Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Criminology (144)
- Sociology (144)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2)
- Social Policy (2)
- Applied Behavior Analysis (1)
-
- Child Psychology (1)
- Community Health and Preventive Medicine (1)
- Counseling (1)
- Counseling Psychology (1)
- Counselor Education (1)
- Development Studies (1)
- Economics (1)
- Health Economics (1)
- Health Policy (1)
- Health Services Research (1)
- Medicine and Health Sciences (1)
- Psychology (1)
- Public Health (1)
- Public Health Education and Promotion (1)
- Public Policy (1)
- Social Work (1)
- Keyword
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 1 - 30 of 147
Full-Text Articles in Social Justice
Cost Analysis Of Integrated Genderaffirming And Sexual Health Services For Transgender Women In Thailand: Evidence From The Tangerine Clinic, Braprut Sawatwipachai, Kunncadah Anuwong, Nittaya Phanuphak, Rena Janamnuaysook, Kritima Samitpol, Sujin Nitadpakorn
Cost Analysis Of Integrated Genderaffirming And Sexual Health Services For Transgender Women In Thailand: Evidence From The Tangerine Clinic, Braprut Sawatwipachai, Kunncadah Anuwong, Nittaya Phanuphak, Rena Janamnuaysook, Kritima Samitpol, Sujin Nitadpakorn
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Background: Transgender women experience a disproportionate burden of human immunodeficiency virus (HIV) globally and in Thailand. Integrating gender-affirming care into sexual health services may improve uptake of HIV and sexually transmitted infections (STIs) testing, treatment, and prevention. Cost data are essential to inform program planning and policy decisions regarding inclusion of such services within Thailand’s Universal Health Coverage (UHC) system.
Objectives: To estimate the full and unit costs of trans-led, integrated gender-affirming and sexual health services along the HIV care cascade.
Methods: Costs of Tangerine Clinic services in 2021 were assessed from the provider perspective, using standard and activity-based costing …
The Critical Definitions For Measuring Homelessness: Implication For Homeless Policy Formulation From Developed Countries To Thailand, Surasak Wongsa
The Critical Definitions For Measuring Homelessness: Implication For Homeless Policy Formulation From Developed Countries To Thailand, Surasak Wongsa
Journal of Demography
Homelessness phenomenon is facing in countries. In the past, the definition of homelessness was based on a materialistic mindset or the principle of objectivity, which viewed problems as tangible and visible objects. Looking at social problems based on objectivity leads to a definition of homelessness that includes only those who are sleeping on the streets and people living in government shelters by identifying the causal factors of homelessness at the individual level, especially mental illness, crime, and drug use. Defining homelessness objectively also involves counting methods that measure the characteristics of homelessness using street counts from the locations where homeless …
ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์
ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ข่าวสาร และทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจที่มีอิทธิพลต่อระดับความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการป้องกันและลดความวิตกกังวลของประชาชนต่อภัยอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 396 คน ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมกลุ่มนิสิตนักศึกษา ผู้ใช้บริการห้างสรรพสินค้า และผู้ใช้พื้นที่สาธารณะทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นทางสถิติเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า t การวิเคราะห์ความแปรปรวน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความหวาดกลัวระหว่างกลุ่ม รวมถึงวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่ายเพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับระดับความหวาดกลัว โดยกลุ่มเพศหญิงมีระดับความหวาดกลัวมากกว่า ขณะที่ปัจจัยด้านช่วงอายุไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงจากสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ส่งผลให้ระดับความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และพบว่าทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจมีความสัมพันธ์ในทางลบกับความหวาดกลัว กล่าวคือ ผู้ที่เชื่อมั่นในความสามารถของตำรวจจะมีความกลัวน้อยกว่า ผลการศึกษาโดยรวมชี้ให้เห็นว่าความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์กราดยิงไม่เพียงเป็นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาต่ออาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรู้สึกไม่มั่นคงในสังคมเมืองสมัยใหม่ งานวิจัยนี้เสนอแนวทางการวางแผนการป้องกันและรับมือกับเหตุการณ์กราดยิง โดยให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการมาตรการทั้งสามระดับอย่างเป็นระบบ ได้แก่ มาตรการด้านพื้นที่และโครงสร้างกายภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง มาตรการด้านสถาบันและการปฏิบัติการเพื่อจัดกำลังตามความเสี่ยงและยกระดับความพร้อมในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และมาตรการด้านการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งการประสานกลไกทั้งสามระดับจะช่วยลดทั้งความเสี่ยงเชิงจริงและความหวาดกลัวเชิงรับรู้ พร้อมเสริมสร้างสภาพแวดล้อมเมืองที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น
การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ
การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสร้างเมืองปลอดภัยเพื่อป้องกันปัญหาอาญากรรม ยังประสบสภาพปัญหาช่องว่างเชิงนโยบาย (Gaps for Policy Formulation) การกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องในพื้นที่ (Contextual Index) และสภาพปัญหาด้านการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders Concern) ส่งผลให้การกำหนดนโยบายขาดความชัดเจนและอาจไม่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาสภาพปัญหาและนำเสนอนโยบาย “เมืองปลอดภัยเชิงรุก (Pro-Active Safe City)” เพื่อแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของการตีความและการกำหนดเป้าหมายผ่านตัวชี้วัด โดยนำร่องการศึกษาในพื้นที่ศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยดำเนินการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ - เชิงคุณภาพ การออกแบบเชิงบูรณาการตามหลัก 4D Design Thinking และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) โดยริเริ่มสำรวจด้วยดัชนีตัวชี้วัดความปลอดภัยเชิงกายภาพรายพื้นที่ (Crime Vector Index: CVI) จากการสำรวจออนไลน์ ประชากรจำนวน 382 ราย เพื่อประเมินความเสี่ยงและความต้องการ และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและผู้แทนท้องถิ่นจำนวน 7 ราย และการจัดอภิปรายกลุ่มสำหรับภาครัฐ-ภาคประชาชนจำนวน 25 ราย ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ประชาชนในพื้นที่มีความต้องการให้เน้นย้ำกลไกการสร้างพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันและการพักผ่อน (ร้อยละ 25.13) การติดตั้งเสาไฟส่องสว่าง (ร้อยละ 21.20) และการสร้างอาสาสมัครชุมชนช่วยลาดตระเวนในพื้นที่ (ร้อยละ 14.66) และประชาชนในพื้นที่มีความกังวลต้องรับมือความเสี่ยงของอาชญากรรม โดยต้องการมุ่งเน้นการปกป้องความปลอดภัยในชีวิต การแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยง สกัดกั้นความเสี่ยงจากภัยภายนอก ในขณะที่ความเข้มแข็งทางสังคมและการสร้างแนวร่วมเฝ้าระวังภัยอาชญากรรมเป็นกลไกสำคัญ และการสร้างพื้นที่ส่วนกลาง ขยายโอกาสในการใช้พื้นที่ร่วมกันและเศรษฐกิจในพื้นที่ ฉะนั้น แนวทางการสร้างเมืองปลอดภัยสำหรับพื้นที่ จึงนำเสนอในรูปแบบเมืองปลอดภัยเชิงผสมผสาน โดยออกแบบมิติความปลอดภัยเชิงกายภาพผ่านการติดตั้งอุปกรณ์และเทคโนโลยีเฝ้าระวังจุดเสี่ยงบริเวณพื้นที่รอยต่อ และมิตินามธรรมผ่านกลไกสร้างชุมชนเข้มแข็งให้เป็น “หุ้นส่วนความปลอดภัยสาธารณะ (Strategic Partnership for Public Security)” และสร้างความสมดุลระหว่างสังคม - เทคโนโลยีโดยเน้นย้ำการมีส่วนร่วม (Engagement) จากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน (Stakeholders) สร้างความตระหนักการรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ (Sense of Belonging) เป็นพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) เพื่อป้องกันอาชญากรรมพื้นฐาน (Street Crimes) และยาเสพติด และยกระดับสู่การสร้างข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ เพื่อแนะนำกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติ และธรรมาภิบาลด้านเมืองปลอดภัย ด้านกฎ …
