Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social Justice Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 31 - 60 of 147

Full-Text Articles in Social Justice

การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร Jan 2024

การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะร่วมของชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินใน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยศึกษาการสนับสนุนทางสังคม และแนวทางการควบคุม ทางสังคมของชุมชนที่ช่วยในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 4 หมู่บ้าน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ รวม 16 คน ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนแม่ของแผ่นดิน 3 คน และสมาชิกชุมชน 1 คน ต่อหมู่บ้าน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสังเกต (Observation) สภาพแวดล้อม การใช้ชีวิต รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน จากนั้นจึงวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะร่วมของชุมชนที่ส่งผลดีต่อการป้องกันยาเสพติด ได้แก่ ความสามัคคี ความไว้วางใจในผู้นำ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ ด้านการสนับสนุนทางสังคม ชุมชนใช้พลังของเครือญาติ ความใกล้ชิดระหว่างครอบครัว และกิจกรรมทางศาสนาในการดูแลกลุ่มเสี่ยง สำหรับการควบคุมทางสังคม ชุมชนใช้ความเชื่อผ่านพิธีปฏิญาณตนต่อศาลพ่อปู่ซึ่งเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของสมาชิก เสมือนเป็นกลไกควบคุมพฤติกรรมอย่างไม่เป็นทางการ ร่วมกับการตั้งกติกาและความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าชุมชนสามารถสร้างระบบป้องกันยาเสพติดที่เข้มแข็งจากภายใน โดยอาศัยความร่วมมือของสมาชิกในชุมชนร่วมกับการใช้ความเชื่อในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคม อีกทั้ง การส่งเสริมระบบฟื้นฟูและคืนคนดีสู่สังคม การบูรณาการพลังศรัทธาเข้ากับมาตรการทางสังคม และการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน จะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถต่อยอด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดได้


เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์ Jan 2024

เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของเส้นทางชีวิต รูปแบบการค้าบริการทางเพศ และแนวทางการป้องกันการค้าบริการทางเพศของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทางโครงสร้าง ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวมจำนวนทั้งหมด 12 ราย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่องค์กร NGO และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ผลการวิจัยพบว่าเส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศมีความซับซ้อนและเปราะบางโดยมีปัจจัยผลักดันสำคัญอันได้แก่ การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย การไม่ได้รับรองสิทธิความเป็นพลเมือง ผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดทำให้ผู้ลี้ภัยเกิดการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่ารูปแบบการค้าบริการทางเพศของคนกลุ่มนี้มีทั้งแบบอิสระและแบบพึ่งพาผู้อื่นในการจัดหาลูกค้า นอกจากนี้ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ เช่น การถูกละเมิดสิทธิแรงงาน การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงทางเพศ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการคุ้มครองสิทธิ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การรับรองสถานะทางกฎหมาย การส่งเสริมทางเลือกทางอาชีพและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและองค์กรภาคประชาสังคม


รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง Jan 2024

รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องรูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้เสียหายหรือผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลเข้ารหัส กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มพนักงานสอบสวนพิเศษ DSI จำนวนทั้งสิ้น 26 คนผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) ความไม่รู้และความเข้าใจผิดของผู้ลงทุน 2) ความคาดหวังผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ และ 3) ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปรับตัวของอาชญากร ในขณะที่รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์มเลียนแบบหรือแพลตฟอร์มเถื่อน 2) การฉ้อโกงผ่านการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ICO) โดยไม่ได้รับอนุญาต 3) Rug Pull และสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) ที่ฝังกลโกง 4) การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และ 5) การปกปิดข้อมูลและการโฆษณาเกินจริง


เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง, ณัฐกานต์ โนรี Jan 2024

เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง, ณัฐกานต์ โนรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ความรุนแรงต่อคนพิการในประเทศไทย (2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเสริมพลังคนพิการที่ประสบความรุนแรงในประเทศไทย และ (3) เสนอมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเสริมพลังคนพิการที่ประสบความรุนแรงในประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากเจ้าหน้าที่ในศูนย์บริการคนพิการของภาครัฐและองค์กรคนพิการ จำนวน 559 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น (IOC = 0.802, Reliability = 0.958) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยใช้ตัวแปรปัจจัยด้านการเสริมพลังคนพิการ ปัจจัยด้านนโยบาย ปัจจัยด้านการดำเนินคดี ปัจจัยด้านการคุ้มครอง ปัจจัยด้านการป้องกัน และปัจจัยด้านความเป็นหุ้นส่วน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 25 คน และกรณีศึกษาคนพิการหรือผู้ดูแลที่ก้าวข้ามความรุนแรง จำนวน 10 คน ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย ได้แก่ ควรปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมการคุ้มครองคนพิการจากความรุนแรงทุกรูปแบบ แต่งตั้งผู้สนับสนุนสิทธิคนพิการ พัฒนามาตรฐานสถานดูแลภาคเอกชน จัดทำฐานข้อมูลกลาง ส่งเสริมการสร้างพื้นที่ปลอดภัย พัฒนาระบบเฝ้าระวังความรุนแรงในชุมชน สร้างความตระหนักรู้แก่สังคม จัดอบรมเสริมพลังให้คนพิการและครอบครัว พัฒนาคู่มือการปฏิบัติงาน และส่งเสริมงานวิจัยที่ใช้กรอบแนวคิดการผนวกรวมประเด็นคนพิการ


การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย, โชติกา ชุมศรี Jan 2024

การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย, โชติกา ชุมศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้กระทำผิดและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ ศึกษาสภาพปัญหาของการตกเป็นเหยื่อและเสนอแนะแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ จำนวน 4 คน และผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและผู้ที่มีส่วนในการช่วยเหลือเหยื่อ จำนวน 8 คน ผลการศึกษา พบว่ารูปแบบพฤติกรรมของผู้กระทำผิด มี 3 ประการ ดังนี้ 1) การพยายามติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องและส่งข้อความที่ไม่พึงประสงค์ทางออนไลน์ 2) การนำข้อมูลของเหยื่อไปใช้ในทางที่มิชอบ และ 3) การนำข้อมูลที่เฝ้าติดตามทางออนไลน์ไปสะกดรอยในทางกายภาพ สาเหตุหรือแรงจูงใจที่นำไปสู่การกระทำความผิด ดังนี้ 1) ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและการติดต่อเหยื่อได้โดยตรง 2) ความต้องการสร้างความสัมพันธ์บางประการ และ 3) ความโกรธแค้นเมื่อถูกปฏิเสธหรือความต้องการควบคุม พฤติกรรมของบุคคลที่นำไปสู่การตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ มี 2 ประการ ดังนี้ 1) การขาดความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ และ 2) ลักษณะทางกายภาพของเหยื่อ นอกจากนี้ผลการศึกษา สภาพปัญหาของการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ มี 4 ประการ ดังนี้ 1) การขาดความตระหนักรู้ 2) สภาพของเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต 3) การขาดกฎหมายหรือมาตรการเฉพาะที่ใช้กับการกระทำความผิด และ 4) ขาดบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะทาง สำหรับแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ ได้แก่ 1) การสอนมารยาทการใช้งานอินเทอร์เน็ต และสร้างความตระหนักรู้ในอันตรายจากการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแก่คนในสังคม 2) การเริ่มป้องกันจากตนเอง 3) การพัฒนาระบบกฎหมายและการบังคับใช้ และ 4) การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความชำนาญ และพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ช่วยสืบสวนการกระทำความผิดทางออนไลน์


ปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, วันจักร น้อยจันทร์ Jan 2024

ปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, วันจักร น้อยจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและสาเหตุการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่เล่นพนันคาสิโนออนไลน์ จำนวน 15 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก รวมถึงการศึกษาจากเอกสาร และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์สรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำแนกได้เป็น 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่สาเหตุเรื่องของความล้าหลังและไม่ชัดเจนของกฎหมายที่ไม่ทันกับเทคโนโลยี รวมถึงการโฆษณาที่เข้าถึงเยาวชนได้ง่าย ทำให้ปัญหานี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บริบทและสภาวะที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความซับซ้อนทางวัฒนธรรม การทุจริตในระบบราชการ การพัฒนาเทคโนโลยี และวิถีชีวิตยุคใหม่ ล้วนส่งเสริมการเล่นพนัน และผลกระทบของปัญหานี้สร้างความเสียหายทั้งด้านการศึกษา จิตใจ สังคม และการเงินของเยาวชน การแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว โรงเรียน และสังคมในระยะยาว 2.สาเหตุการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานครสามารถแบ่งเป็น 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจเจกบุคคล จิตวิทยา และสังคม พบว่าเยาวชนมักตัดสินใจเล่นพนันโดยประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ โดยอาจได้รับอิทธิพลจากการเลียนแบบพฤติกรรมในสื่อออนไลน์หรือกลุ่มเพื่อน การโฆษณาที่ดึงดูด และการเสริมกำลังทั้งทางบวกและลบ นอกจากนี้ ปัจจัยทางสังคม เช่น ความสัมพันธ์ที่ไม่แข็งแรงกับครอบครัว การขาดกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือความรู้สึกว่างเปล่าทางจิตใจ ล้วนมีส่วนผลักดันให้เยาวชนเข้าสู่วงจรการพนันออนไลน์มากขึ้น


กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย, พรทิภา หัสดี Jan 2024

กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย, พรทิภา หัสดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ต่อสถาบันครอบครัว และความรุนแรงในครอบครัว และศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้กระทำความรุนแรง และผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัว ตลอดจนศึกษาบทบาทการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคของกระบวนการยุติธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัวในการคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เพื่อความเข้าใจและพัฒนาแนวทางแก้ไขป้องกันความรุนแรงในครอบครัว โดยวิธีการในการดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน คือการวิจัยเชิงปริมาณผ่านการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย 400 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวซึ่งเป็นบิดามารดาหรือผู้ปกครอง และ ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ซึ่งเป็นบุตรหรือผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวผลการศึกษาพบว่าทัศนะของกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen-Z ส่วนใหญ่มีพื้นฐานความเชื่อ ค่านิยมต่าง ๆ เกี่ยวกับครอบครัวคล้ายกับคนในยุคก่อน โดยยังเห็นว่าครอบครัวมีความสำคัญ แต่มีการรับรู้ถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในครอบครัวที่ไม่ควรมีการละเมิดทั้งทางร่างกายและจิตใจเด่นชัดขึ้น และส่วนหนึ่งมีมุมมองสะท้อนให้เห็นภาพสถาบันครอบครัวที่แตกต่างออกไป เช่น บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย พ่อแม่ไม่ควรคาดหวังให้ลูกมาดูแลในวัยชรา เป็นต้น ซึ่งเป็นมุมมองไปทางเดียวกันกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวได้แสดงมุมมองต่อศาลหรือบุคคลในกระบวนการยุติธรรม สำหรับผู้กระทำความรุนแรงนั้น ส่วนใหญ่จะคิดว่าการกระทำของตนเองไม่เป็นความรุนแรง แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการและปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ออกเพื่อช่วยยับยั้งไม่ให้กระทำความรุนแรง และเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแล้ว ก็ยอมรับว่าช่วยให้สถานการณ์ในครอบครัวดีขึ้นสามารถเดินหน้าต่อไปได้ สะท้อนว่าบริบทของความรุนแรง ในครอบครัวได้เปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดใหม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในเรื่องนี้ต้องทบทวนและตระหนักถึงบริบทที่แปรเปลี่ยนไปดังกล่าวเพื่อสร้างสมดุลและสันติภาพภายในบ้าน อีกทั้งในระดับ มหภาคเพื่อช่วยกันรณรงค์ หรือกำหนดนโยบาย หรือกฎหมาย เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขไร้ความรุนแรงอย่างยั่งยืน


แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน, ธัญชนก จ้อยสำเภา Jan 2024

แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน, ธัญชนก จ้อยสำเภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และสาเหตุการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันปราบปรามการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน โดยอาศัยข้อมูลจากการวิจัยเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ออกมาตรการทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย พนักงานธนาคาร และผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อบัญชีม้า มีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมทางการเงินและผลกระทบของการเป็นบัญชีม้า 2) การขาดการดูแลและคำแนะนำจากครอบครัว ทำให้เยาวชนถูกชักจูงได้ง่าย และ 3) แรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่เด็กและเยาวชนได้รับค่าตอบแทนเป็นที่น่าดึงดูด อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบทบาทผู้ปกครองและหน่วยงานรัฐในการให้ความรู้และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและครอบคลุม เช่น การจำกัดการเปิดบัญชีใหม่เพื่อป้องกันการกระทำผิด การวิจัยนี้เสนอแนวทางป้องกันเด็กและเยาวชนจากการตกเป็นเหยื่อบัญชีม้า โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับภัยที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการระวังภัยทางการเงินให้แก่เยาวชนอย่างเหมาะสมเพื่อเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนไทย


การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา Jan 2024

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) รวมถึงการระบุปัญหาและข้อจำกัดในการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเสนอแนะแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนนในบริบทของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้ทั้งการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ นักอาชญาวิทยา นักพัฒนาเทคโนโลยี AI นักวิชาการเทคโนโลยี AI และนักกฎหมายด้านเทคโนโลยี AI รวมจำนวน 13 คน ผลการวิจัยพบว่า AI ไปใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street crimes) ได้ 4 ประการ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูล จากกล้องวงจรปิด (CCTV Analytics) 2. การจดจำใบหน้า (Facial Recognition) 3. การติดตามยานพาหนะ (Vehicle Tracking) 4.การยับยั้งและข่มขู่ผู้กระทำความผิดด้วย การติดตั้งกล้องวงจรปิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เริ่มนำ AI มาใช้ในพื้นที่นำร่องบางแห่งในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้ขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในหลายด้านสำหรับการนำ AI มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรม การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมได้ดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง อีกทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ทำงานร่วมกับ AI ยังช่วยยับยั้งอาชญากรรมผ่านผลทางจิตวิทยาต่อผู้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยังมีปัญหาและข้อจำกัดสำคัญ เช่น ปัญหาอุปสรรคของการป้องกันอาชญากรรมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 1) ความแม่นยำของ AI 2) ด้านกฎหมาย งบประมาณในการติดตั้งระบบ AI และกล้องวงจรปิด การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงต่อการเกิดอคติ (bias) การวิจัยนี้จึงข้อเสนอแนะอาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดนโยบายในการวิเคราะห์สถิติการเกิดอาชญากรรมในแต่ละกองบังคับการตำรวจนครบาลและกำหนดพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงเพื่อทดลองใช้ AI ในการตรวจจับและป้องกันอาชญากรรม รวมทั้งการพัฒนาระบบ AI และการสร้างกรอบการทำงานที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการใช้งานอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในบริบทของการป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย


แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย, อัจราภา ถนัดเดินข่าว Jan 2024

แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย, อัจราภา ถนัดเดินข่าว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องแนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย พร้อมทั้งวิเคราะห์สภาพปัญหาด้านการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับ หนังสือเดินทาง เพื่อนำไปสู่แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจาก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ระดับบริหารและ ระดับปฏิบัติการ จำนวนทั้งสิ้น 23 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทยที่สำคัญ ได้แก่ 1) รูปแบบการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางที่พบได้ทั่วไป 2) การกระทำผิดของแรงงาน 4 สัญชาติ 3) การใช้หนังสือเดินทางไทยโดยมิชอบ 4) การใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง 5) ผลกระทบของการกระทำผิดต่อประเทศไทย และ 6) แนวโน้มการกระทำผิดและพฤติกรรมปกปิดตัวตนในประเทศไทย และเมื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาด้านการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย พบสภาพปัญหา 7 ด้าน ได้แก่ 1) มุมมองของรัฐ 2) กฎหมาย 3) การบังคับใช้กฎหมาย 4) งบประมาณ 5) เทคโนโลยี 6) ความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 7) บุคลากร ซึ่งภาพสะท้อนเหล่านี้นำไปสู่แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย โดยผู้วิจัยเสนอให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจัดให้มีการฝึกอบรมแก่บุคลากร จัดตั้งศูนย์ข้อมูลหนังสือเดินทางอย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุนการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องมีความตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนอยู่เสมอ อีกทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ที่เกี่ยวกับหนังสือเดินทางและงานตรวจคนเข้าเมืองจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความมั่นคง มากขึ้น รวมถึงการขยายผลการจับกุมที่จะช่วยป้องกันการกระทำความผิดซ้ำต่อไป


ปัญหาและอุปสรรคของการบังคับใช้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562ในชั้นการสอบสวนคดีอาญา: กรณีศึกษากองบัญชาการตำรวจนครบาล, วิชญ์ภาส กตัญญูทิตา Jan 2024

ปัญหาและอุปสรรคของการบังคับใช้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562ในชั้นการสอบสวนคดีอาญา: กรณีศึกษากองบัญชาการตำรวจนครบาล, วิชญ์ภาส กตัญญูทิตา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา อุปสรรค และข้อขัดข้องในการบังคับใช้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ในชั้นการสอบสวนของพนักงานสอบสวนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยมุ่งเน้นศึกษาบริบทของกรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพโดยค้นคว้าข้อมูลเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ซึ่งเป็นเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ พนักงานสอบสวนที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ไกล่เกลี่ยที่มีหน้าที่ไกล่เกลี่ยในคดีอาญา พนักงานอัยการ และคณะกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ผลการวิจัยพบว่า ถึงแม้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 มีเจตนารมณ์ในการลดภาระของระบบยุติธรรม ลดปริมาณคดีที่เข้าสู่ศาล และลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ แต่ปัญหาที่พบคือพนักงานสอบสวนกลับไม่นำมาใช้จริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากกระบวนการมีความซับซ้อนมากกว่าการดำเนินคดีโดยทั่วไป พนักงานสอบสวนขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการดำเนินสำนวนการไกล่เกลี่ย อีกทั้งประชาชนยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งส่งผลให้พวกเขาไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงควรแก้ไขปัญหาโดยการให้ความรู้ประชาชน เพิ่มค่าตอบแทนให้กับพนักงานสอบสวน และจัดให้มีผู้ช่วยพนักงานสอบสวนเพื่อช่วยดำเนินการแทนพนักงานสอบสวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป


การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล Jan 2024

การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาความรุนแรงด้านอาวุธปืนของโลกในปัจจุบันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเหตุกราดยิงที่สามารถสร้างความเสียหายต่อการก่อเหตุหนึ่งครั้งได้อย่างรุนแรง ดังนั้น จึงได้นำมาสู่การศึกษาบริบทความรุนแรงของสถานการณ์กราดยิงและการควบคุมอาวุธปืน การศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนหลังเหตุกราดยิง และการศึกษามาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เหมาะสมกับไทย โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร กฎหมาย และมาตรการที่บังคับใช้ รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีขอบเขตการศึกษาในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์กราดยิงในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันในด้านจำนวน ความรุนแรง และมูลเหตุจูงใจ ในประเทศไทยมีเหตุกราดยิงเกิดขึ้นจำนวนกว่าความเข้าใจของสังคมที่มาจากการรายงานของสื่อ แตกต่างจาก สหรัฐอเมริกาที่กราดยิงเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรง ส่วนในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีมาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดหลังเหตุกราดยิง ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้จำนวนเหตุกราดยิงลดลง ขณะที่ประเทศไทยยังมีกฎหมายที่ล้าสมัยและขาดการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มาตรการควบคุมอาวุธปืนไม่สามารถลดความรุนแรงของเหตุการณ์ได้ โดยข้อเสนอแนวการควบคุมอาวุธปืนจะต้องปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนให้ทันสมัยและเข้มงวด อาทิ การตรวจสอบประวัติและสุขภาพจิตของผู้ขอใบอนุญาต และการจัดเก็บอาวุธในตู้เซฟที่มีระบบล็อกอัตโนมัติ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการแจ้งเบาะแสจากประชาชน และสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทย


แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา, ชุติมา สมจิตต์ Jan 2024

แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา, ชุติมา สมจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการดำเนินคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย และศึกษาแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้านการวิจัยเอกสารและเทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน จากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม สหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เครือข่ายภาคประชาสังคม และนักวิชาการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการดำเนินคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย เกิดจากสภาพปัญหาหลัก 5 ด้าน คือ 1) ด้านผู้เสียหาย 2) ด้านสังคม 3) ด้านกฎหมาย 4) ด้านกระบวนการยุติธรรม 5) ด้านคุ้มครองสิทธิ ทั้งนี้ จากงานวิจัยค้นพบว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในปัจจุบันยังคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงควรปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเริ่มตั้งแต่การให้ความสำคัญต่อสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราอย่างชัดเจน รับรองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราด้วยการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นการเฉพาะ เพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อลดขั้นตอนที่ทับซ้อน สร้างองค์ความรู้แก่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมด้วยการจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อที่จะได้ปฏิบัติต่อผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราได้อย่างเหมาะสม ทำให้ผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราลดสภาวะการตกเป็นเหยื่ออีกครั้ง และเต็มใจให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย


Development Of An Intervention To Foster Post-Traumatic Growth And Perceived Social Support Among Economically Disadvantaged Students In Thailand: A Design-Based Research Study, Ramida Mahantamak, Nanchatsan Sakunpong, Ittipaat Suwathanpornkul Sep 2023

Development Of An Intervention To Foster Post-Traumatic Growth And Perceived Social Support Among Economically Disadvantaged Students In Thailand: A Design-Based Research Study, Ramida Mahantamak, Nanchatsan Sakunpong, Ittipaat Suwathanpornkul

Journal of Health Research

Background: In Thailand, there is a lack of studies investigating the assistance provided for children who are economically disadvantaged. Therefore, in this study, we aimed to develop assistance specifically designed for economically disadvantaged students (EDSs) which takes into account both psychological and social dimensions.

Methods: We utilized a design-based research (DBR) approach for a study with 33 participants. The key participants consisted of nine Thai EDSs, aged between 13 to 15 with trauma resulting from emotional abuse by parents. Non-key participants consisted of twenty-four parents, peers, and teachers. The design involved two iterations in the design cycle.

