Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Public Affairs, Public Policy and Public Administration Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Publication Year
Articles 121 - 150 of 547
Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration
การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์
การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้อาศัยกรอบแนวคิดการทูตเชิงวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) และกรอบแนวคิดการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ (Nation Branding) เพื่อศึกษาการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของรัฐบาลผ่านการดำเนินโครงการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ. 2558 - 2566 ในฐานะเครื่องมือทางนโยบายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ ผลจากการศึกษาพบว่าการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย กล่าวคือ การดำเนินการตลอดระยะเวลาร่วมทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้างให้กรุงเทพมหานคร รวมถึงงานเทศกาลภาพยนตร์เอง ส่งผลให้ไทยกลายเป็น “ศูนย์กลาง” ด้านภาพยนตร์ของภูมิภาคอาเซียนไปโดยปริยาย จากการที่ “กรุงเทพมหานคร” ในนามของ “ประเทศไทย” เป็นที่รับรู้และรู้จักในฐานะที่เป็นสถานที่และพื้นที่แห่งเดียวในภูมิภาคและในโลกที่ได้มีการนำภาพยนตร์ประเภทต่าง ๆ จากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาจัดฉายและรวบรวมกันไว้ด้วยกันในที่เดียวกัน โดยที่ไม่มีเมือง ประเทศ หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการดำเนินกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนี้อย่างจริงจัง และเป็นไปโดยไร้การเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ หากนโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม เทศกาลภาพยนตร์อาเซียนฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างสร้างอัตลักษณ์ทางด้านภาพยนตร์ให้กับกรุงเทพมหานครและภาพลักษณ์เชิงบวกต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ดังที่หลาย ๆ ประเทศที่จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกประสบความสำเร็จและสร้างเกียรติภูมิในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของตนเองและทำให้ประเทศเป็นที่รู้จัก รับรู้ และยอมรับในมิติดังกล่าว
ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ
ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม โดยแจกแบบสอบถามให้กับข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติงานในกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลางจำนวน 287 คน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาด้วยตารางแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ เพื่ออธิบายปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล และการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบหาค่าความแตกต่าง ANOVA เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์ของตัวแปรที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาอธิบายข้อสรุปให้กับงานวิจัยในครั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง คือ ปัจจัยด้านกระบวนการ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจัยด้านผู้นำองค์กร ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน และปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน, อรวรรณ ศรีจันทร์
ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน, อรวรรณ ศรีจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานเป็นหนึ่งในภารกิจของกรมท่าอากาศยาน ที่ยังพบปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นในขั้นตอนของการดำเนินงานตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการ สารนิพนธ์เรื่อง “ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐาน ของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินการด้านยุทธศาสตร์พัฒนาท่าอากาศยานของกรมท่าอากาศยานตามภารกิจโครงสร้างพื้นฐาน 2) ศึกษาการดำเนินงานและบริหารจัดการความเสี่ยงโครงการตามภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน 3) ศึกษาแนวทางในการจัดการความเสี่ยงตามแนวทางมาตรฐานของหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังที่กำหนด ซึ่งผู้วิจัย ได้ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีลักษณะ การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นบุคลากรในสังกัดกรมท่าอากาศยาน ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 8 ท่าน โดยใช้กรอบแนวคิดการวิจัยเป็นฐานในการค้นหาคำตอบของคำถามวิจัย ผลการศึกษาได้ข้อค้นพบว่า ขั้นตอนการอุทธรณ์ของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นนัยสำคัญ ต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยปัจจัยความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากการอุทธรณ์ในกระบวนการ จัดซื้อจัดจ้าง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน 2) ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยที่ผ่านมากรมท่าอากาศยานมีมาตรการควบคุมด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐานหลักเกณฑ์และแนวทางที่กระทรวงการคลังกำหนด อย่างไรก็ดี จากการศึกษาได้พิจารณาแล้วว่าประเด็นปัญหาความเสี่ยงด้านการอุทธรณ์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่ากระทรวงการคลังจะพิจารณาแนวทางมาตรการเพิ่มเติม ดังนั้น กรณีของการพัฒนาระดับมาตรการที่เหมาะสมจะเป็นสิ่งจำเป็นของการทบทวนกฎหมายเรื่องนี้ต่อไป
ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกรณีศึกษา พนักงานบรรจุใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, เอกรัฐ พูลประเสริฐ
ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกรณีศึกษา พนักงานบรรจุใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, เอกรัฐ พูลประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีศึกษา พนักงานบรรจุใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ เพื่อนำมาเป็นข้อเสนอแนะการพัฒนาสิ่งจูงใจซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการสรรหาบุคลากรให้สามารถสร้างความกระตือรือร้นและขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองทั้งความต้องการขององค์กรและผู้ปฏิบัติงาน และสะท้อนข้อดีและข้อควรให้ความสำคัญเพื่อรักษาประสิทธิภาพและพัฒนาการปฏิบัติงาน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 150 คน ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และความถี่ เป็นต้น เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างในด้านปัจจัยส่วนบุคคล และใช้สถิติเชิงอนุมาณวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน ด้วยการวิเคราะห์ด้วยสถิติ F-Test พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจแตกต่างกัน ได้แก่ รายได้เดิม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และในส่วนของปัจจัยแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจโดยการวิเคราะห์ด้วยสถิติ Multiple Regression Analysis พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลในทิศทางบวกต่อการตัดสินใจประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะงาน/ความรับผิดชอบด้านค่าตอบแทน ด้านสวัสดิการ/สิทธิประโยชน์ ด้านเกียรติยศ/ชื่อเสียง และด้านความมั่นคง/ความก้าวหน้าในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่มีต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, โชติอนันต์ หาญคุณตุละ
การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่มีต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, โชติอนันต์ หาญคุณตุละ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 ต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และศึกษาแนวทางการปรับปรุงและพัฒนานโยบาย ข้อกฎหมายเพื่อควบคุมกำกับดูแลกิจการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการ โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากเอกสาร กฎหมาย รวมถึงบทสัมภาษณ์ของผู้กำหนดนโยบายจากสื่อออนไลน์ และสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อย จำนวน 5 ราย ผลการวิจัยพบว่าผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ ทำให้ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนที่สูงจากข้อกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ส่งผลให้เกิดการหลีกเลี่ยงการดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมายและรูปแบบการเป็นคาเฟ่เพื่อสันทนาการ อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยได้ศึกษาหาแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนานโยบายและข้อกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีข้อเสนอแนะ ได้แก่ การประชาสัมพันธ์กับภาคประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ การออกกฎหมายกำกับดูแลและควบคุมกิจการที่ให้บริการกัญชาเป็นการเฉพาะด้านสันทนาการ การจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบคอยส่งเสริมและควบคุมดูแลการใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ และการจัดตั้งสถาบันที่น่าเชื่อถือในการฝึกอบรมและออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
บทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติภายใต้ระบบประกันสังคม: ศึกษากรณีแพปลาในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ณัฐมน แก้วเรือง
บทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติภายใต้ระบบประกันสังคม: ศึกษากรณีแพปลาในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ณัฐมน แก้วเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติในไทยนับเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ โดยภาครัฐได้มีการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและตามมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ผู้วิจัยต้องการศึกษากระบวนการและบทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมประมงไทยภายใต้ระบบประกันสังคม เพื่อให้ทราบถึง บทบาทของนายจ้าง ลักษณะการคุ้มครองทางสังคมที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง รวมถึงภาระต้นทุนและผลประโยชน์ที่นายจ้างจะได้รับจากการคุ้มครองทางสังคมภายใต้ระบบประกันสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นแพปลาขนาดเล็ก แพปลาขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ด้วยการสัมภาษณ์การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) จากผลการศึกษาพบว่านายจ้างมีภาระทางการบริหารเพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทดแทน แต่ในส่วนของระบบประกันสังคมนายจ้างสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งการไม่เข้าร่วมมีผลต่อต้นทุนที่แรงงานต้องรับผิดชอบในการซื้อประกันสุขภาพให้แก่ตนเอง ข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้คือไม่ได้มีการศึกษามุมของลูกจ้างเท่าไหรนัก ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการศึกษามุมมองของลูกจ้างต่อบทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคม การปรับปรุงกฎหมายเพื่อลดการเกิดช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวแรงงานและนายจ้าง เพิ่มการรับรู้และความเข้าใจในสิทธิและผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายพึงจะได้รับจากการปฏิบัติตามนโยบาย รวมถึงการรวบรวมข้อมูลทางสถิติเพื่อใช้ในการพัฒนากฎหมายให้มีความสอดคล้องกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
แนวทางพัฒนาการประเมินผลการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ กรณีศึกษา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ปภัชญา เพ็ชร์ทอง
แนวทางพัฒนาการประเมินผลการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ กรณีศึกษา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ปภัชญา เพ็ชร์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมปัญหา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนะด้านต่างๆ รวมทั้งแนวทางพัฒนาการประเมินผลการดำเนินงานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ให้มีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์มากขึ้น โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำยุทธศาสตร์และติดตามผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ในการจัดทำยุทธศาสตร์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2565-2570) มีการพิจารณาประเด็นในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมจากปัจจัยภายใน (จุดแข็ง-จุดอ่อน) ขององค์กร และสภาพแวดล้อมภายนอก (STEEP) แต่ไม่มีการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายร่วมกับปัจจัยภายใน (โอกาสและความท้าทาย ใน SWOT Analysis) นอกจากนี้ยังพบว่าข้อจำกัดในมุมมองของการถ่ายทอดยุทธศาสตร์มาสู่การปฏิบัติยังมีช่องว่างทั้งในเรื่องของผู้บริหารที่มีการเปลี่ยนแปลง การขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของผู้เกี่ยวข้องภายในหน่วยงานโดยเฉพาะในระดับปฏิบัติการ และการสื่อสารระหว่างกันภายในองค์กรที่ยังไม่ทั่วถึง ส่งผลให้กระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนและไม่ต่อเนื่อง ผู้บริหารจึงควรปรับรูปแบบการบริหารงานให้มีนโยบายที่ชัดเจน เน้นการเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพิ่มการสื่อสารระหว่างผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติงานให้ทราบถึงผลการประเมินของผู้ปฏิบัติงาน โดยการสื่อสารแบบ 2 ทาง ให้มีความเข้าใจเป้าหมายในการปฏิบัติงานได้อย่างตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายร่วมกันทั่วทั้งองค์กรและส่งผลให้การประเมินผลของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีแบบแผนที่ชัดเจนและต่อเนื่องยิ่งขึ้นได้
แนวทางการพัฒนาการเตรียมความพร้อมข้าราชการที่จะไปประจำการในต่างประเทศ:กรณีศึกษา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ, พรนรินทร์ มีกลิ่นหอม
แนวทางการพัฒนาการเตรียมความพร้อมข้าราชการที่จะไปประจำการในต่างประเทศ:กรณีศึกษา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ, พรนรินทร์ มีกลิ่นหอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องแนวทางการพัฒนาการเตรียมความพร้อมข้าราชการที่จะไปประจำการในต่างประเทศ กรณีศึกษาสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาประสบการณ์และความท้าทายในมิติของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและคุณภาพชีวิตของข้าราชการในการไปประจำการ ณ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และวิเคราะห์หลักสูตรการเตรียมความพร้อมก่อนไปประจำการ โดยนำข้อมูลที่ได้รับจากผลการศึกษาที่ได้ข้อมูลจากผู้ไปประจำการซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการสร้างข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาหลักสูตรสำหรับผู้ไปประจำการต่อไป การศึกษาดังกล่าวใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้มีประสบการณ์ในการไปประจำการ และฝ่ายทรัพยากรบุคคลของหน่วยงาน จำนวน 11 ราย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงช่องว่างในการปรับตัวของข้าราชการที่ไปประจำการ โดยพบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความท้าทายในการไปประจำการ ณ สคต. 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความหลากหลายของภูมิหลังก่อนรับตำแหน่ง ความไม่คุ้นเคยในเนื้องานในต่างประเทศ และการปรับตัวเข้ากับภารกิจและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ใหม่ ในส่วนของความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรการเตรียมความพร้อมข้าราชการที่จะไปประจำการในต่างประเทศ แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเพียงพอของหลักสูตรการเตรียมความพร้อมฯ และข้อเสนอแนะหัวข้อที่ต้องการให้บรรจุเพิ่มเติมหรือการปรับปรุงรายละเอียดหลักสูตรการเตรียมความพร้อมฯ โดยผลการศึกษาดังกล่าว นำไปสู่ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาการเตรียมความพร้อมข้าราชการที่จะไปประจำการในต่างประเทศ ได้แก่ ข้อเสนอเชิงนโยบายในการปรับปรุงหลักสูตรการเตรียมความพร้อมข้าราชการที่จะไปประจำการในสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และข้อเสนอเชิงนโยบายในการคัดเลือกผู้ไปประจำการ
แนวทางที่ส่งผลให้ระบบสอนงาน (Mentoring System) มีประสิทธิภาพ : กรณีศึกษา ตำแหน่งพนักงานพัฒนาธุรกิจของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์, วันสิริ ไชยสุวรรณ