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจร: กรณีศึกษาเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐวุฒิ ปัญจชัย
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจร: กรณีศึกษาเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐวุฒิ ปัญจชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายจราจรเกี่ยวกับความผิดเมาแล้วขับ (2) วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุที่เป็นอุปสรรคต่อการบังคับใช้กฎหมาย และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเขตเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรและยานพาหนะสูง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 7 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล 3 ราย ผู้พิพากษาและพนักงานอัยการในเขตกรุงเทพมหานคร 3 ราย และนักวิชาการด้านอาชญาวิทยาและนโยบายกฎหมายจราจร 1 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังไม่บรรลุเป้าหมายด้านการยับยั้ง แม้กรอบกฎหมายจะกำหนดบทลงโทษไว้ค่อนข้างครบถ้วน แต่การบังคับใช้ในทางปฏิบัติยังขาดความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ โดยมักเข้มงวดเฉพาะช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาว ประกอบกับข้อจำกัดด้านกำลังคน อุปกรณ์ตรวจวัด และเทคโนโลยีสนับสนุน รวมถึงช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรม เช่น การลงโทษสถานเบาในบางกรณี การติดตามผู้กระทำผิดซ้ำที่ไม่เข้มแข็ง และการขาดฐานข้อมูลกลางเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้ความแน่นอนของบทลงโทษลดลงและพลังในการป้องปรามไม่เพียงพอ จากผลการวิจัย เสนอให้พัฒนาการบังคับใช้กฎหมายในเชิงระบบ ได้แก่ การสุ่มตรวจอย่างทั่วถึงตลอดปี การจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการเพื่อเพิ่มความแน่นอนของบทลงโทษ โดยเฉพาะต่อผู้กระทำผิดซ้ำ การพัฒนากลไกบูรณาการและฐานข้อมูลกลาง การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนควบคู่มาตรการฟื้นฟูและการสร้างจิตสำนึกทางสังคม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับอย่างยั่งยืน
การตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษาพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ธนพล ทายะติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน ศึกษาระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ และศึกษาแนวทางการป้องกันในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 400 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงาน กฟผ. ในปัจจุบัน คือ ภัยจากการหลอกลวง ภัยจากมัลแวร์และไวรัส ภัยจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ภัยจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย และ ภัยทางอ้อมอื่นๆ มีระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ และมีระดับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ในระดับมากที่สุด หากแต่มีประสบการณ์ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ส่วนมาก ในระดับน้อย การทดสอบสมมุติฐาน พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ระดับการศึกษา อายุการทำงาน ระดับการทำงาน ต่อการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ นอกจากนี้ประสบการณ์ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ไม่มีความสัมพันธ์กับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ในขณะที่การตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีผลบวก คือ พนักงาน กฟผ.ที่มีระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มาก จะมีพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มาก แนวทางการป้องกันในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงาน กฟผ. คือ ความมีสติและความรอบคอบ การตรวจสอบและยืนยันข้อมูล การปฏิเสธและป้องกัน และการจัดการและปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ข้อเสนอแนะของการศึกษาคือ การจัดตั้งหน่วยงานและระบบเฉพาะ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้จากภาครัฐ การศึกษาและสร้างความตระหนักรู้ การมีสติ และการระมัดระวัง
การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์
การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษามาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (2) วิเคราะห์สถานการณ์ สภาพปัญหา จุดแข็ง และจุดอ่อนของมาตรการดังกล่าว และ (3) พัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมต่อบริบทจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยใช้วิธีการเชิงคุณภาพผ่าน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 23 คน ประกอบด้วยข้าราชการ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้ง การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในช่วงปี พ.ศ. 2563–2568ผลการศึกษาพบว่า มาตรการด้านความปลอดภัยในอดีตมุ่งเน้นการใช้กำลังคนและการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะที่ปัจจุบันพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุกและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน โดยมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กล้อง AI ระบบ Biometric แอปพลิเคชัน CM-CHANA ระบบขนส่งสาธารณะประเภทไฟฟ้าความเร็วต่ำ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว การทำ MOU กับผู้ประกอบการ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เช่น หอการค้า สมาคมมัคคุเทศก์ และสมาคมโรงแรมจุดแข็งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ความร่วมมือภาคเอกชนและชุมชนที่เข้มแข็ง นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่ดี และการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญ ได้แก่ การทำงานแบบแยกส่วนฐานข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ช่องโหว่ด้านกฎหมายที่ทำให้การดำเนินคดีในกรณีผู้เสียหายเป็นชาวต่างชาติดำเนินการได้ยาก การสื่อสารความปลอดภัยเชิงรุกยังไม่ถึงนักท่องเที่ยว และความคลาดเคลื่อนของนิยาม “ความปลอดภัย” ระหว่างรัฐและนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับอุบัติเหตุและมลพิษ PM2. 5 มากกว่าอาชญากรรมแนวทางพัฒนาที่เสนอ ได้แก่ การจัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวเชียงใหม่” เพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับการสื่อสารหลายภาษาและระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน การขยายอาสาสมัครความปลอดภัยสู่ชุมชนรอง การนำแนวคิด Tourism Risk Governance มาประยุกต์เพื่อให้ความปลอดภัยครอบคลุมสุขภาพและภัยพิบัติ รวมทั้งพัฒนามาตรการเพื่อกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเสนอให้ตราข้อบัญญัติท้องถิ่นและจัดตั้งกองทุนด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านงบประมาณและการบริหารจัดการ รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ
เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย
เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “เส้นทางสู่วาระท้ายของผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งสะท้อนประสบการณ์ของผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายผ่านการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) เพื่อทำความเข้าใจสภาวะและความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) ทั้งหนังสือ บทความทางวิชาการ รายงานการวิจัย และวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านแนวคิดและทฤษฎีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสากลด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขัง ตลอดจนกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพิจารณาปัจจัยเชิงระบบที่มีผลต่อการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย เช่น ความแออัดของเรือนจำ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร ตลอดจนศึกษาแนวปฏิบัติในต่างประเทศซึ่งมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ได้แก่ ประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรูปแบบบริการด้านการดูแลประคับประคองในเรือนจำตั้งแต่การจัดตั้งหน่วยดูแลเฉพาะทาง การพัฒนาอาสาสมัครผู้ต้องขัง ไปจนถึงกลไกการปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม การเก็บข้อมูลภาคสนามใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักทัณฑวิทยาที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย และผู้ต้องขังจำนวน 2 นายที่กำลังเผชิญภาวะป่วยระยะสุดท้าย ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างภาพรวมของประสบการณ์ในวาระสุดท้ายของผู้ต้องขังในด้านร่างกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงอุปสรรคที่พบในการเข้าถึงบริการสุขภาพภายในเรือนจำ ผลการศึกษาคาดว่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นที่ และระบบบริการสาธารณสุขในเรือนจำ อาทิ การดูแลรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง การขาดบริการเฉพาะทางด้านประคับประคอง และความจำกัดในการตอบสนองความต้องการทางจิตใจและจิตวิญญาณของผู้ต้องขัง นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายในเรือนจำไทยให้มีลักษณะครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเน้นความสำคัญของการดูแลแบบองค์รวม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต
มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง
มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับการป้องกันการฉ้อโกงดังกล่าว เพื่อนำมาพิจารณาสำหรับการออกมาตรการหรือแนวนโยบายสำหรับป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสมภายใต้บริบทของประเทศไทย โดยอาศัยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการค้นคว้าเชิงเอกสาร การศึกษาผ่านกรณีศึกษา รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการเงินและธนาคาร หน่วยงานรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงอาศัยเทคนิคพื้นฐานอย่าง Social Engineering โดยอาศัยเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคนิคการฉ้อโกงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในลักษณะขององค์กรอาชญากรรม ทำให้รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงมีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้น การพิจารณาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีศักยภาพในการประมวลผลและการตรวจจับความผิดปกติแบบ Real-time จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครจนกระทั่งจบขั้นตอนการทำธุรกรรม โดยอาศัยโมเดลแบบผสมผสาน (Hybrid Model) ที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนได้ ทั้งนี้ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต้องคำนึงถึงจริยธรรมทั้งในด้านช่องว่างความรับผิด ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล รวมไปถึงอคติและความโปร่งใสของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้น การออกมาตรการควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสม รวมไปถึงสนับสนุนหรือแนะนำให้มีการใช้เทคนิคอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่คำนึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบ เช่น Federated Training และ Explainable AI รวมไปถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งในแง่ของการป้องกันการฉ้อโกงและในแง่ของจริยธรรมอย่างแท้จริง
ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร
ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระบบข้อพิจารณาในการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย 2) ศึกษาระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย และ 3) เสนอแนะแนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 คน ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับระบบราชทัณฑ์และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้แก่ นักทัณฑวิทยา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นักทัณฑปฏิบัติ นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพ จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และศูนย์มิตรอาทร โรงพยาบาลตำรวจ ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการพิจารณาการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย หลักเกณฑ์นี้ช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเป้าหมายด้านความปลอดภัยของสังคมผ่านกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม 2) ระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีเป้าหมายหลักในการบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ การดูแลนี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจนถึงวาระท้ายชีวิต และยังรวมถึงการดูแลครอบครัวในช่วงการสูญเสีย แต่ยังเผชิญกับข้อจำกัดในเชิงโครงสร้าง ทรัพยากรบุคคล 3) แนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย ในด้านกายภาพของสถานพยาบาลในเรือนจำ ออกแบบจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care Zone) ปรับรูปแบบการเยี่ยมที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ต้องขังทั่วไป และการสร้างทีม Palliative care ให้แข็งแรงในการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)
แนวทางการพัฒนาระบบการดําเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา, สิรภัทร คัยนันทน์
แนวทางการพัฒนาระบบการดําเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา, สิรภัทร คัยนันทน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนาระบบการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา” มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาสภาพปัญหา และผลกระทบในการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาที่ยังไม่สอดคล้องตามปฏิญญาว่าด้วยหลักยุติธรรมพื้นฐานสำหรับเหยื่ออาชญากรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 23 ราย ประกอบการวิเคราะห์บทความและบทสัมภาษณ์ในสื่อออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาในการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา มีหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อผู้เสียหาย ครอบครัว ญาติ และบุคคลใกล้ชิดผู้เสียหาย และผลกระทบต่อรัฐ อีกทั้งยังมีประเด็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาที่ยังไม่สอดคล้องตามปฏิญญาสากลในหลายส่วน ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การแก้ไขพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหาย ลดขั้นตอนการดำเนินงาน สร้างความชัดเจนในภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริหารจัดการข้อมูลระหว่างหน่วยงานในประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว รวมถึงการจัดวางกลไกการชดเชยความเสียหายระหว่างผู้กระทำผิดและรัฐใหม่ พร้อมจัดตั้งกองทุนเหยื่ออาชญากรรม ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เสริมด้วยการปลูกฝังเรื่องสิทธิมนุษยชนในระบบการศึกษา ควบคู่กับการวางนโยบายเพื่อป้องกันอาชญากรรมในสังคม เพื่อเป็นปราการปกป้อง คุ้มครองสิทธิแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน
แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ทะเลอาณาเขตของประเทศไทย, ฉัตรวรินท์ ภูวัชร์พิบูล
แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ทะเลอาณาเขตของประเทศไทย, ฉัตรวรินท์ ภูวัชร์พิบูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหา สาเหตุ นโยบาย กฎหมาย และการดำเนินงานของไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้าน้ำมันเถื่อน 2) เสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาตินี้ และ3) สนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก 23 ท่าน ซึ่งครอบคลุมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ผู้ปฏิบัติงานหน่วยงานภาครัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และกลุ่มตัวอย่างภาคธุรกิจเอกชนที่ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ผลการศึกษาพบว่า การค้าน้ำมันเถื่อนในทะเลอาณาเขตไทยเป็นปัญหาต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นขบวนการหลีกเลี่ยงภาษี และมักมีนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐให้การสนับสนุน แรงจูงใจหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูง แรงกดดันทางเศรษฐกิจ และผลตอบแทนจากการกระทำผิดที่สูง ทำให้เกิดการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนอย่างแพร่หลาย แม้จะมีกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย รวมถึงศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ทำหน้าที่ประสานงาน แต่ก็ยังคงประสบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง อาชญากรรมนี้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศ ความปลอดภัยของสังคม สุขภาพประชาชน และคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามประสบผลสำเร็จในระยะยาว ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ควรส่งเสริมให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างความร่วมมือและบูรณาการ การทำงานระหว่างกัน ทั้งในระดับหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงาน ภาครัฐควร จัดสรรกำลังพลและอุปกรณ์ให้เพียงพอและทันสมัย รวมถึง แก้ไขกฎหมายที่ไม่ทันสมัย นอกจากนี้ ควร สร้างองค์ความรู้และความเข้าใจถึงผลกระทบ ของอาชญากรรมนี้ให้แก่ประชาชน และที่สำคัญคือ ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านความตกลงประชาคมอาเซียนหรือโครงการความร่วมมือต่างๆ เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการค้าน้ำมันเถื่อนในทะเลอาณาเขตไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต
แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง, ศิริธร สมสุวรรณ
แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง, ศิริธร สมสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง”มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงในกรุงเทพมหานคร สาเหตุของปัญหาในการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง และแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง เป็นการวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณซึ่งใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร (อายุ 20 – 59 ปี) จำนวน 400 คน ร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 4 กลุ่ม ได้แก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรม องค์กรสาธารณะประโยชน์ด้านความปลอดภัยของผู้หญิง และผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร รวม 13 คนผลการศึกษา พบว่า ผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครมีผู้เคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมโดยตรง 3 ประเภท ได้แก่ อาชญากรรมทางเพศ อาชญากรรมต่อทรัพย์สิน และอาชญากรรมต่อชีวิตและร่างกาย ส่วนใหญ่มีการแจ้งความที่สถานีตำรวจ โดยสถานที่ที่พบอาชญากรรมมากที่สุด คือ ตรอก ซอย ถนน รองลงมาคือที่อยู่อาศัย และรถโดยสารสาธารณะ ส่วนใหญ่ได้รับแจ้งข่าวเหตุอาชญากรรมทาง Social media ซึ่งผู้หญิงต้องการให้แก้ไขปัญหาด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิดและไฟฟ้าส่องสว่างให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพิ่มกำลังตำรวจในการตรวจตรา และแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษที่รุนแรง โดยสาเหตุของปัญหาในการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงเกิดจากอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครมีจำกัด ศักยภาพและผู้ปฏิบัติไม่เพียงพอ การเติบโตของเมืองที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการ การบูรณาการระหว่างหน่วยงานไม่เข้มแข็ง ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สังคมขาดการสร้างความตระหนักรู้ถึงความปลอดภัยจากอาชญากรรม นโยบายรัฐด้านการดูแลความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงไม่ชัดเจน และทัศนคติทางสังคมมองว่าผู้หญิงถูกล่วงละเมิดเป็นเรื่องน่าอาย โดยมีแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง 6 แนวทาง เรียกว่า “IT-4E” ประกอบด้วย การบูรณาการการทำงานร่วมกัน (Integration) การนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการพัฒนาเมืองให้ปลอดภัย (Technology) การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ (Enforcement) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย (Environment) การให้การศึกษาและความตระหนักรู้ด้านภัยอาชญากรรม (Education) และการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน (Engagement) ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงประสบความสำเร็จ
การประทุษวาจาในสังคมออนไลน์ : กรณีศึกษาการประทุษวาจาที่มีต่อ “คนอีสาน” ของประเทศไทยในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก, จิรภัทร จ้างประเสริฐ
การประทุษวาจาในสังคมออนไลน์ : กรณีศึกษาการประทุษวาจาที่มีต่อ “คนอีสาน” ของประเทศไทยในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก, จิรภัทร จ้างประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท การสำรวจความคิดเห็นและผลกระทบ ตลอดจนการกำกับดูแลปัญหาและมาตรการในการลดปัญหาการประทุษวาจาในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับคนอีสานในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใช้งาน 50 คน ผ่านเครื่องมือแบบสอบถามในการเก็บข้อมูล วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เป็นผู้สร้างเนื้อหาดังกล่าวในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก กลุ่มผู้พบเห็นหรือได้รับผลกระทบ และ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการกำกับดูแล และ วิธีวิจัยชาติพันธุ์วรรณนาทางอินเตอร์เน็ต (Netnography) โดยคัดเลือกข้อความที่ได้จากการเข้าร่วมแบบไม่มีอคติ และ ไม่มีการแสดงความคิดเห็นหรือตั้งกระทู้ถามในเพจและกลุ่มที่เข้าร่วม ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัญหาการประทุษวาจาเกี่ยวกับคนอีสานเกิดจากปัจจัยหลักมาจากภาพจำที่มีต่อคนอีสาน การยั่วยุหรือการ “ปั่น” ทั้งจากผู้ใช้งานที่เป็นคนอีสานเพื่อความสนุกสนาน และ การขาดความภูมิใจในอัตลักษณ์ทางภูมิภาคความเป็นอีสาน รวมถึงปัจจัยทางออนไลน์ร่วมด้วย 2) รูปแบบของเพจหรือกลุ่มสาธารณะที่เกี่ยวกับการประทุษวาจาคนอีสานสามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ เพจหรือกลุ่มที่มีการนำเสนอเนื้อหาอย่างรุนแรง เพจหรือกลุ่มที่มีการนำเสนอการประทุษวาจาคนอีสานในบางครั้ง และ เพจหรือกลุ่มที่ไม่ได้มีการนำเสนอการประทุษวาจาคนอีสาน แต่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มองว่าเป็นการประทุษวาจาคนอีสาน 3) ความรู้สึกของคนอีสานที่พบเห็นเนื้อหาลักษณะดังกล่าว ส่วนหนึ่งอาจโมโหและตอบโต้กลับ บางส่วนมองว่าข้อความเหล่านี้ทำให้เกิดความเกลียดชังและการแบ่งแยกในสังคม 4) ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมไทยจากปัญหาดังกล่าวสามารถกระทบต่อผู้ใช้งานที่สร้างเนื้อหาอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้อ่านที่พบเห็นเนื้อหาอาจกระทบต่อจิตใจ และ อาจส่งผลกระทบทำให้สังคมเกิดอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังในอนาคตได้ 5) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่คัดมาจากการเข้าร่วมเพจและกลุ่มสาธารณะพบว่าส่วนใหญ่แสดงออกถึงข้อความเชิงลบ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความรู้สึกและก้าวร้าว และ บางข้อความมีการใช้ข้อความที่แสดงออกถึงการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ 6) มาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถกำกับดูแลปัญหาการประทุษวาจาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งยังมีประเด็นที่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ โดยการใช้ AI ในการติดตามเนื้อหาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาดังกล่าว 7) แนวทางที่เหมาะสมนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือ AI ในการจัดการปัญหาการประทุษวาจาในสื่อสังคมออนไลน์ คือ การสร้างความเข้าใจอันดีและยอมรับในความแตกต่างของคนในสังคม และสร้างมาตรการอื่นๆ ในการกำกับดูแลปัญหาการประทุษวาจาคนอีสานในสื่อสังคมออนไลน์ไทย
"เรือมืด" กับอาชญากรรมทางน้ำ: ปัญหาและแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ, ธรากร เลิศพรเจริญ
"เรือมืด" กับอาชญากรรมทางน้ำ: ปัญหาและแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ, ธรากร เลิศพรเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและรูปแบบของการนำเรือของกลางไปใช้ในการประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" แสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาในกระบวนการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ และศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำเพื่อป้องกันการนำไปใช้ประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำจำนวน 15 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร และกำหนดกรณีศึกษาเป็นเรือของกลางในคดีอาญาที่ 102/2567 จำนวน 3 ลำ ซึ่งสูญหายไปจากจุดจอดทอดสมอ และถูกนำไปใช้ประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" ผลการศึกษา สะท้อนให้เห็นว่า สภาพปัญหาการนำเรือของกลางไปใช้ก่ออาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" เกิดจากการอนุญาตให้ลูกเรือที่ได้รับการประกันตัวและปล่อยตัวชั่วคราวพักอาศัยในเรือของกลาง โดยขาดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดเพียงพอ ส่งผลให้เกิดรูปแบบของของการนำเรือของกลางไปใช้ก่ออาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ “เรือมืด” เพื่อลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อน สำหรับกระบวนการเก็บรักษาเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ พบข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ ด้านกายภาพ ด้านเวลาในการทำงานยามวิกาล ด้านทรัพยากรเครื่องมือและเทคโนโลยี ด้านจำนวนทรัพยากรบุคคล ด้านระบบการเก็บรักษาเรือของกลาง ด้านการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากร และด้านการประสานกับหน่วยงานภายนอก หากแต่กระบวนการจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำประสบปัญหาความล่าช้า สำหรับแนวทางการพัฒนาการเก็บรักษาเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ ควรจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงาน สนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยี เพิ่มบุคลากรและการจัดสรรงานที่เหมาะสม ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนแนวทางการจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำควรพิจารณาอนุญาตให้นำเรือของกลางไปใช้ประโยชน์ในภารกิจของกองบังคับการตำรวจน้ำระหว่างรอดำเนินการจำหน่าย เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกลับลอบนำไปใช้ก่ออาชญากรรมซ้ำในลักษณะ "เรือมืด
การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์, เชาวเจตน์ แสงศิริ
การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์, เชาวเจตน์ แสงศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบอร์ดเกมบิงโกในการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ศึกษาความเข้าใจผิดของผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับอาชญากรรมดังกล่าว และศึกษาความพึงพอใจในการใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้เกี่ยวกับอาชญากรรม เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนและนักศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ใช้แบบทดสอบก่อนและหลังเล่นเกม พร้อมแบบวัดทัศนคติผลการศึกษา พบว่าผู้เข้าร่วมกลุ่มทดลองมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น โดยสามารถจดจำรูปแบบการกระทำผิดและกลวิธีการหลอกลวงได้อย่างถูกต้องมากขึ้น รวมถึงสามารถระบุผลกระทบและแนวทางการป้องกันตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเข้าใจผิดของผู้เข้าร่วมลดลง และมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการเรียนรู้ผ่านเกม โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นว่าเกมช่วยให้เรียนรู้ได้อย่างสนุกและเข้าใจง่ายขึ้นนอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบประเด็นด้านความพึงพอใจในการใช้บอร์ดเกมในการเรียนรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 3 ประการ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ผ่านการเล่น 2) ความสนุกและลดความตึงเครียดขณะเรียนรู้ และ 3) ความเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนผ่านสถานการณ์จำลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ 1) การส่งเสริมการนำบอร์ดเกมไปใช้ในบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลาย 2) การพัฒนาเกมให้ครอบคลุมสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง และ 3) การพัฒนาเครื่องมือวัดผลที่สามารถประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์และพฤติกรรมการป้องกันตนเองในระยะยาวได้
ประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติดในทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์, ธีรศาสตร์ ภู่เจริญ
ประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติดในทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์, ธีรศาสตร์ ภู่เจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่มีต่อประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติด 2) ประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดี ยาเสพติดในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ต้องขังคดียาเสพติดในทัศนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ที่เกี่ยวข้อง และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติด เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่รับผิดชอบโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังจากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ จำนวน 121 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ เชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของโปรแกรมในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย (x̄=3.85) โดยด้านทักษะของวิทยากรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄=4.19) ขณะที่ด้านความพร้อมด้านทรัพยากรมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (x̄=3.45) สำหรับประสิทธิภาพของโปรแกรมในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมผู้ต้องขังอยู่ในระดับเห็นด้วย (x̄=4.02) โดยการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นคือผู้ต้องขังมีเป้าหมายและแรงจูงใจในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเมื่อพ้นโทษ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิภาพของโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ...
การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก, ยศศักดิ์ นะเสือ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการค้ามนุษย์ในกรณีชาวต่างชาติที่ถูกหลอกไปทำงานในเมียนมา วิเคราะห์สภาพปัญหาในการบูรณาการการคุ้มครองผู้เสียหาย และนำเสนอแนวทางพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมให้สอดคล้องกับมาตรการ NRM โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคประชาสังคม รวมทั้งวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการความร่วมมือยังขาดความชัดเจนทั้งด้านโครงสร้างการประสานงาน บทบาทหน้าที่ การแบ่งปันข้อมูล และการตีความสถานะผู้เสียหาย โดยเฉพาะกรณี forced criminality ที่มีลักษณะซับซ้อนและข้ามพรมแดน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ขาดแนวทางประเมินที่ครอบคลุม นำไปสู่ความล่าช้า ความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ และความเสี่ยงที่ผู้เสียหายจะถูกปฏิบัติในฐานะผู้กระทำผิด แทนที่จะได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การจัดทำแนวทางคัดแยกผู้เสียหายที่คำนึงถึงบริบท forced criminality โดยเน้นหลักการไม่ลงโทษผู้เสียหาย (non-punishment principle) และการสร้างเครื่องมือประเมินที่ใช้ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาฐานข้อมูลกลางที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดความซ้ำซ้อน รวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในทุกระดับ ทั้งนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้เสียหายให้สอดคล้องกับบริบทอาชญากรรมข้ามชาติและหลักสิทธิมนุษยชนสากล
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบวิธีการหลอกลวง สภาพปัญหาในการป้องกันและปราบปราม และแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ปฏิบัติงานและทำคดีอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทดังกล่าว จำนวน 7 คน แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกลุ่มที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลการศึกษาพบว่า การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์มีรูปแบบที่สำคัญ คือ การกระทำความผิดฐานฉ้อโกง โดยใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งอาชญากรจะพัฒนากลวิธีและกลอุบายในการหลอกลวงโดยอาศัยความก้าวหน้าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิธีการหลอกลวงอยู่เสมอ แต่ทุกวิธีการหลอกลวงล้วนแล้วอยู่บนพื้นฐานของการฉ้อโกงผ่านช่องทางออนไลน์และไม่มีเจตนาที่จะทำการซื้อขายมาตั้งแต่ต้น โดยสามารถแบ่งวิธีการหลอกลวงเป็น 5 ลักษณะ คือ หลอกลวงขายสินค้าปลอม หลอกลวงขายสินค้าโดยส่งมอบสินค้าที่ผิดประเภทหรือสินค้าอย่างอื่น หลอกลวงขายสินค้าแต่ไม่มีการส่งมอบสินค้า หลอกลวงโดยแอบอ้างว่าเป็นร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่มีอยู่จริง และหลอกลวงขายสินค้าโดยทำตัวเป็นคนกลาง ซึ่งจากการศึกษาพบปัญหาในการป้องกันและปราบปรามอยู่ 4 ประการ ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ปัญหาเกี่ยวกับการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ ได้แก่ บูรณาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน บริหารจัดการและกำหนดมาตรการสำหรับบัญชีธนาคารที่ถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า กำกับดูแลการซื้อขายสินค้าออนไลน์จากภาครัฐ จัดระเบียบการใช้งานสื่อออนไลน์เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เสริมสร้างศักยภาพในการสืบสวนและติดตามผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ในกรณีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ และสามารถลดจำนวนการกระทำความผิดในลักษณะนี้ได้
การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์
การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) แนวทางที่เหมาะสมในการรับมือ และแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมที่เกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) คัดเลือกผูู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ได้แก่ นักบินตำรวจ 1 ท่าน สำนักงานการบินพลเรือน (CAAT) 1 ท่าน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 1 ท่าน อัยการ 2 ท่าน และประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) 1 ท่าน โดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และพรรณนาถึงประเด็นต่างๆ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) ปัญหา รูปแบบ และวิธีการของการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่พบในประเทศไทย พบว่าเริ่มมีการกระทำผิด ซึ่งการกระทำผิดนั้นไม่สามารถระบุตัวตนของผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และมีการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยการกระทำผิดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และรุกล้ำพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งยังไม่สามารถเอาผิดได้ จึงทำให้ทราบเพียงว่ามีการกระทำผิด (2) การรับมือเบื้องต้น ปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่เรียกว่า Anti Drone ซึ่งอยู่ในการดูแลของทหาร เแต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ (3) แนวทางการป้องกันการกระทำผิด พบว่ายังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ทำให้การกระทำผิดยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรมีหน่วยงานควบคุมดูแลอย่างจริงจัง และออกกฎหรือข้อบังคับเป็นแนวทางเดียวกัน ข้อเสนอแนะ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับหน่วยงานหรือศูนย์ที่จะดูแล ออกกฎหมายหรือนโยบาย จัดการและบริหารควบคุมให้มากขึ้น รวมถึงควรมีการกำหนดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจน
แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร
แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ศึกษากรณีแนวปฏิบัติของต่างประเทศที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง และพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 19 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร โดยกำหนดกรณีศึกษาเป็นทัณฑสถานหญิงกลางซึ่งเป็นสถานที่คุมขังแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มทดลองนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ผลการศึกษา พบว่าการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง เผชิญกับสภาพปัญหา ได้แก่ การไม่สามารถดำเนินการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนประเภทรับสัมผัสเต็มรูปแบบที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต และการออกแบบเนื้อหาสถานการณ์เสมือนจริง และข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต ความครอบคลุมและความหลากหลายของเนื้อหาในสถานการณ์เสมือนจริง การคัดเลือกผู้ต้องขัง การขาดการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน ขณะที่กรณีศึกษาจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศสเปน ประเทศนิวซีแลนด์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการประยุกต์ใช้สำหรับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งนี้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางครอบคลุม ได้แก่ การพัฒนารูปแบบการเชื่อมต่อเนื้อหาของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง การพัฒนาการออกแบบเนื้อหาให้มีความครอบคลุมและหลากหลายมากยิ่งขึ้น การพัฒนาการคัดเลือกผู้ต้องขัง การพัฒนาการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการพัฒนาการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน
การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน
การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ชายแดนถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนแอ (Vulnerable zone) ที่มักได้รับความเสี่ยงจากภัยคุกคามหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน นักท่องเที่ยว ตลอดจนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายอาศัย “ความเปราะบาง ด้านความมั่นคง” (Security vulnerability) เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมซึ่งสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่และในประเทศอย่างยิ่งยวด ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งวิเคราะห์อาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของปัญหา รูปแบบ ลักษณะ สาเหตุ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างตระหนักรู้แก่สังคม โดยการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศ ได้แก่ เอกสาร ข่าวสาร กฎหมาย มาตรการภาครัฐ นโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่แม่สอดและประเทศเพื่อนบ้าน ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนมีความจำเพาะเจาะจงเนื่องด้วยบริบทของพื้นที่ บริบทความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และนำไปสู่อาชญากรรมสำคัญ ได้แก่ อาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมคอปกขาว การลักลอบเข้าเมืองทั้งคนและสินค้า ยาเสพติด ลักลอบนำพาแรงงาน และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ภูมิประเทศ สถานการณ์การเมืองเมียนมา มาตรการและนโยบายภาครัฐ และพบว่าอาชญากรรมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยแบบองค์รวม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างเรื้อรังและรุนแรง
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ องค์ประกอบ และกระบวนการก่อรูปของทุนทางสังคมภายในชุมชนวัดปุรณาวาสตลอดจนศึกษาแนวทางการนำทุนทางสังคมมาใช้ในการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทุนทางสังคมของชุมชนวัดปุรณาวาสมีความเข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติที่แน่นแฟ้น ประชาชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีการถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่นผ่านกลุ่มอายุที่หลากหลายซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ องค์ประกอบของทุนทางสังคมในชุมชนดังกล่าว มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มและเครือข่ายภายในชุมชนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) ความไว้วางใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สร้างความมั่นคงในระดับฐานราก (3) การดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (4) การจัดการด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ (5) การทำงานร่วมกันทางสังคมที่เน้นการเกื้อกูล และ (6) การเสริมอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนผ่านเวทีประชาคม ทั้งนี้กระบวนการก่อรูปทุนทางสังคมของชุมชนดังกล่าวเกิดจากการประสานระหว่างโครงสร้างภายในที่มีคณะกรรมการชุมชนเป็นศูนย์กลาง และกลไกความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีรากฐานจากความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดระบบบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน จำนวน 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมการชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครและระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม (3) การสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ (4) การสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการดูแลกลุ่มเสี่ยงและเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา (5) การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกสำหรับเยาวชน (6) การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับการพัฒนาอาชีพ (7) การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม (8) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านทรัพยากร อาชีพ และจิตวิทยา (9) การเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางสังคม (10) การเปิดเวทีประชาธิปไตยให้ชาวบ้านร่วมกำหนดนโยบายในระดับชุมชน (11) การเจรจากับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานป้องกัน (12) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเครือข่าย โดยแนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของทุนทางสังคมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมดังกล่าว และแนวทางการป้องกันการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 20 ราย และ 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ พนักงานอัยการฯ พนักงานสอบสวนฯ นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง และนักวิชาการฯ จำนวน 8 ราย ผลการศึกษาพบว่า เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดมีอายุระหว่าง 13–17 ปี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง และมีประวัติกระทำผิดเป็นครั้งแรก อีกทั้งบางรายมีแนวโน้มพกพาอาวุธปืนต่อเนื่องและใช้อาวุธปืน ในการก่อเหตุ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อขายจากกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ การประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเองและการยืมจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมักเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ที่ไม่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการป้องกันตัวจากภัยคุกคาม ข่มขู่คู่อริหรือปกป้องเพื่อน ค่านิยมในกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ ความชื่นชอบส่วนตัว และการขาดความเข้าใจในบทลงโทษทางกฎหมาย โดยพฤติกรรมการพกพาอาวุธ 4 รูปแบบ ได้แก่ การพกพาเป็นประจำ การพกพาอาวุธปืนเป็นครั้งคราว การพกพาเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ และการพกพาเพียงครั้งเดียวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ทั้งนี้ แรงจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยพบว่า แรงจูงใจด้านความต้องการความมั่นคงปลอดภัยมักพบในกลุ่มที่เคยถูกคุกคามหรือมีปัญหากับคู่อริ แรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกี่ยวข้องกับความพยายามได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ขณะที่แรงจูงใจด้านการได้รับการยกย่อง มักสัมพันธ์กับความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจ ความกล้า หรือความโดดเด่นในกลุ่ม นอกจากนี้แนวทางการป้องกันที่ได้จากการศึกษานี้ชี้ว่า ควรเน้นมาตรการ เชิงบูรณาการ อาทิ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และ การสื่อสารในครอบครัว การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมทักษะชีวิต การใช้กลไกชุมชนในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การควบคุมช่องทางการเข้าถึงอาวุธออนไลน์อย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน
สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง
สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยโดยเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อหาแนวทางการพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) รวบรวมข้อมูลจาก กฎหมาย บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานวิจัย ข่าวสาร สถิติ และงานวิจัยในฐานข้อมูลวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2567 และใช้วิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) และสรุปข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) บนพื้นฐานของทฤษฎีอาชญาวิทยาและแนวคิดการป้องกันความรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึงการแพร่กระจายของอาวุธเถื่อน ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและคู่สมรส ปัญหาสุขภาพจิตและการควบคุมอารมณ์ ตลอดจนค่านิยมและความเชื่อที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนและความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนกับต่างประเทศ พบว่าประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนน้อย เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร มีมาตรการทางกฎหมายอาวุธปืนที่เข้มงวด มีระบบคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืนที่ละเอียด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับประเทศที่เคยเผชิญปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน เช่น ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็มีมาตรการสำคัญที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การนิรโทษกรรมและซื้อคืนอาวุธปืนจากประชาชน การจำกัดการถือครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แม้ประสบปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนสูง แต่มีการพัฒนามาตรการที่น่าสนใจ เช่น กฎหมายธงแดง (Red Flag Laws) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หรือศาลสั่งยึดอาวุธปืนจากบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดก่อนการซื้ออาวุธปืน (Background Checks) จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย ที่ครอบคลุมการป้องกันทั้งขั้นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ได้แก่ การสร้างค่านิยมใหม่ในสังคมไทย โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ยกย่องการใช้อาวุธปืนผ่านระบบการศึกษาและการรณรงค์ในสื่อสาธารณะ การปรับปรุงกฎหมายและระบบการอนุญาต การควบคุมอาวุธปืนอย่างรัดกุม ตลอดจนการพัฒนาแนวทางคัดกรองและติดตามบุคคลที่ครอบครองอาวุธปืนเพื่อป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างยั่งยืน
การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล
การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อย (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่เรือนจำ เครือข่ายภายนอก และผู้พ้นโทษ โดยใช้กรอบแนวคิดเชิงระบบเป็นโครงสร้างการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเตรียมความพร้อมฯ มีความเป็นระบบ ประกอบด้วยขั้นตอนคัดกรอง ฝึกอบรมทักษะชีวิต วิชาชีพ การศึกษา พัฒนาด้านจิตใจ และการติดตามผลหลังปล่อยตัว โดยมีปัจจัยนำเข้า ได้แก่ นโยบายระดับกรม บุคลากร งบประมาณ และเครือข่ายภายนอก ผลลัพธ์พบว่าผู้ต้องขังมีความพร้อมด้านทักษะและทัศนคติที่ดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำไปใช้จริงหลังพ้นโทษ ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ การปรับตัวสู่สังคมได้ดีขึ้นและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ส่วนผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ การขาดการยอมรับจากสังคม และการว่างงานหลังปล่อย ปัญหาอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอ บุคลากรจำกัด หลักสูตรไม่ทันสมัย และอุปกรณ์ฝึกอาชีพขาดแคลน ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตรทักษะดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม และการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกเรือนจำ
การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี
การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท”มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 2) เพื่อศึกษานโยบายการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาล พญาไท 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 4) เพื่อศึกษาหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยใช้การวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ การวิจัยเชิงสัมภาษณ์ (In-Deph Interview) แบบกึ่งโครงสร้าง และ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติหลายประการ แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าใจบทบาทของตนเองและพยายามปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ แต่ยังขาดเครื่องมือสนับสนุน ความชัดเจนของระบบรางวัล และการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ในด้านนโยบาย พบว่า แนวนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกนำมาใช้เป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของสถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยเน้นการป้องกันเหตุ การควบคุมพื้นที่เสี่ยง และการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าการถ่ายทอดนโยบายสู่ระดับปฏิบัติการยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในเรื่องของทรัพยากรและการกำกับติดตาม สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การขาดบุคลากร อุปกรณ์ และเครื่องมือที่จำเป็น การขาดระบบสนับสนุนจากส่วนกลาง และการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่ยังไม่คล่องตัวเพียงพอ ส่วนแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพ ควรมีการฝึกอบรมเสริมทักษะด้านภาษาและการรับมือเหตุฉุกเฉิน การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการลาดตระเวนและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ
ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม สภาพปัญหาในการดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท การศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดชัยนาทและผู้อำนวยการด้านพัฒนาพฤตินิสัยที่ดูแลเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 2) ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ต้องขังเกี่ยวกับการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 3) ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 4) ผู้พ้นโทษที่ได้นำเอาความรู้และทักษะจากการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมจากเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท ไปปรับใช้ 5) ผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้างานฝึกวิชาชีพ กรมราชทัณฑ์ และ 6) ผู้บริหารระดับสูง (ดูแลด้านพัฒนา พฤตินิสัย) กรมราชทัณฑ์ ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราว เขาพลองมุ่งเน้นที่ตัวของผู้ต้องขังเป็นสำคัญตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก มีการพิจารณาภูมิหลัง ทักษะ อาชีพที่เคยประกอบ ตลอดจนความสมัครใจของผู้ต้องขัง โดยรูปแบบของการฝึกเป็นไปในลักษณะของ “ครูพาทำ” และการอบรมจากหน่วยงานภายนอก มีการติดตามผลการอบรมในรูปแบบของการมอบหมายภารกิจ เพื่อวัดความเข้าใจของผู้ต้องขังในเรื่องที่ได้รับการอบรมไป การดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองปรากฏสภาพปัญหาในด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ ด้านงบประมาณ ด้านอุปกรณ์ ด้านบุคลากร ด้านหลักสูตรและรูปแบบการฝึก ด้านผู้ต้องขัง ด้านระยะเวลา และด้านการประชาสัมพันธ์ แนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ เพื่อสร้างเครือข่ายการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน สามารถพัฒนาเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง บุคลากร หลักสูตรการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนผู้ต้องขัง ให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติผ่านช่องทางการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และเสนอแนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงาน ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์ (Interview Guide) เป็นเครื่องมือหลัก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นปัญหาและอุปสรรคที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบการลักลอบ อุปสรรคด้านการประสานงานและระบบข่าวกรอง และข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงอิทธิพลของบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติด นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงสร้างองค์กรและแนวทางปฏิบัติที่เน้นการตอบสนองเฉพาะหน้า ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการสกัดกั้นเชิงระบบในระยะยาว เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการพัฒนาใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่น การใช้กลยุทธ์การส่งมอบยาเสพติดภายใต้การควบคุม (Controlled Delivery) และการพัฒนาระบบคัดกรองและสุ่มตรวจในจุดเสี่ยง (2) การบูรณาการความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางด้านข่าวกรอง และการขยายโมเดลคณะทำงานสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ด่านหน้า (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน (4) การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ เช่น การใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง และการเสริมอุปกรณ์ตรวจสอบให้หน่วยงานภาคสนาม (5) การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติ และ (6) การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและบุคลากร ทั้งในด้านทักษะเฉพาะทาง และกลไกการตรวจสอบภายในองค์กร ที่เข้มแข็ง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย โดยเน้นการยกระดับระบบตรวจสอบและข่าวกรอง การพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับอาชญากรรมสมัยใหม่ และการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อรองรับปัญหาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างกลไกการสกัดกั้นยาเสพติดที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และยั่งยืน ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม