Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Criminology Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 1 - 30 of 144

Full-Text Articles in Criminology

ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์ Jan 2025

ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ข่าวสาร และทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจที่มีอิทธิพลต่อระดับความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการป้องกันและลดความวิตกกังวลของประชาชนต่อภัยอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 396 คน ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมกลุ่มนิสิตนักศึกษา ผู้ใช้บริการห้างสรรพสินค้า และผู้ใช้พื้นที่สาธารณะทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นทางสถิติเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า t การวิเคราะห์ความแปรปรวน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความหวาดกลัวระหว่างกลุ่ม รวมถึงวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่ายเพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับระดับความหวาดกลัว โดยกลุ่มเพศหญิงมีระดับความหวาดกลัวมากกว่า ขณะที่ปัจจัยด้านช่วงอายุไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงจากสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ส่งผลให้ระดับความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และพบว่าทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจมีความสัมพันธ์ในทางลบกับความหวาดกลัว กล่าวคือ ผู้ที่เชื่อมั่นในความสามารถของตำรวจจะมีความกลัวน้อยกว่า ผลการศึกษาโดยรวมชี้ให้เห็นว่าความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์กราดยิงไม่เพียงเป็นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาต่ออาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรู้สึกไม่มั่นคงในสังคมเมืองสมัยใหม่ งานวิจัยนี้เสนอแนวทางการวางแผนการป้องกันและรับมือกับเหตุการณ์กราดยิง โดยให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการมาตรการทั้งสามระดับอย่างเป็นระบบ ได้แก่ มาตรการด้านพื้นที่และโครงสร้างกายภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง มาตรการด้านสถาบันและการปฏิบัติการเพื่อจัดกำลังตามความเสี่ยงและยกระดับความพร้อมในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และมาตรการด้านการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งการประสานกลไกทั้งสามระดับจะช่วยลดทั้งความเสี่ยงเชิงจริงและความหวาดกลัวเชิงรับรู้ พร้อมเสริมสร้างสภาพแวดล้อมเมืองที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น


การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ Jan 2025

การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสร้างเมืองปลอดภัยเพื่อป้องกันปัญหาอาญากรรม ยังประสบสภาพปัญหาช่องว่างเชิงนโยบาย (Gaps for Policy Formulation) การกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องในพื้นที่ (Contextual Index) และสภาพปัญหาด้านการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders Concern) ส่งผลให้การกำหนดนโยบายขาดความชัดเจนและอาจไม่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาสภาพปัญหาและนำเสนอนโยบาย “เมืองปลอดภัยเชิงรุก (Pro-Active Safe City)” เพื่อแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของการตีความและการกำหนดเป้าหมายผ่านตัวชี้วัด โดยนำร่องการศึกษาในพื้นที่ศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยดำเนินการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ - เชิงคุณภาพ การออกแบบเชิงบูรณาการตามหลัก 4D Design Thinking และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) โดยริเริ่มสำรวจด้วยดัชนีตัวชี้วัดความปลอดภัยเชิงกายภาพรายพื้นที่ (Crime Vector Index: CVI) จากการสำรวจออนไลน์ ประชากรจำนวน 382 ราย เพื่อประเมินความเสี่ยงและความต้องการ และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและผู้แทนท้องถิ่นจำนวน 7 ราย และการจัดอภิปรายกลุ่มสำหรับภาครัฐ-ภาคประชาชนจำนวน 25 ราย ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ประชาชนในพื้นที่มีความต้องการให้เน้นย้ำกลไกการสร้างพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันและการพักผ่อน (ร้อยละ 25.13) การติดตั้งเสาไฟส่องสว่าง (ร้อยละ 21.20) และการสร้างอาสาสมัครชุมชนช่วยลาดตระเวนในพื้นที่ (ร้อยละ 14.66) และประชาชนในพื้นที่มีความกังวลต้องรับมือความเสี่ยงของอาชญากรรม โดยต้องการมุ่งเน้นการปกป้องความปลอดภัยในชีวิต การแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยง สกัดกั้นความเสี่ยงจากภัยภายนอก ในขณะที่ความเข้มแข็งทางสังคมและการสร้างแนวร่วมเฝ้าระวังภัยอาชญากรรมเป็นกลไกสำคัญ และการสร้างพื้นที่ส่วนกลาง ขยายโอกาสในการใช้พื้นที่ร่วมกันและเศรษฐกิจในพื้นที่ ฉะนั้น แนวทางการสร้างเมืองปลอดภัยสำหรับพื้นที่ จึงนำเสนอในรูปแบบเมืองปลอดภัยเชิงผสมผสาน โดยออกแบบมิติความปลอดภัยเชิงกายภาพผ่านการติดตั้งอุปกรณ์และเทคโนโลยีเฝ้าระวังจุดเสี่ยงบริเวณพื้นที่รอยต่อ และมิตินามธรรมผ่านกลไกสร้างชุมชนเข้มแข็งให้เป็น “หุ้นส่วนความปลอดภัยสาธารณะ (Strategic Partnership for Public Security)” และสร้างความสมดุลระหว่างสังคม - เทคโนโลยีโดยเน้นย้ำการมีส่วนร่วม (Engagement) จากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน (Stakeholders) สร้างความตระหนักการรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ (Sense of Belonging) เป็นพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) เพื่อป้องกันอาชญากรรมพื้นฐาน (Street Crimes) และยาเสพติด และยกระดับสู่การสร้างข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ เพื่อแนะนำกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติ และธรรมาภิบาลด้านเมืองปลอดภัย ด้านกฎ …


แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจร: กรณีศึกษาเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐวุฒิ ปัญจชัย Jan 2025

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจร: กรณีศึกษาเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐวุฒิ ปัญจชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายจราจรเกี่ยวกับความผิดเมาแล้วขับ (2) วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุที่เป็นอุปสรรคต่อการบังคับใช้กฎหมาย และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเขตเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรและยานพาหนะสูง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 7 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล 3 ราย ผู้พิพากษาและพนักงานอัยการในเขตกรุงเทพมหานคร 3 ราย และนักวิชาการด้านอาชญาวิทยาและนโยบายกฎหมายจราจร 1 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังไม่บรรลุเป้าหมายด้านการยับยั้ง แม้กรอบกฎหมายจะกำหนดบทลงโทษไว้ค่อนข้างครบถ้วน แต่การบังคับใช้ในทางปฏิบัติยังขาดความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ โดยมักเข้มงวดเฉพาะช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาว ประกอบกับข้อจำกัดด้านกำลังคน อุปกรณ์ตรวจวัด และเทคโนโลยีสนับสนุน รวมถึงช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรม เช่น การลงโทษสถานเบาในบางกรณี การติดตามผู้กระทำผิดซ้ำที่ไม่เข้มแข็ง และการขาดฐานข้อมูลกลางเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้ความแน่นอนของบทลงโทษลดลงและพลังในการป้องปรามไม่เพียงพอ จากผลการวิจัย เสนอให้พัฒนาการบังคับใช้กฎหมายในเชิงระบบ ได้แก่ การสุ่มตรวจอย่างทั่วถึงตลอดปี การจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการเพื่อเพิ่มความแน่นอนของบทลงโทษ โดยเฉพาะต่อผู้กระทำผิดซ้ำ การพัฒนากลไกบูรณาการและฐานข้อมูลกลาง การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนควบคู่มาตรการฟื้นฟูและการสร้างจิตสำนึกทางสังคม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับอย่างยั่งยืน


การตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษาพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ธนพล ทายะติ Jan 2025

การตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษาพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ธนพล ทายะติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน ศึกษาระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ และศึกษาแนวทางการป้องกันในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 400 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงาน กฟผ. ในปัจจุบัน คือ ภัยจากการหลอกลวง ภัยจากมัลแวร์และไวรัส ภัยจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ภัยจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย และ ภัยทางอ้อมอื่นๆ มีระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ และมีระดับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ในระดับมากที่สุด หากแต่มีประสบการณ์ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ส่วนมาก ในระดับน้อย การทดสอบสมมุติฐาน พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ระดับการศึกษา อายุการทำงาน ระดับการทำงาน ต่อการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ นอกจากนี้ประสบการณ์ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ไม่มีความสัมพันธ์กับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ในขณะที่การตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีผลบวก คือ พนักงาน กฟผ.ที่มีระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มาก จะมีพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มาก แนวทางการป้องกันในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงาน กฟผ. คือ ความมีสติและความรอบคอบ การตรวจสอบและยืนยันข้อมูล การปฏิเสธและป้องกัน และการจัดการและปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ข้อเสนอแนะของการศึกษาคือ การจัดตั้งหน่วยงานและระบบเฉพาะ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้จากภาครัฐ การศึกษาและสร้างความตระหนักรู้ การมีสติ และการระมัดระวัง


การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์ Jan 2025

การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษามาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (2) วิเคราะห์สถานการณ์ สภาพปัญหา จุดแข็ง และจุดอ่อนของมาตรการดังกล่าว และ (3) พัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมต่อบริบทจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยใช้วิธีการเชิงคุณภาพผ่าน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 23 คน ประกอบด้วยข้าราชการ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้ง การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในช่วงปี พ.ศ. 2563–2568ผลการศึกษาพบว่า มาตรการด้านความปลอดภัยในอดีตมุ่งเน้นการใช้กำลังคนและการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะที่ปัจจุบันพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุกและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน โดยมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กล้อง AI ระบบ Biometric แอปพลิเคชัน CM-CHANA ระบบขนส่งสาธารณะประเภทไฟฟ้าความเร็วต่ำ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว การทำ MOU กับผู้ประกอบการ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เช่น หอการค้า สมาคมมัคคุเทศก์ และสมาคมโรงแรมจุดแข็งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ความร่วมมือภาคเอกชนและชุมชนที่เข้มแข็ง นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่ดี และการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญ ได้แก่ การทำงานแบบแยกส่วนฐานข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ช่องโหว่ด้านกฎหมายที่ทำให้การดำเนินคดีในกรณีผู้เสียหายเป็นชาวต่างชาติดำเนินการได้ยาก การสื่อสารความปลอดภัยเชิงรุกยังไม่ถึงนักท่องเที่ยว และความคลาดเคลื่อนของนิยาม “ความปลอดภัย” ระหว่างรัฐและนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับอุบัติเหตุและมลพิษ PM2. 5 มากกว่าอาชญากรรมแนวทางพัฒนาที่เสนอ ได้แก่ การจัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวเชียงใหม่” เพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับการสื่อสารหลายภาษาและระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน การขยายอาสาสมัครความปลอดภัยสู่ชุมชนรอง การนำแนวคิด Tourism Risk Governance มาประยุกต์เพื่อให้ความปลอดภัยครอบคลุมสุขภาพและภัยพิบัติ รวมทั้งพัฒนามาตรการเพื่อกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเสนอให้ตราข้อบัญญัติท้องถิ่นและจัดตั้งกองทุนด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านงบประมาณและการบริหารจัดการ รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ


เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย Jan 2025

เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “เส้นทางสู่วาระท้ายของผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งสะท้อนประสบการณ์ของผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายผ่านการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) เพื่อทำความเข้าใจสภาวะและความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) ทั้งหนังสือ บทความทางวิชาการ รายงานการวิจัย และวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านแนวคิดและทฤษฎีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสากลด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขัง ตลอดจนกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพิจารณาปัจจัยเชิงระบบที่มีผลต่อการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย เช่น ความแออัดของเรือนจำ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร ตลอดจนศึกษาแนวปฏิบัติในต่างประเทศซึ่งมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ได้แก่ ประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรูปแบบบริการด้านการดูแลประคับประคองในเรือนจำตั้งแต่การจัดตั้งหน่วยดูแลเฉพาะทาง การพัฒนาอาสาสมัครผู้ต้องขัง ไปจนถึงกลไกการปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม การเก็บข้อมูลภาคสนามใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักทัณฑวิทยาที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย และผู้ต้องขังจำนวน 2 นายที่กำลังเผชิญภาวะป่วยระยะสุดท้าย ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างภาพรวมของประสบการณ์ในวาระสุดท้ายของผู้ต้องขังในด้านร่างกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงอุปสรรคที่พบในการเข้าถึงบริการสุขภาพภายในเรือนจำ ผลการศึกษาคาดว่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นที่ และระบบบริการสาธารณสุขในเรือนจำ อาทิ การดูแลรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง การขาดบริการเฉพาะทางด้านประคับประคอง และความจำกัดในการตอบสนองความต้องการทางจิตใจและจิตวิญญาณของผู้ต้องขัง นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายในเรือนจำไทยให้มีลักษณะครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเน้นความสำคัญของการดูแลแบบองค์รวม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต


มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง Jan 2025

มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับการป้องกันการฉ้อโกงดังกล่าว เพื่อนำมาพิจารณาสำหรับการออกมาตรการหรือแนวนโยบายสำหรับป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสมภายใต้บริบทของประเทศไทย โดยอาศัยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการค้นคว้าเชิงเอกสาร การศึกษาผ่านกรณีศึกษา รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการเงินและธนาคาร หน่วยงานรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงอาศัยเทคนิคพื้นฐานอย่าง Social Engineering โดยอาศัยเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคนิคการฉ้อโกงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในลักษณะขององค์กรอาชญากรรม ทำให้รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงมีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้น การพิจารณาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีศักยภาพในการประมวลผลและการตรวจจับความผิดปกติแบบ Real-time จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครจนกระทั่งจบขั้นตอนการทำธุรกรรม โดยอาศัยโมเดลแบบผสมผสาน (Hybrid Model) ที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนได้ ทั้งนี้ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต้องคำนึงถึงจริยธรรมทั้งในด้านช่องว่างความรับผิด ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล รวมไปถึงอคติและความโปร่งใสของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้น การออกมาตรการควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสม รวมไปถึงสนับสนุนหรือแนะนำให้มีการใช้เทคนิคอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่คำนึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบ เช่น Federated Training และ Explainable AI รวมไปถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งในแง่ของการป้องกันการฉ้อโกงและในแง่ของจริยธรรมอย่างแท้จริง


ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร Jan 2025

ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระบบข้อพิจารณาในการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย 2) ศึกษาระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย และ 3) เสนอแนะแนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 คน ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับระบบราชทัณฑ์และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้แก่ นักทัณฑวิทยา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นักทัณฑปฏิบัติ นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพ จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และศูนย์มิตรอาทร โรงพยาบาลตำรวจ ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการพิจารณาการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย หลักเกณฑ์นี้ช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเป้าหมายด้านความปลอดภัยของสังคมผ่านกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม 2) ระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีเป้าหมายหลักในการบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ การดูแลนี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจนถึงวาระท้ายชีวิต และยังรวมถึงการดูแลครอบครัวในช่วงการสูญเสีย แต่ยังเผชิญกับข้อจำกัดในเชิงโครงสร้าง ทรัพยากรบุคคล 3) แนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย ในด้านกายภาพของสถานพยาบาลในเรือนจำ ออกแบบจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care Zone) ปรับรูปแบบการเยี่ยมที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ต้องขังทั่วไป และการสร้างทีม Palliative care ให้แข็งแรงในการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)


แนวทางการพัฒนาระบบการดําเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา, สิรภัทร คัยนันทน์ Jan 2025

แนวทางการพัฒนาระบบการดําเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา, สิรภัทร คัยนันทน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนาระบบการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา” มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาสภาพปัญหา และผลกระทบในการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาที่ยังไม่สอดคล้องตามปฏิญญาว่าด้วยหลักยุติธรรมพื้นฐานสำหรับเหยื่ออาชญากรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 23 ราย ประกอบการวิเคราะห์บทความและบทสัมภาษณ์ในสื่อออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาในการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา มีหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อผู้เสียหาย ครอบครัว ญาติ และบุคคลใกล้ชิดผู้เสียหาย และผลกระทบต่อรัฐ อีกทั้งยังมีประเด็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาที่ยังไม่สอดคล้องตามปฏิญญาสากลในหลายส่วน ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การแก้ไขพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหาย ลดขั้นตอนการดำเนินงาน สร้างความชัดเจนในภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริหารจัดการข้อมูลระหว่างหน่วยงานในประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว รวมถึงการจัดวางกลไกการชดเชยความเสียหายระหว่างผู้กระทำผิดและรัฐใหม่ พร้อมจัดตั้งกองทุนเหยื่ออาชญากรรม ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เสริมด้วยการปลูกฝังเรื่องสิทธิมนุษยชนในระบบการศึกษา ควบคู่กับการวางนโยบายเพื่อป้องกันอาชญากรรมในสังคม เพื่อเป็นปราการปกป้อง คุ้มครองสิทธิแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน


แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ทะเลอาณาเขตของประเทศไทย, ฉัตรวรินท์ ภูวัชร์พิบูล Jan 2024

แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ทะเลอาณาเขตของประเทศไทย, ฉัตรวรินท์ ภูวัชร์พิบูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหา สาเหตุ นโยบาย กฎหมาย และการดำเนินงานของไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้าน้ำมันเถื่อน 2) เสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาตินี้ และ3) สนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก 23 ท่าน ซึ่งครอบคลุมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ผู้ปฏิบัติงานหน่วยงานภาครัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และกลุ่มตัวอย่างภาคธุรกิจเอกชนที่ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ผลการศึกษาพบว่า การค้าน้ำมันเถื่อนในทะเลอาณาเขตไทยเป็นปัญหาต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นขบวนการหลีกเลี่ยงภาษี และมักมีนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐให้การสนับสนุน แรงจูงใจหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูง แรงกดดันทางเศรษฐกิจ และผลตอบแทนจากการกระทำผิดที่สูง ทำให้เกิดการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนอย่างแพร่หลาย แม้จะมีกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย รวมถึงศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ทำหน้าที่ประสานงาน แต่ก็ยังคงประสบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง อาชญากรรมนี้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศ ความปลอดภัยของสังคม สุขภาพประชาชน และคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามประสบผลสำเร็จในระยะยาว ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ควรส่งเสริมให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างความร่วมมือและบูรณาการ การทำงานระหว่างกัน ทั้งในระดับหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงาน ภาครัฐควร จัดสรรกำลังพลและอุปกรณ์ให้เพียงพอและทันสมัย รวมถึง แก้ไขกฎหมายที่ไม่ทันสมัย นอกจากนี้ ควร สร้างองค์ความรู้และความเข้าใจถึงผลกระทบ ของอาชญากรรมนี้ให้แก่ประชาชน และที่สำคัญคือ ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านความตกลงประชาคมอาเซียนหรือโครงการความร่วมมือต่างๆ เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการค้าน้ำมันเถื่อนในทะเลอาณาเขตไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต


การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย, โชติกา ชุมศรี Jan 2024

การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย, โชติกา ชุมศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้กระทำผิดและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ ศึกษาสภาพปัญหาของการตกเป็นเหยื่อและเสนอแนะแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ จำนวน 4 คน และผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและผู้ที่มีส่วนในการช่วยเหลือเหยื่อ จำนวน 8 คน ผลการศึกษา พบว่ารูปแบบพฤติกรรมของผู้กระทำผิด มี 3 ประการ ดังนี้ 1) การพยายามติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องและส่งข้อความที่ไม่พึงประสงค์ทางออนไลน์ 2) การนำข้อมูลของเหยื่อไปใช้ในทางที่มิชอบ และ 3) การนำข้อมูลที่เฝ้าติดตามทางออนไลน์ไปสะกดรอยในทางกายภาพ สาเหตุหรือแรงจูงใจที่นำไปสู่การกระทำความผิด ดังนี้ 1) ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและการติดต่อเหยื่อได้โดยตรง 2) ความต้องการสร้างความสัมพันธ์บางประการ และ 3) ความโกรธแค้นเมื่อถูกปฏิเสธหรือความต้องการควบคุม พฤติกรรมของบุคคลที่นำไปสู่การตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ มี 2 ประการ ดังนี้ 1) การขาดความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ และ 2) ลักษณะทางกายภาพของเหยื่อ นอกจากนี้ผลการศึกษา สภาพปัญหาของการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ มี 4 ประการ ดังนี้ 1) การขาดความตระหนักรู้ 2) สภาพของเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต 3) การขาดกฎหมายหรือมาตรการเฉพาะที่ใช้กับการกระทำความผิด และ 4) ขาดบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะทาง สำหรับแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ ได้แก่ 1) การสอนมารยาทการใช้งานอินเทอร์เน็ต และสร้างความตระหนักรู้ในอันตรายจากการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแก่คนในสังคม 2) การเริ่มป้องกันจากตนเอง 3) การพัฒนาระบบกฎหมายและการบังคับใช้ และ 4) การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความชำนาญ และพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ช่วยสืบสวนการกระทำความผิดทางออนไลน์


แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน, ธัญชนก จ้อยสำเภา Jan 2024

แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน, ธัญชนก จ้อยสำเภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และสาเหตุการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันปราบปรามการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน โดยอาศัยข้อมูลจากการวิจัยเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ออกมาตรการทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย พนักงานธนาคาร และผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อบัญชีม้า มีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมทางการเงินและผลกระทบของการเป็นบัญชีม้า 2) การขาดการดูแลและคำแนะนำจากครอบครัว ทำให้เยาวชนถูกชักจูงได้ง่าย และ 3) แรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่เด็กและเยาวชนได้รับค่าตอบแทนเป็นที่น่าดึงดูด อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบทบาทผู้ปกครองและหน่วยงานรัฐในการให้ความรู้และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและครอบคลุม เช่น การจำกัดการเปิดบัญชีใหม่เพื่อป้องกันการกระทำผิด การวิจัยนี้เสนอแนวทางป้องกันเด็กและเยาวชนจากการตกเป็นเหยื่อบัญชีม้า โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับภัยที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการระวังภัยทางการเงินให้แก่เยาวชนอย่างเหมาะสมเพื่อเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนไทย


การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล Jan 2024

การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาความรุนแรงด้านอาวุธปืนของโลกในปัจจุบันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเหตุกราดยิงที่สามารถสร้างความเสียหายต่อการก่อเหตุหนึ่งครั้งได้อย่างรุนแรง ดังนั้น จึงได้นำมาสู่การศึกษาบริบทความรุนแรงของสถานการณ์กราดยิงและการควบคุมอาวุธปืน การศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนหลังเหตุกราดยิง และการศึกษามาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เหมาะสมกับไทย โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร กฎหมาย และมาตรการที่บังคับใช้ รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีขอบเขตการศึกษาในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์กราดยิงในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันในด้านจำนวน ความรุนแรง และมูลเหตุจูงใจ ในประเทศไทยมีเหตุกราดยิงเกิดขึ้นจำนวนกว่าความเข้าใจของสังคมที่มาจากการรายงานของสื่อ แตกต่างจาก สหรัฐอเมริกาที่กราดยิงเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรง ส่วนในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีมาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดหลังเหตุกราดยิง ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้จำนวนเหตุกราดยิงลดลง ขณะที่ประเทศไทยยังมีกฎหมายที่ล้าสมัยและขาดการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มาตรการควบคุมอาวุธปืนไม่สามารถลดความรุนแรงของเหตุการณ์ได้ โดยข้อเสนอแนวการควบคุมอาวุธปืนจะต้องปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนให้ทันสมัยและเข้มงวด อาทิ การตรวจสอบประวัติและสุขภาพจิตของผู้ขอใบอนุญาต และการจัดเก็บอาวุธในตู้เซฟที่มีระบบล็อกอัตโนมัติ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการแจ้งเบาะแสจากประชาชน และสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทย


กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย, พรทิภา หัสดี Jan 2024

กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย, พรทิภา หัสดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ต่อสถาบันครอบครัว และความรุนแรงในครอบครัว และศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้กระทำความรุนแรง และผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัว ตลอดจนศึกษาบทบาทการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคของกระบวนการยุติธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัวในการคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เพื่อความเข้าใจและพัฒนาแนวทางแก้ไขป้องกันความรุนแรงในครอบครัว โดยวิธีการในการดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน คือการวิจัยเชิงปริมาณผ่านการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย 400 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวซึ่งเป็นบิดามารดาหรือผู้ปกครอง และ ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ซึ่งเป็นบุตรหรือผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวผลการศึกษาพบว่าทัศนะของกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen-Z ส่วนใหญ่มีพื้นฐานความเชื่อ ค่านิยมต่าง ๆ เกี่ยวกับครอบครัวคล้ายกับคนในยุคก่อน โดยยังเห็นว่าครอบครัวมีความสำคัญ แต่มีการรับรู้ถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในครอบครัวที่ไม่ควรมีการละเมิดทั้งทางร่างกายและจิตใจเด่นชัดขึ้น และส่วนหนึ่งมีมุมมองสะท้อนให้เห็นภาพสถาบันครอบครัวที่แตกต่างออกไป เช่น บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย พ่อแม่ไม่ควรคาดหวังให้ลูกมาดูแลในวัยชรา เป็นต้น ซึ่งเป็นมุมมองไปทางเดียวกันกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวได้แสดงมุมมองต่อศาลหรือบุคคลในกระบวนการยุติธรรม สำหรับผู้กระทำความรุนแรงนั้น ส่วนใหญ่จะคิดว่าการกระทำของตนเองไม่เป็นความรุนแรง แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการและปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ออกเพื่อช่วยยับยั้งไม่ให้กระทำความรุนแรง และเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแล้ว ก็ยอมรับว่าช่วยให้สถานการณ์ในครอบครัวดีขึ้นสามารถเดินหน้าต่อไปได้ สะท้อนว่าบริบทของความรุนแรง ในครอบครัวได้เปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดใหม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในเรื่องนี้ต้องทบทวนและตระหนักถึงบริบทที่แปรเปลี่ยนไปดังกล่าวเพื่อสร้างสมดุลและสันติภาพภายในบ้าน อีกทั้งในระดับ มหภาคเพื่อช่วยกันรณรงค์ หรือกำหนดนโยบาย หรือกฎหมาย เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขไร้ความรุนแรงอย่างยั่งยืน


การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา Jan 2024

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) รวมถึงการระบุปัญหาและข้อจำกัดในการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเสนอแนะแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนนในบริบทของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้ทั้งการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ นักอาชญาวิทยา นักพัฒนาเทคโนโลยี AI นักวิชาการเทคโนโลยี AI และนักกฎหมายด้านเทคโนโลยี AI รวมจำนวน 13 คน ผลการวิจัยพบว่า AI ไปใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street crimes) ได้ 4 ประการ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูล จากกล้องวงจรปิด (CCTV Analytics) 2. การจดจำใบหน้า (Facial Recognition) 3. การติดตามยานพาหนะ (Vehicle Tracking) 4.การยับยั้งและข่มขู่ผู้กระทำความผิดด้วย การติดตั้งกล้องวงจรปิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เริ่มนำ AI มาใช้ในพื้นที่นำร่องบางแห่งในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้ขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในหลายด้านสำหรับการนำ AI มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรม การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมได้ดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง อีกทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ทำงานร่วมกับ AI ยังช่วยยับยั้งอาชญากรรมผ่านผลทางจิตวิทยาต่อผู้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยังมีปัญหาและข้อจำกัดสำคัญ เช่น ปัญหาอุปสรรคของการป้องกันอาชญากรรมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 1) ความแม่นยำของ AI 2) ด้านกฎหมาย งบประมาณในการติดตั้งระบบ AI และกล้องวงจรปิด การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงต่อการเกิดอคติ (bias) การวิจัยนี้จึงข้อเสนอแนะอาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดนโยบายในการวิเคราะห์สถิติการเกิดอาชญากรรมในแต่ละกองบังคับการตำรวจนครบาลและกำหนดพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงเพื่อทดลองใช้ AI ในการตรวจจับและป้องกันอาชญากรรม รวมทั้งการพัฒนาระบบ AI และการสร้างกรอบการทำงานที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการใช้งานอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในบริบทของการป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย


แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง, ศิริธร สมสุวรรณ Jan 2024

แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง, ศิริธร สมสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง”มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงในกรุงเทพมหานคร สาเหตุของปัญหาในการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง และแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง เป็นการวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณซึ่งใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร (อายุ 20 – 59 ปี) จำนวน 400 คน ร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 4 กลุ่ม ได้แก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรม องค์กรสาธารณะประโยชน์ด้านความปลอดภัยของผู้หญิง และผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร รวม 13 คนผลการศึกษา พบว่า ผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครมีผู้เคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมโดยตรง 3 ประเภท ได้แก่ อาชญากรรมทางเพศ อาชญากรรมต่อทรัพย์สิน และอาชญากรรมต่อชีวิตและร่างกาย ส่วนใหญ่มีการแจ้งความที่สถานีตำรวจ โดยสถานที่ที่พบอาชญากรรมมากที่สุด คือ ตรอก ซอย ถนน รองลงมาคือที่อยู่อาศัย และรถโดยสารสาธารณะ ส่วนใหญ่ได้รับแจ้งข่าวเหตุอาชญากรรมทาง Social media ซึ่งผู้หญิงต้องการให้แก้ไขปัญหาด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิดและไฟฟ้าส่องสว่างให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพิ่มกำลังตำรวจในการตรวจตรา และแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษที่รุนแรง โดยสาเหตุของปัญหาในการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงเกิดจากอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครมีจำกัด ศักยภาพและผู้ปฏิบัติไม่เพียงพอ การเติบโตของเมืองที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการ การบูรณาการระหว่างหน่วยงานไม่เข้มแข็ง ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สังคมขาดการสร้างความตระหนักรู้ถึงความปลอดภัยจากอาชญากรรม นโยบายรัฐด้านการดูแลความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงไม่ชัดเจน และทัศนคติทางสังคมมองว่าผู้หญิงถูกล่วงละเมิดเป็นเรื่องน่าอาย โดยมีแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง 6 แนวทาง เรียกว่า “IT-4E” ประกอบด้วย การบูรณาการการทำงานร่วมกัน (Integration) การนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการพัฒนาเมืองให้ปลอดภัย (Technology) การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ (Enforcement) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย (Environment) การให้การศึกษาและความตระหนักรู้ด้านภัยอาชญากรรม (Education) และการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน (Engagement) ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงประสบความสำเร็จ


การประทุษวาจาในสังคมออนไลน์ : กรณีศึกษาการประทุษวาจาที่มีต่อ “คนอีสาน” ของประเทศไทยในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก, จิรภัทร จ้างประเสริฐ Jan 2024

การประทุษวาจาในสังคมออนไลน์ : กรณีศึกษาการประทุษวาจาที่มีต่อ “คนอีสาน” ของประเทศไทยในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก, จิรภัทร จ้างประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท การสำรวจความคิดเห็นและผลกระทบ ตลอดจนการกำกับดูแลปัญหาและมาตรการในการลดปัญหาการประทุษวาจาในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับคนอีสานในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใช้งาน 50 คน ผ่านเครื่องมือแบบสอบถามในการเก็บข้อมูล วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เป็นผู้สร้างเนื้อหาดังกล่าวในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก กลุ่มผู้พบเห็นหรือได้รับผลกระทบ และ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการกำกับดูแล และ วิธีวิจัยชาติพันธุ์วรรณนาทางอินเตอร์เน็ต (Netnography) โดยคัดเลือกข้อความที่ได้จากการเข้าร่วมแบบไม่มีอคติ และ ไม่มีการแสดงความคิดเห็นหรือตั้งกระทู้ถามในเพจและกลุ่มที่เข้าร่วม ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัญหาการประทุษวาจาเกี่ยวกับคนอีสานเกิดจากปัจจัยหลักมาจากภาพจำที่มีต่อคนอีสาน การยั่วยุหรือการ “ปั่น” ทั้งจากผู้ใช้งานที่เป็นคนอีสานเพื่อความสนุกสนาน และ การขาดความภูมิใจในอัตลักษณ์ทางภูมิภาคความเป็นอีสาน รวมถึงปัจจัยทางออนไลน์ร่วมด้วย 2) รูปแบบของเพจหรือกลุ่มสาธารณะที่เกี่ยวกับการประทุษวาจาคนอีสานสามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ เพจหรือกลุ่มที่มีการนำเสนอเนื้อหาอย่างรุนแรง เพจหรือกลุ่มที่มีการนำเสนอการประทุษวาจาคนอีสานในบางครั้ง และ เพจหรือกลุ่มที่ไม่ได้มีการนำเสนอการประทุษวาจาคนอีสาน แต่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มองว่าเป็นการประทุษวาจาคนอีสาน 3) ความรู้สึกของคนอีสานที่พบเห็นเนื้อหาลักษณะดังกล่าว ส่วนหนึ่งอาจโมโหและตอบโต้กลับ บางส่วนมองว่าข้อความเหล่านี้ทำให้เกิดความเกลียดชังและการแบ่งแยกในสังคม 4) ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมไทยจากปัญหาดังกล่าวสามารถกระทบต่อผู้ใช้งานที่สร้างเนื้อหาอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้อ่านที่พบเห็นเนื้อหาอาจกระทบต่อจิตใจ และ อาจส่งผลกระทบทำให้สังคมเกิดอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังในอนาคตได้ 5) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่คัดมาจากการเข้าร่วมเพจและกลุ่มสาธารณะพบว่าส่วนใหญ่แสดงออกถึงข้อความเชิงลบ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความรู้สึกและก้าวร้าว และ บางข้อความมีการใช้ข้อความที่แสดงออกถึงการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ 6) มาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถกำกับดูแลปัญหาการประทุษวาจาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งยังมีประเด็นที่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ โดยการใช้ AI ในการติดตามเนื้อหาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาดังกล่าว 7) แนวทางที่เหมาะสมนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือ AI ในการจัดการปัญหาการประทุษวาจาในสื่อสังคมออนไลน์ คือ การสร้างความเข้าใจอันดีและยอมรับในความแตกต่างของคนในสังคม และสร้างมาตรการอื่นๆ ในการกำกับดูแลปัญหาการประทุษวาจาคนอีสานในสื่อสังคมออนไลน์ไทย