Results: The completed …


มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช Jan 2023

มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาการทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมว่าเป็นกลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง ผลกระทบที่อาจเกิดต่อผู้เล่นและต่อสังคม และเพื่อมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการกำกับควบคุมการใช้ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมสำหรับประเทศไทย โดยศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญในหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 17 คน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม เป็นทั้งระบบที่เป็นส่วนหนึ่งของวิดีโอเกมและระบบที่มีลักษณะและการส่งผลทางจิตเหมือนกับการพนัน เสมือนการพนันแฝงภายในวิดีโอเกม แต่ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมไม่มีสถานะเป็นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมส่งผลกระทบทั้งในด้านความไม่เป็นธรรมต่อผู้เล่น ด้านสุขภาพ และด้านเศรฐกิจและสังคม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมอื่นตามมา ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานใดที่กำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง และไม่มีมาตรการของภาคเอกชนไทยในการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม ในส่วนของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของต่างประเทศ ในส่วนของภาครัฐมีการใช้มาตรการทางกฎหมายการพนัน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง ภาคเอกชนมีการทำข้อตกลงในภาคอุตสาหกรรมเกม มีมาตรการของร้านค้าออนไลน์ และมาตรการจัดเรทวิดีโอเกม แนวทางของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย คือ 1) มีการนิยามการพนันไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน 2) ให้มีกฎหมายเกี่ยวกับระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง 3) ให้มีการจัดเรทวิดีโอเกมโดยพิจารณาจากระบบการเล่น 4) ให้มีมาตรการสำหรับผู้ให้บริการเกมจากต่างประเทศ นอกจากนี้ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เพิ่มเติม และส่งเสริมการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง


การจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์กับบริการทางการแพทย์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (พ.ศ. 2563 - 2564), ปิยะวัฒน์ เด่นดำรงกุล Jan 2023

การจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์กับบริการทางการแพทย์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (พ.ศ. 2563 - 2564), ปิยะวัฒน์ เด่นดำรงกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเชิงพรรณนานี้มุ่งศึกษาลักษณะ ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อความขัดแย้ง รูปแบบการจัดการที่มิได้เข้ากระบวนการศาลจากโรงพยาบาลตติยภูมิในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ ตลอดจนโอกาสพัฒนาแนวคิดยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากหน่วยงานบริหารความขัดแย้งผ่านแบบสอบถาม และสัมภาษณ์เชิงลึกในผู้ที่เคยได้รับความเสียหายในบริการทางการแพทย์ ผู้บริหารระบบและไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ผลการศึกษาจากการสำรวจจากโรงพยาบาล 19 แห่ง พบว่าการให้ข้อมูลที่ไม่เหมาะสม และปัญหาการสื่อสาร เป็นเหตุสำคัญสูงสุด (ร้อยละ 71.5) ผู้ไกล่เกลี่ยที่เคยอบรมหลักสูตรการเจรจาไกล่เกลี่ย หรือการบริหารความขัดแย้งมีเพียงส่วนน้อย (ร้อยละ 12.2) และไม่มีผู้รู้จักแนวคิดยุติธรรมสมานฉันท์ ผลสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าความขัดแย้งนั้นเกี่ยวเนื่องกับผู้ป่วยเชื่อว่าความเสียหายนั้นเกิดจากการบริการ ความบกพร่องของสื่อสารหรือท่าทีของผู้ให้บริการ ส่วนอุปสรรคต่อความสำเร็จการยุติความขัดแย้งที่สำคัญ คือ ผู้บริหารความขัดแย้งขาดอำนาจตัดสินใจ แสดงออกไม่จริงใจและไม่เป็นกลาง ผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่ไม่แสดงความเห็นใจ และรูปแบบการเยียวยาที่ไม่ตรงความต้องการกับผู้เสียหาย สอดคล้องกับกรณียุติความขัดแย้งสำเร็จพบว่าคณะผู้เสียหายได้รับเยียวยาเพียงพอ ได้รับการสื่อสารที่เข้าใจและเข้าหาสม่ำเสมอ ดังนั้นผู้บริหารควรร่วมบริหารความขัดแย้ง ให้ความสำคัญกับภาระงานและส่งเสริมพัฒนาทักษะผู้ปฏิบัติ รวมทั้งนำหลักยุติธรรมสมานฉันท์มาประยุกต์ใช้ ที่มุ่งเน้นเยียวยาให้อภัยและนำไปสู่ยุติความขัดแย้งได้


สนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” และความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์เพศชายกลุ่มต่างๆภายใต้บริบท “สังคมนิยมชาย” ในประเทศไทย ในศตวรรษที่ 21, ธนา ร่างน้อย Jan 2023

สนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” และความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์เพศชายกลุ่มต่างๆภายใต้บริบท “สังคมนิยมชาย” ในประเทศไทย ในศตวรรษที่ 21, ธนา ร่างน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์และข้อถกเถียงเพื่อศึกษาวิเคราะห์การก่อตัวของการเกิดสนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” ภายใต้บริบท “สังคมนิยมชาย” ในสังคมไทย โดยมุ่งศึกษาภาคปฏิบัติการของสนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” ในศตวรรษที่ 21 ที่เป็นการปะทะกันระหว่างชุดวาทกรรมรักต่างเพศและชุดวาทกรรมรักเพศเดียวกันแบบคู่ตรงข้าม เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการเกิดความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์เพศชายกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย ผ่านการวิเคราะห์สื่อทางสังคมในรูปแบบต่าง ๆ และสื่อวัฒนธรรมป๊อป อาทิ ละครชุด ภาพยนตร์ บทเพลง หรือหนังสือ ตลอดจนการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างเทศกาลไพรด์ รวมไปถึงการวิเคราะห์ชุดวาทกรรมทางการอย่าง “กฎหมาย” ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อการสมรสเท่าเทียม และร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ที่สังคมไทยยังคงมีปัญหาด้านตัวบทกฎหมายการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการได้รับความคุ้มครองทางสิทธิและเสรีภาพของกลุ่มเกย์ที่มีข้อจำกัด สะท้อนให้เห็นการแย่งชิงพื้นที่ทางวาทกรรมในสนามวาทกรรมความผิดเพศที่นำไปสู่การเกิดความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า กลุ่มเกย์เพศชายในสังคมไทย ยังคงได้รับผลกระทบจากสนามวาทกรรม “ความผิดเพศ” โดยเฉพาะเรื่องการได้รับความคุ้มครองด้านสิทธิเสรีภาพและการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย และขาดกฎหมายที่รองรับการแสดงออกและการเข้าถึงสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่นำไปสู่การเกิดความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อเกย์เพศชายกลุ่มต่าง ๆ โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้สร้างคุณูปการทางวิชาการด้านการศึกษาวาทกรรมและการวิเคราะห์วาทกรรม และสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอาชญาวิทยาเกี่ยวกับความเกลียดชังทางเพศวิถีที่มีต่อกลุ่มเกย์ให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น


การบัญชีนิติวิทยา : กลไกป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, อิฐฐนันธ์ ปุรณะพรรค์ Jan 2023

การบัญชีนิติวิทยา : กลไกป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, อิฐฐนันธ์ ปุรณะพรรค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การบัญชีนิติวิทยา : กลไกการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อศึกษาถึงการใช้การบัญชีนิติวิทยามาต่อสู้กับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และเสนอ แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการบัญชีนิติวิทยา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 ท่าน และสังเคราะห์ข้อมูลเป็นข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ผลการวิจัยที่สำคัญ พบว่า การบัญชีนิติวิทยา คือ การรวบรวมหลักฐานการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการทุจริตไปสำแดงในชั้นศาล โดยใช้เทคนิคการสืบสวนทางการเงินและการบัญชี กลไกการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจด้วยการใช้การบัญชีนิติวิทยา ประกอบด้วย (1) การป้องกันอาชญากรรม (Prevention) (2) การตรวจจับเฝ้าระวัง (Detection) (3) การสืบสวน (Investigation) เก็บรวบรวมหลักฐานขึ้นสู่ชั้นศาลหรือไกล่เกลี่ย และ (4) การเยียวยาชดใช้ผู้เสียหาย เทคนิคการบัญชีนิติวิทยาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) Collection Forensic คือ การตรวจสอบเอกสารและไฟล์เอกสาร (2) Digital Forensic คือ การสืบหาหลักฐานจากอุปกรณ์และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ปัญหาและอุปสรรคของการใช้บัญชีนิติวิทยาในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานการบัญชีนิติวิทยาและจรรยาบรรณของนักบัญชีนิติวิทยา จึงควรจัดตั้ง “สมาคมนักบัญชีนิติวิทยาแห่งประเทศไทย” หรือกำหนดให้เป็นสาขาวิชาชีพแขนงหนึ่งใน “สภาวิชาชีพบัญชี” นักบัญชีนิติวิทยาภาคเอกชนถูกจำกัดการเข้าถึงฐานข้อมูลทางการเงิน ขณะที่หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้เต็มที่ จึงอาจจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษ เช่น “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” และการจัดตั้งองค์กรกลางที่เป็น “Single of Command” เช่น “กระทรวงความมั่นคงภายใน” หรือ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปป.อศ.)” หรือเพิ่มบทบาทหน้าที่ของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาด้านความรู้ความสามารถเกิดจาก “ระบบอุปถัมภ์” ผู้ตรวจสอบภาครัฐมักขาดทักษะด้านการบัญชีนิติวิทยาซึ่งเป็นพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ การพัฒนาหลักสูตรการบัญชีนิติวิทยาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยอาศัยความร่วมมือแบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) และการฝึกอบรมร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชี


ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์, ปฐมพงษ์ ศรีหาพล Jan 2023

ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์, ปฐมพงษ์ ศรีหาพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค การสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มุ่งเน้นศึกษาผู้ที่มีหน้าที่ในการสืบสวน สอบสวน นักกฎหมาย ในคดีที่ผู้เสียหายเป็นเด็กในคดีออนไลน์ ผลการศึกษา พบว่า จากแบบสัมภาษณ์ทั้งหมด 9 คน โดยมีบทบาทหน้าที่ดังนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ TICAC จำนวน 5 คน นักจิตวิทยา จำนวน 1 คน พนักงานอัยการ จำนวน 1 คน NGO จำนวน 1 คน และนักสังคมสงเคราะห์ จำนวน 1 คน ปัญหาและอุปสรรค ข้อมูลที่เด็กไม่เต็มใจให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เนื่องจากว่าเด็กเป็นผู้เสียหาย เด็กอาย และไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทราบหรือให้บุคคลอื่นทราบ ก็จะปกปิดเป็นความลับ และเกี่ยวกับเรื่องของพ่อแม่ผู้ปกครองผู้เสียหายที่ไม่เข้าใจบทบาทของเจ้าหน้าที่ว่าเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลแต่ต้องการหาพยานหลักฐานเพื่อจับคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ เพราะไม่งั้นก็จะไปหลอกคนอื่นต่อ และที่เจอเป็นฝั่งของผู้เสียหาย เกี่ยวกับเรื่องของสภาพแวดล้อม และชุมชนของบ้านผู้เสียหาย ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดมาจากปัญหาครอบครัวที่บ้าน ปัญหาภายในครอบครัว และเป็นเรื่องของการเยาว์วัยของฝั่งผู้เสียหายคือสติปัญญาของเด็กยังไม่ก้าวทันภัยในส่วนของคนร้าย และปัญหาของการสืบสวนคือคนร้ายปิดบังอำพรางตัวตน บางทีสามารถขอข้อมูลจากทาง Facebook, Twitter ผู้ให้บริการในประเทศอย่างการขอ IP Address การขอหมายเลขโทรศัพท์มันต้องใช้เวลายุ่งยาก มันทำให้เป็นอุปสรรคในการสืบสวน ข้อเสนอแนะ เน้นในเรื่องของกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้ละเอียดรอบคอบอย่างเดียว จะทำให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานจะง่ายขึ้น แล้วก็รวดเร็วขึ้น และทุกอย่างให้มองเห็นประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ของหน่วยงานตัวเอง และปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการตรวจ เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปัญหาที่เจอคือเรื่องการตรวจพยานหลักฐานทาง Computer เพราะส่วนใหญ่ผู้ต้องหามีการปิดล็อกพาสเวิร์ดทาง Computer และมือถือทำให้ยากขึ้นตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างเพียงพอหรือยังที่ต้องเก็บพยานหลักฐานคือให้เจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งมีความรู้มีสกิลในการแนะนำเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการเก็บพยานหลักฐาน และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรสำหรับเด็ก ซึ่งมันขยายได้ว่าปัจจุบันมันยังไม่เป็นมิตรสำหรับเด็ก คือกระบวนการสืบสวนสอบสวนมันเหมือนการกระทำซ้ำกับเด็กด้วย พนักงานสืบสวนเองในหลายๆ พื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ที่ยังไม่ค่อยใช้สื่อ Online ตำรวจก็มีข้อจำกัดในการใช้เครื่องมือในการสืบสวน หรือบางแอพตำรวจยังไม่รู้จักเลย บางทีก็มีการใช้ถ้อยคำที่ทำร้ายจิตใจไม่เหมาะสม และการเก็บพยานหลักฐาน และขอเพิ่มเติมข้อเสนอแนะในด้านของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรสำหรับเด็กสำคัญมากในเรื่องความเป็นส่วนตัวแล้ววิธีการในการพูดคุยกับผู้เสียหาย ให้มีการเพิ่มจำนวนพนักงานสอบสวนหญิง แล้วก็พนักงานอัยการผู้หญิง ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาปัจจุบันก็ที่เค้าเน้นหนักคือพวกบัญชีม้า เพราะทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าใครเป็นคนกระทำความผิดจริง และข้อเสนอแนะไว้เรื่องเกี่ยวกับการเรื่องทางเพศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในการปราบปรามอาชญากรรมทางเพศ


การเผชิญวาระท้ายของชีวิตและการดูแลแบบประคับประคองของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม Jan 2023

การเผชิญวาระท้ายของชีวิตและการดูแลแบบประคับประคองของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มุ่งสะท้อนให้เห็นพัฒนาการด้านสุขภาพและการเข้าถึงของระบบราชทัณฑ์ไทยในการดูแลแบบประคับประคอง ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ตามกรอบข้อบังคับระดับสากลและข้อกฎหมายระดับประเทศ ทั้งนี้ ยังมุ่งศึกษาแนวทางการให้บริการด้านสุขภาพในมิติของการดูแลในระยะท้าย ความต้องการของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ และรูปแบบการจัดการกับการตายในเรือนจำ ผ่านกลไกของราชทัณฑ์ไทยที่มีทีมสหวิชาชีพต่างๆที่เข้ามาให้บริการกับผู้ต้องขังในระยะท้ายกับผู้ต้องขัง การศึกษาครั้งนี้อาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาครั้งนี้มีข้อค้นพบประการสำคัญว่า โครงการราชทัณฑ์ปันสุขเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญของบริการสุขภาพในกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังสูงวัยในวาระท้ายของชีวิตนั้นได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสากลเทียบเท่าการรักษาในโรงพยาบาลภายนอก ด้วยทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งยังมีบริการระบบการให้เยี่ยมออนไลน์สำหรับผู้ต้องขังในระยะท้ายในเรือนจำ และความต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำนั้นคือการได้ “กลับบ้าน” ที่นับเป็นข้อค้นพบสำคัญและเป็นความหวังสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจ


กล่องคอมเมนต์แห่งความเกลียดชังในบริบทสังคมไทย: กรณีศึกษาแฮชแท็กข่าวอาชญากรรมบนเฟซบุ๊ก, รมิดา แสงสวัสดิ์ Jan 2023

