Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Public Affairs, Public Policy and Public Administration Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Publication Year
Articles 331 - 360 of 547
Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration
นโยบายส่งเสริมการส่งออกสินค้าดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย : ข้อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล, ณิชา ตั้งวรชัย
นโยบายส่งเสริมการส่งออกสินค้าดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย : ข้อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล, ณิชา ตั้งวรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องนโยบายส่งเสริมการส่งออกสินค้าดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายละเอียดของนโยบายส่งเสริมการส่งออกสินค้าดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยและความสำคัญของนโยบายดังกล่าวต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงวิเคราะห์เพิ่มเติมถึงข้อได้เปรียบและข้อจำกัดของนโยบายดังกล่าว อันจะนำไปสู่การแสวงหา แนวทางการปรับปรุงนโยบายนี้ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้นต่อไป โดยการศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ ผู้วิจัยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่างๆ ที่มีความสอดคล้องกับนโยบายและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้คำถามการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง จากผู้แทนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยว และผู้แทนภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าดิจิทัลคอนเทนต์ประเภทต่างๆ ผลจากการศึกษาพบว่า ที่ผ่านมาการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจัดว่าไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากเท่าที่ควร และไม่สามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นที่น่าพึงพอใจของภาคเอกชนมากนัก ทั้งในด้านการกำหนดเป้าหมาย วิธีการดำเนินงาน และตัวชี้วัด ด้านการนำนโยบายไปปฏิบัติ และด้านการประเมินและรายงานผลการปฏิบัติงาน รวมถึงด้านการจัดการสภาพแวดล้อมอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อนโยบาย จึงสมควรเป็นอย่างยิ่งที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องปรับปรุงแก้ไขการดำเนินการในด้านต่างๆ เช่น การจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมให้มีคุณภาพ การบูรณาการการทำงานของภาครัฐและ/หรือการจัดตั้งหน่วยงานกลางรับผิดชอบดูแลการส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นต้น แนวทางการปรับปรุงการขับเคลื่อนนโยบายให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นสามารถดำเนินการได้หลายแนวทางดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาคส่วนอื่นๆ อย่างใกล้ชิดมากขึ้นในทุกกระบวนการ และติดตามบริบทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและนโยบายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาภาคการส่งออกในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ รวมถึงเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น
การประยุกต์ใช้กรอบการบริหารจัดการแบบ P-O-L-C เพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน:กรณีศึกษาศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ณัฐนนท์ เส้งวั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการ และแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้หลักการ POLC ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) แบบเผชิญหน้ากับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ประกอบด้วย ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน และผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า การบริหารจัดการของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอเสนาค่อนข้างมีความสอดคล้องกับหลักการบริหารจัดการแบบ POLC ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่มีส่วนช่วยกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน กล่าวคือศูนย์ดังกล่าวได้มีการวางมาตรการแก้ไขปัญหายาเสพติดใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการปราบปราม ด้านการป้องกัน และด้านการบำบัดรักษา เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การเตรียมการ การปฏิบัติ และการส่งต่อความยั่งยืน ทั้งนี้การศึกษาครั้งนี้พบว่าบทบาทภาวะผู้นำถือเป็นส่วนสำคัญในการประสานทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้ามาร่วมบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยการเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการปฏิบัติ การกำหนดเป้าหมาย การกำหนดวัตถุประสงค์ การกำหนดโครงสร้าง การมอบหมายภารกิจหน้าที่ และการลงมือปฏิบัติ ตลอดจนการควบคุมการปฏิบัติเพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตามศูนย์ดังกล่าวยังขาดการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภายนอกอย่างยั่งยืน ได้แก่ สถาบันการศึกษา กรมราชทัณฑ์ และกรมคุมประพฤติ อีกทั้งยังขาดการกระตุ้นสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนแนวโน้มการควบคุมการปฏิบัติในระยะยาวมีความเข้มข้นลดลง ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งของผู้อำนวยการศูนย์ดังกล่าว
ทัศนคติและการรับรู้ของประชาชนต่อการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านกรณีศึกษา ประชาชนในพื้นที่ตำบลที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, วัชรพล มหาไวย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยแบบผสมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ทัศนคติและการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน และเพื่อเสนอแนะแนวทางการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน ผ่านประสบการณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้เทคนิคการสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในที่นี้คือ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกผู้ใหญ่บ้าน และเก็บข้อมูลจากการแจกแบบสอบถาม (Survey) เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติ การรับรู้ และการมีส่วนร่วมจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา การศึกษาครั้งนี้พบว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกผู้ใหญ่บ้านมีทัศนคติว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีความสำคัญต่อตนเองอยู่ในระดับมากที่สุด ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกผู้ใหญ่บ้านมีทัศนคติว่าหมู่บ้านของตนจำเป็นจะต้องมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่ปกครองดูแลหมู่บ้านต่อไปอยู่ในระดับมากที่สุด ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกผู้ใหญ่บ้านมีทัศนคติว่าการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในระดับที่ดี รวมทั้งประชาชนมีทัศนคติว่า การประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน ทำให้ตนมีส่วนร่วมในการควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านอยู่ในระดับมากที่สุด และการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน ทำให้ตนมีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านอยู่ในระดับมากที่สุด สำหรับข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่ามีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ สถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยังคงมีความสำคัญต่อการปกครองท้องที่ ประชาชนส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน และเห็นด้วยกับการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน โดยประชาชนส่วนใหญ่มีความพร้อมและสมัครใจเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ด้านการรับรู้ ประชาชนโดยส่วนใหญ่มีการรับรู้ที่ดีและเข้ามามีส่วนร่วมต่อการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในระดับที่มาก ประชาชนโดยส่วนใหญ่มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน หากตนได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ที่เพียงพอและมีความทั่วถึงครอบคลุม ในขณะเดียวกันปัญหาและอุปสรรคของการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านที่พบคือ ปัญหาการกำหนดวัน และเวลาในการดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน ปัญหาของจำนวนในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในหมู่บ้าน และปัญหาการเล่นพวกพ้อง ในการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน แนวทางการปรับปรุงการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นประกอบด้วย 1) การปรับปรุงการประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้แก่ประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน 2) การปรับทัศนคติของผู้ดำเนินการประเมินและผู้เข้ารับการประเมิน ให้มีทัศนคติที่ดี รวมถึงการเปิดกว้างต่อการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และ 3) การปรับปรุง แก้ไขระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ศุลกากรกับการค้าออนไลน์ : นโยบายรัฐ และความคาดหวังของประชาชน ต่อการให้บริการทางไปรษณีย์ของกรมศุลกากร, วาทินี วัฒนสกลพันธุ์
ศุลกากรกับการค้าออนไลน์ : นโยบายรัฐ และความคาดหวังของประชาชน ต่อการให้บริการทางไปรษณีย์ของกรมศุลกากร, วาทินี วัฒนสกลพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวนโยบายของรัฐและความคาดหวังของประชาชนต่อการดำเนินงานของกรมศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางไปรษณีย์ ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้ทราบและเข้าใจถึงความต้องการของนโยบายรัฐ ตลอดจนความคาดหวังของประชาชน ที่อาจส่งผลต่อการกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการของกรมศุลกากรในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับไปรษณีย์ระหว่างประเทศ อันจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงการบริหารราชการของกรมศุลกากรในส่วนที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ คือ แบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานของกรมศุลกากรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานกับไปรษณีย์ระหว่างประเทศ รวมถึงประชาชนที่พบปัญหาจากการดำเนินงานดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า รัฐมีความคาดหวังต่อการปฏิบัติงานของกรมศุลกากรที่เกี่ยวกับการให้บริการทางไปรษณีย์ไปใน 2 ลักษณะ คือ การจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ และ การปกป้องสังคมจากการนำเข้าของผิดกฎหมาย โดยกรมศุลกากรได้ดำเนินการให้สอดคล้องกับแนวทางตามที่รัฐต้องการทั้ง 2 ลักษณะควบคู่กันไป แต่พบปัญหาในส่วนของระบบและกระบวนการทำงาน จึงก่อให้เกิดปัญหาข้อร้องเรียนจากประชาชน และประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของศุลกากรไม่ถูกต้องทั้งหมด โดยประชาชนมีความคาดหวังต่อการปฏิบัติงานของกรมศุลกากรที่เกี่ยวกับการให้บริการทางไปรษณีย์ แบ่งเป็น 5 ประเด็นหลักที่กรมศุลกากรควรให้ความสนใจ ได้แก่ บทบาทของงานศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับไปรษณีย์, การใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และมาตรฐานการปฏิบัติงานของศุลกากรไปรษณีย์, การปฏิบัติงานของกรมศุลกากร และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, ภาพลักษณ์ของกรมศุลกากร #ศุลกากรหรือซ่องโจร และปัญหาอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม นโยบายการลงทุนด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และ การดำเนินโครงการตามแผนของกรมศุลกากร รวมถึงการขอความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ การสร้างความรู้ความเข้าใจและเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ก็จะช่วยให้การปฏิบัติงานของกรมศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางไปรษณีย์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับชุมชนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019: กรณีศึกษาการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด19 โรงเรียนวัดจุฬามณี ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, อภิชญา บูรณวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับชุมชนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรณีศึกษาการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด19 โรงเรียนวัดจุฬามณี ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้กรอบแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมและการบริหารราชการแบบร่วมมือกัน ซึ่งมีลักษณะเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสําคัญที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด19 ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคประชาชนในชุมชนตำบลบ้านกุ่ม ทั้งนี้ผลการศึกษาพบว่าในช่วงที่มีการระบาดรุนแรง หน่วยงานภาครัฐภายในพื้นที่มีความพยายามที่จะจัดตั้งศูนย์พักคอย แต่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้าง งบประมาณ และกฎระเบียบต่างๆ ที่ทำให้การดำเนินการจัดตั้งศูนย์พักคอยมีความล่าช้า ดังนั้น ชาวบ้านในชุมชนตำบลบ้านกุ่มจึงเป็นฝ่ายเริ่มรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวโดยการคัดแยกผู้ป่วยออกจากประชาชนที่ยังไม่ติดเชื้อในชุมชน และนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ของตำบลบ้านกุ่มขึ้นมา ทั้งนี้ศูนย์ดังกล่าวได้มีการระดมทรัพยากรทั้งในด้านการเงิน แรงงาน วัสดุอุปกรณ์ และการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนการได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายทางสังคมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งภาครัฐก็ปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานหลักในการรับมือกับวิกฤตดังกล่าว มาสู่การเป็นฝ่ายสนับสนุนโดยการให้คำปรึกษาและการประสานงานเกี่ยวกับการดำเนินการจัดตั้งศูนย์ ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนในชุมชน ชุมชนดังกล่าวได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเกี่ยวกับการถอดบทเรียนจากการดำเนินการบริหารจัดการศูนย์ดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นการนำหลักการการมีส่วนร่วมของชุมชน และการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ มาปรับใช้เพื่อการเตรียมการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือสถานการณ์วิกฤติอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายในชุมชนในอนาคต ทั้งนี้จากการถอดบทเรียนในเบื้องต้นพบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้กระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนประสบผลสำเร็จ ได้แก่ ความเข้มแข็งของผู้นำและชาวบ้าน, ผู้นำและเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกระดับมีทัศนคติที่ดีต่อกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน, ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างถูกต้องและเพียงพอผ่านการใช้เครื่องมือในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ, การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม, การมีทรัพยากรที่เพียงพอและสามารถนำทรัพยากรไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความเชื่อมั่นของพนักงาน บริษัท การบินไทยจำกัด มหาชน เมื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างใหม่, สิตาภัค ประถมกรึก
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความเชื่อมั่นของพนักงาน บริษัท การบินไทยจำกัด มหาชน เมื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างใหม่, สิตาภัค ประถมกรึก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความเชื่อมั่นของพนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน เมื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างใหม่และเพื่อเป็นแนวทางการปรับปรุงและส่งเสริมความเชื่อมั่นของพนักงานต่อองค์กรของบริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน เพื่อนำผลได้มามาใช้เป็นแนวทางในการเสริมสร้างความเชื่อของพนักงานต่อบริษัท และเพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาด้านทรัพยากรบุคคลต่อไป กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือพนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน รวมทั้งสิ้นจำนวน 400 คน การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล การวิจัย เชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน Independent Samples t-test, One-Way ANOVA และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน จากการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านความผูกพัน มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นของพนักงาน โดยพนักงานปรารถนาที่จะเห็นบริษัทเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดีขึ้นมากที่สุด 2) ปัจจัยด้านภาพลักษณ์มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นของพนักงานในระดับมาก โดยพนักงานเห็นว่าเป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลและการรับรองตามมาตรฐานการบินมากมาย 3) ปัจจัยด้านการปรับโครงสร้างองค์กรมีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นของพนักงานในระดับมาก โดยพนักงานเห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ในครั้งนี้ 4) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นของพนักงาน บริษัท การบินไทย จำกัด พบว่า ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ ด้านความผูกพัน ด้านภาพลักษณ์ และด้านการปรับโครงสร้าง มีความสัมพันธ์ความเชื่อมั่นของพนักงาน บริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน เมื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างใหม่อย่างมีนัยยะสำคัญที่ระดับ 0.01 5) แนวทางในการแก้ไขการส่งเสริมความเชื่อมั่นของพนักงานควรมีให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม จัดกิจกรรมเสริมสร้างการรับรู้ต่าง ๆ ร่วมกันมากขึ้น โดยเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
ภารกิจและการบริหารมูลนิธิเพื่อการพัฒนาสังคมและประชาธิปไตยแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี : กรณีศึกษา มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์, อรพรรณ สุวรรณวัฒนกุล
ภารกิจและการบริหารมูลนิธิเพื่อการพัฒนาสังคมและประชาธิปไตยแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี : กรณีศึกษา มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์, อรพรรณ สุวรรณวัฒนกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามที่ว่า ภารกิจของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาสังคมและประชาธิปไตยแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นอย่างไร และมีอิทธิพลต่อกระบวนการในการบริหารองค์การอย่างไร โดยมีมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ เป็นกรณีศึกษา รวมทั้งตอบคำถามว่า กระบวนการในการบริหารของมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ ประกอบด้วยขั้นตอนใดบ้าง โดยศึกษาเจาะลงไปที่มูลนิธิฯ ในประเทศไทย ซึ่งผู้วิจัยได้ทบทวนแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับองค์การพัฒนาเอกชน และกระบวนการในการบริหารองค์การ ตลอดจนองค์ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องของประเทศเยอรมนี ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ คือ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารรายงานการดำเนินงานประจำปีของมูลนิธิฯ บทความประชาสัมพันธ์เผยแพร่กิจกรรม รายละเอียดโครงการความร่วมมือ รายงานสรุปการดำเนินโครงการ รวมทั้งการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานในมูลนิธิฯ จากการศึกษา ได้ข้อค้นพบว่า ภารกิจของมูลนิธิฯ เกี่ยวโยงกับภูมิหลังที่มาที่ไปตามประวัติศาสตร์ของประเทศเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่งผลให้วิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์การมุ่งส่งเสริมการพัฒนาสังคมในมิติต่าง ๆ และเสริมสร้างความมั่นคงของประชาธิปไตย ผ่านการให้การสนับสนุนองค์การในความร่วมมือทั่วโลก วิสัยทัศน์และพันธกิจนั้นเชื่อมโยงไปยังวัตถุประสงค์และประเด็นการดำเนินงานของมูลนิธิฯ รวมทั้งการวางกรอบนโยบายการทำงานที่เป็นขั้นตอน และการวางองค์ประกอบการทำงานภายในมูลนิธิฯ เพื่อการปฏิบัติงานที่คล่องตัว ในส่วนของกระบวนการในการบริหารงานมูลนิธิฯ ที่ปฏิบัติงานในประเทศไทยนั้น มีการประเมินสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การ เพื่อนำเอาผลมาพิจารณาวางแผนยุทธศาสตร์การทำงาน ซึ่งมีทั้งระยะยาว 3 ปี ระยะกลาง 1 ปี และระยะสั้นภายในระยะเวลา 1 ปี องค์ประกอบองค์การมีตำแหน่งผู้ปฏิบัติงานในสายงานหลักและสายงานสนับสนุนที่มีหน้าที่รับผิดชอบของตนชัดเจน มีลำดับขั้นบังคับบัญชาน้อยมากและไม่ซับซ้อน การควบคุมผลการดำเนินงานเน้นการควบคุมให้มีการติดตามและประเมินผลโครงการที่ชัดเจน การรายงานการใช้จ่ายงบประมาณที่รวดเร็วโปร่งใส ท้ายสุด ในการวัดประสิทธิผลองค์การ มูลนิธิฯ วัดโดยยึดที่ความสามารถในการบรรลุเป้าหมาย และวัดที่ความพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของมูลนิธิฯ
การวัดระดับสมรรถนะที่พึงประสงค์ของเจ้าหน้าที่ให้บริการข้อมูลทางโทรศัพท์ (Call Center) กรณีศึกษา ศูนย์บริการข้อมูลทางโทรศัพท์สายด่วน 1694 (1506 กด 2) กรมการจัดหางาน, ปัญญดา ปัญญาคำเลิศ
การวัดระดับสมรรถนะที่พึงประสงค์ของเจ้าหน้าที่ให้บริการข้อมูลทางโทรศัพท์ (Call Center) กรณีศึกษา ศูนย์บริการข้อมูลทางโทรศัพท์สายด่วน 1694 (1506 กด 2) กรมการจัดหางาน, ปัญญดา ปัญญาคำเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาเพื่อวัดระดับสมรรถนะที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้บริการข้อมูลทางโทรศัพท์ (Call Center) ในศูนย์บริการข้อมูลทางโทรศัพท์สายด่วน 1694 (1506 กด 2) กรมการจัดหางาน และเพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำและพัฒนาสมรรถนะหลัก (Core Competency) ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งระเบียบวิธีวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยผู้วิจัยได้ทำการกำหนดสมรรถนะที่พึงประสงค์ (Competency Model) ของเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์กรมการจัดหางาน ซึ่งประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน ได้แก่ สมรรถนะด้านที่ 1 การมุ่งผลสัมฤทธิ์ คือความรู้ในข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานและการให้บริการ ด้านที่ 2 การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ คือทักษะการสื่อสาร การพูด การฟังเพื่อจับประเด็นและทักษะการใช้เทคโนโลยี ด้านที่ 3 การบริการที่ดี คือความตั้งใจและความพยายามในการให้บริการ ด้านที่ 4 การทำงานเป็นทีม คือการทำงานร่วมกันในทีม และด้านที่ 5 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ คือทัศนคติ บุคลิก อุปนิสัย และแรงจูงใจในการทำงาน เป็นต้น โดยจากผลการวิจัยพบว่าสมรรถนะด้านที่ 1 การมุ่งผลสัมฤทธิ์ เป็นด้านที่ควรนำไปพิจารณาปรับปรุงในด้านการให้บริการข้อมูล เรื่องการดำเนินการขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างชาติระดับฝีมือผู้ชำนาญการ ซึ่งเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่มีผลคะแนนเฉลี่ยรายด้านต่ำกว่าเกณฑ์สมรรถนะในระดับที่คาดหวังอยู่ 1 ระดับ โดยผลคะแนนเฉลี่ยที่ต่ำที่สุดอยู่ที่ 3.17 สมรรถนะอยู่ในช่วง “ผู้ปฏิบัติ” จากระดับที่คาดหวังคือระดับ 4 สมรรถนะอยู่ในช่วง “ผู้ชำนาญ” และสมรรถนะด้านที่ 5 คุณลักษณะที่พึงประสงค์เป็นด้านที่ควรนำไปพิจารณาปรับปรุง ซึ่งพบว่าเป็นประเด็นปัญหาหลักที่เกิดขึ้นและส่งผลต่อระดับสมรรถนะในปัจจุบันของเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์คือการขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน โดยรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในงาน ไม่ก้าวหน้า อันเนื่องมาจากระบบการจ้างที่เรียกว่าระบบ “จ้างเหมาบริการ”
แนวทางการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางการค้าและการมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย : กรณีศึกษาผู้ประกอบการในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา, วันซุลกิฟลี แวปา
แนวทางการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางการค้าและการมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย : กรณีศึกษาผู้ประกอบการในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา, วันซุลกิฟลี แวปา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สภาพปัญหาและอุปสรรคการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทย-มาเลเซีย ทั้งในระดับภาพรวมและระดับอำเภอเบตง จังหวัดยะลา 2) การศึกษาแนวทางการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางการค้าและการมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียภายใต้บริบทของการพัฒนานโยบายแบบมีส่วนร่วม ทั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้รูปแบบการวิจัยเชิงเอกสารและการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งมีการใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญภายในพื้นที่ชายแดน ได้แก่ ผู้ประกอบการการค้าบริเวณชายแดนในอำเภอเบตง, ผู้ปฏิบัติงานหรือข้าราชการที่ปฏิบัติงานด้านการค้าชายแดนตามบทบาทหน้าที่ในสำนักงานพาณิชย์จังหวัด, ผู้ปฏิบัติงานหรือข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณด่านการค้าชายแดนในอำเภอเบตง (ได้แก่ นายด่านศุลกากรเบตง และเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเบตง), ผู้ปฏิบัติงานหรือข้าราชการด้านกลุ่มงานการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้, ประธานหอการค้าจังหวัดยะลา, และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดยะลา ผลการวิเคราะห์ที่สำคัญในการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ชายแดนดังกล่าวกำลังประสบปัญหา 3 ประการ ได้แก่ 1) ปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้, 2) สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 (Covid-19) และ 3) สภาพปัญหาภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศซบเซา ในขณะเดียวกันอุปสรรคที่พบเกี่ยวกับการค้าชายแดนในพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ โครงข่ายเส้นทางการคมนาคมที่ยังขาดความต่อเนื่องและไม่มีประสิทธิภาพ, ผู้ประกอบการการค้ายังขาดทักษะด้านภาษาที่จำเป็นสำหรับการค้าชายแดน, การขาดเสถียรภาพของแรงงานทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ซึ่งปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อข้อจำกัดในการแข่งขันของผู้ประกอบการการค้าในพื้นที่อำเภอเบตง ด้วยเหตุนี้ฝ่ายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการค้าชายแดนหรือการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนจึงควรมีบทบาทหลักเกี่ยวกับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าโดยการส่งเสริมองค์ความรู้และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการค้าและการทำธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการการค้าในพื้นที่อำเภอเบตง ในขณะเดียวกันการพัฒนานโยบายการค้าชายแดนก็ควรมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลาเพื่อให้สอดรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการการค้าได้เข้ามามีบทบาทในด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้า โดยที่ฝ่ายภาครัฐเป็นเพียงผู้ประสานงานและมอบอำนาจการตัดสินใจในด้านการค้าให้แก่ผู้ประกอบการการค้าโดยตรง
ความท้าทายในการวางแผนบริหารการจัดการศึกษาในยุคปกติใหม่: สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย, มนธีร์จุฑา ศักดิ์เมือง
ความท้าทายในการวางแผนบริหารการจัดการศึกษาในยุคปกติใหม่: สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย, มนธีร์จุฑา ศักดิ์เมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการศึกษาภายในสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย และเพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้นภายหลังการบริหารจัดการศึกษาของสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัวโควิด-19 ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการดำเนินงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ของสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ ส่งผลให้ 1) สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์มีการปรับแนวทางการบริหารจัดการเรียนการสอนจากการเรียนในห้องเรียนจริงเป็นรูปแบบออนไลน์ทั้งหมดในระยะแรกของการแพร่ระบาด ซึ่งสามารถตอบรับการสถานการณ์ได้เหมาะสมในรายวิชาทฤษฎี แต่มีข้อจำกัดในรายวิชาปฏิบัติ 2) เกิดการปรับตัวของอาจารย์ นักศึกษา บุคลากรและผู้เกี่ยวข้องต่อรูปแบบการบริการจัดการศึกษารูปแบบใหม่และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่สามารถปรับตัวได้ มีนักศึกษาบางกลุ่มที่รู้สึกพอใจกับการเรียนในห้องเรียนจริงมากกว่า 3) มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอนที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ พบข้อจำกัดคือยังไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอต่อความต้องการได้ และได้มีการแก้ไขโดยการให้ผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์มาใช้งานในสถาบัน 4) มีการปรับเปลี่ยนวิธีการวัดและประเมินผลการศึกษาให้เหมาะสมกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอน คณะผู้สอนมีอิสระในการกำหนดการวัดและประเมินผลการศึกษาให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ภายใต้บริบทของรายวิชาและหลักสูตร 5) ผู้บริหารร่วมกับอาจารย์มีการวางแผนจัดการบริหารความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าและปรับแก้ตามสถานการณ์ได้
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 4.0 (ปภ. 4.0), พีระพงศ์ ศรีชัย
