Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Public Affairs, Public Policy and Public Administration Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Publication Year
Articles 271 - 300 of 547
Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration
จากสตาร์ทอัพสู่ยูนิคอร์น: ศึกษากรณีการปรับตัวด้านกลยุทธ์การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของ บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด, ชวิน พนังนุวงศ์
จากสตาร์ทอัพสู่ยูนิคอร์น: ศึกษากรณีการปรับตัวด้านกลยุทธ์การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของ บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด, ชวิน พนังนุวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มุ่งตอบคำถามวิจัยที่ว่า 1) บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด มีกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างไร ในช่วงปรับตัวสู่การเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์น และ2) กลยุทธ์ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทฯ มีส่วนอย่างไรต่อความสำเร็จของบริษัทฯ ในการเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์น โดยผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดกลยุทธ์การปรับตัวองค์กรของ Daft และทฤษฎีกลยุทธ์ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ งานศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) กับกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 25 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารและพนักงานฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ และพนักงานทั่วไป และศึกษาเอกสารของบริษัทฯ ข้อค้นพบของงานวิจัยชิ้นนี้คือ กลยุทธ์หลักในระดับองค์กรของบริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด ถูกกำหนดโดยกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทฯ และกลยุทธ์ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ถูกกำหนดโดยกลยุทธ์หลักระดับองค์กรอีกทีหนึ่ง โดยสามารถแบ่งกลยุทธ์หลักขององค์กรออกเป็น 3 ยุค ได้แก่ ยุคอันธพาล, ยุคกฎระเบียบ และยุควัฒนธรรม ในยุคอันธพาล กลยุทธ์ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ คือการเน้นไปที่กระบวนการสรรหาและตอบแทน โดยเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทฯ และทำยอดจำนวนรับเข้าพนักงานให้มากที่สุด กลยุทธ์ด้านทรัพยากรมนุษย์ในยุคกฎระเบียบ มีจุดเน้นที่การสื่อสารองค์กร และการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ เพื่อตอบสนองต่อจำนวนของพนักงานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และในยุควัฒนธรรม กลยุทธ์ด้านทรัพยากรมนุษย์มีจุดเน้นที่กระบวนการพัฒนาบุคลากรและการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้พนักงานเกิดความผูกพันต่อองค์กรและมีศักยภาพที่จะสร้างความเติบโตให้แก่บริษัทฯ อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
การตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งของผู้ประกอบการ: ศึกษากรณีผู้ประกอบการบริเวณตลาดอมรพันธ์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร, อนุกูล กาญจนรัตน์
การตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งของผู้ประกอบการ: ศึกษากรณีผู้ประกอบการบริเวณตลาดอมรพันธ์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร, อนุกูล กาญจนรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องนี้มุ่งตอบคำถามว่าเหตุใดผู้ประกอบการรายย่อยที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นโครงการเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อยในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จึงตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการ โดยใช้ผู้ประกอบการรายย่อยในตลาดอมรพันธ์ เขตจตุจักรกรุงเทพมหานคร เป็นกรณีศึกษา ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดการตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice) ประกอบกับแนวคิด ภาระทางการบริหาร (Administrative Burden) ครอบคลุมทั้งต้นทุนการเรียนรู้ ต้นทุนในการปฏิบัติตามนโยบาย และผลประโยชน์ที่จะได้รับ งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับผู้ประกอบการในตลาดอมรพันธุ์ที่เข้าร่วมโครงการ 2 คน และไม่เข้าร่วมโครงการ 8 คน งานวิจัยชิ้นนี้ค้นพบว่าสาเหตุที่ผู้ประกอบการรายย่อยไม่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุนการดำเนินการที่จะเกิดจากการเข้าร่วมโครงการ ประการแรก ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีขนาดเล็กมาก จำเป็นต้องใช้เงินหมุนเวียนวันต่อวัน จึงไม่สามารถแบกรับภาระของการรอเงินโอนเข้าบัญชีในวันถัดไปได้ ประการที่สอง ต้นทุนการทำรายการ (Transaction Costs) ที่เกิดขึ้นจากการใช้แอปพลิเคชัน ไม่คุ้มค่าต่อผู้ประกอบการในกรณีที่ราคาต่อหน่วยของสินค้าต่ำมาก ๆ หรือกรณีที่ผู้ประกอบการมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกรณีของสินค้าบริโภค เช่น น้ำปั่น อาหาร ประการที่สาม ผู้ประกอบการที่มีอายุมากไม่สามารถเรียนรู้วิธีการใช้งานแอปพลิเคชั่นหรือเข้าใจกระบวนการสมัครเข้าร่วมโครงการได้ ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้สะท้อนว่า สาเหตุที่ผู้ประกอบการรายย่อยตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการฯ ไม่ได้เกิดจากความต้องการหลีกเลี่ยงระบบภาษีตามที่วรรณกรรมส่วนใหญ่เสนอแนะไว้ แต่เกิดจากข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ภาครัฐมองข้ามไป เนื่องจากความไม่เข้าใจลักษณะการประกอบการของผู้ประกอบการรายย่อยที่มีขนาดเล็กมาก เหล่านี้
การประเมินโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยหลักสูตรออนไลน์ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง โดยสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท., หทัยทิพย์ เครือวิชฌยาจารย์
การประเมินโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยหลักสูตรออนไลน์ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง โดยสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท., หทัยทิพย์ เครือวิชฌยาจารย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยหลักสูตรออนไลน์ของศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุงตามการประเมินโครงการแบบ CIPP MODEL 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ เจ้าหน้าที่ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง จำนวน 5 ราย ครู จำนวน 4 ราย และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 ราย ทั้งหมด 15 ราย ผลการศึกษาพบว่า ในแต่ละปัจจัยมีความสัมพันธ์สอดคล้องกันในการส่งผลให้โครงการประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม โครงการมีความสอดคล้องกับนโยบายของบริษัท ปตท. และสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โครงการมีความเพียงพอ ความพร้อมของทรัพยากรปัจจัยนำเข้าและบุคลากรมีความเชี่ยวชาญในองค์ความรู้เกี่ยวกับต้นไม้ แต่ต้องพัฒนาบุคลากรในการผลิตสื่อการเรียนรู้เพิ่มเติม ส่วนเนื้อหาการเรียนรู้และรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เหมาะสมกับนักเรียน การดำเนินงานของโครงการเป็นไปตามแผนการปฏิบัติงาน ผลการดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการโดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการเป็นเกณฑ์ และกลุ่มเป้าหมายจำนวนหนึ่งได้นำความรู้มาใช้ในการปลูกต้นไม้ที่โรงเรียน กลับมาปลูกและดูแลต้นไม้ที่บ้าน ในส่วนข้อเสนอแนะ ต้องการให้มีการลงพื้นที่ที่โรงเรียนจะทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้มากกว่า ซึ่งจากการประเมินโครงการ บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในบริบทของชุมชนเมือง และสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของต้นไม้ให้กับนักเรียน แต่ยังไม่มีการวัดประเมินผลประเด็นการตระหนักรู้กับการสร้างภาพลักษณ์ให้กับบริษัท ปตท. อย่างเป็นรูปธรรม ในการทำโครงการครั้งต่อไปควรมีโครงการต่อเนื่องที่ทำกับโรงเรียนเดิม เพื่อสร้างการตระหนักรู้ที่ยั่งยืน และขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆแล้วจะเกิดการรับรู้ชื่อเสียงของบริษัท ปตท. โดยต้องมีการวัดเป็นรูปธรรมต่อไป
แนวทางการพัฒนาศักยภาพของข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้รับทุนอมรินทร์, อัมพร บันดาลุน