"เรือมืด" กับอาชญากรรมทางน้ำ: ปัญหาและแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ, ธรากร เลิศพรเจริญ Jan 2024

"เรือมืด" กับอาชญากรรมทางน้ำ: ปัญหาและแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ, ธรากร เลิศพรเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและรูปแบบของการนำเรือของกลางไปใช้ในการประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" แสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาในกระบวนการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ และศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำเพื่อป้องกันการนำไปใช้ประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำจำนวน 15 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร และกำหนดกรณีศึกษาเป็นเรือของกลางในคดีอาญาที่ 102/2567 จำนวน 3 ลำ ซึ่งสูญหายไปจากจุดจอดทอดสมอ และถูกนำไปใช้ประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" ผลการศึกษา สะท้อนให้เห็นว่า สภาพปัญหาการนำเรือของกลางไปใช้ก่ออาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" เกิดจากการอนุญาตให้ลูกเรือที่ได้รับการประกันตัวและปล่อยตัวชั่วคราวพักอาศัยในเรือของกลาง โดยขาดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดเพียงพอ ส่งผลให้เกิดรูปแบบของของการนำเรือของกลางไปใช้ก่ออาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ “เรือมืด” เพื่อลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อน สำหรับกระบวนการเก็บรักษาเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ พบข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ ด้านกายภาพ ด้านเวลาในการทำงานยามวิกาล ด้านทรัพยากรเครื่องมือและเทคโนโลยี ด้านจำนวนทรัพยากรบุคคล ด้านระบบการเก็บรักษาเรือของกลาง ด้านการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากร และด้านการประสานกับหน่วยงานภายนอก หากแต่กระบวนการจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำประสบปัญหาความล่าช้า สำหรับแนวทางการพัฒนาการเก็บรักษาเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ ควรจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงาน สนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยี เพิ่มบุคลากรและการจัดสรรงานที่เหมาะสม ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนแนวทางการจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำควรพิจารณาอนุญาตให้นำเรือของกลางไปใช้ประโยชน์ในภารกิจของกองบังคับการตำรวจน้ำระหว่างรอดำเนินการจำหน่าย เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกลับลอบนำไปใช้ก่ออาชญากรรมซ้ำในลักษณะ "เรือมืด


การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์, เชาวเจตน์ แสงศิริ Jan 2024

การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์, เชาวเจตน์ แสงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบอร์ดเกมบิงโกในการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ศึกษาความเข้าใจผิดของผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับอาชญากรรมดังกล่าว และศึกษาความพึงพอใจในการใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้เกี่ยวกับอาชญากรรม เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนและนักศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ใช้แบบทดสอบก่อนและหลังเล่นเกม พร้อมแบบวัดทัศนคติผลการศึกษา พบว่าผู้เข้าร่วมกลุ่มทดลองมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น โดยสามารถจดจำรูปแบบการกระทำผิดและกลวิธีการหลอกลวงได้อย่างถูกต้องมากขึ้น รวมถึงสามารถระบุผลกระทบและแนวทางการป้องกันตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเข้าใจผิดของผู้เข้าร่วมลดลง และมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการเรียนรู้ผ่านเกม โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นว่าเกมช่วยให้เรียนรู้ได้อย่างสนุกและเข้าใจง่ายขึ้นนอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบประเด็นด้านความพึงพอใจในการใช้บอร์ดเกมในการเรียนรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 3 ประการ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ผ่านการเล่น 2) ความสนุกและลดความตึงเครียดขณะเรียนรู้ และ 3) ความเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนผ่านสถานการณ์จำลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ 1) การส่งเสริมการนำบอร์ดเกมไปใช้ในบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลาย 2) การพัฒนาเกมให้ครอบคลุมสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง และ 3) การพัฒนาเครื่องมือวัดผลที่สามารถประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์และพฤติกรรมการป้องกันตนเองในระยะยาวได้


ประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติดในทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์, ธีรศาสตร์ ภู่เจริญ Jan 2024

ประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติดในทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์, ธีรศาสตร์ ภู่เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่มีต่อประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติด 2) ประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดี ยาเสพติดในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ต้องขังคดียาเสพติดในทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ที่เกี่ยวข้อง และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติด เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่รับผิดชอบโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังจากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ จำนวน 121 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ เชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของโปรแกรมในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย (x̄=3.85) โดยด้านทักษะของวิทยากรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄=4.19) ขณะที่ด้านความพร้อมด้านทรัพยากรมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (x̄=3.45) สำหรับประสิทธิภาพของโปรแกรมในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมผู้ต้องขังอยู่ในระดับเห็นด้วย (x̄=4.02) โดยการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นคือผู้ต้องขังมีเป้าหมายและแรงจูงใจในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเมื่อพ้นโทษ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิภาพของโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ...


การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก, ยศศักดิ์ นะเสือ Jan 2024

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก, ยศศักดิ์ นะเสือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการค้ามนุษย์ในกรณีชาวต่างชาติที่ถูกหลอกไปทำงานในเมียนมา วิเคราะห์สภาพปัญหาในการบูรณาการการคุ้มครองผู้เสียหาย และนำเสนอแนวทางพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมให้สอดคล้องกับมาตรการ NRM โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคประชาสังคม รวมทั้งวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการความร่วมมือยังขาดความชัดเจนทั้งด้านโครงสร้างการประสานงาน บทบาทหน้าที่ การแบ่งปันข้อมูล และการตีความสถานะผู้เสียหาย โดยเฉพาะกรณี forced criminality ที่มีลักษณะซับซ้อนและข้ามพรมแดน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ขาดแนวทางประเมินที่ครอบคลุม นำไปสู่ความล่าช้า ความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ และความเสี่ยงที่ผู้เสียหายจะถูกปฏิบัติในฐานะผู้กระทำผิด แทนที่จะได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การจัดทำแนวทางคัดแยกผู้เสียหายที่คำนึงถึงบริบท forced criminality โดยเน้นหลักการไม่ลงโทษผู้เสียหาย (non-punishment principle) และการสร้างเครื่องมือประเมินที่ใช้ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาฐานข้อมูลกลางที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดความซ้ำซ้อน รวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในทุกระดับ ทั้งนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้เสียหายให้สอดคล้องกับบริบทอาชญากรรมข้ามชาติและหลักสิทธิมนุษยชนสากล


แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม Jan 2024

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบวิธีการหลอกลวง สภาพปัญหาในการป้องกันและปราบปราม และแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ปฏิบัติงานและทำคดีอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทดังกล่าว จำนวน 7 คน แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกลุ่มที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลการศึกษาพบว่า การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์มีรูปแบบที่สำคัญ คือ การกระทำความผิดฐานฉ้อโกง โดยใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งอาชญากรจะพัฒนากลวิธีและกลอุบายในการหลอกลวงโดยอาศัยความก้าวหน้าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิธีการหลอกลวงอยู่เสมอ แต่ทุกวิธีการหลอกลวงล้วนแล้วอยู่บนพื้นฐานของการฉ้อโกงผ่านช่องทางออนไลน์และไม่มีเจตนาที่จะทำการซื้อขายมาตั้งแต่ต้น โดยสามารถแบ่งวิธีการหลอกลวงเป็น 5 ลักษณะ คือ หลอกลวงขายสินค้าปลอม หลอกลวงขายสินค้าโดยส่งมอบสินค้าที่ผิดประเภทหรือสินค้าอย่างอื่น หลอกลวงขายสินค้าแต่ไม่มีการส่งมอบสินค้า หลอกลวงโดยแอบอ้างว่าเป็นร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่มีอยู่จริง และหลอกลวงขายสินค้าโดยทำตัวเป็นคนกลาง ซึ่งจากการศึกษาพบปัญหาในการป้องกันและปราบปรามอยู่ 4 ประการ ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ปัญหาเกี่ยวกับการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ ได้แก่ บูรณาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน บริหารจัดการและกำหนดมาตรการสำหรับบัญชีธนาคารที่ถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า กำกับดูแลการซื้อขายสินค้าออนไลน์จากภาครัฐ จัดระเบียบการใช้งานสื่อออนไลน์เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เสริมสร้างศักยภาพในการสืบสวนและติดตามผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ในกรณีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ และสามารถลดจำนวนการกระทำความผิดในลักษณะนี้ได้


การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์ Jan 2024

การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) แนวทางที่เหมาะสมในการรับมือ และแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมที่เกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) คัดเลือกผูู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ได้แก่ นักบินตำรวจ 1 ท่าน สำนักงานการบินพลเรือน (CAAT) 1 ท่าน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 1 ท่าน อัยการ 2 ท่าน และประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) 1 ท่าน โดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และพรรณนาถึงประเด็นต่างๆ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) ปัญหา รูปแบบ และวิธีการของการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่พบในประเทศไทย พบว่าเริ่มมีการกระทำผิด ซึ่งการกระทำผิดนั้นไม่สามารถระบุตัวตนของผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และมีการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยการกระทำผิดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และรุกล้ำพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งยังไม่สามารถเอาผิดได้ จึงทำให้ทราบเพียงว่ามีการกระทำผิด (2) การรับมือเบื้องต้น ปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่เรียกว่า Anti Drone ซึ่งอยู่ในการดูแลของทหาร เแต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ (3) แนวทางการป้องกันการกระทำผิด พบว่ายังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ทำให้การกระทำผิดยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรมีหน่วยงานควบคุมดูแลอย่างจริงจัง และออกกฎหรือข้อบังคับเป็นแนวทางเดียวกัน ข้อเสนอแนะ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับหน่วยงานหรือศูนย์ที่จะดูแล ออกกฎหมายหรือนโยบาย จัดการและบริหารควบคุมให้มากขึ้น รวมถึงควรมีการกำหนดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจน


แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร Jan 2024

แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ศึกษากรณีแนวปฏิบัติของต่างประเทศที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง และพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 19 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร โดยกำหนดกรณีศึกษาเป็นทัณฑสถานหญิงกลางซึ่งเป็นสถานที่คุมขังแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มทดลองนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ผลการศึกษา พบว่าการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง เผชิญกับสภาพปัญหา ได้แก่ การไม่สามารถดำเนินการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนประเภทรับสัมผัสเต็มรูปแบบที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต และการออกแบบเนื้อหาสถานการณ์เสมือนจริง และข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต ความครอบคลุมและความหลากหลายของเนื้อหาในสถานการณ์เสมือนจริง การคัดเลือกผู้ต้องขัง การขาดการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน ขณะที่กรณีศึกษาจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศสเปน ประเทศนิวซีแลนด์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการประยุกต์ใช้สำหรับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งนี้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางครอบคลุม ได้แก่ การพัฒนารูปแบบการเชื่อมต่อเนื้อหาของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง การพัฒนาการออกแบบเนื้อหาให้มีความครอบคลุมและหลากหลายมากยิ่งขึ้น การพัฒนาการคัดเลือกผู้ต้องขัง การพัฒนาการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการพัฒนาการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน


การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน Jan 2024

การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่ชายแดนถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนแอ (Vulnerable zone) ที่มักได้รับความเสี่ยงจากภัยคุกคามหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน นักท่องเที่ยว ตลอดจนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายอาศัย “ความเปราะบาง ด้านความมั่นคง” (Security vulnerability) เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมซึ่งสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่และในประเทศอย่างยิ่งยวด ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งวิเคราะห์อาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของปัญหา รูปแบบ ลักษณะ สาเหตุ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างตระหนักรู้แก่สังคม โดยการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศ ได้แก่ เอกสาร ข่าวสาร กฎหมาย มาตรการภาครัฐ นโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่แม่สอดและประเทศเพื่อนบ้าน ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนมีความจำเพาะเจาะจงเนื่องด้วยบริบทของพื้นที่ บริบทความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และนำไปสู่อาชญากรรมสำคัญ ได้แก่ อาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมคอปกขาว การลักลอบเข้าเมืองทั้งคนและสินค้า ยาเสพติด ลักลอบนำพาแรงงาน และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ภูมิประเทศ สถานการณ์การเมืองเมียนมา มาตรการและนโยบายภาครัฐ และพบว่าอาชญากรรมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยแบบองค์รวม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างเรื้อรังและรุนแรง


ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช Jan 2024

ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ องค์ประกอบ และกระบวนการก่อรูปของทุนทางสังคมภายในชุมชนวัดปุรณาวาสตลอดจนศึกษาแนวทางการนำทุนทางสังคมมาใช้ในการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทุนทางสังคมของชุมชนวัดปุรณาวาสมีความเข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติที่แน่นแฟ้น ประชาชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีการถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่นผ่านกลุ่มอายุที่หลากหลายซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ องค์ประกอบของทุนทางสังคมในชุมชนดังกล่าว มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มและเครือข่ายภายในชุมชนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) ความไว้วางใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สร้างความมั่นคงในระดับฐานราก (3) การดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (4) การจัดการด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ (5) การทำงานร่วมกันทางสังคมที่เน้นการเกื้อกูล และ (6) การเสริมอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนผ่านเวทีประชาคม ทั้งนี้กระบวนการก่อรูปทุนทางสังคมของชุมชนดังกล่าวเกิดจากการประสานระหว่างโครงสร้างภายในที่มีคณะกรรมการชุมชนเป็นศูนย์กลาง และกลไกความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีรากฐานจากความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดระบบบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน จำนวน 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมการชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครและระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม (3) การสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ (4) การสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการดูแลกลุ่มเสี่ยงและเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา (5) การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกสำหรับเยาวชน (6) การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับการพัฒนาอาชีพ (7) การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม (8) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านทรัพยากร อาชีพ และจิตวิทยา (9) การเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางสังคม (10) การเปิดเวทีประชาธิปไตยให้ชาวบ้านร่วมกำหนดนโยบายในระดับชุมชน (11) การเจรจากับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานป้องกัน (12) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเครือข่าย โดยแนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของทุนทางสังคมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน


การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ Jan 2024

การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์


แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย Jan 2024

แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมดังกล่าว และแนวทางการป้องกันการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 20 ราย และ 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ พนักงานอัยการฯ พนักงานสอบสวนฯ นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง และนักวิชาการฯ จำนวน 8 ราย ผลการศึกษาพบว่า เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดมีอายุระหว่าง 13–17 ปี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง และมีประวัติกระทำผิดเป็นครั้งแรก อีกทั้งบางรายมีแนวโน้มพกพาอาวุธปืนต่อเนื่องและใช้อาวุธปืน ในการก่อเหตุ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อขายจากกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ การประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเองและการยืมจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมักเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ที่ไม่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการป้องกันตัวจากภัยคุกคาม ข่มขู่คู่อริหรือปกป้องเพื่อน ค่านิยมในกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ ความชื่นชอบส่วนตัว และการขาดความเข้าใจในบทลงโทษทางกฎหมาย โดยพฤติกรรมการพกพาอาวุธ 4 รูปแบบ ได้แก่ การพกพาเป็นประจำ การพกพาอาวุธปืนเป็นครั้งคราว การพกพาเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ และการพกพาเพียงครั้งเดียวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ทั้งนี้ แรงจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยพบว่า แรงจูงใจด้านความต้องการความมั่นคงปลอดภัยมักพบในกลุ่มที่เคยถูกคุกคามหรือมีปัญหากับคู่อริ แรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกี่ยวข้องกับความพยายามได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ขณะที่แรงจูงใจด้านการได้รับการยกย่อง มักสัมพันธ์กับความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจ ความกล้า หรือความโดดเด่นในกลุ่ม นอกจากนี้แนวทางการป้องกันที่ได้จากการศึกษานี้ชี้ว่า ควรเน้นมาตรการ เชิงบูรณาการ อาทิ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และ การสื่อสารในครอบครัว การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมทักษะชีวิต การใช้กลไกชุมชนในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การควบคุมช่องทางการเข้าถึงอาวุธออนไลน์อย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน


สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง Jan 2024

สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยโดยเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อหาแนวทางการพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) รวบรวมข้อมูลจาก กฎหมาย บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานวิจัย ข่าวสาร สถิติ และงานวิจัยในฐานข้อมูลวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2567 และใช้วิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) และสรุปข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) บนพื้นฐานของทฤษฎีอาชญาวิทยาและแนวคิดการป้องกันความรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึงการแพร่กระจายของอาวุธเถื่อน ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและคู่สมรส ปัญหาสุขภาพจิตและการควบคุมอารมณ์ ตลอดจนค่านิยมและความเชื่อที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนและความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนกับต่างประเทศ พบว่าประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนน้อย เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร มีมาตรการทางกฎหมายอาวุธปืนที่เข้มงวด มีระบบคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืนที่ละเอียด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับประเทศที่เคยเผชิญปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน เช่น ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็มีมาตรการสำคัญที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การนิรโทษกรรมและซื้อคืนอาวุธปืนจากประชาชน การจำกัดการถือครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แม้ประสบปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนสูง แต่มีการพัฒนามาตรการที่น่าสนใจ เช่น กฎหมายธงแดง (Red Flag Laws) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หรือศาลสั่งยึดอาวุธปืนจากบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดก่อนการซื้ออาวุธปืน (Background Checks) จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย ที่ครอบคลุมการป้องกันทั้งขั้นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ได้แก่ การสร้างค่านิยมใหม่ในสังคมไทย โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ยกย่องการใช้อาวุธปืนผ่านระบบการศึกษาและการรณรงค์ในสื่อสาธารณะ การปรับปรุงกฎหมายและระบบการอนุญาต การควบคุมอาวุธปืนอย่างรัดกุม ตลอดจนการพัฒนาแนวทางคัดกรองและติดตามบุคคลที่ครอบครองอาวุธปืนเพื่อป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างยั่งยืน


การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล Jan 2024

การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อย (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่เรือนจำ เครือข่ายภายนอก และผู้พ้นโทษ โดยใช้กรอบแนวคิดเชิงระบบเป็นโครงสร้างการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเตรียมความพร้อมฯ มีความเป็นระบบ ประกอบด้วยขั้นตอนคัดกรอง ฝึกอบรมทักษะชีวิต วิชาชีพ การศึกษา พัฒนาด้านจิตใจ และการติดตามผลหลังปล่อยตัว โดยมีปัจจัยนำเข้า ได้แก่ นโยบายระดับกรม บุคลากร งบประมาณ และเครือข่ายภายนอก ผลลัพธ์พบว่าผู้ต้องขังมีความพร้อมด้านทักษะและทัศนคติที่ดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำไปใช้จริงหลังพ้นโทษ ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ การปรับตัวสู่สังคมได้ดีขึ้นและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ส่วนผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ การขาดการยอมรับจากสังคม และการว่างงานหลังปล่อย ปัญหาอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอ บุคลากรจำกัด หลักสูตรไม่ทันสมัย และอุปกรณ์ฝึกอาชีพขาดแคลน ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตรทักษะดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม และการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกเรือนจำ