Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 61 - 90 of 547

Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารและความผูกพันองค์กร กรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, ภัสรานันท์ ทองประสาร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารและความผูกพันองค์กร กรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, ภัสรานันท์ ทองประสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารกับความผูกพันองค์กรของบุคลากรในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลในรูปแบบของแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานภายในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมจำนวน 174 คน มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานภายในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 1 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวก จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่าระดับความผูกพันองค์กรของกลุ่มตัวอย่าง ในภาพรวมและรายด้าน (จำนวน 3 ด้าน) อยู่ในระดับมาก และระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวมและรายด้าน (จำนวน 6 ด้าน) อยู่ในระดับมาก ในส่วนของปัจจัย ส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง (เพศ กลุ่มอายุ กลุ่มระดับตำแหน่งงานที่ปฏิบัติ และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน) พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้พบว่า ปัจจัยภาวะผู้นำภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์กับความผูกพันองค์กรในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภาวะผู้นำรายด้านกับความผูกพันองค์กรรายด้าน พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยภาวะผู้นำด้านการเสริมสร้างจิตสำนึกต่อสังคม มีความสัมพันธ์กับความผูกพันองค์กรในทุกมิติมาเป็นลำดับที่ 1 ดังนั้น ผู้บริหารควรกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาลในองค์กร จัดกิจกรรมอันจะส่งผลให้เกิดการเสียสละเพื่อส่วนรวมและสังคม อาทิ การเพิ่มจำนวนครั้งในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรม “จิตอาสา สำนักงาน ก.ค.ศ.” อย่างต่อเนื่องและหลากหลายรูปแบบ


ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสังกัดกรมการปกครอง กรณีศึกษา ปลัดอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดสระบุรี, รัฐกิต กลปราณีต Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสังกัดกรมการปกครอง กรณีศึกษา ปลัดอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดสระบุรี, รัฐกิต กลปราณีต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

No abstract provided.


การศึกษาความล้มเหลวของนโยบายการลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย, รัชรัญญา รุ่งแสวงทรัพย์ Jan 2024

การศึกษาความล้มเหลวของนโยบายการลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย, รัชรัญญา รุ่งแสวงทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย รวมถึงการศึกษากรอบการวิเคราะห์กระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่นำไปสู่ความล้มเหลวของนโยบายการลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากหนังสือที่เกี่ยวข้อง กับแนวคิดเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ แนวคิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการนโยบายสาธารณะและการเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้วิจัยได้ศึกษากรอบกระบวนการนโยบายสาธารณะ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การก่อตัวนโยบาย (2) การกำหนดนโยบาย (3) การตัดสินใจนโยบาย (4) การนำนโยบายไปปฏิบัติ และ (5) การประเมินผลนโยบาย มาวิเคราะห์นโยบายการลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในประเทศไทย ร่วมกับการประเมินผลนโยบาย CIPP Model ของ Stufflebeam โดยประเมิน 4 ด้าน คือ (1) ด้านบริบท (2) ด้านปัจจัยนําเข้า (3) ด้านกระบวนการ และ (4) ด้านผลผลิต ผลการศึกษาพบว่า เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถนำไปใช้ในการเลือกตั้ง ตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ การนำนโยบายไปปฏิบัติจึงไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์และไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นไปตามระดับความสำเร็จ ตามแนวคิดไล่ระดับสีเทาของพื้นที่ระหว่างกลาง (Grey Areas in Between) ของ McConnell คือนโยบายนี้เข้าใกล้ระดับที่ 4 ความสำเร็จแบบสุ่มเสี่ยง คือระดับความสำเร็จที่ปริ่มจะล้มเหลว มีการบรรลุเป้าหมายเพียงเล็กน้อย โดยสาระหลักของนโยบายหันเหออกจากเป้าหมายเดิม และระดับที่ 5 ความล้มเหลว คือระดับที่นโยบายหรือโครงการมีผลตามมาตรวัดที่ล้มเหลวซึ่งบดบังความสำเร็จที่น้อยกว่ามาก และจากการศึกษาการประเมินผลผลิต (Product Evaluation) พบว่าวัตถุประสงค์ในการนำเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ไปปฏิบัตินั้นคือการนำไปใช้ใน การเลือกตั้งระดับชาติ (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา) การเลือกตั้งระดับท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร พัทยา) รวมทั้งการออกเสียงประชามติ แต่ในการนำไปปฏิบัติในความเป็นจริงได้นำไปใช้ในการเลือกตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ การเลือกตั้งในสถานศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ ที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ในหน่วยงาน เมื่อเปรียบเทียบวัตถุประสงค์ที่กำหนดกับการนำนโยบายไปปฏิบัติแล้วจะเห็นได้ว่าการนำนโยบายไปปฏิบัติไม่เป็นไปตามวัตถุระสงค์ กล่าวโดยสรุปคือ เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นได้และไม่ได้ทำให้ประชาชน เกิดความพึงพอใจ เนื่องจากนโยบายนี้ไม่ได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ได้กล่าวไว้ในด้านบริบท หลังจากที่ได้มีนโยบายและได้มีการจัดสร้างเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น การจัด การเลือกตั้งในเวลาต่อมาก็ยังคงใช้บัตรเลือกตั้งในการออกเสียงลงคะแนน เนื่องจากกฎหมายบัญญัติให้ใช้บัตรเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้น นโยบายดังกล่าวจึงไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน


ความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณเพื่อรองรับการเป็นหน่วยรับงบประมาณตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561, วัชรพงศ์ ขจร Jan 2024

ความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณเพื่อรองรับการเป็นหน่วยรับงบประมาณตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561, วัชรพงศ์ ขจร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณในการรองรับการเป็นหน่วยรับงบประมาณตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) เพื่อประเมินความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณในการรองรับการเป็นหน่วยรับงบประมาณตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3) เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการสำรวจความคิดเห็นและใช้การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 140 คน ที่มาจากการสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) จากเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ครบตามจำนวนที่กำหนด จากนั้นนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS และใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อีกทั้งในกรณีวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ได้เลือกใช้เทคนิคการทดสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient)) เพื่อวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ ผลการศึกษาพบว่า ระดับความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณในปฏิบัติงานตามกระบวนการงบประมาณ และความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะในการปฏิบัติงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยด้านสมรรถนะในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับระดับความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในปฏิบัติงานตามกระบวนการงบประมาณ โดยมีความสัมพันธ์ภาพรวมอยู่ในระดับสูง ซึ่งหากนำมาพิจารณารายด้านทั้ง 5 ขั้นตอน พบว่า ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเองมากที่สุด โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ด้านความรู้น้อยที่สุด โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางใกล้เคียงกัน อยู่ในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


แรงจูงใจในการให้บริการประชาชนด้านงานทะเบียนและบัตรของที่ทำการปกครองอำเภอ กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของสำนักทะเบียนอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี, สิริยาภา พัฒนาภรณ์ Jan 2024

แรงจูงใจในการให้บริการประชาชนด้านงานทะเบียนและบัตรของที่ทำการปกครองอำเภอ กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของสำนักทะเบียนอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี, สิริยาภา พัฒนาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

-


ปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร, จุฑารัตน์ สวัสดิ์พูน Jan 2024

ปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร, จุฑารัตน์ สวัสดิ์พูน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ซึ่งเป็นช่องทางในการดำเนินการทางทะเบียนกรมศุลกากรที่เปิดให้บริการแก่ประชาชนเมื่อปี พ.ศ 2564 เป็นต้นมา และเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบเมื่อปลายปี พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นความพยายามในการขจัดข้อบกพร่องของการดำเนินการทางทะเบียนของ 2 ช่องทางเดิม ได้แก่ หน่วยบริการรับลงทะเบียนของกรมศุลกากร และระบบ Online Customs Registration ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพระบบที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร และเพื่อทราบแนวทางในการพัฒนาความพึงพอใจของผู้รับบริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ที่จะนำมาสู่การพัฒนาและปรับปรุงระบบดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยด้านคุณภาพระบบที่นำมาศึกษาคือ ปัจจัยคุณภาพระบบทั้ง 5 มิติ ของ DeLone และ McLean (2003) ได้แก่ ความง่ายในการใช้งาน (Ease of Use) ความปลอดภัยในการใช้งาน (Security) ความมีเสถียรภาพ (Reliability) ความรวดเร็วในการตอบสนอง (Response Times) และความง่ายในการเข้าถึง (Convenience of Access) ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า ผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ซึ่งหากระบบสามารถตอบสนองความต้องการในแต่ละมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้บริการจะมีระดับความพึงพอใจสูงและมีแนวโน้มที่จะใช้งานระบบอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากระบบมีข้อบกพร่องในด้านใดด้านหนึ่ง อาจทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกไม่พึงพอใจ และอาจส่งผลให้ผู้ใช้ลดการใช้งานหรือเลือกที่จะไม่ใช้บริการอีกต่อไป ซึ่งนำมาสู่แนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงระบบในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้ดียิ่งขึ้น


บทบาทการส่งเสริมและดำเนินการขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Smes) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน), กันตพงศ์ มาศจุฑาเศรณี Jan 2024

บทบาทการส่งเสริมและดำเนินการขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Smes) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน), กันตพงศ์ มาศจุฑาเศรณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทบาทการส่งเสริมและขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของ SMEs ในประเทศไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการจำนวน 10 ราย ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของสถาบัน โดยการศึกษามุ่งเน้นการสำรวจมุมมองและความคาดหวังของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีต่อสถาบัน งานศึกษาพบว่าผู้ประกอบการเห็นว่าสถาบันมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และสร้างโอกาสทางการค้า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคาดหวังให้สถาบันมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม พร้อมทั้งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิตและการส่งออก เพื่อสอดคล้องกับบริบททางการค้าและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน ซึ่งจะสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการ SMEs ให้คำแนะนำต่อสถาบันในการสร้างการรับรู้ต่อบทบาทและความสำคัญของสถาบันให้มีความชัดเจนและขยายการรับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของผู้ประกอบการต่อการให้บริการและการสนับสนุนของสถาบันที่มีอยู่ เพื่อยกระดับ SMEs ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล


แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี, ณัฐกฤตา นันตา Jan 2024

แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี, ณัฐกฤตา นันตา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการสังกัด กรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจและระดับความผูกพันต่อองค์กร ของข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี และ 2) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อ ความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี โดยมีข้าราชการระดับปฏิบัติงาน ระดับชำนาญงาน ระดับปฏิบัติการ และระดับชำนาญการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี ประกอบด้วย ข้าราชการอำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ อำเภอบางกรวย อำเภอไทรน้อย และที่ทำการปกครองจังหวัดนนทบุรี รวมจำนวน 170 คน เป็นประชากรกลุ่มตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทาง Google form และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละที่ใช้ได้ ค่าเฉลี่ย ค่ามากสุด ค่าน้อยสุด และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในภาพรวมทั้ง 2 ปัจจัย อยู่ในระดับ สูงที่สุด โดยแรงจูงใจของปัจจัยจูงใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ 4.37 (S.D.= 0.393) 2) ระดับความผูกพันต่อองค์กร อยู่ในระดับสูงที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31 (S.D. = 0.4117) และ 3) แรงจูงใจที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร คือ แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน ซึ่งมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยแรงจูงใจของปัจจัยค้ำจุนมีอิทธิพลที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคงของชีวิต ด้านเงินเดือนและสิ่งตอบแทน และด้านนโยบายการบริหารงาน ของหน่วยงาน ด้วยค่าอิทธิพล 0.296, 0.196 และ 0.176 ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยค้ำจุนทุกด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์กรได้ร้อยละ 46.6 และแรงจูงใจของปัจจัยจูงใจมีอิทธิพลที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร 1 ด้าน คือด้านลักษณะของงานที่ได้รับผิดชอบ ด้วยค่าอิทธิพล 0.257 ซึ่งปัจจัยจูงใจ ทุกด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์กรได้ร้อยละ 37.5


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงานของพยาบาลด้านจักษุกรรม, ทัสตา เหมือนเสน Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงานของพยาบาลด้านจักษุกรรม, ทัสตา เหมือนเสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความเครียดของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกพยาบาลจักษุกรรม (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเครียดและความผูกพันในองค์กรของพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม (3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม วิธีวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 31 ราย คือ พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ผลการวิจัยพบว่าพยาบาลเกิดความเครียดในการทำงาน เนื่องจากปัจจัยด้าน อายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน สถานภาพสมรส ภาระงานและความเหนื่อยล้า ค่าตอบแทน สวัสดิการ ความก้าวหน้าในอาชีพ และสัมพันธภาพระหว่างเพื่อน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลถึงความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงาน แม้ยังมีความผูกพันต่อองค์กรจากสวัสดิการที่ได้รับ อย่างไรก็ตามพยาบาลยังคงทำงานในองค์กรต่อเนื่องจากการมีค่านิยมในการรับราชการ การให้คุณค่าของตำแหน่งและความภาคภูมิใจในการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (1) ปรับภาระงานให้เหมาะสม โดยมีจำนวนพยาบาลที่เหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วย (2) หน่วยงานควรจัดอบรมการจัดการความเครียดและให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา (3) ส่งเสริมการพัฒนาองค์กร โดยให้พยาบาลมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบงานและกระบวนการทำงาน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและเพิ่มความผูกพันในองค์กร


การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ: กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, เพียงฟ้า เชาวนะ Jan 2024

การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ: กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, เพียงฟ้า เชาวนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เพื่อศึกษาวิเคราะห์ระบบของการบริหาร การจัดการศึกษาพิเศษในโรงเรียนประชาบดี ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท และเพื่อศึกษาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการบริหารจัดการศึกษาพิเศษของโรงเรียนประชาบดี ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิจัยเชิงเอกสารและวิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 7 คน ผลการศึกษาพบว่า องค์ประกอบของการบริหารจัดการศึกษาพิเศษของโรงเรียนประชาบดีที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท ได้แก่ 1) บุคลากร 2) งบประมาณ 3) เทคโนโลยี 4) นโยบายที่สนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษ 5) การพัฒนาหลักสูตรเฉพาะบุคคล (IEP) 6) การอบรมครูการศึกษาพิเศษ 7) การจัดการเรียนการสอน ดังนั้น ผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ผ่านกระบวนการตามหลักของทฤษฎีระบบ (System Theory) โดยวิเคราะห์สิ่งที่ใช้เป็นทรัพยากรหรือข้อมูลตั้งต้นที่เป็นปัจจัยนำเข้า (Input) ซึ่งได้แก่ บุคลากร งบประมาณ เทคโนโลยี และนโยบายที่สนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษ และใช้ปัจจัยนำเข้ากำหนดกระบวนการ (Process) ในการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะบุคคล (IEP) การอบรมครูการศึกษาพิเศษ และการจัดการเรียนการสอน ได้ส่งผลให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภทในบริบทของโรงเรียนประชาบดีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี และสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของการจัดการศึกษาพิเศษที่มีคุณภาพ


ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือภัยพิบัติ: กรณีศึกษาการพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการรับมือกับอุทกภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลพุคา จังหวัดลพบุรี, รชาดา พงศ์พีรเดช Jan 2024

ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือภัยพิบัติ: กรณีศึกษาการพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการรับมือกับอุทกภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลพุคา จังหวัดลพบุรี, รชาดา พงศ์พีรเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยการจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือต่อภัยพิบัติ ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือต่อภัยพิบัติ และเสนอแนะแนวทางในการเสริมสร้างการทำงานและกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัติให้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากขึ้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Methodology) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสัมภาษณ์ร่วมแบบกลุ่ม (Focus Group Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 18 คนจากการศึกษาพบว่า ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์การบริหารส่วนตำบลพุคาต่อการรับมือต่ออุทกภัยทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การวางแผน การบริหารจัดการองค์การ ภาวะผู้นำ การควบคุมการดำเนินการตามขั้นตอน และเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมภาครัฐ ล้วนมีส่วนสนับสนุนในการทำให้เกิดความร่วมมือของประชาชนและ ภาคส่วนต่าง ๆ ในการรับมือกับภัยพิบัติ โดยความร่วมมือดังกล่าวยังเกิดครอบคลุมระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้แก่ การให้ข้อมูลข่าวสาร การรับฟังความคิดเห็น การให้ความเกี่ยวข้อง การสร้างความร่วมมือ และการเสริมอำนาจของประชาชน และวัฏจักรการเกิดภัยพิบัติทั้ง 3 ระยะ คือ ระยะเกิดเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย ซึ่งจากการศึกษาได้พบปัญหาและอุปสรรคของการสร้างความร่วมมือตามปัจจัยในแต่ละด้านที่นำไปสู่การเสนอแนะแนวทางในการเสริมสร้างการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น


แรงจูงใจกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง) สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรณีศึกษา: จังหวัดนนทบุรี, รุจน์รวี ศรีวิสุทธิลักษณ์ Jan 2024

แรงจูงใจกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง) สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรณีศึกษา: จังหวัดนนทบุรี, รุจน์รวี ศรีวิสุทธิลักษณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจของปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงาปกครอง) ในจังหวัดนนทบุรี 2) ศึกษาแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง) ในจังหวัดนนทบุรี และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง) ในจังหวัดนนทบุรี การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจากปลัดอำเภอในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 52 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 6 คน ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของปลัดอำเภอในจังหวัดนนทบุรีในทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยปัจจัยจูงใจที่ส่งผลมากที่สุด ได้แก่ ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ด้านความสำเร็จของงาน และด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ส่วนปัจจัยค้ำจุนที่ส่งผลมากที่สุด ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านค่าตอบแทนและผลประโยชน์ และด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน


ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการสู่ความยั่งยืนในระดับพื้นที่กรณีศึกษา : การบริหารจัดการน้ำขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี, รัตนชาติ ทองดี Jan 2024

ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการสู่ความยั่งยืนในระดับพื้นที่กรณีศึกษา : การบริหารจัดการน้ำขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี, รัตนชาติ ทองดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาวิธีการขับเคลื่อนการดำเนินงานในการบริหารทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย ในมิติของการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้การดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้ายประสบความสำเร็จ และเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวม ข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และข้อมูลภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้วิจัยใช้การเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อให้ได้กลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลที่สามารถตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ ประกอบด้วย 1.ผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย2.นายอำเภอเลาขวัญและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 3.ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำบาลเขต2 สุพรรณบุรี และผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานทรัพยากรน้ำ เขต7 ราชบุรี และ 4.สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์ข้อค้นพบที่ เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรน้ำและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อที่ในอนาคตจะได้มีการต่อยอดองค์ความรู้ต่อไปเพื่อพัฒนาชุมชน ผลการศึกษาพบว่า การบริหารทรัพยากรน้ำขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย มีการบริหารจัดการที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน การทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย มีขับเคลื่อนการบริหารงานผ่านกลุ่มผู้ใช้น้ำ เน้นไปที่การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชนมีบทบาทสูงในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดอยู่ อัตราค่าน้ำที่ไม่เพียงพอกับต้นทุน ขาดแคลนองค์ความรู้และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มีปัญหาการลักขโมยใช้น้ำและขโมยอุปกรณ์ ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำสำหรับประชาชนในภาคการเกษตร และปัญหาขาดแคลนแหล่งงบประมาณก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารทรัพยากรน้ำ ข้อเสนอแนะหากต้องการที่มีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีความเข้มแข็งต้องส่งเสริมให้ผู้นำชุมชนที่มีความเข้มแข็ง สร้างเครือข่ายการทำงานที่เข้มแข็ง ควรมีการส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการบริหารจัดการน้ำไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตั้งอยู่ตำบลข้างเคียง เพราะในบางกรณีเรื่องของการบริหารจัดการน้ำมีลักษณะของการข้ามเขตตำบล ดังนั้นหากสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ได้จะสามารถทำให้ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำในระดับอำเภอมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้


บรรยากาศองค์กรที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ส่วนกลาง), ศรญา จิตตมานนท์กุล Jan 2024

บรรยากาศองค์กรที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ส่วนกลาง), ศรญา จิตตมานนท์กุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับ ความผูกพันต่อองค์กร และเพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้บรรยากาศองค์กรต่อระดับความผูกพันต่อองค์กร ของข้าราชการ สังกัดสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ส่วนกลาง) โดยจำแนกบรรยากาศองค์กรออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ ด้านโครงสร้างองค์กรและมาตรฐานการปฏิบัติงาน ด้านการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร ด้านการมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ ด้านการใส่ใจต่อพนักงาน ด้านการใช้อำนาจและอิทธิพลในองค์กร และด้านการสร้างแรงจูงใจ ในการทำงาน โดยใช้การเก็บข้อมูลในรูปแบบของแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 193 คน มีระยะเวลา ในการปฏิบัติงานภายในสำนักงานสถิติแห่งชาติ 1 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS ในส่วนของผลการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาพบว่าการรับรู้บรรยากาศองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับดี และระดับความผูกพันต่อองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ในส่วนของผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ และอายุงาน ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือเพศชายมีความผูกพันต่อองค์กรมากที่สุด รองลงมาคือเพศหญิง และ LGBTQ+ ตามลำดับ ในขณะเดียวกันเมื่ออายุและอายุงานมากขึ้น ก็มีส่วนส่งผล ให้เกิดความผูกพันต่อองค์กรมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่าบรรยากาศองค์กรภาพรวม มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์บรรยากาศองค์กรแยกเป็นรายด้านพบว่า มีเพียงด้านการใส่ใจต่อพนักงาน และด้านโครงสร้างองค์กรและมาตรฐานการปฏิบัติงาน ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นองค์กรจึงควรให้ความสำคัญในการส่งเสริมบรรยากาศองค์กรที่ดีในการทำงาน อีกทั้งคำนึงถึงปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความหลากหลาย เพื่อให้บุคลากรเกิดความผูกพันต่อองค์กรมากขึ้น


การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประโยชน์เกื้อกูลกับพฤติกรรมและเป้าหมายการออมเงินของข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่น Y สังกัด สำนักงานสรรพากรภาค 3, อนันตญา มะลิหอม Jan 2024

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประโยชน์เกื้อกูลกับพฤติกรรมและเป้าหมายการออมเงินของข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่น Y สังกัด สำนักงานสรรพากรภาค 3, อนันตญา มะลิหอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล และความสามารถในการออมกับพฤติกรรมและเป้าหมายการออมเงินของข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่น Y สังกัด สำนักงานสรรพากรภาค 3 และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประโยชน์เกื้อกูลกับพฤติกรรมและเป้าหมายการออมเงินของข้าราชการกลุ่มดังกล่าว ซึ่งเป็นการวิจัยในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่น Y สังกัด สำนักงานสรรพากรภาค 3 จำนวน 260 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Chi-square ผลการศึกษา พบว่า มีปัจจัยส่วนบุคคล ด้านเพศ อายุ สถานภาพ ระดับทางวิชาการ และความสามารถในการออม ด้านการควบคุมตนเอง และความยับยั้งชั่งใจ มีความสัมพันธ์กับการออมเงินเป็นประจำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในส่วนของจำนวนเงินออม มีปัจจัยส่วนบุคคล ด้านอายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ระดับทางวิชาการ และความสามารถในการออม ด้านการควบคุมตนเอง และความยับยั้งชั่งใจ มีความสัมพันธ์กับจำนวนเงินออม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล และความสามารถในการออม กับเป้าหมายการออมเงิน มีปัจจัยส่วนบุคคล ด้านเพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ระดับทางวิชาการ และความสามารถในการออม ด้านความยับยั้งชั่งใจ มีความสัมพันธ์กับเป้าหมายการออมเงิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการได้รับประโยชน์เกื้อกูลจากการทำงานมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมและเป้าหมายการออมเงิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การศึกษาประสิทธิภาพของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการนำนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่การปฏิบัติ, จตุพร วิไลศิริ Jan 2024

การศึกษาประสิทธิภาพของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการนำนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่การปฏิบัติ, จตุพร วิไลศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายและนำผลการศึกษาไปจัดทำเป็นข้อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สำหรับงานวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการศึกษาข้อมูลทางเอกสารและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 10 คน ประกอบด้วย ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจากกระทรวงกลาโหม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และผู้แทนจากบริษัทร่วมทุน โดยผู้วิจัยได้นำแนวคิดทฤษฎีการวัดผลการดำเนินงานแบบดุลยภาพ (Balanced Scorecard หรือ BSC) มาใช้เป็นกรอบแนวความคิดเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผลจากการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจากมุมมองการวัดผลประสิทธิภาพทั้ง 4 มิติ ตามแนวคิด BSC พบว่าในมิติด้านการบรรลุเป้าหมายองค์กรมีประสิทธิภาพดีเป็นไปตามตัวชี้วัดของ ก.พ.ร. และค่าเป้าหมายขององค์กร ส่วนมิติด้านคุณภาพการให้บริการประสิทธิภาพด้านผลสำเร็จของงานดี แต่ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการให้บริการเนื่องจากมีกระบวนการขั้นตอนให้บริการที่มีความล่าช้าและยึดติดรูปแบบระบบการทำงานแบบราชการซึ่งขัดกับรูปแบบการดำเนินงานขององค์การมหาชน โดยต้องลดกระบวนงานขั้นตอน ปรับกฏหมายให้เอื้อประโยชน์ให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วเพื่อไม่ให้เกิดการเสียประโยชน์ทางด้านธุรกิจจากกระบวนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ที่ต้องใช้เวลานาน ส่วนมิติด้านกระบวนการภายในองค์กรและมิติด้านการพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศพบว่าประสิทธิภาพด้านการพัฒนาองค์กรดี แต่ควรปรับปรุงด้านกระบวนการทำงานและพัฒนาทักษะของบุคลากรรวมถึงต้องปรับสภาพแวดล้อมของการทำงานการสร้างความตระหนักรับรู้และสร้างความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศให้มีความเข้าใจในวิสัยทัศน์ขององค์กร และมีการเปิดกว้างในการทำงานร่วมกันเป็นทีมทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินงานตามนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศพบว่า กฏหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ ไม่รองรับกับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระเบียบของหน่วยงานมีความซ้ำซ้อนไม่มีการทำงานประสานกันทั้งระบบ รวมถึงความไม่ชัดเจนในมาตรการการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนกองทัพไม่ให้การสนับสนุนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ และการถูกจำกัดงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การธำรงรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำเเหน่ง : กรณีศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัด สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ, วริศรา พุทธวงษ์ Jan 2024

การธำรงรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำเเหน่ง : กรณีศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัด สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ, วริศรา พุทธวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเเรงจูงใจที่มีผลต่อการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กรและ ลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3)เพื่อศึกษาสาเหตุการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 4)เพื่อเสนอแนวทางการรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำแหน่งสายงานสอบสวนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 422คน ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปี พ.ศ. 2567และผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานด้วยการทดสอบไคสแควร์และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิต ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20คนผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงานด้านการสอบสวน ชั้นยศ รายได้ต่อเดือน จำนวนคดีที่รับผิดชอบโดยเฉลี่ยต่อปี และการได้รับการพิจารณาความดีความชอบเกินกว่า 1ขั้น ปัจจัยเเรงจูงใจที่มีผลต่อการย้ายออกจากสายงานการโอนย้ายองค์กรและลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แก่ลักษณะงานและความรับผิดชอบ,ความก้าวหน้าในอาชีพ,กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรและหน่วยงานอื่นๆอย่างไรก็ตาม ปัจจัยแรงจูงใจ ด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการย้ายออกจากสายงานของพนักงานสอบสวนสาเหตุที่สำคัญที่สุด 3อันดับแรกในการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกจากราชการของพนักงานสอบสวน ได้แก่ 1)ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบของงานสอบสวน 2)ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ และ 3)เงินเดือนและค่าตอบแทน ข้อเสนอแนะในการรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำแหน่งสายงานสอบสวนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถจำแนกตามความสำคัญของสาเหตุที่ทำให้ข้าราชการตำรวจย้ายออกจากสายงาน โอนย้ายองค์กรและลาออกของพนักงานสอบสวน ได้แก่ 1)ปรับปรุงลักษณะงานและความรับผิดชอบ 2)ส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพ3)ปรับปรุงเงินเดือนและค่าตอบแทน4)ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนและ 5)ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาและหน่วยงานอื่น ๆ


การศึกษาการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน : กรณีศึกษากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา จังหวัดสงขลา, ภาณุรักษ์ ต่างจิตร Jan 2023

การศึกษาการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน : กรณีศึกษากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา จังหวัดสงขลา, ภาณุรักษ์ ต่างจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่มุ่งให้สนใจกับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพาราจังหวัดสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาการนำนโยบายด้านการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานมาประยุกต์ใช้ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพาราดังกล่าว เพื่อให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคของกระบวนการการนำนโยบายไปปฏิบัติ และเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการทบทวนเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และมีความเข้าใจลักษณะการทำงานของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา ผลการศึกษาพบว่า สถานประกอบการบางแห่งขาดมาตรการ ความเข้าใจกฎหมายที่คุ้มครองให้แรงงานปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่เพียงพอ นอกจากนั้น ปัญหาในการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและเงื่อนไขตามกฎหมายยังทำให้การดำเนินการขาดความต่อเนื่อง ทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐบางส่วน รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมยางพาราขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดสงขลาโดยส่วนใหญ่ มีทรัพยากรจำกัด ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายในด้านนี้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ รวมถึงปัญหาด้านทัศนคติต่อการจัดการส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนมีมุมมองต่อการจัดการด้านความปลอดภัยในลักษณะภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และท้ายสุด การขาดความเชื่อมโยงของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ทำให้การดำเนินการยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในส่วนของข้อเสนอแนะนำของการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน สำหรับภาครัฐ ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยให้ได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจใส่ใจกับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย สำหรับสถานประกอบการ ควรมีการสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม ท้ายที่สุดสำหรับแรงงานในสถานประกอบการ ควรเสาะแสวงหาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของลูกจ้างแรงงาน รวมถึงให้ความสำคัญและร่วมมือในการดำเนินการลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานด้วย


การนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก, อภิชญา จันทร์ฉลอง Jan 2023

การนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก, อภิชญา จันทร์ฉลอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ต้องการคำตอบคำถามวิจัยที่ว่าการนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กเป็นอย่างไร เกิดภาระทางการบริหารและประโยชน์อย่างไรบ้าง ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก 8 กิจการ ผลการวิจัยพบว่า ประการที่หนึ่ง สามารถแบ่งลักษณะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) กิจการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบดั้งเดิมที่ดำเนินกิจการด้วยการใช้ถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า 2) กิจการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีหัวใจสีเขียวที่ดำเนินกิจการด้วยการใช้ลมหรือแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้า 3) กิจการไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชีวมวลจากกิจการหลักเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ตลาดไฟฟ้าของไทยได้รับการปกป้องโดยรัฐและมีผู้แข่งขันเพียงน้อยราย ทำให้ไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากผู้บริโภคหรือตลาดภายนอกประเทศ ประการที่สอง งานวิจัยพบว่า ปัจจุบันนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังขาดความชัดเจน เนื่องจากยังไม่ได้มีการออกข้อกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบบังคับ (Sticks) แต่เป็นลักษณะการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบจูงใจ (Carrots) และแบบการสื่อสาร (Sermons) ซึ่งความไม่สมบูรณ์ของการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายนี้อาจมีส่วนทำให้ประเทศไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้ ประการที่สาม ผู้ผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินกิจการแบบดั้งเดิมด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติ มีการปรับตัวและแบกรับต้นทุนภาระทางการบริหารมากกว่ากิจการไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชีวมวลจากกิจการหลัก ในขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจด้วยการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดแบกรับภาระทางการบริหารน้อยที่สุด เนื่องจากการดำเนินการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดถือเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการปฏิบัติตามนโยบายของธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเกิดจากการความจำเป็นต้องปรับตัวตามกลไกตลาดมากกว่าการกำหนดนโยบายของภาครัฐถึงแม้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กจะมีภาระทางการบริหารจากการนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติ ที่สำคัญได้แก่ ต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ก็ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิบัติตามนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การเกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ ควรใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบบังคับให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กส่วนใหญ่มีความพร้อมในการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว


การศึกษาโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของผู้เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ, เหมือนพิมพ์ รอบคอบ Jan 2023

การศึกษาโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของผู้เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ, เหมือนพิมพ์ รอบคอบ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการรับสิทธิของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และ (2) เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะสำหรับแนวทางในการพัฒนาโครงการ โดยเป็นการศึกษาด้วยรูปแบบการวิจัยแบบเชิงคุณภาพเกี่ยวกับกระบวนการรับสิทธิของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในจังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2563 - พ.ศ.2566 ในจังหวัดสมุทรปราการ โดยศึกษาจากเอกสารและการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เก็บข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งหมด 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบาย ซึ่งได้แก่ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนกลางคือ ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนภูมิภาคคือ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลบางเพรียง เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย เทศบาลนครสมุทรปราการ และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (2) กลุ่มผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการ (3) กลุ่มผู้ปกครองที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (กลุ่มตกหล่น) รวมทั้งหมด 28 ท่าน จากการศึกษาพบว่า หลักเกณฑ์และขั้นตอนในกระบวนการรับสิทธิมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะทำให้เกิดความเข้าใจต่อโครงการในระดับที่แตกต่างกันของกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนผู้รับบริการเนื่องจากขาดการสื่อสารและถ่ายทอดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัตินโยบายที่ชัดเจนและสม่ำเสมอต่อกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การรับรองสถานะครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยโดยใช้เกณฑ์รายได้เฉลี่ยสมาชิกครัวเรือนไม่สามารถคัดกรองได้อย่างแท้จริงและอาจเป็นช่องว่างให้เกิดเป็นประเด็นทางการเมืองได้ ความยากลำบากในการหาผู้รับรองสถานะครัวเรือนก่อให้เกิดต้นทุนในการปฏิบัติตามนโยบายและต้นทุนจิตวิทยาของกลุ่มผู้ประสงค์เข้ารับสิทธิ ระบบแอปพลิเคชันเงินเด็กไม่เสถียร การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในครั้งแรกมีความล่าช้า ผู้ศึกษาเห็นว่าแนวทางในการพัฒนาโครงการ คือ เพิ่มการสื่อสารระหว่างองค์การ จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานโครงการในฉบับย่อสำหรับกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายในระดับต่างๆ แก้ไขแบบฟอร์มในการลงทะเบียนให้สั้นกระชับ ผู้ปกครองที่มีหลักฐานเอกสารรับรองรายได้ควรอนุโลมให้ไม่จำเป็นต้องมีผู้เซ็นรับรองสถานะครัวเรือน เป็นต้น สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายผู้ศึกษาเห็นว่าควรพัฒนาโครงการไปสู่การเป็นสวัสดิการแบบถ้วนหน้าสำหรับเด็กทุกคนตามแนวคิดการคุ้มครองทางสังคมถ้วนหน้าเพื่อลดต้นทุนในการเรียนรู้นโยบายและต้นทุนในการปฏิบัติตามนโยบายจากการศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางนโยบายที่กำหนดรวมถึงต้นทุนทางด้านจิตวิทยาของผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงลดต้นทุนทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นกับข้าราชการระดับปฏิบัติการในระดับต่างๆและลดการตีความแนวทางในการปฏิบัติตามนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับของกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย


ความเชื่อมั่น ความต้องการ และการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประชากรไทย โดยการจัดสรรของรัฐในช่วงระบาดของโควิด-19, ภิญญมาศ เดโชศุภกร Jan 2023

ความเชื่อมั่น ความต้องการ และการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประชากรไทย โดยการจัดสรรของรัฐในช่วงระบาดของโควิด-19, ภิญญมาศ เดโชศุภกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อ 1 ) ศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการวัคซีนของประชาชนไทยที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ 2) ศึกษาและวิเคราะห์การกระจายวัคซีนที่รัฐจัดสรรตามความเชื่อมั่นวัคซีนของประชาชน และ 3) พิสูจน์ความแตกต่างในการได้รับวัคซีนจากภาครัฐในแต่ละพื้นที่ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) โดยมีหน่วยในการวิเคราะห์ระดับจังหวัด จากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ดังนี้ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการวัคซีน คือ ประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปในครัวเรือนส่วนบุคคลทั่วประเทศ จำนวน 46,600 คน จากแบบสอบถาม โครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (วัคซีน) ที่เก็บรวบรวมข้อมูล โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ 2) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาการได้รับวัคซีน คือ ประชากรไทย 69,556,204 คน จากรายงานผลการให้บริการวัคซีนโควิด-19 โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและสถิติถดถอยพหุคูณจากผลการศึกษาพบว่าความต้องการวัคซีน ความเชื่อมั่นวัคซีน และการได้รับวัคซีน ได้แก่ เข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 มีการกระจายวัคซีนแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ภูมิภาค โดยความต้องการวัคซีนและความเชื่อมั่นวัคซีนมีความสัมพันธ์กันและการได้รับวัคซีนส่งผลต่อพื้นที่ภูมิภาคที่แตกต่างกัน ผลการทดสอบโดยสถิติถดถอยพหุคูณ ทำให้ทราบว่าความต้องการวัคซีนเพิ่มขึ้น 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้จังหวัดได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 เพิ่มขึ้น 0.278 , 0.362 และ 0.401 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และความเชื่อมั่นวัคซีนไม่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อการได้รับวัคซีนทั้ง 3 เข็ม นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่เป็นตัวแปรสำคัญ โดยในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีการได้รับวัคซีนทั้ง 3 เข็มน้อยกว่ากรุงเทพมหานคร โดยพื้นที่ที่มีความต้องการวัคซีนและการได้รับวัคซีนสูงที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร แต่ในส่วนความเชื่อมั่นวัคซีนสูงที่สุด คือ พื้นที่ภาคใต้ แต่พบว่าในพื้นที่มีการได้รับวัคซีนต่ำ โดยผลจากการศึกษานี้ใช้เพื่อเป็นข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารของภาครัฐเพื่อการได้รับวัคซีนของประชาชนในการรับมือโรคโควิด-19 ได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงในแต่ละพื้นที่


การจ้างงานในสภาวะชั่วคราวและเงื่อนไขชีวิตของแรงงานในจังหวัดสระบุรี, อารีรัตน์ ปรีชาวนา Jan 2023

การจ้างงานในสภาวะชั่วคราวและเงื่อนไขชีวิตของแรงงานในจังหวัดสระบุรี, อารีรัตน์ ปรีชาวนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการจ้างงานในสภาวะชั่วคราวและเงื่อนไขชีวิตแรงงานในจังหวัดสระบุรี นำไปสู่การหานโยบายเพื่อก่อให้เกิดความยุติธรรมในการจ้างงานแรงงานรับเหมา ตามหลักการแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) และหลักการแรงงานสากลอื่นๆ รวมไปถึงการศึกษาถึงสาเหตุที่ทำให้แรงงานเลือกทำงานในระบบการจ้างงานชั่วคราว และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานในสภาะการจ้างงานที่ไม่มั่นคงซึ่งองค์กรควรมีแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงเพื่อให้ก่อเกิดความเป็นธรรมต่อการจ้างงานแรงงานรับเหมาอย่างมีมนุษยธรรมและคำนึงถึงผลได้เสียของแรงงานรับเหมาเป็นสำคัญ โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างแรงงานเราเหมากลุ่มตัวอย่าง ประกอบกับแรงงานรับเหมาที่มีโอกาสปรับเป็นพนักงานประจำ รวมไปถึงผู้แทนสถานประกอบการ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากประวัติชีวิตโดยพิจารณาจากแบบแผนของคำพูดวาทกรรมในเรื่องเล่า ผลการศึกษาพบว่าการจ้างงานในภาวะชั่วคราว สัญญาจ้างระยะสั้นนั้นส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการทำงานของแรงงานรับเหมาจากความไม่สามารถเลือกงานได้จากปัจจัยด้านต่างๆในชีวิต เช่น การขาดโอกาสทางการศึกษา, ด้านเพศสภาพ, ด้านอายุ และด้านที่อยู่อาศัย เป็นต้น จึงมีความจำเป็นในการทำงานในระบบการจ้างงานเป็นแรงงานรับเหมาในสภาวะการจ้างงานชั่วคราวดังกล่าว อันจะส่งผลต่อเนื่องสู่การดำรงชีพในชีวิตประจำวันของตัวแรงงานหากไม่ได้รับการต่อสัญญาจ้าง ลักษณะการจ้างงานในสภาวะดังกล่าวนั้นจึงเป็นการยากที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจ้างงานแรงงานรับเหมา