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 4.0 (ปภ. 4.0), พีระพงศ์ ศรีชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาเป็นระบบราชการ 4.0 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) 2) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคลที่มีต่อการเป็น ปภ. 4.0 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็น ปภ. 4.0 และ 4) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาสู่การเป็น ปภ. 4.0 ใช้วิธีวิจัยเชิงผสมผสาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า 1. การพัฒนาเป็นระบบราชการ 4.0 ของ ปภ. แบ่งเป็น 1) ปัจจัยการพัฒนาสู่ระบบราชการ 4.0 ของ ปภ. ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านผู้นำ ด้านความร่วมมือ ด้านนวัตกรรม ด้านบุคลากร ด้านความเป็นดิจิทัล ด้านผลลัพธ์ ด้านผู้รับบริการ และด้านกระบวนการ และ 2) การเป็น ปภ. 4.0 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านภาครัฐที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน ด้านการมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย และด้านการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง 2. ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลทำให้ความคิดเห็นต่อการเป็น ปภ. 4.0 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ตำแหน่งงาน และสังกัด 3. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็น ปภ. 4.0 ได้แก่ ด้านการให้ความร่วมมือ ด้านบุคลากร และด้านผู้นำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยปัจจัยทั้ง 3 ร่วมกันพยากรณ์การเป็น ปภ. 4.0 ได้ร้อยละ 78.20 4. แนวทางในการสู่การเป็น ปภ. 4.0 สรุปได้ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ควรมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้พัฒนาระบบการทำงาน 2) ด้านบุคลากร ควรยกระดับระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลสู่ HRM 4.0 3) ด้านเครือข่ายและความเป็นหุ้นส่วน …
แนวทางพัฒนาระบบบริหารผลการปฏิบัติงานกรณีศึกษา กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, ชีวภัทร์ สวิงสุวรรณ
แนวทางพัฒนาระบบบริหารผลการปฏิบัติงานกรณีศึกษา กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, ชีวภัทร์ สวิงสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการบริหารผลการปฏิบัติงานของกองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และนำเสนอ หรือเสนอแนะแนวทางพัฒนาระบบบริหารผลการปฏิบัติงานของกองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงและต่อยอดการบริหารผลการปฏิบัติงานของบุคลากรในสังกัดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรือสามารถพิจารณานำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่น ๆ ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยต่อไป โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In – Depth -Interview) แบบกึ่งโครงสร้าง โดยผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่รับผิดชอบกำกับดูแลด้านการบริหาร ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ผู้อำนวยการกลุ่มงานต่าง ๆ ข้าราชการผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.พ. ผลการศึกษาพบว่า กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขระบบการบริหารผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และแนวทางของสำนักงาน ก.พ. มาตามลำดับ โดยได้เสนอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยพิจารณาออกประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยให้มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และแนวทางของสำนักงาน ก.พ. ที่แจ้งให้ส่วนราชการต่าง ๆ ยืดถือเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นปัจจุบัน เพื่อให้ระบบบริหารผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงการประเมินผลการปฏิบัติราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ใช้มาตรฐานการดำเนินงานอย่างเดียวกัน และสอดคล้องกับเป้าหมายของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งการพัฒนาระบบบริหารผลการปฏิบัติงานของกองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเอง มีจุดเด่น จุดที่ควรปรับปรุง ปัญหาและอุปสรรคในขั้นตอนต่าง ๆ ของระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน ดังนั้น การพัฒนาระบบบริหารผลการปฏิบัติงานจะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่าง ๆ ร่วมกัน จึงจะทำให้การประเมินผลการปฏิบัติงานสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด
ผลกระทบจากการขาดแคลนบุคลากรมากประสบการณ์จากการเกษียณอายุราชการ ต่อผลการปฏิบัติงานภายในกองตรวจสอบอากร, กฤติน ทองมาก
ผลกระทบจากการขาดแคลนบุคลากรมากประสบการณ์จากการเกษียณอายุราชการ ต่อผลการปฏิบัติงานภายในกองตรวจสอบอากร, กฤติน ทองมาก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รายงานวิจัย “ผลกระทบจากการขาดแคลนบุคลากรมากประสบการณ์จากการเกษียณอายุราชการ ต่อผลการปฏิบัติงานภายในกองตรวจสอบอากร” จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบจากการขาดแคลนบุคลากรมากประสบการณ์จากการเกษียณอายุราชการ ต่อผลการปฏิบัติงานภายในกองตรวจสอบอากร สังกัดกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ข้าราชการเพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทุกๆปี และเสนอแนะแนวทางในการวางแผนการจัดการทรัพยากรบุคคลแก่กองตรวจสอบอากร สำหรับการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และกระบวนการทำงานของข้าราชการ ทั้งนี้ในช่วงการดำเนินงานได้มีการประสานความร่วมมือและรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านทรัพยากรบุคคลภายในหน่วยงาน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ มีการสัมภาษณ์ของผู้ให้สัมภาษณ์เพื่อได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึก อีกทั้งการเก็บข้อมูลงานวิจัยเชิงปริมาณจากแบบสอบถามจากบุคลากรภายในหน่วยงาน และได้มีการศึกษาทบทวนวรรณกรรมงานวิจัย และข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อได้มาซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพที่สุด โดยการปฏิบัติงานภายในกองตรวจสอบอากรมีองค์ประกอบที่หลากหลาย ซึ่งต้องการทักษะเฉพาะด้านในแต่ละองค์ประกอบ อาทิ การจัดเก็บอากร การตรวจสอบเอกสาร การตรวจสอบพิกัดศุลกากร การตรวจสอบบัญชีเอกสาร การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น จากการทำการวิจัยได้ผลลัพธ์การวิจัยว่า การเกษียณอายุราชการส่งผลกระทบต่อผลการปฏิบัติงานภายในกองตรวจสอบอากรในหลากหลายด้าน อาทิ การจัดเก็บและตรวจสอบเอกสารหลังผ่านพิธีการศุลกากร การตรวจสอบพิกัดอัตราศุลกากร และการขอรับสิทธิประโยชน์ทางอากรให้ครบถ้วน การกำหนดแนวทางหรือมาตรการด้านการตรวจสอบการจัดเก็บอากรและสิทธิประโยชน์ทางอากร กระบวนการและมาตรการในการจัดเก็บภาษีอากร เป็นต้น ซึ่งผลกระทบจะแตกต่างกันออกไปตามตำแหน่งของบุคลากรที่ได้เกษียณอายุราชการไป โดยตำแหน่งที่เมื่อเกษียณอายุราชการแล้วส่งผลกระทบต่อผลการปฏิบัติงานภายในกองตรวจสอบอากรมากที่สุดคือ ตำแหน่งนักวิชาการศุลกากรชำนาญการ ที่สะสมองค์ความรู้ไว้มาก และมีอัตราการเกษียณอายุที่สูงที่สุดภายในหน่วยงาน เพื่อลดผลกระทบจากการเกษียณอายุดังกล่าว กองตรวจสอบอากรควรมีการวางแผนการสอนงานผ่านระบบการโค้ช (Coaching) และระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) พิจารณาการสรรหาบุคลากรที่มีชุดประสบการณ์ใกล้เคียงกันจากหน่วยงานอื่นภายในกรมศุลกากรมาทดแทน รวมไปถึงในระยะยาว ควรมีการปรับปรุงนโยบายวางแผนทรัพยากรบุคคล และการปรับตัวชี้วัดให้มีความเชื่อมโยงกันภายในกลุ่มด้วย
การพัฒนาการบริหารทรัพยากรบุคคลสู่องค์การคล่องตัว: กรณีศึกษา โปรแกรมโต้ตอบอัตโนมัติการบริหารทรัพยากรบุคคล (Hr Chatbot) กองบริหารทรัพยากรบุคคล กรมศุลกากร, จักรกฤษณ์ ทิพย์ปัญญา
การพัฒนาการบริหารทรัพยากรบุคคลสู่องค์การคล่องตัว: กรณีศึกษา โปรแกรมโต้ตอบอัตโนมัติการบริหารทรัพยากรบุคคล (Hr Chatbot) กองบริหารทรัพยากรบุคคล กรมศุลกากร, จักรกฤษณ์ ทิพย์ปัญญา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์และแนวทางในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรมศุลกากรเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์การที่มีความคล่องตัว (Agile Organization) 2) วิเคราะห์รูปแบบของการให้บริการข้อมูลด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลแก่ผู้รับบริการของกรมศุลกากร และ 3) นำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลให้เหมาะสมกับบริบทในภาครัฐ ผลการศึกษา พบว่า 1) กองบริหารทรัพยากรบุคคล มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้องค์การเกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว รวมถึงพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ และความสามารถ พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เป็นไปตามแนวทางของแผนระดับประเทศ 2) การพัฒนาโปรแกรมโต้ตอบอัตโนมัติ Dada HR Chatbot สร้างความสะดวกและรวดเร็วในการให้บริการข้อมูลด้านสวัสดิการและสิทธิประโยชน์แก่บุคลากร ทำให้องค์การมีความคล่องตัวมากขึ้น ในด้านการใช้งาน บุคลากรสามารถสอบถามข้อมูลได้ทั้งการพิมพ์ถามตอบ หรือกดปุ่มในประเด็นที่ต้องการ และ 3) แนวทางการพัฒนาและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลให้เหมาะสมกับบริบทในภาครัฐไทย มีความคาดหวังว่า องค์การจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในการให้บริการมากที่สุด เช่น การเพิ่มช่องทางในการให้บริการข้อมูลพัฒนาความรู้และทักษะทางด้านเทคโนโลยี รวมถึงสร้างสรรค์นวัตกรรรมการทำงานให้กับบุคลากรภายในมากขึ้น
การรับรู้ของผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเกี่ยวกับการคำนวณและขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ: กรณีศึกษา เทศบาลนครรังสิต, เจริญรัตน์ แท่นทอง
การรับรู้ของผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเกี่ยวกับการคำนวณและขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ: กรณีศึกษา เทศบาลนครรังสิต, เจริญรัตน์ แท่นทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยมติคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศให้ประเด็นเรื่องสังคมสูงอายุเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ซึ่งประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมในเรื่องการจัดสรรสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุคือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการรับรู้ของผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเกี่ยวกับการคำนวณวันที่ยื่นลงทะเบียน วันที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (2) เพื่อศึกษาการรับรู้ของผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในบริบทของงานวิจัยนี้ผู้ให้ข้อมูล คือประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 55 - 58 ปี มีคุณสมบัติที่จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 15 คน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการรับยื่นลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครรังสิต จำนวน 1 คน ผลการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งหมด เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมาตรา 16 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 และแก้ไขเพิ่มเติม และแนวปฏิบัติที่กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือแจ้งเวียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อวิเคราะห์ว่าการรับรู้ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญสอดคล้องกับระเบียบและหลักเกณฑ์ที่รัฐกำหนดหรือไม่อย่างไร โดยในภาพรวมพบว่า ผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุมีการรับรู้พื้นฐานที่ดีเกี่ยวกับสถานที่ยื่นลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพ ช่องทางการรับรู้ข่าวสารการประชาสัมพันธ์ และความหมายของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ยังขาดการรับรู้ความเข้าใจในรายละเอียดสำคัญ ๆ ที่จะทำให้ยื่นตรงเวลา ได้รับสิทธิ์ตามที่ควรจะเป็น
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง ตำบลห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี, จีรนันท์ ทูลธรรมวรคุณ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง ตำบลห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี, จีรนันท์ ทูลธรรมวรคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี 2) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในการพัฒนาการบริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไป ได้แก่ อายุ 2) ปัจจัยด้านความสามารถในการเข้าถึงบริการที่ส่งผลต่อการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทั่วไป ได้แก่ สิทธิการรักษาพยาบาล 3) ความเห็นของผู้ป่วยทั่วไปที่มีต่อคุณภาพการให้บริการ ประกอบด้วย 4 ด้าน โดยผลการศึกษา พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านบุคลากร รองลงมา คือ ด้านขั้นตอนกระบวนการให้บริการ ด้านความสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ รพ.สต. กับประชาชนในตำบล และด้านความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์การแพทย์ตามลำดับ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการรักษาพยาบาล รพ.สต. บ้านห้วยท่าช้าง ควรจัดหาบุคลากรเพิ่มในรูปแบบของอาสาสมัครควรแสวงหาแหล่งงบประมาณสนับสนุนจากภายนอก รวมถึงสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย และมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอเมืองระยองในการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ, ดุรงฤทธิ์ ดุลคนิต
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอเมืองระยองในการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ, ดุรงฤทธิ์ ดุลคนิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ในการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ (Aged-Friendly city) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองระยองต่อการพัฒนาเมืองให้กลายเป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงวัย (Age-Friendly City) รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงวัยในเขตอำเภอเมืองระยอง โดยเลือกศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง เทศบาลนครระยอง เทศบาลตำบลเนินพระ และเทศบาลตำบลทับมา ในการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้างและการลงพื้นที่เชิงสังเกต การรวบรวมข้อมูลมีการจัดหมวดหมู่ เป็น 8 หมวด ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก จากนั้นนำมาประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลให้เข้ากับบริบทอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย ผลการวิจัย พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ศึกษาได้มีการดำเนินนโยบายตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกครบถ้วนทั้ง 8 ด้าน โดยในแต่ละด้านจะมีความพร้อมต่อการพัฒนาให้พื้นที่เป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุที่แตกต่างกัน แต่ด้านที่ผู้สูงอายุต้องการให้พัฒนามากที่สุด คือด้านการคมนาคมเนื่องจากเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงบริการสาธารณะอื่นๆ ซึ่งถึงแม้จะมีการดำเนินนโยบายตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก แต่ปัจจุบันยังขาดความพร้อม ไม่สะดวกในการใช้งาน และด้านสาธารณสุข ซึ่งผู้สูงอายุจำเป็นต้องพบแพทย์เป็นประจำ แต่มาตรฐานการให้บริการยังไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากขาดแคลนบุคลากรและยังกระจายทรัพยากรไปยังสถานบริการขนาดเล็กได้ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องไปแออัดยังสถานพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น สำหรับแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม คือการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานเพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ รวมถึงกำหนดแผนพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุในพื้นที่ศึกษาเพื่อให้ทุกหน่วยงานมีส่วนร่วม เนื่องจากการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของหลายกระทรวง แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะมีบทบาทนำเนื่องจากอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนและมีอำนาจตามพระราชบัญญัติที่หลากหลาย ครอบคลุมแนวทางทั้ง 8 ขององค์การอนามัยโลก
ความสำเร็จในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์การ : กรณีศึกษานายทหารสัญญาบัตร กำเนิดบุคคลพลเรือน/ทหารกองหนุน สังกัดกรมการเงินทหารบก, ชัยวัฒน์ กนิษฐเสน
ความสำเร็จในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์การ : กรณีศึกษานายทหารสัญญาบัตร กำเนิดบุคคลพลเรือน/ทหารกองหนุน สังกัดกรมการเงินทหารบก, ชัยวัฒน์ กนิษฐเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพซึ่งมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาทัศนคติต่อองค์การทหารและสาเหตุการตัดสินใจเข้าทำงานในกรมการเงินทหารบกของนายทหารสัญญาบัตรที่มีประเภทการกำเนิดบุคคลพลเรือน/ทหารกองหนุน 2) เพื่อศึกษาแนวทางการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์การอย่างประสบความสำเร็จในกรมการเงินทหารบกของนายทหารสัญญาบัตรที่มีประเภทการกำเนิดบุคคลพลเรือน/ทหารกองหนุน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยนายทหารสัญญาบัตรที่มีประเภทการกำเนิดบุคคลพลเรือน/ทหารกองหนุน ซึ่งปัจจุบันสังกัดกรมการเงินทหารบก จำนวน 10 นาย โดยเลือกจากผู้ที่มีผลคะแนนการประเมินค่าในเกณฑ์ดีเด่นมากที่สุดในช่วงรอบการประเมิน 3 ปีงบประมาณหลังสุด (พ.ศ. 2562 - 2564) โดยแบ่งตามชั้นยศ ร.ท. - ร.อ. จำนวน 5 นาย และชั้นยศ พ.ต. - พ.อ.(พิเศษ) จำนวน 5 นาย โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบตัวต่อตัว ซึ่งมีลักษณะของคําถามเป็นแบบกึ่งโครงสร้าง และดำเนินการวิเคราะห์เนื้อหาพร้อมกับการตีความข้อมูล ทั้งนี้ผลการศึกษาพบว่าผู้ให้ข้อมูลสำคัญเล็งเห็นถึงคุณค่าของอาชีพทหาร ซึ่งเกิดจากทัศนคติที่ว่าเป็นอาชีพข้าราชการอย่างหนึ่ง รวมถึงเป็นค่านิยมของสังคมไทยที่ต้องการให้ตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดรับราชการทหาร ตลอดจนการมองว่าภาพลักษณ์ขององค์การทหารแสดงออกถึงบุคคลภายนอกว่ามีความรักสามัคคี และมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งทัศนคติเหล่านี้หล่อหลอมให้พวกตนตัดสินใจทำงานในองค์การทหาร ในขณะเดียวกันเมื่อได้เข้ามาทำงานแล้ว แนวทางการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์การแบบทหารที่พวกเขาได้ยึดถือปฏิบัติ ได้แก่ 1) การสอบถามผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน 2) การพยายามศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเอง 3) การสังเกตผู้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีการประพฤติปฏิบัติตนที่ดีและนำเอามาปรับปรุงใช้กับตนเอง 4) การเปลี่ยนความคิดและทัศนคติของตนเองให้มีความพึงพอใจกับงานที่ปฏิบัติอยู่
การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 : กรณีศึกษา การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในจังหวัดสระบุรี, เพลิญเพ็ญ โพธารมภ์
การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 : กรณีศึกษา การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในจังหวัดสระบุรี, เพลิญเพ็ญ โพธารมภ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่อประชาชนกลุ่มเปราะบางแต่ละประเภทคือ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ในจังหวัดสระบุรี แนวทาง ผลการดำเนินงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในจังหวัดสระบุรีและปัญหาอุปสรรคของการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว รวมถึงศึกษาความเหมาะสมของแนวทางการดำเนินงานต่อผลกระทบ เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ และดำเนินการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคลากรกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ครัวเรือนบุคคลกลุ่มเปราะบางในจังหวัดสระบุรี และตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐอื่นๆในพื้นที่ ที่ร่วมดำเนินงาน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มเปราะบางแต่ละประเภทของจังหวัดสระบุรีนั้น ต่างก็ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เช่นเดียวกัน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเปราะบางของแต่ละกลุ่มว่ามีความสามารถในการรับมือได้มากน้อยเพียงใด สำหรับการดำเนินงานการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในจังหวัดสระบุรีนั้น พบว่า มีปัญหาอุปสรรคด้านตัวโครงการ ที่เน้นแก้ปัญหาระยะสั้นและไม่ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางทุกประเภท โดยถึงแม้ว่าการช่วยเหลือจะมีส่วนช่วยให้เกิดการบรรเทาผลกระทบและความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือยังคงมีความยากลำบาก และผู้ที่ยากลำบากบางส่วนก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือทางด้านการเงินแต่ปริมาณเงินยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้การช่วยเหลือไม่เพียงพอในการบรรเทาผลกระทบที่ได้รับ ดังนั้น กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จึงควรมีมาตรการที่เป็นเชิงรุกมากขึ้นนอกเหนือจากการช่วยเหลือทางการเงิน รวมไปถึงนำปัญหาอุปสรรคอื่นๆ ที่พบไปปรับปรุงแนวทางนโยบายและการดำเนินงานให้ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นของนโยบายและการนำไปปฏิบัติ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนการสอนออนไลน์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) กรณีศึกษา โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย, นัชชา จิตต์กูลสัมพันธ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนการสอนออนไลน์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) กรณีศึกษา โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย, นัชชา จิตต์กูลสัมพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการเรียนการสอนออนไลน์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และเพื่อเสนอแนวทางหรือเทคนิคในการจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยการแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 210 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลคนสำคัญ 9 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา ทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่า 1) ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการเรียนการสอนออนไลน์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เมื่อพิจารณาแยกเป็นรายด้าน พบว่า สถานะทางอาชีพ เศรษฐสถานะและสถานะทางการเงินมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับมากตามลำดับและผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับการเรียนการสอนออนไลน์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างมีนัยสำคัญและ 2) แนวทางหรือเทคนิคในการจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ควรมีแนวทางหรือเทคนิคในการจัดการเรียนการสอนคือ การใช้วิธีแบบผสมผสาน การกระชับหลักสูตรและปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด 19 การเรียนการสอนด้วยระบบ E-Learning การแบ่งระยะเวลาที่เหมาะสม การคิดค้นกระบวนการวิธีการสอนที่เหมาะสมและใช้แนวคิดในการสลับกันเรียนเพื่อลดการพบปะและยังเป็นไปตามมาตรการการป้องกันอย่างถูกวิธีซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เปลี่ยนสถานที่ในการเรียนอีกทางหนึ่ง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสำนักทะเบียนอำเภอสู่ศูนย์ราชการสะดวก :กรณีศึกษาจังหวัดนครสวรรค์, นฤดล กลันทกพันธุ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสำนักทะเบียนอำเภอสู่ศูนย์ราชการสะดวก :กรณีศึกษาจังหวัดนครสวรรค์, นฤดล กลันทกพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาถึงการนำนโยบายการขับเคลื่อนสำนักทะเบียนอำเภอสู่ศูนย์ราชการสะดวกไปปฏิบัติ โดยใช้กรณีศึกษาของจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 2 ปี (พ.ศ. 2563 – 2564) ซึ่งมีสำนักทะเบียนผ่านการรับรองศูนย์ราชการสะดวก 14 แห่ง จาก 878 แห่งทั่วประเทศ และจังหวัดนครสวรรค์ ยังไม่มีสำนักทะเบียนใดผ่านการรับรอง ผู้วิจัยในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติงานทะเบียนจึงสนใจในปรากฏการณ์ดังกล่าวเนื่องจากเป็นนโยบายที่ผู้บริหารของกรมการปกครองให้ความสำคัญ ว่ามีปัจจัยปัญหาอุปสรรคอย่างไรในการดำเนินงาน และควรมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายได้สำเร็จ ด้วยหวังดีเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยสะท้อนมุมมองของผู้ปฏิบัติงานทะเบียน โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ทั้งการศึกษาจากเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งต่อผลการนำนโยบายการขับเคลื่อนสำนักทะเบียนอำเภอสู่ศูนย์ราชการสะดวกไปปฏิบัติ คือ รูปแบบของบริการสาธารณะมีวัตถุประสงค์ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของนโยบาย ทัศนะคติของผู้ปฏิบัติงานที่กลัวการรับผิด กระบวนการเข้ารับการประเมินที่มีความยุ่งยาก ทรัพยากรไม่เพียงพอ และผู้นำระดับพื้นที่ไม่ได้ให้ความสำคัญ รวมถึงได้มีข้อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย ถือเป็นการสร้างข้อสรุปย่อยไปสู่ข้อสรุปทั่วไปที่เชื่อว่าจะนำไปใช้กับสำนักทะเบียนอื่นๆ ได้ต่อไป เนื่องจากอยู่ภายใต้บริบทของกฎหมาย และรูปแบบของกระบวนการเข้ารับการประเมินที่เหมือนกัน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างความเป็นทีมของพนักงานในองค์กรกรณีศึกษา การโอนย้ายบุคลากรสำนักงานสภาพัฒนาการเมืองเข้ารวมกับสถาบันพระปกเกล้า, มนฤดี ทองกำพร้า
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างความเป็นทีมของพนักงานในองค์กรกรณีศึกษา การโอนย้ายบุคลากรสำนักงานสภาพัฒนาการเมืองเข้ารวมกับสถาบันพระปกเกล้า, มนฤดี ทองกำพร้า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างความเป็นทีมของพนักงานของสถาบันพระปกเกล้า 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการทำงานเป็นทีมของพนักงานสถาบันพระปกเกล้า 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบการทำงานเป็นทีมของพนักงานสถาบันพระปกเกล้า ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ คือ แนวคิดเกี่ยวกับทีมงานและการทำงานเป็นทีม องค์ประกอบการทำงานเป็นทีม ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการทำงานเป็นทีม อุปสรรคของการทำงานเป็นทีม แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นทีม ได้แก่ Tuckman’s Stage of Group Development Model แรงจูงใจในการทำงานเป็นทีมโดยใช้ทฤษฎีสองปัจจัย (Two-Factor Theory) ของ Frederick Herzberg และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สมมติฐานการวิจัยครั้งนี้มี 2 ข้อ คือ ปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระดับตำแหน่ง ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และสถานะที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการสร้างความเป็นทีมที่แตกต่างกัน และปัจจัยการทำงานเป็นทีมของพนักงานสถาบันพระปกเกล้าด้านใด ส่งผลต่อการสร้างความเป็นทีม การวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานสถาบันพระปกเกล้าจำนวน 157 คน ผู้ตอบกลับจำนวน 98 คน คิดเป็นร้อยละ 62.42 มีการประมวลผลวิเคราะห์โดยใช้สถิติค่าแจกแจงความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) การทดสอบสมมติฐานโดยใช้เทคนิค T-test, F-test และการวิเคราะห์การถดถอย (Regression) ควบคู่กับการใช้วิธีศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (สัมภาษณ์เชิงลึก) ผู้บริหารระดับกลางและพนักงานสถาบันพระปกเกล้า รวมจำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระดับตำแหน่ง ระยะเวลาการปฏิบัติงาน การสร้างความเป็นทีมไม่แตกต่างกัน ในขณะที่สถานะของพนักงานที่มีการโอนย้ายมาจากสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง การสร้างความเป็นทีมกลับแตกต่างกัน 2) ปัจจัยการทำงานเป็นทีม ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีผลต่อการสร้างความเป็นทีม ในขณะที่ปัจจัยด้านความสำเร็จของทีม ด้านการได้รับการยอมรับ ด้านลักษณะงานที่ทำ ด้านความรับผิดชอบ ด้านนโยบายและการบริหารขององค์การ ด้านการบังคับบัญชาและการควบคุมดูแล และด้านความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน ไม่มีผลต่อการสร้างความเป็นทีม ซึ่งสอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์ว่าอุปสรรคในการทำงานเป็นทีม …
การวิเคราะห์ปัญหาและการพัฒนาประสิทธิภาพระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, วรเมธ ประดิษฐ์อาชีพ
การวิเคราะห์ปัญหาและการพัฒนาประสิทธิภาพระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, วรเมธ ประดิษฐ์อาชีพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของหน่วยงานดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา(ได้แก่ นายอำเภอพระนครศรีอยุธยา, ปลัดอาวุโสอำเภอพระนครศรีอยุธยา, ปลัดอำเภอพระนครศรีอยุธยา, พนักงานราชการผู้ปฏิบัติงานศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา, และข้าราชการผู้ปฏิบัติงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) รวมถึงประชาชนผู้ที่เคยใช้บริการศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา เมื่อพิจารณาถึงผลการศึกษาเกี่ยวกับสภาพปัญหาระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยานั้น การศึกษาครั้งนี้พบว่าเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานประจำศูนย์มีจำนวนไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่ยังขาดความเชี่ยวชาญและทักษะการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ รวมทั้งขาดผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน อีกทั้งพบว่าวัสดุอุปกรณ์งบประมาณยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน และลักษณะห้องดำเนินงานของศูนย์ยังไม่มีความเหมาะสมเท่าที่ควร ในขณะเดียวกันก็พบว่านโยบาย ระเบียบ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของศูนย์ยังไม่สามารถตอบสนองหรือเอื้ออำนวยให้การปฏิบัติหน้าที่ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์จึงประกอบด้วย 1) การพัฒนาและปรับปรุงระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2) การปรับลดขั้นตอนการดำเนินงานให้มีความสะดวกรวดเร็ว 3) การจัดสรรงบประมาณ บุคลากร และวัสดุอุปกรณ์ให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน 4) การพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและส่งเสริมให้มีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาและส่งเสริมให้ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอทุกแห่งเป็นการให้บริการแบบ One stop service และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
ประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่สายตรวจผ่านการใช้งานระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์: กรณีศึกษา เขตพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง, เสฎฐวุฒิ คำนามะ
ประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่สายตรวจผ่านการใช้งานระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์: กรณีศึกษา เขตพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง, เสฎฐวุฒิ คำนามะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
“ตู้แดง” ถือเป็นเครื่องมือช่วยสำคัญของเจ้าหน้าที่สายตรวจเพื่อใช้ในการดำเนินงานเพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน หน้าที่หลักคือการวางจุดตรวจตู้แดงบริเวณพื้นที่เสี่ยงและสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อลดการเกิดอาชญากรรม ทั้งนี้หน่วยงานต่างๆ ได้มีความพยายาม ในการพัฒนาขีดความสามารถของตู้แดงและระบบที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคมในยุคต่างๆ ด้วยเหตุนี้ “ระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์” (Red Box QR Code) จึงได้รับการพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน ทั้งนี้สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางถือเป็นสถานีตำรวจนำร่องตัวอย่างที่มีการใช้งานระบบ ตู้แดงรหัสคิวอาร์มาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1.) เพื่อศึกษาถึงลักษณะความเหมือนและ ความแตกต่างของตู้แดงแบบปกติในอดีตกับตู้แดงรหัสคิวอาร์ในปัจจุบัน 2.) เพื่อศึกษาถึงผลกระทบและประโยชน์ของระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์ที่มีต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานเพื่อป้องกันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่สายตรวจในเขตพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง ผลการวิจัยพบว่า “ระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์” สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่สายตรวจจากสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางได้ดีกว่าการใช้งานตู้แดงในอดีต โดยเฉพาะด้านความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่สายตรวจในการใช้งานระบบตู้แดงรหัสคิวอาร์ อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาถึงระบบอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ทุกระบบสามารถทำงานร่วมกันและช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมให้มีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ของการปฏิบัติงานระหว่างราชการส่วนภูมิภาคและราชการส่วนท้องถิ่นในการจัดการภาวะฉุกเฉินเหตุอุทกภัย ปี พ.ศ.2563 กรณีศึกษา อําเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี, อภิวุฒิ ชาวเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการจัดการเหตุอุทกภัยในภาวะฉุกเฉิน 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกลไกการจัดการเหตุอุทกภัยระดับพื้นที่ และ 3) นำไปสู่การเสนอแนะกลไกการบริหารจัดการเหตุอุทกภัยเพื่อให้สอดรับกับพื้นที่ ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจาก 1) กรณีศึกษาหลัก อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีและกำหนดหน่วยวิเคราะห์ย่อย จำนวน 3 กรณี สัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 24 คน 2) ใช้การวิจัยเอกสาร ทบทวนแนวคิดทฤษฎี โดยมีข้อค้นพบ ดังนี้ 1) ความสัมพันธ์แบบเป็นทางการ (Formal Relation) ในการจัดการเหตุอุทกภัยในภาวะฉุกเฉิน พบว่า การจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ระดับอำเภอ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการจัดการในภาวะฉุกเฉินภายใต้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System :ICS) เนื่องจาก ผู้บัญชาการเหตุการณ์อำเภอขาดความเข้าใจกลไกและระบบการทำงานภายใต้มาตรการการจัดการในภาวะฉุกเฉิน และโครงสร้างระบบบัญาชาการที่ถูกกำหนดไว้ในแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของจังหวัด จึงเป็นปัญหาสำคัญ แม้จะมีการกำหนดโครงสร้าง การทำงานอย่างเป็นระบบ แต่ไม่ได้นำระบบบัญชาการเดี่ยว (Single command) และการกำหนดกติกา (Code of Conduct) มาใช้ในการปฏิบัติงาน ทำให้ตัวแสดงภายใต้มาตรฐานการจัดการในภาวะฉุกเฉินไม่เป็นไปตามแผน 2) ความสัมพันธ์ในการทำงานที่ไม่เป็นทางการ (Working Relation) ในการจัดการเหตุอุทกภัยในภาวะฉุกเฉินพบว่า เมื่อผู้บัญชาการเหตุการณ์ไม่เข้าใจระบบของการบริหารจัดการภายใต้โครงสร้างของระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System :ICS) และไม่ใช้ระบบบัญชาการเดี่ยว (Single Command) อย่างที่ควรจะเป็น จึงทำให้รูปแบบการทำงานในความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ (Working Relation) ไม่เกิดการทำงานอย่างเป็นระบบ หน่วยงานการปฏิบัติในพื้นที่ต่างทำงานตามความสามารถและศักยภาพของกลไกตนเองที่มีอยู่ ความสัมพันธ์ในการทำงาน (Working Relation) จึงไม่เกิดขึ้นและไม่สามารถประสานขอทรัพยากร เพราะไม่รู้ว่าใครมีศักยภาพในเรื่องใด และมีทรัพยากรใดบ้าง สุดท้ายนำไปสู่ความล่าช้าในการทำงานและให้ความช่วยเหลือ ผลการศึกษาพบว่า ในแง่ความสัมพันธ์แบบเป็นทางการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด พบว่าในการนำไปใช้หน้างานตามโครงสร้างมาตรฐานการทำงานที่ถูกกำหนดในแผนดังกล่าว ไม่ถูกนำมาใช้ปฏิบัติอย่างเป็นระบบ จึงไม่เป็นไปตามมาตรฐานของการจัดการในภาวะฉุกเฉิน ส่งผลให้การปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดความเชื่อใจในการทำงาน และขาดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทรัพยากรต่างๆ ด้วยความล่าช้า จนนำไปสู่การปฏิบัติงานตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สำหรับข้อเสนอแนะ ผู้วิจัยพิจารณาจากผลการศึกษา โดยเสนอให้ดำเนินการตามแนวคิดเครือข่ายที่บริหารโดยองค์การหลัก (Network Administrative Organization : NAO) เนื่องจาก เป็นเครือข่ายที่มีรูปแบบการกำกับดูแลร่วมกัน …
ยุทธศาสตร์ข้าวไทย (ปี 2563 - 2567) : ด้านการตลาดต่างประเทศ, อัจจิมา จันทวี
ยุทธศาสตร์ข้าวไทย (ปี 2563 - 2567) : ด้านการตลาดต่างประเทศ, อัจจิมา จันทวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาการขับเคลื่อนของยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563 – 2567 ด้านการตลาดต่างประเทศ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการเนินยุทธศาสตร์ข้าวไทยฯ รวมถึงประเด็นปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทยฯ ต่อไปในอนาคต โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้สัมภาษณ์รวมทั้งหมด 9 คน พบว่าการจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวไทยฯ ด้านการตลาดต่างประเทศ นับเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาการส่งออกข้าวของไทยอย่างเป็นระบบ ด้วยการประสานความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง ส่งผลให้การดำเนินงานโครงการเกิดประสิทธิภาพ ยุทธศาสตร์ข้าวไทยฯ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพของข้าวไทย ในมุมมองของการส่งออกข้าวไปยังตลาดต่างประเทศพบว่าปัจจุบันในตลาดโลกนั้น มีการแข่งขันที่รุนแรงและมีผู้เล่นเพิ่มมากขึ้นบางประเทศจากในอดีตที่เป็นผู้นำเข้าข้าวก็ผันตัวมาเป็นผู้ส่งออกข้าว รวมถึงคู่แข่งรายสำคัญต่างมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาการพันธุ์ข้าวให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เป็นการพัฒนาทั้งด้านปริมาณและคุณภาพเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด รวมถึงปัจจัยด้านเสถียรภาพของค่าเงินบาท และการระบาดของโควิด – 19 ที่เกิดขึ้นต่างส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยในภาพรวม
เครือข่ายกับประสบการณ์การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามชุมชน(Community Isolation : Ci) : กรณีศึกษา จังหวัดสมุทรสาคร, ศิริวัฒน์ เตชะภิญญาวัฒน์
เครือข่ายกับประสบการณ์การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามชุมชน(Community Isolation : Ci) : กรณีศึกษา จังหวัดสมุทรสาคร, ศิริวัฒน์ เตชะภิญญาวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “เครือข่ายกับประสบการณ์การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามชุมชน (Community Isolation : CI) กรณีศึกษา จังหวัดสมุทรสาคร” มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นแรงจูงใจของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามชุมชน (Community Isolation) ในจังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการร่วมมือของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามชุมชน (Community Isolation) ในจังหวัดสมุทรสาคร 3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นปัญหา และอุปสรรคในการตั้งโรงพยาบาลสนามชุมชน (Community Isolation) ในจังหวัดสมุทรสาคร โดยการศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการศึกษาด้วยการใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง และมีความรู้ความเข้าใจประเด็นต่างๆเกี่ยวกับโรงพยาบาลสนามชุมชน (Community Isolation) ในจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด (ผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย) ผู้แทนอำเภอ ผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนภาคเอกชน ตัวแทนภาคประชาสังคม บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลสนามชุมชน โดยยกกรณีศึกษาของโรงพยาบาลสนามชุมชนในจังหวัด จำนวน 2 แห่ง ที่มีการดำเนินการที่ประสบผลสำเร็จ ได้แก่ โรงพยาบาลสนามชุมชน ตำบลบางหญ้าแพรก (มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร) และโรงพยาบาลสนามชุมชน ตำบลบ้านเกาะ (โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลบางปลา) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยจูงใจมูลเหตุและเงื่อนไขที่นำไปสู่การแสวงหาความร่วมมือกันของเครือข่ายในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามทั้งสองแห่ง ประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ข้อบังคับหรือแนวนโยบายจากส่วนราชการที่ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการโณคติดต่อจังหวัดสมุทรสาคร 2) การมีสายสัมพันธ์ระหว่างภาคีภาคส่วนต่างๆอย่างแนบแน่น ซึ่งเป็นผลจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในหลายระดับอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง 3) ความตื่นตัวและความเข้มแข็งของภาคชุมชนและประชาสังคมที่มีต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 4) ข้อจำกัดในเชิงสถาบันและทรัพยากรของภาคีเครือข่าย สำหรับลักษณะกระบวนการในดำเนินการร่วมกันระหว่างเครือข่ายในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามของทั้งสองแห่ง พบว่า ประกอบด้วย 3 ประเด็น ได้แก่ 1) โครงสร้างความร่วมมือที่มีการกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นทางการ 2) การวางแผนร่วมกัน โดยมีการกำหนดองค์ประกอบในการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ และ 3) การสนับสนุนทรัพยากร โดยมีการจัดสรรทรัพยากรระหว่างกันอย่างชัดเจนเป็นทางการที่แต่ละฝ่ายมีอยู่เพื่อขับเคลื่อนภารกิจภายใต้เป้าหมายที่ทุกฝ่ายกำหนดและยึดถือร่วมกัน ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวมีลักษณะหนุนเสริมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในขณะที่ปัจจัยอุปสรรคของความร่วมมือกันของเครือข่ายในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามทั้งสองแห่ง พบว่า เกิดจากความไม่ชัดเจนของนโยบายจากผู้กำหนดนโยบายของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดที่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายบ่อยครั้ง
แนวทางการปรับตัวและทักษะที่จำเป็นของข้าราชการบรรจุใหม่ ในสถานการณ์โควิด-19 กรณีศึกษา กรมศุลกากร, ชญานิศ ธัชมงคล
แนวทางการปรับตัวและทักษะที่จำเป็นของข้าราชการบรรจุใหม่ ในสถานการณ์โควิด-19 กรณีศึกษา กรมศุลกากร, ชญานิศ ธัชมงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.) เพื่อศึกษาการปรับตัวและทักษะที่จำเป็นของข้าราชการบรรจุใหม่ ในสถานการณ์โควิด-19 2.) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการปรับตัวและทักษะที่จำเป็นของข้าราชการบรรจุใหม่ ในสถานการณ์โควิด-19 3.) เพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะในการปรับตัวและทักษะที่จำเป็นของข้าราชการบรรจุใหม่ ในสถานการณ์โควิด-19 โดยใช้รูปแบบการวิจัยทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจากข้าราชการบรรจุใหม่ ตำแหน่งนักวิชาการศุลกากรปฏิบัติการ ที่เข้ารับราชการตั้งแต่ ปี 2562 และปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่คลองเตย กรุงเทพฯ จำนวน 170 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า T-Test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) โดยใช้โปรแกรม SPSS และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึก (In-depth interview) จากกลุ่มประชากรข้าราชการบรรจุใหม่จำนวน 6 คนและผู้บังคับบัญชาจำนวน 3 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาพบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ด้านความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน มีผลต่อการปรับตัวของข้าราชการบรรจุใหม่ในสถานการณ์โควิด-19 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนข้าราชการบรรจุใหม่ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษาต่างกัน มีผลต่อการปรับตัวของข้าราชการบรรจุใหม่ในสถานการณ์โควิด-19 ไม่แตกต่างกัน (2) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ ความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน มีผลต่อการทักษะที่จำเป็นของข้าราชการบรรจุใหม่ในสถานการณ์โควิด-19 แตกต่างกัน ส่วนปัจจัยบุคคลอื่น ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อทักษะที่จำเป็นของข้าราชการบรรจุใหม่ในสถานการณ์โควิด-19 ไม่แตกต่างกัน (3) ปัจจัยสภาพแวดล้อมได้แก่ ลักษณะงานที่ปฏิบัติ อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติงาน และความสัมพันธ์กับบุคคลในที่ทำงานแตกต่างกัน มีผลต่อการปรับตัวของข้าราชการบรรจุใหม่ในสถานการณ์โควิด-19 แตกต่างกัน (4) ปัจจัยสภาพแวดล้อมได้แก่ อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติงานและความสัมพันธ์กับบุคคลในที่ทำงานแตกต่างกัน มีผลต่อทักษะที่จำเป็นของข้าราชการบรรจุใหม่ในสถานการณ์โควิด-19 แตกต่างกัน ส่วนปัจจัยสภาพแวดล้อมด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติแตกต่างกัน มีผลต่อทักษะที่จำเป็นของข้าราชการบรรจุใหม่ในสถานการณ์โควิด-19 ไม่แตกต่างกัน
การพัฒนาและปรับปรุงช่องว่างขีดความสามารถ (Competency Gap) ของหัวหน้าเวรและพยาบาลวิชาชีพ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต กรณีศึกษา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ปภาวดี คณะสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาสมรรถนะการทำงาน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ให้บุคคลากรพร้อมต่อการเข้าสู่ตำแหน่งในอนาคต และปฏิบัติงานได้บรรลุผลตามเป้าประสงค์ขององค์การ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนากรอบสมรรถนะพยาบาลหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (2) เพื่อศึกษาการพัฒนาบุคลากรเข้าสู่ตำแหน่ง และช่องว่างขีดความสามารถ (Competency gap) ที่พยาบาลหัวหน้าเวร และพยาบาลวิชาชีพควรพัฒนาเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งพยาบาลหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต ในบริบทของงานวิจัยนี้ ผู้ให้ข้อมูลคือพยายาบาลหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จำนวน 9 คน ได้แก่ หัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต จำนวน 1 ราย หัวหน้าเวร จำนวน 6 ราย และพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 2 ราย โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยการเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ผลการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมแล้วพยาบาลหัวหน้าเวรและพยาบาลวิชาชีพทั้ง 9 คน มีความพร้อมที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต โดยได้รับสมรรถนะทั้ง 5 หมวด อยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญ (Expert) แต่ยังมีรายละเอียดบางประการที่ต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ สมรรถนะด้านการวิจัยและการสื่อสารกับผู้ร่วมงานและสหวิชาชีพในการปฏิบัติงานร่วมกันให้เป็นไปตามหลักการเพื่อการให้บริการทางการพยาบาลเป็นไปตามหลักวิธีที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังพบข้อเสนอแนะ การพัฒนาระดับบุคลากรควรมีการพัฒนาเกณฑ์ด้านสมรรถนะในการเข้าสู่ตำแหน่งเพิ่มขึ้น อาทิ ด้านการบริหารจัดการ และการพัฒนาระดับโรงพยาบาลให้มีความสามารถของหอผู้ป่วยวิกฤตที่สอดคล้องต่อบริบทความต้องการของพื้นที่ เป็นต้น
การกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรมศุลกากร, ปุณยนุช ลอยมา
การกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรมศุลกากร, ปุณยนุช ลอยมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาการกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรมศุลกากร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกำหนดตัวชี้วัดของกรมศุลกากรที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และเพื่อให้ข้อเสนอแนะกับกรมศุลกากรในการปรับปรุงตัวชี้วัดให้เหมาะสม โดยการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสอบถามในรูปแบบของ Google Form กับกลุ่มตัวอย่างข้าราชการกรมศุลกากร จำนวน 400 คน และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับข้าราชการกรมศุลกากร จำนวน 5 คน (ระดับหัวหน้างาน จำนวน 2 คน และระดับชำนาญการ ปฏิบัติการ จำนวน 3 คน) ซึ่งจากการศึกษาพบว่า กรมศุลกากรมีการกำหนดตัวชี้วัดตามคำรับรองการปฏิบัติราชการที่มีความชัดเจน เฉพาะเจาะจง สามารถวัดผลได้จริง มีกรอบระยะเวลาในการวัดที่ชัดจน ผู้ถูกวัดสามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายได้ รวมถึงได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างผู้วัดกับผู้ถูกวัด อีกทั้งการกำหนดตัวชี้วัดนี้มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรมศุลกากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่า การจะพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรมฯ การกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานก็เป็นปัจจัยที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้ ข้อเสนอแนะที่จากการศึกษาคือ ผู้บริหารควรให้ความสำคัญในเรื่องของการกำหนดตัวชี้วัด มอบหมายให้กลุ่มพัฒนาระบบริหารร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการ กำหนดปฏิทินการดำเนินงาน จัดทำรายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินงานของกรมศุลกากรในแต่ละภารกิจงาน เพื่อใช้ประกอบการกำหนดตัวชี้วัด กำหนดน้ำหนักในการประเมินผล นอกจากนี้ควรพัฒนากระบวนการสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้กับข้าราชการได้ทราบถึงความสำคัญและความจำเป็นในการวัดผลการดำเนินงาน