กล่องคอมเมนต์แห่งความเกลียดชังในบริบทสังคมไทย: กรณีศึกษาแฮชแท็กข่าวอาชญากรรมบนเฟซบุ๊ก, รมิดา แสงสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะของข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังต่ออีกฝักฝ่ายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข่าวอาชญากรรมในประเทศไทยบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ และการรับรู้ข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก และเพื่อศึกษามาตรการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการแพร่กระจายความเกลียดชังบนสื่อสังคมออนไลน์ต่อบุคคลอื่น โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยแบบเอกสาร การรวบรวมข้อมูลเอกสารที่เป็นข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังใต้โพสต์ข่าวอาชญากรรมในคดีฆาตกรต่อเนื่อง 6 ศพ คดีอดีตผู้กำกับใช้ถุงคลุมหัวผู้ต้องหายาเสพติด และคดีฆาตกรรมเน็ตไอดอล และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างต่อผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบข้อความที่แสดงความเกลียดชังต่ออีกฝักฝ่ายที่พบเหมือนกันทั้งสามคดีคือ การแบ่งแยกแบบไม่ตั้งใจต่อกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะของข้อความที่พบมักเป็นการบอกกล่าว การชี้นำ และการแสดงความรู้สึก ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่อข้อความที่แสดงความเกลียดชังใต้โพสต์ข่าวอาชญากรรม ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้นั้นพบว่ามีอยู่ 3 ปัจจัย คือ (1) ปัจจัยด้านจิต ได้แก่ แรงจูงใจส่วนตนและวัฒนธรรม (2) ปัจจัยด้านสังคม ได้แก่ การได้รับการยอมรับ การเลียนแบบหรือการคล้อยตามผู้ที่เคารพนับถือ ความต้องการในการปกป้องกลุ่มตน และการอบรมเลี้ยงดู และ (3) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ การเข้าถึงง่าย ความเป็นนิรนาม กฎหมายและการขาดผู้ตรวจตรา ขณะที่การรับรู้ข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังล้วนได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยการรับรู้ทั้งสามและการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวอันจะเป็นการกำหนดทิศทางให้การตอบสนองมีความแตกต่างหลากหลาย มาตรการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการแพร่กระจายความเกลียดชังบนสื่อสังคมออนไลน์ นอกเหนือไปจากกฎหมายและนโยบายแพลตฟอร์มที่มีอยู่ ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาช่วยประสานการแก้ปัญหาและดำเนินคดีระหว่างภาครัฐและเจ้าของแพลตฟอร์ม เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับระบบโครงข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาร่วมติดตามและตรวจสอบ บรรจุวิชาความรู้เท่าทันสื่อเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมแนะแนว สร้างกลุ่มศิลปินดาราตัวอย่างประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิเสรีภาพ สร้างสื่อเรื่องสั้นที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย จัดตั้งพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในระดับชุมชน จัดตั้ง Online Community เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นต่างในระดับสังคมแบบไม่เปิดเผยตัวตน


ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในการคัดกรองและตรวจสอบผู้โดยสารของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานดอนเมือง, รัฐพล สุวรรณรัฐ Jan 2023

ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในการคัดกรองและตรวจสอบผู้โดยสารของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานดอนเมือง, รัฐพล สุวรรณรัฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในการคัดกรองและตรวจสอบผู้โดยสารของตำรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานดอนเมืองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในการป้องกันอาชญากรรมในการคัดกรอง และตรวจสอบผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานดอนเมือง 2)เพื่อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรอง และตรวจสอบผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานดอนเมืองใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (semi-structured selection interview) สัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานระดับผู้บริหาร ผู้ควบคุมการปฏิบัติ และผู้ปฏิบัติงานในการคัดกรองและตรวจสอบผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานดอนเมืองที่เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในช่วงเวลาชั่วโมงหนาแน่น ทำให้ระบายผู้โดยสารได้ช้า หรือบุคลากรที่มีในหน่วยงานไม่เพียงพอ ระบบเทคโนโลยีไม่เสถียร ทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วน เป็นต้น แนวทางพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานควรมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกัน เช่น ข้อมูลหมายจับ ข้อมูลประวัติบุคคลพ้นโทษ และมีการอัพเดทข้อมูลต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสนามบินและในหลายพื้นที่ต้องปฏิบัติ หน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีความจำเป็นต้องประสานตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ จึงควรมีช่องทางกลางในการประสานงานร่วมระหว่างหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิด และสามารถติดต่อสอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง


อาชญากรรมเศรษฐกิจ: การพัฒนาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบ, พันธุ์พิศณ์ วัชรินทร์พร Jan 2023

อาชญากรรมเศรษฐกิจ: การพัฒนาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบ, พันธุ์พิศณ์ วัชรินทร์พร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ และพฤติกรรมของการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ศึกษาถึงปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย และศึกษาแนวทางในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ ที่เกี่ยวข้องกับการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบ จำนวน 5 ราย เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนในการ ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบจำนวน 10 ราย และผู้ที่เคยกระทำความผิดในการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายจำนวน 3 ราย ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงรูปแบบในการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายมี 2 รูปแบบ คือ การกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ได้รับเงินจริงแต่มีเงื่อนไขที่ผิดกฎหมาย และการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่กู้แล้วไม่ได้เงิน โดยผู้กระทำผิดสร้างเว็บไซต์หรือข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์โดยแอบอ้างเป็นหน่วยงานที่มีชื่อเสียง หรือสร้างแอปพลิเคชันปลอมเพื่อให้กู้ยืมเงินโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ คดีการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายมักจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีอื่น ปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการดำเนิน เช่น ปัญหาความเข้าใจในเทคโนโลยี ข้อจำกัดทางด้านเทคนิคในการสืบสวนสอบสวน ข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน อันเนื่องมาจากการมีข้อจำกัดในความรู้ความเข้าใจและ ความชำนาญทางกฎหมาย และปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการดำเนินการทางกฎหมาย แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ข้อเสนอแนะแนวทางป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย เช่น การเพิ่มการตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลการสร้างการตรวจสอบตนเอง การส่งเสริมการศึกษาทางด้านดิจิทัล การประชาสัมพันธ์และการเตือนภัย การปิดโอกาสหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย การทำให้การกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายหมดไปจากสังคม การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงต่ออาชญากรรมไซเบอร์ในเรื่องกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย การสร้างกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ประสิทธิภาพต่อการป้องกัน และ การกำหนดแนวทางนโยบาย และมาตรการในการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่มีประสิทธิภาพ


ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม Jan 2023

ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การได้รับความรุนแรงของผู้ต้องขังหญิง และศึกษาผลกระทบของการถูกใช้ความรุนแรงต่อผู้ต้องขังหญิง พร้อมศึกษาแนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง การวิจัยนี้ใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงโดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านการสำรวจแบบสอบถามกับผู้ต้องขังหญิง จำนวน 150 คน และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ต้องขังหญิง 15 คนและเจ้าหน้าที่เรือนจำ จำนวน 11 คน ผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 48 ของผู้ต้องขังหญิงเคยถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกาย ร้อยละ 12.7 เคยถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ และร้อยละ 43.3 เคยถูกกระทำความรุนแรงด้านจิตใจ ความรุนแรงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย เช่น นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือพิการ และส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น เครียด วิตกกังวลคิดวนเวียนซ้ำๆ เรื่องเดิม ความรุนแรงนี้ยังส่งผลให้ผู้ต้องขังหญิงบางคนมีปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง เป็นระยะเวลานานถึงขั้นเป็นบาดแผลในใจจนถึงปัจจุบัน ผลการประเมินผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ พบว่า ร้อยละ 47.3 ของผู้ต้องขังหญิงได้รับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจเล็กน้อยถึงรุนแรง โดยมีผู้ต้องขังหญิงกว่า 1 ใน 5 มีระดับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจมากและระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจรุนแรง ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้ควรที่จะได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการให้คำปรึกษา แนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง ประกอบด้วยแนวทางที่เรือนจำปฏิบัติเป็นหลัก จะมุ่งที่การจำแนกผู้ต้องขังเข้าใหม่เพื่อคัดกรองผู้ต้องขังและการดูแลเบื้องต้นด้านสภาพจิตใจ นอกจากนี้ ในเรือนจำยังมีอาสาสมัครเรือนจำเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ต้องขัง ทั้งด้านสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต หากแต่เรือนจำไม่ได้มีโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังที่มีประสบการณ์ที่ได้รับความรุนแรง โดยข้อจำกัดในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงก่อนเข้าเรือนจำ ได้แก่ การไม่เปิดใจหรือความไม่ไว้วางใจของผู้ต้องขัง การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ส่งผลต่อภาระงานที่มากเกินไป ข้อจำกัดด้านงบประมาณ สถานที่ การส่งต่อข้อมูลผู้ต้องขัง และทัศนคติของผู้ต้องขังอื่นในเรือนจำข้อเสนอแนะสำคัญจากการวิจัยนี้ ได้แก่ ควรมีการพัฒนานโยบายด้านการดูแลปัญหาสุขภาพจิตและการฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประวัติความรุนแรงอย่างเป็นระบบ การปรับปรุงพื้นที่เรือนจำให้เอื้อต่อการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่เรือนจำให้มีความรู้ความเข้าใจในการให้คำปรึกษาและการดูแลผู้ต้องขังหญิง ควรจัดโปรแกรมฝึกอบรมผู้ต้องขังที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นใจและการเยียวยาด้านจิตใจ ควรสนับสนุนการบูรณาการบริการด้านสุขภาพจิตในเรือนจำให้ครอบคลุมและเทียบเท่ากับบริการในชุมชน รวมถึงใช้เทคโนโลยีในการให้บริการและการดำเนินงาน ควรพัฒนาระบบการสอบประวัติและแบบสอบถามคัดกรองอาการทางสุขภาพจิต การให้คำปรึกษาและการดูแลทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดโปรแกรมเสริมทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและเยียวยาตนเองสำหรับผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรงเพื่อให้สามารถคืนคนดีกลับสู่สังคมได้อย่างแท้จริง


ปัญหาและการปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, อู่ธนา สุระดะนัย Jan 2023

ปัญหาและการปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, อู่ธนา สุระดะนัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้การมีอยู่และการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ อีกทั้งศึกษาสภาพปัญหาและผลกระทบของการเลือกปฏิบัติ ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 31 คน ผลการวิจัยพบว่าคนในสังคมไทยรับรู้ถึงการมีอยู่ตัวตนพนักงานสอบสวนเกย์ พวกเขาต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความคาดหวังเกี่ยวกับบทบาทและลักษณะการแสดงออกของเพศชายตามค่านิยมสังคมไทยและต้องปกปิดรสนิยมทางเพศที่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทที่เข้าใจและยอมรับ ปัญหาที่พบมี 4 ประการ ได้แก่ 1) การใช้สรรพนามที่ไม่เหมาะสม 2) การล้อเลียนและคุกคามทางเพศ 3) การมอบหมายงานที่ไม่สำคัญ และ 4) การเลื่อนขั้นที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อพนักงานสอบสวนเกย์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เกิดความอับอายและความเครียด 2) ถูกจำกัดโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ และ 3) ขาดความมั่นใจในตนเอง แนวทางการแก้ไขปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรเน้นการสร้างความเท่าเทียมและการยอมรับความหลากหลายทางเพศ โดยคำนึงถึงสิทธิในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ สิทธิในการแสดงออกและความคิดเห็นอย่างเสรี และสิทธิในความเป็นส่วนตัวตามหลักยอกยาการ์ตา อีกทั้งควรนำแนวทางขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสหประชาชาติ (UN) มาปรับใช้เพื่อลดการเลือกปฏิบัติและส่งเสริมความเท่าเทียมในที่ทำงาน


การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “นวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริง” มาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, มัชฌิมา ร่มรุกข์ Jan 2023

การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “นวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริง” มาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, มัชฌิมา ร่มรุกข์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาล” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของการค้นหาความจริงในกระบวนการสอบสวน ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาลและศึกษาแนวทางในการพัฒนากระบวนการสอบสวนเพื่อแสวงหาความจริง โดยอาศัยข้อมูลจากการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 16 คน จากพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ และนักวิชาการด้านงานยุติธรรม รวมถึงวิเคราะห์กรณีศึกษา จำนวน 5 คดีที่ประสบความสำเร็จจากการนำนวัตกรรมดังกล่าวไปใช้สอบสวนคดี และการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาของการแสวงหาความจริงในกระบวนการสอบสวนคดีอาญาเกิดจากสภาพปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผู้ปฏิบัติหน้าที่ 2) ด้านการรวบรวมพยานหลักฐาน 3) ด้านระบบการทำงาน ในส่วนของการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านกฎหมายและนโยบาย 2) ด้านทัศคติของผู้ปฏิบัติ 3) ด้านกำลังพล 4) ด้านงบประมาณ และ 5) ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ทั้งนี้ จากงานวิจัยค้นพบว่า นวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม สามารถสร้างดุลยภาพในการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องในคดี อีกทั้งยกระดับการให้ความสำคัญกับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีความจำเป็นต้องปฏิรูปกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะด้านงานสืบสวนสอบสวนที่จะต้องปฎิรูประบบการทำงานให้พัฒนาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยเร็ว


สาเหตุการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทย, ติณณภพ เตียวเจริญกิจ Jan 2023

สาเหตุการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทย, ติณณภพ เตียวเจริญกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทยนับเป็นปรากฏการณ์สำคัญในห้วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆ ภายในประเทศไทย ทั้งในระดับบุคคลถึงระดับสังคม อีกทั้งยังสร้างผลกระทบต่อบริบทสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศหลากหลายมิติ โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาสาเหตุของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบ และพฤติการณ์ของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ 2) เพื่อศึกษา และวิเคราะห์สาเหตุ และปัจจัยของการกระทำความผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการรับมือการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์และแนวปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล รวมถึงการพิจารณาถึงความเหมาะสมของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นคนรุ่นใหม่ และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีภารกิจงานเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางการเมือง ควบคู่ไปกับการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการศึกษาปรากฏประเด็นสำคัญดังนี้ 1) รูปแบบและพฤติการณ์ของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทยมักจะเป็นการโพสต์ หรือแชร์ข้อมูลที่บิดเบือน ในบัญชีผู้ใช้ส่วนตัว หรือกลุ่มสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่อาจเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมายได้ตามบริบททางการเมือง และ 2) สาเหตุและปัจจัยของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทย ประกอบด้วยปัจจัยระดับบุคคล ได้แก่ ปัญหาสถาบันครอบครัว ความกดดันและความเครียดในการดำรงชีวิต ทัศนคติต่อการเมือง และปัจจัยระดับสังคม ได้แก่ โครงสร้างทางสังคม มุมมองต่อการบังคับใช้กฎหมาย ปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในสังคม โดยข้อเสนอแนวทางการแก้ไขและรับมือกับปัญหาต้องดำเนินการแบบบูรณาการทุกมิติ ดังนี้ 1) การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความคิดและทัศนคติของคนรุ่นใหม่ 2) การพัฒนาการทำงานของภาครัฐในมิติด้านการใช้สื่อสังคมออนไลน์ 3) การพัฒนาการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตและครอบครัว และ 4) การพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายและการให้ความสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก


ศาลเตี้ยออนไลน์ : กรณีศึกษาสถานการณ์ ปฏิสัมพันธ์ และผลกระทบที่เกี่ยวกับคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงแต่ถูกสืบสวนและตัดสินในโลกออนไลน์, เขมสรณ์ หนูขาว Jan 2023