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มของประชาชนกรณีศึกษาสถานีหลักหก และสถานีรังสิต, กะชามาศ กลั่นเสนาะ Jan 2023

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มของประชาชนกรณีศึกษาสถานีหลักหก และสถานีรังสิต, กะชามาศ กลั่นเสนาะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการตลาดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มของผู้โดยสารสถานีหลักหกและสถานีรังสิต และเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะการพัฒนาการให้บริการ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากตัวอย่างประชากร 340 คนและการสัมภาษณ์ตัวอย่างประชากร 12 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มมากที่สุด คือ การส่งเสริมการตลาด รองลงมา คือ ช่องทางการจัดจำหน่าย และราคาค่าโดยสาร ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเหตุผลที่ผู้โดยสารเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มเนื่องจากความสะดวก รวดเร็วและตรงเวลา ทั้งนี้ หากรัฐบาลยกเลิกนโยบาย 20 บาทตลอดสาย ผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังคงเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม เนื่องจากเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษาจึงได้รับสิทธิลดหย่อนค่าโดยสารจากบัตรโดยสารประเภทนักเรียน นักศึกษา แต่ผู้โดยสารที่ต้องเดินทางหลายต่อมีแนวโน้มจะไม่ใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม เนื่องจากต้องพิจารณาความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายในการเดินทางกับความสะดวก และความรวดเร็ว ดังนั้น ผู้ให้บริการควรพัฒนาการให้บริการ ได้แก่ 1) การจัดทำโปรโมชัน และประเภทบัตรโดยสารที่หลากหลาย 2) การส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ 3) การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายบัตรโดยสารทางออนไลน์ 4) การขยายเส้นทางรถไฟฟ้า 5) การส่งเสริมให้มีนโยบายลดราคาค่าโดยสาร 6) การเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้เพียงพอ และ 7) การส่งเสริมให้มีการบริการที่รวดเร็ว


อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ, กุลชาติ รังสิมันต์ Jan 2023

อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ, กุลชาติ รังสิมันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทุนทางจิตวิทยาและการตีตราที่มีต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมการให้โอกาสแก่ผู้พ้นโทษในด้านการจ้างงาน โดยผู้วิจัยได้ทำการวิจัยเชิงปริมาณ ทำการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามในรูปแบบออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีความสามารถในการจ้างงาน จำนวนทั้งสิ้น 380 คน ผลการวิจัยพบว่า ทุนทางจิตวิทยานั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ส่วนการตีตรานั้นก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษเช่นเดียวกัน โดยการตีตรามีขนาดอิทธิพลมากกว่าทุนทางจิตวิทยา นอกจากนี้ยังพบว่าทุนทางจิตวิทยามีความสัมพันธ์ในทางบวกกับการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การตีตรามีความสัมพันธ์ในทางลบกับการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอายุมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับทุนทางจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับข้อเสนอแนะ คือ ภาครัฐอาจมีมาตรการนำร่องในการส่งเสริมการจ้างงานผู้พ้นโทษในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีความต้องการจ้างแรงงาน โดยมีมาตรการและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น มาตรการด้านลดหย่อนภาษี มาตรการด้านการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้จ้างงานและทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อเป็นการจูงใจและสร้างความมั่นใจให้กับผู้จ้างงาน จากนั้นจึงค่อยขยายผลส่งเสริมการจ้างงานผู้พ้นโทษไปสู่กลุ่มช่วงอายุอื่น ๆ ต่อไป


บทบาทภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม: กรณีศึกษา โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, แคทลียา ศรีสวัสดิ์ Jan 2023

บทบาทภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม: กรณีศึกษา โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, แคทลียา ศรีสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม ผ่านโครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการดำเนินการของภาครัฐไทยในการยกระดับผลไม้แปรรูป 2. เพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินการและความท้าทายของภาครัฐไทยในการยกระดับผลไม้แปรรูป โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้กรอบแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการทางนโยบาย (Policy Entrepreneurs) มาประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่า ภาครัฐ โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ประกอบการนโยบายที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้แปรรูป มีภารกิจในการพัฒนาบุคลากรให้เข้าสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม เพิ่มผลิตภาพและคุณภาพสินค้าเกษตรแปรรูปด้วยเครื่องจักร เทคโนโลยี นวัตกรรม และการจัดการ ให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีบทบาทในการส่งเสริมการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ การประกอบการนโยบายของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม อาศัยอิทธิพลของกระแสหน้าที่ กระแสนโยบาย และกระแสปัญหา ทำให้ภาครัฐต้องพัฒนานโยบายและโครงการที่เน้นการแปรรูปผลไม้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและสร้างความสามารถในการแข่งขัน


ความท้าทายต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2562-2566, ชยางกูร กิตติวัฒนากูล Jan 2023

ความท้าทายต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2562-2566, ชยางกูร กิตติวัฒนากูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยต่างๆที่สร้างความท้าทายต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลชาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ2562-2566 โดยเป็นการวิจัยในเชิงคุณภาพเนื่องจากต้องเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้กำหนดนโยบายด้านการรักษาความปลอดภัยอาคารรัฐสภารวมถึงสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัยอาคารรัฐสภา รวมถึงการศึกษาเอกสาร บทความ งานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับด้านนโยบายและการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่าพัฒนาการด้านนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เกิดขึ้นจากแผนการรักษาความปลอดภัยพ.ศ. 2555ที่ไม่ได้มีแนวทางในการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและทันสมัยประกอบกับความไม่สมบูรณ์ของระเบียบการรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาปี 2559 จึงต้องจัดทำแผนการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา พ.ศ. 2565 และแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤตเพื่อเป็นสร้างแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการรักษาความปลอดภัยปกติหรือในกรณีเกิดเหตุการณ์ชุมนุม นอกจากนั้นผลการศึกษาในด้านปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการรักษาความปลอดภัยนั้นประกอบไปด้วย ปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัยในการชุมนุม ปัญหาด้านนโยบายการรักษาความปลอดภัย และปัญหาด้านสเถียรภาพของกระบวนการนิติบัญญัติ สุดท้ายแล้วนั้นผลการศึกษาพบว่าปัจจัยภายนอกที่เป็นอุสรรคสำคัญต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรประกอบไปด้วย ปัจจัยด้านการเมือง ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านสังคม และปัจจัยด้านเทคโนโลยี


บทบาทภาครัฐในการกำหนดนโยบายด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ, ฐิติพงษ์ ขนุนทอง Jan 2023

บทบาทภาครัฐในการกำหนดนโยบายด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ, ฐิติพงษ์ ขนุนทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาบทบาทภาครัฐในการกำหนดนโยบายด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการจัดการด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร และศึกษาผลกระทบการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์นโยบายของรัฐในการจัดการด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ และข้อเสนอแนะในการดำเนินนโยบาย ผ่านแนวคิดวงจรนโยบายสาธารณะ โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากเอกสารและสื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม จำนวน 12 คน คือ ผู้บริหารระดับนโยบาย จำนวน 2 คน ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ จำนวน 2 คน และบุคคลที่อยู่ในอาชีพ จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดของภาครัฐในการจัดการด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะมีที่มาจาก 4 ประเด็นสำคัญ คือ 1) ความปลอดภัยสาธารณะ 2) ความล้มเหลวของตลาดผู้บริโภคจากการไม่มีข้อมูลเท่ากับผู้ให้บริการ 3) การรับรองความรู้ความสามารถในต่างประเทศของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และ 4) การส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพมีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง และคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะจากการทำงาน ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้ให้ข้อมูลถึงผลกระทบจากกระบวนการรับรองความรู้ความสามารถ (License) ของช่างไฟฟ้าภายในอาคาร พบว่าสามารถแยกแยะความแตกต่างของช่างไฟฟ้าทั่วไปและช่างไฟฟ้าที่มีมาตรฐานได้ และผู้รับบริการได้รับการบริการที่มีคุณภาพ แต่มีข้อจำกัดคือ การเข้าสู่อาชีพของประชาชนจะยากขึ้น ในแง่มุมของการประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย พบว่า การเกิดอัคคีภัยจากไฟฟ้าลัดวงจร และการประสบอันตรายจากการถูกไฟฟ้าช็อตหลังจากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว มีแนวโน้มคงตัวและลดลงไม่มากเท่าที่ควร จึงอาจกล่าวได้ว่านโยบายดังกล่าวไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ตรงตามวัตถุประสงค์หลัก โดยภาครัฐใช้มาตรการบังคับเชิงกฎหมายส่งผลให้มีความเข้มงวดและขาดความยืดหยุ่น ซึ่งมีแนวโน้มที่ผู้ประกอบอาชีพจะกระทำความผิดและหลีกเลี่ยงกฎหมาย ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะว่า ภาครัฐควรมีการสร้างมาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Incentive Approach) และ มาตรการใช้ความสมัครใจ (Voluntary Approach) มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดผลดีในระยะยาวต่อไป


ทัศนคติและการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง, ณิชา ชัยชาติ Jan 2023

ทัศนคติและการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง, ณิชา ชัยชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาทัศนคติของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง (สป.กค.) เกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 2) เพื่อศึกษาระดับการเตรียมความพร้อมในการเป็นหน่วยงานระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัด สป.กค. 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัด สป.กค. และ 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัด สป.กค ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ซึ่งเป็นการใช้แบบสอบถามออนไลน์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นบุคลากรในสังกัด สป.กค. จำนวน 199 คน ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรในสังกัด สป.กค. มีทัศนคติเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด และมีการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 โดยรวมในระดับมากที่สุด สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัด สป.กค. พบว่า ภูมิหลังส่วนบุคคลจำแนกตามอายุ ระดับการศึกษา และตำแหน่งงาน ที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัด สป.กค. พบว่าในภาพรวมมีความสัมพันธ์ระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลาง, กฤตพร ปุลววัน Jan 2023

ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลาง, กฤตพร ปุลววัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่สัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลาง และเพื่อศึกษาปัจจัยด้านทักษะทางการเงินที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกลุ่มดังกล่าว โดยอาศัยกระบวนการวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลัก และเพิ่มเติมการวิจัยเชิงคุณภาพให้งานวิจัยนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบว่า (1) บุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลางส่วนใหญ่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุ (2) ในกลุ่มบุคลากรทั้งหมด มีเพียงปัจจัยด้านตำแหน่งและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการตัดสินใจวางแผนการออมเงินเพื่อเตรียมเกษียณอายุ (3) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ ปัจจัยด้านอายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน หนี้สิน รายจ่ายชำระคืนหนี้สินเฉลี่ยต่อเดือน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนเงินออม (4) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ ปัจจัยด้านอายุ สถานภาพ ตำแหน่ง รายได้เฉลี่ยต่อเดือน รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือน และ หนี้สิน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อรูปแบบการออม (5) ในกลุ่มบุคลากรทั้งหมด ปัจจัยด้านที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางการเงิน พบว่ามีเพียงปัจจัยด้านทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน ที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุ (6) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ พบว่ามีเพียงปัจจัยด้านทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน ที่สัมพันธ์กับจำนวนเงินออม ในขณะที่ (7) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ ไม่มีปัจจัยด้านทักษะทางการเงินใดเลยที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อรูปแบบการออมเงินของบุคลากร ผลลัพธ์ของงานศึกษานี้นำมาซึ่งข้อเสนอแนะว่ากรมการจัดหางานควรดำเนินการสร้างทัศนคติเพื่อปรับพฤติกรรมการออมของบุคลากรผ่านการสร้างแรงบันดาลใจจากบุคลากรภาครัฐที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการเงินและการทำงาน และควรปลูกฝังให้เห็นถึงความสำคัญของการบัญชีรายรับรายจ่าย และบัญชีทรัพย์สินของตนเอง


ประสิทธิผลของการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาต่อหน่วยงานภาครัฐ, กวินท์ นิลประสิทธิ์ Jan 2023

ประสิทธิผลของการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาต่อหน่วยงานภาครัฐ, กวินท์ นิลประสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นช่องทางในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาในการกำกับตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล หรือภารกิจอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติไว้ โดยเป็นการวิจัยแบบผสมในเชิงปริมาณและคุณภาพ เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลและพรรณนาเชิงสถิติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภา และศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของวุฒิสภาไทย ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า กระบวนการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาเป็นช่องทางหนึ่งในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาในการเร่งรัด ตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถสะท้อนปัญหาที่เห็นควรต้องได้รับการแก้ไข หรือข้อเสนอแนะ ให้รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดได้ดำเนินการให้สอดคล้องตามประเด็นของข้อปรึกษาหารือนั้น ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่และบทบาทตามรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แต่การแสดงบทบาทดังกล่าวนั้นผ่านกลไกข้อปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภา พบว่าข้อปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้รับการให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐมีภารกิจ หน้าที่และอำนาจโดยตรงเดิมอยู่แล้วในการปฏิบัติตามกลไกราชการแบบปกติ เมื่อศึกษาจากสารนิพนธ์นี้ จึงสรุปได้ว่า ประสิทธิผลของการปรึกษาหารือทำได้ค่อนข้างน้อย หรือการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภานั้น ไม่ได้ส่งผลต่อการแสดงบทบาทของวุฒิสภามากนัก