แนวทางการพัฒนาศักยภาพของข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้รับทุนอมรินทร์, อัมพร บันดาลุน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัย เรื่อง แนวทางการพัฒนาศักยภาพของข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้รับทุนอมรินทร์ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และโอกาสที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องภายหลังสำเร็จการศึกษาของข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้รับทุนอมรินทร์ 2. เพื่อศึกษาแนวทาง กระบวนการ ในการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องให้กับข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้รับทุนอมรินทร์ให้สามารถปฏิบัติงานภายหลังสำเร็จการศึกษาอย่างเต็มศักยภาพ รูปแบบของการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) ประกอบกับการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) โดยดำเนินการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวนทั้งสิ้น 14 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารที่ปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร จำนวน 6 คน และข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้รับทุนอมรินทร์และสำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันปฏิบัติงานสังกัดหน่วยงาน/ส่วนราชการในสังกัดสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 8 คน ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพของข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้รับทุนอมรินทร์ พบว่า การขาดการเข้ามามีบทบาทอย่างชัดเจนของศูนย์บริหารผู้ได้รับทุน (Excellent Center) ส่งผลให้ข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้รับทุนอมรินทร์ได้รับการพัฒนาศักยภาพภายหลังสำเร็จการศึกษาไม่แตกต่างจากก่อนรับทุนอมรินทร์ โดยกรุงเทพมหานครไม่ได้มีการกำหนดแนวทาง คำแนะนำในการพัฒนาศักยภาพของข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้รับทุนอมรินทร์ภายหลังสำเร็จการศึกษาเอาไว้ เนื่องจากยังไม่ได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารผู้ได้รับทุน (Excellent Center)
การให้ความหมาย, การให้คุณค่า, และการปฏิบัติเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างชีวิตกับงานของคนเจเนเรชันวาย : กรณีศึกษาข้าราชการปลัดอำเภอในจังหวัดกาญจนบุรี, ฐิติชญา วงศาโรจน์
การให้ความหมาย, การให้คุณค่า, และการปฏิบัติเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างชีวิตกับงานของคนเจเนเรชันวาย : กรณีศึกษาข้าราชการปลัดอำเภอในจังหวัดกาญจนบุรี, ฐิติชญา วงศาโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการให้ความหมายและการให้คุณค่าเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างชีวิตกับงานของข้าราชการปลัดอำเภอเจเนเรชันวายในจังหวัดกาญจนบุรี 2) เพื่อศึกษาลักษณะการดำเนินชีวิตโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างชีวิตกับงานของข้าราชการปลัดอำเภอเจเนเรชันวายในจังหวัดกาญจนบุรี 3) เพื่อศึกษาการให้เหตุผลและความคาดหวังเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างชีวิตกับงานของข้าราชการปลัดอำเภอเจเนเรชันวายในจังหวัดกาญจนบุรี โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการศึกษาด้วยการใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นปลัดอำเภอเจเนเรชันวายในจังหวัดกาญจนบุรีจำนวน 10 คน โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ทั้งนี้ผลการศึกษาพบว่าผู้ให้ข้อมูลสำคัญให้ความหมายและคุณค่าเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างชีวิตกับงานไว้ว่าเป็นการยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานตามสถานการณ์หรือความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาโดยไม่จำเป็นต้องแบ่งสัดส่วนเวลาให้เท่ากัน รวมถึงการมีรูปแบบการดำเนินชีวิตทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวที่สามารถดำเนินควบคู่กันได้โดยไม่เกิดความขัดแย้ง ในขณะเดียวกันข้อค้นพบที่น่าสนใจประการหนึ่งเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติและพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน ก็คือการพบว่าปลัดอำเภอที่มีอายุน้อยมีความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี รู้จักเรียนรู้นวัตกรรมอย่างสม่ำเสมอ มีความสนใจใฝ่รู้ด้านเทคโนโลยี รวมถึงมีความคิดว่าเทคโนโลยีช่วยทำให้พวกเขาทำงานง่ายขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน ซึ่งความสามารถดังกล่าวมีส่วนช่วยทำให้พวกเขาใช้ชีวิตและทำงานอย่างสมดุลมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ให้ข้อมูลสำคัญทุกรายก็สามารถทำงานร่วมกับคนทุกช่วงวัยในองค์กรได้เป็นอย่างดี และมีความต้องการที่จะพัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้ทักษะด้านต่าง ๆ เพิ่มเติม ได้แก่ ด้านภาษา ด้านกฎหมาย ด้านจิตวิทยา และด้านงานอดิเรก ทั้งนี้พวกเขาต่างเห็นพ้องตรงกันว่าการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างสมดุลมากขึ้น
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับองค์การระหว่างประเทศ ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีศึกษา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (Icrc), แทนพร วงศ์บุญเกิด
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับองค์การระหว่างประเทศ ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีศึกษา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (Icrc), แทนพร วงศ์บุญเกิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษารูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับ ICRC ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อแนวทางในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับ ICRC ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร (Documentary Research) จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้งแนวนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แผนปฏิบัติราชการ ตลอดจนเอกสารการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งของภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ICRC นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติในพื้นที่ รวมถึงจ้าหน้าที่ ICRC ที่รับผิดชอบแผนการดำเนินงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครอบคลุมและครบถ้วน จากการวิจัย พบว่า รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและ ICRC ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ในรูปแบบของการประสานงาน (Coordination) ผ่านการพิจารณาเอกสารแผนงานต่าง ๆ โดยที่ทั้งสองฝ่ายจะการปฏิบัติงานจะอยู่ภายใต้ขอบเขตพันธกิจที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย มีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และงบประมาณของตน ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและ ICRC ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเป็นรูปแบบการทำงานที่มีข้อตกลงร่วมกัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่แต่ละฝ่ายต้องการ โดยต่างฝ่ายต่างทำงานของตนเอง โดยใช้การสื่อสารผ่านการติดต่อประสานงานในการดำเนินความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินความร่วมมือหลักๆ ก็คือ ขาดความไว้วางใจระหว่างกัน ดังนั้น จึงควรพัฒนากลไกที่มีอยู่เพื่อกำหนดท่าทีในระดับนโยบายให้ชัดเจน เพื่อให้หน่วยปฏิบัติสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับแนวนโยบายจากส่วนกลาง รวมถึงให้มีการประสานงานกับ ICRC อย่างใกล้ชิดและเป็นระบบยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน
ประสิทธิภาพของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านออนไลน์ในเขตกรุงเทพมหานคร, ธนวัฒน์ ไข่หนู
ประสิทธิภาพของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านออนไลน์ในเขตกรุงเทพมหานคร, ธนวัฒน์ ไข่หนู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านออนไลน์ ในเขตกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาปัญหาของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านออนไลน์และกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 3) ศึกษาสาเหตุของการเลือกไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านออนไลน์ และ 4) เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านออนไลน์ โดยการวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสม เครื่องมือในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านออนไลน์ ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน และเก็บข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ ผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ผ่านออนไลน์ จำนวน 5 คน ผู้ที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ผ่านออนไลน์ จำนวน 5 คน และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร จำนวน 5 คน ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านออนไลน์ ในเขตกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด โดยประสิทธิภาพด้านค่าใช้จ่ายมีค่าเฉลี่ยระดับมากที่สุด ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านออนไลน์ ได้แก่ ปัจจัยด้านคุณภาพของระบบ ปัจจัยด้านคุณภาพของการบริการ และปัจจัยด้านการรับรู้ประโยชน์ของระบบการยื่นแบบฯ ผ่านออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ส่วนปัญหาและข้อเสนอแนะของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านออนไลน์ ที่มีความสำคัญและจำเป็นที่สุด คือ ด้านคุณภาพของระบบ ให้สามารถใช้งานได้ง่าย มีความเสถียร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านออนไลน์ให้มากยิ่งขึ้น
การให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล กรณีศึกษา โครงการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล กรมการปกครอง (Dopa - Digital Id), วัชรพล แก้วเปรมกุศล
การให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล กรณีศึกษา โครงการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล กรมการปกครอง (Dopa - Digital Id), วัชรพล แก้วเปรมกุศล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการดำเนินโครงการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล กรมการปกครอง (DOPA - Digital ID) ตลอดจนแนวทางการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรคของการดำเนินโครงการ โดยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้างในการเก็บข้อมูล จากบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาพรรณนาบรรยายข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า โครงการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล กรมการปกครอง (DOPA - Digital ID) ก่อให้เกิดประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ ทั้งในด้านการลดขั้นตอนการให้บริการ การประหยัดทรัพยากร การลดค่าใช้จ่าย และการเพิ่มผลิตภาพ การบริการภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การที่กรมการปกครอง ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ การประชาสัมพันธ์โครงการที่อาจจะยังไม่ทั่วถึงและเพียงพอสะท้อนจากจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้งานดิจิทัลไอดี ตลอดจนการขาดความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานดิจิทัลไอดีของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญที่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การดำเนินโครงการ ในระยะต่อไปประสบผลสำเร็จ
ความท้าทายที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของข้าราชการสตรี: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ธันยพร พงศ์เสาวภาคย์
ความท้าทายที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของข้าราชการสตรี: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ธันยพร พงศ์เสาวภาคย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ความท้าทายที่ส่งผลต่อความก้าวหน้า ในอาชีพของข้าราชการสตรีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และหาแนวทางและวิธีการแก้ไข ความท้าทายที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของข้าราชการสตรีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า ความท้าทายที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของข้าราชการสตรีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกอบด้วย 1) ปัจจัยด้านองค์การ ได้แก่ วัฒนธรรมองค์การแบบระบบอุปถัมภ์ สตรียังขาดการยอมรับและโอกาสจากผู้บังคับบัญชา ในการแสดงความสามารถในงานบางประเภท เช่น งานศาสนพิธี 2) ปัจจัยด้านบุคคล ได้แก่ ความรู้ความสามารถ การศึกษา ประสบการณ์ การมีที่ปรึกษา สถานภาพ และฐานะทางการเงิน 3) ปัจจัยด้านการปฏิบัติงาน ได้แก่ ทัศนคติเชิงบวก ความทะเยอทะยาน ความต้องการประสบความสำเร็จของแต่ละบุคคล การสื่อสาร ความขัดแย้ง และการเลือกปฏิบัติ 4) ปัจจัยด้านอื่นๆ ได้แก่ อำนาจและการเมืองในองค์การ การตีความพระวินัย จากการศึกษา ผู้วิจัยได้มีข้อเสนอแนะให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบวัฒนธรรมองค์การให้มีความเป็นประชาธิปไตย ผู้บริหารจะต้องปฏิบัติ ตามระบบคุณธรรมอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงความสามารถอย่างแท้จริง ควรสนับสนุนให้สตรีมีบทบาทในการให้คำปรึกษาในเรื่องสำคัญร่วมกับคณะสงฆ์
ปัจจัยการสื่อสารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นฤวรรณ ม่วงประเสริฐ
ปัจจัยการสื่อสารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นฤวรรณ ม่วงประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ปัจจัยการสื่อสารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อปัจจัยในการสื่อสารที่ทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ โดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสารในองค์กรโดยศึกษานี้ได้เก็บข้อมูลกับกลุ่มบุคลากรคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวนทั้งสิ้น 280 คน ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีสายสังกัด เพศ สถานภาพ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงานแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อปัจจัยในการสื่อสารที่ทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ บุคลากรคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีอายุแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อปัจจัยในการสื่อสารที่ทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยในการสื่อสารที่ทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ งานที่ทำมีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร อาจกล่าวได้ว่า ตำแหน่งงานของแต่ละบุคลากรนั้นมีความรับผิดชอบในหน้าที่ที่แตกต่างกันไป แต่ท้ายสุดงานที่ทำล้วนมีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรเช่นเดียวกัน
การประเมินผลโครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการ (Tambon Smart Team) : กรณีศึกษา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่, ธรรมปพน จันทร์แก้ว
การประเมินผลโครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการ (Tambon Smart Team) : กรณีศึกษา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่, ธรรมปพน จันทร์แก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง การประเมินผลโครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการ (Tambon Smart Team) กรณีศึกษา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาว่าโครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการสามารถดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการได้มากน้อยเพียงใด (2) ศึกษาปัญหา อุปสรรค ในการดำเนินโครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการ และ (3) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดทำโครงการจ้างงานหรือโครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในอนาคตให้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยดังกล่าวใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model เป็นกรอบแนวคิดหลักในการประเมินผลโครงการซึ่งกำหนดรูปแบบการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ข้าราชการสังกัดกรมการปกครองทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ประกอบด้วย นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และเจ้าพนักงานปกครอง จำนวน 5 คน และลูกจ้างเหมาบริการโครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการ จำนวน 12 คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 17 คน ผลการศึกษา สามารถสรุปผลได้ ดังนี้ 1. จากการประเมินผลโครงการตามวัตถุประสงค์ของโครงการทั้ง 3 ประการ พบว่า (1) โครงการสามารถกระตุ้นการบริโภคได้น้อย เนื่องจากเป็นโครงการจ้างงานระยะสั้น โดยจ้างงานตำบลละ 2 คน และจ้างงานเพียง 12 เดือนเท่านั้น (2) ฐานข้อมูล Database เป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมข้อมูลหลากหลายด้านของแต่ละหมู่บ้าน ตำบล มารวมไว้ในฐานข้อมูลเดียว ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ได้เป็นอย่างดี โดยปัจจัยด้านบริบทของโครงการ คือ ความพร้อมบุคลากรของกรมการปกครองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจัดทำฐานข้อมูล Database ประสบความสำเร็จ (3) เรื่องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและการพัฒนาพื้นที่ พบว่า โครงการสามารถดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ โดยผ่านปัจจัยนำเข้าของโครงการ คือ ลูกจ้างโครงการ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนอำเภอในการนำนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล และกรมการปกครอง ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ไปปฏิบัติในพื้นที่ 2. ปัญหาและอุปสรรคจากการดำเนินโครงการ สามารถแบ่งปัญหาที่พบออกเป็น 2 ลักษณะ คือ (1) ปัญหาที่พบในอำเภอขนาดใหญ่ ได้แก่ งบประมาณสำหรับดำเนินโครงการของอำเภอมีไม่เพียงพอ จำนวนบุคลากรของอำเภอมีไม่เหมาะสมกับจำนวนลูกจ้างและปัญหาการปฏิบัติงานของลูกจ้างในเขตชุมชนที่ไม่มีกำนันผู้ใหญ่บ้าน …
การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในห้วงรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กันยายน 2557 - พฤษภาคม 2564, ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน
การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในห้วงรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กันยายน 2557 - พฤษภาคม 2564, ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งศึกษาลักษณะของการใช้ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี กระบวนการกำหนดและ นำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคของการขับเคลื่อนการดำเนินงานตาม ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ในห้วงรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กันยายน 2557 – พฤษภาคม 2564 โดยใช้แนวคิดกระบวนการนโยบาย (Policy process) และการนำนโยบายไปปฏิบัติ และระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การเก็บข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน ซึ่งมีข้อค้นพบจากการศึกษาวิจัย คือ ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีจำนวนมากกว่าข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในสมัยก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด โดยจะถูกใช้ใน 4 โอกาส ได้แก่ การลงพื้นที่ตรวจราชการของนายกรัฐมนตรี การประชุมคณะกรรมการระดับชาติที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน การเป็นประธานในพิธีเปิด/ปิดงาน และมอบนโยบาย และการใช้ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีกรณีโควิด – 19 ผ่านศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามุ่งเน้นการบูรณาการทำงานข้ามหน่วยงาน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่แตกต่างกับการใช้ในสมัยรัฐบาลก่อนหน้าที่มีจำนวนน้อย ใช้ในกรณีเร่งด่วนเท่านั้น และเป็นการสั่งการผ่านหน่วยงานปฏิบัติโดยตรง นอกจากนี้ พบปัญหาการนิยามและกำหนดว่าข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีคืออะไร และหน่วยงานใดบ้างที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการสร้างกลไกทั้งหน่วยงานประจำและคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา ส่งผลให้ในหลายกรณีนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นผู้กำหนดข้อสั่งการแต่เป็นเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่จดข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ในแง่ของการนำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติ พบว่า ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับโควิด – 19 ถูกนำไปปฏิบัติและได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่นำข้อสั่งการไปปฏิบัติในหน่วยงานระดับปฏิบัติมากที่สุด เมื่อเทียบกับข้อสั่งการในโอกาสอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน รองลงมาคือ ข้อสั่งการในการลงพื้นที่ตรวจราชการ การปฏิบัติภารกิจเป็นประธานในพิธีเปิด/ปิดและมอบนโยบาย และการประชุมคณะกรรมการระดับชาติ ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดการขับเคลื่อน การดำเนินงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี แต่ผลลัพธ์ของการดำเนินงานตามที่ฝ่ายบริหารคาดหวังถือว่าต่ำในภาพรวม ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะว่า ไม่ควรมีการผลิตข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีออกมาจำนวนมาก เนื่องจากจะส่งผลกระทบทางลบต่อการดำเนินงานอื่น ๆ ของหน่วยงานปฏิบัติได้
การพัฒนาตัวชี้วัดความสำเร็จของวิสาหกิจเริ่มต้น (สตาร์ทอัพ) ด้านการเกษตรของประเทศไทย, ทินวัฒน์ ศรีทัดจันทา
การพัฒนาตัวชี้วัดความสำเร็จของวิสาหกิจเริ่มต้น (สตาร์ทอัพ) ด้านการเกษตรของประเทศไทย, ทินวัฒน์ ศรีทัดจันทา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดความสำเร็จของสตาร์ทอัพด้านการเกษตรของประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานของสากล และเพื่อหาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการหาเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลประกอบการของสตาร์ทอัพด้านการเกษตรและนำไปสู่การพัฒนากิจการของสตาร์ทอัพให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล การศึกษาตัวชี้วัดความสำเร็จของสตาร์ทอัพด้านการเกษตรในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการสตาร์ทอัพของไทย ผู้วิจัยพัฒนาตัวชี้วัดโดยนิยามเชิงปฏิบัติการและนิยามเชิงทฤษฏี ด้วยการประยุกต์ใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi) โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน และวิเคราะห์ผลด้วยสถิติค่าแนวโน้มเข้าสู่ศูนย์กลาง ตัวชี้วัดนี้ประกอบด้วย 4 มิติ โดยให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองทางด้านนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งผลให้มิติที่ 2 นวัตกรรมและความได้เปรียบทางการแข่งขัน และมิติที่ 3 องค์กรและความสามารถทางผู้ประกอบการ มีน้ำหนักที่มากกว่ามิติที่ 1 มูลค่าบริษัทและการเติบโตทางธุรกิจ และมิติที่ 4 การสร้างผลกระทบและการเปลี่ยนแปลง จากผลการทดสอบการประเมินตัวชี้วัดพบว่า ระดับการพัฒนาสตาร์ทอัพด้านการเกษตรของไทย 5 บริษัท อยู่ในระหว่างขั้น 2 – 4 ส่วนใหญ่เป็นสตาร์ทอัพอยู่ในระดับ 2 ขาดความพร้อมในด้านการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมด้วยตนเองและ สตาร์ทอัพขั้นที่ 3 นวัตกรรมยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และสตาร์ทอัพขั้นที่ 4 มีศักยภาพโดดเด่นในด้านศักยภาพทุนมนุษย์ในการสร้างและคิดค้นนวัตกรรม ในอนาคตเพื่อสร้างความแม่นยำและเที่ยงตรงตามมาตราฐานสากล ตัวชี้วัดนี้ควรเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญในการประเมินและความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้
การศึกษาระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กุลเชษฐ วุฒิมานานนท์
การศึกษาระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กุลเชษฐ วุฒิมานานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาความรู้ความเข้าใจในระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประเมินและผู้รับการประเมิน และศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่มีต่อระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน สารนิพนธ์ฉบับนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed Methodology) โดยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานหลักเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน รวมจำนวน 20 คน และแจกแบบสอบถามความคิดเห็นของพนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 400 คน จากการศึกษาพบว่า พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการมีความรู้และความเข้าใจในระบบการประเมินในระดับมาก ระบบการประเมินมีความสอดคล้องกับข้อบังคับและระเบียบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการมีความเชื่อมั่นในระบบการประเมินในระดับปานกลาง มีการยอมรับในระบบการประเมินในระดับมาก และมีการนำผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรและองค์กรในระดับปานกลาง นอกจากนี้พบว่า ความรู้และความเข้าใจในระบบการส่งผลต่อความเชื่อมั่น การยอมรับ และการนำผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรและองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ข้อเสนอแนะจากการศึกษา คือ ควรมีการปรับปรุงหรือพัฒนาหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยกำหนดตัวชี้วัดหรือสมรรถนะประจำตำแหน่งงานให้มีความชัดเจนและครอบคลุมการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันของพนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการ ควรนำการประเมินผลรอบทิศแบบ 360 องศา มาใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงาน และควรมีการสื่อสารสองทางระหว่างผู้บริหารและพนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน
การศึกษาประสิทธิภาพองค์การของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศภายหลังการยกฐานะเป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ, ภูรยาย์ พงษ์พันธ์
การศึกษาประสิทธิภาพองค์การของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศภายหลังการยกฐานะเป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ, ภูรยาย์ พงษ์พันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศภายหลังการยกฐานะเป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ (2) เพื่อนำผลในด้านมิติต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษาไปเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในแต่ละมิติของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โดยอ้างอิงจากทฤษฎีแนวคิดเกี่ยวกับองค์การมหาชนในประเทศไทย แนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แนวคิดเกี่ยวกับการวัดผลการปฏิบัติงานแบบดุลยภาพ (Balanced Scorecard: BSC) แนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจในการทำงานและสถานการณ์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 10 คน คือ กลุ่มตัวอย่างภายในสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจำนวน 7 คน ซึ่งเป็นเป็นผู้บริหารระดับสูงและผู้อำนวยการฝ่ายส่วนงานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และกลุ่มตัวอย่างภายนอกสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจำนวน 3 คน ซึ่งเป็นผู้แทนจากสำนักงาน ก.พ.ร. และหน่วยงานภาคเอกชนและการสังเกตการณ์ (Observation) จากการบริหารงานภายในองค์การ ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานมิติด้านประสิทธิผล มิติด้านคุณภาพการให้บริการ มิติด้านดูแลกิจการและพัฒนาองค์การและมิติด้านการปฏิบัติงานเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินงานรองรับเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงฐานะเป็นพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562 อย่างไรก็ตาม การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานในมิติต่าง ๆ ที่มีเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562 แต่เนื่องจากยังเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ได้ไม่นานยังคงต้องใช้เวลาดำเนินการพัฒนาปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานภายในเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานนำไปสู่การเป็นหน่วยงานที่มีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต่อไป
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกรณีศึกษา ชุมชนกุฎีจีน, มนัส สามารถกุล
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกรณีศึกษา ชุมชนกุฎีจีน, มนัส สามารถกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาลักษณะและรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนกุฎีจีนเพื่อการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนกุฎีจีน และ (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนกุฎีจีนให้มีความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนกุฎีจีนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน ผลการวิจัย สรุปได้ ดังนี้ 1. กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนกุฎีจีน พบว่า โครงการที่จัดทำขึ้นไม่ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ขาดการสำรวจความต้องการของประชาชนในชุมชน มีรายละเอียดโครงการและวัตถุประสงค์ของโครงการที่ไม่ชัดเจน ด้านระดับการมีส่วนของประชาชน พบว่า ภาครัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนกุฎีจีนเข้ามามีส่วนร่วม อยู่ในระดับของการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนในพื้นที่ และระดับรับฟังความคิดเห็น 2. ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนกุฎีจีน ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ดังนี้ (1) ปัจจัยผลักดันจากบุคคลอื่นโดยเฉพาะผู้นำ เป็นปัจจัยที่มีผลมากที่สุด (2) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ (ฐานะการเงินและครอบครัว) พบว่า หากประชาชนกลุ่มใดที่มีฐานะค่อนข้างยากจน จะทำให้ไม่มีเวลาว่างที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน (3) ปัจจัยภายในตัวบุคคล พบว่า การที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมส่วนใหญ่เกิดจากความรักความผูกพันในชุมชน (4) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมชุมชน พบว่า ผู้คนต่างถิ่นอพยพเข้าอยู่อาศัยในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมน้อย (5) ปัจจัยด้านนโยบายภาครัฐ พบว่า มีการกำหนดนโยบายในการพัฒนาจากบนลงล่าง (Top Down) แนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีดังนี้ (1) กำหนดนโยบายในการพัฒนาพื้นที่ชุมชนกุฎีจีนจากล่างขึ้นบน (Bottom up) (2) จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวชุมชนกุฎีจีน (3) นโยบายของภาครัฐจะต้องมีความต่อเนื่อง (4) ปลูกฝังให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาชุมชน (5) จัดให้มีศูนย์ข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ของชุมชน (6) จัดโครงข่ายการท่องเที่ยวชุมชนกุฎีจีน
การสำรวจคน Generation Y กับวัฒนธรรมการทำงานแบบราชการ เอกชน และ สตาร์ทอัพ, พิมพ์พิศา คีรีพัฒนานนท์
การสำรวจคน Generation Y กับวัฒนธรรมการทำงานแบบราชการ เอกชน และ สตาร์ทอัพ, พิมพ์พิศา คีรีพัฒนานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “คน Gen Y กับวัฒนธรรมการทำงานแบบราชการ เอกชน และ สตาร์ทอัพ : กรณีศึกพนักงานกลุ่ม Gen Y ในสังกัดราชการ เอกชน และสตาร์ทอัพ” เป็นการวิจัยเพื่อทำการสำรวจความต้องการทางด้านรูปแบบวัฒนธรรรมที่คน Gen Y จากทั้ง 3 องค์การต้องและรวมถึงแรงจูงใจที่คน Gen Y ทั้ง 3 องค์การใช้ในการพิจารณาเพื่อเลือกองค์การเข้าทำงาน อันประกอบด้วย เพื่อสำรวจลักษณะวัฒนธรรมการทำงานที่เกิดขึ้นจริงหรือพบเจออยู่ในองค์การที่ทำงานปัจจุบัน และ สำรวจถึงลักษณะวัฒนธรรมการทำงานที่ต้องการให้เกิดขึ้น รวมถึงแรงจูงใจที่ใช้ในการพิจารณาองค์การเข้าทำงาน โดยการวิเคราะห์ผ่านความสอดคล้องระหว่างลักษณะงานที่ทำกับลักษณะวัฒนธรรมที่ต้องการว่ามีความสอดคล้องกันมากเพียงใดและสามารถยอมรับความต้องการนั้นได้หรือไม่ โดยใช้แนวเจเนอเรชั่นวาย และ ทฤษีวัฒนธรรมองค์การที่เหมาะสมของ Charles B. Handy การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบไม่ทดลอง และเป็นการวิจัยในเชิงปริมาณโดยประชากรในงานวิจัยชิ้นนี้คือพนักงานสังกัดราชการ เอกชน และสตาร์ทอัพที่มีช่วงอายุอยู่ในกลุ่มคน Gen Y คือ 24-41ปี ทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เลือกโดยไม่ใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็น แต่เลือกจากเป้าประสงค์ที่จำนวน 187 คน ซึ่งใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัยและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลแบบสถิติเชิงพรรณา (Descriptive Statistic) ได้แก่ค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) และการหาความสัมพันธ์ทางสถิติในส่วนของการหาความแปรปรวนทางเดียว F-Test (One-Way Anova) ผลการวิจัยพบว่าความต้องการของลักษณะวัฒนทำการทำงานของคน Gen Y ในภาพรวมมีความแตกต่างกันแต่ไม่สามารถลงรายละเอียดในแต่ละมิติได้ จึงทำการวิเคราะผลแยกแต่ละองค์กรพบว่าความต้องการของลักษณะวัฒนธรรมการทำงานของคน Gen Y ใน 3 องค์การไม่แตกต่างกันโดยมีความต้องการให้มีรูปแบบวัฒนธรรมที่มีความผสนผสานระหว่างเอกชนและสตาร์ทอัพ และแรงจูงใจที่ใช้พิจารณาองค์การเข้าทำงานมีความแตกต่างกันตามบุคลิกของคนในแต่ละองค์การคือราชการให้ความสำคัญกับความมั่นคงในสายอาชีพ เอกชนและสตาร์ทอัพให้ความสำคัญกับเงินเดือน
การศึกษาแนวทางการนำผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, วสุธร โชคไพบูลย์
การศึกษาแนวทางการนำผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, วสุธร โชคไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรในการนำผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้วิจัยได้ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นและสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและติดตามผู้ประกอบการนอกระบบและผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งถอดบทเรียนจากแนวทางการนำผู้ประกอบการพาณิชย์เข้าสู่ระบบของประเทศเกาหลีใต้และประเทศญี่ปุ่น ผลการศึกษาสามารถสรุปประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1) ปัญหาด้านการบูรณาการข้อมูลระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐควรสร้างความชัดเจนหรือเป้าหมายในการบูรณาการข้อมูล และจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลฐานข้อมูลดิจิทัล 2) ปัญหาด้านกฎหมายควรพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย ยกเลิกกฎหมายและระเบียบที่สร้างความล่าช้า รวมทั้งพัฒนากฎหมายให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ 3) ปัญหาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม หน่วยงานภาครัฐควรกำหนดแผนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามาร่วมลงทุน การจะพัฒนาแนวทางการนำผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบภาษีให้มีประสิทธิภาพได้ต้องเกิดจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม นำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายซึ่งประกอบด้วย ความเชี่ยวชาญของภาครัฐในการสำรวจและติดตามผู้ประกอบการ การร่วมลงทุนและการสร้างนวัตกรรมของภาคเอกชน และการเป็นพลเมืองที่ดี มาบูรณาการเพื่อสร้าง Big Data และนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อให้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ และสร้างความเป็นธรรมทางภาษีอากรให้กับประชาชนในประเทศ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้ารับ หรือไม่รับราชการ ของคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาจากสาขาวิชาที่มีวิชาชีพเฉพาะ กรณีศึกษา สาขาวิชาบัญชี/การเงิน, มาศญา ศรีสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้ารับหรือไม่รับราชการของคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาจากสาขาวิชาชีพเฉพาะ ในสาขาวิชาบัญชีและการเงิน และ เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานภาครับนำไปปรับใช้กับกระบวนการสรรหาและการรักษาคนรุ่นใหม่ในระบบราชการ โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย คือคนที่มีอายุระหว่าง 22 - 30 ปี ที่จบการศึกษาจากสาขาที่มีวิชาชีพเฉพาะ ในสาขาวิชาบัญชีและการเงินที่รับราชการในหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 255 คน และทำงานในหน่วยงานภาคเอกชนอื่น ๆ จำนวน 254 คน รวม 509 คน โดยการวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ผ่านแบบสอบถามปลายปิด (Close Ended Question) และการวิเคราะห์ผลการวิจัยโดยวิธีการ Independent Sample T-Test ซึ่งเป็นการทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่มีความเป็นอิสระต่อกัน และ Chi Square ซึ่งเป็นการทดสอบที่ไม่อิงการแจกแจงของประชากร จากการวิเคราะห์ผลการศึกษา พบว่าปัจจัยจูงใจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้ารับหรือไม่รับราชการของคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาจากสาขาวิชาชีพเฉพาะ ในวิชาชีพบัญชี / การเงิน ในขณะที่ปัจจัยค้ำจุนไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้ารับหรือไม่รับราชการของคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาจากสาขาวิชาชีพเฉพาะ ในวิชาชีพบัญชี / การเงิน ส่วนปัจจัยเรื่องรูปแบบองค์การที่แตกต่างกัน และปัจจัยส่วนบุคคล มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้ารับหรือไม่รับราชการของคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาจากสาขาวิชาชีพเฉพาะ ในวิชาชีพบัญชี / การเงิน ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวสามารถเสนอเป็นแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐนำไปปรับใช้กับกระบวนการสรรหาและการรักษาคนรุ่นใหม่ในระบบราชการได้
นวัตกรรมการส่งรายงานผลการตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงานทาง E-Form:กรณีศึกษา กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, มันฑนา สมเทพ
นวัตกรรมการส่งรายงานผลการตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงานทาง E-Form:กรณีศึกษา กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, มันฑนา สมเทพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อหาข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ถึงแนวทางที่เหมาะสมของขั้นตอนและกระบวนเปลี่ยนแปลงการส่งรายงานการจัดการพลังงานโดยผู้ประกอบการในรูปแบบ e-Form ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ผลการศึกษาตามทฤษฎีการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ขององค์การที่นำเอานวัตกรรมการส่งรายงานการจัดการพลังงานทาง e-Form มาใช้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานครั้งสำคัญ แต่ผลการดำเนินงานยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากองค์การขาดความชัดเจนของกระบวนการและทิศทางการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง การสื่อสารของผู้นำถึงทิศทางที่ชัดเจนกว่าเดิมในการขับเคลื่อนองค์การด้วยนวัตกรรมต่อบุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์การให้ออกไปจากสภาพเดิม จากการวิเคราะห์ SWOT พบว่าระบบ e-Form ยังไม่เสถียรและใช้งานยาก บุคลากรและผู้ประกอบการยังขาดความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญ นำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์เชิงรุกภายใต้ Tows Matrix คือ การจัดทำโครงการนำร่องการพัฒนาระบบ e-Form ในลักษณะ Sandbox และการจัดทำ Roadmap ของการนำระบบ e-Form มาใช้งาน ส่วนกลยุทธ์เชิงแก้ไข คือ การปรับปรุงระบบ e-Form ให้เสถียร ใช้งานง่าย มีการฝึกอบรมวิธีการใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การใช้ e-Form ที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันการติดตามประเมินผลปัญหาอุปสรรคและความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่งผลให้การพัฒนานวัตกรรมการส่งรายงานทาง e-Form ประสบความสำเร็จ
มาตรการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Gi) ไทย : การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย, ปรีปรัชศ์ หนูขจร
มาตรการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Gi) ไทย : การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย, ปรีปรัชศ์ หนูขจร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทย ให้ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด และตอบคำถามที่ว่าใครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากมาตรการบ้าง และมีส่วนได้เสียอย่างไร โดยใช้แนวคิดผู้มีส่วนได้เสีย และแนวคิดภาระทางการบริหาร มาเป็นแนวทางการศึกษาวิจัย งานวิจัยฉบับนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เกี่ยวข้องกับมาตรการเป็นจำนวน 17 คน ผลการศึกษาพบว่าผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับมาตรการมีทั้งหมด 5 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ หน่วยงานของรัฐ ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญ ห้างค้าปลีก และ ผู้บริโภค โดยผู้ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และแบกรับภาระต้นทุนทางการบริหารน้อยที่สุด ได้แก่ หน่วยงานของรัฐ เนื่องจากสามารถบรรลุเป้าหมายตามมาตรการ ที่ปรึกษา ผู้ได้รับประโยชน์จากเงินค่าจ้าง ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่กับชุมชน และเรซูเม่ในการทำงานเชิงวิชาการ รวมทั้งห้างค้าปลีก ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการกระจายสินค้า และสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรกับชุมชน โดยผู้ที่ได้ทั้งประโยชน์และเสียประโยชน์ คือ ผู้ผลิต / ผู้ประกอบ ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย สามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า ทำให้สินค้ามีมาตรฐาน รวมทั้งโอกาสในการขยายช่องทางการตลาดให้แก่สินค้า ทั้งนี้ ผู้ผลิต / ผู้ประกอบ ยังมีภาระทางการบริหารที่เกิดจากต้นทุนการเรียนรู้ ต้นทุนการปฎิบัติตามนโยบาย ต้นทุนค่าเสียโอกาส และต้นทุนทางจิตวิทยาที่ต้องแบกรับ โดยต้นทุนประเภทนี้เกิดกับสินค้าทุกกลุ่มประเภททั้งเกษตรกรรม หัตถกรรม และอุตสาหกรรม สำหรับผู้บริโภคก็เช่นกัน แต่ผู้บริโภคเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์ เนื่องจากผู้บริโภคมีเพียงภาระต้นทุนทางการเรียนรู้เท่านั้นที่ต้องแบกรับ
การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ (Digital Government Transformation) กรณีศึกษา สำนักงานการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร, อภิชัย กุญชรชัย
การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ (Digital Government Transformation) กรณีศึกษา สำนักงานการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร, อภิชัย กุญชรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ (Digital Government Transformation) กรณีศึกษาสำนักงาน การต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร ตามแนวทางแผนแม่บทเทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสารของกรุงเทพมหานคร และศึกษาแนวทาง รวมถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการดำเนินงานของสำนักงานการต่างประเทศ เพื่อมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งมีโครงสร้างในการเก็บข้อมูล จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของสำนักงานการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พรรณนาบรรยายข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเปลี่ยนทางดิจิทัลของสำนักงานการต่างประเทศ คือ การให้ความสำคัญของผู้บริหารระดับสูงในการดำเนินนโยบายและการปฏิบัติ และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานด้านต่างประเทศที่เป็นตัวเร่งให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัล รวมไปถึงการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นระบบภายใต้โครงการระบบสารสนเทศด้านต่างประเทศของกรุงเทพมหานครจะทำให้การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และในส่วนของปัจจัยที่เป็นอุปสรรคของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของสำนักงานการต่างประเทศ ได้แก่ ปัจจัยด้านความพร้อมและศักยภาพทรัพยากรของหน่วยงาน ที่ต้องมีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลทั้งระบบการดำเนินการภายใน และระบบการให้บริการแก่ประชาชน นอกจากนี้ปัจจัยด้านความรู้และทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรที่ยังคงต้องมีการพัฒนาทักษะเพื่อรองรับกับเทคโนโลยีและรูปแบบงานยุคใหม่ที่มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงและผู้ปฎิบัติควรร่วมกันหารือและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น การนำองค์ความรู้จากต่างประเทศด้านการพัฒนาดิจิทัลมาปรับใช้ ผ่านการประสานกับหน่วยงานหลักในการพัฒนาด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการพัฒนากรุงเทพมหานครในฐานะเมืองหลวงของประเทศไปสู่เป้าหมาย “มหานครแห่งเอเชีย” โดยแท้จริง
การศึกษาวิเคราะห์การบริหารจัดการกําลังพลด้วยสายวิทยาการและระบบเลขหมายความชํานาญการทหารของกองบัญชาการกองทัพไทย, อรณิชา สาลีกงชัย
การศึกษาวิเคราะห์การบริหารจัดการกําลังพลด้วยสายวิทยาการและระบบเลขหมายความชํานาญการทหารของกองบัญชาการกองทัพไทย, อรณิชา สาลีกงชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัย เรื่อง การศึกษาวิเคราะห์การบริหารจัดการกำลังพลด้วยสายวิทยาการและระบบเลขหมายความชํานาญการทหารของกองบัญชาการกองทัพไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการบริหารจัดการกําลังพลด้วยสายวิทยาการและระบบเลขหมายความชํานาญการทหารของกองบัญชาการกองทัพไทย และนําไปสู่โอกาสในการพัฒนาและปรับปรุงการบริหารจัดการกําลังพลด้วยสายวิทยาการและระบบเลขหมายความชํานาญการทหารของกองบัญชาการกองทัพไทย ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพดำเนินการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสัมภาษณ์แบบกลุ่ม โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม คือ เจ้าหน้าที่หัวหน้าสายวิทยาการ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านกำลังพลของส่วนราชการในกองบัญชาการกองทัพไทย และกำลังพลในสายวิทยาการต่าง ๆ ของกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งผลการศึกษาพบว่า มุมมองที่มีต่อการบริหารจัดการกำลังพลด้วยสายวิทยาการและระบบเลขหมายความชำนาญการทหารของกองบัญชาการกองทัพไทย มีทั้งมุมมองด้านบวกคือ กำลังพลมีแนวทางในการเจริญเติบโตที่ชัดเจน ช่วยให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากยิ่งขึ้น และมุมมองด้านลบคือ การบริหารจัดการกำลังพลด้วยระบบดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่ กำลังพลเองยังขาดความรู้ ความเข้าใจอยู่พอสมควร ขณะที่ข้อดีต่อคือ กำลังพลสามารถวางแผนเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของตนเอง มีเส้นทางความก้าวหน้าและเจริญเติบโตไปตามลำดับขั้น (Career Path) ทำให้การบริหารจัดการกำลังพลของกองบัญชาการกองทัพไทยเป็นระบบเดียวกัน หน่วยงานสามารถวิเคราะห์อัตรากำลังพลได้ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของหน่วย ขณะที่ข้อจำกัดคือ รายละเอียดหรือคุณสมบัติบางประการที่กำหนดไว้ในกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ได้กลายมาเป็นข้อจำกัดที่ส่งผลต่อโอกาสในการเจริญเติบโตหรือความก้าวหน้าของกำลังพล หน่วยงานมีภาระงานที่เพิ่มขึ้นและยังไม่มีความพร้อมในการปฏิบัติงานบางภารกิจ สำหรับปัญหาข้อขัดข้องจากการปฏิบัติงานพบว่า ระบบสารสนเทศยังไม่ตอบสนองการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงาน ซึ่งผลการศึกษาในครั้งนี้ สามารถนํามาเป็นแนวทางและข้อเสนอแนะในการพัฒนาปรับปรุงการบริหารจัดการกําลังพลด้วยสายวิทยาการและระบบเลขหมายความชํานาญการทหารของกองบัญชาการกองทัพไทยให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นต่อไป
บทบาทของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่มีต่อการจัดบริการสาธารณะด้านการรักษาความปลอดภัยกรณีศึกษาหมู่บ้านจัดสรรลดาวัลย์ ศรีนครินทร์ จังหวัดสมุทรปราการ, อิทธิ อินทามระ
บทบาทของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่มีต่อการจัดบริการสาธารณะด้านการรักษาความปลอดภัยกรณีศึกษาหมู่บ้านจัดสรรลดาวัลย์ ศรีนครินทร์ จังหวัดสมุทรปราการ, อิทธิ อินทามระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต่อการจัดบริการสาธารณะด้านการรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านจัดสรรด้านการรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านจัดสรร 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการจัดบริการสาธารณะด้านการรักษาความปลอดภัยของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดบริการสาธารณะด้านการรักษาความปลอดภัยภายในหมู่บ้านจัดสรร จำนวน 12 คน ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต่อการจัดบริการสาธารณะด้านการรักษาความปลอดภัย ประกอบด้วย การบริหารจัดการระบบรักษาความปลอดภัยภายในหมู่บ้านจัดสรร และการใช้จ่ายงบประมาณด้านการรักษาความปลอดภัย การบริหารจัดการระบบรักษาความปลอดภัยภายในหมู่บ้านจัดสรร ได้แก่ การกำหนดนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านการรักษาความปลอดภัย และการว่าจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในขณะที่การใช้จ่ายงบประมาณด้านการรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้จ่ายงบประมาณด้านการรักษาความปลอดภัย และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความพอใจต่อการใช้จ่ายงบประมาณด้านการรักษาความปลอดภัย ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการรักษาความปลอดภัย ได้แก่ งบประมาณด้านการรักษาความปลอดภัย การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการรักษาความปลอดภัย ข้อเสนอแนะ คือ ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านการรักษาความปลอดภัย
การมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการนวัตกรรมชุมชนไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบพึ่งพาตนเองกรณีศึกษา : หมู่ที่ 8 บ้านวังวนชลประทาน ตำบลหนองตาแต้ม อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, สุชาดา มาลีสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงขั้นตอนและวิธีการในการมีส่วนร่วมของประชาชนรวมทั้งปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคในการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการนวัตกรรมชุมชนไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบพึ่งพาตนเอง ผลการศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการนวัตกรรมชุมชนไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบพึ่งพาตนเอง : กรณีศึกษา หมู่ที่ 8 บ้านวังวนชลประทาน ตำบลหนองตาแต้ม ประกอบไปด้วย 3 มิติ มิติที่หนึ่ง ชนิดของการมีส่วนร่วม พบว่า ทุกชนิดของการมีส่วนร่วมล้วนมีจุดแข็งและจุดอ่อนจึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าชนิดใดเป็นรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ดีที่สุด เนื่องจากประชาชนได้มีส่วนร่วม คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล มิติที่สอง ใครเป็นผู้มีส่วนร่วม พบว่า กลุ่มผู้มีส่วนร่วมประกอบไปด้วย 3 ประเภท คือ บุคคลในท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่รัฐ และมิติสุดท้าย การมีส่วนร่วมเกิดขึ้นได้อย่างไร พบว่า กระบวนการสำคัญ คือ หลักการขั้นตอนเบื้องต้นของการมีส่วนร่วม รูปแบบของการมีส่วนร่วม ขอบเขตการดำเนินงาน และผลลัพธ์ โดยปัจจัยที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ประกอบไปด้วยปัจจัยความเชื่อถือในตัวผู้นำ ความใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ การคำนึงถึงผลประโยชน์ตอบแทน ความไม่พอใจต่อสภาพแวดล้อม และฐานะทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้พบปัญหาและอุปสรรคในการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ 1) ปัญหาระบบราชการแบบ Red Tape 2) ขาดการสนับสนุนงบประมาณ 3) ปัญหาท้าทายด้านความชอบธรรมการเป็นผู้ครอบครองที่ดินและข้อสรุปการพิสูจน์สิทธิ์ที่ดินของชาวบ้าน
บทบาทศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวกรณีศึกษา ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ตำบลท่าทราย จังหวัดนนทบุรี, อรรคพล ดำเนินผล
บทบาทศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวกรณีศึกษา ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ตำบลท่าทราย จังหวัดนนทบุรี, อรรคพล ดำเนินผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง บทบาทศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ตำบลท่าทราย จังหวัดนนทบุรี วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือ เพื่อศึกษาบทบาทศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) โดยเลือกจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา จำนวน 10 คน ผลการศึกษา พบว่า 1. ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนมีวิธีการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว โดยมีการดำเนินงานเชิงรุก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาความรุนแรง การเฝ้าระวังการเกิดเหตุความรุนแรง เชิงรับ ได้แก่ การส่งเสริมองค์ความรู้ให้ประชาชน การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว 2. ปัจจัยที่สนับสนุนการทำงานของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนให้ประสบความสำเร็จ เกิดจากปัจจัยภายใน คือ องค์ความรู้ของคณะทำงาน ความเข้าใจ และความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และปัจจัยภายนอก คือ การได้รับสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ความร่วมมือของคนในชุมชน 3. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ 1) ปัญหาภายในองค์กร ได้แก่ ความเข้มแข็งของคณะทำงาน 2) ปัญหาภายนอก ได้แก่ ความร่วมมือและแรงสนับสนุนจากหน่วยงานในพื้นที่ และ 3) ปัญหาการดำเนินงานจากส่วนกลาง คือ การจัดสรรงบประมาณที่ไม่ต่อเนื่อง การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา กลุ่มเด็กด้อยโอกาส สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, อัครเดช กลิ่นสังข์
ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา กลุ่มเด็กด้อยโอกาส สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, อัครเดช กลิ่นสังข์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษากลุ่มเด็กด้อยโอกาส สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา โดยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสม เครื่องมือในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างครูสอนเด็กด้อยโอกาสและบุคลากรทางการศึกษา และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างระดับนโยบาย ระดับสนับสนุน และระดับปฏิบัติการ ประกอบกับข้อมูลเชิงลึกของเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา กลุ่มเด็กด้อยโอกาส จากแบบบันทึกการทำงานของผู้จัดการรายกรณี (Case Manager: CM) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านกระบวนการ เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากที่สุดในการดำเนินโครงการ โดยมีค่าเฉลี่ยของระดับความคิดเห็นเท่ากับ 4.75 นอกจากนั้นยังพบว่าปัจจัยด้านกระบวนการ มีอิทธิพลผลต่อผลกระทบและประสิทธิผลจากการดำเนินโครงการ และปัจจัยนำเข้า มีอิทธิพลผลต่อการถ่ายทอดความสำเร็จจากการดำเนินโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยประเด็นปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการที่มีความสำคัญมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านกระบวนการ ได้แก่ การจัดทำเอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณ
กลไกที่รัฐบาลไทยใช้จัดการข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับสิทธิของนักเรียนศึกษากรณี ทรงผมนักเรียน (พฤษภาคม พ.ศ. 2563 – พฤศจิกายน พ.ศ. 2564), สิรวิชญ์ พิทักษ์ธำรง
กลไกที่รัฐบาลไทยใช้จัดการข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับสิทธิของนักเรียนศึกษากรณี ทรงผมนักเรียน (พฤษภาคม พ.ศ. 2563 – พฤศจิกายน พ.ศ. 2564), สิรวิชญ์ พิทักษ์ธำรง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งศึกษากลไกที่รัฐบาลไทยใช้เพื่อจัดการข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมเกี่ยวกับนโยบายทรงผมนักเรียนว่ามีรูปแบบและการทำงานอย่างไร ตลอดจนกลไกดังกล่าวส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการกำหนดนโยบายสาธารณะมากน้อยเพียงใด งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 8 คน และนักเรียนผู้เรียกร้องด้วยวิธีการสัมภาษณ์และศึกษาข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ ข้อค้นพบจากงานวิจัยชิ้นนี้คือข้อเรียกร้องเกี่ยวกับทรงผมนักเรียนถูกผลักดันโดยกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่ได้รับแรงสนับสนุนจากบริบททางการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2563 ที่นักเรียนนักศึกษามีการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ประกอบกับการขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้รับข้อเรียกร้อง / ร้องเรียนจากนักเรียนจำนวนมากโดยเฉพาะการปฏิบัติของสถานศึกษาซึ่งยังไม่สอดคล้องกับระเบียบทรงผมนักเรียนฉบับใหม่ และใช้กลไกที่เป็นทางการเพิ่มเติมนอกจากกลไกตรวจสอบเรื่องร้องเรียนตามระบบราชการเพื่อจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยใช้การเปิดรับฟังความคิดเห็นนักเรียน และการตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของนักเรียน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเลือกจัดการประเด็นเกี่ยวกับทรงผมนักเรียนเป็นลำดับแรก เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจำนวนมากและแก้ไขได้ทันที ผลลัพธ์ของการจัดการข้อร้องเรียนคือการแก้ไขระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ให้รองรับความหลากหลายทางเพศ และระบุรูปแบบการมีส่วนร่วมที่ชัดเจนของนักเรียนและผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดระเบียบทรงผมที่เฉพาะเจาะจงของสถานศึกษา ในภาพรวม กระทรวงศึกษาธิการพยายามใช้การมีส่วนร่วมของนักเรียนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในร่างกายหรือทรงผมของนักเรียนเท่าที่ควร
การประยุกต์ใช้แนวคิดวิสัยทัศน์ร่วมในการพัฒนากลยุทธ์ D2rive ของกรมสรรพากร:กรณีศึกษา สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาบางรัก 1, ศาขิณี พระจันทร์
การประยุกต์ใช้แนวคิดวิสัยทัศน์ร่วมในการพัฒนากลยุทธ์ D2rive ของกรมสรรพากร:กรณีศึกษา สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาบางรัก 1, ศาขิณี พระจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาความสอดคล้องระหว่างวิสัยทัศน์ส่วนบุคคลของบุคลากรสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาบางรัก 1 กับวิสัยทัศน์ของกรมสรรพากร และเพื่อประเมินความสำเร็จของการนำกลยุทธ์ D2RIVE มาใช้เพื่อการขับเคลื่อนกรมสรรพากรไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ขององค์กร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาบางรัก 1 จำนวน 15 คน ประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน ผลการวิจัย พบว่า บุคลากรสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาบางรัก 1 ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรประเภท SC ซึ่งเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) กับองค์กร แสดงถึงการมีวิสัยทัศน์ส่วนตัวสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับกรมสรรพากร และมีกรอบความคิดแบบช่างฝีมือ (Craftsman Mindset) ซึ่งเป็นคนที่ต้องการพัฒนาตนเองให้มีความรู้เพื่อสั่งสมความเชี่ยวชาญในการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการขององค์กร อีกทั้งการขับเคลื่อนกลยุทธ์ D2RIVE ถือว่าประสบสำเร็จ เนื่องจากโครงการต่างๆ ที่มาจากกลยุทธ์ D2RIVE มีอิทธิพลทำให้บุคลากรมีการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีอากรมากขึ้น ตระหนักถึงการให้บริการที่ดีแก่ผู้เสียภาษี แต่ยังต้องพัฒนาปรับปรุงในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และนวัตกรรมให้ดียิ่งขึ้นและเหมาะสมกับบริบทขององค์กร เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมที่มีพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ตามวิสัยทัศน์ของกรมสรรพากร “องค์กรชั้นนำที่จัดเก็บภาษีอย่างโปร่งใสเป็นธรรม ด้วยนวัตกรรมคุณภาพ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง”
การประเมินความพร้อมของวัฒนธรรมองค์การในการขับเคลื่อนองค์การไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก, สิทธิวัฒน์ ปัญญางาม
การประเมินความพร้อมของวัฒนธรรมองค์การในการขับเคลื่อนองค์การไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก, สิทธิวัฒน์ ปัญญางาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
องค์การที่มีวัฒนธรรมองค์การแบบเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานย่อมส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และที่สำคัญคือมีความรักและผูกพันต่อองค์การ ซึ่งนำไปสู่การธำรงรักษาบุคลากรในองค์การ การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์การของ อบจ.ตาก ในปัจจุบันที่ขับเคลื่อนองค์การไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน 2) เพื่อประเมินความพร้อมของวัฒนธรรมองค์การในการขับเคลื่อน อบจ.ตาก ไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการปรับเปลี่ยนหรือเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์การที่เหมาะสมในการขับเคลื่อน อบจ.ตาก ไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ข้าราชการ อบจ.ตาก ซึ่งได้ดำเนินการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวนทั้งสิ้น 19 ราย โดยรูปแบบของการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีมิติของวัฒนธรรมองค์การแบบเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของ Bradley และคณะ (2008) จำนวน 4 มิติ เป็นกรอบในการศึกษา ซึ่งผลการศึกษาพบว่า จากการประเมินความพร้อมของวัฒนธรรมองค์การของ อบจ.ตาก มิติ Time Demands และมิติ Support from Management มีความพร้อมอยู่ในระดับพึงพอใจ ในขณะที่มิติ Perceived Negative Career Consequences และมิติ Co-Worker Support มีความพร้อมอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งในภาพรวมถือว่า อบจ.ตาก มีความพร้อมของวัฒนธรรมองค์การในการขับเคลื่อนองค์การไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน แต่อย่างไรก็ดี อบจ.ตาก สามารถปรับปรุงและจัดวัฒนธรรมองค์การเพื่อเพิ่มหรือส่งเสริมให้เกิดความพร้อมยิ่งขึ้นได้