Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Public Affairs, Public Policy and Public Administration Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Publication Year
Articles 301 - 330 of 547
Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration
การศึกษาความภาคภูมิใจที่มีต่ออาชีพของตน: กรณีศึกษาสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครนายก, วันชนะ วิชาชัย
การศึกษาความภาคภูมิใจที่มีต่ออาชีพของตน: กรณีศึกษาสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครนายก, วันชนะ วิชาชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความภาคภูมิใจของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครนายกที่มีต่ออาชีพตน มีเนื้อหาเกี่ยวกับทัศนคติของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศร่วมกับข้าราชการฝ่ายปกครอง วัตถุประสงค์ของการวิจัยมี 3 ประการ ได้แก่ 1.) เพื่อสำรวจความภาคภูมิใจของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครนายกที่มีต่ออาชีพของตน 2.) เพื่อเปรียบเทียบองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีผลต่อความภาคภูมิใจของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครนายก 3.) เพื่อเสนอแนะแนวทางปรับปรุงและพัฒนาองค์ประกอบที่ส่งเสริมความภาคภูมิใจของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ใช้รูปแบบทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยวิธีการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม (Questionnaire) และการสัมภาษณ์ส่วนบุคคล (Private Interview) จากกลุ่มประชากรสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครนายก จำนวน 69 นาย ผลการศึกษาพบว่าสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครนายกมีความภาคภูมิใจในอาชีพของตนในระดับสูง ทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบของความถาคภูมิใจ 8 ด้าน ได้แก่ 1.) ด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง 2.) ด้านการเคารพตนเอง 3.) ด้านความเชื่อมั่นในตนเอง 4.) ด้านการเห็นคุณค่าในตนเอง 5.) ด้านการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น 6.) ด้านความกล้าแสดงออก 7.) ด้านการยอมรับตนเอง และ 8.) ด้านความพอใจในตนเอง ตามลำดับ โดยเหตุผลที่สำคัญเนื่องจากสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครนายก มองว่าอาชีพของตนเป็นอาชีพที่มีเกียรติ สามารถทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนและสังคมส่วนรวม อีกทั้ง ยังเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการฝึกอบรมและพัฒนานักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงโรงเรียนกีฬานครนนท์วิทยา 6, ณัฐวุฒิ โพธิ์นิ่มแดง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการฝึกอบรมและพัฒนานักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงโรงเรียนกีฬานครนนท์วิทยา 6, ณัฐวุฒิ โพธิ์นิ่มแดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรงเรียนกีฬานครนนท์วิทยา 6 เป็นโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการฝึกอบรมและพัฒนานักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงในระดับเยาวชน จากผลงานความสำเร็จที่เป็นที่ประจักษ์ทั้งผลการแข่งขันของทีมในระดับประเทศและการติดทีมชาติชุดต่าง ๆ ของนักกีฬา จึงเป็นที่มาของการศึกษางานวิจัยชิ้นนี้ โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลในการฝึกอบรมและพัฒนาทีมนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงระดับเยาวชนจนประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของโรงเรียนกีฬานครนนท์วิทยา 6 ซึ่งใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสัมภาษณ์กลุ่ม จากนั้นใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและการบรรยายอย่างลุ่มลึกเพื่อนำเสนอผลการศึกษา โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีปัจจัยที่ส่งผลต่อการฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของมันดี้ (R. Wayne Mondy) และโน (Robert M. Noe) มาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของทีมวอลเลย์บอลหญิงโรงเรียนกีฬานครนนท์วิทยา 6 ซึ่งประกอบไปด้วย (1) การสนับสนุนของผู้บริหารระดับสูง (2) ความทุ่มเทของผู้ฝึกสอน (3) การนำเทคโนโลยีมาใช้ (4) ความซับซ้อนขององค์กร (5) วิธีการถ่ายทอดความรู้ และ (6) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ มาใช้เป็นกรอบในการอธิบายผลการศึกษา ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการฝึกอบรมและพัฒนานักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงโรงเรียนกีฬานครนนท์วิทยา 6 ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดได้แก่ (1) ความทุ่มเทของผู้ฝึกสอน (2) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และ (3) การสนับสนุนของผู้บริหารระดับสูง และจากการวิเคราะห์ของผู้วิจัยพบว่าปัจจัยความทุ่มเทของผู้ฝึกสอนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการฝึกอบรมและพัฒนานักกีฬามากที่สุด สำหรับการวิจัยในอนาคตสามารถนำระเบียบวิธีวิจัยจากการศึกษาชิ้นนี้ไปใช้ในการศึกษาเทียบเคียงและประยุกต์เพื่อให้เข้ากับการศึกษาทีมวอลเลย์บอลระดับเยาวชนโรงเรียนอื่น ๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกันเพื่อเป็นการพัฒนานักกีฬาวอลเลย์บอลในระดับเยาวชนโดยภาพรวมให้เกิดการแข่งขันเพื่อการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาให้สูงขึ้นได้
ผลของการนำระบบการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ออนไลน์ไปใช้ในงานรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรม : กรณีศึกษาศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย สำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, กันต์ธีร์ แสงกล้า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้นั้นเป็นการศึกษาในเรื่อง “ผลของการนำระบบการรับเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ออนไลน์ไปใช้ในงานรับเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรม : กรณีศึกษาศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย สำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาในประเด็นดังนี้ คือ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการจัดการเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ผ่านระบบการรับเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ออนไลน์ โดยพิจารณาจากร้อยละของจำนวนเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ที่ได้รับผ่านทางระบบออนไลน์ที่สามารถยุติเรื่องได้ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการจัดการเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ผ่านระบบการรับเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ออนไลน์ของศูนย์ดำรงธรรม และ 3) เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาระบบการรับเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ออนไลน์ของศูนย์ดำรงธรรม โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ซึ่งได้กำหนดขอบเขตการวิจัย โดยการศึกษาประสิทธิผลการจัดการเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ผ่านระบบการรับเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ออนไลน์ โดยพิจารณาจากร้อยละของความสำเร็จในการยุติเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้งานระบบการรับเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ ดังกล่าว รวมทั้งปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการจัดการเรื่องร้องเรียน / ร้องทุกข์ผ่านระบบการรับเรื่อง ร้องเรียน / ร้องทุกข์ออนไลน์ของศูนย์ดำรงธรรม ตามองค์ประกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งประกอบไปด้วยปัจจัย ดังนี้ 1) ปัจจัยด้านฮาร์ดแวร์ (Hardware Resources) 2) ปัจจัยด้านซอฟท์แวร์ (Software Resources) 3) ปัจจัยด้านบุคลากร (People Resources) 4) ปัจจัยด้านข้อมูล (Data Resources) 5) ปัจจัยด้านเครือข่าย (Network Resources)
ผลกระทบจากนโยบายการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home)ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในหน่วยงานภาครัฐกรณีศึกษา ส่วนบัญชาการกองทัพอากาศ, ณัฐวรินทร์ ภาคาหาญ
ผลกระทบจากนโยบายการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home)ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในหน่วยงานภาครัฐกรณีศึกษา ส่วนบัญชาการกองทัพอากาศ, ณัฐวรินทร์ ภาคาหาญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการนำนโยบายการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from home) มาใช้ในหน่วยงานภาครัฐ กรณีศึกษา ส่วนบัญชาการกองทัพอากาศ ทั้งผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบ โดยแบ่งออกเป็นผลกระทบต่อองค์การ และผลกระทบต่อสมาชิกในองค์การ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิง จากผู้ให้ขอมูลสำคัญที่เป็นข้าราชการกองทัพอากาศในหน่วยขึ้นตรงกองทัพอากาศ สังกัดส่วนบัญชาการ ในตำแหน่งระดับรองหัวหน้าหน่วยขึ้นตรง หรือหัวหน้าหน่วยขึ้นตรง เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบของการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from home) ที่เกิดขึ้นต่อองค์การจำนวน 4 ท่าน และ การวิจัยเชิงปริมาณด้วยการวิจัยเชิง จากข้าราชการกองทัพอากาศในหน่วยขึ้นตรงกองทัพอากาศ สังกัดส่วนบัญชาการ ในระดับปฏิบัติงานและผู้บังคับบัญชา เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบของการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from home) ที่เกิดขึ้นต่อบุคคล ประชากรกลุ่มตัวอย่างจำนวน 150 คน ผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากนโยบายการปฏิบัติงานที่บ้านต่อสมาชิกในองค์การ พบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยกับผลกระทบในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ ในขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากนโยบายการปฏิบัติงานที่บ้านต่อสมาชิกในองค์การ พบว่าผู้ให้ข้อมูลสำคัญเห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อองค์การในภาพรวมส่วนมากจะเป็นผลกระทบในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก เนื่องจากการปฏิบัติงานที่บ้านทำให้การควบคุมหรือการใช้อำนาจของผู้บังคับบัญชาลดลง ส่งผลให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีอิสระและเสรีภาพในการปฏิบัติงานหรือการตัดสินใจมากขึ้น