แนวทางที่ส่งผลให้ระบบสอนงาน (Mentoring System) มีประสิทธิภาพ : กรณีศึกษา ตำแหน่งพนักงานพัฒนาธุรกิจของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์, วันสิริ ไชยสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางที่ส่งผลให้ระบบสอนงาน (Mentoring System) มีประสิทธิภาพ : กรณีศึกษา ตำแหน่งพนักงานพัฒนาธุรกิจของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางที่ส่งผลให้ระบบสอนงานตำแหน่งพนักงานพัฒนาธุรกิจประสบความสำเร็จ และ ประสิทธิภาพของพนักงานตำแหน่งพนักงานพัฒนาธุรกิจที่ผ่านระบบสอนงานมาแล้ว โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่มีส่วนร่วมในการวางแผนระบบสอนงาน และพนักงานที่เคยเข้าร่วมระบบสอนงานตำแหน่งพนักงานพัฒนาธุรกิจของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ พี่เลี้ยง น้องเลี้ยง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ และนำเสนอผ่านการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จากผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า แนวทางที่ส่งผลให้ระบบสอนงานประสบความสำเร็จได้แก่ 1) การให้ความสำคัญกับระบบพี่เลี้ยงในองค์กรโดยการให้ผู้บริหารเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดและตัดสินใจรูปแบบอขงระบบสอนงาน อีกทั้งองค์กรยังต้องสื่อสารให้เห็นถึงความสำคัญของระบบสอนงานภายในองค์กร ต่อมาคือ 2) คุณลักษณะของพี่เลี้ยงหรือผู้สอนงาน ซึ่งพี่เลี้ยงต้องมีความเสียสละและยินดีที่จะดูแลน้องเลี้ยง มีผลต่อการรับรู้และการเปิดใจเรียนรู้งานของน้องเลี้ยง 3) การฝึกอบรมพี่เลี้ยงให้มีความพร้อมทั้งด้านความรู้ที่ใช้ในการปฏิบัติงานและทัศนคติของการเป็นพี่เลี้ยงที่ดี จะทำให้เพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จให้ระบบสอนงาน และ 4) การติดตามและประเมินผลระบบสอนงาน ทำให้รับรู้ถึงความสำเร็จและข้อเสนอแนะจากผู้มีประสบการณ์ตรงและนำไปปรังปรุงระบบสอนงานต่อ และในส่วนของประสิทธิภาพของพนักงานพัฒนาธุรกิจที่ผ่านระบบสอนงานมาแล้ว โดยระบบสอนงานส่งผลในด้าน 1) คุณภาพและความถูกต้องแม่นยำ ที่เพิ่มมากขึ้นจากการที่มีพี่เลี้ยงคอยสอนงาน 2) การบรรลุเป้าหมายการปฏิบัติงาน ระบบสอนงานทำให้น้องเลี้ยงเข้าใจเป้าหมายการทำงานและตระหนักถึงความสำคัญของการบรรลุเป้าหมายการปฏิบัติงาน (KPI) และการเติบโตในเส้นทางอาชีพ (Career Path) 3) ระยะเวลาการเรียนรู้ พี่เลี้ยงมีส่วนช่วยให้น้องเลี้ยงทำความเข้าใจหน้าที่รับผิดชอบภายในระยะเวลา 3 เดือนได้ 4) สภาพจิตใจ นอกจากพี่เลี้ยงจะช่วยในเรื่องของการปฏิบัติงานแล้วยังมีส่วนช่วยในการสร้างประสบการณ์การทำงานที่ดี การให้คำปรึกษาเรื่องอื่นนอกจากเรื่องงานจะช่วยให้น้องเลี้ยงมีความรู้สึกทางบวกกับองค์กร เป็นการสร้างความผูกพันระหว่างองค์กรกับพนักงานได้ 5) ความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร พี่เลี้ยงจะช่วยให้น้องเลี้ยงสามารถปรับตัวให้เข้ากับงานและวัฒนธรรมองค์กร โดยผ่านการบอกเล่าถึงประวัติองค์กร วิสัยทัศน์ พันธกิจ และการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อร่วมงาน โดยมีข้อเสนอแนะ คือ 1) ระบบสอนงานควรเพิ่มระยะเวลามากกว่า 3 เดือน เนื่องจากภาระงานของพี่เลี้ยงที่ต้องรับผิดชอบ 2) ควรมีการประเมินผลการทำหน้าที่พี่เลี้ยงจากน้องเลี้ยง 3) พนักงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการวางแผนจัดทำระบบสอนงานควรเข้าร่วมสังเกตการณ์ตลอดระยะเวลาที่มีการสอนงาน เพื่อการเก็บข้อมูลนำไปพัฒนาระบบสอนงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ, ธนพร ธาระวัย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ, ธนพร ธาระวัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณและศึกษาปัจจัยในด้านต่าง ๆ โดยจำแนกเป็น ปัจจัยส่วนบุคคล ลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ลักษณะขององค์กร ความพึงพอใจส่วนบุคคล ที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ โดยทำการศึกษาจากวิธีการรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามของข้าราชการที่ปฏิบัติงานในสำนักงบประมาณ จากกลุ่มตัวอย่าง 266 คน ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวก และนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS จากนั้นใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ รวมถึงใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมานด้วยวิธีการถดถอยแบบพหุคูณ เพื่อทดสอบปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือ เมื่อบุคคลนั้น ๆ มีอายุมากขึ้น จะส่งผลให้บุคคลนั้น ๆ มีความผูกพันต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเมื่อพิจารณาปัจจัยด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ลักษณะขององค์กร และความพึงพอใจส่วนบุคคลในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก รวมถึงเมื่อนำไปวิเคราะห์ระดับความผูกพันต่อองค์กร พบว่าปัจจัยด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ (ซึ่งประกอบด้วยความหลากหลายของงาน ความท้าทายของงาน และความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน) รวมถึงปัจจัยด้านความพึงพอใจส่วนบุคคล (ซึ่งประกอบด้วยความพึงพอใจนโยบายขององค์กร และความยุติธรรมในการทำงาน) ต่างส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน ดังนั้นองค์กรจึงควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาระบบงานอย่างรอบด้านเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรมีความผูกพันต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น
ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์
ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาความเป็นมาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย 3) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย โดยใช้รูปแบบวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการศึกษาการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อย ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในชุมชนตลาดน้อย เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานครฯ เริ่มทำการศึกษาในเดือนเดียวกับที่พิพิธตลาดน้อยเพิ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการ คือเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 พิพิธตลาดน้อยตั้งอยู่บนพื้นที่ราชพัสดุริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมทีเป็นโรงกลึงเก่าถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ คนในชุมชนจึงจัดประชุมและยื่นหนังสือต่อกรมธนารักษ์ในการขอพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย กรมธนารักษ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงเข้ามาพัฒนาพื้นที่สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและส่งมอบให้กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐบริหารจัดการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ผสานความร่วมมือกับชุมชนตามความต้องการของชุมชน เก็บรวมรวบข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ สังเกต พร้อมทั้งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรกองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ คนในชุมชนตลาดน้อย กลุ่มเครือข่ายสนับสนุนต่างๆ จากการศึกษาพบว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะก่อตั้งขึ้นมาได้ต้องมีรากฐานที่มั่นคงคือคนในชุมชน พิพิธภัณฑ์ต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนในการดำเนินภารกิจงานพิพิธภัณฑ์มิเช่นนั้นพิพิธภัณฑ์จะไร้ซึ่งชีวิตและชุมชนก็ต้องการพิพิธภัณฑ์ในลักษณะของพื้นที่สาธารณะที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมทางสังคม ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อยควรมีความยืดหยุ่นในการจัดการเตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อรับมือกับปัญหาและตอบสนองความต้องการของชุมชนในฐานะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีส่วนในการพัฒนา และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร, สุรัชฎา จิรสุจริตธรรม
ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร, สุรัชฎา จิรสุจริตธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยเลือกใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานครจำนวน 400 คน ทั้งในโรงเรียนผู้สูงอายุและช่องทางออนไลน์ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 93.8 และพบว่ามีระดับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในระดับปฏิบัติบ่อยครั้ง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ผลการวิเคราะห์พบว่าพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ สถานที่ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ความถี่ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และสื่อสังคมออนไลน์ที่นิยมใช้ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในส่วนของภูมิหลังทางประชากร พบว่า สถานภาพ อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และสิทธิในการรักษาพยาบาล มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเตรียมการด้านสาธารณสุขออนไลน์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุในสังคมเมืองของประเทศไทยซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบาง และมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพสามารถนำความรู้ด้านการดูแลสุขภาพตนเองไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งการที่ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพตนเองโดยเรียนรู้ผ่านการใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม ก็จะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และลดภาระงานที่หนักเกินไปของระบบสาธารณสุขได้เช่นกัน
การศึกษาภาวะหมดไฟของนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่, ธันย์ชนก เพชรอยู่
การศึกษาภาวะหมดไฟของนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่, ธันย์ชนก เพชรอยู่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสม เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล สภาวะเชิงลบของงาน สภาพแวดล้อมในงาน และความผูกพันในงานที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามของนปร. 100 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกนปร.ที่ลาออกจากโครงการฯ 10 คน รวมถึงผู้บังคับบัญชาและผู้อำนวยการสถาบันฯ การวิเคราะห์ภาวะหมดไฟใช้ตัวชี้วัดจาก ระดับอาการเหนื่อยล้า การลดความสัมพันธ์กับงาน และภาวะสิ้นหวังต่อผลงาน โดยใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแปรปรวนและสถิติถดถอยเชิงซ้อน รวมถึงการวิเคราะห์พรรณนาเพื่อศึกษาแนวทางการจัดการภาวะหมดไฟในการทำงาน ผลการศึกษาพบว่า อายุมีผลต่อภาวะสิ้นหวังต่อผลงานอย่างมีนัยสำคัญ (p-value = 0.014) สภาวะเชิงลบของงาน (p-value = 0.001) และสภาพแวดล้อมในงาน (p-value = 0.034) มีผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการพิสูจน์ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟ ทำให้ทราบว่า นปร.ที่เป็นหญิงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเหนื่อยล้าที่สุด เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีระดับภาวะสิ้นหวังต่อผลงานที่สูงขึ้น การเผชิญสภาวะเชิงลบของงานและสภาพแวดล้อมงานที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยล้าและภาวะสิ้นหวังมากขึ้น การขาดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนทำให้ความผูกพันในงานลดลงและลดความสัมพันธ์กับงาน เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่ทำให้ต้องพบเจอกับสภาพแวดล้อมของงานที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลให้เกิดระดับภาวะสิ้นหวังต่อผลงานที่สูงขึ้นเช่นกัน หากหน่วยงานไม่ได้สนับสนุนสภาพแวดล้อมของงานให้เหมาะสมและเพียงพอต่อการเผชิญกับสภาวะเชิงลบของงานจะทำให้ระดับความผูกพันในงานลดลง ซึ่งส่งผลถึงระดับการลดความสัมพันธ์กับงานนั้นสูงขึ้น แนวทางการจัดการภาวะหมดไฟที่เหมาะสมจึงเป็นการมอบงานที่ท้าทายและมีคุณค่า เสริมสร้าง Growth Mindset และการแลกเปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกัน ผู้บังคับบัญชาควรเฝ้าระวังและควบคุมปัจจัยเสี่ยง พร้อมทั้งสร้างความสุขที่ยั่งยืนในการทำงานเพื่อลดภาวะหมดไฟในอนาคต
แนวทางการพัฒนาการจัดการขยะที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวที่เป็นเกาะขนาดเล็กกรณีศึกษา เกาะพยาม จังหวัดระนอง, จุฬาลักษณ์ ธรรมจักรศิลา
แนวทางการพัฒนาการจัดการขยะที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวที่เป็นเกาะขนาดเล็กกรณีศึกษา เกาะพยาม จังหวัดระนอง, จุฬาลักษณ์ ธรรมจักรศิลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการจัดการขยะที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวที่เป็นเกาะขนาดเล็ก กรณีศึกษา เกาะพยาม จ.ระนอง ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เริ่มดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือน มีนาคม พ.ศ 2567 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้แลการจัดการขยะของชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 10 คน กลุ่มที่ 2 ประชากรในพื้นที่เกาะพยาม จังหวัดระนอง จำนวน 736 ครัวเรือน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) จำนวน 210 ครัวเรือน โดยผู้ถูกสำรวจจะต้องเป็นผู้มีสิทธิ์ในการตัดใจเกี่ยวกับขยะภายในครัวเรือนเป็นหลัก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยยนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) และแนวคำถามแบบกึ่งโครงสร้างเพื่อการสัมภาษณ์ การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล ประกอบไปด้วย การพรรณนาลักษณะทั่วไปทางสังคมศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะของครัวเรือนในพื้นที่เกาะด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าทีสำหรับสองกลุ่มที่อิสระต่อกัน (Two sample t-test) การ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) จากผลการวิจัยพบว่า การจัดการขยะของครัวเรือนในชุมชนเกาะพยามยังดำเนินการได้อย่างไม่เหมาะสม กลุ่มตัวอย่างมีปริมาณขยะเฉลี่ย 6.23 กก./วัน มากกว่า 1 ใน 3 ยังไม่คัดแยกขยะ กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมดกำจัดขยะด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม จากผลคะแนนค่าเฉลี่ยในการตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ส่วนใหญ่ตอบคำถามถูกต้องเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง แสดงถึงการยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะที่เหมาะสม จากข้อมูลพบว่าระดับการศึกษามีผลต่อประเด็นของพฤติกรรมการจัดการขยะ 3R's และจากผลการสัมภาษณ์พบว่าภาพรวมของการจัดการขยะในพื้นที่ขยะยังเป็นลักษณะของการจัดการด้วยหน่วยงานของตนเองทั้งหมด สิ่งที่เป็นอุปสรรคหลักในการจัดการขยะในพื้นที่ ได้แก่ ถังขยะสาธารณะ การกำจัดขยะด้วยการเผาไหม้ กลิ่นเหม็นจากขยะและการเผาไหม้ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีความต้องการการสนับสนุนหรือร่วมมือกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะที่เหมาะสมเข้ามาดำเนินการร่วมกัน
แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย, ธนวัฒน์ แสงสอน
แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย, ธนวัฒน์ แสงสอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของไทย และกำหนดแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาและการวิจัยเชิงปริมาณโดยการทำแบบสอบถามจากบุคลากรในหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาจำนวน 100 คน ผลการวิจัยพบว่า การส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญานั้นเน้น การส่งเสริมตามพันธกิจของกรมทรัพย์สินทางปัญญาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านคุ้มครอง การใช้กฎหมาย การสนับสนุนการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ภายใต้การดำเนินงานตามแผนที่นำทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา 20 ปี โดยปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อการการดำเนินงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของไทยนั้นผู้วิจัยได้อธิบายตามแนวทางทฤษฎีระบบออกเป็น 6 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยการวางแผน ปัจจัยนำเข้า ปัจจัยกระบวนการ ปัจจัยผลผลิต ที่ได้รับผลจาก ปัจจัยข้อมูลย้อนกลับ และสภาพแวดล้อมองค์กร โดยแนวทางในการส่งเสริมเครื่องหมายการค้าในอนาคตตามแนวคิดเรื่องประสิทธิภาพขององค์การนั้น ได้แก่ 1.ด้านโครงสร้างขององค์การ เช่น การกำหนดนโยบายที่สร้างความเป็นเอกภาพขององค์การ การดำเนินแนวทางตามกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาตามพันธกิจของกรมฯ ทั้ง 4 ด้าน และการสร้างความรู้ทรัพย์สินทางปัญญา 2.ด้านทรัพยากรบุคคลได้แก่การเพิ่มบุคลากรและอัตรากำลัง การทบทวนตัวชี้วัดของการทำงาน และเพิ่มหน่วยแปลภาษาเข้าไปในหน่วยงาน และ 3.ด้านเทคโนโลยีที่ควรมีเครื่องมือในการช่วยทำงาน เช่น การใช้เครื่องมือที่เป็น AI ตรวจสอบและการมีบุคลากรที่มีความรู้และจำนวนที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
การศึกษาเครือข่ายนโยบายในการพัฒนาแนวทางการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศจากการก่อวินาศกรรมและการก่อการร้าย, นพฤกษ์ ศรีสุวรรณ
การศึกษาเครือข่ายนโยบายในการพัฒนาแนวทางการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศจากการก่อวินาศกรรมและการก่อการร้าย, นพฤกษ์ ศรีสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ (Critical Infrastructure: CI) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง รวมถึงยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการดึงดูดการลงทุนและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ หาก CI ไม่สามารถให้บริการได้อย่างปกติและต่อเนื่องย่อมก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพในการจัดบริการสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อทุกมิติเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ CI ถือเป็นพื้นที่สำคัญซึ่งรัฐในฐานะตัวแสดงหลักของสังคมจำเป็นจะต้องปกป้องรักษา ภายใต้สภาวการณ์ที่ตัวแสดงอื่นซึ่งมุ่งหวังที่จะลดทอนคุณค่าของความเป็นรัฐคุกคามพื้นที่ CI ผ่านการก่อวินาศกรรมและการก่อการร้าย ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติที่ทันสมัยจากการพัฒนากลยุทธ์ในการก่อเหตุที่สามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมทั้งในเชิงกายภาพและในเชิงจิตวิทยา อย่างไรก็ดี ผลพวงจากแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ได้ผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ มีการแปรรูปกิจการของรัฐไปสู่การดำเนินงานในรูปแบบเอกชนมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของตัวแสดงที่มีบทบาทในการจัดบริการสาธารณะ ทั้งในฐานะผู้ครอบครองและผู้ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งการดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน จึงนำมาสู่คำถามวิจัยของสารนิพนธ์ฉบับนี้ว่ารัฐดำเนินการหรือมีแนวทางการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศจากการก่อวินาศกรรมและการก่อการร้ายอย่างไร งานวิจัยชิ้นนี้ระบุตัวแสดงที่มีบทบาทในกระบวนการกำหนดนโยบาย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในลักษณะเครือข่ายของตัวแสดง โดยหวังว่าผลจากการศึกษาจะสามารถถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และกระบวนการประสานความร่วมมือในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศต่อไป
ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ภัครดา ดีประดับ
ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ภัครดา ดีประดับ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษา เรื่อง ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา ปัญหาและอุปสรรคในการยื่นขออยู่ต่อในราชอาราจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ ในทัศนะของคนต่างด้าวและคนไทยที่เป็นผู้เข้ารับบริการและเพื่อนำเสนอปัญหาและอุปสรรคที่พบเจอในขั้นตอนการยื่นขออยู่ต่อในราชอาณาจักรประเภทธุรกิจ โดยจากการสัมภาษณ์และการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า 1.ด้านทักษะภาษาของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้ข้อมูลมีการตกหล่นจากการที่ไม่สามารถอธิบาย ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการดำเนินการและให้ข้อมูลอย่างชัดเจน 2.ด้านสถานที่ในการให้บริการสถานที่การให้บริการมีขนาดเล็กและไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ทำให้เกิดความแออัดและยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงานอีกด้วย รวมไปถึงอำนวยความสะดวกอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการ 3.ขั้นตอนในการต่อวีซ่าทำงานมีความซับซ้อนและต้องการเอกสารจำนวนมากและต้องยื่นในรูปแบบกระดาษ รวมไปถึงขั้นตอนการรับคิวที่ซ้ำซ้อน การพิจารณาหลายขั้นตอนรวมไปถึงระยะเวลารอผลวีซ่า ในการขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร นอกจากการยื่นเอกสารในการขออยู่ต่อตามรายการที่กำหนดแล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยังสามารถใช้ดุลยพินิจในการเรียกขอเอกสารเพิ่มเติม4. ด้านจำนวนบุคลากร เนื่องจากผู้เข้ารับบริการต่อวันเมื่อเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่แล้วนั้นไม่เพียงพอต่อการให้บริการได้อย่างรวดเร็ว หากเคาน์เตอร์บริการเปิดไม่ครบทุกเคาน์เตอร์ ส่งผลให้ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องแบกรับภาระในการตรวจเอกสารเพิ่มขึ้น โดยข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1. แยกแถวหรือคิวสำหรับบริษัทเอเจ้นท์ต่างๆที่มายื่นขอต่อวีซ่าให้กับชาวต่างชาติหลายคนใน1ครั้ง เพื่อลดการเสียเวลาในการมารอคิวตั้งแต่เช้าเพื่อรอต่อคิวบริษัทเอเจ้นท์ต่างๆที่ยื่นเอกสารหลายคน 2. ขยายจุดให้บริการ เนื่องจากจำนวนผู้เข้าใช้บริการค่อนข้างหนาแน่นช่วงวันจันทร์-ศุกร์ ทำให้พื้นที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้มาใช้บริการ 3.การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารเพื่อทำให้กระบวนการยื่นขออยู่ต่อมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 4.ควรมีการชี้แจงเอกสารเงื่อนไขในการยื่นขออยู่ต่ออย่างชัดเจนรวมไปถึงขั้นตอนกระบวนการในการขออยู่ต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเวลาจากการเดินทางกลับไปกลับมาและได้รับข้อมูลที่เที่ยงตรง 5.เพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษให้กับเจ้าหน้าที่ 6.ขยายประเภทวีซ่าที่สามารถทำในระบบออนไลน์ได้เพื่อลดความแออัดและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาติดต่อเหมือนเช่นประเทศเกาหลี
ความเครียดในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, วราภรณ์ แก้วแดง
ความเครียดในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, วราภรณ์ แก้วแดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์หลักของการวิจัยครั้งนี้คือการศึกษาอิทธิพลของระดับความเครียดในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง รวมจำนวน 220 คน โดยใช้แบบสอบถามรูปแบบออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดโดยทั่วไปในชีวิตประจำวันระดับปานกลาง และมีความเครียดในการทำงานโดยรวมระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าปัจจัยด้านลักษณะงานมีค่าระดับความเครียดในการทำงานสูงที่สุดซึ่งมีระดับปานกลาง รองลงมาคือปัจจัยด้านบทบาทหน้าที่ ด้านโครงสร้างและบรรยากาศในองค์กร ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เมื่อพิจารณาในส่วนของประสิทธิภาพการทำงาน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าปัจจัยด้านคุณภาพงานมีประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด รองลงมาคือด้านระยะเวลาและความคุ้มค่า และสุดท้ายคือด้านปริมาณงาน จากนั้นในส่วนของการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ งานวิจัยนี้พบว่าปัจจัยความเครียดในการทำงานทุกด้าน มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการทำงานในระดับต่ำ และมีความสัมพันธ์แบบแปรผกผัน กล่าวคือหากปัจจัยความเครียดในการทำงานเพิ่มขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และเมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) พบว่าปัจจัยภูมิหลังทางประชากรและสังคมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ได้แก่ กลุ่มงาน ระยะเวลาในการทำงาน และระดับความเครียดโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามความเครียดในการทำงานไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่ประการใด งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้องค์กรมีการประเมินความเครียดของบุคลากรอยู่เสมอ เพื่อรักษาความเครียดในการทำงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ชุติกาญจน์ ทรงมิตร
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ชุติกาญจน์ ทรงมิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานะการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในปัจจุบัน วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนา สศช. สู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการแจกแบบสอบถามให้กับข้าราชการพลเรือน สังกัด สศช. ทั้งในสายงานหลักและสายงานสนับสนุน ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวม สถานะการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. ในปัจจุบันอยู่ในระดับมาก โดยระบบย่อยพลวัตรการเรียนรู้เป็นด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ระบบย่อยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในองค์การ ระบบย่อยการมอบอำนาจคน ระบบย่อยการจัดการความรู้ และระบบย่อยการปรับเปลี่ยนองค์การ ตามลำดับ สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ พบว่า ปัจจัยด้านการบริหารทั้ง 12 ปัจจัย มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยมีเพียง 4 ปัจจัย ที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้ วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์การ จากข้อค้นพบดังกล่าวนำมาสู่ข้อเสนอแนะ ดังนี้ (1) การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการองค์การ (2) การดำเนินการตามวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติราชการ สศช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2570 ให้เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม (3) การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการทำงานของบุคลากร และ (4) การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Lifelong Learning Culture)
ประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนแออัด กรณีศึกษาชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร, ณัฐวิชช์ ดำรงค์ศรีวงศ์
ประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนแออัด กรณีศึกษาชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร, ณัฐวิชช์ ดำรงค์ศรีวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร และเพื่อศึกษาแนวทางในการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ มีการเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพจาก แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก จำนวน 8 คน โดยใช้หลักการบริหารแบบ “POSDC” ผลการวิจัยพบว่า คณะกรรมการชุมชนอุทัยรัตน์มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะที่ดีในด้านการจัดการองค์กร (Organizing) การจัดสรรและบริหารบุคลากร (Staffing) และการสั่งการและการอำนวยการ (Directing) แต่ยังสามารถพัฒนาประสิทธิภาพเพิ่มเติมในด้าน การวางแผน (Planning) ซึ่งต้องการการวางแผนให้ตรงกับปัญหาและความต้องการชุมชนให้มากขึ้น และในด้านการควบคุม (Controlling) ซึ่งต้องการการสื่อสารและดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การประชาสัมพันธ์ที่ดี และมีกฎระเบียบมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน และมีจิตสำนึกในการแยกขยะมากยิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานและความพึงพอใจในงานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงานเทศบาลในเทศบาลนครเชียงใหม่, ธัญวรรณ ตันตินาคม
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานและความพึงพอใจในงานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงานเทศบาลในเทศบาลนครเชียงใหม่, ธัญวรรณ ตันตินาคม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงาน ความพึงพอใจในงาน และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงานเทศบาล ในเทศบาลนครเชียงใหม่ และ (2) ศึกษาอำนาจการพยากรณ์ของคุณภาพชีวิตการทำงานและ ความพึงพอใจในงานที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงานเทศบาล ในเทศบาลนครเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานเทศบาลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการในสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือนที่ตั้งทางเทศบาลนครเชียงใหม่ จำนวน 192 คน ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ .952 เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัย พบว่า (1) คุณภาพชีวิตการทำงาน และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงานเทศบาลในเทศบาลนครเชียงใหม่ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .01) (2) ความพึงพอใจในงาน และพฤติกรรม การเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงานเทศบาลในเทศบาลนครเชียงใหม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .01) (3) คุณภาพชีวิตการทำงานและความพึงพอใจในงานมีอำนาจร่วมกันในการพยากรณ์พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของพนักงานเทศบาลในเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้ร้อยละ 20.1 (R2=.201) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .01)
การศึกษาการจัดการด้านสวัสดิการของพนักงานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, ปณิธาน ชูแก้ว
การศึกษาการจัดการด้านสวัสดิการของพนักงานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, ปณิธาน ชูแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาการจัดการด้านสวัสดิการของพนักงานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การจัดการด้านสวัสดิการของพนักงานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและเพื่อเสนอแนวโน้มความต้องการด้านสวัสดิการของพนักงานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย จำนวน 201 คน ผลการวิจัยพบว่า พนักงานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย มีความพึงพอใจในสวัสดิการด้านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในระดับมากที่สุด ความพึงพอใจในสวัสดิการด้านค่าเล่าเรียนบุตร-ค่าคลอดบุตรในระดับมาก ความพึงพอใจในสวัสดิการด้านค่ารักษาพยาบาลและประกันในระดับมาก และความคาดหวังการเข้าสู่ภาะวะสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ตามลำดับ และมีการสำรวจความคาดหวังการเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) พนักงานกลุ่มที่เกิดในช่วงปี (พ.ศ. 2489-2507) พบว่าพนักงานมีพึงพอใจมากที่สุดหากถ้าสำนักงานฯจัดให้มีสิทธิค่ารักษาพยาบาลหลังเกษียณอายุความต้องการค่ารักษาพยาบาลหลังสวัสดิการ และการจัดให้มีสิทธิสวัสดิการหลังพนักงานเกษียณอายุไปแล้ว จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของพนักงานหลักเกษียณ โดยสวัสดิการที่พนักงานต้องการเพิ่มเติมดังกล่าวสามารถจัดอยู่ในสวัสดิการด้านค่ารักษาพยาบาลและประกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพนักงานมีความคำนึงถึงสุขภาพ และความมั่นคงในอนาคต เมื่อเปรียบเทียบความมพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงาน พบว่า เพศ อายุ สถานภาพ ครอบครัว ระดับการศึกษา เงินเดือน ระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน ของ กพท. ที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจในสวัสดิการที่ไม่ต่างกัน ส่วนต้นสังกัด มีความพึงพอใจในสวัสดิการที่แตกต่าง
ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ Gen Y กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม, พัทธวรงค์ ไพรัตน์
ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ Gen Y กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม, พัทธวรงค์ ไพรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานตามเกณฑ์ตัวชี้วัด 8 ด้าน โดยกลุ่มประชากรตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 240 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม โดยมีระดับค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.928 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ANOVA และสถิติถดถอยพหุคูณ โดยผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการศึกษาคุณภาพชีวิตในการทำงานของข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม พบว่า คุณภาพชีวิตในการทำงานโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.61 อยู่ในระดับมาก เมื่อแยกเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและที่ทำงาน มีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคลของข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม พบว่า อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน รายได้ต่อเดือน และสถานภาพ ที่แตกต่างกันนั้น มีผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของข้าราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจผู้ป่วยโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม, ภารัณ มัฆวานรังสรรค์
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจผู้ป่วยโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม, ภารัณ มัฆวานรังสรรค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ป่วยโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม โดยใช้กรอบแนวคิดการดูแลแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centered Care) ซึ่งประกอบด้วย 7 ปัจจัย ดังนี้ 1) ความเคารพต่อค่านิยม ความชอบ และความต้องการของผู้ป่วย 2) การสอดประสานการดูแล 3) การให้ข้อมูล ให้ความรู้ และการสื่อสาร 4) ความสุขสบายทางกายภาพ 5) การสนับสนุนทางอารมณ์ 6) การมีส่วนร่วมของครอบครัวและญาติ และ 7) การดูแลอย่างต่อเนื่องและการส่งต่อ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามในผู้ป่วยที่เข้ารับบริการประเภทผู้ป่วยใน (In-Patient) ณ หอผู้ป่วยอายุรกรรม หอผู้ป่วยศัลยกรรม และหอผู้ป่วยสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จำนวน 300 คน วิเคราะห์ผลด้วยสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ป่วยโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ได้แก่ 1) ความสุขสบายทางกายภาพ Beta = .775 2) การให้ข้อมูล ให้ความรู้ และการสื่อสาร Beta = .558 3) การมีส่วนร่วมของครอบครัวและญาติ Beta = .434 4) ความเคารพต่อค่านิยม ความชอบ และความต้องการของผู้ป่วย Beta = .357 5) การดูแลอย่างต่อเนื่องและการส่งต่อ Beta = .268 6) การสนับสนุนทางอารมณ์ Beta = .255 และ 7) การสอดประสานการดูแล Beta = .236 แสดงให้เห็นว่าการดูแลแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางทั้ง 7 ปัจจัย สามารถส่งผลทางบวกต่อความพึงพอใจของผู้ป่วยโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม กล่าวคือ เมื่อมีการดูแลแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น ความพึงพอใจของผู้ป่วยโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จะเพิ่มขึ้นด้วย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงในหน่วยงานราชการของประเทศไทย, วิภู ชลานุเคราะห์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงในหน่วยงานราชการของประเทศไทย, วิภู ชลานุเคราะห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงในหน่วยงานราชการของประเทศของไทย โดยเป็นงานวิจัยแบบผสมซึ่งอาศัยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารหลักฐานและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่าง 17 ราย จากหน่วยงานราชการทั้งสิ้น 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงาน ก.พ. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กรมชลประทาน กรมการปกครอง และกรมการพัฒนาชุมชน จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง มีทั้งหมด 19 ปัจจัย ได้แก่ 1. แรงจูงใจในรูปแบบของการพัฒนาตนเอง 2. แรงจูงใจในรูปแบบของเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ 3. แรงจูงใจในรูปแบบของการสร้างเครือข่าย 4. แรงจูงใจในรูปแบบของการมองประโยชน์ขององค์กรเป็นสำคัญ 5. แรงจูงใจจากการเห็นเป็นแบบอย่าง 6. การกำหนดคุณสมบัติด้านภาษาของผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก 7. การมอบอำนาจให้หน่วยงานราชการคัดเลือกข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงเอง 8. ความไม่เข้าใจในสาระสำคัญของกระบวนการพัฒนา 9. ปัญหาด้านงบประมาณเมื่อเวียนกรอบโดยคำสั่งปฏิบัติงาน 10. การลาออกจากระบบระหว่างการเวียนกรอบสั่งสมประสบการณ์ของตัวข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง 11. การหลีกเลี่ยงการอบรมที่ใช้ระยะเวลานาน 12. มุมมองที่ส่วนราชการมีต่อการกำหนดตำแหน่งเป็นการเฉพาะคราว 13. ส่วนราชการไม่ได้จัดสรรค่าตอบแทนพิเศษให้กับข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง 14. การรวบรวมผลงานที่ยากและการเวียนกรอบที่ไม่ตรงกับตำแหน่งเป้าหมาย 15. การติดตามของกองการเจ้าหน้าที่ 16. การดำเนินการของหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 17. ข้าราชการผู้ได้รับการกำหนดตำแหน่งเป็นการเฉพาะคราวไม่สามารถกลับเข้าสู่โครงสร้างของหน่วยงานได้ 18. ข้อจำกัดในการขึ้นสู่ระดับเชี่ยวชาญของข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง และ 19. ข้อจำกัดในการขึ้นสู่ระดับอำนวยการของข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง
ภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กรณีศึกษา บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) โรงผลิตสารโอเลฟินส์, วิศิษฏ์ นบน้อม
ภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กรณีศึกษา บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) โรงผลิตสารโอเลฟินส์, วิศิษฏ์ นบน้อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานในบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งภาวะหมดไฟเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพของพนักงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเครียดในการทำงานสูง ได้ทำการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 122 คน นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟและผลกระทบที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบว่าพนักงานส่วนใหญ่ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน มีการรับรู้ถึงภาระงานอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และรับรู้ถึงทรัพยากรในงานในระดับค่อนข้างสูง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ พฤติกรรมในการทำงานที่เป็นพิษ ปริมาณงาน และ ปัญหาด้านสุขภาพ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงลบกับภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ การมีอิสระในการทำงาน ความก้าวหน้าในตำแหน่ง สิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน และ ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน โดยที่ปัจจัยที่ใช้ทำนายภาวะหมดไฟในการทำงานคือ ปริมาณงาน ความซับซ้อนของงาน พฤติกรรมในการทำงานที่เป็นพิษ การมีอิสระในการทำงานการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะหมดไฟในการทำงานในด้านองค์กรพบว่า พนักงานส่วนใหญ่ไม่ต้องการลาออกจากที่ทำงาน มีความผูกพันธ์ต่องานและความพึงพอใจในงานอยู่ในระดับค่อนข้างสูง สำหรับด้านสุขภาพ พบว่าภาวะหมดไฟในการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความเสี่ยงต่อโรควิตกกังวล และโรคซึมเศร้า โดยที่ผู้ที่เริ่มมีความเสี่ยงภาวะหมดไฟในระดับต่ำ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรควิตกกังวลเพิ่มขึ้น 12.9 เท่า และผู้ที่มีความเสี่ยงภาวะหมดไฟระดับปานกลาง มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 42 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงภาวะหมดไฟ
ประสิทธิผลจากการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 กรณีศึกษา จังหวัดสมุทรสาคร, อัยยรัช สินธุรา
ประสิทธิผลจากการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 กรณีศึกษา จังหวัดสมุทรสาคร, อัยยรัช สินธุรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “ประสิทธิผลจากการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 กรณีศึกษา จังหวัดสมุทรสาคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลที่เกิดขึ้นจากการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 โดยได้นำแนวคิดการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ทฤษฎีนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ และแนวคิดการประเมินประสิทธิผลของนโยบายมาศึกษาเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลของนโยบาย ตลอดจนปัจจัยที่ทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติประสบผลสำเร็จ และปัจจัยที่ยังเป็นปัญหาอุปสรรค ซึ่งการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ผ่านการเก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการเก็บข้อมูลจากการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและครอบคลุม โดยมุ่งพรรณนาเชิงวิเคราะห์ (Analytical Description) ที่มา ความสำคัญและสาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 เปรียบเทียบกับนโยบายผู้ว่า CEO ในอดีต และผลจากการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวในบริบทของจังหวัดสมุทรสาคร ผลการศึกษา พบว่า ผู้วิจัยได้สรุปผลการศึกษาออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ที่มาและวัตถุประสงค์ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 เพื่อแสดงให้เป็นว่าเป้าหมายของการมีพระราชกฤษฎีกานั้นเพื่อให้เกิดการบริหารของภาครัฐที่มีการบูรณาการในพื้นที่ในการแก้ไขปัญหา ตอบสนองความต้องการของประชาชน 2) การนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยวิเคราะห์ตัวแบบทางทฤษฎีการนำนโยบายไปปฏิบัติเพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลให้การดำเนินนโยบายเกิดความสำเร็จ ผ่านการวิเคราะห์หน่วยงาน “สำนักงานจังหวัดสมุทรสาคร” ซึ่งเป็นองค์กรที่มีปัจจัยทั้ง 4 ครบถ้วนแต่ไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ จากปัจจัยทั้ง 4 ได้แก่ สมรรถนะขององค์การ ประสิทธิภาพในการวางแผนและการควบคุม ภาวะผู้นำและความร่วมมือ และการเมืองและการบริหารสภาพแวดล้อม และ 3) ประสิทธิผลของนโยบาย ได้สรุปผลการดำเนินนโยบายต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ในเชิงกระบวนการการทำงาน การบริหารราชการในเชิงพื้นที่ให้เกิดการบูรณาการเพียงเท่านั้น ยังไม่สามารถตอบสนองต่อประชาชนได้มากเพียงพอประกอบกับ ในบางประเด็นของพระราชกฤษฎีกายังไม่ได้มีการบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ จึงสรุปได้ว่า การบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ยังไม่บรรลุประสิทธิผลอย่างสมบูรณ์
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้ามเพื่อบริการประชาชน กรณีศึกษา พื้นที่เทศบาลตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, กรณ์ วัฒนชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การก่อสร้างสะพานลอยเป็นหนึ่งในภารกิจของกรมทางหลวงที่ยังมีอุปสรรคในเชิงการบริหารจัดการอยู่ค่อนข้างมาก บ่อยครั้งเกิดความขัดแย้งกับประชาชนในบริเวณที่จะดำเนินการก่อสร้างทำให้ส่งผลกระทบต่อการบริหารงบประมาณในภาพรวม สารนิพนธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการก่อสร้างสะพานลอยให้สามารถก่อสร้างได้ในตำแหน่งที่เหมาะสมเกิดประโยชน์กับชุมชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อลดการคัดค้านจากภาคประชาชนจนสามารถก่อสร้างสะพานลอยได้ในตำแหน่งที่เหมาะสมนำไปสู่การเบิกจ่ายเงินได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่มได้แก่ ข้าราชการกรมทางหลวงที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 คน และประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ศึกษา จำนวน 5 คน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้การก่อสร้างประสบความสำเร็จประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยทางด้านการเมือง ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสังคม ด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังพบว่าการก่อสร้างสะพานลอยควรเริ่มต้นจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ผ่านการตกลงตำแหน่งที่ตั้งร่วมกันระหว่างประชาชนในพื้นที่กับเจ้าของที่ดินที่ได้รับผลกระทบจากนั้นจึงส่งต่อความต้องการไปยังผู้นำชุมชนในการผลักดันโครงการผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งการจะประสบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับบทบาทหรืออำนาจที่มีของผู้นำชุมชนในขณะนั้นด้วย อย่างไรก็ตามกรมทางหลวงควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของตำแหน่งในการก่อสร้างโดยมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดตำแหน่งที่ชัดเจน ควรปรับปรุงรูปแบบ กระบวนการหรือเทคโนโลยีใหม่ๆในการก่อสร้าง เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังควรมีการประเมินเพื่อรื้อถอนหากพฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนแปลงไป
ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาความเป็นเลิศของนักกีฬากอล์ฟอาชีพไทย, กฤตณัฐ วายุโชติ
ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาความเป็นเลิศของนักกีฬากอล์ฟอาชีพไทย, กฤตณัฐ วายุโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนานักกีฬากอล์ฟอาชีพในประเทศไทยให้มีความเป็นเลิศในการแข่งขันระดับทวีป งานวิจัยชิ้นนี้เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน ประกอบไปด้วย ผู้ที่ปฏิบัติงานหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาคมกีฬากอล์ฟ (อาทิ สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพสตรี) จำนวน 5 คน และนักกีฬากอล์ฟอาชีพ จำนวน 2 คน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาความเป็นเลิศของนักกีฬากอล์ฟอาชีพไทยนั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านวินัยส่วนบุคคล แรงจูงใจในการเป็นนักกีฬากอล์ฟอาชีพ และการเพิ่มพูนความรู้เทคนิคการเล่น 2) ปัจจัยด้านผู้ฝึกสอนนักกีฬากอล์ฟในประเด็นมาตรฐานการสอบใบรับรอง และหลักสูตรการสร้างผู้ฝึกสอนนักกีฬากอล์ฟอาชีพ และ 3) ปัจจัยด้านการสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ สมาคมกีฬากอล์ฟ ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงการบูรณาการร่วมกับองค์กรอื่นและปัจจัยด้านการสนับสนุนอื่น ๆ ปัจจัยทั้งสามล้วนมีความเชื่อมโยงกับอุปสรรคของนักกอล์ฟอาชีพที่สำคัญด้านหลักสูตรและการรับรองนักกอล์ฟอาชีพที่มีมาตรฐาน ค่าใช้จ่ายในการเพิ่มพูนทักษะ การซ้อม การเดินทางไปแข่งขันที่สูง และปัญหาการเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ยาก ทั้งนี้ผู้วิจัยได้อภิปรายผลและเสนอแนะแนวทางในการปิดช่องว่างปัจจัยที่ส่งผลให้นักกีฬากอล์ฟอาชีพไทยมีความเป็นเลิศในระดับทวีปได้ไว้ข้างท้ายของงานวิจัยชิ้นนี้ด้วย
แรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากรกรณีศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการบรรจุใหม่รุ่นที่ 661, จีระศักดิ์ จันทร์แก้ว
แรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากรกรณีศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการบรรจุใหม่รุ่นที่ 661, จีระศักดิ์ จันทร์แก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงปริมาณเรื่องแรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากร กรณีศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการบรรจุใหม่รุ่นที่ 661 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.) เพื่อศึกษาแรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากร 2.) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างแรงจูงใจของข้าราชการหน่วยงานอื่นและพลเรือนทั่วไปที่เลือกรับราชการในกรมศุลกากร 3.) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของแรงจูงใจในการรับราชการที่กรมศุลกากรกับอายุราชการของข้าราชการจากหน่วยงานอื่นที่เข้ามารับราชการในกรมศุลกากร ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยการใช้แบบสอบถาม ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ด้วยการใช้เครื่องมือ Independent T-Test พบว่าแรงจูงใจด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและแรงจูงใจด้านฐานะอาชีพจะแตกต่างกันในกลุ่มที่มีประวัติการรับราชการแตกต่างกัน ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับอายุราชการก่อนรับราชการที่กรมศุลกากรได้ใช้เครื่องมือ Pearson’s Correlation วิเคราะห์พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงลบในด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ด้านฐานะของอาชีพ และการปกครองบังคับบัญชา จากการศึกษาทำให้ทราบถึงความแตกต่างของแรงจูงใจในการเข้ารับราชการในกรมศุลกากรระหว่างพลเรือนทั่วไปและข้าราชการของหน่วยงานอื่น และความสัมพันธ์ระหว่างอายุราชการก่อนรับราชการที่กรมศุลกากรกับแรงจูงใจที่เกิดขึ้น