Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Arts and Humanities (21352)
- Education (13350)
- Race and Ethnicity (11604)
- Criminology (10624)
- Law (10393)
-
- Communication (9950)
- Family, Life Course, and Society (9911)
- History (9425)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (9120)
- Legal Studies (8632)
- Civic and Community Engagement (8511)
- Criminology and Criminal Justice (8302)
- Medicine and Health Sciences (8000)
- Gender and Sexuality (7751)
- Politics and Social Change (7220)
- Criminal Law (7051)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (6179)
- Psychology (6141)
- Demography, Population, and Ecology (5920)
- Political Science (5701)
- Inequality and Stratification (5474)
- Journalism Studies (5313)
- Public Health (4935)
- Anthropology (4903)
- International and Area Studies (4765)
- Educational Administration and Supervision (4705)
- Quantitative, Qualitative, Comparative, and Historical Methodologies (4530)
- Higher Education Administration (4285)
- Institution
-
- Northwestern Pritzker School of Law (6421)
- Western Kentucky University (5266)
- Brigham Young University (3057)
- University of Nebraska - Lincoln (3006)
- Nova Southeastern University (2953)
-
- Population Council (2405)
- SIT Graduate Institute/SIT Study Abroad (2230)
- University of Nebraska at Omaha (2170)
- University of Massachusetts Boston (2099)
- Virginia Commonwealth University (2015)
- City University of New York (CUNY) (1923)
- University of Nevada, Las Vegas (1835)
- Western Michigan University (1831)
- St. Mary's University (1506)
- Portland State University (1146)
- Singapore Management University (1119)
- Wilfrid Laurier University (1074)
- Cal Poly Humboldt (1040)
- University of North Alabama (1008)
- University of Kentucky (927)
- Lingnan University (926)
- Old Dominion University (884)
- University of North Florida (855)
- Walden University (819)
- Chulalongkorn University (809)
- Utah State University (771)
- Technological University Dublin (765)
- University of New Hampshire (760)
- Ateneo de Manila University (725)
- Brigham Young University - Hawaii (719)
- Keyword
-
- Western Kentucky University (4437)
- English (2120)
- African Americans (2033)
- Blacks (1839)
- Athletics (1764)
-
- Alumni (1558)
- Faculty (1493)
- Events (1481)
- Athletics (WKU) (1421)
- Gender (1379)
- Staff (1307)
- Service learning (1166)
- Education (1144)
- Fraternities & Sororities (1063)
- Student Government Association (WKU) (1040)
- Newspaper (975)
- Florence (970)
- Flor-Ala (969)
- Florala (969)
- UNA (969)
- Women (948)
- Race (884)
- Book review (852)
- Students (822)
- Dr. Edna Louise Saffy Collection (688)
- Personal Papers (687)
- Sociology (671)
- Higher education (601)
- Reproductive Health (583)
- COVID-19 (567)
- Publication Year
- Publication
-
- Journal of Criminal Law and Criminology (6409)
- WKU Administration Documents (4372)
- The Qualitative Report (2678)
- Independent Study Project (ISP) Collection (1972)
- The Rattler (Previous issues) (1404)
-
- Theses and Dissertations (1334)
- Reproductive Health (1109)
- The Bridge (1073)
- The Journal of Sociology & Social Welfare (1018)
- Electronic Theses and Dissertations (975)
- Poverty, Gender, and Youth (946)
- Department of Sociology: Faculty Publications (822)
- Dissertations (796)
- Explorations in Sights and Sounds (765)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (735)
- Pacific Studies (719)
- Saffy Collection - All Textual Materials (688)
- Publications and Research (681)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (615)
- Publications (613)
- Research Collection School of Social Sciences (609)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (608)
- Philippine Studies: Historical and Ethnographic Viewpoints (595)
- Masters Theses (562)
- Dissertations and Theses (527)
- Explorations in Ethnic Studies (524)
- Theses Digitization Project (502)
- Journal of International and Global Studies (497)
- Journal of Rural Social Sciences (469)
- Comparative Civilizations Review (459)
- Publication Type
Articles 8731 - 8760 of 87093
Full-Text Articles in Sociology
การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์
การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) แนวทางที่เหมาะสมในการรับมือ และแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมที่เกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) คัดเลือกผูู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ได้แก่ นักบินตำรวจ 1 ท่าน สำนักงานการบินพลเรือน (CAAT) 1 ท่าน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 1 ท่าน อัยการ 2 ท่าน และประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) 1 ท่าน โดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และพรรณนาถึงประเด็นต่างๆ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) ปัญหา รูปแบบ และวิธีการของการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่พบในประเทศไทย พบว่าเริ่มมีการกระทำผิด ซึ่งการกระทำผิดนั้นไม่สามารถระบุตัวตนของผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และมีการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยการกระทำผิดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และรุกล้ำพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งยังไม่สามารถเอาผิดได้ จึงทำให้ทราบเพียงว่ามีการกระทำผิด (2) การรับมือเบื้องต้น ปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่เรียกว่า Anti Drone ซึ่งอยู่ในการดูแลของทหาร เแต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ (3) แนวทางการป้องกันการกระทำผิด พบว่ายังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ทำให้การกระทำผิดยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรมีหน่วยงานควบคุมดูแลอย่างจริงจัง และออกกฎหรือข้อบังคับเป็นแนวทางเดียวกัน ข้อเสนอแนะ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับหน่วยงานหรือศูนย์ที่จะดูแล ออกกฎหมายหรือนโยบาย จัดการและบริหารควบคุมให้มากขึ้น รวมถึงควรมีการกำหนดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจน
แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร
แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ศึกษากรณีแนวปฏิบัติของต่างประเทศที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง และพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 19 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร โดยกำหนดกรณีศึกษาเป็นทัณฑสถานหญิงกลางซึ่งเป็นสถานที่คุมขังแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มทดลองนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ผลการศึกษา พบว่าการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง เผชิญกับสภาพปัญหา ได้แก่ การไม่สามารถดำเนินการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนประเภทรับสัมผัสเต็มรูปแบบที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต และการออกแบบเนื้อหาสถานการณ์เสมือนจริง และข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต ความครอบคลุมและความหลากหลายของเนื้อหาในสถานการณ์เสมือนจริง การคัดเลือกผู้ต้องขัง การขาดการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน ขณะที่กรณีศึกษาจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศสเปน ประเทศนิวซีแลนด์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการประยุกต์ใช้สำหรับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งนี้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางครอบคลุม ได้แก่ การพัฒนารูปแบบการเชื่อมต่อเนื้อหาของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง การพัฒนาการออกแบบเนื้อหาให้มีความครอบคลุมและหลากหลายมากยิ่งขึ้น การพัฒนาการคัดเลือกผู้ต้องขัง การพัฒนาการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการพัฒนาการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน
Crisis Migration In Sri Lanka: Analyzing The Governance Of Transnational Actors In The Context Of War And Financial Crisis, Dolewaththa Gamage Niruka Sanjeewani
Crisis Migration In Sri Lanka: Analyzing The Governance Of Transnational Actors In The Context Of War And Financial Crisis, Dolewaththa Gamage Niruka Sanjeewani
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Crisis migration has become a critical issue in Sri Lanka due to the war and ongoing financial crisis. Drawing from this understanding, the research investigates crisis migration in Sri Lanka through five distinct chapters. The first chapter offers an overview of the entire research. The second chapter examines the evolution of classical humanitarianism and its shift towards new humanitarianism in the context of war in Sri Lanka. It focuses primarily on Tamil refugees in India and their repatriations from India to Sri Lanka. The third chapter examines the transnational spaces of the Tamil diaspora. The chapter elaborates on their involvement …
การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน
การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ชายแดนถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนแอ (Vulnerable zone) ที่มักได้รับความเสี่ยงจากภัยคุกคามหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน นักท่องเที่ยว ตลอดจนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายอาศัย “ความเปราะบาง ด้านความมั่นคง” (Security vulnerability) เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมซึ่งสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่และในประเทศอย่างยิ่งยวด ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งวิเคราะห์อาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของปัญหา รูปแบบ ลักษณะ สาเหตุ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างตระหนักรู้แก่สังคม โดยการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศ ได้แก่ เอกสาร ข่าวสาร กฎหมาย มาตรการภาครัฐ นโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่แม่สอดและประเทศเพื่อนบ้าน ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนมีความจำเพาะเจาะจงเนื่องด้วยบริบทของพื้นที่ บริบทความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และนำไปสู่อาชญากรรมสำคัญ ได้แก่ อาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมคอปกขาว การลักลอบเข้าเมืองทั้งคนและสินค้า ยาเสพติด ลักลอบนำพาแรงงาน และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ภูมิประเทศ สถานการณ์การเมืองเมียนมา มาตรการและนโยบายภาครัฐ และพบว่าอาชญากรรมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยแบบองค์รวม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างเรื้อรังและรุนแรง
ความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน - ใช้ชีวิต: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างคนที่ทำงานในองค์การแนวระนาบกับคนทำงานไร้องค์การในกรุงเทพมหานคร, สุรเชษฏ์ คงเสงี่ยมวงศ์
ความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน - ใช้ชีวิต: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างคนที่ทำงานในองค์การแนวระนาบกับคนทำงานไร้องค์การในกรุงเทพมหานคร, สุรเชษฏ์ คงเสงี่ยมวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน-ใช้ชีวิต (Work-Life Balance) ผ่านการเปรียบเทียบประสบการณ์ของคนทำงานในองค์การแนวระนาบ (Heterarchical Organization) และคนทำงานไร้องค์การ (Freelancers) ในกรุงเทพมหานคร งานวิจัยใช้แนวทางชาติพันธุ์วรรณนาเชิงผัสสะ (Sensory Ethnography) และทฤษฎีปฏิบัตินิยมฝรั่งเศส (French Pragmatism) เพื่อวิเคราะห์ว่าผัสสะในสถานที่ทำงานมีส่วนต่อการตระหนักรู้และจัดการตนเองอย่างไร นำไปสู่การสร้าง Work-Life Balance แบบเฉพาะบุคคล ผู้วิจัยเสนอแนวคิด “ผู้ประกอบการเชิงผัสสะ” เพื่ออธิบายรูปแบบของแรงงานที่ไม่ได้มุ่งแต่ผลกำไร แต่ใช้ความรู้สึก อารมณ์ และสัญชาตญาณในการบริหารชีวิตการทำงาน วิทยานิพนธ์เสนอว่าสภาพแวดล้อมขององค์การและความยืดหยุ่นของฟรีแลนซ์ต่างมีผลต่อรูปแบบการสร้างสมดุลในชีวิตในเชิงวัฒนธรรม ผลการศึกษานี้มีนัยสำคัญต่อการออกแบบนโยบายและสภาพแวดล้อมการทำงานในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรุงเทพมหานคร ในศตวรรษที่ 21