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบเงินอุดหนุนเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, กรรณิกา ชิดชอบ
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบเงินอุดหนุนเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, กรรณิกา ชิดชอบ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการและปัญหาอุปสรรคของบริหารงบเงินอุดหนุนเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ของสำนักงาน ป.ป.ส. ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2564 เพื่อประกอบการพิจารณาการปรับปรุงกระบวนงานในปีงบประมาณถัดไป โดยผู้ศึกษากำหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 3 แบบ คือ การค้นคว้าจากเอกสาร แบบสอบถาม จำนวน 40 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 11 คน ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการบริหารงบเงินอุดหนุนฯ ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2564 ของสำนักงาน ป.ป.ส. มีขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอน คือ 1. การจัดทำแผนการจัดสรรเงิน 2. การอนุมัติจัดสรรเงิน 3. การบริหารเงิน และ 4. การกำกับติดตาม โดยส่วนกลางจะกระจายอำนาจให้กับหน่วยงานในการตัดสินใจบริหารจัดการด้วยตนเอง ภายใต้แนวนโยบายการใช้จ่ายเงินอุดหนุนฯ และระเบียบว่าด้วยสำนักงาน ป.ป.ส.ว่าด้วยงบเงินอุดหนุนฯ ซึ่งปัญหาการบริหารงานภายในของหน่วยงานที่พบมีทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเทคนิคการทำงาน 2. ด้านตัวบุคคล 3. ด้านระเบียบการบริหารงบเงินอุดหนุนฯ 4. ด้านผู้ขอรับสนับสนุนเงิน และ 5. COVID-19 เพื่อให้การบริหารงบเงินอุดหนุนฯ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่ต้องรวดเร็ว ชัดเจน การพัฒนาระบบกลไกการกำกับติดตาม บุคคลที่ให้ความสำคัญและเอาใจใส่กับการ นอกจากนี้หน่วยงานต้องมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบการบริหารเงินอุดหนุนฯ เพื่อที่จะได้สามารถรองรับการดำเนินกิจกรรมในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
การนำนโยบายลดทอนความเป็นอาชญากรรมในผู้เสพยาเสพติดไปปฏิบัติ : ศึกษากรณี ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 108/2557, ปรางอนงค์ แสงอากาศ
การนำนโยบายลดทอนความเป็นอาชญากรรมในผู้เสพยาเสพติดไปปฏิบัติ : ศึกษากรณี ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 108/2557, ปรางอนงค์ แสงอากาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งศึกษาและตอบคำถามวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการการนำนโยบายลดทอนความเป็นอาชญากรรมในผู้เสพยาเสพติดไปปฏิบัติและปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยศึกษากรณี ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 108/2557 โดยวิเคราะห์เชื่อมโยงกับปัจจัยในการนำนโยบายไปปฏิบัติตามทฤษฎีของ Van Meter และ Van Horn เพื่อสะท้อนภาพนโยบายในทางปฏิบัติกับปัจจัยต่าง ๆ ตามทฤษฎีฯ และผลลัพธ์ของนโยบาย งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดนโยบายและนำนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติ พร้อมด้วยการศึกษาจากการสังเกตจากการสัมภาษณ์แบบกลุ่ม และการศึกษาวิเคราะห์เอกสารทุติยภูมิ ทั้งนี้ การศึกษาพบว่า ในการนำนโยบายไปปฏิบัติตามประกาศฯ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การค้นหาผู้เสพฯ การคัดกรองเพื่อเข้าสู่การบำบัด การบำบัดฟื้นฟู และการติดตามให้ความช่วยเหลือ โดยในทุกขั้นตอนล้วนมีอุปสรรคในการดำเนินงานทั้งหมด โดยขั้นตอนที่ดำเนินการได้ดีที่สุด คือการบำบัดฟื้นฟูฯ จากการจัดสรรทรัพยากร การกำหนดเป้าหมาย เจตนารมณ์ และแนวปฏิบัติละเอียดครบถ้วน มีข้อมูลวิชาการรองรับ ในขณะที่ การติดตามให้ความช่วยเหลือฯ ถือเป็นขั้นตอนที่ต้องปรับปรุงมากที่สุด จากการขาดการจัดสรรทรัพยากร และไม่มีการกำหนดบทบาทหรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งส่งผลให้การประสานงานหรือการสื่อสารระหว่างหน่วยงานไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับกลไกการติดตามและให้ความช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้น เพื่อปรับสภาพแวดล้อมและช่วยเหลือผู้เสพไม่กลับสู่วงจรยาเสพติด นอกจากนี้ ในทางปฏิบัตินโยบายนี้ทำให้การเสพยาเสพติดไม่ถูกตีตราจากสังคมแต่อาจเปิดช่องให้เกิดการเสพซ้ำ จึงควรเพิ่มรายละเอียดในการคัดกรองผู้เสพยาเสพติด เพื่อจำแนกผู้เสพให้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูฯ และเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม
การศึกษาการรับรู้มาตรฐานการปฏิบัติงาน เกณฑ์ และขอบเขตการประเมินระดับบุคคลของพนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สำนักงาน (บริหารงานทั่วไป): กรณีศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิชชาพร สมมุติรัมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรับรู้เรื่องมาตรฐานการปฏิบัติงาน เกณฑ์ และขอบเขตการประเมินของผู้รับการประเมินที่ถูกต้องจะทำให้การทำงานมีความสอดคล้องกับเป้าหมายและเป็นไปตามความคาดหวังขององค์การ งานวิจัยชิ้นนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้เรื่องมาตรฐานการปฏิบัติงาน เกณฑ์ และขอบเขตการประเมินระดับบุคคลของเจ้าหน้าที่สำนักงาน (บริหารงานทั่วไป) ในสังกัดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่ามีความสอดคล้องกับเอกสารประกอบการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานสายปฏิบัติการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้กำหนด รวมถึงการรับรู้ในเรื่องเดียวกันนี้ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าวหรือไม่อย่างไร รูปแบบของการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างแล้วนำมาวิเคราะห์แก่นสาระ (thematic analysis) จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 4 กลุ่ม จำนวนทั้งสิ้น 15 คนประกอบด้วย ผู้บริหารภารกิจงานบุคคลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 คน ผู้บริหารภารกิจงานบุคคลระดับคณะฯ 1 คน ผู้บริหารที่ประเมินผลการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่สำนักงาน (บริหารงานทั่วไป) คณะอักษรศาสตร์ 3 คน และกลุ่มบุคลากรที่ปฏิบัติงานตามสายปฏิบัติการตำแหน่งเจ้าหน้าที่สำนักงาน (บริหารงานทั่วไป) ผู้ได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงาน 9 คน ข้อค้นพบในการศึกษาพบว่า การรับรู้เรื่องมาตรฐานการปฏิบัติงาน เกณฑ์ และขอบเขตการประเมินของเจ้าหน้าที่สำนักงาน (บริหารงานทั่วไป) ในภาพรวมค่อนข้างมีความสอดคล้องกันกับเอกสารประกอบการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานสายปฏิบัติการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนด อย่างไรก็ตามยังมีเจ้าหน้าที่บางคนยังไม่เข้าใจเรื่องขอบเขตการประเมินผลการปฏิบัติงานในการให้ความหมายและความเข้าใจของงานด้านยุทธศาสตร์ ส่วนการรับรู้ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงาน (บริหารงานทั่วไป) ทุกท่านมีการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องเดียวกันนี้สอดคล้องกับระเบียบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1, ปัทมนันท์ โชติกิจเรืองชัย
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1, ปัทมนันท์ โชติกิจเรืองชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 โดยศึกษาจากเอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมาย 12 คน ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปฏิบัติงานด้านการบริหารงบประมาณของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 ผลการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิดมาตรฐานการจัดการทางการเงิน 7 Hurdles ผู้วิจัยเลือกเฉพาะด้านการวางแผนงบประมาณ ด้านการจัดระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ด้านการบริหารทางการเงินและควบคุมงบประมาณ และด้านการรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงาน เพื่อศึกษาปัญหาและสาเหตุการบริหารงบประมาณของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 พบว่าปัญหาที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ปัญหาด้านการบริหารจัดการองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับคน การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และการบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ในระยะสั้น โดยการนำระบบการบริหารการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) มาพัฒนาบุคลากร การทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกกลุ่มจังหวัด บทบาทผู้นำที่เข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับการปฏิบัติงานของบุคลากรอย่างใกล้ชิด ส่วนปัญหาด้านสถาบันทางการคลังที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างองค์กร กฎระเบียบ และการรวมอำนาจ ซึ่งมีหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และคณะอนุกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาค (อ.ก.บ.ภ.) ถูกกำหนดให้แก้ไขในระยะยาว โดยการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงบประมาณให้ยืดหยุ่นและลดขั้นตอนการพิจารณา มีการกระจายอำนาจ ปรับโครงสร้างองค์กรของกลุ่มจังหวัด เพิ่มสวัสดิการแรงจูงใจในการทำงาน และนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านเอกสาร
ลักษณะภาวะผู้นำของข้าราชการฝ่ายปกครองระดับอำเภอ กรณีศึกษา ปลัดอำเภอฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง จังหวัดนครปฐม, ปิยณัฐ ตรงศิริ
ลักษณะภาวะผู้นำของข้าราชการฝ่ายปกครองระดับอำเภอ กรณีศึกษา ปลัดอำเภอฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง จังหวัดนครปฐม, ปิยณัฐ ตรงศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการศึกษาเรื่องลักษณะภาวะผู้นำของข้าราชการฝ่ายปกครองระดับอำเภอ กรณีศึกษา ปลัดอำเภอฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง จังหวัดนครปฐม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าปลัดอำเภอฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง จังหวัดนครปฐม มีรูปแบบภาวะผู้นำรูปแบบใด มีสถานการณ์กลุ่มที่ปลัดอำเภอทั้งสองเผชิญเป็นรูปแบบใด และรูปแบบภาวะผู้นำสอดคล้องกับสถานการณ์กลุ่มตามหลักประสิทธิภาพของทฤษฎีตัวแบบผู้นำตามสถานการณ์ของฟิดเลอร์หรือไม่ โดยผู้วิจัยใช้ทฤษฎีตัวแบบผู้นำตามสถานการณ์ของฟิดเลอร์ (Fiedler’s contingency model) ในการศึกษา และผู้วิจัยอาศัยการศึกษาข้อมูลภาคสนามด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือผู้ใต้บังคับบัญชาของปลัดอำเภอในจังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอ (อส.) และกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยผลการศึกษาพบว่า ปลัดอำเภอฝ่ายปกครอง มีรูปแบบภาวะผู้นำแบบมุ่งเน้นความสัมพันธ์ (Relationship-Oriented Leadership) และ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคงมีรูปแบบภาวะผู้นำแบบมุ่งเน้นงาน (Task-Oriented Leadership) ประกอบกับรูปแบบภาวะผู้นำของปลัดอำเภอฝ่ายปกครองและปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคงนั้นมีความสอดคล้องกับสถานการณ์กลุ่มที่ปลัดอำเภอทั้งสองเผชิญ ตามหลักประสิทธิภาพของทฤษฎีตัวแบบผู้นำตามสถานการณ์ของฟิดเลอร์ จึงกล่าวได้ว่า รูปแบบภาวะผู้นำที่ปลัดอำเภอฝ่ายปกครองและปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง จังหวัดนครปฐม แสดงออกในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือภายในพื้นที่ที่ปฏิบัติงานนั้น มีความเหมาะสมต่อบริบทหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในพื้นที่อำเภอต่อผู้ใต้บังคับบัญชาตามหลักประสิทธิภาพของทฤษฎีตัวแบบผู้นำตามสถานการณ์ของฟิดเลอร์แล้ว
ประสิทธิผลของการนำกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมกรณีศึกษา กองบังคับการตำรวจนครบาล 5, ปพนเอก บุญอนันต์
ประสิทธิผลของการนำกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมกรณีศึกษา กองบังคับการตำรวจนครบาล 5, ปพนเอก บุญอนันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลของการนำกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมาใช้ในการป้องกันอาชญากรรม เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการนำกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมและเพื่อเสนอแนะแนวทางในการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมซึ่งเป็นการวิจัยแบบผสมประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการเก็บแบบสอบถาม ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยกลุ่มเป้าหมายคือ ข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 และโดยเครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึก ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิผลของการนำกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาแยกเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ ด้านการควบคุมอาชญากรรม การบริหารจัดการ เป้าหมาย/ผลลัพธ์และการบูรณการตามลำดับ 2) ปัญหาและอุปสรรคของการนำกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมาใช้ในการป้องกันอาชญากรรม ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาแยกเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ ด้านระบบกล้อง ความเชี่ยวชาญ พื้นที่ สภาพแวดล้อม การถูกทำลาย การบูรณาการและความต่อเนื่องของโครงการตามลำดับและ 3) ข้อเสนอแนะแนวทางในการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมประกอบด้วยด้านระบบควบคุม ด้านจำนวน/ปริมาณกล้องโทรทัศน์วงจรปิดและด้านงบประมาณ
ระดับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19และการกระจายผลประโยชน์ของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4, ทอแสง จันทร์แสน
ระดับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19และการกระจายผลประโยชน์ของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4, ทอแสง จันทร์แสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการมุ่งศึกษา “ระดับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และการกระจายผลประโยชน์ของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาการกระจายผลประโยชน์ของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ว่ากระจายตัวอยู่ในกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ระดับใดมากที่สุด และศึกษาเพิ่มเติมในส่วนของเหตุผลของการที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งระยะที่ 4 (สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ) ทัศนคติต่อโครงการคนละครึ่งระยะที่ 4 (สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ) โดยงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามการวิจัยแบบออนไลน์ ที่ได้จากการศึกษาทบทวนวรรณกรรม ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวนทั้งสิ้น 412 ชุด และนำมาวิเคราะห์ผลโดย การใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน เครื่องมือการวิเคราะห์การกระจายผลประโยชน์ และวิธีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์การวิจัยทั้ง 3 ข้อ พบว่า 1) การกระจายผลประโยชน์ของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 กระจายตัวอยู่ในกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ระดับน้อยเป็นจำนวนมากที่สุด 2) การศึกษาเหตุผลของการที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งระยะที่ 4 พบว่า ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า “ตนเองไม่ต้องการหรือไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมโครงการ” 3) การศึกษาทัศนคติต่อโครงการคนละครึ่งระยะที่ 4 พบว่า ผู้ที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีทัศนคติไปในเชิงบวก ทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัยคือการนำผลการวิจัยไปปรับใช้ และปรับปรุงการดำเนินโครงการคนละครึ่งระยะต่อ ๆ ไป
ความคิดเห็นของพนักงานบริษัทจำกัด(มหาชน) ในกลุ่ม ปตท.ที่มีต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เปรียบเทียบระหว่างบริษัทที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจกับเอกชน, ณัฐภาคย์ ภูปกรณ์เศรษฐ์
ความคิดเห็นของพนักงานบริษัทจำกัด(มหาชน) ในกลุ่ม ปตท.ที่มีต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เปรียบเทียบระหว่างบริษัทที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจกับเอกชน, ณัฐภาคย์ ภูปกรณ์เศรษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของพนักงานบริษัทจำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม ปตท. ที่มีต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง 2) เพื่อสำรวจปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความคิดเห็นเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและ 3) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจากพนักงานบริษัทจำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม ปตท.ระหว่างบริษัทที่มีสถานะรัฐวิสาหกิจกับเอกชน ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้ใช้ระเบียบวิธิวิจัยเชิงผสมผสาน สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 408 คน แล้วทำการวิเคราะห์ผลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติการทดสอบ t-test และสถิติทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One Way-ANOVA) ในขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเครื่องมือในการเก็ยบข้อมูลโดยเลือกจำนวน 6 คนจากรัฐวิสาหกิจ 3 คน และเอกชน 3 คน โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมระดับความคิดเห็นต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างฯของพนักงานบริษัทจำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม ปตท. อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาระดับความคิดเห็นต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างฯ ของพนักงานบริษัทจำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม ปตท. ตามปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านสถานะของบริษัท สังกัดบริษัท หน่วยงานที่สังกัด ประสบการณ์ในการจัดซื้อจัดจ้าง ขนาดขององค์กร และปัจจัยสภาพแวดล้อมด้านสื่อมวลชน และกลุ่มและสังคมที่เกี่ยวข้อง มีผลต่อระดับความคิดเห็นต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างฯของพนักงานบริษัทจำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม ปตท. ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลด้านระดับตำแหน่งงานและระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ไม่มีผลต่อระดับความคิดเห็นต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างฯของพนักงานบริษัทจำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม ปตท. ในขณะที่ผลการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นไปในทิศทางเดียวกับการวิจัยเชิงปริมาณ โดยได้มีประเด็นที่ควรเพิ่มเติม คือ 1) กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างควรอยู่ในรูปแบบออนไลน์ 2) ทิศทางในอนาคตของการจัดซื้อจัดจ้างต้องลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินงาน และ 3) ผู้นำส่งผลต่อการจัดซื้อจัดจ้าง ผลจากการเปรียบเทียบคิดเห็นเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจากพนักงานบริษัทจำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม ปตท.ระหว่างบริษัทที่มีสถานะรัฐวิสาหกิจกับเอกชน จำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1) กลุ่มรัฐวิสาหกิจและเอกชนมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ได้แก่ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นระบบ มีแบบแผนในการทำงาน และ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างควรมีความร่วมมือกันระหว่างฝ่ายงานต่าง ๆ ในองค์กร 2) กลุ่มรัฐวิสาหกิจและเอกชนมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน ได้แก่ …
ภาวะผู้นำของสตรีในบทบาทการบริหารสถานศึกษา ระดับโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม, พิชญา พรหมเจริญ
ภาวะผู้นำของสตรีในบทบาทการบริหารสถานศึกษา ระดับโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม, พิชญา พรหมเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของสตรีในบทบาทการบริหารสถานศึกษาในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และแนวทางการพัฒนาบทบาทสตรีต่อการบริหารจัดการการศึกษาและแก้ไขปัญหาและความท้าทายต่างๆ ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth-Interview) และกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาสตรี ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 5 ท่าน และ ผู้บริหารสถานศึกษาผู้ชายในสังกัดและพื้นที่เดียวกัน จำนวน 2 ท่าน ผู้ใต้บังคับบัญชา จำนวน 10 ท่าน และ ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ จำนวน 1 ท่าน โดยมีการศึกษาภาวะผู้นำ สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาตามเกณฑ์การประเมินของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และบทบาทสตรีและความท้าทาย ผลการศึกษาพบว่าผู้บริหารสถานศึกษาสตรีในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มีคุณลักษณะส่วนบุคคลที่มีภาวะผู้นำ โดยมีบุคลิกภาพที่เหมาะสม มีความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นผู้นำในการทำงาน มีการสร้างแรงจูงใจ โน้มน้าวจิตใจ และมอบหมายงานที่เหมาะสมกับความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา ในด้านคุณลักษณะด้านจิตสังคม ผู้บริหารสถานศึกษาสตรีในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐมมีการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ และการบริหารแบบมีมีส่วนร่วม นอกจากนี้เมื่อพิจารณาตามสมรรถนะของสำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (กคศ.) พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาสตรีในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มีการบริการที่ดี พัฒนาศักยภาพบุคลากร พัฒนาตนเอง และทำงานเป็นทีมได้ การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ โดยมีการวิเคราะห์ปัญหาและมีการสังเคราะห์แนวคิดหรือวิธีการแก้ไขปัญหา ในด้านบทบาทสตรีและความท้าทาย พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาสตรีกลุ่มตัวอย่างได้รับการยอมรับในความสามารถในการทำงานแต่ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ได้เต็มที่ในบทบาททางครอบครัว ไม่มีเวลามากพอในการดูแลครอบครัวเนื่องจากทุ่มเทเวลาให้กับงานบริหารสถานศึกษาจนขาดความสมดุลกัน ผลการศึกษายังพบว่าคุณลักษณะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาสตรีที่สามารถพัฒนาได้เพิ่มเติมขึ้นได้แก่การเป็นผู้นำทางอารมณ์ และการมีวิสัยทัศน์ในการมองภาพรวมขององค์กรให้ชัดเจนและการมีความเด็ดขาดในการบริหารสถานศึกษา
การรักษาพนักงานสอบสวนหญิงให้อยู่ในตำแหน่งงานกรณีศึกษา : พนักงานสอบสวนหญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ภูวไนย อินจาด
การรักษาพนักงานสอบสวนหญิงให้อยู่ในตำแหน่งงานกรณีศึกษา : พนักงานสอบสวนหญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ภูวไนย อินจาด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตำแหน่งพนักงานสอบสวนหญิงนั้นถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในกระบวนการสอบสวน ในคดีที่ผู้เสียหายเป็น เด็ก สตรี เมื่อตรวจสอบจำนวนนั้นของพนักงานสอบสวนหญิงดูแล้วนั้นพบว่ามีน้อยมากเมื่อเทียบประชากรในปัจจุบัน ยิ่งในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวงมีประชากรที่หนาแน่น มีอัตราการเกิดคดีต่างๆ สูงขึ้นตามจำนวนของประชากร การเปิดรับสมัครพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้เปิดรับเป็นประจำทุกปี เมื่อมีการเปิดรับสมัครเข้ามาแล้วพนักงานสอบสวนหญิงก็ต้องผ่านกระบวนการฝึกอบรมโดยใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี จึงจะสามารถมาปฏิบัติงานจริงในสถานีตำรวจได้ ซึ่งเมื่อมาปฏิบัติงานจริงในตำแหน่งพนักงานสอบสวนแล้วหากเกิดปัญหา และปัญหาไม่ได้ถูกนำไปแก้ไข ถ้าพนักงานสอบสวนหญิงตัดสินใจที่ลาออก ก็จะทำให้จำนวนของพนักงานสอบสวนหญิงซึ่งมีจำนวนที่น้อยอยู่แล้วนั้นลดน้อยลงไปอีก การวิจัยเรื่องการรักษาพนักงานสอบสวนหญิงให้อยู่ในตำแหน่งงาน กรณีศึกษา : พนักงานสอบสวนหญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล จึงสนใจที่จะศึกษาการรักษาพนักงานสอบสวนให้อยู่ในตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป การวิจัย มีวัตถุประสงค์ เพื่อ ศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนหญิงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และแนวทางในการแก้ไขปัญหาและความท้าทายที่พนักงานสอบสวนหญิงเผชิญรวมถึงแนวทางรักษาพนักงานสอบสวนหญิงในตำแหน่ง การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยให้ผู้สัมภาษณ์คือ พนักงานสอบสวนหญิงที่ปฏิบัติหน้าที่จริงในปัจจุบัน เพื่อนร่วมงานของพนักงานสอบสวนหญิง และ ผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนหญิง ในพื้นที่ 4 สถานีตำรวจของกองบัญชาตำรวจนครบาลได้แก่ สถานีตำรวจนครบาลสายไหม สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี สถานีตำรวจนครบาลวัดพระยาไกร และ สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาที่และอุปสรรคที่พบในการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนหญิงคือ การปรับใช้ความรู้ในการปฏิบัติงาน ปริมาณงานที่ตนเองรับผิดชอบ ความเครียดและความกดดันจากการทำงาน การขาดการสนับสนุนในการทำงาน และ ขาดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของพนักงานสอบสวนหญิง แนวทางการแก้ปัญหาคือผู้บังคับบัญชาควรให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้น หมั่นสอบถามถึงปัญหาต่างๆ ในการทำงานว่าติดขัดสิ่งใดหรือไม่ หากมีสิ่งที่เป็นปัญหาผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานก็ควรให้การสนับสนุนและร่วมกันแก้ปัญหานั้นเพื่อให้สามารถดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ควรให้การสนับสนุนช่วยเหลือโดยการจัดหาอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ หมึกพิมพ์ เจ้าหน้าที่ขับรถ ยานพาหนะและเชื้อเพลิงที่ใช้เดินทางออกตรวจสถานที่เกิดเหตุ ประกอบกับตัวพนักงานสอบสวนหญิงก็ต้องปรับตัวให้พร้อมสำหรับการทำงานอยู่เสมอ นำข้อแนะนำของพนักงานสอบสวนหญิงเคยปฏิบัติหน้าที่มาก่อนมาปรับใช้ เช่นการอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะความรู้ ที่เกี่ยวกับลักษณะคดีเกี่ยวกับเพศ เด็ก สตรี ก็ควรพิจารณาให้พนักงานสอบสวนหญิงเข้าไปอบรมก่อนเป็นลำดับแรก
แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านแรงงานฝีมือทักษะสูง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก, นรเศรษฐ์ คำบำรุง
แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านแรงงานฝีมือทักษะสูง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก, นรเศรษฐ์ คำบำรุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านแรงงานทักษะฝีมือสูง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความท้าทายด้านการพัฒนาแรงงานทักษะฝีมือสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2) เพื่อหาแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ในการพัฒนาแรงงานทักษะฝีมือสูงให้มีความรวดเร็วและได้จำนวนเพียงพอต่อความต้องการ การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านแรงงานฝีมือทักษะสูงโดยตรง จำนวนทั้งสิ้น 17 คน แบ่งเป็น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจ้าง/ใช้แรงงานฝีมือทักษะสูง (4 คน) กลุ่มผู้พัฒนาแรงงานฝีมือทักษะสูง (7 คน) กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือ (6 คน) ผลการศึกษาพบว่า 1) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ต้องการแรงงานฝีมือทักษะสูงด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน การออกแบบสร้างสรรค์และปรับปรุงกระบวนการทำงาน และทักษะเกี่ยวกับระบบอัตโนมัติสมัยใหม่ ซึ่งแรงงานในส่วนนี้ยังไม่ได้รับตอบสนองด้านการพัฒนาทักษะฝีมือได้อย่างรวดเร็วทันท่วงทีตามความต้องการของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 2) การพัฒนาแรงงานฝีมือทักษะสูงยังคงมีความท้าทายในหลายด้าน ซึ่งส่งผลต่อจำนวน คุณภาพ และความรวดเร็วในการพัฒนาที่ส่งผลต่อความสามารถด้านการแข่งขันขององค์กร โดยมีอุปสรรคจากการจัดสรรงบประมาณและการสนับสนุนที่ไม่ทั่วถึง ทำให้ระยะเวลาและจำนวนแรงงานที่ได้รับการพัฒนาทักษะขั้นสูงไม่ตรงตามจำนวนความต้องการของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
การนำระบบการจองคิวหรือนัดหมายล่วงหน้าแบบออนไลน์ด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนไปปฏิบัติ : การแก้ไขปัญหาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายกรณีศึกษา สำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นในจังหวัดราชบุรี, ผไทมาส นิ่มคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ รวมทั้งปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการนำระบบการจองคิวหรือนัดหมายล่วงหน้าแบบออนไลน์ด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนไปปฏิบัติในสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่น โดยใช้รูปแบบการศึกษาวิจัยแบบผสมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และมีขอบเขตในการศึกษาวิจัย คือ สำนักทะเบียนอำเภอเมืองราชบุรีและสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองราชบุรี อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ได้แก่ บุคลากรผู้ปฏิบัติงานประจำสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่น และประชาชนผู้รับบริการ ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า การนำระบบการจองคิวหรือนัดหมายล่วงหน้าแบบออนไลน์ด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนไปปฏิบัติในสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ อันเกิดจากสมรรถนะหลักขององค์การทั้ง 5 ประการ ได้แก่ โครงสร้างองค์การที่มีผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอหรือผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่นเป็นผู้กำกับติดตามการปฏิบัติงานเพื่อให้ทุกนโยบายสามารถนำมาสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุคลากรของสำนักทะเบียนที่มีความรู้ความสามารถและมีความพร้อมในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในการดำเนินนโยบาย สถานที่ที่ให้บริการมีการจัดสรรพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกและเอื้อต่อการเข้ารับบริการแก่ประชาชนผู้รับบริการทุกระดับ อุปกรณ์และเครื่องมือภายในสำนักทะเบียนที่มีการปรับปรุงและพัฒนาให้มีความพร้อมเพื่อรองรับต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ ต่างมีความพร้อมในการสนับสนุนการปฏิบัติงานและรองรับต่อการให้บริการประชาชน โดยมีความเหมาะสม เป็นธรรม ช่วยประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และเป็นไปตามมาตรการการป้องกันโรคของทางราชการ
การมีส่วนร่วมในกระบวนการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและจำเลยคดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง, วิรา ยากะจิ ณ พิกุล
การมีส่วนร่วมในกระบวนการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและจำเลยคดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง, วิรา ยากะจิ ณ พิกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้คู่ความเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคุ้มครองสิทธิของศาลน้อย ผลที่เกิดขึ้น และแนวทางเพิ่มการมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ ผู้ศึกษาใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษา วิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วม แรงจูงใจทางสังคม ความคาดหวัง แนวคิดยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ แนวคิดตัวแบบสมเหตุผล การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนกับประโยชน์ที่ได้รับ และมาตรการคุ้มครองสิทธิทั้งในและต่างประเทศ จากเอกสารทางวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้เสียหาย ผู้ปกครองเด็กเเละเยาวชนที่เป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยของศาล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการคุ้มครองสิทธิ แล้วนำข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งหมดไปทบทวนในการประชุมกลุ่มย่อย ผลการศึกษาพบว่า เหตุปัจจัยที่มีผลทำให้คู่ความเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการคุ้มครองสิทธิน้อยคือ ปัจจัยขั้นตอนกระบวนการเข้ามามีส่วนร่วม ปัจจัยเรื่องความรู้ ความเข้าใจในข้อกฎหมาย สิทธิและหน้าที่ ปัจจัยโอกาสแสดงความเห็นในการจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูและปัจจัยความคาดหวังในผลคดีที่จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน ส่วนผลของการเข้ามามีส่วนร่วมน้อยนั้น หากผู้เสียหายไม่เข้ามาร่วมในการทำแผนฯ คดีก็จะต้องกลับสู่การสืบพยานตามปกติ เสียโอกาสในการนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ กรณีหากผู้ปกครองและเยาวชนไม่ให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามเงื่อนไขในแผนฯ ศาลอาจใช้ดุลพินิจยกเลิกการทำแผนและนำคดีเข้าสู่การพิจารณาปกติต่อไป แนวทางหรือนโยบายเพิ่มการมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพคือ สร้างความรับรู้ ความเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ ชี้ช่องทางให้เห็นประโยชน์ที่คู่ความจะได้รับ เพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่ และเพิ่มช่องทางให้ติดต่อศาลได้สะดวกขึ้น
กระบวนการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยของกรมการท่องเที่ยว กรณีศึกษา โฮมสเตย์ในจังหวัดเชียงใหม่, จรัญญา เมืองถ้ำ
กระบวนการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยของกรมการท่องเที่ยว กรณีศึกษา โฮมสเตย์ในจังหวัดเชียงใหม่, จรัญญา เมืองถ้ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมแนวทางการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยและปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการสมัครเข้าร่วมการตรวจประเมินมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย เพื่อเสนอแนวทางพัฒนากระบวนการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานโฮมสเตย์ไทยให้ตอบสนองการท่องเที่ยวในยุควิถีใหม่ พื้นที่ศึกษาของงานวิจัยนี้คือจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากกรมการท่องเที่ยว ผู้บริหารจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ สมาชิกกลุ่มโฮมสเตย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน สมาชิกโฮมสเตย์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เคยเข้าพักโฮมสเตย์ที่ได้รับการรับรองและนักท่องเที่ยวที่ได้เข้าพักโฮมสเตย์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการส่งเสริมมาตรฐานโฮมสเตย์มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชน เนื่องจากการมีส่วนร่วมของชุมชนมีส่วนทำให้เกิดมาตรฐานในการดำเนินการ และเมื่อโฮมสเตย์เข้าสู่มาตรฐานเป็นการยกระดับโฮมสเตย์ให้มีคุณภาพในการให้บริการ ในขณะเดียวกันมีการดำเนินการการมีส่วนร่วม ในการดำเนินการท่องเที่ยวในรูปแบบโฮมสเตย์ของชุมชนอยู่แล้ว และภาครัฐได้เข้าไปช่วยสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพ สร้างทักษะให้กับชุมชนในการให้บริการหรือสร้างจุดขายของโฮมสเตย์ ซึ่งพบว่ามีแนวทางที่เหมาะสม แต่ยังต้องมีการประชาสัมพันธ์เพื่อ สร้างการรับรู้ถึงมาตรฐานโฮมสเตย์ และเผยแพร่สร้างความเข้าใจให้แก่นักท่องเที่ยวและโฮมสเตย์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงพัฒนาด้านองค์ความรู้ของบุคลากรในการเผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทั้งโฮมสเตย์ในการเข้าสู่มาตรฐานและนักท่องเที่ยวในการเลือกเดินทางท่องเที่ยวในโฮมสเตย์ที่ได้รับมาตรฐานซึ่งจะเป็นสิ่งการันตีถึงการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและถูกสุขอนามัย ในยุคการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal)
แรงจูงใจในการทำงานอาชีพเลขานุการส่วนบุคคล, รัชดา คำรักษ์
แรงจูงใจในการทำงานอาชีพเลขานุการส่วนบุคคล, รัชดา คำรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของการทำงานอาชีพเลขานุการส่วนบุคคลแต่ละประเภท 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการสร้างแรงจูงใจในการทำงานอาชีพเลขานุการส่วนบุคคล ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างคือเลขานุการส่วนบุคคล 3 ประเภท ได้แก่ เลขานุการผู้บริหาร เลขานุการโดยตำแหน่ง และเลขานุการส่วนตัว รวมจำนวน 90 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยเลขานุการส่วนบุคคล ประเภทละ 3 คน รวมจำนวน 9 คน สำหรับผลการศึกษาพบว่า 1) ในภาพรวม เลขานุการโดยตำแหน่งมีแรงจูงใจในการทำงานอาชีพเลขานุการส่วนบุคคลมากที่สุด รองลงมาคือ เลขานุการส่วนตัว และเลขานุการผู้บริหาร 2) ในรายด้าน เลขานุการแต่ละประเภทมีแรงจูงใจในระดับมากที่สุดที่แตกต่างกัน เลขานุการผู้บริหารคือด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน เลขานุการโดยตำแหน่งคือด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ และเลขานุการส่วนตัวคือด้านการยอมรับนับถือ 3) ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างด้วยสถิติเชิงอนุมานพบว่า เลขานุการส่วนบุคคลแต่ละประเภทมีแรงจูงใจที่แตกต่างกันทางด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ 4) จากข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นเพิ่มเติมรวมถึงการสัมภาษณ์ พบว่าปัจจัยด้านการปกครองบังคับบัญชาเป็นแรงจูงใจสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผลต่อการทำงานอาชีพเลขานุการส่วนบุคคล ดังนั้น นอกเหนือจากการส่งเสริมปัจจัยจูงใจด้านการทำงาน องค์กรควรให้ความสำคัญในการสร้างแรงจูงใจด้านการสร้างขวัญและกำลังใจ รวมถึงปัจจัยทางด้านผู้บริหารระดับสูงให้แก่ผู้ทำงานอาชีพนี้ด้วย
กลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์การภาครัฐเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษา กระทรวงมหาดไทย, นิรุต หัตถะผะสุ
กลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์การภาครัฐเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษา กระทรวงมหาดไทย, นิรุต หัตถะผะสุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษากลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์การภาครัฐเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) กรณีศึกษา กระทรวงมหาดไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการขับเคลื่อนการดำเนินงานและวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของกระทรวงมหาดไทย ในเป้าหมายด้านการกำจัดความยากจนและเป้าหมายด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ และเพื่อศึกษาถึงปัจจัยและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน วิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหา ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของกระทรวงมหาดไทย โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยผู้ให้สัมภาษณ์ประกอบด้วย ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ส่วนกลางสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ส่วนกลางระดับกรมที่เกี่ยวข้องสังกัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัด ซึ่งจะใช้กรอบแนวคิดในการศึกษาที่ศึกษาผ่านปัจจัยความสำเร็จในการนำนโยบายไปปฏิบัติ และการดำเนินงานร่วมกันระหว่างองค์กร (Cooperation) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยความสำเร็จในการนำนโยบายด้านการกำจัดความยากจนและด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติไปปฏิบัติ ได้แก่ นโยบายมีความชัดเจนและสอดคล้องกับแผนระดับชาติ นโยบายได้รับความสำคัญจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหาร การนำระบบเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม มีความเพียงพอของทรัพยากร หน่วยงานมีความพร้อมและมีการมอบหมายงานที่ชัดเจน บุคลากรมีทัศนคติที่ดีต่องาน แต่ยังขาดความรู้เรื่องความยั่งยืน และการใช้กลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานเป็นหลัก รวมทั้งพบว่า การดำเนินการร่วมกันระหว่างองค์กร (Cooperation) ด้วยการมีกระบวนการประสานการดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานที่ดีผ่านเครื่องมือคณะกรรมการ หนังสือราชการ และสื่อออนไลน์ และบุคลากรส่วนใหญ่มีความเข้าใจและเข้าถึงประชาชนเป็นอย่างดี ส่งผลดีต่อพฤติกรรมการดำเนินงานร่วมกัน นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้สร้างกลไกต่าง ๆ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยเฉพาะการจัดทำแผนการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Roadmap) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของกระทรวงมหาดไทยได้
กระบวนการบริหารจัดการทุนจากรัฐบาลประเทศมุสลิมในแอฟริกาเหนือของกระทรวงศึกษาธิการ: ศึกษากรณีทุนรัฐบาลโมร็อกโก, ปาตีฮะห์ ดอเลาะ
กระบวนการบริหารจัดการทุนจากรัฐบาลประเทศมุสลิมในแอฟริกาเหนือของกระทรวงศึกษาธิการ: ศึกษากรณีทุนรัฐบาลโมร็อกโก, ปาตีฮะห์ ดอเลาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการบริหารจัดการทุนการศึกษาจากรัฐบาลโมร็อกโกรวมทั้งศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคของกลไกการบริหารจัดการดังกล่าว เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการทุนรัฐบาลจากประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการบริหารจัดการทุน ผลการศึกษาพบว่ากระบวนการบริหารจัดการทุนการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลไทยกับประเทศเจ้าของทุน ในที่นี้คือรัฐบาลโมร็อกโก กระบวนการดังกล่าวจึงเป็นงานที่ต้องมีการประสานงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานจุฬาราชมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโกประจำประเทศไทย สำหรับกระทรวงศึกษาธิการภารกิจในการบริหารจัดการทุนรัฐบาลโมร็อกโกเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานและปัจจุบันดำเนินการภายใต้กลไกขององค์การชั่วคราว และมีการขยายขอบเขตภารกิจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการประชาสัมพันธ์ทุนไปเป็นประชาสัมพันธ์ทุนและดำเนินการสอบคัดเลือกผู้สมัคร รวมทั้งได้มีการริเริ่มแลกเปลี่ยนทุนการศึกษาระหว่างกัน ด้วยภารกิจที่เพิ่มขึ้นประกอบกับกลไกองค์การแบบชั่วคราว ส่งผลให้การดำเนินงานในปัจจุบันประสบปัญหาการจัดสรรงบประมาณไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ขาดบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้าน ขาดความต่อเนื่องในการติดตามและประเมินผล ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะว่าควรจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม จัดเตรียมบุคลากรผู้รับผิดชอบที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบและเงื่อนไขในการติดตามและประเมินผลโครงการเพื่อให้การดำเนินโครงการบรรลุผลตามที่กำหนด
การศึกษาข้อจำกัดในการสร้างรายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, เสกสรรค์ นามบัวศรี
การศึกษาข้อจำกัดในการสร้างรายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, เสกสรรค์ นามบัวศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาข้อจำกัดในการสร้างรายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างรายได้ของรัฐวิสาหกิจ ข้อจำกัดในการสร้างรายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ของ รฟม. และเสนอแนวทางการพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อเพิ่มรายได้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์บุคลากรของ รฟม. พบว่า การสร้างรายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ของ รฟม. มีข้อจำกัดแบ่งเป็น ข้อจำกัดด้านกฎหมาย ได้แก่ การใช้ประโยชน์จากที่ดินของโครงการรถไฟฟ้าซึ่งได้จากการเวนคืนที่ดิน พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 มาตรา 75 (6) ซึ่งกำหนดให้การให้เช่าหรือให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีมูลค่าเกินสิบล้านบาทต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะดำเนินการได้ การกำหนดรูปแบบการลงทุนและการแบ่งผลตอบแทน และการกำกับดูแลจากหน่วยงานภายนอก สำหรับข้อจำกัดที่ไม่ใช่กฎหมาย ได้แก่ วิสัยทัศน์ผู้บริหารระดับสูงของ รฟม. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเชิงธุรกิจ และการสร้างความร่วมมือระหว่างส่วนงานภายในองค์การ ข้อเสนอแนะในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นโดยการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในบริเวณโครงการรถไฟฟ้า (Transit-Oriented Development: TOD) การปรับกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดของการใช้ที่ดินเพื่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ทบทวนการแบ่งผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อรับรู้รายได้มากขึ้น พัฒนาระบบฐานข้อมูลเชิงธุรกิจ และเร่งรัดการเชื่อมต่อระหว่างโครงการรถไฟฟ้ากับระบบขนส่งสาธารณะอื่น
การศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ (E-Project) กรณีศึกษา กรมศุลกากร, พิยวรรณ สุภัททธรรม
การศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ (E-Project) กรณีศึกษา กรมศุลกากร, พิยวรรณ สุภัททธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ (e-Project) ของกรมศุลกากร และเพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ (e-Project) ของกรมศุลกากร โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและกลุ่มตัวอย่าง มีการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้เทคนิคการสัมภาษณ์ ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผลการศึกษาพบว่า ระบบติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ (e-Project) ของกรมศุลกากร เป็นระบบงานที่ใช้ในการบริหารจัดการ ตรวจสอบติดตามการดำเนินการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกรมศุลกากร โดยระบบนี้ได้มีการใช้งานมามากกว่า 10 ปี และมีข้อจำกัดในการใช้งานบางประการ จากการสอบถามความพึงพอใจที่กลุ่มตัวอย่างมีต่อระบบติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ (e-Project) ของกรมศุลกากร สามารถสรุปได้ว่า มีผลความพึงพอใจอยู่ที่ระดับปานกลาง ยกเว้นเพียงด้านซอฟต์แวร์ ที่มีผลความพึงพอใจอยู่ที่ระดับน้อย ปัญหาและอุปสรรคของระบบติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ (e-Project) ของกรมศุลกากร ที่พบมากที่สุดคือเรื่อง ซอฟต์แวร์ ซึ่งหากมีโอกาสในการพัฒนาระบบต่อไป ควรต้องให้ความสำคัญในการดำเนินการพัฒนา แก้ไข และปรับปรุงเป็นส่วนแรก แนวทางการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ (e-Project) ของกรมศุลกากร ควรมีการพัฒนาโดยการใช้บริการจากแหล่งภายนอก (Outsourcing) ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบ มีความน่าเชื่อถือ สำหรับการเชื่อมโยงกันระหว่างระบบติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ (e-Project) ของกรมศุลกากร และระบบ eMENSCR ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า มีโอกาสมาก เพราะมีอยู่ในแผนงานของทาง สศช. ด้วยระเบียบว่าด้วยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2562 เมื่อระบบ eMENSCR เปิดให้เชื่อมโยงข้อมูลได้ กรมศุลกากรควรพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ (e-Project) ให้เชื่อมโยงกัน
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมจากโครงการชุมชนท่องเที่ยว Otop นวัตวิถี: กรณีศึกษา หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ บ้านนาป่าหนาด อำเภอเชียงคาน จ.เลย, สโรบล มนตรีรักษ์
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมจากโครงการชุมชนท่องเที่ยว Otop นวัตวิถี: กรณีศึกษา หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ บ้านนาป่าหนาด อำเภอเชียงคาน จ.เลย, สโรบล มนตรีรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามวิจัยที่ว่า โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของชุมชนไทดำบ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ OTOP นวัตวิถีในพื้นที่หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ จำนวนรวม 8 คน งานวิจัยพบว่า ชาวไทดำมีการบริหารจัดการทางวัฒนธรรมอยู่แล้วก่อนการเข้ามาของโครงการ OTOP นวัตวิถี เช่น การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 3 กลุ่ม การทำที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวในลักษณะโฮมสเตย์ เป็นต้น ดังนั้นโครงการ OTOP นวัตวิถีจึงส่งผลให้มีการเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็งขึ้น เพิ่มรายได้ ด้านผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมการดำเนินโครงการ OTOP นวัตวิถีทำให้เกิดการส่งเสริมทำให้เกิดการจัดตั้งองค์กรทางเศรษฐกิจใหม่ภายในชุมชนไทดำ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในลักษณะของการให้วัตถุดิบในการผลิต และการประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งทางสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากรายได้จากการทำการเกษตร ส่งผลให้โครงสร้างของการบริหารจัดการที่เป็นระเบียบมากขึ้น มีการพัฒนาเกี่ยวกับการให้บริการนักท่องเที่ยว การแสดง การบริการอาหารและที่พัก เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกัน การมีผลประโยชน์เข้ามาในชุมชนก็ทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น เกิดความขัดแย้งจากการกระจายผลประโยชน์ไม่ทั่วถึงในชุมชน ทำให้เกิดผลกระทบทางลบด้านสังคมขึ้นภายในชุมชน สำหรับผลกระทบด้านวัฒนธรรม งานวิจัยพบว่าชาวไทดำส่วนใหญ่เห็นว่า OTOP นวัตวิถีได้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อวัฒนธรรมไทดำในแง่ที่ทำให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีผู้เห็นว่า OTOP นวัตวิถีมีผลกระทบทางลบในแง่การนำสินค้าที่ผลิตจากภายนอกมาสร้างแบรนด์ไทดำทั้งที่ไม่ได้มีเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์หรือวิถีชีวิตของชาวไทดำ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามามากขึ้น
การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในสภาวะวิกฤตภัยแล้ง : กรณีศึกษาจังหวัดระยอง, ปิยนุช สถาวร
การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในสภาวะวิกฤตภัยแล้ง : กรณีศึกษาจังหวัดระยอง, ปิยนุช สถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยเกิดภัยพิบัติด้านน้ำบ่อยครั้ง อันมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและจากฝีมือมนุษย์ สร้างความเสียหายต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ระดับความรุนแรงอาจจะต้องคำนวณจากความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำต้นทุน (Supply) และปริมาณความต้องการใช้น้ำ (Demand) กรมชลประทานได้ชี้ว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 มีสาเหตุจากปรากฎการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 - 2562 ทำให้ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีอยู่ที่ร้อยละ 16 ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศลดน้อยลง โดยมีความรุนแรงมากเป็นอันดับสองในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ปี 2522 จนถึงปัจจุบัน สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งรวมถึงพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยองได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำมีระดับความรุนแรงสูงสุดในรอบ 14 ปี ในจังหวัดระยองมีอ่างเก็บน้ำที่สำคัญจำนวน 5 อ่างฯ ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2562 ปริมาณน้ำคงเหลือทั้ง 5 อ่างฯ มีปริมาณคงเหลือเฉลี่ยร้อยละ 50 นับว่าเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ และหากฤดูฝนในปี 2563 ล่าช้าออกไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จะให้เกิดการขาดแคลนน้ำอย่างหนักจนกระทบต่อหลายพื้นที่ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะหรือรูปแบบการดำเนินการของภาครัฐและผู้ใช้น้ำในสถานการณ์วิกฤต ศึกษาระดับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ใช้น้ำในสถานการณ์วิกฤต อีกทั้งเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการน้ำในสถานการณ์วิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำในสภาวะวิกฤตภัยแล้ง ร่วมกับการสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารภาครัฐและผู้ใช้น้ำที่เกี่ยวข้อง โดยผลการศึกษามาตรการในการบริหารจัดการน้ำในสภาวะวิกฤตภัยแล้ง จังหวัดระยอง มีลักษณะความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ใช้น้ำ ตั้งแต่ระยะก่อนเกิดภาวะวิกฤต ระยะเกิดภาวะวิกฤต และระยะหลังเกิดภาวะวิกฤต ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษา ด้านความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำระหว่างภาครัฐและตัวแทนผู้ใช้น้ำภาคอุปโภคบริโภค และตัวแทนผู้ใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม มีการร่วมกันพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกันผู้ใช้น้ำภาคเกษตรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานยังมีบทบาทน้อยเกินไป การแก้ปัญหาด้านการจัดการน้ำแบบบูรณาการที่แท้จริง ต้องประกอบไปด้วยผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่มีทั้งส่วนได้และส่วนเสีย เข้าร่วมทุกองค์ประกอบของกิจกรรม อันจะนำมาซึ่งความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรภายในองค์การ กรณีศึกษา บริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด, บัณฑิต ฉายาขจรพันธ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรภายในองค์การ กรณีศึกษา บริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด, บัณฑิต ฉายาขจรพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในภายในองค์การ กรณีศึกษา บริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด โดยเพื่อนำผลที่ได้จากการวิจัยไปเพื่อใช้ในการสร้างแรงจูงใจ ปรับปรุงโครงสร้างสวัสดิการ ตลอดจนปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือพนักงานที่ปฏิบัติงานในสำนักงานใหญ่ บริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด จำนวน 192 คน การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้วิธีการระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม คือการวิจับแบบเชิงปริมาณและการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล การวิจัยแบบเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม ส่วนการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การสัมภาษณ์แบบเชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent Sample t-test, One-Way ANOVA ,Chi-Square และการวิเคราะห์การถดถอยของตัวแปรแบบพหุคูณ (Multiple Regression) จากการวิจัยพบว่า 1) พนักงานบริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด มีความคิดเห็นด้วยมากด้านประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน 2) ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านระยะเวลาในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในระดับต่ำมาก 3) ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงานส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยปัจจัยด้านความสำเร็จของงานส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมากที่สุด 4) ปัจจัยด้านการปฏิบัติงานส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยแผนกลยุทธ์ขององค์กร ตรงตามวิสัยทัศน์ เป้าหมายวัตถุประสงค์และบริษัทฯ มีความเป็นมืออาชีพในธุรกิจ พนักงานมีทักษะ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมากที่สุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
คุณภาพการให้บริการผู้สูงอายุของสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร, สุทธินันทน์ รุ่งวิถีชัยพร
คุณภาพการให้บริการผู้สูงอายุของสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร, สุทธินันทน์ รุ่งวิถีชัยพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาวิจัยแบบผสมผทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งวัตถุประสงค์ของวิจัยฉบับนี้ประกอบด้วยกัน 3 หัวข้อดังนี้ 1. เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการผู้สูงอายุของสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยการรับรู้ข่าวสาร ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการผู้สูงอายุของสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร และ 3. เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการให้บริการผู้สูงอายุของสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ 1. ผู้สูงอายุที่มารับบริการที่สำนักงานเขตบางแคและบางเขน จำนวนเขตละ 100 คน โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และ 2. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตที่ให้บริการเกี่ยวกับผู้สูงอายุจากสำนักงานเขตอย่างละ 4 คน โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยในครั้งนี้ พบว่าคุณภาพการให้บริการผู้สูงอายุของทั้ง 2 สำนักงานเขตไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) และอยู่ในระดับมากทั้งด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และการตรวจสอบได้ ในส่วนของปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการในความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างคือ ช่วงอายุ สถานภาพ การประกอบอาชีพ และประเภทการให้บริการ และในปัจจัยการรับรู้ข่าวสารพบว่ามีความสัมพันธ์กันกับคุณภาพการให้บริการ แต่อยู่ในระดับน้อย (r<0.51) อีกทั้งพบความขัดแย้งกันของการตอบแบบสอบถามของผู้สูงอายุ เช่น การได้รับบริการที่คาดหวัง หรือการรับบริการทำให้ท่านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควรอยู่ในระดับที่สูงสุด เนื่องจากเป็นการสรุปผลรวมของแต่ละด้านของคุณภาพการให้บริการ เนื่องจากในส่วนของปลีกย่อยรายข้อได้คะแนนที่มากกว่า แต่พอมาสรุปผลรวมถึงให้คะแนนที่น้อยกว่า อีกทั้งในข้อ“ท่านคิดว่าการให้บริการเป็นไปอย่างทั่วถึง” เป็นระดับที่มีคะแนนมากที่สุด (x̄ = 2.91 S.D. = 0.68) แต่พบว่ามีผู้สูงอายุอยากให้ปรับปรุงด้านการประชาสัมพันธ์ ดังนั้นสรุปได้ว่าผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะเพิกเฉยต่อการวัดคุณภาพการให้บริการ ตรงกับทฤษฎี Public Choice กล่าวไว้ว่าควรนำเอาตัวแปรการที่ประชาชนละเลยการนำเอาอารมณ์และการเมืองเข้ามาช่วยในการประกอบการพิจารณา ส่งผลให้ผู้สูงอายุอาจมีความละเลยหรือไม่ใส่ใจในการตอบเพื่อสะท้อนความเป็นจริงที่ได้รับ ทำให้ผลการวัดคุณภาพการให้บริการออกมาเป็นระดับมากซึ่งอาจจะไม่ได้สะท้อนต่อความเป็นจริง ข้อเสนอแนะจากการศึกษาวิจัย 1. นำเอาหลักแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) เป็นหัวใจหลักในการให้บริการ โดยสำนักงานเขตควรต้องมีการสำรวจความต้องการในการรับบริการของผู้สูงอายุอยู่เสมอ 2. การประชาสัมพันธ์ควรปรับให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น โดยอาจจะพิจารณาจารนำเสนอการประชาสัมพันธ์ผ่านโปรแกรม และเพิ่มการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ และ 3. พิจารณาเข้าสัมภาษณ์กับทางผู้สูงอายุเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพนำมาประกอบการวิเคราะห์ผลการวิจัย
การศึกษาโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว : ศึกษาเปรียบเทียบการดำเนินงานภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา, กันตพงษ์ ธนยศธีรนันท์
การศึกษาโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว : ศึกษาเปรียบเทียบการดำเนินงานภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา, กันตพงษ์ ธนยศธีรนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแทรกแซงตลาดของภาครัฐ มีทั้งวิธีการออกกฎหมายบังคับ การใช้มาตรการภาษี มาตรการทางการเงิน หรือมาตรการอื่น ๆ อันมีเป้าหมายเพื่อให้ระดับราคาสินค้ามีราคาที่สูงหรือต่ำกว่าราคาตลาด เป็นการช่วยเหลือผู้ผลิตหรือผู้บริโภคไม่ให้เสียผลประโยชน์มากจนเกินไป สำหรับการผลิตภาคการเกษตรของไทย มีการแทรกแซงตลาดจากรัฐบาลมาตั้งแต่สมัยอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ด้วยเกษตรกรเป็นอาชีพของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญในการเลือกตั้ง นโยบายที่เป็นการดูแลเกษตรกรจึงเป็นนโยบายในลำดับแรกที่ทุกพรรคการเมืองจะใช้ในการหาเสียง ประกอบกับ ผลผลิตข้าว ถือเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ทั้งการบริโภคภายในประเทศ และการส่งออกข้าว ภายหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบายสำคัญคือการเก็บ “พรีเมี่ยมข้าว” หรือภาษีส่งออก ก่อนพัฒนาเป็นการจำนำข้าวที่มีการดำเนินงานที่ต่างกันในแต่ละสมัย ผ่านโครงการรับจำนำข้าว โครงการประกันรายได้ ซึ่งโครงการประกันรายได้นี้เองก็ได้ถูกดำเนินการมา 2 สมัยแล้วคือในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งดำเนินการในช่วงปี 2552 – 2553 และในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา ซึ่งดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน การศึกษาในครั้งนี้จึงมุ่งหวังเพื่อศึกษาเปรียบเทียบ โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมมาตรการอื่น ๆ ที่ดำเนินการควบคู่ ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และโครงการดังกล่าวสร้างภาระทางการคลังไว้อย่างไร จากผลการศึกษาทำให้ทราบว่า โครงการประกันรายได้ เป็นโครงการที่รัฐบาลรับภาระชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาด แต่ในขณะเดียวกัน มาตรการอื่น ๆ ที่ดำเนินการควบคู่ กลับเป็นการดูดซับอุปทานข้าวออกจากตลาด โดยการส่งเสริมให้ชะลอการขายข้าว ไปขายนอกฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งจะเป็นส่วนที่พยุงราคาไม่ให้ราคาข้าวต่ำจนเกิดไป จนทำให้รัฐบาลต้องรับภาระในการจ่ายชดเชยมากเกินความจำเป็น โดยการดำเนินโครงการในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา ได้มีการปรับปรุงแก้ไขโครงการให้สะดวกขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสำหรับภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ เนื่องจากตั้งงบประมาณเพื่อชดเชยภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีข้อจำกัดจากหลาย ๆ ปัจจัย จึงทำให้การดำเนินโครงการในลักษณะนี้จะต้องใช้ระยะเวลานานในการชำระคืน ดังนั้น การดำเนินโครงการในลักษณะนี้ จึงเหมาะสมกับการดำเนินการในระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนเป็นการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบอื่น และควรพิจารณาดำเนินโครงการสร้างความยั่งยืนในการผลิต เช่น เกษตร Zoning เป็นต้น
การศึกษาทัศนคติของบุคลากรและปัจจัยองค์กรเพื่อพัฒนาสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ กรณีศึกษา ผู้บริหารระดับต้นของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), กฤตยา อินทรวิเชียร
การศึกษาทัศนคติของบุคลากรและปัจจัยองค์กรเพื่อพัฒนาสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ กรณีศึกษา ผู้บริหารระดับต้นของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), กฤตยา อินทรวิเชียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายใต้สถานการณ์ Digital Disruption การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้มีส่วนทำให้องค์กรอยู่รอดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นตัวอย่างรัฐวิสาหกิจไทยที่ต้องปรับตัว โดยทัศนคติของผู้บริหารระดับต้นถือมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ ตามหลักวินัย 5 ประการของPeter Senge ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณ พบว่าผู้บริหารระดับต้นของ รฟม. มีทัศนคติต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในระดับที่สูงมาก ปัจจัยองค์กร ได้แก่ ผู้นำองค์กร วัฒนธรรมองค์กร การจัดการความรู้ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่ามีความสัมพันธ์ต่อระดับทัศนคติของผู้บริหารระดับต้นของ รฟม. ต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ผลการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง ได้สะท้อนว่าผู้นำมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ จากการวิเคราะห์ TOWS Matrix ได้พบกลยุทธ์แนวทางการพัฒนา รฟม. ไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ 8 ข้อ ได้แก่ (1) ส่งเสริมทักษะทางด้านเทคโนโลยีแก่บุคลากร (2) ส่งเสริมการถ่ายทอดและถ่ายโอนงานด้านวิศวกรรมระบบรางจากภาคเอกชน (3) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรองรับความเสี่ยงในการทำงาน (4) ผู้บริหารองค์กรต้องสื่อสารและสร้างความเข้าใจทิศทางการพัฒนาขององค์กร (5) ส่งเสริมการทำงานเชิงบูรณาการ (6) พัฒนาระบบการจัดการความรู้ขององค์กร (7) การทำงานเป็น Agile Organization และ (8) จัดตั้ง Intelligent Unit ด้านพัฒนาธุรกิจและด้านวิศวกรรมระบบราง
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) ของบุคลากรในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) กรณีศึกษา : กรมศุลกากร, จารุณี อามานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) ของข้าราชการในช่วงวิกฤติการเกิดโรคระบาดของบุคลากรกรมศุลกากร ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นการศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครืองมือ คือ แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างบุคลากรกรมศุลกากร สำนักงานใหญ่ จำนวน 266 คน โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของบุคลากรกรมศุลกากร ในช่วงวิกฤติการเกิดโรคระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 2. เพื่อศึกษาแนวทางในการปรับปรุงให้การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของบุคลากรกรมศุลกากรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยกลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรกรมศุลกากรสายงานสนับสนุน ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ภาพรวมปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง เปรียบเทียบก่อนและระหว่างปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของบุคลากรกรมศุลกากรมากที่สุดคือ ด้านเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการทำงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home; WFH) มากกว่าด้านการมีส่วนร่วมและการสนับสนุน และมากกว่าด้านการติดต่อสื่อสาร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การทดสอบสมมติฐาน พบว่าปัจจัยด้านเทคโนโลยี ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมและการสนับสนุน และปัจจัยด้านการติดต่อสื่อสาร ไม่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home; WFH) ของบุคลากรกรมศุลกากร ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ปฏิเสธสมมติฐานที่ 1 และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) ของบุคลากรกรมศุลกากรในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ก่อน WFH และระหว่าง WFH มีความแตกต่างกัน ยอมรับสมมติฐานที่ 2 แนวทางการปรับปรุง พบว่า ควรปรับเปลี่ยนหน่วยงานให้มีฐานข้อมูลที่เป็นดิจิตอล กำหนดเป้าหมายของงานที่ชัดเจน มีตารางงาน ลดขั้นตอนการทำงานลงโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้มีประสิทธิภาพโดยจัดหาอุปกรณ์อุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับบุคลากรให้เพียงพอ