ศาลเตี้ยออนไลน์ : กรณีศึกษาสถานการณ์ ปฏิสัมพันธ์ และผลกระทบที่เกี่ยวกับคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงแต่ถูกสืบสวนและตัดสินในโลกออนไลน์, เขมสรณ์ หนูขาว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “ศาลเตี้ยออนไลน์ : กรณีศึกษาสถานการณ์ ปฏิสัมพันธ์ และผลกระทบที่เกี่ยวกับคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงแต่ถูกสืบสวนและตัดสินในโลกออนไลน์” สามารถสรุปผลการศึกษาโดยอาศัยข้อมูลจากการวิจัยเชิงคุณภาพได้ว่า ศาลเตี้ยออนไลน์คือพื้นที่ทางอารมณ์ที่แสดงบทบาทคู่ขนานไปกับกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ในรูปแบบของพิธีกรรมที่ทุกคนสามารถริเริ่มและมีกลุ่มคนเข้าร่วมในภายหลัง กลายเป็นการกระทำซ้ำ ๆ ที่มีการเตรียมการ การปฏิบัติการ และการลงโทษ โดยเป็นการใช้อำนาจผ่านสื่อออนไลน์ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและนำมาซึ่งความรุนแรง ประกอบด้วย 4 ตัวแสดงที่มีบทบาทแตกต่างกัน ได้แก่ 1) ผู้แสดงส่วนที่ 1 หมายถึง สื่อออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อสังคม 2) ผู้แสดงส่วนที่ 2 หมายถึง กลุ่มคนที่มาร่วมแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ 3) ใช้การมองเห็นและการรับรู้เป็นอาวุธจนเกิดการแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง และ 4) เหยื่อหรือผู้ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วยสถานการณ์ 5 รูปแบบ เรียงลำดับจากความรุนแรงน้อยไปหามาก ตั้งแต่การให้ข้อมูล การตีแผ่ การปักธง การสืบสวน และการไล่ล่า ซึ่งเป็นกระบวนการของสถานการณ์ที่ก่อรูปทรงจากพื้นที่ทางอารมณ์ จนกลายเป็นพลังงานทางอารมณ์ และแสดงออกผ่านปฏิสัมพันธ์แบบมีบทบาทแลกเปลี่ยน ที่อาจนำไปสู่ผลกระทบตามมาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านผู้กระทำ ด้านเหยื่อหรือผู้ได้รับผลกระทบ ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านกระบวนการยุติธรรม และด้านสังคม อย่างไรก็ดี ศาลเตี้ยออนไลน์สามารถพิจารณาได้ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ด้านหนึ่งอาจก่อให้เกิดความอยุติธรรม กลายเป็นกระบวนการยุติธรรมไวรัลหรือกระบวนยุติธรรมแบบปากต่อปากในโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะเกิดการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและการลงโทษที่ไม่ได้สัดส่วน อีกด้านหนึ่งเปรียบได้ดั่งรูปแบบคู่ขนานของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ที่ช่วยถ่วงดุลกระบวนการยุติธรรมผ่านเลนส์เทคโนโลยี จึงจำเป็นจะต้องสนับสนุนด้านบวกและควบคุมด้านลบ เพื่อนำศาลเตี้ยออนไลน์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง


การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อป้องกันการเกิดความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในสังคมยุคดิจิทัล, ไวพจน์ กุลาชัย Jan 2023

การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อป้องกันการเกิดความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในสังคมยุคดิจิทัล, ไวพจน์ กุลาชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อป้องกันการเกิดความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในสังคมยุคดิจิทัล” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในยุคดิจิทัล (2) ศึกษาประเภทของความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในยุคดิจิทัล (3) ศึกษาผลกระทบของความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในยุคดิจิทัล และ (4) เสนอแนะแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในยุคดิจิทัล การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นคู่ครองจำนวน 13 คู่ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์สรุปอุปนัย (analytic induction) ผลการศึกษา พบว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีทำให้การใช้ชีวิตคู่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากสังคมแบบเก่าทำให้การทำงานและชีวิตส่วนตัวเกิดความผูกพันจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เทคโนโลยีอาจสร้างความห่างเหินต่อชีวิตคู่ ซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งระหว่างคู่ครองและปัญหาอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อความขัดแย้งระหว่างคู่ครองประกอบด้วยปัจจัยเรียงตามลำดับความสำคัญ 12 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ปัจจัยด้านความแตกต่างในมุมมองหรือทัศนคติ ปัจจัยด้านการสื่อสาร ปัจจัยด้านการนอกใจ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูบุตร ปัจจัยด้านพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยด้านครอบครัวและเครือญาติของคู่ครอง ปัจจัยด้านเวลาและการจัดการชีวิตประจำวัน ปัจจัยความแตกต่างด้านอายุ ปัจจัยด้านความมีระเบียบและวินัย และปัจจัยด้านการแต่งกาย โดยสามารถจำแนกประเภทของความขัดแย้งระหว่างคู่ครองได้ 5 ประเภท ได้แก่ ความขัดแย้งด้านพฤติกรรมและทัศนคติ ความขัดแย้งทางด้านการเงิน ความขัดแย้งทางด้านเพศ ความขัดแย้งด้านการเลี้ยงดูบุตร และความขัดแย้งทางด้านการแบ่งงานกันทำ นอกจากนั้น ผลการวิจัยยังพบว่า ความขัดแย้งระหว่างคู่ครองส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ผลกระทบทางด้านจิตใจ ผลกระทบต่อความรุนแรงในครอบครัว ผลกระทบทางด้านร่างกาย ผลกระทบต่อลูก ผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ผลกระทบด้านสังคม และผลกระทบด้านความพึงพอใจในความสัมพันธ์ ทั้งนี้ แนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่ครองในเชิงสร้างสรรค์ประกอบด้วย การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ การเรียนรู้ ปรับตัวและยอมรับกัน การจัดการทางอารมณ์ การสร้างบรรยากาศที่ดี การสร้างฐานะทางการเงิน การมีส่วนร่วมในงานบ้าน และการมีกิจกรรมร่วมกันซึ่งจะทำให้ครอบครัวสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่ครองควรมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น แอปพลิเคชั่นที่ช่วยในการสื่อสารและจัดการความขัดแย้งระหว่างค่าครอง มาช่วยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายที่ดำเนินการโดยภาครัฐ


การมีส่วนร่วมของอาสาสมัครรักษาดินแดนในการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส, กรัณฑ์วาริษฐ์ สมจันทร์ Jan 2023

การมีส่วนร่วมของอาสาสมัครรักษาดินแดนในการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส, กรัณฑ์วาริษฐ์ สมจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของอาสาสมัครรักษาดินแดนในการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของอาสาสมัครรักษาดินแดนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ในอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ปัญหาและอุปสรรคของอาสาสมัครในการมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอสุไหงโกลก และเพื่อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของอาสาสมัครรักษาดินแดนในการมีส่วนร่วมกับหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอสุไหงโกลก ในการป้องกันอาชญากรรม การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ อาสาสมัครรักษาดินแดน ในอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส จำนวน 202 ราย และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์จำนวน 8 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น คือ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย สามารถแสดงรายละเอียด ดังนี้ 1) บทบาทของอาสาสมัครรักษาดินแดน อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การเฝ้าระวังภัยคุกคามด้านความมั่นคง 2) บทบาทของอาสาสมัครรักษาดินแดน อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ด้านการบริการ พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ บทบาทในงานจิตอาสาพระราชทานและงานอื่น ๆ ที่เป็นการให้บริการสาธารณะ 3) ปัญหาและอุปสรรคของอาสาสมัคร ด้านการจัดการภายในองค์กร พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การขาดแคลนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ 4) ปัญหาและอุปสรรคของอาสาสมัคร ด้านสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การขาดความร่วมมือในการทำงานจากภายนอกองค์กร 5) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ สามารถสรุปข้อมูลในภาพรวมได้ว่า ในประเด็นบทบาทด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย อาสาสมัครมีการปฏิบัติงานเพื่อเฝ้าระวังภัย โดยเน้นเรื่องผู้ก่อความไม่สงบเป็นสำคัญ ส่วนบทบาทในด้านการบริการ จะเน้นไปที่การอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำงานของอาสาสมัคร จากการสัมภาษณ์ พบว่า มี 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาด้านการบังคับใช้กฎหมาย, ปัญหาด้านสวัสดิการของอาสาสมัคร, ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์, ปัญหาด้านการขาดความร่วมมือในการทำงานภายนอกองค์กร และปัญหาด้านความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยเชิงปริมาณ สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครรักษาดินแดน จะต้องมีความสอดคล้องกับลักษณะปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ …