Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Demography, Population, and Ecology Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 1 - 30 of 84

Full-Text Articles in Demography, Population, and Ecology

การรักษาพยาบาลของประชากรไทยในช่วงก่อนและระหว่างที่มีการระบาดของโควิด-19, ฉัตรชัย เพ็งจันทร์ Jan 2025

การรักษาพยาบาลของประชากรไทยในช่วงก่อนและระหว่างที่มีการระบาดของโควิด-19, ฉัตรชัย เพ็งจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยในสถานพยาบาลและค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเอง ในช่วงเวลาก่อนและระหว่างที่มีการระบาดของโควิด-19 โดยใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ พ.ศ. 2562 (n= 9,634) และ 2564 (n= 7,247) สำหรับการวิเคราะห์ในส่วนที่หนึ่งเป็นการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกของวัยแรงงานเมื่อเจ็บป่วยซึ่งมีสามทางเลือกคือ ไม่ได้รักษา ซื้อยามากินเอง และการไปรักษาที่สถานพยาบาล โดยใช้วิธีการถดถอยโลจิสติก และในส่วนที่สองเป็นการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยวัยแรงงานต้องจ่ายเอง โดยใช้แบบจำลองโทบิต ผลการศึกษาในส่วนที่หนึ่งด้วยวิธีการถดถอยโลจิสติก กำหนดให้กลุ่มของประชากรที่ป่วยและไม่รักษาเป็นกลุ่มอ้างอิง ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงเวลาก่อนและระหว่างที่มีการระบาดของโควิด-19 ประชากรที่มียานพาหนะในครัวเรือน ประชากรกลุ่มผู้สูงอายุตอนปลาย ประชากรที่มีสิทธิ์ข้าราชการที่ใช้ในการรักษา ประชากรที่มีโรคประจำตัว มีความสัมพันธ์กับการซื้อยามากินเองเมื่อเจ็บป่วยเมื่อเทียบกับการไม่รักษา ประชากรที่มียานพาหนะในครัวเรือน การมีโรคประจำตัว ประชากรผู้สูงอายุตอนปลาย มีความสัมพันธ์กับการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยในสถานพยาบาลเมื่อเทียบกับการไม่รักษา ผลการศึกษาในส่วนที่สองด้วยแบบจำลองโทบิต พบว่า ในช่วงเวลาก่อนและระหว่างที่มีการระบาดของโควิด-19 ประชากรที่อาศัยในภาคเหนือ ผู้มีสิทธิ์รับการรักษาในประกันสังคม สิทธิ์ข้าราชการ รวมถึงผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในสถานพยาบาล จะมีค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเองต่ำกว่า ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของครัวเรือน แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยจากครัวเรือนที่มีรายได้สูง จะมีค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเองสูงตามด้วย


รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ของประชากรวัยแรงงานที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานของประเทศไทย, เชาวรินทร์ คำหา Jan 2025

รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ของประชากรวัยแรงงานที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานของประเทศไทย, เชาวรินทร์ คำหา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ สังคมและเศรษฐกิจ ที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ และการใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ในประชากรวัยแรงงานไทยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และ (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยทางประชากรศาสตร์ สังคมและเศรษฐกิจ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมสุขภาพของประชากรวัยแรงงานไทยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชากรไทยอายุ 35 - 59 ปี ที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน 3,766 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนครอบคลุม 12 เขตสุขภาพ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้น ในเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยเชิงอันดับพหุคูณ และการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้างผลการศึกษาพบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลางอยู่ในระดับเดียวกับความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ และการใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45.61, ร้อยละ 45.67, ร้อยละ 48.70, ร้อยละ 43.84 และร้อยละ 46.60 ตามลำดับ และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส การประกอบอาชีพ รายได้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยทางประชากร เศรษฐกิจและสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมสุขภาพ พบว่า โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนของข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ²= 9743.41, p-value = 0.07, RMSEA = 0.02, CFI = 0.98, TLI = 0.96, SRMR = 0.04, R2= 0.96) ข้อค้นพบครั้งนี้ จะนำไปสู่การออกแบบกิจกรรมแทรกแซงทางสุขภาพที่เหมาะสมต่อไป


การศึกษาวิเคราะห์ลักษณะการย้ายถิ่นเข้าและรูปแบบเชิงพื้นที่ และปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจอยู่ต่อของประชากรแฝง: กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร, นันทนัจช์ ลิ้มกมลทิพย์ Jan 2025

การศึกษาวิเคราะห์ลักษณะการย้ายถิ่นเข้าและรูปแบบเชิงพื้นที่ และปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจอยู่ต่อของประชากรแฝง: กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร, นันทนัจช์ ลิ้มกมลทิพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การย้ายถิ่นภายในประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 10 มีจุดหมายปลายทางไปสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งส่งผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงพลวัตของประชากรเมืองอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ระบบทะเบียนราษฎรไม่สามารถสะท้อนการเคลื่อนย้ายดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที กล่าวคือ จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่จริงมีสูงกว่าจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎรอย่างมีนัยสำคัญ จึงนำไปสู่การเกิดขึ้นของกลุ่ม "ประชากรแฝง" ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในพื้นที่ ซึ่งย่อมส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรและการบริหารจัดการเมืองไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง งานวิจัยฉบับนี้แบ่งการศึกษาเป็นสองส่วน สำหรับส่วนแรก เพื่อทำความเข้าใจลักษณะและรูปแบบเชิงพื้นที่ของการย้ายถิ่นเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2533 2543 และ 2553 ด้วยสถิติเชิงพรรณนา อีกทั้งยังมีการผนวกข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินและข้อมูลรายรับจากภาษี เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงพื้นที่กับการย้ายถิ่นเข้าสู่พื้นที่ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุ โดยผลการศึกษาพบว่า จำนวนผู้ย้ายถิ่นเข้าสู่กรุงเทพมหานครมีเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา โดยมีการลดลงใน พ.ศ. 2543 และกลับมาเพิ่มขึ้นใน พ.ศ. 2553 นอกจากนี้ ยังพบการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกระจายตัวของผู้ย้ายถิ่น โดยใน พ.ศ. 2533 มีการกระจุกตัวในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน แต่หลังจากนั้นขยายตัวออกสู่เขตกรุงเทพฯ ชั้นนอกอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นจาก 1.02 แสนคน เป็น 2.07 แสนคน ในช่วงระยะ 20 ปี ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุชี้ให้เห็นว่า ความหนาแน่นของประชากร รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน และรายได้จากภาษีท้องถิ่น ล้วนเป็นปัจจัยเชิงพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกสำหรับผู้ย้ายถิ่นที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติร้อยละ 5 ขณะที่สัดส่วนวัยแรงงานมีความสัมพันธ์เชิงลบที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติร้อยละ 10 สำหรับการศึกษาส่วนที่สอง ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดความตั้งใจอยู่ต่อของประชากรแฝง โดยใช้ข้อมูลระดับบุคคลจากการสำรวจการย้ายถิ่น พ.ศ. 2557-2564 ผ่านแบบจำลองสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) พบว่า แบบจำลองสำหรับประชากรแฝงที่พำนักอยู่ในกรุงเทพมหานครมากกว่าหนึ่งปี มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในเกณฑ์ดี (RMSEA = 0.04, RMR = 0.06, CFI = 0.96) โดยปัจจัยด้านเศรษฐกิจมีอิทธิพลโดยตรงสูงสุดต่อความตั้งใจอยู่ต่อของประชากรแฝง (β = 0.30) ในขณะที่ปัจจัยด้านประชากรมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านระยะเวลาการพำนักในระดับต่ำกว่า (β = 0.08) ซึ่งผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับกลุ่มประชากรแฝงที่พำนักไม่เกินหนึ่งปี จึงอาจกล่าวได้ว่า โอกาสทางเศรษฐกิจเป็นกลไกหลักในการกำหนดการตัดสินใจตั้งถิ่นฐานของประชากรแฝง โดยสรุปแล้ว การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การย้ายถิ่นเข้าสู่กรุงเทพมหานครได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเชิงพื้นที่ ในขณะที่ความตั้งใจอยู่ต่อของประชากรแฝงถูกกำหนดโดยปัจจัยทางเศรษฐกิจในระดับบุคคล ซึ่งถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำหนดนโยบายบริหารจัดการเมืองที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ โดยการบูรณาการการวางผังเมือง นโยบายตลาดแรงงาน และการปรับปรุงระบบทะเบียนราษฎร เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการบริหารจัดการประชากรเมืองในระยะยาว


การประมาณค่าความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะทางสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลภาคตัดขวาง จากข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 และ 2567, ณัฐธชนพงศ์ เธียรวรคุณ Jan 2025

การประมาณค่าความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะทางสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลภาคตัดขวาง จากข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 และ 2567, ณัฐธชนพงศ์ เธียรวรคุณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาพลวัตทางสถานะสุขภาพของประชากรสูงอายุมีความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมระบบสาธารณสุขในอนาคต โดยปกติการวิเคราะห์มักใช้แบบจำลองหลายสถานะ (multi-state model) ผ่านข้อมูลการติดตามระยะยาว (longitudinal data) อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพความจำกัดของข้อมูลประเภทดังกล่าวในประเทศไทย งานศึกษาฉบับนี้จึงได้พัฒนาแบบจำลองหลายสถานะรูปแบบมาร์คอฟ (Markov) โดยประยุกต์ใช้ข้อมูลภาคตัดขวาง จากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยสองรอบล่าสุด คือ พ.ศ. 2564 และ 2567 เพื่อประมาณค่าความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะทางสุขภาพ ระหว่างสถานะอิสระ พึ่งพิง และการตาย ในช่วง 3 ปี รวมทั้ง เพื่อคาดประมาณประชากรจำแนกตามสถานะทางสุขภาพ จนถึง พ.ศ. 2579 และประเมินความเป็นไปได้ในการบรรลุเป้าหมาย เรื่องอัตราส่วนประชากรสถานะอิสระต่อประชากรสถานะพึ่งพิง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านสาธารณสุข ผลการศึกษาพบว่า ความน่าจะเป็นของการคงอยู่ในสถานะอิสระ และการคงอยู่ในสถานะพึ่งพิง จะมีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะจากอิสระเป็นพึ่งพิงกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของการเสื่อมถอยทางสุขภาพ และการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงในการเสียชีวิต ซึ่งสะท้อนผ่านแนวโน้มของความน่าจะเป็นในการเสียชีวิต ทั้งจากสถานะอิสระและสถานะพึ่งพิง ที่สูงขึ้นตามอายุ โดยในเชิงทฤษฎี ผลการศึกษายืนยันการดำรงอยู่ของปรากฏการณ์ความย้อนแย้งระหว่างการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต (morbidity–mortality paradox) กล่าวคือ ประชากรเพศชายมีความน่าจะเป็นของการเสียชีวิตจากสถานะอิสระสูง แต่มีความน่าจะเป็นของการเข้าสู่สถานะพึ่งพิงต่ำ ในขณะที่ประชากรเพศหญิงแม้จะมีแนวโน้มอายุยืนยาวมากกว่า แต่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับสถานะพึ่งพิงเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ สำหรับการประเมินความเป็นไปได้ของอัตราส่วนเป้าหมาย ที่คำนวณจากประชากรคาดประมาณ พ.ศ. 2579 การศึกษาพบว่า อัตราส่วนภาพรวมทุกกลุ่มอายุที่คำนวณได้สูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเพศชาย อย่างไรก็ตาม ค่าที่สูงนี้อาจไม่ได้สะท้อนว่าประชากรจะมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นผลกระทบจากอัตราการเสียชีวิตที่สูง จึงส่งผลให้ตัวหารของอัตราส่วนมีค่าน้อย อีกทั้งเมื่อวิเคราะห์รายกลุ่มอายุกลับพบว่า ประชากรเพศหญิงที่มีอายุ 81 ปีขึ้นไป มีอัตราส่วนต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมาย ผลการศึกษานี้จึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณารายละเอียดของประชากรอย่างถี่ถ้วน เพื่อค้นหากลุ่มประชากรที่เปราะบางทางสุขภาพ และนำไปสู่การพัฒนานโยบายสาธารณสุขที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละกลุ่มประชากรอย่างแท้จริง


ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ทุนมนุษย์ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ, สราวัลย์ ตั้งปัทมชาติ Jan 2025

ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ทุนมนุษย์ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ, สราวัลย์ ตั้งปัทมชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์แนวโน้มโครงสร้างทางประชากร ทุนมนุษย์ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงปี ค.ศ. 1960–2020 (2) เปรียบเทียบผลกระทบของปัจจัยดังกล่าวในกลุ่มประเทศที่จำแนกตามสถานะการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ณ ปี ค.ศ. 2020 และ (3) เสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้บริบทสังคมสูงวัย โดยใช้ข้อมูลพาเนลแบบไม่สมดุล (Unbalanced panel data) จาก 123 ประเทศ และวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง Fixed effects, Random effects และ Two-stage least squares (2SLS)ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างอายุประชากรมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแตกต่างกันตามระดับการเข้าสู่สังคมสูงอายุ โดยในประเทศสังคมสูงอายุ ประชากรวัยแรงงานยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดมีส่วนสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนความสำคัญของนโยบายด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการส่งเสริมการทำงานในวัยสูงอายุ อันเอื้อต่อการบรรจบกันทางเศรษฐกิจ (Economic convergence) ในทางตรงกันข้าม ภาพรวมทั่วโลกและประเทศที่ยังไม่เข้าสู่สังคมสูงอายุกลับพบความสัมพันธ์เชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยพึ่งพิง (ประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุ) และการย้ายถิ่นที่ขาดการบูรณาการทักษะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวนอกจากนี้ ทุนมนุษย์ที่วัดจากจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเติบโตในระยะยาว หากไม่พัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ในขณะที่การเปิดเสรีทางการค้ามีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตและการบรรจบกันทางเศรษฐกิจในทุกกลุ่มประเทศ อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของทุนต่อรายประชากรสะท้อนข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพการใช้ทุนหรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ลดลง โดยภาพรวมชี้ให้เห็นว่า ประเทศรายได้น้อยยังมีศักยภาพในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ทันประเทศรายได้สูง ภายใต้การบริหารจัดการโครงสร้างประชากร การยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ และนโยบายเศรษฐกิจที่สอดรับกับบริบทสังคมสูงอายุ


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์ Jan 2024

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นกลุ่มที่ตระหนักว่าตนเองมีการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ข้อมูลที่ใช้มาจากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพประชากรปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ด้วยวิธีถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาค (Binary Logistic Regression) เพื่อระบุปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายผลการศึกษาพบว่าปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพทางเศรษฐกิจ และพื้นที่อยู่อาศัย ส่งผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาสูง มีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่ดี และอาศัยในเขตเมือง มีแนวโน้มที่จะตั้งใจออกกำลังกายมากกว่า นอกจากนี้ การสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวและชุมชน เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและชมรมสุขภาพ ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญที่เพิ่มความตั้งใจในการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุที่มีบริการให้คำแนะนำเฉพาะทาง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วยโครงการออกกำลังกายชุมชน เพิ่มโอกาสในการออกกำลังกายตามระดับการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายแบบกลุ่มในชุมชนเมืองและชนบท และสร้างเครือข่ายชุมชนเพื่อสนับสนุนการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะทางวิชาการควรมุ่งศึกษารูปแบบการออกกำลังกายเฉพาะกลุ่ม วิเคราะห์ปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยาที่มีผลต่อการออกกำลังกาย และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความตั้งใจในการออกกำลังกายตามช่วงเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนานโยบายที่มีประสิทธิภาพ


ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย, ภานุพันธุ์ พันธุ์กว้าง Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย, ภานุพันธุ์ พันธุ์กว้าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ และใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีผู้ดูแลในการใช้ชีวิตประจำวัน จำนวน 3,406 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานคือ การถดถอยโลจิสติกทวิภาคผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุไทยมีเพียงร้อยละ 7.09 ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ และมีเพียงร้อยละ 45.53 ที่กินผัก/ผลไม้เป็นประจำ และผู้สูงอายุที่ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้วหรือมากกว่าเป็นประจำ มีเพียงร้อยละ 36.84 ในขณะที่สัดส่วนของผู้สูงอายุที่ไม่ดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และไม่สูบบุหรี่ สูงถึงร้อยละ 96.96 และ 97.08 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมสุขภาพที่ยังคงต้องส่งเสริมให้มีเพิ่มมากขึ้นคือ การออกกำลังกาย การกินผัก/ผลไม้ และการดื่มน้ำสะอาด เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด รูปแบบการอยู่อาศัย การลาออกจากงาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน การฝึกอบรมเพื่อดูแลผู้สูงอายุ ระยะเวลาที่ใช้ในการดูแลต่อสัปดาห์ (ชม.) และทัศนคติที่มีต่อการดูแลผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าความสัมพันธ์ของผู้ดูแลกับผู้สูงอายุ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุในทุกด้าน


ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย, ปิยะวัฒน์ เจริญศักดิ์ Jan 2024

ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย, ปิยะวัฒน์ เจริญศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง "ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย" ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้ชุดข้อมูลจากการสํารวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 จำนวน 33,934 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์แบบการประมาณค่าแบบสองขั้นตอน (Heckman selection model) ในรูปแบบของแบบจำลองโพรบิต และ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จำนวน 30 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการศึกษา มีดังต่อไปนี้ (1) แรงงานสูงอายุที่ต้องการทำงาน มีความสุขมากกว่าแรงงานสูงอายุที่ไม่ต้องการทำงาน (2) แรงงานสูงอายุที่มีชั่วโมงการทำงานตั้งแต่ 50 ชั่วโมงขึ้นไปมีความสุขมากกว่าแรงงานสูงอายุที่มีชั่วโมงการทำงานน้อยกว่า 29 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (3) แรงงานสูงอายุไทยมีการนิยามความสุขในชีวิต ได้แก่ รายได้และสินทรัพย์ ทัศนคติ ศาสนา ครอบครัว การเป็นตัวของตัวเอง การทำงาน การรู้จักให้ สุขภาพ และการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และ (4) ตัวแบบ HAPPINESS หรือ ตัวแบบ 9 สุขสูงวัย ประกอบด้วย Health (สุขจากการมีสุขภาพกายและจิตที่ดี) Attitude (สุขจากการมีทัศนคติเชิงบวก) Participation (สุขจากการมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคม) Planning (สุขจากการวางแผนชีวิต) Income (สุขจากการมีรายได้ที่เพียงพอ) Networking (สุขจากการมีเครือข่ายที่ดี) Employment (สุขจากการมีงานทำ) Social-Welfare (สุขจากการได้รับสวัสดิการเพื่อการดำรงชีวิต) Self-Value (สุขจากการรู้คุณค่าในตนเอง)


Three Essays On Digital Health: Online Communication, Health Information Seeking, Complementary Medicine Use Among Older Adults And Vulnerable Populations, Daria Turavinina Jan 2024

Three Essays On Digital Health: Online Communication, Health Information Seeking, Complementary Medicine Use Among Older Adults And Vulnerable Populations, Daria Turavinina

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Through three empirical essays, this work explored how information and communication technology (ICT) use shapes population health behaviors and outcomes, with a particular focus on older adults. The first essay critically investigated whether online communication can serve as a substitute for in-person social contact in mitigating loneliness among late middle-aged and older persons. The study finds that while excessive reliance on digital interaction correlated with higher loneliness in the general older adult population, it could potentially serve a protective function for those in poor health by reducing social isolation. The second essay investigated how online health information seeking behavior and …


Marriage And Fertility Intentions Of Generation Y And Z Women In Beijing:A Qualitative Study, Hao Shi Jan 2024

Marriage And Fertility Intentions Of Generation Y And Z Women In Beijing:A Qualitative Study, Hao Shi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This paper aimed to investigate the marriage and fertility intentions of Gen Z and Gen Y women living in Beijing, China, and examine the factors affecting their decisions regarding marriage and fertility intentions. I employed the method of in-depth interviews, conducting 20 interviews online between April and June 2025. The key findings reveal explicit attitudes among the women from Generation Y and Generation Z in Beijing. A qualitative analysis confirmed three major themes: (1) career-centered identity and the deprioritization of family planning; (2) fear of marriage and childbearing; and (3) awakening of individualism. Many participants expressed a low willingness to …


Exploring Utilization Patterns Of Thailand's Three Main Public Health Insurance Scheme Beneficiaries, Pakhun Angsupan Jan 2024

Exploring Utilization Patterns Of Thailand's Three Main Public Health Insurance Scheme Beneficiaries, Pakhun Angsupan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The three main public health insurance schemes in Thailand include the Universal Coverage Scheme (UCS), the Social Security Scheme (SSS), and the Civil Servant Medical Benefit Scheme (CSMBS), which the schemes cover approximately 97% of the population. However, a number of individuals reported not having utilized the schemes during their last visit to a medical facility. Non-utilization of free healthcare raises a question regarding the ability to access and utilize public health insurance schemes and whether or not they are able to appropriately provide horizontal equity. The aim of this study is to examine the influence of demographic and health-related …


การหย่าร้างของประชากรไทยวัยเจริญพันธุ์: ปัจจัยทางประชากรเศรษฐกิจสังคม และทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว, ปริยากร พันธุ์สุข Jan 2024

การหย่าร้างของประชากรไทยวัยเจริญพันธุ์: ปัจจัยทางประชากรเศรษฐกิจสังคม และทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว, ปริยากร พันธุ์สุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหย่าร้าง ตลอดจนเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยดังกล่าวระหว่างเพศของประชากรไทยอายุ 15–49 ปี ภายใต้บริบทที่อัตราการหย่าร้างของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างครอบครัวและสังคมในหลายด้าน ผู้วิจัยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจพหุดัชนีแบบจัดกลุ่ม (MICS6) ปี พ.ศ. 2565 โดยวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มที่สมรสหรือเคยสมรส ผ่านแบบจำลองถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression) ปัจจัยในการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ปัจจัยทางประชากร ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม และปัจจัยด้านทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้หย่าร้างส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 40–49 ปี เคยสมรสครั้งแรกเมื่ออายุ 20–29 ปี มีบุตร 1 คน และอยู่ในภาคกลาง โดยเพศหญิงมักอยู่ในเขตเทศบาล ขณะที่เพศชายมักอยู่นอกเขตเทศบาล ทั้งสองเพศส่วนใหญ่ไม่ยอมรับความรุนแรงในครอบครัว แต่ในกลุ่มที่ยอมรับ ผู้หญิงมักอ้างถึงกรณีไม่เอาใจใส่บุตร ส่วนผู้ชายเกี่ยวข้องกับการไม่ดูแลบ้าน สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหย่าร้างนั้นพบว่า ทั้งสามกลุ่มปัจจัยมีความสัมพันธ์ในทั้งสองเพศ แต่ลักษณะความสัมพันธ์แตกต่างกัน ผู้วิจัยจำแนกเป็น (1) ปัจจัยที่มีทิศทางความสัมพันธ์เหมือนกัน ได้แก่ อายุแรกสมรส ดัชนีสินทรัพย์ และสิทธิการรักษาพยาบาล (2) ปัจจัยที่มีทิศทางต่างกัน ได้แก่ ระดับการศึกษา และเขตที่อยู่อาศัย และ (3) ปัจจัยที่มีผลเฉพาะเพศ ได้แก่ ภูมิภาค จำนวนบุตร และทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว และจากผลการศึกษา ภาครัฐควรพัฒนานโยบายที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตครอบครัวในลักษณะป้องกัน ปรับปรุง และบรรเทา เช่น การชะลอการแต่งงานก่อนวัย ขยายโอกาสทางการศึกษา เป็นต้น


ภาวะการทำงานของสตรีวัยแรงงานไทย ในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19, เทพบดี แลกันทะ Jan 2024

ภาวะการทำงานของสตรีวัยแรงงานไทย ในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19, เทพบดี แลกันทะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาวะการทำงานของสตรีวัยแรงงานในครัวเรือน ไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมุ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลง ของอัตราการมีงานทำปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโอกาสในการเข้าถึงอาชีพ รายได้ และ ประสิทธิภาพแรงงานของสตรีไทยในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19 งานวิจัยนี้ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2562 2564 และ 2566 ที่จัดเก็บโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองถดถอยโลจิสติกส์ ถดถอยโลจิสติกพหุ และถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของสตรีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่าง ชัดเจนในช่วงหลังการระบาด โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป อย่างไรก็ตามยังพบความเหลื่อมล้ำตามระดับทักษะ พื้นที่อยู่อาศัย และภาระดูแลครอบครัว โดยปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการทำงานและรายได้ของแรงงานสตรี ได้แก่ อายุ การศึกษา สถานภาพสมรส จำนวนชั่วโมงทำงาน การมีเด็กในครัวเรือน และสถานะการเป็นหัวหน้า ครัวเรือน โดยเฉพาะแรงงานสตรีในเขตเมืองมีแนวโน้มเข้าสู่อาชีพที่ใช้ทักษะสูงมากกว่า กลุ่มในพื้นที่ชนบท ในด้านประสิทธิภาพแรงงานซึ่งวัดจากค่าตอบแทนต่อชั่วโมง พบว่าได้รับ อิทธิพลจากระดับการศึกษา ระดับทักษะ จำนวนชั่วโมงทำงานและภาระดูแลเด็ก ในครัวเรือน สรุปได้ว่าการลงทุนในทุนมนุษย์ส่งผลต่อโอกาสเชิงบวกในการเข้าถึงอาชีพที่ใช้ระดับทักษะ วิชาชีพและสูง ระดับรายได้รวมถึงประสิทธิภาพแรงงาน หากแต่ความเหลื่อมล้ำเชิงภูมิศาสตร์ และภาระการดูแลสมาชิกในครัวเรือนยังเป็นปัจจัยเชิงลบที่ส่งผลต่อภาวะการทำงานของแรงงาน สตรีไทยในบริบทการแพร่ระบาดของโควิด-19


การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชากรต่างรุ่นในประเทศไทย, พลัฏฐ์ อำไพ Jan 2024

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชากรต่างรุ่นในประเทศไทย, พลัฏฐ์ อำไพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอายุ รุ่นประชากร และปัจจัยระดับปัจเจกบุคคลอื่นๆ กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชากรไทยในช่วงปี พ.ศ. 2549–2562 โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการสำรวจ Asian Barometer (ABS) จำนวน 4 รอบการสำรวจ (ปี พ.ศ. 2549 2553 2557 และ 2562) รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 4,626 ราย การศึกษามุ่งเน้นการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านประชากร ได้แก่ “อายุ” และ “รุ่นประชากร” ต่อรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะต่างๆ โดยเลือกใช้แบบจำลองทางสถิติที่เหมาะสมกับลักษณะของตัวแปรตามแต่ละด้าน ได้แก่ การไปใช้สิทธิเลือกตั้งใช้ Binary Logistic Regression การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเลือกตั้งใช้ Zero-inflated Poisson Regression การทำกิจกรรมทางการเมืองใช้ Zero-inflated Negative Binomial Regression และการมีส่วนร่วมทางการเมืองรวมใช้ Poisson Regression ในการวิเคราะห์ เพื่อให้สะท้อนพลวัตของพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในแต่ละมิติอย่างรอบด้าน ผลการศึกษาชี้ให้เห็น (1) “ผลกระทบของอายุ” (Age Effect) โดยพบว่า อายุมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในทุกรูปแบบ โดยระดับการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นในช่วงวัยกลางคนและลดลงในวัยสูงอายุ (2) “ผลกระทบของรุ่นประชากร” (Cohort Effect) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะในช่วงต้นของชีวิต ซึ่งสะท้อนกระบวนการขัดเกลาทางการเมืองภายใต้บริบททางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน และถึงแม้อิทธิพลของรุ่นประชากรจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้นแต่ผลของกระบวนการขัดเกลาก็จะยังไม่จางหายไป โดยการมีส่วนร่วมของคนที่เกิดในรุ่นทศวรรษ 1980-2000 จะมีแนวโน้มเริ่มต้นเร็วและหลากหลาย รุ่นที่เกิดทศวรรษ 1970 จะเปลี่ยนแปลงตามวัยชัดเจน ขณะที่รุ่นเกิดก่อนทศวรรษ 1960 จะมีแนวโน้มคงที่หรือลดลงเมื่ออายุมากขึ้น (3) “ผลกระทบของช่วงเวลา” (Period Effect) สะท้อนอิทธิพลของบริบททางการเมือง สังคม และเหตุการณ์สำคัญว่าส่งผลต่อการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ และ (4) เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบตามรุ่นประชากร ยังพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองยังแตกต่างกันในแต่ละรุ่นประชากร โดย “ความสนใจทางการเมือง” เป็นปัจจัยเชิงบวกที่สำคัญร่วมกันในทุกรุ่น ขณะที่ “การอาศัยในเขตเมือง” มักมีความสัมพันธ์ทางลบ และยังพบว่าอิทธิพลของอายุ การใช้อินเทอร์เน็ต และการพูดคุยเรื่องการเมืองในครอบครัว ล้วนส่งผลต่อพฤติกรรมการมีส่วนร่วมแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละรุ่นประชากรจากผลการศึกษา การใช้ “รุ่นประชากร” …


การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และ พฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย, เฉลิมพล จงวิทูกิจ Jan 2024

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และ พฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย, เฉลิมพล จงวิทูกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และพฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติด้านประชากรศาสตร์ของผู้สูงอายุไทยในรูปแบบการอยู่อาศัย กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทยที่มีลักษณะติดบ้าน ติดเตียง และติดสังคม กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 4) เพื่อศึกษาอิทธิพลระหว่างผู้สูงอายุไทยที่ประเมินว่าตนเองมีสุขภาพไม่แข็งแรงและมีส่วนร่วมทางสังคมหรือรูปแบบการอยู่อาศัย กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ และ 5) เพื่อศึกษาอิทธิพลระหว่างเพศของผู้สูงอายุไทยกับมิติการมีส่วนร่วมทางสังคม เพศของผู้สูงอายุไทยกับรูปแบบการอยู่อาศัย และมิติสุขภาพกับรูปแบบการอยู่อาศัย ที่ส่งผลต่อระดับความสุขของผู้สูงอายุ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) จากสำนักงานสถิติแห่งชาติในการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 33,828 คน และได้ดำเนินการทดสอบความน่าเชื่อถือของการวิเคราะห์ (Robustness Tests) เช่น การตรวจสอบปัญหา Multicollinearity และ Heteroscedasticity เป็นต้น จากการวิเคราะห์พบว่าแบบจำลอง Heteroscedastic Linear Regression เหมาะสมกับงานวิจัยนี้เนื่องจาก Heteroscedastic Linear Regression ให้ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานที่ถูกต้อง โดยไม่เกิดอคติของค่าสัมประสิทธิ์ต่าง ๆ ทำให้การอนุมานผลทางสถิติมีความน่าเชื่อเชื่อถือ และให้ค่าพารามิเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้การวิจัยนี้ใช้ Maximum Likelihood estimation (MLE) โดยให้ค่าประมาณที่มีประสิทธิภาพ ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ และระดับการศึกษา เป็นตัวกำหนดความสุขที่สำคัญ โดยผู้สูงอายุเพศหญิง ผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษาสูง และผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี มีแนวโน้มที่จะมีระดับความสุขมาก ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มระดับความสุขของผู้สูงอายุไทย โดยผู้สูงอายุที่มีรายได้สูง หรือผู้สูงอายุที่มีสิทธิเข้าถึงสุขภาพในกลุ่มข้าราชการหรือข้าราชบำนาญ หน่วยงานอิสระของรัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่ามีความสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เช่น การเป็นสมาชิกและหรือเข้าร่วมของกลุ่ม/ชมรม รับการสนับสนุนทางสังคม พบกว่ามีระดับความสุขที่สูงขึ้นอย่างนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งการอาศัยอยู่กับสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะอาศัยอยู่กับคู่สมรส บุตร หลาน ญาติ และบุคคลอื่น ๆ …


The Influence Of Remittances On Health Expenditure : An Empirical Evidence From Myanmar, Yee Mon Khine Jan 2024

The Influence Of Remittances On Health Expenditure : An Empirical Evidence From Myanmar, Yee Mon Khine

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The study explores the influence of remittance on healthcare expenditure focusing on household individuals’ outpatient cost by utilizing secondary data from the 2015 Myanmar Poverty and Living Condition Survey (MPLCS). Our study employs descriptive statistics and Ordinary Least Squares regression (OLS) model to analyze the effects of remittance characteristics and household factors on outpatient cost. Findings show that remittance amount and frequency are not significant predictors, but some remittance source countries, Japan and the USA, are associated with higher outpatient costs. Households received remittances from informal transfer methods, such as via hundi, relatives or carriers, correspond to lower spending than …


Key Determinants Of Under-Five For Policy Focus : Economic Status, Healthcare Access, Or Maternal Education?, Wai Yan Htun Jan 2024

Key Determinants Of Under-Five For Policy Focus : Economic Status, Healthcare Access, Or Maternal Education?, Wai Yan Htun

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Despite Myanmar initiatives to improve maternal and child healthcare, the Under-Five Mortality Rate (U5MR) in Myanmar remains critically high, ranking 44th globally in 2023 according to the World Bank. This reflects persistent socioeconomic inequalities and disparities in healthcare access. Objective: This study aims to analyze the influence of maternal education level, household wealth, and access to healthcare services on U5MR in Myanmar, and to propose relevant policy recommendations. Methods: This research utilized secondary data from the 2015-2016 Myanmar Demographic and Health Survey (MDHS). The sample included 4,809 children under five years of age, derived from interviews with 3,862 mothers. …


Determinants Of Utilization Of Institutional Delivery In Bangladesh, Thet Wai Thwe Jan 2024

Determinants Of Utilization Of Institutional Delivery In Bangladesh, Thet Wai Thwe

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Despite the notable improvement in reducing the maternal mortality rate and substantial progress in maternal health outcomes in Bangladesh, there remain significant disparities in the utilization of institutional delivery. It is important to evaluate the underlying factors that affect maternal health-seeking behavior to develop targeted and effective policies. Objective: To examine the determinants of utilization of institutional delivery, using Anderson’s Model of Health Service utilization. Methods: The source of the data was the secondary data from the 2022 Bangladesh Demographic and Health Survey. This study focused on 4217 ever-married women aged 15–49 who had a live birth within the …


Social Acceptance, Well-Being, And The Desire To Start A Family Of Lgbtq+ People In Thailand, Wirunphat Manitsorasak Jan 2024

Social Acceptance, Well-Being, And The Desire To Start A Family Of Lgbtq+ People In Thailand, Wirunphat Manitsorasak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Despite Thailand’s image as a “living paradise” for LGBTQ+ individuals, empirical research on social acceptance and family formation remains limited. Public discourse has questioned whether the growing visibility of LGBTQ+ populations may contribute to the national fertility decline. Given this context, this study focuses on LGBTQ+ individuals and explores three dimensions: (1) societal tolerance toward LGBTIQAN+ individuals and sexual diversity, (2) public attitudes toward LGBTIQAN+ parenting, and (3) the well-being and family formation intentions of LGBTQ+ individuals. Employing a quantitative approach, the study draws on two data sources: (1) secondary data from three waves of the World Values Survey (2007, …


Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi Jan 2024

Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This dissertation examines the impact of hidden violent punishment within diverse parenting styles in Thai society, focusing on preschool children aged 3 to 4 years (36 to 59 months). Utilizing the Thailand Multiple Indicator Cluster Survey 2019 (MICS6/2019) national dataset (N=5,345), the study addresses three primary research objectives:1) examine the key factors and parenting styles influencing child behavioral problems, 2) investigate the associations between socioeconomic characteristics and parenting styles, and 3) generate a model for enhancing parenting factors that mitigate behavior problems in preschoolers. The study employs advanced statistical methodologies, including probit regression to analyze factors which influence behavior problems …


ปัจจัยทางสังคมที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพจิตของประชากรไทย: การวิเคราะห์พหุระดับ, สรพงษ์ เจริญกฤตยาวุฒิ Jan 2024

ปัจจัยทางสังคมที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพจิตของประชากรไทย: การวิเคราะห์พหุระดับ, สรพงษ์ เจริญกฤตยาวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ภาวะสุขภาพจิตของประชากรไทย และปัจจัยระดับบุคคลและระดับชุมชนที่มีความสัมพันธ์กับการมีสุขภาพจิตที่ดีของประชากรไทย การวิจัยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการการสำรวจสภาวะทางสังคม วัฒนธรรม และสุขภาพจิต พ.ศ.2561 จัดเก็บโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งเป็นการสำรวจระดับประเทศที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป การวิเคราะห์คัดเลือกเฉพาะตัวอย่างที่ตอบคำถามในประเด็นที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตด้วยตนเอง รวมจำนวนทั้งสิ้น 27,147 ราย อาศัยอยู่ใน 1,989 ชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและ การวิเคราะห์พหุระดับแบบโลจิสติกแบบทวิผลการศึกษาพบว่า ประชากรไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเกือบร้อยละ 80 เป็นผู้ที่มีภาวะสุขภาพจิตดี ตามเกณฑ์วัดสุขภาพจิตของคนไทยฉบับสั้น (Thai Mental Health Indicator-15: TMHI-15) ตัวแปรระดับบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส สถานภาพการทำงาน จำนวนสมาชิกในครัวเรือน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ความสัมพันธ์และความผูกพันภายในครัวเรือน การรับรู้สุขภาพกายของตนเอง ความเชื่อตามหลักคำสอนทางศาสนา การปฏิบัติตนตามหลักศาสนา และคุณธรรมในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการมีสุขภาพจิตที่ดีของประชากรไทย ในระดับชุมชน พบว่า สัดส่วนของประชากรที่มีภาวะสุขภาพจิตดีในชุมชน และค่าเฉลี่ยสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในชุมชนมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการมีสุขภาพจิตที่ดีของประชากรไทย การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันทางด้านสุขภาพจิตของประชากรในกลุ่มต่าง ๆ และแนวทางในการส่งเสริมภาวะสุขภาพจิตของประชากรผ่านปัจจัยทางสังคมและสภาพแวดล้อมของครัวเรือนและชุมชน


ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์ Jan 2023

ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤฒพลังและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลการสำรวจระดับประเทศจากโครงการ “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและความอยู่ดีมีสุขในบริบทสังคมสูงวัย” ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2559ผลการศึกษาระดับพฤฒพลัง พบว่าผู้สูงอายุชายมีระดับคะแนนพฤฒพลังสูงกว่าผู้สูงอายุหญิงในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ พฤฒพลังด้านการดำรงชีวิตโดยพึ่งตนเองได้ มีสุขภาวะที่ดีและมีความมั่นคง และพฤฒพลังด้านศักยภาพและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤฒพลัง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุชายมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดในตัวชี้วัดการประกอบกิจวัตรประจำวันขั้นสูง (IADLs) และทุกตัวชี้วัดในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ ในขณะที่ผู้สูงอายุหญิงมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดด้านการมีส่วนร่วมในสังคมในตัวชี้วัดการดูแลสมาชิกในครอบครัว ในส่วนของผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี พบว่า เพศ สถานภาพสมรส รายได้เฉลี่ยต่อปี และการเตรียมการเพื่อให้มีพฤฒพลัง มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p


อิทธิพลของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบในกรุงเทพมหานคร, สุดารัตน์ กันทะเนตร Jan 2023

อิทธิพลของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบในกรุงเทพมหานคร, สุดารัตน์ กันทะเนตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ตของแรงงานนอกระบบต่อสุขภาวะด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และการทำงาน การศึกษานี้ใช้ข้อมูลข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการนวัตกรรมเพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ให้กับแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุสำรองและผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์ผ่านแฟลตฟอร์มดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้คัดเลือกเฉพาะแรงงานนอกระบบที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต จำนวน 705 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้สูงอายุสำรอง (อายุ 45-59 ปี) จำนวน 526 คน และกลุ่มผู้สูงอายุวัยต้น (อายุ 60-69 ปี) จำนวน 179 คน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์การถดถอยแบบ โลจิสติกทวิภาค ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสุขภาวะของแรงงานนอกระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากร ได้แก่ อายุ ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม ได้แก่ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส รายได้ ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต ได้แก่ ความถี่ ระยะเวลา และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน และปัจจัยด้านความสามารถในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ได้แก่ ความสามารถในการเรียนรู้การใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ด้วยตนเอง ความสามารถในการสืบค้นข้อมูล ความสามารถในการเข้าใจเนื้อหาหรือข้อมูลต่าง ๆ และความสามารถในการแก้ไขปัญหาในการใช้งานอินเทอร์เน็ตเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของแรงงานนอกระบบให้มีความเหมาะสม ทั้งความถี่ ระยะเวลา และรูปแบบการใช้งาน อีกทั้งควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้แรงงานนอกระบบมีความสามารถในการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยตนเอง เพื่อให้แรงงานนอกระบบเกิดสุขภาวะที่ดีทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และการทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานนอกระบบของประเทศไทยต่อไป


Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib Jan 2023

Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Birth registration is a fundamental human right and a key component of Sustainable Development Goal (SDG) 16.9, which aims to provide legal identity for all by 2030. In Nigeria, birth registration is essential for safeguarding children's rights, including access to education, healthcare, and social services. Despite its importance, birth registration rates remain low, with significant disparities across different regions and population groups.Objective: This study aims to analyze trends in birth registration and explore the determinants of birth registration in Nigeria during 2021, utilizing the latest data from the 2021 Multiple Indicator Cluster Surveys (MICS).Methods: The study employs a descriptive …


Enhancing Labour Productivity: Insights From Female Leadership, Training Programmes And Foreign Ownership In Service Enterprises Across Thailand, Vietnam, And Malaysia, Jie Min Low Jan 2023

Enhancing Labour Productivity: Insights From Female Leadership, Training Programmes And Foreign Ownership In Service Enterprises Across Thailand, Vietnam, And Malaysia, Jie Min Low

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the demographic and socio-economic factors affecting labour productivity in service enterprises across Thailand, Vietnam, and Malaysia. Previous research primarily focuses on manufacturing firms, leaving a gap in understanding productivity in service firms. Given that the service sector is increasingly significant in ASEAN economies, contributing nearly half of the region's Gross Domestic Product (GDP) in 2022, this study targets this crucial sector (Secretariat, 2023).Rapid industrialisation, ageing populations, and shrinking workforces in these countries makes it necessary for enterprises to understand how to enhance labour productivity. This research utilizes data from the World Bank's 2015 and 2016 Enterprise Surveys …


Systematic Review: Working Conditions And Health Outcomes Among Female Migrant Domestic Workers In Asia, Konchawan Chantima Jan 2023

Systematic Review: Working Conditions And Health Outcomes Among Female Migrant Domestic Workers In Asia, Konchawan Chantima

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

About 2.78 million people die as a result of occupational accidents and work-related diseases each year. Female migrant domestic workers (MDWs) in Asia represent substantial proportions of domestic work worldwide. The challenging working conditions faced by female MDWs have raised great concerns, which may subsequentially lead to poor physical and mental health. This study aimed to examine working conditions and health outcomes of female MDWs in Southeast and East Asia via a systematic review of peer-reviewed and English-written journal articles published during 2014 – 2023 in four academic databases (i.e., ScienceDirect, Scopus, Sagepub, and GoogleScholar). This systematic review study relied …


Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo Jan 2023

Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the impact of human capital and gender dynamics in leadership on labor productivity and technical efficiency in firms from Bangladesh, Indonesia, and Pakistan. Using data from the World Bank Enterprise Survey, the analysis uses Ordinary Least Squares (OLS) regression, Data Envelopment Analysis (DEA), and Tobit regression techniques. The findings reveal significant variations in labor productivity and efficiency among firms in the three countries, influenced by factors such as firm characteristics, managerial experience, workforce skill composition, and gender leadership. The results indicate that higher average wages positively impact labor productivity and technical efficiency across all three countries, supporting …


A Systematic Review On Non-Citizen Children Education In Malaysia With Policy Learning From Selected Economies, Lee Xiang Teh Jan 2023

A Systematic Review On Non-Citizen Children Education In Malaysia With Policy Learning From Selected Economies, Lee Xiang Teh

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Official statistics indicated that in 2023, Malaysia was home to approximately 617,900 non-citizen children. Despite this demographic, Malaysia has not signed the 1951 Refugee Convention and its 1967 Protocol, nor the 1954 Statelessness Convention. Consequently, all non-citizens, including refugees, asylum seekers, and stateless individuals, face similar treatment to undocumented migrants, limiting their access to education, healthcare services, and formal employment.This systematic review seeks to comprehensively analyse the current educational landscape for non-citizen children in Malaysia. It aims to compare Malaysia's education policies with those of other selected economies, identifying strengths and areas for improvement. The review also proposes key insights …


Exploring The Association Between Religiosity And Health Outcomes In Indonesia's Aging And Pre-Aging Muslim Population: Insights From The Indonesia Family Life Survey 5, Afridah Ikrimah Jan 2023

Exploring The Association Between Religiosity And Health Outcomes In Indonesia's Aging And Pre-Aging Muslim Population: Insights From The Indonesia Family Life Survey 5, Afridah Ikrimah

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the association between Muslim religiosity and health outcomes among the aging and pre-aging populations in Indonesia, utilizing cross-sectional data from the Indonesia Family Life Survey (IFLS-5) with 4,535 respondents aged 50 and above. Multivariate logistic regression analysis investigates the associations between various dimensions of Muslim religiosity (i.e., self-perceived religiosity, frequency of daily prayer, and frequency of religious attendance) and health outcomes, including self-rated health, functional dependence, depression, insomnia, diabetes, liver disease, kidney disease, tuberculosis, heart problems, high cholesterol, stroke, and hypertension. Results show significant associations as follows: higher self-perceived religiosity is associated with better self-rated health and …


Economic Convergence In The Baltic Sea Region: Migration, Institutions, And Socio-Cultural Drivers Of Labor Productivity, Elias Orbon Jan 2023

Economic Convergence In The Baltic Sea Region: Migration, Institutions, And Socio-Cultural Drivers Of Labor Productivity, Elias Orbon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the potential facilitation of economic convergence through policy across the Baltic Sea Region from two critical perspectives: (1) an analysis of the impacts of human capital flight and forced pendular migration from Ukraine on the economies included in the study, and (2) the impact of cultural dimensions and institutional arrangements on labor productivity in firms across the region. The study uniquely contributes to understanding how economic convergence can be facilitated in the Baltic Sea Region by considering both firm-level productivity factors and the current geopolitical context. The study utilizes World Bank Enterprise Survey data from 2019 and …