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ องค์ประกอบ และกระบวนการก่อรูปของทุนทางสังคมภายในชุมชนวัดปุรณาวาสตลอดจนศึกษาแนวทางการนำทุนทางสังคมมาใช้ในการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทุนทางสังคมของชุมชนวัดปุรณาวาสมีความเข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติที่แน่นแฟ้น ประชาชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีการถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่นผ่านกลุ่มอายุที่หลากหลายซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ องค์ประกอบของทุนทางสังคมในชุมชนดังกล่าว มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มและเครือข่ายภายในชุมชนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) ความไว้วางใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สร้างความมั่นคงในระดับฐานราก (3) การดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (4) การจัดการด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ (5) การทำงานร่วมกันทางสังคมที่เน้นการเกื้อกูล และ (6) การเสริมอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนผ่านเวทีประชาคม ทั้งนี้กระบวนการก่อรูปทุนทางสังคมของชุมชนดังกล่าวเกิดจากการประสานระหว่างโครงสร้างภายในที่มีคณะกรรมการชุมชนเป็นศูนย์กลาง และกลไกความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีรากฐานจากความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดระบบบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน จำนวน 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมการชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครและระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม (3) การสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ (4) การสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการดูแลกลุ่มเสี่ยงและเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา (5) การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกสำหรับเยาวชน (6) การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับการพัฒนาอาชีพ (7) การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม (8) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านทรัพยากร อาชีพ และจิตวิทยา (9) การเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางสังคม (10) การเปิดเวทีประชาธิปไตยให้ชาวบ้านร่วมกำหนดนโยบายในระดับชุมชน (11) การเจรจากับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานป้องกัน (12) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเครือข่าย โดยแนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของทุนทางสังคมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมดังกล่าว และแนวทางการป้องกันการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 20 ราย และ 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ พนักงานอัยการฯ พนักงานสอบสวนฯ นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง และนักวิชาการฯ จำนวน 8 ราย ผลการศึกษาพบว่า เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดมีอายุระหว่าง 13–17 ปี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง และมีประวัติกระทำผิดเป็นครั้งแรก อีกทั้งบางรายมีแนวโน้มพกพาอาวุธปืนต่อเนื่องและใช้อาวุธปืน ในการก่อเหตุ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อขายจากกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ การประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเองและการยืมจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมักเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ที่ไม่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการป้องกันตัวจากภัยคุกคาม ข่มขู่คู่อริหรือปกป้องเพื่อน ค่านิยมในกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ ความชื่นชอบส่วนตัว และการขาดความเข้าใจในบทลงโทษทางกฎหมาย โดยพฤติกรรมการพกพาอาวุธ 4 รูปแบบ ได้แก่ การพกพาเป็นประจำ การพกพาอาวุธปืนเป็นครั้งคราว การพกพาเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ และการพกพาเพียงครั้งเดียวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ทั้งนี้ แรงจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยพบว่า แรงจูงใจด้านความต้องการความมั่นคงปลอดภัยมักพบในกลุ่มที่เคยถูกคุกคามหรือมีปัญหากับคู่อริ แรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกี่ยวข้องกับความพยายามได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ขณะที่แรงจูงใจด้านการได้รับการยกย่อง มักสัมพันธ์กับความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจ ความกล้า หรือความโดดเด่นในกลุ่ม นอกจากนี้แนวทางการป้องกันที่ได้จากการศึกษานี้ชี้ว่า ควรเน้นมาตรการ เชิงบูรณาการ อาทิ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และ การสื่อสารในครอบครัว การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมทักษะชีวิต การใช้กลไกชุมชนในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การควบคุมช่องทางการเข้าถึงอาวุธออนไลน์อย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน
สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง
สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยโดยเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อหาแนวทางการพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) รวบรวมข้อมูลจาก กฎหมาย บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานวิจัย ข่าวสาร สถิติ และงานวิจัยในฐานข้อมูลวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2567 และใช้วิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) และสรุปข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) บนพื้นฐานของทฤษฎีอาชญาวิทยาและแนวคิดการป้องกันความรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึงการแพร่กระจายของอาวุธเถื่อน ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและคู่สมรส ปัญหาสุขภาพจิตและการควบคุมอารมณ์ ตลอดจนค่านิยมและความเชื่อที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนและความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนกับต่างประเทศ พบว่าประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนน้อย เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร มีมาตรการทางกฎหมายอาวุธปืนที่เข้มงวด มีระบบคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืนที่ละเอียด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับประเทศที่เคยเผชิญปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน เช่น ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็มีมาตรการสำคัญที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การนิรโทษกรรมและซื้อคืนอาวุธปืนจากประชาชน การจำกัดการถือครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แม้ประสบปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนสูง แต่มีการพัฒนามาตรการที่น่าสนใจ เช่น กฎหมายธงแดง (Red Flag Laws) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หรือศาลสั่งยึดอาวุธปืนจากบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดก่อนการซื้ออาวุธปืน (Background Checks) จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย ที่ครอบคลุมการป้องกันทั้งขั้นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ได้แก่ การสร้างค่านิยมใหม่ในสังคมไทย โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ยกย่องการใช้อาวุธปืนผ่านระบบการศึกษาและการรณรงค์ในสื่อสาธารณะ การปรับปรุงกฎหมายและระบบการอนุญาต การควบคุมอาวุธปืนอย่างรัดกุม ตลอดจนการพัฒนาแนวทางคัดกรองและติดตามบุคคลที่ครอบครองอาวุธปืนเพื่อป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างยั่งยืน
การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล
การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อย (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่เรือนจำ เครือข่ายภายนอก และผู้พ้นโทษ โดยใช้กรอบแนวคิดเชิงระบบเป็นโครงสร้างการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเตรียมความพร้อมฯ มีความเป็นระบบ ประกอบด้วยขั้นตอนคัดกรอง ฝึกอบรมทักษะชีวิต วิชาชีพ การศึกษา พัฒนาด้านจิตใจ และการติดตามผลหลังปล่อยตัว โดยมีปัจจัยนำเข้า ได้แก่ นโยบายระดับกรม บุคลากร งบประมาณ และเครือข่ายภายนอก ผลลัพธ์พบว่าผู้ต้องขังมีความพร้อมด้านทักษะและทัศนคติที่ดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำไปใช้จริงหลังพ้นโทษ ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ การปรับตัวสู่สังคมได้ดีขึ้นและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ส่วนผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ การขาดการยอมรับจากสังคม และการว่างงานหลังปล่อย ปัญหาอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอ บุคลากรจำกัด หลักสูตรไม่ทันสมัย และอุปกรณ์ฝึกอาชีพขาดแคลน ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตรทักษะดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม และการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกเรือนจำ
การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี
การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท”มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 2) เพื่อศึกษานโยบายการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาล พญาไท 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 4) เพื่อศึกษาหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยใช้การวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ การวิจัยเชิงสัมภาษณ์ (In-Deph Interview) แบบกึ่งโครงสร้าง และ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติหลายประการ แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าใจบทบาทของตนเองและพยายามปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ แต่ยังขาดเครื่องมือสนับสนุน ความชัดเจนของระบบรางวัล และการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ในด้านนโยบาย พบว่า แนวนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกนำมาใช้เป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของสถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยเน้นการป้องกันเหตุ การควบคุมพื้นที่เสี่ยง และการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าการถ่ายทอดนโยบายสู่ระดับปฏิบัติการยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในเรื่องของทรัพยากรและการกำกับติดตาม สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การขาดบุคลากร อุปกรณ์ และเครื่องมือที่จำเป็น การขาดระบบสนับสนุนจากส่วนกลาง และการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่ยังไม่คล่องตัวเพียงพอ ส่วนแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพ ควรมีการฝึกอบรมเสริมทักษะด้านภาษาและการรับมือเหตุฉุกเฉิน การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการลาดตระเวนและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ
ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม สภาพปัญหาในการดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท การศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดชัยนาทและผู้อำนวยการด้านพัฒนาพฤตินิสัยที่ดูแลเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 2) ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ต้องขังเกี่ยวกับการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 3) ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 4) ผู้พ้นโทษที่ได้นำเอาความรู้และทักษะจากการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมจากเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท ไปปรับใช้ 5) ผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้างานฝึกวิชาชีพ กรมราชทัณฑ์ และ 6) ผู้บริหารระดับสูง (ดูแลด้านพัฒนา พฤตินิสัย) กรมราชทัณฑ์ ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราว เขาพลองมุ่งเน้นที่ตัวของผู้ต้องขังเป็นสำคัญตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก มีการพิจารณาภูมิหลัง ทักษะ อาชีพที่เคยประกอบ ตลอดจนความสมัครใจของผู้ต้องขัง โดยรูปแบบของการฝึกเป็นไปในลักษณะของ “ครูพาทำ” และการอบรมจากหน่วยงานภายนอก มีการติดตามผลการอบรมในรูปแบบของการมอบหมายภารกิจ เพื่อวัดความเข้าใจของผู้ต้องขังในเรื่องที่ได้รับการอบรมไป การดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองปรากฏสภาพปัญหาในด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ ด้านงบประมาณ ด้านอุปกรณ์ ด้านบุคลากร ด้านหลักสูตรและรูปแบบการฝึก ด้านผู้ต้องขัง ด้านระยะเวลา และด้านการประชาสัมพันธ์ แนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ เพื่อสร้างเครือข่ายการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน สามารถพัฒนาเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง บุคลากร หลักสูตรการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนผู้ต้องขัง ให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติผ่านช่องทางการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และเสนอแนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงาน ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์ (Interview Guide) เป็นเครื่องมือหลัก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นปัญหาและอุปสรรคที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบการลักลอบ อุปสรรคด้านการประสานงานและระบบข่าวกรอง และข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงอิทธิพลของบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติด นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงสร้างองค์กรและแนวทางปฏิบัติที่เน้นการตอบสนองเฉพาะหน้า ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการสกัดกั้นเชิงระบบในระยะยาว เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการพัฒนาใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่น การใช้กลยุทธ์การส่งมอบยาเสพติดภายใต้การควบคุม (Controlled Delivery) และการพัฒนาระบบคัดกรองและสุ่มตรวจในจุดเสี่ยง (2) การบูรณาการความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางด้านข่าวกรอง และการขยายโมเดลคณะทำงานสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ด่านหน้า (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน (4) การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ เช่น การใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง และการเสริมอุปกรณ์ตรวจสอบให้หน่วยงานภาคสนาม (5) การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติ และ (6) การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและบุคลากร ทั้งในด้านทักษะเฉพาะทาง และกลไกการตรวจสอบภายในองค์กร ที่เข้มแข็ง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย โดยเน้นการยกระดับระบบตรวจสอบและข่าวกรอง การพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับอาชญากรรมสมัยใหม่ และการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อรองรับปัญหาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างกลไกการสกัดกั้นยาเสพติดที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และยั่งยืน ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม
การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร
การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะร่วมของชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินใน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยศึกษาการสนับสนุนทางสังคม และแนวทางการควบคุม ทางสังคมของชุมชนที่ช่วยในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 4 หมู่บ้าน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ รวม 16 คน ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนแม่ของแผ่นดิน 3 คน และสมาชิกชุมชน 1 คน ต่อหมู่บ้าน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสังเกต (Observation) สภาพแวดล้อม การใช้ชีวิต รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน จากนั้นจึงวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะร่วมของชุมชนที่ส่งผลดีต่อการป้องกันยาเสพติด ได้แก่ ความสามัคคี ความไว้วางใจในผู้นำ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ ด้านการสนับสนุนทางสังคม ชุมชนใช้พลังของเครือญาติ ความใกล้ชิดระหว่างครอบครัว และกิจกรรมทางศาสนาในการดูแลกลุ่มเสี่ยง สำหรับการควบคุมทางสังคม ชุมชนใช้ความเชื่อผ่านพิธีปฏิญาณตนต่อศาลพ่อปู่ซึ่งเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของสมาชิก เสมือนเป็นกลไกควบคุมพฤติกรรมอย่างไม่เป็นทางการ ร่วมกับการตั้งกติกาและความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าชุมชนสามารถสร้างระบบป้องกันยาเสพติดที่เข้มแข็งจากภายใน โดยอาศัยความร่วมมือของสมาชิกในชุมชนร่วมกับการใช้ความเชื่อในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคม อีกทั้ง การส่งเสริมระบบฟื้นฟูและคืนคนดีสู่สังคม การบูรณาการพลังศรัทธาเข้ากับมาตรการทางสังคม และการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน จะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถต่อยอด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดได้
เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์
เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของเส้นทางชีวิต รูปแบบการค้าบริการทางเพศ และแนวทางการป้องกันการค้าบริการทางเพศของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทางโครงสร้าง ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวมจำนวนทั้งหมด 12 ราย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่องค์กร NGO และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ผลการวิจัยพบว่าเส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศมีความซับซ้อนและเปราะบางโดยมีปัจจัยผลักดันสำคัญอันได้แก่ การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย การไม่ได้รับรองสิทธิความเป็นพลเมือง ผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดทำให้ผู้ลี้ภัยเกิดการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่ารูปแบบการค้าบริการทางเพศของคนกลุ่มนี้มีทั้งแบบอิสระและแบบพึ่งพาผู้อื่นในการจัดหาลูกค้า นอกจากนี้ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ เช่น การถูกละเมิดสิทธิแรงงาน การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงทางเพศ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการคุ้มครองสิทธิ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การรับรองสถานะทางกฎหมาย การส่งเสริมทางเลือกทางอาชีพและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและองค์กรภาคประชาสังคม
Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha
Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand remains a major destination for migrant workers from neighboring countries and hosts a large population of Myanmar migrants, including many women. Despite their contributions to local economic development, female migrant workers face persistent barriers to accessing reproductive healthcare. This study analyzes the structural, personal, and social dimensions of reproductive health access among Myanmar migrant women in Samut Sakhon province. Using the 4A framework, Availability, Accessibility, Acceptability, and Adaptability together with intersectionality, the study draws on 12 semi-structured interviews to explore how structural, personal, and social factors affect their reproductive healthcare access. Multiple dimensions of identity were also explored to …
The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha
The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the socio-economic impacts and the challenges to equitable growth posed by sport tourism-led development in Buriram Province, Thailand. Over the past decade, Buriram has gained both national and international visibility by branding itself as a sport tourism destination, anchored by infrastructure such as the Chang Arena football stadium and the Buriram International Circuit. However, significant contradictions remain. According to the Thailand People Map (TPMAP), in 2022 Buriram had the highest number of people living in poverty in the northeastern region, totaling 45,356 individuals. Notably, the highest concentration of poverty is found in Mueang District, the same area …
รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง
รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องรูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้เสียหายหรือผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลเข้ารหัส กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มพนักงานสอบสวนพิเศษ DSI จำนวนทั้งสิ้น 26 คนผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) ความไม่รู้และความเข้าใจผิดของผู้ลงทุน 2) ความคาดหวังผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ และ 3) ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปรับตัวของอาชญากร ในขณะที่รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์มเลียนแบบหรือแพลตฟอร์มเถื่อน 2) การฉ้อโกงผ่านการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ICO) โดยไม่ได้รับอนุญาต 3) Rug Pull และสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) ที่ฝังกลโกง 4) การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และ 5) การปกปิดข้อมูลและการโฆษณาเกินจริง
Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi
Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the policy process of the Ao Ang–Laem Rio Landbridge project, with a focus on Ranong Province, to explore the institutional and power dynamics underpinning the formulation of infrastructure development policy in Thailand. The study draws upon the frameworks of institutional and power-centered political economy, environmental justice, and place-based development to analyze the relationships among the state, capital interests, political actors, and local communities. The findings reveal that the promotion of the Landbridge project operates within a centralized policy structure that prioritizes macroeconomic and corporate interests over local capacities and community needs. Although the state has framed the …
The Implications Of Legal Pluralism To Understanding Mining Conflicts: A Socio-Legal Study Of Thailand’S Chatree Gold Mine, Sara Kimberly Phillips
The Implications Of Legal Pluralism To Understanding Mining Conflicts: A Socio-Legal Study Of Thailand’S Chatree Gold Mine, Sara Kimberly Phillips
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis explores the conflict surrounding Thailand’s Chatree gold mine through a socio-legal analysis grounded in the conceptual framework of legal pluralism. As mineral extraction becomes increasingly central to global sustainability agendas, including the clean energy transition and the United Nations Sustainable Development Goals, this research critically examines how competing normative orderings shape actor relations, conflict dynamics, and perceptions of justice in contested mining contexts. Drawing on qualitative fieldwork, including interviews and focus groups, the study investigates how various actor groups engage with, navigate, and seek to reshape largely interconnected normative systems. These systems include formal legal mechanisms, customary and …
Three Essays On Digital Health: Online Communication, Health Information Seeking, Complementary Medicine Use Among Older Adults And Vulnerable Populations, Daria Turavinina
Three Essays On Digital Health: Online Communication, Health Information Seeking, Complementary Medicine Use Among Older Adults And Vulnerable Populations, Daria Turavinina
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Through three empirical essays, this work explored how information and communication technology (ICT) use shapes population health behaviors and outcomes, with a particular focus on older adults. The first essay critically investigated whether online communication can serve as a substitute for in-person social contact in mitigating loneliness among late middle-aged and older persons. The study finds that while excessive reliance on digital interaction correlated with higher loneliness in the general older adult population, it could potentially serve a protective function for those in poor health by reducing social isolation. The second essay investigated how online health information seeking behavior and …
The Management Of Khon Performance For Foreign Audiences : A Case Study Of The Khon Performance At Sala Chalermkrung Royal Theatre, Haruna Suzuki
The Management Of Khon Performance For Foreign Audiences : A Case Study Of The Khon Performance At Sala Chalermkrung Royal Theatre, Haruna Suzuki
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This independent study explores the management strategies implemented at Sala Chalermkrung Royal Theatre to adapt the traditional Thai masked dance drama, Khon, for foreign audiences. Khon, recognized as a UNESCO Intangible Cultural Heritage, faces challenges in maintaining relevance amidst globalization and changing audience preferences. The primary objectives of this research were 1) To identify the methods and approaches used in Khon performances at Sala Chalermkrung for foreign audiences; 2) To investigate the management strategies implemented to balance cultural authenticity with accessibility; and 3) To explore the perceptions of theatre producers, performers, and artists regarding the effectiveness and cultural importance of …
Marriage And Fertility Intentions Of Generation Y And Z Women In Beijing:A Qualitative Study, Hao Shi
Marriage And Fertility Intentions Of Generation Y And Z Women In Beijing:A Qualitative Study, Hao Shi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper aimed to investigate the marriage and fertility intentions of Gen Z and Gen Y women living in Beijing, China, and examine the factors affecting their decisions regarding marriage and fertility intentions. I employed the method of in-depth interviews, conducting 20 interviews online between April and June 2025. The key findings reveal explicit attitudes among the women from Generation Y and Generation Z in Beijing. A qualitative analysis confirmed three major themes: (1) career-centered identity and the deprioritization of family planning; (2) fear of marriage and childbearing; and (3) awakening of individualism. Many participants expressed a low willingness to …
Exploring Utilization Patterns Of Thailand's Three Main Public Health Insurance Scheme Beneficiaries, Pakhun Angsupan
