาพันธ์ พศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดความพึงพอใจในความสัมพันธ์ Relationship Assessment Scale (RAS) ฉบับภาษาไทย 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเอง The Rosenberg’s Self Esteem Scale (RSE) ฉบับภาษาไทย 4) แบบประเมินความรุนแรงของอาการซึมเศร้า Beck Depression Inventory - IA (BDI-IA) ฉบับภาษาไทย โดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในความสัมพันธ์ระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 80.5 มีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 49.6 ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักไม่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ (Multiple Linear Regression) พบว่า ความถี่ของความขัดแย้งกับคู่รักในช่วงระยะเวลา 3 เดือน (β= -0.503) อายุ (β= -0.300) และ อิทธิพลของความสัมพันธ์แบบคู่รักที่ส่งผลต่ออาการของโรคซึมเศร้า (β= -0.274) สามารถร่วมกันทำนายตัวแปรความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 45.0 และ ระดับความรุนแรงของอาการโรคซึมเศร้า (β= -0.610) สามารถทำนายตัวแปรการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 37.3 เมื่อควบคุมตัวแปรอื่นๆคงที่


The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn 2023 Faculty of Medicine

The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Dementia is a common neurocognitive disorder associated with aging, causing considerable distress and impairment for both affected individuals and their families. Mild cognitive impairment (MCI) serves as an intermediate stage of cognitive decline between normal aging and dementia, with an increased risk of progressing to dementia. Meterial and methods: A retrospective cohort study was carried out by reviewing the out-patient medical records of the patients visiting King Chulalongkorn Memorial Hospital, a Thai tertiary care hospital, from 2018 to 2019. 200 participants aged 50 years and above with MCI were enrolled and followed for 3 years. Results: Among recruited participants, …


ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ธัชดนัย ชูโต 2023 คณะแพทยศาสตร์

ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ธัชดนัย ชูโต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อจะศึกษาความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หากได้ทราบถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ดังกล่าว ก็จะเป็นประโยชน์ในการเป็นแนวทางเพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพในการทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลที่ดีกับสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 488 คน ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2566 – มีนาคม พ.ศ.2567 โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาตอบ แบบสอบถามทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยมีคำถาม 6 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป, 2) แบบวัดประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร, 3) แบบวัดความไวของอารมณ์ความรู้สึก, 4) แบบสอบถามสุขภาพทั่วไป, 5) แบบประเมินความยืดหยุ่นทางอารมณ์, 6) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม นำเสนอเป็นค่าสัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์หาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และความเกี่ยวข้องระหว่างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิต โดยใช้สถิติทดสอบไคสแควร์ หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่สูง โดยอาศัยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกโดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.0) มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 61.58 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน=7.30) ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.9) มีภาวะสุขภาพจิตอยู่ในระดับปกติ และส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.2) มีประสิทธิภาพในการปฎิบัติงานอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่สูง ได้แก่ อายุมากกว่า 34 ปี (p


ความชุกและพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี, จิราวรรณ นิ่มแพร 2023 คณะแพทยศาสตร์

ความชุกและพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี, จิราวรรณ นิ่มแพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก พฤติกรรม ทัศนคติ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ ได้ทำการศึกษาในทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี ช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน ปี 2566 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามทัศนคติต่อการใช้สารเสพติด แบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ แบบสอบถามความผิดปกติของการใช้สารเสพติด และการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบความชุกการใช้สารอย่างน้อยหนึ่งชนิดตลอดช่วงชีวิตและช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 86.7 และ 71.5 ตามลำดับ สารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ใบกระท่อม กัญชา และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม พบผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ (82.68%) กัญชา (50.00%) มีความเสี่ยงระดับปานกลาง ในกลุ่มผู้ใช้สารแต่ละชนิด พบความผิดปกติจากการใช้สาร 76.76%, 37.38%, 37.37%, 34.14%, 27.27, 26.67% ในกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, กัญชา, ใบกระท่อม สารผสมน้ำต้มใบกระท่อมและกลุ่มแอมเฟตามีน ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงลบต่อการใช้สารเสพติด การมีระดับการศึกษาที่ต่ำและมีรายได้เพียงพอเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และเป็นปัจจัยทำนายการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี (P


คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล 2023 คณะแพทยศาสตร์

คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) เพื่อศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก กับสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี จำนวน 416 คน ที่มีคู่รักอยู่ในปัจจุบันและมีระยะเวลาในการคบหากับคู่รักไม่ต่ำกว่า 3 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยเป็น แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ดังนี้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก 3) แบบสอบถาม General Health Questionnaire ฉบับภาษาไทย และ 4) แบบสอบถามการมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยนำเสนอค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติ chi-square test, Pearson’s correlation และวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายโดยใช้สถิติ logistic regression analysis ผลการศึกษา นิสิตนักศึกษาจำนวน 416 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 62.7) เคยมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (ร้อยละ 85.1) คะแนนคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักในภาพรวมอยู่ที่ระดับสูง (ร้อยละ 46.9) นิสิตเกือบครึ่ง (ร้อยละ 45.9) มีสุขภาพจิตผิดปกติ ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสุขภาพจิตที่ผิดปกติ ได้แก่ การศึกษาในกลุ่มสาขาวิชากลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และกลุ่มวิทยาศาสตร์กายภาพ การมี GPA เทอมล่าสุดต่ำกว่า 3.32 (p


ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี 2023 คณะแพทยศาสตร์

ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นมา : กรมสุขภาพจิตปี 2564 พบว่าคนไทยมีความเครียด 9.4% และมีความเครียดสูงสุดอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 14.1% ซึ่งความเครียดมีสาเหตุมาจากการทำงาน วัตถุประสงค์ : ศึกษาความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลทางออนไลน์จากผู้แทนยาที่ดูแลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นระยะเวลา ≥ 6 เดือน อายุ ≥ 22 ปี ชายและหญิง 330 คน โดยใช้แบบสอบถาม 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ประเมินความรู้สึกเครียดต่อปัจจัยการทำงาน และ 3) ประเมินพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด ผลการศึกษา : ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 33 ปี ผู้แทนยาส่วนใหญ่ 2 ใน 3 มีความเครียดระดับปานกลาง 50.57% ส่วนพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด พบว่าส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีระดับการปฏิบัติดี 62.8% และมีความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด เชิงเส้นตรงในทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 (P-value


ความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชน เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, ภวิษยา จิตสมานกุล 2023 คณะแพทยศาสตร์

ความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชน เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, ภวิษยา จิตสมานกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงาน และคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชนในกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross-sectional study) โดยเก็บข้อมูลจากผู้ช่วยทันตแพทย์จำนวน 370 คนที่ทำงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเครียดสวนปรุง (SPST-20) แบบประเมินภาวะหมดไฟ (MBI-GS) และแบบประเมินคุณภาพชีวิต (WHOQOL-BREF-THAI) เป็นเครื่องมือวิจัยในการศึกษานี้ โดยทำการเก็บข้อมูลแบบออนไลน์และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Multiple Linear Regression วิธี Stepwise กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ช่วยทันตแพทย์ส่วนใหญ่มีความเครียดระดับปานกลาง (ร้อยละ 41.3) และคุณภาพชีวิตที่ดี (ร้อยละ 66.2) แต่ไม่พบภาวะหมดไฟ (ร้อยละ 96.8) ในกลุ่มตัวอย่างนี้ โดยปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดได้แก่ ชั่วโมงการทำงาน (B=4.531, p=0.009) และประสบการณ์การทำงาน (B=-9.945, p=0.012) ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานได้แก่ ภาระหนี้สิน (B=8.298, p


ความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียน ที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1, ศุภาพิชญ์ แก้ววัชระรังษี 2023 คณะแพทยศาสตร์

ความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียน ที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1, ศุภาพิชญ์ แก้ววัชระรังษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียนที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1 เก็บข้อมูลจากเด็กวัยเรียนอายุ 9-12 ปี จำนวน 429 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ส่วน ได้แก่ แบบเก็บข้อมูลพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคม แบบวัดสัมพันธภาพในครอบครัวฉบับภาษาไทย แบบสำรวจความกลัวของเด็กและวัยรุ่นฉบับภาษาไทย และแบบประเมินภาวะวิตกกังวลสำหรับเด็กฉบับภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการกลัวความตายและสิ่งที่เป็นอันตราย มากเป็นอันดับหนึ่ง (Mean = 3.75, SD = 0.79) มีภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเอง ระดับน้อย ร้อยละ 62.6 มีอุปนิสัยวิตกกังวล ระดับมาก ร้อยละ 53.4 มีรูปแบบสัมพันธภาพครอบครัวแบบค่อนไปทางสมดุล ร้อยละ 62.9 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับความกลัวที่สูงขึ้น ได้แก่ เพศหญิง อายุที่น้อย การมีความต้องการพิเศษ การเป็นบุตรลำดับรอง รายได้รวมต่อเดือนของครอบครัวน้อยกว่า 10,000 บาท การไม่ได้อยู่อาศัยกับพ่อแม่ ส่วนปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเองที่สูงขึ้น ได้แก่ อายุที่น้อย การเป็นบุตรลำดับรอง รูปแบบสัมพันธภาพในครอบครัวที่สมดุลน้อย การมีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติความต้องการพิเศษ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับอุปนิสัยวิตกกังวลที่สูงขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ระดับชั้นการศึกษาที่เพิ่มขึ้น รูปแบบสัมพันธภาพในครอบครัวที่สมดุลน้อย สรุป ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคมมีความสัมพันธ์กับความกลัวและความวิตกกังวล จึงเป็นแนวทางให้เข้าใจและออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะบุคคลได้ต่อไป


Factors Associated With Severity Of Depression And Suicidal Behaviors In University Students, Asara Vasupanrajit 2023 Faculty of Medicine

Factors Associated With Severity Of Depression And Suicidal Behaviors In University Students, Asara Vasupanrajit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Depression is a mood disorder that is a significant risk factor for suicidal behaviors (SB). This study aimed to explore the influence of the potential factors of depression, encompassing adverse childhood experiences (ACEs), negative life events (NLEs), rumination, neuroticism, and the immune-inflammatory and nitro-oxidative (IO&NS) biomarkers on the severity of depression and SB among young adults. The effects of IO&NS biomarkers in psychiatric patients with SB were identified through systematic reviews and meta-analyses. A case-control study involving 118 participants was conducted to determine the association between psychological factors, including ACEs, NLEs, rumination, and neuroticism, and the depression phenome using partial …


The Causal Relationships Of Work-Life Balance, Psychological Well-Being, Burnout, And Related Factors Among Public Secondary School Teachers In Bangkok: A Mixed-Method Research, Gunchanon Khawda 2023 Faculty of Medicine

The Causal Relationships Of Work-Life Balance, Psychological Well-Being, Burnout, And Related Factors Among Public Secondary School Teachers In Bangkok: A Mixed-Method Research, Gunchanon Khawda

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study is a parallel mixed-method research, consisting of quantitative and qualitative studies. The objective is to examine the causal relationships among work-life balance, psychological well-being, burnout, emotional intelligence, emotion regulation, and psychological capital among public secondary school teachers in Bangkok. The quantitative results revealed that the study comprised 436 teachers, with an average age of 35.12 years old (SD = 9.56). The structural equation modeling analysis found that the model fit the empirical data (Chi-square = 348.89, df = 172, p < 0.001, Chi-square/df = 2.03, RMSEA = 0.05, GFI = 0.93, AGFI = 0.91, CFI = 0.97). Emotional intelligence had a significant positive effect on work-life balance (Beta = 0.43, p = 0.002) and psychological well-being (Beta = 0.29, p = 0.001). Psychological capital also had a significant positive effect on work-life balance (Beta = 0.35, p = 0.03) and psychological well-being (Beta = 0.51, p < 0.001). The qualitative study included in-depth interviews with 6 school administrators and focus group discussions with 20 teachers. The qualitative results demonstrated that school administrators and teachers had a convergent opinion on factors contributing to poor work-life balance, such as workload apart from teaching, urgent work during holidays, the burden of caring for family members, and financial debt. Additionally, factors contributing to teacher burnout, such as excessive workload, disliked assignments, monotonous tasks, and students lacking motivation to study, were identified. The merged results of the quantitative and qualitative studies can be summarized in four topics: (1) Teachers’ good work-life balance affects better psychological well-being and happiness, while poor work-life balance might affect greater burnout; (2) Teachers’ emotional intelligence and psychological capital affect good work-life balance; (3) Teachers’ emotional intelligence and psychological capital might reduce burnout; and (4) Teachers' emotional intelligence and psychological capital positively influence psychological well-being. In conclusion, teachers with high levels of emotional intelligence and psychological capital are likely to have better work-life balance and psychological well-being; in turn, these might reduce their burnout.


ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการฟื้นพลัง ภาวะซึมเศร้า รูปแบบการเผชิญปัญหา และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รักษาแบบผู้ป่วยนอก ที่แผนกจิตเวช โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, จุฑามาศ สุดชื่น 2023 คณะแพทยศาสตร์

ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการฟื้นพลัง ภาวะซึมเศร้า รูปแบบการเผชิญปัญหา และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รักษาแบบผู้ป่วยนอก ที่แผนกจิตเวช โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, จุฑามาศ สุดชื่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการฟื้นพลัง รูปแบบการเผชิญปัญหา และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยนอกที่มีภาวะซึมเศร้าที่เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ วิธีการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยนอกที่มีภาวะซึมเศร้า ที่เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จำนวน 110 คน ผ่านการใช้แบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินโรคซึมเศร้า (PHQ-9) แบบวัดความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นของชีวิต (CD-RISC) แบบสอบถามการเผชิญปัญหา และแบบวัดคุณภาพชีวิต (WHOQOL-BREF) ทดสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการฟื้นพลัง ภาวะซึมเศร้า รูปแบบการเผชิญปัญหา และคุณภาพชีวิต ผลการศึกษา : จากกลุ่มตัวอย่าง 110 คน พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังเท่ากับ 20.5 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน 7) ร้อยละ 60 ใช้กลวิธีเผชิญปัญหาแบบมุ่งจัดการกับปัญหาอยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 77.3 มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับกลาง ภาวะซึมเศร้าและรูปแบบการเผชิญปัญหาสามารถอธิบายความแปรผันของการฟื้นพลังร้อยละ 26 และการฟื้นพลังสามารถอธิบายความผันแปรของคุณภาพชีวิตร้อยละ 55.30 สรุป: ภาวะซึมเศร้าและรูปแบบการเผชิญปัญหามีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตผ่านการฟื้นพลัง


Unsheltered Homeless And Unstably Housed Adults Have Higher Levels Of Stress And More Health Risk Factors Than Sheltered Homeless Adults, Chaelin K Ra, Emily T Hébert, Adam Alexander, Darla E Kendzor, Robert Suchting, Michael S Businelle 2023 The Texas Medical Center Library

Unsheltered Homeless And Unstably Housed Adults Have Higher Levels Of Stress And More Health Risk Factors Than Sheltered Homeless Adults, Chaelin K Ra, Emily T Hébert, Adam Alexander, Darla E Kendzor, Robert Suchting, Michael S Businelle

Faculty, Staff and Student Publications

In the United States, approximately 580,000 individuals were homeless on a single night in 2020. Homelessness can be categorized into three subgroups: sheltered homeless, unsheltered homeless, and unstably housed. Few studies have examined the relations between homelessness subtypes, shelter service utilization, levels of stress experienced, and health risk factors. This study aimed to empirically examine whether shelter status the previous night was related to current stress, recent utilization of shelter-based mental health services, and current health risk factors. Data were collected at multiple homeless shelters in 2016 in the Oklahoma City area (N=575). All participants completed assessments of demographic characteristics, …


Secondary Traumatic Stress Is An Occupational Hazard For Pet Hospice Support Staff: Psychoeducational Support Groups Provide The Cure, Kari Hayden 2023 University of Kentucky

Secondary Traumatic Stress Is An Occupational Hazard For Pet Hospice Support Staff: Psychoeducational Support Groups Provide The Cure, Kari Hayden

DSW Capstone Projects

There are three separate yet interrelated products presented in this final capstone product. The completed product is focused on pet hospice veterinary support staff and the need for an evidence-based social work intervention to combat secondary traumatic stress. This capstone uses the andragogical approach to adult learning theory as the foundation to construct a psychoeducational peer support group specific to this population. Implications for clinical social work in veterinary medicine are presented within this project.

The first scholarly product presented is the Systematic Literature Review (SLR). The SLR utilizes a scoping review process in an attempt to locate prior research …


Family-Based Support As Social Determinants Of Health Protective Factor On Depression Of Parents Of Children With Autism Spectrum Disorder, Bisola E. Duyile 2023 Virginia Commonwealth University

Family-Based Support As Social Determinants Of Health Protective Factor On Depression Of Parents Of Children With Autism Spectrum Disorder, Bisola E. Duyile

Theses and Dissertations

All parents experience challenges in their caregiving roles (Barańczuk & Pisula, 2020). However, parents raising a child/children with disabilities experience different social barriers (Oliver, 1996) that may also contribute to additional stressors in their caregiving role (Tomeny, 2016). Although these parents, on average, have reported greater symptoms of depression than parents of typically developing children, research shows that parents who reported receiving social support had lower symptoms of depression and stress (Das et al., 2017; Singh et al., 2017). Through the social determinants of health (SDOH) framework (ODPHP, 2022), the present study investigated informal/family-based support and its protective impact on …


Digital Commons powered by bepress