Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 361 - 390 of 547

Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration

การดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเตรียมการเข้าสู่วัยสูงอายุของกลุ่มเจเนเรชั่นวาย กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี, อาซีซ๊ะ เส็นเหล็ม Jan 2021

การดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเตรียมการเข้าสู่วัยสูงอายุของกลุ่มเจเนเรชั่นวาย กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี, อาซีซ๊ะ เส็นเหล็ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเตรียมการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุของกลุ่มเจเนเรชั่นวาย กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเตรียมการเข้าสู่วัยสูงอายุของกลุ่มเจนเนอเรชั่นวาย ในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยพิจารณาบทบาทหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และเพื่อให้คนรุ่นใหม่เกิดการตระหนักในการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่วัยสูงอายุพร้อมที่จะเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต และเพื่อศึกษาประสิทธิผลของการนำนโยบายและโครงการที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติ ความท้าทาย และอุปสรรคที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการนำนโยบายไปปฏิบัติเพื่อนำไปประกอบแนวทางการปรับปรุงนโยบายต่อไป การศึกษานี้ใช้วิธีการศึกษาผ่านเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเฉพาะเจาะจง โดยแบ่งผู้ให้สัมภาษณ์ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี กลุ่มภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมขับเคลื่อนงานในพื้นที่ กลุ่มประธานผู้สูงอายุหรือผู้สูงอายุในพื้นที่และกลุ่มเจเนเรชั่นวายในพื้นที่ ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเตรียมการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุกลุ่มเจเนเรชั่นวาย ในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี หากพิจารณาจากบทบาทหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานในการดำเนินงานในพื้นที่ และประสิทธิผลยังไม่ประสบความสำเร็จ ถึงแม้เจ้าหน้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชากรในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ยังไม่มีนโยบายที่จัดทำขึ้นมาเพื่อให้กลุ่มเจเนเรชั่นวายที่ชัดเจน ที่จะทำให้กลุ่มเจเนเรชั่นวายเกิดความตระหนักในการเตรียมการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุในอนาคต และกลุ่มเจเนเรชั่นวายมองว่าโครงการที่หน่วยงานภาครัฐดำเนินการบางโครงการไม่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเจเนเรชั่นวายพื้นที่ในระยะยาว เนื่องจากการดำเนินงานที่ผ่านมาของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ได้สนับสนุนอย่างต่อเนื่องและรอบด้าน อีกทั้งกลุ่มเจเนเรชั่นวายยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของโครงการ และกลุ่มเจเนเรชั่นวายในพื้นที่ยังมีทัศนคติเชิงลบต่อการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย การศึกษาพบว่าสามารถปรับปรุงแนวทางนโยบายได้โดยการออกนโยบายการเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้สูงอายุของกลุ่มเจเนเรชั่นวายซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้รัฐควรมีการผลักดันให้พื้นที่หน่วยงานส่วนท้องถิ่นมีการวางแผนการดำเนินงานเฉพาะ เพื่อให้กลุ่มเจเนเรชั่นวายออกแบบชีวิตของตนเองได้ในอนาคต ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสุขภาพ และด้านสภาพแวดล้อม อีกทั้ง ท้องถิ่นควรเร่งดำเนินการผลักดันโครงการที่ทำให้กลุ่มเจเนเรชั่นวายในพื้นที่เกิดความตระหนัก และทราบถึงผลกระทบเมื่อต้องเป็นผู้สูงอายุในอนาคต นอกจากนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องพัฒนาตนเอง มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้กับการดำเนินงาน และในด้านการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เกิดความโปร่งใสในการปฏิบัติงานได้อีกด้วย


แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการลักลอบหนีศุลกากรทางทะเล ภายใต้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล, ภัคพล รัชตหิรัญ Jan 2021

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการลักลอบหนีศุลกากรทางทะเล ภายใต้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล, ภัคพล รัชตหิรัญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ประกอบด้วย 1) เพื่อศึกษาบทบาทและโครงสร้างองค์การของกรมศุลกากรและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล 2) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคการปฏิบัติงานของกรมศุลกากรด้านการป้องกันและปราบปรามการลักลอบหนีศุลกากรทางทะเล ภายใต้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล 3) เพื่อหาข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการลักลอบหนีศุลกากรทางทะเลของกรมศุลกากร ภายใต้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการเก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก 8 คน ซึ่งครอบคลุมข้าราชการกรมศุลกากรและเจ้าหน้าที่จากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ผลการศึกษา พบว่า กรมศุลกากรมีบทบาทในฐานะหน่วยงานหลักภายใต้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยมีกองสืบสวนและปราบปรามที่ทำหน้าที่ในด้านการป้องกันและปราบปรามการลักลอบหนีศุลกากรทางทะเล โดยปฏิบัติงานร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเป็นหลัก ในด้านโครงสร้างองค์การนั้นกรมศุลกากรมีบทบาทในฐานะสำนักปฏิบัติการ 4 ที่มุ่งเน้นภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการลักลอบหนีศุลกากรทางทะเลในรูปแบบของการบูรณาการ และได้มีการจัดทำแผนเผชิญเหตุ กรณีการลักลอบขนส่งอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทางทะเล เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการบูรณาการร่วมกันระหว่างทั้งหน่วยงานภายในศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับภาวะปกติจนถึงภาวะที่ไม่ปกติที่อาจส่งผลต่อความเสียหายของประเทศอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ในด้านการปฏิบัติงานนั้น พบข้อจำกัดและอุปสรรคที่สำคัญคือ การขาดแคลนเรือตรวจการณ์ สถานที่จอดเรือ และระบบเทคโนโลยีในการติดตามเรือ ที่มีความเหมาะสมในการปฏิบัติงานในบางพื้นที่ รวมทั้งจำนวนบุคลากรที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณงาน และวัฒนธรรมในการบูรณาการร่วมกันที่ควรมีการพัฒนาในรูปแบบการยึดผลงานและบทบาทการมีส่วนร่วมของผู้นำองค์การอันจะนำมาสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบบูรณาการมากยิ่งขึ้น


การพัฒนาบุคลากรและการจัดการความรู้ภายในองค์กรสำหรับข้าราชการบรรจุใหม่ ข้าราชการย้าย ของกองตรวจสอบอากร กรมศุลกากร, ทัศน์วรรณ ปัญญาอินทร์ Jan 2021

การพัฒนาบุคลากรและการจัดการความรู้ภายในองค์กรสำหรับข้าราชการบรรจุใหม่ ข้าราชการย้าย ของกองตรวจสอบอากร กรมศุลกากร, ทัศน์วรรณ ปัญญาอินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษาเรื่อง “การพัฒนาบุคลากรและการจัดการความรู้ภายในองค์กรสำหรับข้าราชการบรรจุใหม่ ข้าราชการย้าย กองตรวจสอบอากร กรมศุลกากร” มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาประกอบด้วย 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปฏิบัติงาน 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบพัฒนาบุคลากรบรรจุใหม่และการบริหารองค์ความรู้ภายในองค์กร 3) เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาบุคลากรและการบริหารจัดการองค์ความรู้ภายในองค์กรที่เหมาะสม สำหรับนักวิชาการศุลกากรบรรจุใหม่และย้าย โดยเป็นการวิจัยเชิงผสมใช้การดำเนินการวิจัย 2 รูปแบบ ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการใช้แบบสอบถามออนไลน์จำนวน 56 แบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านกลุ่มตัวอย่างที่ถูกเลือกแบบเจาะจงจากนักวิชาการศุลกากรกองตรวจสอบอากร จำนวน 9 คน ผลการศึกษา พบว่า 1) องค์ความรู้ในการปฏิบัติงานในกองตรวจสอบอากรยากในการถ่ายทอดให้ครบถ้วนในเวลาอันสั้น นอกจากนั้น บรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กรไม่เอื้อประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) ประสิทธิภาพของระบบพัฒนาบุคลากรบรรจุใหม่อยู่ในระดับที่มีความเพียงพอในระดับหนึ่ง แต่ยังคงต้องมีการพัฒนา และ 3) องค์กรควรพัฒนาและออกแบบหลักสูตรการอบรมให้สอดคล้องกับหน่วยงานที่ผู้เรียนบรรจุ ควรมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมวัฒนธรรมองค์กรให้เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมทั้งมีการพัฒนาบุคลากรโดยอาศัยรูปแบบการเป็นพี่เลี้ยงที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้น


ทัศนคติของบุคลากรบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งหนึ่งในการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา : บุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สินชัย สุริยงค์ Jan 2021

ทัศนคติของบุคลากรบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งหนึ่งในการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา : บุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สินชัย สุริยงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่อง “ทัศนคติของบุคลากรบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งหนึ่งในการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 กรณีศึกษา : บุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อสำรวจความพึงพอใจในการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และ 3) ศึกษาถึงประโยชน์ และข้อจำกัด เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 290 คน ผลการศึกษาวิจัยพบว่า 1) เพศ ระดับการศึกษา สถานภาพ ลักษณะงานที่ปฏิบัติ และภูมิลำเนา แตกต่างกันมีผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 2) ปัจจัยด้านอายุ ระดับการศึกษา และภูมิลำเนา แตกต่างกัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และ 3) บุคลากรส่วนใหญ่เห็นว่าการปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีประโยชน์หรือมีความพึงพอใจในเรื่องของการประหยัดเวลาในการเดินทาง การประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าเครื่องแต่งกาย ฯ และการได้ใช้เวลาร่วมกับคนในครอบครัวมากขึ้น อย่างไรก็ตามก็เห็นว่า การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานและ/หรือผู้บังคับบัญชาลดน้อยลง ไม่สามารถแยกเวลาปฏิบัติงานกับเวลาส่วนตัวได้ และปัญหาความเครียด เป็นข้อจำกัดหรือความท้าทายที่บุคลากรส่วนใหญ่ต้องเผชิญ


การปรับตัวของธุรกิจประกันชีวิตในยุคสังคมผู้สูงอายุ, สุกัญญา ชำนาญ Jan 2021

การปรับตัวของธุรกิจประกันชีวิตในยุคสังคมผู้สูงอายุ, สุกัญญา ชำนาญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวโน้มของสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันและอนาคตที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน ผลิตภัณฑ์ และกลยุทธ์ของธุรกิจประกันชีวิต และเพื่อศึกษาการปรับตัวของธุรกิจประกันชีวิตจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของการเข้าสู่สังคมผู้อายุ ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทประกันชีวิต จำนวน 5 คน และผู้บริหารระดับสูงธุรกิจประกันชีวีตในวัยเกษียณ 1 คน รวมทั้งสิ้น 6 คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง ตามแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างที่สร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมุลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปสะสม ผลการวิจัย ปรากฏว่า แนวโน้มของสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันและอนาคตที่ส่งผลต่อธุรกิจประกันชีวิต สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่มีความพร้อมในฐานะทางการเงิน และกลุ่มที่ 2 ที่สนใจการออมเงินและการลงทุนผ่านประกันชีวิต และกลุ่มที่ 3 กลุ่มที่ยังต้องพึ่งพิงลูกหลาน ไม่มีรายได้ อยู่ได้ด้วยเงินสวัสดิการของภาครัฐและลูกหลาน ภาครัฐควรเข้ามาร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนกระตุ้นหรือช่วยเหลือให้ประชากรกลุ่มนี้มีสวัสดิการประกันชีวิต ส่วนการปรับตัวของธุรกิจประกันชีวิตแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ 1) ด้านการดำเนินงานมุ่งเน้นช่องทางในการสื่อสารและการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย 2) ด้านผลิตภัณฑ์ใหม่มุ่งเน้นการให้ความคุ้มครอง การประกันสุขภาพ และรองรับการเกษียณทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และ 3) ด้านกลยุทธ์มุ่งเน้นการสร้างการรับรู้และสื่อสารให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการทำประกันชีวิต


ความตระหนักรู้ด้านการข่าวของข้าราชการกรมศุลกากรที่ปฏิบัติหน้าที่สืบสวนและปราบปราม, อัษฎา หิรัญบูรณะ Jan 2021

ความตระหนักรู้ด้านการข่าวของข้าราชการกรมศุลกากรที่ปฏิบัติหน้าที่สืบสวนและปราบปราม, อัษฎา หิรัญบูรณะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กรมศุลกากรได้มีการนำระบบการข่าวกรองมาใช้ประกอบกับหลักการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 แต่จวบจนปัจจุบัน (พ.ศ. 2565) ยังไม่เคยมีการศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากการใช้งานระบบการข่าวกรองในมุมของบุคลากรเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสืบสวนและปราบปราม งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1. เพื่อทราบถึงระดับความตระหนักรู้ด้านการข่าวของข้าราชการผู้ปฏิบัติงานด้านสืบสวนและปราบปรามของกรมศุลกากร 2. เพื่อทราบถึงความแตกต่างด้านความตระหนักรู้ด้านการข่าวของข้าราชการผู้ปฏิบัติงานด้านสืบสวนและปราบปรามของกรมศุลกากร เมื่อแบ่งกลุ่มจำแนกตามระดับตำแหน่ง ช่วงอายุ ช่วงอายุราชการ ช่วงประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการสืบสวนและปราบปราม จำนวนครั้งที่ได้รับการฝึกอบรมด้านการข่าว และสังกัดปฏิบัติงาน 3. สามารถกำหนดแนวทางการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ด้านการข่าวของเจ้าหน้าที่ภายในกรมศุลกากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้วิธีการวิจัยรูปแบบผสมศึกษาประชากรเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสืบสวนและปราบปรามของกรมศุลกากร ผ่านการแจกแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างจำนวน 81 รายเพื่อศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 6 รายเพื่อศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสืบสวนและปราบปรามของกรมศุลกากรมีระดับความรู้ความเข้าใจโครงสร้างองค์การเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 55.4 มีระดับสมรรถนะด้านการข่าวเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 58.8 และมีแนวโน้มทัศนคติด้านการข่าวในเชิงบวก โดยจำนวนครั้งที่ได้รับการฝึกอบรมด้านการข่าวมีผลต่อมีแนวโน้มทัศนคติด้านการข่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะจากการวิจัยมี 3 ประการ ได้แก่ 1. หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการข่าวควรมีสถานะโครงสร้างที่ชัดเจนเพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ ซี่งจะส่งผลให้การสนับสนุนด้านการข่าวแก่หน่วยงานด้านสืบสวนและปราบปรามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2. การจัดทำระบบเทคโนโลยีฐานข้อมูลใหม่เป็นสิ่งที่น่าริเริ่มศึกษา เนื่องจากระบบเทคโนโลยีฐานข้อมูลของกรมศุลกากรในปัจจุบันมีการบูรณาการเชื่อมโยงระหว่างฐานข้อมูลน้อยและไม่เอื้อต่อการใช้งาน (user - unfriendly) จนเป็นภาระต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสืบสวนและปราบปราม 3. การจัดฝึกอบรมด้านการข่าวและการสืบสวนและปราบปรามในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับพื้นฐานและระดับสูงขึ้นไปจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะที่เหมาะสมให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสืบสวนและปราบปรามที่มีระดับประสบการณ์แตกต่างกันได้


ความพร้อมของบุคลากรภาครัฐกับการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการประชาชนของสำนักงานศาลยุติธรรม : กรณีศึกษากลุ่มงานช่วยพิจารณาคดี สำนักงานศาลยุติธรรมช่วงเวลา พ.ศ. 2562 – พ.ศ. 2564, วิรุจน์ วิโรจน์ธนากุล Jan 2021

ความพร้อมของบุคลากรภาครัฐกับการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการประชาชนของสำนักงานศาลยุติธรรม : กรณีศึกษากลุ่มงานช่วยพิจารณาคดี สำนักงานศาลยุติธรรมช่วงเวลา พ.ศ. 2562 – พ.ศ. 2564, วิรุจน์ วิโรจน์ธนากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในการศึกษาวิจัย เรื่องความพร้อมของบุคลากรภาครัฐกับการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการประชาชนของสำนักงานศาลยุติธรรม : กรณีศึกษากลุ่มงานช่วยพิจารณาคดี สำนักงานศาลยุติธรรม ช่วงเวลา พ.ศ. 2562 - พ.ศ. 2564 โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ 1. เพื่อศึกษาความพร้อมของบุคลากรภาครัฐกับการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการประชาชนของสำนักงานศาลยุติธรรม : กรณีศึกษากลุ่มงานช่วยพิจารณาคดี สำนักงานศาลยุติธรรม ช่วงเวลา พ.ศ. 2562 - พ.ศ. 2564 2. เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพร้อมของบุคลากรภาครัฐกับการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการประชาชนของสำนักงานศาลยุติธรรม : กรณีศึกษากลุ่มงานช่วยพิจารณาคดี สำนักงานศาลยุติธรรม ช่วงเวลา พ.ศ. 2562 -พ.ศ. 2564 3. เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของบุคลากรภาครัฐกับการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการประชาชนของสำนักงานศาลยุติธรรม : กรณีศึกษากลุ่มงานช่วยพิจารณาคดี สำนักงานศาลยุติธรรม ช่วงเวลา พ.ศ. 2562-พ.ศ. 2564 โดยใช้การศึกษาในเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์บุคลากรกลุ่มงานช่วยพิจารณาคดี โดยใช้กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรระดับบริหาร และบุคลากรระดับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจากการศึกษาครั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรภาครัฐมีความพร้อมกับการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการประชาชนของสำนักงานศาลยุติธรรม : กรณีศึกษากลุ่มงานช่วยพิจารณาคดี สำนักงานศาลยุติธรรม ช่วงเวลา พ.ศ. 2562 - พ.ศ. 2564 อยู่ในระดับปานกลาง โดยพบว่ามีความแตกต่างระหว่างแนวคิดของผู้บริหารและระดับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งพบว่า ผู้บริหารมองว่าองค์กรและบุคลากรมีความพร้อมต่อการปรับใช้เทคโนโลยีอยู่ในระดับมาก แต่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งระดับชำนาญการ ชำนาญงาน และปฏิบัติงาน มีความพร้อมในระดับปานกลางเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อต่อความพร้อม หรือมองว่าเป็นปัญหาอุปสรรคในการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขององค์กร ส่วนใหญ่จะเป็นสมรรถนะคอมพิวเตอร์ ทัศนคติที่มีต่อองค์กรและต่อเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงอายุของผู้ปฏิบัติงานด้วย ซึ่งการศึกษาส่วนใหญ่ ผู้ปฏิบัติงานมีสมรรถนะคอมพิวเตอร์ระดับปานกลาง ทำให้ความเชี่ยวชาญในการใช้งานระบบดิจิทัลอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น โดยพบว่ามีปัญหาในเรื่องขององค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานระบบเชิงลึก ความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ และปัญหาระบบบริการที่ยังไม่เสถียร ยังมีความยากต่อการใช้งานของบุคลากรอยู่ นอกจากนี้ยังพบปัญหาความไม่เพียงพอของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยรวมจึงมองว่า การปรับใช้งานระบบเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องรอให้พร้อมมากกว่านี้


มุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้งานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ภายในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, ศรัณย์พงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ Jan 2021

มุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้งานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ภายในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, ศรัณย์พงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) มุมมองและความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีระบบบริหารการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในองค์กรระบบราชการ, 2) ประสบการณ์ว่าด้วยปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ในองค์กรระบบราชการ, 3) กระบวนการปรับตัวในการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ในองค์กรระบบราชการ โดยกำหนดให้เป็นการวิจัยเอกสารและการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานสารบรรณในองค์กรระบบราชการ ซึ่งในที่นี้ก็คือสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ที่สำคัญของงานวิจัยนี้มีจำนวน 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ภายในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบันมีรูปแบบการดำเนินงานที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ทำให้การปฏิบัติงานมีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ทั้งในแง่การ รับ – ส่ง เอกสาร และการจัดเก็บ/บันทึกเอกสาร ตลอดจนการสืบค้น/ตรวจสอบเอกสารย้อนหลัง ประการที่ 2 ปัญหาที่พบจากการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานบางส่วนยังติดกรอบรูปแบบการปฏิบัติงานของงานสารบรรณในรูปแบบเก่า, การขาดความเสถียรของระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์, การขาดทักษะ/ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์, การขาดกฎหมาย/ระเบียบที่เกี่ยวข้อง/ส่งเสริมให้เกิดการใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ ประการสุดท้าย การปรับตัวที่เกี่ยวกับงานสารบรรณที่เกิดขึ้นภายในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน กล่าวคือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 มีส่วนทำให้ทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานต่างพยายามขวนขวายที่จะปรับตัวเพื่อให้การดำเนินงานสารบรรณยังเป็นไปได้ตามปกติ แต่กระนั้นก็ยังพบว่าสมาชิกในองค์กรบางรายไม่ได้มีความสุขที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่อย่างใด ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะปรับตัวไปในทางที่ตัวเองต้องการมากกว่าความต้องการหรือการเปลี่ยนแปลงขององค์กร


ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) กับการปฎิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) : กรณีศึกษา อปพร. เทศบาลตำบลน้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ และอปพร. เทศบาลตำบลเมืองขุขันธ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ, ศิรินภา เสริมศรี Jan 2021

ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) กับการปฎิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) : กรณีศึกษา อปพร. เทศบาลตำบลน้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ และอปพร. เทศบาลตำบลเมืองขุขันธ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ, ศิรินภา เสริมศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับอาสาสมัครป้องกันภัย ฝ่ายพลเรือนกับการปฎิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรณีศึกษา อปพร. เทศบาลตำบลน้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ และอปพร. เทศบาลตำบลเมืองขุขันธ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกับการปฎิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและเพื่อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์รายบุคคล คือ นายกเทศมนตรีตำบล หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สมาชิก อปพร. ดีเด่น และประชาชนที่รับบริการ ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกับการปฎิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรณีศึกษา อปพร. เทศบาลตำบลน้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ และอปพร. เทศบาลตำบลเมืองขุขันธ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า มี 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ด้านการจัดการงานอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน 2. ด้านการบริหารจัดการองค์กรของท้องถิ่น 3. ด้านการบริการประชาชน จากผลการศึกษาในครั้งนี้ หน่วยงานสามารถนำผลการศึกษามาเป็นแนวทางข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนทั้งในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งแนวทางปฏิบัติที่ดีต่อการพัฒนาอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่มีความจำเป็นต่อไป


ความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019: มุมมองผู้บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลดินแดง, พรรณิดา ศรีเลิศชัยวัฒน์ Jan 2021

ความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019: มุมมองผู้บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลดินแดง, พรรณิดา ศรีเลิศชัยวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในช่วงปี พ.ศ. 2562 - 2565 มีการชุมนุมเกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการออกมาชุมนุมของกลุ่มเยาวชนที่เพิ่มสูงขึ้นรวมถึงเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ 2) เสนอแนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลในการบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผลการศึกษาพบว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และข้อกำหนดตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้ดุลยพินิจของตนเองในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ และข้อกำหนดดังกล่าวยังตัดทอนกระบวนการต่าง ๆ เกี่ยวกับการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ นำไปสู่การควบคุมการชุมนุมสาธารณะในหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลดินแดง ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่กลุ่มเยาวชนมักมาชุมนุมไม่เป็นไปตามหลักความสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ข้อกำหนดดังกล่าวยังทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขาดกรอบอันเป็นขั้นตอนการปฏิบัติ และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องดำเนินคดี ข้อเสนอแนะคือรัฐควรให้แนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อเลี่ยงการใช้ดุลยพินิจ ซึ่งเป็นอัตวิสัยส่วนบุคคลอันสามารถนำไปสู่ข้อโต้แย้งและผลทางกฎหมายอื่น ๆ ตามมา


การศึกษาประสิทธิผลของนโยบายการคุ้มครองคนไร้บ้าน ในการสนับสนุนให้คนไร้บ้านมีงานทำ, นภัสสร วัฒนศิริ Jan 2021

การศึกษาประสิทธิผลของนโยบายการคุ้มครองคนไร้บ้าน ในการสนับสนุนให้คนไร้บ้านมีงานทำ, นภัสสร วัฒนศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาประสิทธิผลของนโยบายคุ้มครองคนไร้บ้าน ในการสนับสนุนให้คนไร้บ้านมีงานทำ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสม และประสิทธิผลของการนำนโยบายสนับสนุนการมีงานทำให้แก่คนไร้บ้านไปปฏิบัติและเสนอแนวทางในการปรับปรุงนโยบายในการสนับสนุนคนไร้บ้านให้มีงานทำ โดยใช้วิธีการศึกษาผ่านเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเฉพาะเจาะจง โดยแบ่งผู้ให้สัมภาษณ์ออกเป็น 6 กลุ่มได้แก่ กลุ่มคนไร้บ้าน กลุ่มที่เป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย กลุ่มที่เป็นผู้สนับสนุนและประสานงานนโยบาย กลุ่มที่เป็นผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ กลุ่มหน่วยงานภายนอกที่มีบทบาทในการช่วยเหลือคนไร้บ้าน และหน่วยงานผู้ทำหน้าที่ในการจัดหางานให้แก่คนไร้บ้าน ผลการศึกษาพบว่า การสนับสนุนให้คนไร้บ้านมีงานทำเช่น การรับคนไร้บ้านเข้ารับการคุ้มครองในศูนย์พักพิงคนไร้ที่พึ่งและส่งไปยังสถานประกอบการ และจุดประสานงานที่เปิดโอกาสให้คนไร้บ้านสามารถเข้ามาสมัครงานได้ ไม่มีประสิทธิผลและไม่เหมาะสม เนื่องจาก คนไร้บ้านสนใจเข้ารับการคุ้มครองและใช้บริการในจุดประสานในสัดส่วนที่น้อยมาก รวมทั้งจำนวนของผู้ที่ได้เข้ารับการทำงานในสถานประกอบการก็มีสัดส่วนที่น้อยมาก อีกทั้งงานที่ภาครัฐหามาให้นั้น ไม่ตรงกับความต้องการของคนไร้บ้าน แต่บางนโยบาย เช่น การทำ สัญญาข้อตกลงร่วมกับบริษัทเอกชน รวมทั้งโมเดลนโยบายต้นแบบอย่างที่อยู่อาศัยคนละครึ่ง ที่รัฐหันมาทำหน้าที่ในฐานะผู้สนับสนุนที่อยู่อาศัยและกระตุ้นให้คนไร้บ้านทำงาน กลับประสบความสำเร็จและมีประสิทธิผลเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนไร้บ้านให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังได้รับการจ้างงาน มีรายได้ และมีความมั่นคงในชีวิตเพิ่มขึ้น


ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานช่วงWfh และความท้าทายในการจัดการของบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, ปิยฉัตร คีรีมาศทอง Jan 2021

ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานช่วงWfh และความท้าทายในการจัดการของบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, ปิยฉัตร คีรีมาศทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานช่วง WFH ของบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการทำงานที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานช่วง WFH ของบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการจัดสรรบุคลากรของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในการทำงานในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 (COVID 19) ใช้วิธีวิจัยเชิงผสมผสาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จำนวน 400 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จำนวน 6 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานช่วง WFH ของบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ อายุ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 2) ปัจจัยด้านการทำงานที่มีผลทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานช่วง WFH ของบุคลากรกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ ด้านลักษณะงาน ด้านเทคโนโลยี และด้านสิ่งอำนวยความสะดวก 3) ผลการศึกษาการวิจัยเชิงคุณภาพทำให้ทราบถึงการจัดแผนการดำเนินงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 (COVID 19) และแนวทาง ข้อเสนอแนะในการปรับรูปแบบการบริหารจัดการ การบริหารทรัพยากรบุคคล การเตรียมความพร้อม และการวางแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคตของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย


University Coworking Space: กรณีศึกษา หน่วยงานสร้างนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไทย, ปริยฉัตร สุขเจริญ Jan 2020

University Coworking Space: กรณีศึกษา หน่วยงานสร้างนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไทย, ปริยฉัตร สุขเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความเป็นมาและจุดเริ่มต้นในการจัดพื้นที่ Coworking Space ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย (2) ศึกษาความเหมือนและความแตกต่างของ Coworking Space ของแต่ละมหาวิทยาลัย และ (3) ศึกษาบทบาทสำคัญของ Coworking Space ของมหาวิทยาลัยไทย ผ่านกรณีศึกษา 5 มหาวิทยาลัย คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การสังเกตการณ์ใน Coworking Space ทั้ง 5 แห่ง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวนทั้งสิ้น 31 ราย ได้แก่ 1) ผู้รับผิดชอบระดับกระทรวง 1 ราย 2) ผู้บริหาร Coworking Space 5 ราย 3) เจ้าหน้าที่ประจำ 5 ราย 4) บุคลากรในมหาวิทยาลัย 10 ราย และ 5) บุคคลภายนอกที่เข้าใช้บริการCoworking Space 10 ราย ผลการวิจัย มีดังนี้ (1) จุดเริ่มต้นของ Coworking Space ในมหาวิทยาลัยไทย ที่เปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาใช้บริการ มาจากความต้องการให้มี Coworking Space เป็นพื้นที่กลางเพื่อใช้ในการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้มาใช้บริการ รวมถึงการสร้างให้เกิดเครือข่ายความสัมพันธ์ใน Coworking Space และความต้องการเชื่อมประสานระหว่างภาคมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน (2) Coworking Space ของแต่ละมหาวิทยาลัยมีทั้งความเหมือนและความต่าง จำแนกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ งบประมาณ รูปแบบการบริหารจัดการ และรูปแบบการให้บริการ ด้านงบประมาณพบว่ามหาวิทยาลัยทั้ง 5 แห่ง ล้วนได้รับงบประมาณจากภายนอกทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนเหมือนกัน แต่มีรูปแบบการบริหารงบประมาณที่แตกต่างและเฉพาะตัว …


การประเมินแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 พ.ศ.2561 - 2565 (ระยะครึ่งแผน), จีรณา ก่อเกียรติ Jan 2020

การประเมินแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 พ.ศ.2561 - 2565 (ระยะครึ่งแผน), จีรณา ก่อเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานตามแผนพัฒนา กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 ในห้วงประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 – 2563 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ จำนวน 160 คน ประกอบด้วย กำนันจากจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร และกลุ่มผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในการจัดทำแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า F (F – test) ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายประเด็น พบว่า ประเด็นที่บรรลุผลสัมฤทธิ์มากที่สุด คือประเด็นการพัฒนาการท่องเที่ยว 3 ธรรม (ธรรมะ ธรรมชาติ วัฒนธรรม) เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนประเด็นที่มีบรรลุผลสัมฤทธิ์น้อยที่สุด คือ ประเด็นการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง อยู่ในระดับปานกลาง และปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมและสนับสนุนความสำเร็จในการดำเนินโครงการด้านการท่องเที่ยวมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับโครงการ และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายนอกของโครงการ ส่วนปัจจัยที่เป็นปัญหา อุปสรรคในการดำเนินโครงการด้านการท่องเที่ยวมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านกระบวน และปัจจัยด้านงบประมาณ


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงาน กรณีศึกษา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสำนักงานกลาง, บุรพัชร์ ด่านวิไล Jan 2020

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงาน กรณีศึกษา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสำนักงานกลาง, บุรพัชร์ ด่านวิไล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง "ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงาน กรณีศึกษา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานกลาง" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการคงอยู่ของพนักงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำนักงานกลาง และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานฯ ใน กฟผ. การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม คือ พนักงานประจำที่ปฏิบัติงานอยู่ใน กฟผ. สำนักงานกลาง จำนวน 376 คน และกลุ่มตัวอย่างในการสัมภาษณ์ คือ พนักงานฯ จำนวน 10 คน เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจึงนำมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และพยากรณ์ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า ระดับการคงอยู่ของพนักงานฯ อยู่ในระดับมาก ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานฯ มี 6 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปัจจัยความต่อเนื่องในการจ่ายค่าตอบแทนและความมั่นคงในงาน ปัจจัยการจ่ายค่าตอบแทน ปัจจัยโอกาสก้าวหน้าในงาน และปัจจัยความมุ่งมั่นและภาวะผู้นำของผู้บังคับบัญชาส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 และปัจจัยความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05


ศึกษารูปแบบสวัสดิการยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับความต้องการของบุคลากร กรณีศึกษา การทางพิเศษแห่งประเทศไทย, วนัสดา สุขรุ่งเรือง Jan 2020

ศึกษารูปแบบสวัสดิการยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับความต้องการของบุคลากร กรณีศึกษา การทางพิเศษแห่งประเทศไทย, วนัสดา สุขรุ่งเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการยืดหยุ่น ที่เหมาะสมกับความต้องการของบุคลากรการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ พนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จํานวน 370 คน ผลการศึกษาพบว่า ระบบสวัสดิการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็น แบบให้เหมือนกันทุกคน (One size fit all) สวัสดิการที่จัดสรรให้ส่วนใหญ่ใช้ได้ในสภาวะวิกฤติ และเน้นรองรับบุคลากรที่มีบุตร โดยสวัสดิการที่บุคลากรเลือกใช้มากที่สุด คือ การเบิกค่ารักษาพยาบาล มีความพึงพอใจอยู่ในระดับพึงพอใจมาก และสวัสดิการที่บุคลากรเลือกใช้น้อยที่สุด คือ ห้องออกกําลังกาย มีความพึงพอใจการ ให้บริการห้องออกกําลังกายอยู่ในระดับพึงพอใจน้อย ส่วนสวัสดิการเพิ่มเติมที่บุคลากรต้องการมากที่สุด ได้แก่ สวัสดิการและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้านกองทุนสํารองเลี้ยงชีพฯ รองลงมาเป็นการเบิกค่าตัดแว่นสายตา ตามลําดับ นอกจากนี้ยัง พบว่า ลักษณะส่วนบุคคลที่เป็น ปัจจัยส่งผลให้บุคลากรมีความต้องการสวัสดิการเพิ่มเติมที่แตกต่างกัน ได้แก่ เพศ สถานะการมีบุตร และช่วงอายุ (Generation) และยังพบว่าบุคลากรส่วนใหญ่ไม่มีบุตร สอดคล้องกับแนวโน้มโครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิด ลดลง ผู้วิจัยจึงเสนอแนวทางการพัฒนาระบบสวัสดิการที่สามารถรองรับการดําเนินชีวิตของบุคลากรได้ทุกกลุ่ม โดยสามารถวิเคราะห์รูปแบบการจัดสวัสดิการยืดหยุ่นที่เหมาะสมได้ 2 รูปแบบ ประกอบด้วย สวัสดิการยืดหยุ่น แบบคะแนนยืดหยุ่น (Flex – point) สําหรับใช้ในระยะแรก และสวัสดิการยืดหยุ่นแบบเลือกเป็นชุด (Alternative Dinner Plan) สําหรับระยะกลางและระยะยาว


แนวทางการพัฒนาระบบการบริหารจัดการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์หัก จังหวัดราชบุรี, ณัฐพล ตั้งสุนทรธรรม Jan 2020

แนวทางการพัฒนาระบบการบริหารจัดการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์หัก จังหวัดราชบุรี, ณัฐพล ตั้งสุนทรธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ระบบการบริหารเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ SWOT, เพื่อศึกษาทัศนคติของผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพเกี่ยวกับระบบการบริหารเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2561-2563, และเพื่อสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาระบบการบริหารเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์หัก จังหวัดราชบุรี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานดังกล่าว และการสำรวจรวมถึงการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุภายในพื้นที่ดังกล่าวที่ได้รับเบี้ยยังชีพ ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุมีระดับความพึงพอใจดังนี้ ด้านหลักการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ด้านการติดตามและประเมินผลอยู่ในระดับปานกลาง ด้านคุณสมบัติและการรับจดทะเบียนผู้สูงอายุ ด้านขั้นตอนการดำเนินงาน รวมถึงด้านบุคลากรอยู่ในระดับมาก และด้านการจ่ายเงินอยู่ในระดับมากที่สุด สำหรับการสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานพบว่ามีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมาก การขาดแคลนบุคลากร และระยะเวลาในการปฏิบัติงานมีจำกัด คือปัญหาสำคัญในระบบการบริหารเบี้ยยังชีพ ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จึงมีข้อเสนอแนะว่าองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์หักควรมีการเพิ่มอัตราบุคลากร การพัฒนาความรู้ของบุคลากร การเพิ่มอัตราเบี้ยยังชีพ การประเมินและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควรมีการศึกษาเปรียบเทียบกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแห่งอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาระบบการบริหารเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์หัก จังหวัดราชบุรีต่อไป


ประสิทธิผลในการดำเนินงานของกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย, นันทวัฒน์ ใสบาล Jan 2020

ประสิทธิผลในการดำเนินงานของกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย, นันทวัฒน์ ใสบาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง ประสิทธิผลในการดำเนินงานของกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์ประสิทธิผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของกองอาสารักษาดินแดนในพื้นที่ปกติและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีคำถามการศึกษาที่สำคัญคือ ผลการดำเนินงานของกองอาสารักษาดินแดนในปัจจุบัน สอดคล้องกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 อย่างไร โดยมุ่งศึกษาตั้งแต่กระบวนการนโยบายตามแนวคิดวงจรนโยบาย ตลอดจนการศึกษาถึงการดำเนินนโยบายของกองอาสารักษาดินแดนในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้การประเมินประสิทธิผลมีความครอบคลุม สามารถบ่งชี้ประสิทธิผลของการดำเนินนโยบายได้อย่างชัดเจน ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินนโยบายของกองอาสารักษาดินแดนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้มีการกำหนดประเด็นปัญหาเพื่อตอบสนองต่อภารกิจในการการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน ตามที่ปรากฏในพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 รวมถึงนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินนโยบายของกองอาสารักษาดินแดนในพื้นที่ปกตินั้น ยังขาดกระบวนการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายที่เป็นรูปธรรม ตลอดจนการตั้งเป้าหมายซึ่งยังไม่ปรากฏเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจน แต่ในส่วนของการดำเนินนโยบายของกองอาสารักษาดินแดนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น นอกจากจะปรากฏเป้าหมายในการดำเนินงานที่ชัดเจนแล้ว ยังมีกระบวนการประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมจากหน่วยงานต้นสังกัด ตลอดจนหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่งผลดีต่อการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิผลของกองอาสารักษาดินแดนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสามารถนำมาเป็นตัวแบบในการปรับปรุงการขับเคลื่อนนโยบายกองอาสารักษาดินแดนในพื้นที่ปกติได้


การถอดบทเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ : กรณีศึกษากองวินัยและเสริมสร้างจริยธรรม สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร, พรรณปพร ด่านพิทักษ์ Jan 2020

การถอดบทเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ : กรณีศึกษากองวินัยและเสริมสร้างจริยธรรม สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร, พรรณปพร ด่านพิทักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประเภทและลักษณะปัญหาและความสำเร็จเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย 2) เพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาและความสำเร็จเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย และ 3) เพื่อได้ข้อสรุปจากการถอดบทเรียนและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการกรุงเทพมหานคร โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ลักษณะปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของ คือ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นจากการจัดทำเอกสารผิดรูปแบบ การดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ไม่มีคนให้คำแนะนำ และไม่มีมาตรฐาน ส่วนลักษณะความสำเร็จคือ ความรวดเร็วที่เกิดขึ้นจากการจัดทำเอกสารถูกต้อง และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ สำหรับสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากขาดความรู้ ทัศนคติเชิงลบ ความสัมพันธ์และการแบ่งงานภายในหน่วยงาน ส่วนสาเหตุของความสำเร็จ เนื่องจากอัตรากำลังมีเพิ่มมากขึ้น และความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชา สรุปออกมาเป็นบทเรียน ได้ดังนี้ (1) มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับดำเนินการทางวินัย (2) มีโครงสร้างและการแบ่งงานกันภายในหน่วยงานเหมาะสม (3) บุคลากรที่เกี่ยวข้องมีพฤติกรรมเชิงบวกต่องานวินัย (4) ความเข้าใจกันระหว่างหน่วยงาน และ (5) ความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชา และนำไปสู่ข้อเสนอแนะ อันได้แก่ (1) การปรับปรุงและจัดการองค์ความรู้ เช่น การอบรม และจัดทำคู่มือ (2) การปรับปรุงตัวบทกฎหมายของกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย (3) การปรับปรุงโครงสร้างและการแบ่งงานกันภายในหน่วยงาน และ (4) ควรส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กร ทั้งผู้บังคับบัญชา และบุคลากรทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีในงานด้านวินัย


การประเมินประสิทธิผลของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ กรณีศึกษา เรือนจำกลางสมุทรปราการ, ชลิดา บุญเดช Jan 2020

การประเมินประสิทธิผลของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ กรณีศึกษา เรือนจำกลางสมุทรปราการ, ชลิดา บุญเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การประเมินประสิทธิผลของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ กรณีศึกษา เรือนจำกลางสมุทรปราการ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ ศึกษาวิเคราะห์ประสิทธิผลในการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ รวมถึงศึกษาปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) การประเมินปัจจัยด้านบริบท พบว่า การดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำมีความสอดคล้องกันกับวัตถุประสงค์ของนโยบายกรมราชทัณฑ์ที่จะสนับสนุนผู้พ้นโทษให้เข้าถึงในด้านการจ้างงาน บริการสุขภาพ และทุนประกอบอาชีพ 2) การประเมินปัจจัยนำเข้า พบว่า ในส่วนของงบประมาณยังมีไม่เพียงพอ รวมทั้งจำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอส่งผลให้ศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำต้องจัดสรรอัตรากำลังให้เพียงพอในการช่วยเหลือผู้พ้นโทษได้อย่างทั่วถึง 3) การประเมินปัจจัยด้านกระบวนการ พบว่า กิจกรรมในการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ มีการดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่การจัดโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้กับผู้ต้องขัง ไปจนถึงการติดตามผู้พ้นโทษภายหลังการปล่อยตัว 4) การประเมินปัจจัยด้านผลผลิต พบว่า การจัดตั้งศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการเพื่อให้บริการความช่วยเหลือแก่ผู้พ้นโทษในการหางานทำก่อนการพ้นโทษ รวมถึงการฝึกทักษะอาชีพและเป็นช่องทางในการหางานให้กับผู้พ้นโทษ แต่ในด้านการให้ความช่วยผู้พ้นโทษให้มีงานทำและการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจ้างงานผู้พ้นโทษยังไม่เป็นรูปธรรมนัก เพราะฉะนั้น การดำเนินของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการจึงยังไม่มีประสิทธิผลนักในการช่วยให้ผู้พ้นโทษได้รับการจ้างงาน


การวิเคราะห์การนำนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปปฏิบัติกรณีศึกษา จังหวัดสิงห์บุรี, ปรัธยาน์ ดำศรี Jan 2020

การวิเคราะห์การนำนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปปฏิบัติกรณีศึกษา จังหวัดสิงห์บุรี, ปรัธยาน์ ดำศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการดำเนินการ และปัญหา อุปสรรคของการนำนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปปฏิบัติ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ และการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-depth Interview) ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนในพื้นที่จังหวัด ทั้งหมด 26 คน พบว่า นโยบายและมาตรการของรัฐบาลในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ถูกกำหนดในรูปแบบกฎหมาย นำนโยบายมาปฏิบัติผ่านคณะกรรมการ ด้วยการประชุม สั่งการ/มอบหมายงานที่มีความชัดเจน ปัจจัยด้านการสื่อสารของหน่วยงาน มีการใช้ช่องทางการสื่อสาร ทั้งในรูปแบบการสั่งการในที่ประชุม เอกสารทางราชการ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตอบสนองต่อสถานการณ์ได้รวดเร็ว ปัจจัยด้านศักยภาพของหน่วยงาน ในส่วนทรัพยากรด้านงบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ปัจจัยด้านคุณลักษณะของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ ที่เป็นคนในพื้นที่ ส่งผลให้สามารถขอความร่วมมือการปฏิบัติตามมาตรการได้ และปัจจัยด้านภาวะผู้นำ ผู้ว่าราชการจังหวัด มีการวางแผนเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ และบัญชาสั่งการที่ชัดเจน โดยการติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มข้น ส่งผลให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้ตามวัตถุประสงค์ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ ควรมีการบริหารจัดการให้มีศูนย์ข้อมูลกลางของจังหวัด เพื่อใช้ในการวางแผน ประกอบการตัดสินใจ และควรมีการจัดโครงสร้างหลักในการบริหารจัดการ ที่บูรณาการหน่วยงานต่างๆ เพื่อลดความซ้ำซ้อนกันของภารกิจ


การศึกษาการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติกรณีศึกษา กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, ธัญญา อนุวัตรยรรยง Jan 2020

การศึกษาการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติกรณีศึกษา กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, ธัญญา อนุวัตรยรรยง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ กรณีศึกษา กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมในการตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และ 2) เพื่อศึกษาและจัดลำดับปัจจัยทางการบริหารที่สำคัญ (Key Success Factors) ของกรมในการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงปริมาณด้วยแบบสอบจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 188 คน วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเชิงพรรณนาด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างที่มีบทบาทในการจัดทำแผนงานโครงการของกรม จำนวน 9 คน ซึ่งประกอบด้วยประเด็นคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการจัดทำข้อเสนอโครงการและปัจจัยทางการบริหารที่สำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจกรมเพื่อตอบสนองต่อแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยทางการบริหารที่สำคัญเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงหรือพัฒนาระบบการบริหารงานภายในของกรมให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อทิศทางการพัฒนาประเทศได้ ผลการวิจัยพบว่า จากข้อมูลเชิงปริมาณ กรมมีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนภารกิจผ่านการจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อตอบสนองต่อแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในระดับสูงทั้ง 5 ประเด็นของแผนแม่บทฯ ที่กรมมีภารกิจเกี่ยวข้อง ในขณะที่ประสิทธิภาพของปัจจัยทางการบริหารที่สำคัญในปัจจุบันของของกรม พบว่า ทุกปัจจัยมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับสูงเช่นกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ว่ามีประสิทธิภาพในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสาร พบว่า ในการจัดทำข้อเสนอโครงการ ไม่มีใครงการใดที่สามารถอธิบายได้ถึงสัดส่วนในการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัดของแผนแม่บทฯ (Contribution) ซึ่งไม่เป็นไปตามแนวคิดในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติผ่านแผนระดับที่ 3 รวมทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์เกี่ยวกับปัจจัยทางการบริหารที่สำคัญ พบว่า ทุกปัจจัยยังมีปัญหาอุปสรรคในหลายส่วนที่ยังต้องปรับปรุงแก้ไข ไม่สอดคล้องกับข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามข้างต้น จึงอาจไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า ประสิทธิภาพที่แท้จริงของกรมอยู่ในระดับใด ทั้งนี้ พบว่า ผลการจัดลำดับปัจจัยทางการบริหารที่สำคัญ 3 ลำดับแรก คือ ปัจจัยความรู้ความสามารถ (Skill) มีความสำคัญเป็นลำดับแรกเท่ากับปัจจัยบุคลากร (Staff) รองลงมาเป็นปัจจัยค่านิยมร่วม (Shared Values) และปัจจัยกลยุทธ์ (Strategy) ตามลำดับ


การศึกษาภาวะผู้นำและแรงจูงใจในองค์การ:กรณีศึกษา Smes ในซีรี่ย์เกาหลี, จุฬามาศ เนรมิตสถิตวงศ์ Jan 2020

การศึกษาภาวะผู้นำและแรงจูงใจในองค์การ:กรณีศึกษา Smes ในซีรี่ย์เกาหลี, จุฬามาศ เนรมิตสถิตวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุน สร้างงาน สร้างมูลค่าจึงได้รับการ สนับสนุนจากภาครัฐให้เป็นส่วนฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานราก โดยการ สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ การมีผู้นำที่ดีนอกจากจะนำพาองค์การไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว ยังจะช่วยทำให้วิสาหกิจอยู่รอดและประสบความสำเร็จในสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อีกด้วย จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาภาวะผู้นำและแรงจูงในองค์การ: กรณีศึกษา SMEs ในซีรีย์เกาหลี การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยสองประเด็น ประเด็นแรกเพื่อศึกษาแรงจูงใจที่พัคเซรอยใช้ในการจูงใจการปฏิบัติงานของ โชอีซอ ชเวซึงควอน มฮยอนฮี ในร้านอาหารทันบัมในซีรีย์ Itaewon Class และประเด็นที่สองเพื่อศึกษาความสอดคล้องระหว่าง Strength-based Leadership ของ Rath and Conchie (2008) กับความสำเร็จของร้านทันบัม ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจที่พัคเซรอยใช้ในการจูงใจการปฏิบัติงานของ โชอีซอ มฮยอนอี ซเวซึงควอน และลีโฮจิน ผ่านทฤษฎีแรงจูงใจของ Frederick Herzberg พบว่าพัคเซรอยใช้ด้านปัจจัยจูงใจ ได้แก่ ด้านการได้รับยอมรับ ความก้าวหน้า ความรับผิดชอบ และด้านปัจจัยค้ำจุน ความสัมพันธ์กับหัวหน้า ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านความมั่นคงในการทำงาน ค่าตอบแทน สถานภาพของตำแหน่งงาน นโยบายและการบริหารขององค์การ นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่าแนวคิดภาวะผู้นำแบบจุดแข็ง (Strength-based Leadership) เป็นปัจจัยที่ทำให้ร้านทันบัมประสบความสำเร็จเนื่องจากตัวละครหลักของซีรีย์เกาหลีเรื่อง Itaewon Class มีภาวะผู้นำครบทั้ง 4 รูปแบบตามแนวคิด Strength-based Leadership ของ Rath and Conchie (2008) ซึ่งประกอบไปด้วยผู้นำด้านการบริหาร (Executing) ผู้นำด้านอิทธิพล (Influencing) ผู้นำด้านการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Building) และผู้นำด้านคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ข้อเสนอแนะงานวิจัย เนื่องจากสถานการณ์ และสภาพแวดล้อมของซีรีย์เกาหลีเรื่อง Itaewon Class เป็นบริบทของสาธารณรัฐเกาหลี ผู้วิจัยเสนอแนะให้นำแนวคิด Strength-based leadership มาศึกษาในบริบทของประเทศไทยต่อไป


การศึกษาวิเคราะห์ความเป็นผู้นำของตัวละครดอน วิโต้ คอร์ลีโอเน ในบริบทขององค์การอาชญากรรมในประเทศสหรัฐอเมริกา (ค.ศ.1945-1955) ผ่านภาพยนตร์เรื่อง “เดอะก็อตฟาเธอร์”, เดชาพล อ้วนภักดี Jan 2020

การศึกษาวิเคราะห์ความเป็นผู้นำของตัวละครดอน วิโต้ คอร์ลีโอเน ในบริบทขององค์การอาชญากรรมในประเทศสหรัฐอเมริกา (ค.ศ.1945-1955) ผ่านภาพยนตร์เรื่อง “เดอะก็อตฟาเธอร์”, เดชาพล อ้วนภักดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐอเมริกาในช่วง ค.ศ.1945-1955 ในภาพยนตร์เรื่องเดอะ ก็อตฟาเธอร์และ 2) เพื่อวิเคราะห์ความเป็นผู้นำของดอน วิโต้ คอร์ลีโอเนในบริบทขององค์การอาชญากรรมในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วง ค.ศ.1945-1955 จากภาพยนตร์เรื่องเดอะ ก็อตฟาเธอร์ การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิจัยผ่านสื่อร่วมสมัยโดยการวิเคราะห์ภาพยนตร์ การศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์เจาะลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า สภาพการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐอเมริกาในช่วง ค.ศ.1945-1955 โดย“สภาพทางการเมือง” สมัยนั้นเน้นการให้ความเสมอภาคและเสรีภาพตามหลักสิทธิมนุษยชนแก่ทั้งคนผิวขาวและผิวดำ การสืบทอดอุดมการณ์ การตรากฎหมายว่าด้วยสิทธิของพลมือง (สิทธิมนุษยชน) การยกเลิกรัฐบัญญัติแรงงานทั้งนี้สภาพการเมืองขึ้นอยู่กับนโยบายทางการเมืองของผู้หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมาต่อระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกาโดยมีพรรคที่สำคัญ 2 พรรคคือ พรรคริพับลิกันและพรรคเดโมแครต ส่วน “สภาพทางเศรษฐกิจ” คือ การเร่งจัดงบประมาณการเงินให้สมดุล การยกเลิกกฎหมายการควบคุมค่าเช่า ค่าจ้างและราคาสินค้า ปรับปรุงแบบแผนการทำงานของรัฐบาลกลางให้ประหยัด ยกเลิกธุรกิจของรัฐที่ต้องแข่งขันกับเอกชน การลดงบประมาณด้านการป้องกันประเทศและที่สำคัญคือ การลดภาษีรายได้ให้ประชาชนและ “สภาพสังคมและวัฒนธรรม” สืบเนื่องจากมาจากระบบเศรษฐกิจที่ดีทำให้สหรัฐอเมริกาในในสมัยนั้นได้สมยานามที่ว่า “สังคมที่มั่งคั่งจนเหลือกินเหลือใช้ (The Affluent Society)” และความเป็นผู้นำของดอนวิโต้ คอร์ลีโอเน ในบริบทขององค์การอาชญากรรมในภาพยนตร์เรื่องเดอะ ก็อตฟาเธอร์ พบว่า ความเป็นผู้นำของ ดอน วิโต้ คอร์ลีโอเน มีภาวะความเป็นผู้นำหลากหลายด้านประกอบด้วย ความกล้าหาญ ความเด็ดขาดและความรอบคอบในการตัดสินใจ วิสัยทัศน์ในเชิงธุรกิจ วิธีการเจรจาอย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาคำพูดและการบริหารคน


การใช้สมรรถนะในการบริหารทรัพยากรบุคคล: กรณีศึกษา กรมศุลกากร, ตรี ณ ระนอง Jan 2020

การใช้สมรรถนะในการบริหารทรัพยากรบุคคล: กรณีศึกษา กรมศุลกากร, ตรี ณ ระนอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาแนวทางการใช้สมรรถนะในการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรมศุลกากร (2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการใช้สมรรถนะในการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรมศุลกากร โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก 11 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจงจากบุคลากรสังกัดกองบริหารทรัพยากรบุคคล กรมศุลกากร ผลการศึกษา พบว่า กรมศุลกากรมีการกำหนด “สมรรถนะ” ซึ่งหมายถึง (1) ความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่ง (2) ทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่ง และ (3) สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย สมรรถนะหลัก สมรรถนะทางการบริหาร และสมรรถนะเฉพาะตามลักษณะงานที่ปฏิบัติ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน โดย “สมรรถนะ” ที่กล่าวมานี้ มีการนำมาใช้ประกอบการพิจารณาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรมศุลกากรหลัก ๆ 4 ด้าน ได้แก่ (1) การสรรหา บรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย และเลื่อนระดับ (2) การพัฒนาบุคลากร (3) การประเมินผลการปฏิบัติงาน (4) การให้ค่าตอบแทนและจูงใจ อย่างไรก็ตาม ในด้านการพัฒนาระบบงานนั้น ไม่ได้มีการนำสมรรถนะมาใช้ในการพิจารณาอยู่ด้วย


คุณภาพชีวิตในการทำงาน : กรณีศึกษา บุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง, นรินทร์ อบแพทย์ Jan 2020

คุณภาพชีวิตในการทำงาน : กรณีศึกษา บุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง, นรินทร์ อบแพทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการในทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะงานกับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่บุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง จำนวนทั้งสิ้น 206 คน สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ตามสัดส่วนของจำนวนประชากร โดย มีรายละเอียดการคำนวณขนาดตัวอย่าง โดยใช้วิธีการของ ยามาเน่ (Yamane, 1973) วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรด้วยสถิติ Independent Sample T-test และ One Way-ANOVA และ Pearson Correlation ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรทั้ง 8 ด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านเรียงจากมากไปน้อยพบว่า ด้านสิทธิส่วนบุคคลและประชาธิปไตยในองค์การ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านโอกาสในการพัฒนาความสามารถของบุคคล มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านความก้าวหน้าและความมั่นคง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้านลักษณะงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการบูรณาการทางสังคมหรือการทำงานร่วมกัน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้านความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง และด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและเป็นธรรม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับคุณภาพชีวิตการทำงานตัวแปรทุกตัวมีผลต่อคุณภาพชีวิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล โดยใช้ Pearson Correlation ตัวแปรทุกตัวมีค่า Sig. (2-tailed) น้อยกว่า 0.05 ทุกตัว 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะงานกับคุณภาพชีวิตการทำงานตัวแปรทุกตัวมีผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้นคุณภาพชีวิตของการทำงานของบุคลากรในองค์การในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ในสาขาอาชีพ ใดก็ตาม ยังอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาที่แต่ละองค์การ/หน่วยงาน ควรต้องหันมาให้ความสนใจว่าจะมีแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพชีวิตการทำงาน และความมั่นคงในการทำงานได้อย่างไรบ้าง ซึ่งควรจะต้องพัฒนาปรับปรุงให้สอดคล้องกับ สภาพการทำงาน ความเสี่ยง และความต้องการของบุคลากรในหน่วยงาน/องค์การนั้น


ประสิทธิผลของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษช่วงปี พ.ศ. 2552-2563, สันตกฤษ ทิพย์บรรพต Jan 2020

ประสิทธิผลของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษช่วงปี พ.ศ. 2552-2563, สันตกฤษ ทิพย์บรรพต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง “ประสิทธิผลของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ช่วงปี พ.ศ. 2552-2563” ผู้วิจัยได้ตั้งคำถามการวิจัยเพื่อหาคำตอบว่า ผลลัพธ์การสนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในจังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงปี พ.ศ. 2552 – 2563 เป็นอย่างไร โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิจัยด้วยการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมด จำนวน 10 ท่าน ประกอบด้วย ผู้บริหารสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พี่เลี้ยงงานวิจัย ภาคีที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่และนักชาวบ้าน ผลการศึกษาพบว่า การสนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 – 2563 เกิดผลลัพธ์ที่ประสบผลสำเร็จ โดยพบว่าประการแรก กลไกการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณที่ต่ำ ค่าตอบแทนที่น้อยมาก ด้วยการอาศัยพี่เลี้ยงนักวิจัยเป็นผู้ที่ทำงาน “ด้วยใจ” เข้าใจคนและบริบทของพื้นที่ ไม่ได้หวังผลตอบแทน พี่เลี้ยงเป็นผู้ดึงตัวแสดง (Actors) ที่สำคัญในพื้นที่เพื่อทำงานร่วมกันแบบเครือข่าย (Networks) ส่งผลให้ชุมชนท้องถิ่นมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเป็นผลกระทบที่สูง เกิดความคุ้มค่ากับต้นทุนทางการเงินที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้สนับสนุนลงไปในพื้นที่ ประการที่สอง ผลจากการวิจัยสามารถแก้ปัญหาชุมชนท้องถิ่นได้จริง และมีการต่อยอดงานโดยหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น ทำให้เกิดการพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประการที่สาม เกิดการเสริมพลัง (empowerment) ให้แก่ชาวบ้าน และชาวบ้านที่ได้รับการหนุนเสริมให้เป็น “นักวิจัยไทบ้าน” (นักวิจัยชาวบ้าน) สามารถต่อยอดทักษะและองค์ความรู้จากการทำงานวิจัยได้ ทั้งนี้พบปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญได้แก่ กระบวนการหนุนเสริมนักวิจัยชาวบ้านของพี่เลี้ยง และการดึงหน่วยงานภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนงานวิจัยตั้งแต่ต้นทำให้โครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นมีโอกาสแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้ในระยะยาวและยั่งยืน รวมทั้งเกิดการสร้างและใช้ฐานข้อมูลชุมชนท้องถิ่นได้จริง โดยข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายต่อหน่วยงานในระบบวิจัย ควรให้ความสำคัญกับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นตามหลักการบริหารงานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในอดีต สร้างจุดยืนด้วยการจัดตั้งหน่วยจัดบริหารจัดการทุนวิจัยเพื่อท้องถิ่นหรือสนับสนุนงบประมาณการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพิ่มขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นโดยชาวบ้านเป็นนักวิจัยเอง ประเภทการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จากงานวิจัยจริงไม่เป็นงานวิจัยขึ้นหิ้ง


ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและความพึงพอใจในการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย ในสภาวะวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19กรณีศึกษา: บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด (สำนักงานใหญ่), ทิพธิดา เจริญวิลาศพงษ์ Jan 2020

ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและความพึงพอใจในการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย ในสภาวะวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19กรณีศึกษา: บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด (สำนักงานใหญ่), ทิพธิดา เจริญวิลาศพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่อง “ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและความพึงพอใจในการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย ในสภาวะวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด (สำนักงานใหญ่)” มีวัตถุประสงค์สี่ประการ ได้แก่ ประการแรก เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัยของพนักงาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ในสภาวะวิกฤติการเกิดโรคระบาด ไวรัสโควิด-19 ประการที่สอง เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัยของพนักงาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ในสภาวะวิกฤติการเกิดโรคระบาด ไวรัสโควิด-19 ประการที่สาม เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัยของพนักงาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ในสภาวะวิกฤติการเกิดโรคระบาด ไวรัสโควิด-19 และประการที่สี่ เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานจากพักอาศัยของพนักงาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ในสภาวะวิกฤติการเกิดโรคระบาด ไวรัสโควิด-19 โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเขิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามทั้งปลายปิดและปลายเปิด โดยมีตัวแปรที่เกี่ยวข้องในการศึกษา ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ภูมิลำเนา ระดับการศึกษา และแผนกที่ปฏิบัติงาน โดยผลการศึกษาพบว่า เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และแผนกที่ปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ระดับความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจากที่บ้านแตกต่างกัน ส่วนภูมิลำเนาที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อระดับความพึงพอใจและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจากที่บ้าน สำหรับคำถามปลายเปิดบุคลากรส่วนใหญ่ต้องการให้องค์กรสนับสนุนในด้านอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆโดยเปิดโอกาสให้บุคลากรขอยืมจากองค์กร ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะทำงาน เก้าอี้ทำงาน จอคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนตความเร็วสูง เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานคล่องตัวขึ้น


ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันธ์ในองค์การของบุคลากร: กรณีศึกษาสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, คนธรัตน์ อ้นขวัญเมือง Jan 2020

ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันธ์ในองค์การของบุคลากร: กรณีศึกษาสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, คนธรัตน์ อ้นขวัญเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันในองค์การของบุคลากร กรณีศึกษา : สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษาถึงระดับความผูกพันที่มีต่อองค์การของบุคลากร ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันที่มีต่อองค์การของบุคลากร และปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันที่มีต่อองค์การของบุคลากร โดยกลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ พนักงานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยในสายงานด้านความปลอดภัยทางการบินพลเรือน ด้านการรักษาความปลอดภัย การกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมอุตสาหกรรมการบิน จำนวน 157 คน และใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่มีความเป็นอิสระต่อกัน (Independent Sample T-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) การวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) และการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และช่วงอายุอยู่ส่วนใหญ่ ได้แก่ กลุ่มคนช่วงอายุ 31 – 40 ปี สถานภาพส่วนใหญ่แล้วมีสถานภาพสมรส ระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีอายุงานส่วนใหญ่อยู่ที่ 3 ปี ในส่วนของการวิเคราะห์ระดับความผูกพันต่อองค์การของบุคลากร สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย พบว่ามีระดับความผูกพันต่อองค์การอยู่ในระดับมาก และการพิจารณาถึงปัจจัยที่ทำให้บุคลากรมีความรู้สึกผูกพันต่อองค์การ ได้แก่ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ เป็นปัจจัยที่บุคลากรให้ความสำคัญมาก ในส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การที่มีความสัมพันธ์กับผลของความผูกพันต่อองค์การของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้แก่ ได้แก่ ปัจจัยวัฒนธรรมหรือจุดมุ่งหมายขององค์การ ลักษณะงานที่ปฏิบัติ ค่าตอบแทน และคุณภาพชีวิต


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการ: กรณีศึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ณัฐชา สังข์แป้น Jan 2020

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการ: กรณีศึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ณัฐชา สังข์แป้น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่อิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเพื่อศึกษาแนวโน้มการตัดสินใจโอนออกจากส่วนราชการของข้าราชการสังกัด สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยใช้กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ ข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 155 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และ การสัมภาษณ์ข้าราชการที่เคยสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 คน และนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ โดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ โดยผลการศึกษา พบว่า 1) ข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีระดับคุณภาพชีวิตการทำงาน โดยรวมอยู่ในระดับดี 2) ปัจจัยคุณภาพชีวิตการทำงาน ด้านค่าตอบแทนที่มีความเป็นธรรมและเพียงพอ ด้านลักษณะงานที่ตั้งอยู่บนฐานของกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรม และด้านความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานโดยส่วนรวม มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ปัจจัยลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ภูมิลำเนา รายได้ต่อเดือน รายจ่ายต่อเดือน สำนัก/กองที่สังกัด และระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05