Exploring Utilization Patterns Of Thailand's Three Main Public Health Insurance Scheme Beneficiaries, Pakhun Angsupan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The three main public health insurance schemes in Thailand include the Universal Coverage Scheme (UCS), the Social Security Scheme (SSS), and the Civil Servant Medical Benefit Scheme (CSMBS), which the schemes cover approximately 97% of the population. However, a number of individuals reported not having utilized the schemes during their last visit to a medical facility. Non-utilization of free healthcare raises a question regarding the ability to access and utilize public health insurance schemes and whether or not they are able to appropriately provide horizontal equity. The aim of this study is to examine the influence of demographic and health-related …
การหย่าร้างของประชากรไทยวัยเจริญพันธุ์: ปัจจัยทางประชากรเศรษฐกิจสังคม และทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว, ปริยากร พันธุ์สุข
การหย่าร้างของประชากรไทยวัยเจริญพันธุ์: ปัจจัยทางประชากรเศรษฐกิจสังคม และทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว, ปริยากร พันธุ์สุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหย่าร้าง ตลอดจนเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยดังกล่าวระหว่างเพศของประชากรไทยอายุ 15–49 ปี ภายใต้บริบทที่อัตราการหย่าร้างของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างครอบครัวและสังคมในหลายด้าน ผู้วิจัยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจพหุดัชนีแบบจัดกลุ่ม (MICS6) ปี พ.ศ. 2565 โดยวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มที่สมรสหรือเคยสมรส ผ่านแบบจำลองถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression) ปัจจัยในการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ปัจจัยทางประชากร ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม และปัจจัยด้านทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้หย่าร้างส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 40–49 ปี เคยสมรสครั้งแรกเมื่ออายุ 20–29 ปี มีบุตร 1 คน และอยู่ในภาคกลาง โดยเพศหญิงมักอยู่ในเขตเทศบาล ขณะที่เพศชายมักอยู่นอกเขตเทศบาล ทั้งสองเพศส่วนใหญ่ไม่ยอมรับความรุนแรงในครอบครัว แต่ในกลุ่มที่ยอมรับ ผู้หญิงมักอ้างถึงกรณีไม่เอาใจใส่บุตร ส่วนผู้ชายเกี่ยวข้องกับการไม่ดูแลบ้าน สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหย่าร้างนั้นพบว่า ทั้งสามกลุ่มปัจจัยมีความสัมพันธ์ในทั้งสองเพศ แต่ลักษณะความสัมพันธ์แตกต่างกัน ผู้วิจัยจำแนกเป็น (1) ปัจจัยที่มีทิศทางความสัมพันธ์เหมือนกัน ได้แก่ อายุแรกสมรส ดัชนีสินทรัพย์ และสิทธิการรักษาพยาบาล (2) ปัจจัยที่มีทิศทางต่างกัน ได้แก่ ระดับการศึกษา และเขตที่อยู่อาศัย และ (3) ปัจจัยที่มีผลเฉพาะเพศ ได้แก่ ภูมิภาค จำนวนบุตร และทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว และจากผลการศึกษา ภาครัฐควรพัฒนานโยบายที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตครอบครัวในลักษณะป้องกัน ปรับปรุง และบรรเทา เช่น การชะลอการแต่งงานก่อนวัย ขยายโอกาสทางการศึกษา เป็นต้น
ภาวะการทำงานของสตรีวัยแรงงานไทย ในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19, เทพบดี แลกันทะ
ภาวะการทำงานของสตรีวัยแรงงานไทย ในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19, เทพบดี แลกันทะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาวะการทำงานของสตรีวัยแรงงานในครัวเรือน ไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมุ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลง ของอัตราการมีงานทำปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโอกาสในการเข้าถึงอาชีพ รายได้ และ ประสิทธิภาพแรงงานของสตรีไทยในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19 งานวิจัยนี้ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2562 2564 และ 2566 ที่จัดเก็บโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองถดถอยโลจิสติกส์ ถดถอยโลจิสติกพหุ และถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของสตรีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่าง ชัดเจนในช่วงหลังการระบาด โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป อย่างไรก็ตามยังพบความเหลื่อมล้ำตามระดับทักษะ พื้นที่อยู่อาศัย และภาระดูแลครอบครัว โดยปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการทำงานและรายได้ของแรงงานสตรี ได้แก่ อายุ การศึกษา สถานภาพสมรส จำนวนชั่วโมงทำงาน การมีเด็กในครัวเรือน และสถานะการเป็นหัวหน้า ครัวเรือน โดยเฉพาะแรงงานสตรีในเขตเมืองมีแนวโน้มเข้าสู่อาชีพที่ใช้ทักษะสูงมากกว่า กลุ่มในพื้นที่ชนบท ในด้านประสิทธิภาพแรงงานซึ่งวัดจากค่าตอบแทนต่อชั่วโมง พบว่าได้รับ อิทธิพลจากระดับการศึกษา ระดับทักษะ จำนวนชั่วโมงทำงานและภาระดูแลเด็ก ในครัวเรือน สรุปได้ว่าการลงทุนในทุนมนุษย์ส่งผลต่อโอกาสเชิงบวกในการเข้าถึงอาชีพที่ใช้ระดับทักษะ วิชาชีพและสูง ระดับรายได้รวมถึงประสิทธิภาพแรงงาน หากแต่ความเหลื่อมล้ำเชิงภูมิศาสตร์ และภาระการดูแลสมาชิกในครัวเรือนยังเป็นปัจจัยเชิงลบที่ส่งผลต่อภาวะการทำงานของแรงงาน สตรีไทยในบริบทการแพร่ระบาดของโควิด-19
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชากรต่างรุ่นในประเทศไทย, พลัฏฐ์ อำไพ
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชากรต่างรุ่นในประเทศไทย, พลัฏฐ์ อำไพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอายุ รุ่นประชากร และปัจจัยระดับปัจเจกบุคคลอื่นๆ กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชากรไทยในช่วงปี พ.ศ. 2549–2562 โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการสำรวจ Asian Barometer (ABS) จำนวน 4 รอบการสำรวจ (ปี พ.ศ. 2549 2553 2557 และ 2562) รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 4,626 ราย การศึกษามุ่งเน้นการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านประชากร ได้แก่ “อายุ” และ “รุ่นประชากร” ต่อรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะต่างๆ โดยเลือกใช้แบบจำลองทางสถิติที่เหมาะสมกับลักษณะของตัวแปรตามแต่ละด้าน ได้แก่ การไปใช้สิทธิเลือกตั้งใช้ Binary Logistic Regression การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเลือกตั้งใช้ Zero-inflated Poisson Regression การทำกิจกรรมทางการเมืองใช้ Zero-inflated Negative Binomial Regression และการมีส่วนร่วมทางการเมืองรวมใช้ Poisson Regression ในการวิเคราะห์ เพื่อให้สะท้อนพลวัตของพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในแต่ละมิติอย่างรอบด้าน ผลการศึกษาชี้ให้เห็น (1) “ผลกระทบของอายุ” (Age Effect) โดยพบว่า อายุมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในทุกรูปแบบ โดยระดับการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นในช่วงวัยกลางคนและลดลงในวัยสูงอายุ (2) “ผลกระทบของรุ่นประชากร” (Cohort Effect) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะในช่วงต้นของชีวิต ซึ่งสะท้อนกระบวนการขัดเกลาทางการเมืองภายใต้บริบททางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน และถึงแม้อิทธิพลของรุ่นประชากรจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้นแต่ผลของกระบวนการขัดเกลาก็จะยังไม่จางหายไป โดยการมีส่วนร่วมของคนที่เกิดในรุ่นทศวรรษ 1980-2000 จะมีแนวโน้มเริ่มต้นเร็วและหลากหลาย รุ่นที่เกิดทศวรรษ 1970 จะเปลี่ยนแปลงตามวัยชัดเจน ขณะที่รุ่นเกิดก่อนทศวรรษ 1960 จะมีแนวโน้มคงที่หรือลดลงเมื่ออายุมากขึ้น (3) “ผลกระทบของช่วงเวลา” (Period Effect) สะท้อนอิทธิพลของบริบททางการเมือง สังคม และเหตุการณ์สำคัญว่าส่งผลต่อการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ และ (4) เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบตามรุ่นประชากร ยังพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองยังแตกต่างกันในแต่ละรุ่นประชากร โดย “ความสนใจทางการเมือง” เป็นปัจจัยเชิงบวกที่สำคัญร่วมกันในทุกรุ่น ขณะที่ “การอาศัยในเขตเมือง” มักมีความสัมพันธ์ทางลบ และยังพบว่าอิทธิพลของอายุ การใช้อินเทอร์เน็ต และการพูดคุยเรื่องการเมืองในครอบครัว ล้วนส่งผลต่อพฤติกรรมการมีส่วนร่วมแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละรุ่นประชากรจากผลการศึกษา การใช้ “รุ่นประชากร” …
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และ พฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย, เฉลิมพล จงวิทูกิจ
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และ พฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย, เฉลิมพล จงวิทูกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และพฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติด้านประชากรศาสตร์ของผู้สูงอายุไทยในรูปแบบการอยู่อาศัย กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทยที่มีลักษณะติดบ้าน ติดเตียง และติดสังคม กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 4) เพื่อศึกษาอิทธิพลระหว่างผู้สูงอายุไทยที่ประเมินว่าตนเองมีสุขภาพไม่แข็งแรงและมีส่วนร่วมทางสังคมหรือรูปแบบการอยู่อาศัย กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ และ 5) เพื่อศึกษาอิทธิพลระหว่างเพศของผู้สูงอายุไทยกับมิติการมีส่วนร่วมทางสังคม เพศของผู้สูงอายุไทยกับรูปแบบการอยู่อาศัย และมิติสุขภาพกับรูปแบบการอยู่อาศัย ที่ส่งผลต่อระดับความสุขของผู้สูงอายุ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) จากสำนักงานสถิติแห่งชาติในการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 33,828 คน และได้ดำเนินการทดสอบความน่าเชื่อถือของการวิเคราะห์ (Robustness Tests) เช่น การตรวจสอบปัญหา Multicollinearity และ Heteroscedasticity เป็นต้น จากการวิเคราะห์พบว่าแบบจำลอง Heteroscedastic Linear Regression เหมาะสมกับงานวิจัยนี้เนื่องจาก Heteroscedastic Linear Regression ให้ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานที่ถูกต้อง โดยไม่เกิดอคติของค่าสัมประสิทธิ์ต่าง ๆ ทำให้การอนุมานผลทางสถิติมีความน่าเชื่อเชื่อถือ และให้ค่าพารามิเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้การวิจัยนี้ใช้ Maximum Likelihood estimation (MLE) โดยให้ค่าประมาณที่มีประสิทธิภาพ ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ และระดับการศึกษา เป็นตัวกำหนดความสุขที่สำคัญ โดยผู้สูงอายุเพศหญิง ผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษาสูง และผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี มีแนวโน้มที่จะมีระดับความสุขมาก ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มระดับความสุขของผู้สูงอายุไทย โดยผู้สูงอายุที่มีรายได้สูง หรือผู้สูงอายุที่มีสิทธิเข้าถึงสุขภาพในกลุ่มข้าราชการหรือข้าราชบำนาญ หน่วยงานอิสระของรัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่ามีความสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เช่น การเป็นสมาชิกและหรือเข้าร่วมของกลุ่ม/ชมรม รับการสนับสนุนทางสังคม พบกว่ามีระดับความสุขที่สูงขึ้นอย่างนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งการอาศัยอยู่กับสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะอาศัยอยู่กับคู่สมรส บุตร หลาน ญาติ และบุคคลอื่น ๆ …
The K-Pop Music Industry Strategy For The Development Of The T-Pop Music Industry For Chinese Audience: (A Case Of Gmm), Zenghui Shen
The K-Pop Music Industry Strategy For The Development Of The T-Pop Music Industry For Chinese Audience: (A Case Of Gmm), Zenghui Shen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The global success of K-pop has significantly influenced the development of T-pop, especially in terms of production model, artist training, visual aesthetics, and digital marketing strategies. However, despite K-pop's rapid global expansion, T-pop's growth, especially in the Chinese market, remains limited. This study explores how T-pop can borrow successful elements of K-pop's business model to enhance its appeal among young Thai Chinese. The study adopted a mixed methods approach, combining quantitative data obtained through an online questionnaire survey of 396 Chinese university students in Thailand and qualitative insights obtained through interviews with five music industry professionals. The results show that …
The Influence Of Remittances On Health Expenditure : An Empirical Evidence From Myanmar, Yee Mon Khine
The Influence Of Remittances On Health Expenditure : An Empirical Evidence From Myanmar, Yee Mon Khine
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The study explores the influence of remittance on healthcare expenditure focusing on household individuals’ outpatient cost by utilizing secondary data from the 2015 Myanmar Poverty and Living Condition Survey (MPLCS). Our study employs descriptive statistics and Ordinary Least Squares regression (OLS) model to analyze the effects of remittance characteristics and household factors on outpatient cost. Findings show that remittance amount and frequency are not significant predictors, but some remittance source countries, Japan and the USA, are associated with higher outpatient costs. Households received remittances from informal transfer methods, such as via hundi, relatives or carriers, correspond to lower spending than …