Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Public Affairs, Public Policy and Public Administration Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Publication Year
Articles 91 - 120 of 547
Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration
ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในสวัสดิการกับความผูกพันองค์กร: กรณีศึกษาพนักงาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ที่ปฏิบัติงานส่วนสำนักงานใหญ่ ในยุค Post-Covid-19, ชญาภรณ์ นันท์นฤมิตร
ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในสวัสดิการกับความผูกพันองค์กร: กรณีศึกษาพนักงาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ที่ปฏิบัติงานส่วนสำนักงานใหญ่ ในยุค Post-Covid-19, ชญาภรณ์ นันท์นฤมิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในสวัสดิการกับความผูกพันองค์กร: กรณีศึกษา พนักงาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ที่ปฏิบัติงานส่วนสำนักงานใหญ่ ในยุค Post-COVID-19 มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงาน ศึกษาความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน และศึกษาความพึงพอใจในสวัสดิการที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน โดยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 323 คน ผลจากการวิจัยสรุปได้ว่า พนักงานมีความพึงพอใจในสวัสดิการโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีความพึงพอใจในสวัสดิการด้านสุขภาพมากที่สุด ส่วนสวัสดิการด้านอื่นๆ ได้รับความพึงพอใจในระดับปานกลาง และพบว่าพนักงานมีความรู้สึกผูกพันต่อองค์กรในระดับที่รู้สึกเห็นด้วยต่อความผูกพันต่อองค์กร พนักงานที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน มีความพึงพอใจในสวัสดิการ ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นปัจจัยส่วนบุคคลด้านประเภทกลุ่มงาน ที่มีความพึงพอใจในสวัสดิการแตกต่างกัน พนักงานที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน มีความผูกพันต่อองค์กร แตกต่างกัน ยกเว้นปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ระดับการศึกษา และลักษณะการปฏิบัติงาน ที่พนักงานมีความผูกพันต่อองค์กรไม่แตกต่างกัน โดยความพึงพอใจในสวัสดิการด้านเกี่ยวกับการเงิน สวัสดิการด้านสุขภาพ และสวัสดิการด้านวันหยุด ของพนักงาน ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
วัฒนธรรมองค์การกับการขับเคลื่อนไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม, ชะตารักษ์ เมฆกมล
วัฒนธรรมองค์การกับการขับเคลื่อนไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม, ชะตารักษ์ เมฆกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่องวัฒนธรรมองค์การกับการขับเคลื่อนไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์การที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนกรมส่งเสริมวัฒนธรรมไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 คน ประกอบไปด้วย ข้าราชการระดับผู้บริหาร/ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า ข้าราชการระดับผู้อำนวยการกลุ่ม และข้าราชการระดับผู้ปฏิบัติงาน ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และใช้มิติวัฒนธรรมองค์การแบบเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของ Bradley และคณะ (2008) เป็นกรอบในการศึกษา พบว่า มิติด้านผลกระทบต่ออาชีพ และมิติด้านการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน มีความสอดคล้องกับมิติวัฒนธรรมองค์การแบบเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กล่าวคือ ข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรมสามารถใช้สิทธิประโยชน์ เช่น วันลา ได้อย่างไม่กังวล เนื่องจากรับรู้ขอบเขตของการใช้สิทธิ และเคารพในสิทธิการลาของเพื่อนร่วมงาน รวมถึงกรมส่งเสริมวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในภาพรวมขององค์การ และในระดับกลุ่มงาน อย่างไรก็ตามในมิติด้านการสนับสนุนจากหัวหน้างานหรือผู้บริหารนั้น ปรากฏลักษณะหัวหน้างานให้ความสำคัญในเรื่องของสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมากกว่าผู้บริหาร และองค์การยังมีการจัดสวัสดิการหรือนโยบายด้านนี้ที่ค่อนข้างน้อย และในมิติด้านเวลา พบว่า ความคาดหวังระยะเวลาในการทำงานปรากฏให้เห็นถึงการกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของข้าราชการ โดยในมิตินี้มีความซับซ้อนของความเป็นวัฒนธรรมองค์การแบบข้าราชการแฝงอยู่ ซึ่งส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความเครียด กดดัน หรือกังวลขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงนำไปสู่การตั้งคำถามเชิงนโยบายในเรื่องของเวลาและการพูดถึงเรื่องความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของข้าราชการผู้ปฏิบัติงานในกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของบุคลากรในการใช้บริการงานพัสดุ ของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, ชัญญา จันทรวงศ์
ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของบุคลากรในการใช้บริการงานพัสดุ ของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, ชัญญา จันทรวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลถึงความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อการบริหารงานพัสดุ และ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานพัสดุ ขอบเขตของงานวิจัย ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรใน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย โดยกำหนดวิธีวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) รวมทั้งสิ้นจำนวน 355 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล คือ ประชากรที่ใช้ในกองการพัสดุ จำนวน 3 คน สมมติฐานการวิจัยนั้นครอบคลุมปัจจัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการติดต่อกับงานพัสดุ เพื่อทดสอบหาความแตกต่างทางด้านความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อการบริหารงานพัสดุ โดยใช้ค่าสถิติ T-Test ค่า F-Test และ One-way ANOVA มาทดสอบและวิเคราะห์พิจารณาประเด็นหลักที่พบในข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์นำมาเขียนบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานพัสดุของ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อวิเคราะห์แยกรายตัว พบว่า ความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านการจำหน่ายพัสดุ ได้ผลในระดับมาก รองมาด้านการควบคุมพัสดุ มีระดับมาก รองลงมาเป็นด้านการบำรุงรักษาพัสดุ มีระดับมาก และน้อยที่สุดด้านการจัดหาพัสดุ โดยอยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีความกังวลในเรื่องของแนวปฏิบัติในการทำงานที่ต้องดำเนินการตามกฎและระเบียบของกรมบัญชีกลาง ซึ่งอาจจะต้องมีการซักซ้อมความเข้าใจให้มากขึ้น และยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับสถานที่ในการจัดเก็บทรัพย์สิน และการตรวจสอบทรัพย์สิน อาจจะทำให้พื้นที่ในการจัดเก็บอุปกรณ์ของใช้ทรัพย์สินไม่เพียงพอ ผู้วิจัยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของกองการพัสดุ และต่อยอดพัฒนาต่อไปได้
บทบาทของปลัดอำเภอ ในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว, ชิตพล อินฤทธิพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาบทบาทของปลัดอำเภอ ในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว (2) เพื่อศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน ของปลัดอำเภอต่อการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และ (3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับบทบาทในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ ของปลัดอำเภอ กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ระเบียบวิธีวิจัยหรือกระบวนการวิจัย (Methodology) ที่นำมาใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้กำหนดระเบียบวิธีวิจัยหรือกระบวนการวิจัย (Methodology) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) อันประกอบไปด้วย การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลหลัก (key Information) คือ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ระดับอำเภอโคกสูง ประกอบด้วย ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ผู้แทนภาคประชาชน และผู้นำศาสนา จำนวน 15 ท่าน ผู้ใหญ่บ้าน จำนวน 4 ท่าน และ ผู้บังคับบัญชา 1 ท่าน จากการผลการศึกษาบทบาทของปลัดอำเภอในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน ผู้ให้ข้อมูลหลักมีความเห็นว่าบทบาทของปลัดอำเภอในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ ควรมีคุณลักษณะที่สำคัญของความเป็นผู้นำ ได้แก่ (1) ผู้นำสามารถมีอิทธิพลโน้มน้าว กระตุ้น สร้างแรงบันดาลใจ (2) ผู้นำสามารถนำคนจำนวนมากได้ และ (3) ผู้นำกล้าและชอบเสี่ยงที่ตัดสินใจ
ประเด็นด้านทรัพยากรและวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ส่งผลต่อการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: ศึกษากรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี, ณัฐวัฒน์ จารุวัฒน์
ประเด็นด้านทรัพยากรและวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ส่งผลต่อการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: ศึกษากรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี, ณัฐวัฒน์ จารุวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นด้านทรัพยากรและวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ส่งผลต่อการตัดสินใจถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้กรณีศึกษาจากกรณีการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โดยวิเคราะห์เชื่อมโยงกับทฤษฎีปัจจัยการนำนโยบายไปปฏิบัติของ Van Meter และ Van Horn ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการถ่ายโอน ผลการศึกษา พบว่า การสื่อสารเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการถ่ายโอน มีการทำผ่านหลายช่องทาง ทั้งคู่มือที่มีรายละเอียด การประชุม และสื่อสารระหว่างหน่วยงาน บุคลากรที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจในทิศทางเดียวกันในวัตถุประสงค์ของนโยบาย คือเพื่อกระจายอำนาจด้านการบริหารงานด้านสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ขณะที่การถ่ายโอนยังมีปัญหาในเรื่องความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบที่ใช้ในการปฏิบัติงานโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับงบประมาณและความกังวลต่ออิทธิพลทางการเมือง สำหรับปัจจัยทรัพยากร กลุ่มตัวอย่างคาดหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนที่เพิ่มมากขึ้นทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณ โดยต้องการเห็นความชัดเจนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด การค้นพบได้สะท้อนไปสู่ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกถ่ายโอนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ประกอบด้วย 4 ปัจจัย คือ (1) บุคลากร (2) งบประมาณและวัสดุครุภัณฑ์ (3) กฎหมายและระเบียบ (4) การปฏิบัติงาน สำหรับกรณีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี มีความพร้อมในด้านทรัพยากร แต่เนื่องจากปัจจัยด้านกฎหมายและระเบียบและการสื่อสารในเรื่องแนวทางการปฏิบัติตามระเบียบที่ยังไม่มีความชัดเจน จึงยังทำให้มีความกังวลอยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลที่ยังไม่ได้ถ่ายโอน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งต้องการความชัดเจนที่มากขึ้น
การศึกษาเปรียบเทียบกระบวนการสร้างความเป็นกลางทางการเมืองในข้าราชการพลเรือนฝ่ายประจำ ระหว่างประเทศไทย สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา, ธีรพล บุญนาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมือนและแตกต่างของกระบวนการสร้างความเป็นกลางทางการเมืองในข้าราชการพลเรือนฝ่ายประจำระหว่างประเทศไทย สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการผ่านการค้นคว้าเอกสาร ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้องกับงานทรัพยากรบุคคลของประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ของสถานทูตสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายว่าด้วยข้าราชการพลเรือนของทั้งสามประเทศสามารถแสดงออกถึงความเข้าใจของรัฐต่อคำว่าเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งทั้งสามประเทศมีความเข้าใจนิยามความเป็นกลางทางการเมืองตรงกัน โดยสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับการอบรมและจัดทำคู่มือการปฏิบัติตนอย่างเป็นกลางทางการเมืองให้แก่ข้าราชการพลเรือนฝ่ายประจำ แต่ประเทศไทยไม่ได้มีการบังคับให้ส่วนราชการจัดอบรมและจัดทำคู่มือในประเด็นนี้ ด้านการลงโทษข้าราชการที่ปฏิบัติตนไม่เป็นกลางทางการเมือง สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาจัดให้มีเจ้าหน้าที่และหน่วยงานตรวจสอบความประพฤติข้าราชการ และมีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งหากพบความผิดสามารถลงโทษข้าราชการได้ทันที แต่ประเทศไทยไม่มีความจริงจัง ในเรื่องการตรวจสอบความประพฤติที่อาจไม่เป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการ ทำให้ไม่มีการลงโทษให้เป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการคนอื่น ๆ กฎหมายว่าด้วยความเป็นกลางและมารยาท ทางการเมืองของประเทศไทยจึงไม่มีสภาพบังคับในทางปฏิบัติ ดังนั้น หน่วยงานกลางด้านทรัพยากรบุคคลของประเทศไทยควรจัดให้มีการตรวจสอบและไต่สวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การปฏิบัติตนอย่างเป็นกลางทางการเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์และความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ประสิทธิภาพและเสถียรภาพของรัฐบาลต่อไป
การจัดวางบทบาทของกำนันและผู้ใหญ่บ้านต่อการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเขตพื้นที่สังคมเมือง: กรณีศึกษา ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี, นทีมาศ สุขทวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาเรื่อง “การจัดวางบทบาทของกำนันและผู้ใหญ่บ้านกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเขตพื้นที่สังคมเมือง: กรณีศึกษา ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี” มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อรับรู้บทบาทของกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่สังคมเมืองในปัจจุบัน 2. เพื่อรับรู้บทบาทของกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน กับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน และ 3. เพื่อหารูปแบบบทบาทของกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ต่อการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเขตพื้นที่สังคมเมือง โดยผลการศึกษาพบว่า บทบาทกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ต่อองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่สังคมเมือง ประกอบด้วย 1) บทบาทที่เป็นทางการ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทำงานฝ่ายปกครองดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อให้ราษฎรเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นนายทะเบียน และเป็นผู้ปฏิบัติตามข้อสั่งการของราชการ นำข้อสั่งการหรือนโยบายไปปฏิบัติในพื้นที่ และเป็นตัวแทนประชาชนรายงานเหตุการณ์สร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ แก่กำนัน เพื่อให้กำนันรายงานต่อนายอำเภอ พร้อมกับแจ้งเหตุให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขความเดือดร้อน 2) บทบาทที่ไม่เป็นทางการ ปฏิบัติหน้าที่ตามความคาดหวังของราษฎรในบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ช่วยขจัดปัญหาความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตประจำวัน รวมถึงเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชุมชน/หมู่บ้าน แม้ไม่ใช่งานของราชการก็ตาม เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ปกครองกับลูกบ้าน และรักษาความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่อันเป็นจุดแข็งของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ทั้งนี้ บทบาทสำคัญของกำนันผู้ใหญ่บ้านร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ บทบาทในการการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ และเป็นผู้ประสานงานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กับฝ่ายปกครองท้องที่ หรือกับประชาชน ตลอดจนให้ความร่วมมือในการทำงาน สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ปัจจัยที่ทำให้ข้าราชการตำรวจ ระดับรองสารวัตรต้องการย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, นนทพัทธ์ อินทรศวร
ปัจจัยที่ทำให้ข้าราชการตำรวจ ระดับรองสารวัตรต้องการย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, นนทพัทธ์ อินทรศวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหน่วยงานส่วนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ตามโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีหน้าที่สืบสวนปราบปราม และการดำเนินคดีอาญาที่เป็นอาชญากรรมเฉพาะทาง ทั่วราชอาณาจักร ปัจจุบันมี พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช เป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบกลาง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์การ เน้นการทำงานแบบเชิงรุก ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม หลังจากย้ายที่ทำการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แล้ว ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น แฟลตข้าราชการตำรวจ สนามกีฬาประเภทต่าง ๆ ฟิตเนส ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น ทำให้ข้าราชการตำรวจที่อยู่ในสังกัดอื่นต้องการที่ย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ดังนั้นผู้วิจัยจึงเลือกที่จะทำสารนิพนธ์ในหัวข้อ “ปัจจัยที่ทำให้ข้าราชการตำรวจ ต้องการย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง” โดยศึกษาเฉพาะกรณีตำแหน่ง “รองสารวัตร” เนื่องจากเป็นระดับตำแหน่งที่ต้องการย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นจำนวนมากที่สุด เมื่อเทียบกับหน่วยอื่น ๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การทำสารนิพนธ์ในหัวข้อดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงเพื่อทราบสาเหตุที่ทำให้ข้าราชการตำรวจ ระดับรองสารวัตรต้องการย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รวมถึงปัญหาและอุปสรรคของข้าราชการตำรวจ ระดับรองสารวัตร ในการย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งจะทำการรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์ โดยสัมภาษณ์ข้าราชการตำรวจ ระดับรองสารวัตร ที่มิได้สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งต้องการย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จำนวน 10 คน ผลการวิจัย พบว่า สาเหตุที่ทำให้ข้าราชการตำรวจ ระดับรองสารวัตร ต้องการย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เนื่องจาก การปฏิบัติงานของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ภาวะผู้นำของผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสวัสดิการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ดีกว่าหน่วยงานอื่น ๆ ส่วนปัญหาและอุปสรรค เกิดจากการขาดแคลนกำลังพลในหน่วยงานของส่วนป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงส่วนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมบางหน่วย ข้อจำกัดในเรื่องวุฒิการศึกษาที่จะจะต้องจบปริญญาตรี ทางด้านนิติศาสตร์ และถึงแม้ไม่ขาดแคลนกำลังพลไม่รู้จักผู้บังคับบัญชาของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางที่มีอำนาจเพียงพอ หรือไม่รู้จักบุคคลในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางที่สามารถเข้าถึงผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็ไม่สามารถที่จะย้ายได้
การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานของพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, ปรีดาพล ใยสวัสดิ์
การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานของพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, ปรีดาพล ใยสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการรวบรวมพยานหลักฐาน และการดำเนินการต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เกี่ยวกับภาษีอากรทั่วราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560, พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 และประมวลรัษฎากร ซึ่งในปัจจุบัน มีแนวโน้มจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ พ.ศ.2563 ในปีที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้องงดการเดินทางเข้า-ออก ประเทศ เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ และประชาชนเกิดการว่างงาน แน่นอนว่าเป็นที่มาของการก่ออาชญากรรมทางภาษีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้แต่ละคดีจะปริมาณเอกสารและขั้นตอนการดำเนินการแต่ละคดีมีเป็นปริมาณมาก เมื่อเทียบกับกองกำกับการอื่น ๆ และสถานีตำรวจท้องที่ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งกฎหมายภาษีถือเป็นกฎหมายพิเศษซึ่งมีความซับซ้อนสูง ไม่สามารถโอนสำนวนไปให้สถานีตำรวจท้องที่ดำเนินการได้ เหมือนหน่วยงานอื่น ดังนั้นผู้วิจัยจึงเลือกที่จะทำสารนิพนธ์ในหัวข้อ “การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานของพนักงานสอบสวน กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” เพื่อที่หาแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานของพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การทำสารนิพนธ์ในหัวข้อดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการงาน และแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานของพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งจะทำการรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การสังเกตการณ์ และท้ายสุดจะเป็นการสัมภาษณ์ พนักงานสอบสวน และผู้บังคับบัญชาของกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จำนวน 10 คน ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการงาน หลัก ๆ มาจากด้านกฎหมาย คำสั่ง และระเบียบที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานที่ล้าสมัย สร้างความยุ่งยาก และไม่สนับสนุนความก้าวหน้าของพนักงานสอบสวน ด้านปริมาณงานแต่ละคดีที่มีเป็นจำนวนมากและเวลาในการทำสำนวนการสอบสวนที่น้อย ด้านสมรรถนะของพนักงานสอบสวนที่ยังไม่เพียงพอ ด้านค่าใช้จ่ายที่มีเรื่องการเบิกค่าสำนวนการสอบสวนได้ล่าช้า ส่วนแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการงาน พบว่า แต่ละคนมีการวางแผนในการปฏิบัติงานที่ใกล้เคียงกัน มีการพัฒนาสมรรถนะทั้งด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้านภาษาต่างประเทศ ด้านเทคโนโลยี และด้านบัญชี สุดท้ายเรื่องของการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กัน
การนำนโยบายป้องกันและปราบปรามการละเมิดเครื่องหมายการค้าไปปฏิบัติของภาครัฐไทย (พ.ศ. 2562 - 2566), ปิยะพล ภูดี
การนำนโยบายป้องกันและปราบปรามการละเมิดเครื่องหมายการค้าไปปฏิบัติของภาครัฐไทย (พ.ศ. 2562 - 2566), ปิยะพล ภูดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามเกี่ยวกับสาเหตุที่การนำนโยบายป้องกันและปราบปรามการละเมิดเครื่องหมายการค้าไปปฏิบัติของภาครัฐไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2566 จึงยังไม่สามารถบรรลุผลได้ รวมถึงเพื่อนำผลการศึกษาที่ได้มาจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้การนำนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิเคราะห์เชื่อมโยงกับปัจจัยในการนำนโยบายไปปฏิบัติตามทฤษฎีของ Van Meter และ Van Horn เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดำเนินนโยบายดังกล่าว งานวิจัยชิ้นนี้อาศัยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเน้นเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในการดำเนินนโยบาย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบาย รวมถึงการศึกษาวิเคราะห์จากเอกสารทุติยภูมิ ทั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่การนำนโยบายป้องกันและปราบปรามการละเมิดเครื่องหมายการค้าไปปฏิบัติของภาครัฐไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2566 จึงยังไม่สามารถบรรลุผลได้ มีอยู่ 3 ปัจจัย ได้แก่ 1) สภาพตลาดสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าในปัจจุบัน เช่น รูปแบบการจำหน่ายสินค้าละเมิดถูกนำมาจำหน่ายในช่องทางออนไลน์มากขึ้นทำให้การบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามยากต่อควบคุม 2) ปัญหาจากกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติของภาครัฐ เช่น งบประมาณและบุคลากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ความไม่คล่องตัวของระบบราชการไทย 3) อิทธิพลของการเมืองในประเทศและระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา เช่น ระดับการให้ความสำคัญในการปราบปรามของตัวแสดงทางการเมืองภายในประเทศแต่ละช่วงเวลาที่ไม่เท่ากันส่งผลให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย รวมถึงการเมืองระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ที่มีผลโยชน์ทางการค้าระหว่างกันเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐควรมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายในการปิดกั้นช่องทางการจำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าในช่องทางออนไลน์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงจัดสรรงบประมาณและจำนวนบุคลากรให้มีความเหมาะสม ปรับปรุงระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติงานให้มีความคล่องตัวและเหมาะสมกับรูปแบบการละเมิดในปัจจุบัน สร้างระบบทรัพย์สินทางปัญญาไทยให้เป็นมาตรฐานสากล รวมถึงเพิ่มความเข้มข้นในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้ประกอบการไทยให้เห็นถึงความสำคัญของการปกป้องคุ้มครองเครื่องหมายการค้า
การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของนายทหารตรวจสอบภายใน สำนักงานตรวจสอบภายในทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย, ปิยาภา สัมฤทธิ์เปี่ยม
การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของนายทหารตรวจสอบภายใน สำนักงานตรวจสอบภายในทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย, ปิยาภา สัมฤทธิ์เปี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สำนักงานตรวจสอบภายในทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการตรวจสอบภายในโดยอิสระ เพื่อประเมินค่าประสิทธิผลในการควบคุม การบริหารทรัพยากร และระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อสร้างความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่าระบบต่าง ๆ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเสนอแนะแนวทางหรือมาตรการกรือวิธีการเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานต่าง ๆ ให้สามารถบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของกองบัญชาการกองทัพไทยอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของนายทหารตรวจสอบภายใน สำนักงานตรวจสอบภายในทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านทักษะของผู้ตรวจสอบภายใน ปัจจัยด้านความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบภายใน และปัจจัยการติดตามและการประเมินผล ที่มีผลกระทบต่อการตรวจสอบภายในของนายทหารตรวจสอบภายใน สำนักงานตรวจสอบภายในทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย การทำสารนิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผสมผสานกัน โดยทำการทบทวนแนวคิดทฤษฎี และทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ผลการวิจัย พบว่าพบว่า ปัจจัยระดับองค์กร ประกอบด้วย ด้านทักษะของผู้ตรวจสอบภายใน (IAF) ด้านความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบภายใน (IA) และด้านการติดตามและประเมินผล (ME) กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย ด้านคุณภาพ ด้านปริมาณงาน ด้านเวลา และด้านค่าใช้จ่ายหรือความคุ้มค่าของทรัพยากร ของนายทหารตรวจสอบภายใน สำนักงานตรวจสอบภายในทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย มีความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของนายทหารตรวจสอบภายใน สำนักงานตรวจสอบภายในทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
คุณภาพชีวิตในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรของผู้ปฏิบัติงานฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พรรณอร รัชตมุทธา
คุณภาพชีวิตในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรของผู้ปฏิบัติงานฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พรรณอร รัชตมุทธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของผู้ปฏิบัติงานฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ(Quantitative Research) โดยการสำรวจความคิดเห็นและใช้การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 231 คน ที่มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา (Quota Sampling) จากผู้ปฏิบัติงานฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แล้วจึงดำเนินการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก (Convenient sampling) ให้ครบตามจำนวนที่กำหนด จากนั้นนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS และใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อีกทั้งในกรณีวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ได้เลือกใช้เทคนิคการทดสอบด้วยวิธีการถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression) เพื่อวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความผูกพันต่อองค์กร ผลการศึกษาพบว่า ในแง่ภูมิหลัง ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ และด้านระยะเวลาการทำงานส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือระยะเวลาและประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นตามอายุมีส่วนเหนี่ยวนำให้เกิดความผูกพันต่อองค์กรอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยคุณภาพชีวิตในการทำงานของผู้ตอบแบบสอบถามในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีค่าเฉลี่ยรายด้านอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน อีกทั้งเมื่อนำไปใช้พยากรณ์ระดับความผูกพันต่อองค์กร ก็พบว่าปัจจัยคุณภาพชีวิตในการทำงานทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านชีวิตและการทำงานที่มีความสมดุลกันโดยส่วนรวม (2) ด้านลักษณะงานที่ส่งเสริมให้เกิดการเติบโตและมั่นคงในงาน และ (3) ด้านการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและเพียงพอ ต่างส่งผลต่อระดับความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นปัจจัยทั้ง 3 ด้านนี้จึงเป็นสิ่งที่องค์กรต้องหันมาให้ความสำคัญ เพื่อเป็นรักษาไว้ซึ่งผู้ปฏิบัติงานของตนให้เกิดความผูกพันและคงอยู่กับองค์กรอย่างยั่งยืน
ประสิทธิผลของการใช้แอปพลิเคชัน Thaidในการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต พ.ศ. 2566, พีรพงษ์ หมื่นอินทร์ชัย
ประสิทธิผลของการใช้แอปพลิเคชัน Thaidในการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต พ.ศ. 2566, พีรพงษ์ หมื่นอินทร์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาประสิทธิผลของแอปพลิเคชัน ThaID ของกรมการปกครองในการอำนวย ความสะดวกประชาชนในการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต พ.ศ. 2566 ผลการวิจัยจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง 10 คน ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของกรมการปกครองจำนวน 5 คน และประชาชนที่ใช้แอปพลิเคชัน ThaID ในการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต พ.ศ. 2566 จำนวน 5คน ประกอบการตอบแบบสอบถามของประชาชนที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต พ.ศ. 2566 จำนวน 80 คน พบว่า การให้บริการภาครัฐผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน ThaID ในการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า พ.ศ. 2566 มีประสิทธิผลชัดเจนในด้านการลดภาระการเข้าถึงบริการของประชาชนในการเข้ารับบริการจากภาครัฐ ได้แก่ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ประหยัดเวลาในการดำเนินการลงทะเบียน มีความสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอนการกรอกข้อมูลที่ซ้ำซ้อน ในด้านของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เกิดผลลัพธ์ด้านการลดภาระทางการบริหารเช่นกัน เช่น ลดภาระของเจ้าหน้าที่ในการตรวจเอกสารแบบกระดาษ ลดความผิดพลาดของการตรวจสอบข้อมูลของประชาชน ส่งผลให้มีเวลาในการให้บริการประชาชนในด้านอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น ส่วนประสิทธิผลในด้านความปลอดภัยของข้อมูล ไม่ปรากฏว่ามีกรณีปลอมแปลงตัวตน และทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ มีความเชื่อมั่นในแอปพลิเคชัน ThaID ในระดับสูง เพราะมองว่าระบบการรักษาข้อมูลมีความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลในแง่ของการเปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชันแทนการเดินทางไปลงทะเบียนที่สำนักงานอำเภอหรือเขต ยังสามารถพัฒนาได้อีก เนื่องจากมีเพียง 40% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าได้ใช้แอปพลิเคชันในการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกใช้งานแอปพลิเคชัน Smart Vote ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแทนที่จะเป็นแอปพลิเคชัน ThaID
แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของพรรคประชาธิปัตย์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562, ภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฏ์
แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของพรรคประชาธิปัตย์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562, ภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฏ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารการจัดการเกี่ยวกับการข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 2) เพื่อศึกษาการบริหารการจัดการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของพรรคประชาธิปัตย์ 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาการบริหารการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของพรรคประชาธิปัตย์ วิธีดำเนินการวิจัยนั้น ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาข้อมูลทางเอกสารและการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายแบบเจาะลึก โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ใช้วิธีการเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 9 คน ประกอบด้วย 1) กลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน 2 คน 2) กลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 6 คน 3) กลุ่มองค์กรเอกชน จำนวน 1 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและหน่วยงานเอกชนมีความสอดคล้องกันตามกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 2) แนวทางการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของพรรคประชาธิปัตย์มีความสอดคล้องกันตามกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 แต่ในปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์มีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการแบ่งออกเป็นสี่ด้าน (1) ด้านบุคลากร (2) ด้านงบประมาณ (3) ปัญหาด้านวัสดุและเครื่องมือในการปฏิบัติงาน (4) ด้านการบริหารจัดการ 3) แนวทางในการพัฒนาการบริหารการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของพรรคประชาธิปัตย์ การพัฒนาปัญหาด้านบุคลากร ได้แก่ (1) จัดทำหลักสูตรการสอนพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (2) จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วน (3) จัดหาบุคลากรภายนอก ที่มีความรู้โดยตรงและมีความเชี่ยวชาญ การพัฒนาปัญหาด้านงบประมาณ ได้แก่ (1) จัดทำหลักสูตรการสอนพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย (2) โหลดสื่อความรู้จากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (3) การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้กระดาษแทนเทคโนโลยีชั่วคราว การพัฒนาปัญหาด้านวัสดุและเครื่องมือในการปฏิบัติงาน ได้แก่ การจัดระเบียบการจัดเก็บเอกสารภายในใหม่ การพัฒนาปัญหาในการบริหารจัดการ ได้แก่ (1) การทำลายเอกสาร (2) การประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (3) การประกาศนโยบายและขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆภายใน (4) การจัดทำแบบฟอร์มสำหรับใช้เกี่ยวกับงานด้านการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (5) การเตรียมจัดตั้ง DPO (6) การฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุ กรณีเกิดเหตุละเมิดการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (7) การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล
วิเคราะห์บทบาทหน้าที่และการพิจารณานโยบายประชานิยมของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในการหาเสียงของพรรคการเมือง: กรณีศึกษานโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต, ภาสกร เงินเจริญกุล
วิเคราะห์บทบาทหน้าที่และการพิจารณานโยบายประชานิยมของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในการหาเสียงของพรรคการเมือง: กรณีศึกษานโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต, ภาสกร เงินเจริญกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเพื่อวิเคราะห์บทบาทหน้าที่และการพิจารณานโยบายประชานิยมของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในการหาเสียงของพรรคการเมือง: กรณีศึกษานโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทหน้าที่ กฎหมาย หลักเกณฑ์และข้อจำกัดของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับการพิจารณา“นโยบายการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” รวมทั้งเสนอแนะบทบาทหน้าที่ของ กกต. ที่ควรมีในการกำกับดูแลและการรับมือกับการออกนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองในอนาคต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและสัมภาษณ์ความเห็นของเจ้าหน้าที่ กกต. และนักการเมือง นักวิชาการ ผลการศึกษาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี พ.ศ. 2560 มาตรา 57 จากการวิเคราะห์ทางเลือกที่ให้อำนาจ กกต. สามารถเรียกข้อมูลแหล่งที่มาของเงินจากพรรคการเมืองที่กำหนดนโยบายที่ใช้ปริมาณสูง ซึ่งมีกระแสทางสังคมและผู้วิจัยเห็นเพิ่มว่า กกต. ควรมีบทบาทในการพิจารณารับรอง ยับยั้งนโยบายประชานิยม ข้อเสนอนี้มีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2560 มาตรา 245 เปิดช่องทางให้ กกต. เข้ามีส่วนร่วมกับองค์กรอิสระ ในการพิจารณาตรวจสอบการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการขาดวินัยการคลัง อย่างไรก็ดี การให้อำนาจแก่ กกต.ในการดำเนินการนอกเหนือจากการจัดการเลือกตั้งยังเป็นข้อถกเถึยงจากมุมมองที่แตกต่างซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะความเป็นกลางของ กกต.
มุมมองของภาคส่วนทางสังคมต่อการเปิดคาสิโนอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย, ภิเษกศักดิ์ ศักดิ์สมบูรณ์
มุมมองของภาคส่วนทางสังคมต่อการเปิดคาสิโนอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย, ภิเษกศักดิ์ ศักดิ์สมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษามุมมองของภาคส่วนทางสังคมต่อการเปิดคาสิโนอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาการวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยแบบคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองของภาคส่วนทางสังคมต่อการเปิดคาสิโนถูกกฎหมายในไทยให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย และเป็นแหล่งรายใหม่ของประเทศในอนาคต ผ่านแนวคิดเกี่ยวกับการพนัน การทำคาสิโนถูกกฎหมาย โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากเอกสารและสื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม จำนวน 5 ท่าน คือ ผู้ประกอบธุรกิจ กิจการเกี่ยวกับการพนัน หรือธุรกิจคาสิโน ทั้งในและนอกประเทศ จำนวน 2 ท่านและกลุ่มข้าราชการและข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า มุมมองของภาคส่วนทางสังคมที่มีต่อการเปิดคาสิโนอย่างถูกกฎหมาย แบ่งได้ 2 ช่วง คือ ในช่วงปี พ.ศ. 2540-2559 พบว่า ส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับการเปิดคาสิโนถูกกฎหมาย และมองว่าคนที่ยอมรับการเปิดคาสิโนถูกกฎหมายนั้น มักเป็นกลุ่มคนที่มีประสบการณ์การเล่นการพนันมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่มีประสบการณ์การเล่นการพนัน รวมถึงเสนอว่า ภาครัฐควรมีในการจัดการการพนันและคาสิโน โดยการส่งเสริมหลักศีลธรรม คุณธรรม แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2560-ปัจจุบัน พบว่า มีแนวโน้มที่จะสามารถยอมและมีทัศนคติทางบวกต่อการเปิดคาสิโนถูกกฎหมาย หากภาครัฐสามารถบรรลุ 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขแรก ยอมรับการเปิดคาสิโนถูกกฎหมายได้ หากมีการมาตราการ การควบคุม กฎหมายที่รัดกุมพร้อมรองรับการเปิดคาสิโน และเงื่อนไขที่สอง มีแนวทางในการป้องกันปัญหาทางสังคม และจากการสัมภาษณ์ผู้ให้สัมภาษณ์ทั้ง 5 ท่าน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการคาสิโนถูกกฎหมายในไทยให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย พบว่า มีแนวโน้มที่จะยอมรับได้กับการเปิดคาสิโนถูกกฎหมาย ซึ่งสามารถแบ่งเหตุผลได้เป็น 2 ประการ คือ ประการแรก เหตุผลด้านเศรษฐกิจ มองว่า หากเปิดคาสิโนจริง ๆ ในรูปแบบสถานบันเทิงครบวงจรนั้น มันไม่มีเพียงสถานที่เล่นพนันเท่านั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มการจ้างงาน ดึงดูดนักท่องเที่ยว นักลงทุน นำมาซึ่งการเติบโตด้านการท่องเที่ยวอีกด้วย และเหตุผลอีกประการคือ การเปิดคาสิโนถูกกฎหมาย ไม่ใช่สาเหตุที่เพิ่มจำนวนนักพนันให้มีมากขึ้น หรือเพิ่มปัญหาสังคมหากได้รับการจัดการที่ดี อีกทั้ง ยังช่วยปราบปราม การพนันที่ผิดกฎหมายให้ลดลงไปด้วย
การศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อระดับความพึงพอใจ ในการใช้บริการรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, วรยศ สงวนวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อระดับความพึงพอใจในการใช้บริการรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ (3) เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะที่นำไปสู่การพัฒนานโยบายสาธารณะขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ในการนี้ผู้วิจัยได้กำหนดระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ที่เน้นหนักไปทางงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการรถโดยสาร ในพื้นที่กรุงเทพ รวมจำนวน 400 คน จากนั้นดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเพื่อหาตัวแปรอิสระที่มีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม นอกจากนี้มีการสัมภาษณ์ผู้แทนจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเพื่อรับทราบนโยบายของ ขสมก. ในการพัฒนา-ยกระดับความพึงพอใจในการใช้บริการของผู้โดยสาร งานวิจัยนี้มีตัวแปรอิสระที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีผลต่อระดับความพึงพอใจในการใช้บริการรถโดยสาร ทั้งหมด 12 ปัจจัย ประกอบด้วยปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps): ด้านผลิตภัณฑ์ (Product) ด้านราคา (Price) ด้านสถานที่ (Place) ด้านรายการส่งเสริมทางการตลาด (Promotion) ด้านกระบวนการ (Process) ด้านบุคคล (People) ด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Evidence) และ ปัจจัยประเภทภูมิหลังส่วนบุคคล: ด้านเพศวิถี ด้านอายุ ด้านระดับการศึกษา ด้านรายรับ ปัจจัยด้านความถี่ในการใช้บริการรถโดยสารประจำทาง โดยผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับความพึงพอใจดังกล่าว อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ความมั่นใจร้อยละ 95 ประกอบด้วย ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Evidence) ปัจจัยด้านบุคคล (People) ปัจจัยด้านกระบวนการ (Process) ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ (Product) ปัจจัยด้านราคา (Price) และปัจจัยด้านรายรับสำหรับกลุ่มผู้ใช้บริการที่มีรายรับมากกว่า 25,000 บาท ขึ้นไป โดยปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Evidence) มีอิทธิพลมากที่สุด งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะให้ผู้มีอำนาจขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพให้ความสำคัญกับการพิจารณาออกนโยบายโดยมุ่งเน้นเฉพาะปัจจัยด้านต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมานี้เท่านั้น เพื่อเป็นการตอบสนองให้ตรงต่อความต้องการของผู้โดยสารอย่างแท้จริงและไม่ทำให้ภาครัฐสูญเสียสรรพกำลังทั้งในส่วนของงบประมาณแผ่นดินและบุคลากรไปอย่างไม่มีความหมาย อีกทั้งควรจัดให้มีการสำรวจข้อมูลประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ รวมถึงการติดตามผลดำเนินการโครงการต่างๆ และจัดให้มีการประเมินระดับความพึงพอใจอย่างเป็นระยะๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนางานบริการได้อย่างตรงจุดต่อไป
แนวทางการพัฒนาการให้บริการสาธารณะแก่ผู้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ: กรณีศึกษา ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน, ศนัญฉัตร ศรีด้วง
แนวทางการพัฒนาการให้บริการสาธารณะแก่ผู้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ: กรณีศึกษา ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน, ศนัญฉัตร ศรีด้วง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะและสาเหตุของปัญหา อุปสรรค ตลอดจนแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะตามบทบาทและภารกิจของด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิ และแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะตามบทบาทและภารกิจของด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิภายใต้หลักการของการบริหารราชการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งประกอบด้วยหัวหน้าด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานในด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิ จากการศึกษาพบว่าปัญหาและอุปสรรคในการส่งมอบบริการสาธารณะให้กับประชาชน ได้แก่ การขาดความชัดเจนของข้อกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่ การทำงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรบุคลากร รวมถึงผู้จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศยังขาดความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนการเดินทางและวิธีการเดินทางไปทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับแนวทางแก้ไข ได้แก่ การแก้ไขหรือปรับปรุงข้อกฎหมายที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ชัดเจนมากขึ้นและ/หรืออาจยกเลิกบางข้อกฎหมาย การสร้างข้อตกลงในการทำงานร่วมกันกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การขยายกรอบอัตรากำลังของด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิ และการให้หน่วยงานในสังกัดกรมการจัดหางานร่วมกันประชาสัมพันธ์นำความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดที่มีผู้เดินทางไปทำงานต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งนี้ผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพของการให้บริการสาธารณะโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางพบว่ามีข้อเสนอแนะหลายประการ ได้แก่ การทำให้ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิเป็นที่รู้จักมากขึ้น การเพิ่มการตรวจตราผู้ลักลอบไปทำงานต่างประเทศ การยกระดับด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิเป็น One Stop Service การอบรมเพื่อพัฒนาและเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญให้แก่เจ้าหน้าที่ การขยายกรอบอัตรากำลัง และการสร้างความมั่นใจในการทำงานงานโดยมีผู้บังคับบัญชาคอยให้ความช่วยเหลือ
การรักษาข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายให้คงอยู่กับองค์การ กรณีศึกษา สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานอัยการสูงสุด, ศิริวัฒน์ ธีระชาญณรงค์
การรักษาข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายให้คงอยู่กับองค์การ กรณีศึกษา สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานอัยการสูงสุด, ศิริวัฒน์ ธีระชาญณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการรักษาข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายของสำนักบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานอัยการสูงสุดให้คงอยู่กับองค์การ ซึ่งกำหนดเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ และนำเสนอผ่านวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านองค์กร 1.) ค่าตอบแทนต้องอยู่ระดับที่เพียงพอต่อการครองชีพในปัจจุบัน และเพียงพอในการรักษาความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน สวัสดิการต้องหลากหลาย ช่วยเหลือในการดำรงชีพได้ ตอบสนองต่อการใช้ชีวิตปัจจุบัน 2.) โอกาสความก้าวหน้าต้องมีความชัดเจน เห็นถึงความเป็นไปได้ และมีโอกาสจะพัฒนาตนเองให้มีความรู้ที่หลายด้าน โดยต้องดำเนินการผ่านหลักความสามารถและความยุติธรรม 3.) ความมั่นคง งานที่ได้รับผิดชอบต้องสำคัญต่อองค์การ และองค์การต้องพร้อมรับมือกับความท้าทายที่จะมีผลต่อบุคลากร 4.) การบริหารองค์การ ต้องมุ่งสู่ผลลัพธ์ ไม่มีกระบวนการที่ซับซ้อน มีความยุติธรรมต่อทุกส่วน พร้อมทั้งการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีและการสื่อสารที่เปิดรับฟังจากทุกส่วน ต่อมาปัจจัยด้านงาน 1.) ลักษณะงานต้องเป็นงานที่มีคุณค่า ตรงตามความสามารถ และมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน 2.) สภาพแวดล้อมการทำงาน แบ่งเป็นส่วนที่จับต้องได้ พื้นที่และอุปกรณ์ต้องมีความเพียงพอ ทำให้การปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ และส่วนที่ไม่สามารถจับต้องได้ คือ ทัศนคติของผู้ร่วมงานที่จะไม่ส่งผลลบ ให้เกิดเป็นความเครียดในการปฏิบัติงาน และสุดท้ายปัจจัยด้านความสัมพันธ์ 1.)ความสัมพันธ์กับผู้บริหาร กับ 2.) ความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน จะต้องมีความสามารถในการบริหารงาน เปิดรับฟังความคิดเห็น และมีความยุติธรรมในการจัดการสิ่งต่าง ๆ 3.) ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ต้องทำงานกันเป็นทีม พร้อมทั้งมีทัศนคติการปฏิบัติงานที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ส่วนปัญหาและอุปสรรค พบในปัจจัยด้านองค์การ ทั้งความไม่เพียงพอของค่าตอบแทนสำหรับการใช้ชีวิต สวัสดิการไม่เพียงพอและไม่หลากหลาย ความก้าวหน้าในอาชีพไม่ชัดเจน ประสิทธิภาพของระบบการปฏิบัติงานยังอยู่ในระดับน้อย และปัจจัยด้านงาน เรื่องลักษณะงานที่รับผิดชอบไม่เหมาะสม และพื้นที่และอุปกรณ์ทำงานไม่อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน จากผลการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะในการบริหารงานขององค์การ ให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นการรักษาข้าราชการเจนเนอเรชั่นวายที่เป็นส่วนสำคัญ และพัฒนาไปสู่เจนเนอเรชั่นอื่น ให้คงอยู่และสร้างประสิทธิภาพให้องค์การต่อไป
ความท้าทายในการดำเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน: กรณีศึกษา กิจการทางถนน ทางหลวง ทางพิเศษ และการขนส่งทางถนน, ศุภิสรา ใจติ
ความท้าทายในการดำเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน: กรณีศึกษา กิจการทางถนน ทางหลวง ทางพิเศษ และการขนส่งทางถนน, ศุภิสรา ใจติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ประกอบด้วย 1) เพื่อศึกษาความท้าทายที่ส่งผลต่อการดำเนินงานโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน กรณีโครงการในกิจการทางถนน ทางหลวง ทางพิเศษ การขนส่งทางถนน และ 2) เพื่อหาข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ในกิจการทางถนน ทางหลวง ทางพิเศษ การขนส่งทางถนน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจาก 6 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนการร่วมลงทุน ครอบคลุมหน่วยงานระดับนโยบายหรือหน่วยงานกำกับติดตาม และหน่วยงานเจ้าของโครงการ ผลการศึกษา พบว่า ความท้าทายที่ส่งผลต่อการดำเนินงานโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน กรณีโครงการในกิจการทางถนน ทางหลวง ทางพิเศษ การขนส่งทางถนน สามารถแบ่งเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านนโยบาย พบข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการดำเนินงานคือความสำคัญของการดำเนินโครงการร่วมลงทุนในกิจการทางถนนถูกลดระดับลง ตามนโยบายที่ถูกกำหนดขึ้นในปัจจุบัน 2) ด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความท้าทายที่พบคือการสร้างความเข้าใจและการยอมรับของภาคประชาชนต่อโครงการเพื่อป้องกันการคัดค้าน และการจัดทำขอบเขตการร่วมลงทุนให้ตรงตามความสนใจในการลงทุนของภาคเอกชนเพื่อให้เอกชนสนใจเข้ามาร่วมลงทุน 3) ด้านงบประมาณ พบข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ส่งผลต่อการดำเนินโครงการคืองบประมาณของภาครัฐที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายเป็นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเงินร่วมลงทุนหรือเงินอุดหนุนให้กับภาคเอกชนได้ทุกโครงการ 4) ด้านบุคลากร ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องความรู้ความเข้าใจในการดำเนินโครงการร่วมลงทุนตามขั้นตอนของกฎหมาย และขาดแคลนบุคลากรที่มีสมรรถนะตรงกับการปฏิบัติงานในการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน 5) ด้านกฎหมาย ความท้าทายในการดำเนินงานโครงการร่วมลงทุนด้านกฎหมายคือการกำหนดสัญญาสัมปทาน การดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอนการร่วมลงทุน และการดำเนินการกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และ 6) ด้านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ต้องมีความถูกต้องและสะท้อนความเป็นจริงในประเด็นการคาดการณ์ปริมาณการจราจร รายได้ และค่าใช้จ่ายของโครงการ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในขั้นตอนต่อไปได้อย่างถูกต้อง
การพัฒนาสมรรถนะของข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อมุ่งสู่การเป็นระบบราชการ 4.0, สัณห์สิรี ภุมรา
การพัฒนาสมรรถนะของข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อมุ่งสู่การเป็นระบบราชการ 4.0, สัณห์สิรี ภุมรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระดับสมรรถนะและสมรรถนะที่คาดหวังต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 ของข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในปัจจุบัน รวมถึงศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีให้สอดรับกับการพัฒนาไปสู่ระบบราชการ 4.0 ในการศึกษาในครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) โดยกำหนดให้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารทรัพยากรบุคคล และผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ในขณะที่การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานจริงในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจำนวน 156 คน ด้วยแบบสอบถามออนไลน์และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย และการทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่าการพัฒนาระดับสมรรถนะของข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในปัจจุบันอยู่ในระดับมากที่สุด และระดับความคาดหวังต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระดับสมรรถนะของข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในปัจจุบัน และระดับความคาดหวังต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ระดับการศึกษา Generation ระดับตำแหน่ง และระยะเวลาการปฏิบัติงาน ต่างมีความสัมพันธ์กับระดับสมรรถนะของข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่าปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ระดับการศึกษา และ Generation มีความสัมพันธ์กับสมรรถนะที่คาดหวังต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (ปัจจัยภายในตัวบุคคล และปัจจัยภายในองค์การ) กับระดับสมรรถนะของข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทั้ง 6 ด้าน พบว่า ปัจจัยภายในตัวบุคคลด้านความตั้งใจในการพัฒนาความรู้ ทักษะ ทัศนคติมีความสัมพันธ์เป็นอันดับ 1 นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับสมรรถนะที่คาดหวังต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 ทั้ง 3 ด้าน พบว่า ปัจจัยภายในองค์กรด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน และด้านนโยบายขององค์กร ปัจจัยภายในตัวบุคคลด้านความสำเร็จของงานมีความสัมพันธ์เป็นอันดับ 1 ซึ่งการพัฒนาสมรรถนะของข้าราชการเพื่อการเป็นระบบราชการ 4.0 ยังคงพบอุปสรรคในเรื่องการนำระบบ Competency มาใช้ให้เกิดประโยชน์ การจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ การทำให้หัวหน้างานหรือผู้บังคับบัญชาเปิดกว้างเรื่องการสับเปลี่ยนหมุนเวียนงาน ทั้งนี้ ยังมีสมรรถนะที่ควรพัฒนาเพื่อให้สอดรับกับการเป็นระบบราชการ 4.0 ได้แก่ การคิดเชิงระบบและการมองภาพรวมขององค์กร คิดถึงความเชื่อมโยงของกระบวนงานจากภายในไปสู่ภายนอกอย่างเป็นระบบ เพื่อทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมทำงานที่ทันสมัย
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคงอยู่ของพนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, อภิชญา กาญจนกิจสกุล
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคงอยู่ของพนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, อภิชญา กาญจนกิจสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง "ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคงอยู่ของพนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง" มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเป็นการศึกษาเชิงปริมาณ เพื่อนำผลการวิเคราะห์จากปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาเป็นข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแนวทางการรักษาบุคลากร ทั้งในด้านค่าตอบแทน ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านบทบาทของหัวหน้างาน ด้านการเรียนรู้และการพัฒนา ด้านเส้นทางรวมถึงด้านความก้าวหน้าในสายอาชีพ ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 201 คน และใช้สถิติเชิงพรรณนา เพื่ออธิบายข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน เพื่อทดสอบสมมติฐานของงานวิจัย ได้แก่ T-Test F-Test และสถิติการถดถอยเชิงพหุ เพื่อหาความสัมพันธ์ของข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า สถานภาพ อายุ วุฒิการศึกษา รายได้รวมต่อเดือน และอายุงาน ที่แตกต่างกันส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยความพึงพอใจที่มีผลต่อการคงอยู่ของพนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้แก่ ด้านความก้าวหน้า และด้านค่าตอบแทนซึ่งมีอิทธิพลในทิศทางบวกต่อการคงอยู่ของพนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และปัจจัยความผูกพันที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้แก่ ด้านความภาคภูมิใจ และด้านผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอิทธิพลในทิศทางบวกต่อการคงอยู่ของพนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการและความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน กรณีศึกษาสวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำ, ดลพร พิมลพันธุ์
การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการและความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน กรณีศึกษาสวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำ, ดลพร พิมลพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานวิจัยนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายรูปแบบสวัสดิการข้าราชการและสวัสดิการภายในส่วนราชการ 2. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน 3. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ และ 4. เพื่อเสนอแนะการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมต่อความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน โดยเป็นการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 14 คน ผลการศึกษา พบว่า 1) สวัสดิการข้าราชการสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ สวัสดิการที่ไม่มีเงื่อนไขและสวัสดิการที่มีเงื่อนไข ในขณะที่สวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำเป็นสวัสดิการที่มีการกำหนดเงื่อนไข โดยเน้นไปที่การสงเคราะห์เป็นหลัก 2) ความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ สวัสดิการเกี่ยวกับตนเอง สวัสดิการด้านเงินทุน และสวัสดิการยืดหยุ่น 3) การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการของกรมทรัพยากรน้ำเป็นการดำเนินการโดยคณะกรรมการการจัดสวัสดิการ ซึ่งมีข้อจำกัดที่สำคัญคือ การจัดหารายได้ และจำนวนเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการไม่เพียงพอ 4) การจัดสวัสดิการส่วนใหญ่เป็นรูปแบบที่มีการกำหนดเงื่อนไขการขอรับสิทธิ์ จึงทำให้สมาชิกบางคนไม่สามารถขอใช้สิทธิ์ได้ ดังนั้นการจัดสวัสดิการจึงต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม ประกอบกับการจัดหารายได้เพิ่มเติม เพื่อให้การจัดสวัสดิการสามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนได้มากที่สุด
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการ ของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นิชานาถ ชลิตวรกุล
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการ ของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นิชานาถ ชลิตวรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ นิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 370 คน การรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า นิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เลือกสมัครงานอื่นที่ไม่ใช่งานราชการซึ่งมีสัดส่วนที่สูงกว่าการเลือกสมัครงานราชการอย่างแน่นอนโดยการทำงานที่มีรายได้สูงคือสิ่งที่นิสิตคำนึงถึงในการเลือกสมัครงาน ซึ่งระบบค่าตอบแทนทั้งเงินเดือนและสวัสดิการของราชการยังไม่จูงใจเท่าที่ควร และปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิต พบว่า ปัจจัยด้านองค์กร เช่น ความมั่นคงในหน้าที่การงาน ความสำเร็จในหน้าที่การงาน และการเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของสังคม ปัจจัยด้านครอบครัว เช่น ความภาคภูมิใจของครอบครัว และการโน้มน้าวของครอบครัว และปัจจัยด้านเพื่อน เช่น การมีเพื่อนที่มีงานดีและมั่นคง และคำแนะนำของเพื่อน มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิต
การเข้าถึงประกันสังคมมาตรา 40 ของกลุ่มอาชีพอิสระ: กรณีศึกษากลุ่มเจ้าของกิจการ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ, นิติ นิจนิติกุล
การเข้าถึงประกันสังคมมาตรา 40 ของกลุ่มอาชีพอิสระ: กรณีศึกษากลุ่มเจ้าของกิจการ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ, นิติ นิจนิติกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มาตรา 40 ของกลุ่มเจ้าของกิจการ โดยให้ความสนใจในพื้นที่เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ เป็นหลัก งานศึกษาอาศัยกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการทบทวนเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาจำแนก แยกแยะ และวิเคราะห์ ผู้ให้ข้อมูลในงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเจ้าของกิจการที่อยู่ในระบบประกันสังคม มาตรา 40 กลุ่มเจ้าของกิจการที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 40 และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานประกันสังคม จากการศึกษาพบว่า การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประกันสังคม มาตรา 40 อย่างถูกต้องและครบถ้วน ส่งผลต่อการเข้าร่วมระบบประกันสังคมมาตรา 40 ของกลุ่มเจ้าของกิจการ นอกจากนั้น ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ รายได้ ลักษณะและขนาดของกิจการ และทัศนคติส่วนตัว ของกลุ่มเจ้าของกิจการส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสังคม มาตรา 40 ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ของกลุ่มเจ้าของกิจการ ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ เช่นกัน
ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล
ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐก่อนและหลังการใช้ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการสำรวจปัญหาและอุปสรรคเพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไป การศึกษาครั้งนี้นับว่าเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการวิจัยทางเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคลากรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน และประชาชนผู้เสียหายจากคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกันผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาพรรณนาบรรยายข้อมูลภายใต้กรอบแนวคิดที่กำหนดขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ กล่าวคือ กระบวนการทำงานที่มีแบบแผนมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดของมนุษย์ มีการใช้เทคนิควิธีที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานให้ถูกต้อง รวดเร็ว อีกทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้เสียหายสามารถแจ้งเหตุได้ทุกที่และทุกเวลา อันก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อผู้รับบริการ นอกจากนี้ การลงทุนในการพัฒนาระบบ e-Service นี้จะส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งนี้ ปัญหาอุปสรรคที่ค้นพบ อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ยังไม่สมดุลกับปริมาณคดี ความไม่เสถียรของระบบ การสื่อสารและประชาสัมพันธ์การใช้งานระบบยังไม่ครอบคลุมกับประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ยังมีข้อจำกัดในทางกฎหมายอยู่บ้าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้การบริการประชาชนและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินไปอย่างไร้รอยต่อ
เครือข่ายนโยบายและการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากรณีศึกษาจังหวัดระยอง (เขตพื้นที่อุตสาหกรรม) และจังหวัดศรีสะเกษ (เขตพื้นที่เกษตรกรรม), พรพรรณ ศรีกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาการบริหารจัดการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กรณีศึกษาจังหวัดระยอง (เขตพื้นที่อุตสาหกรรม) และจังหวัดศรีสะเกษ (เขตพื้นที่เกษตรกรรม) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กระบวนการนโยบายสาธารณะพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในการกำหนดนโยบาย การนำนโยบายไปปฏิบัติ และการประเมินผลนโยบาย 2) วิเคราะห์ การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการบริหาร พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 3) วิเคราะห์ความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และแนวทาง ในการพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจำนวน 20 คน ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาในทั้งสองจังหวัด ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายอำนาจ โดยมีปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา และชุมชน การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน การพัฒนาบุคลากร การมีส่วนร่วม ของชุมชน และการใช้เทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังมีอุปสรรค เช่น การขาดความต่อเนื่องของนโยบายและงบประมาณ การขาดแคลนบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญ และการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำกัด การวิจัยครั้งนี้เสนอแนะแนวทาง ในการพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยเน้นการสร้างความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนา ศักยภาพของบุคลากร การสร้างแรงจูงใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การพัฒนาระบบข้อมูล และการกระจายอำนาจ โดยคำนึงถึงบริบทและความต้องการของพื้นที่เป็นสำคัญ
การศึกษาบทบาทของสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง: กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วีรภัทร์ อินทรนาค
การศึกษาบทบาทของสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง: กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วีรภัทร์ อินทรนาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาบทบาทสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง : กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางการนำระบบงบประมาณแบบมุ่งผลสำเร็จ (Result-Based Budgeting : RBB) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคและความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยตรง ผ่านแนวคิดทฤษฎีการกระจายอำนาจทางการคลัง ทฤษฎี SWOT Analysis วิเคราะห์บทสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ เจ้าหน้าที่ อปท. และ นักวิชาการทางการคลัง ผลการวิจัยพบว่า การจัดสรรงบประมาณโดยตรงของสำนักงบประมาณ (สงป.) แบบแนวทางที่สอดคล้องกับ RBB ยังพบว่ามีข้อจำกัดในเรื่องบุคลากรและความเข้าใจต่อบริบทของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ทำให้การจัดสรรงบประมาณไม่ทันต่อสถานการณ์ กระบวนการตรวจสอบและอนุมัติที่ซับซ้อน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม การปรับปรุงระบบติดตามและประเมินผล การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (big-Data) นำไปสู่การประยุกต์ใช้ข้อมูลเกิดการพัฒนาของท้องถิ่นในอนาคต นอกจากนี้ ปัจจุบัน สงป. ได้จัดตั้งสำนักงานเขต (สาขา) ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่าง สงป. กับ อปท. อย่างบูรณาการ สะสมองค์ความรู้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้นำ อปท. มาชี้แจงงบประมาณโดยตรง เกิดความโปร่งใสและประสิทธิภาพในกระบวนการจัดสรรงบประมาณ
การพัฒนาประสิทธิภาพ ภายใต้บริบท มาตรการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลกรณีศึกษา ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ, วิธกร ต้นพรหม
การพัฒนาประสิทธิภาพ ภายใต้บริบท มาตรการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลกรณีศึกษา ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ, วิธกร ต้นพรหม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมสำหรับการดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ รวมถึงระบุปัญหาหรือข้อบกพร่องที่อาจส่งผลกระทบต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยทั้งในเชิงรุกและเชิงรับของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยอาศัยกระบวนทัศน์ของแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยงานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ความปลอดภัย ทั้งในสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและในท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ งานศึกษานี้พบว่า ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิมีแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการรักษา ความปลอดภัยที่มีศักยภาพ สามารถรับมือต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้ตามมาตรฐานสากล รวมถึงปฏิบัติตามแผนรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ ตามที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดไว้ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง อย่างไรก็ตาม อาจมีปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิบางประการ อาทิ ปัจจัยด้านบุคลากร ปัจจัยด้านการบริหารจัดการพื้นที่ ปัจจัยด้านภัยคุกคามจากภายนอก และปัจจัยด้านการตระหนักรู้ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นต้น ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพของมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ประกอบด้วย 1) การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่าง ๆ อย่างเข้มงวดและชัดเจน 2) การเพิ่มค่าตอบแทนให้ผู้ปฏิบัติงานเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน 3) การสร้างความสมดุลระหว่างมาตรการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น 4) การเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงกฎระเบียบและข้อปฏิบัติในการใช้บริการสนามบิน และ 5) การเพิ่มบทลงโทษ หากตรวจพบผู้โดยสารนำพาสิ่งผิดกฎหมายหรือวัตถุต้องห้ามขึ้นอากาศยาน
แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Extension) ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สรารินทร์ สงวนศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการ ขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการ อันจะนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางในการพัฒนาการดำเนินโครงการดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยงานศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่รวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร ประกอบกับการใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง จำนวน 10 ท่าน ด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและใช้คำถามในลักษณะปลายเปิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลตามรูปแบบการประเมินโครงการแบบจำลองแบบซิปป์ (CIPP Model) ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาวะแวดล้อมของโครงการ มีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลและหน่วยเหนือ รวมถึงมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการเป้าหมาย (2) ปัจจัยนำเข้าของโครงการ ในส่วนของข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองระดับผู้บริหารและระดับผู้ปฏิบัติการส่วนใหญ่ มีศักยภาพ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการเป็นอย่างดี ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการ ได้รับความร่วมมือจากบริษัท VFS Global และในส่วนของเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ มีเพียงพอต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (3) กระบวนการของโครงการ สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการในระดับหนึ่ง (4) ผลผลิตของโครงการ ในแง่การลดระยะเวลาในการรอรับบริการยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ ในแง่ของการลดขั้นตอนการให้บริการสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี และในส่วนของการลดความแออัดของผู้รับบริการในพื้นที่ มีแนวโน้มที่จะไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดด้วยค่าตัวชี้วัด สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ พบปัญหาในด้านบุคลากร ด้านการจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนโครงการจากทางภาครัฐ และด้านความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย โดยหน่วยงานควรเพิ่มการสนับสนุนในด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านงบประมาณในการดำเนินโครงการ รวมถึงกระชับความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายยิ่งขึ้น