Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 241 - 270 of 547

Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration

การประสานงานเชิงการสื่อสารในฝ่ายงานกิจการสัมพันธ์ (Ca) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19, สิรรัช วินิจฉัยกุล Jan 2022

การประสานงานเชิงการสื่อสารในฝ่ายงานกิจการสัมพันธ์ (Ca) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19, สิรรัช วินิจฉัยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัย การประสานงานเชิงการสื่อสารในฝ่ายงานกิจการสัมพันธ์ (CA) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ชิ้นนี้ มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงานระหว่างช่วงก่อนและช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และผลกระทบของการประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงาน ช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร (3) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของบุคลากรในฝ่ายงาน ที่มีต่อการประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงานระหว่างช่วงก่อนและช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการส่งแบบสอบถามให้แก่บุคลากรในฝ่ายงานงานกิจการสัมพันธ์ (CA) จำนวน 50 คน ผลการศึกษาพบว่า (1) การประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงาน ช่วงก่อนและช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีความแตกต่างกัน (2) การประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงาน ช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีความสัมพันธ์และมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร 4 ใน 5 ด้านหลัก (3) บุคลากรในฝ่ายงานมีความพึงพอใจต่อการประสานงานเชิงการสื่อสารภายในฝ่ายงานช่วงการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มากกว่าช่วงก่อนการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19


การศึกษาเชิงเปรียบเทียบทิศทางการปรับตัวของกองทุนประกันสังคมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ, อัครธีร์ ธารีฉัตรไพศาล Jan 2022

การศึกษาเชิงเปรียบเทียบทิศทางการปรับตัวของกองทุนประกันสังคมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ, อัครธีร์ ธารีฉัตรไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาเชิงเปรียบเทียบทิศทางการปรับตัวกองทุนประกันสังคมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์นโยบายของสำนักงานประกันสังคมในการรับมือกับวิกฤติสังคมผู้สูงอายุและเสนอแนะแนวทางเพื่อให้กองทุนประกันสังคมมีเสถียรภาพ โดยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลจากการถอดบทเรียนการบริหารกองทุนประกันสังคมในประเทศเยอรมันและญี่ปุ่น การศึกษาค้นคว้าเอกสารและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารของสำนักงานประกันสังคมจำนวน 3 คน พบว่ากองทุนประกันสังคมของประเทศไทยมีความเสี่ยงขาดสภาพคล่องและล้มละลายในอีก 30 ปีข้างหน้า การปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบและกฎหมายใดเพื่อให้กองทุนมีความยั่งยืน มักพบกับปัญหาอุปสรรคจากการทำประชาพิจารณ์และการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชน การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จากนายจ้าง ลูกจ้างและรัฐบาล (ไตรภาคี) ภายใต้การบริหารงานของคณะกรรมการประกันสังคม ข้อเสนอแนะในการปรับตัวเพื่อรองรับวิกฤติสังคมผู้สูงอายุ กองทุนประกันสังคมควรเปลี่ยนสถานะเป็นนิติบุคคลเพื่อความคล่องตัวในการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบในการปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบขั้นต่ำ ขยายเวลาอายุเกษียณ และการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างรายได้ของแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม นอกจากนี้ ภาครัฐควรพิจารณาออกมาตรการส่งเสริมการเพิ่มจำนวนประชากรให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสามารถรักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม


การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแผนพัฒนารายบุคคลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของพนักงานระดับปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป กรณีศึกษา สถาบันพระปกเกล้า, เจษฎากร อรภักดี Jan 2022

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแผนพัฒนารายบุคคลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของพนักงานระดับปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป กรณีศึกษา สถาบันพระปกเกล้า, เจษฎากร อรภักดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) ต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของพนักงานระดับปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป กรณีศึกษา สถาบันพระปกเกล้า มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพจากแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตาม (IDP) ของพนักงานระดับปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตาม IDP ของพนักงานระดับปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป เพื่อให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของแต่ละตำแหน่งงานในการเตรียมความพร้อมสำหรับความก้าวหน้าในสายอาชีพ โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้คำถามแบบกึ่งโครงสร้าง เพื่อสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานระดับปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไป และผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนด IDP และปฏิบัติงานร่วมกันภายในสถาบัน จากผลการศึกษา พบว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตาม IDP ของพนักงานระดับปฏิบัติการวิชาชีพและปฏิบัติการทั่วไปส่งผลต่อการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพในการดำเนินงานตาม IDP ของสถาบันพระปกเกล้า โดยพนักงานมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์ของการอบรม มีความรู้และเข้าใจต่องานที่รับผิดชอบอยู่ หรือมีความรู้ความเข้าใจต่อเรื่องที่เข้ารับการอบรมมากขึ้น สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างเหมาะสม และสามารถถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ที่ได้จากการอบรมให้กับบุคคลอื่นหรือผู้ร่วมงานได้ ซึ่งมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพตามเกณฑ์ IDP ดังกล่าวคือ 1) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระยะเวลาในการทำงาน และระดับการศึกษา เนื่องจากการสะสมประสบการณ์การศึกษา ความรู้ความสามารถ ความถนัดต่าง ๆ ที่ผ่านในอดีตมาเข้ามามีส่วนช่วยในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ 2) ปัจจัยที่ได้รับมาจากงาน ได้แก่ ชนิดของงาน และสถานภาพทางอาชีพ เนื่องจากหากพนักงานต้องการที่จะมีสถานภาพทางอาชีพที่ดีหรือการเลื่อนระดับตำแหน่งงาน พนักงานต้องปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ได้รับการประเมินผลปฏิบัติการที่สูงขึ้นตามที่คาดหวังจากผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชา และ 3) ปัจจัยที่ควบคุมได้โดยฝ่ายบริหาร ได้แก่ ความมั่นคงทางรายได้ สวัสดิการ และโอกาสก้าวหน้าในงาน เนื่องจากปัจจัยที่ควบคุมได้โดยฝ่ายบริหารนั้น มีระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจนเพื่อเป็นเกณฑ์ในการกำหนดอัตราเงินเดือน และโอกาสก้าวหน้าในงาน ซึ่งผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานตามประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในแต่ละปีของพนักงาน นอกจากนี้ จากผลการศึกษา ผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตาม IDP คือ ในด้านการมีส่วนร่วม ผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาและพนักงานควรกำหนด IDP ร่วมกันตามคู่มือแผนพัฒนาบุคลากรสถาบันพระปกเกล้าเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง พนักงานควรศึกษาคู่มือแผนพัฒนาบุคลากร เพื่อให้ทราบแผนการอบรมรายบุคคลตามกลุ่มของตนเอง อันจะนำไปสู่การวางแผนพัฒนารายบุคคลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การศึกษาภาวะผู้นำ กรณีศึกษา ซีรีส์โทรทัศน์อเมริกา เรื่อง 9-1-1, เพชรรพี รังษี Jan 2022

การศึกษาภาวะผู้นำ กรณีศึกษา ซีรีส์โทรทัศน์อเมริกา เรื่อง 9-1-1, เพชรรพี รังษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หน่วยปฏิบัติงานดับเพลิงถือเป็นหน่วยงานภาครัฐหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในสังคม และเพื่อลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยที่อาจจะส่งผลกระทบในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้น้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้ ภาวะผู้นำของผู้บังคับบัญชาจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการปฏิบัติภารกิจให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาภาวะผู้นำ กรณีศึกษา ซีรีส์โทรทัศน์อเมริกา 9-1-1 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาพฤติกรรมภาวะผู้นำของตัวละคร Robert Wade Nash (Bobby) หัวหน้าหน่วยปฏิบัติงานดับเพลิง สถานีที่ 118 จากซีรีส์โทรทัศน์อเมริกา 9-1-1 ทั้งในภาวะปกติ และภาวะวิกฤต โดยวิเคราะห์ผ่านแนวคิดภาวะผู้นำตามแนวคิดตาข่ายการจัดการ (The Managerial Grid) ของ Robert Blake และ Jane Mouton (1964) ผลการศึกษาพบว่า ตัวละครโรเบิร์ต นาช หรือบ๊อบบี้ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการกู้ภัย สถานีที่ 118 ประจำเมืองลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมภาวะผู้นำแบบ 9,9 หรือผู้นำที่เน้นความเป็นทีม ทั้งหมด 54 ตอน นับเป็น 87.09% จากจำนวนตอนทั้งหมดที่ได้มีตัวละครบ๊อบบี้ปรากฏขึ้น โดยลักษณะพฤติกรรมภาวะผู้นำรองลงมาเป็นผู้นำในรูปแบบ 1,9 หรือผู้นำที่เน้นการจัดการแบบสมาคม ทั้งหมด 4 ตอน และบ๊อบบี้ได้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมแบบ1,9 และ 5,5 แบบละ 2 ตอน จากลักษณะพฤติกรรมเช่นนี้ ส่งผลให้ตัวบ๊อบบี้สามารถบริหารจัดการภายใต้ภาวะวิกฤตได้ดี ทั้งยังได้รับความยกย่องยอมรับ และเป็นที่รักของสมาชิกในองค์การเสมอมา


ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสํานักงานคณะกรรมการอัยการ, กฤตบุญ แก้วโชติ Jan 2022

ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสํานักงานคณะกรรมการอัยการ, กฤตบุญ แก้วโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสำนักงานคณะกรรมการอัยการ และศึกษาปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสำนักงานคณะกรรมการอัยการ โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ซึ่งประกอบไปด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งจะเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม โดยแจกแบบสอบถามให้กับข้าราชการธุรการที่ปฏิบัติงานในสำนักงานคณะกรรมการอัยการ จำนวน 45 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งจะเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ปฏิบัติงานอยู่ในสำนักงานคณะกรรมการอัยการ จำนวน 7 คน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาด้วยตารางแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล และปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสำนักงานคณะกรรมการอัยการ เพื่ออธิบายและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการสร้างข้อสรุปด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญต่าง ๆ แล้วนำมาอธิบายข้อสรุปให้กับงานวิจัยในครั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านผู้นำองค์กร 2) ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน และ 3) ปัจจัยด้านเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสำนักงานคณะกรรมการอัยการ และในส่วนของ 1) ความรู้และทักษะเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลของบุคลากร และ 2) ความพร้อมเกี่ยวกับงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เป็นปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสำนักงานคณะกรรมการอัยการ


การนำระบบติดตามทางศุลกากรรูปแบบกุญแจปิดผนึก (E - Lock) ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ, ชุติเดช เจียวท่าไม้ Jan 2022

การนำระบบติดตามทางศุลกากรรูปแบบกุญแจปิดผนึก (E - Lock) ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ, ชุติเดช เจียวท่าไม้

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษากระบวนการนำระบบติดตามทางศุลกากรในรูปแบบระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Lock System) ไปปฏิบัติ ณ ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ และ (2) เพื่อศึกษาปัญหาหรืออุปสรรคในขั้นตอนการนำระบบติดตามทางศุลกากรในรูปแบบระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Lock System) ไปปฏิบัติ ณ ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการสัมภาษณ์จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 11 คน ที่ปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำระบบติดตามทางศุลกากรในรูปแบบระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Lock System) ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการนำระบบติดตามทางศุลกากรในรูปแบบระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Lock System) ไปปฏิบัตินั้น มีกระบวนการสำคัญอยู่ 2 ส่วน ได้แก่ กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเอกซเรย์ และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับระบบติดตามทางศุลกากรในรูปแบบระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Lock System) ทั้งนี้ ปัญหาและอุปสรรคในการนำระบบติดตามทางศุลกากรในรูปแบบระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Lock System) ไปปฏิบัตินั้น จะมีอยู่ 3 ประการสำคัญ คือ ปัญหาจากระบบ ปัญหาจากบุคลากร และปัญหาจากทรัพยากร


อิทธิพลของการปรับใช้นโยบาย Work From Anywhere ในการดึงดูดผู้ที่มีสมรรถนะสูงเข้ามารับราชการกรณีศึกษา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ฐานิศา สันตยานนท์ Jan 2022

อิทธิพลของการปรับใช้นโยบาย Work From Anywhere ในการดึงดูดผู้ที่มีสมรรถนะสูงเข้ามารับราชการกรณีศึกษา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ฐานิศา สันตยานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาอิทธิพลของการปรับใช้นโยบาย Work from Anywhere ในการดึงดูดผู้ที่มีสมรรถนะสูงเข้ามารับราชการ กรณีศึกษา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นการศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จาก นปร. จำนวน 62 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 5 คน มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ เพื่อศึกษาอิทธิพลของการปรับใช้นโยบาย Work from Anywhere ต่อการตัดสินใจเข้ารับราชการในกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศของผู้ที่มีสมรรถนะสูง และเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการวางแผนบุคลากรเพื่อดึงดูดข้าราชการผู้มีสมรรถนะสูงเข้ารับราชการของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า การปรับใช้นโยบาย Work from Anywhere มีอิทธิพลในการดึงดูดผู้ที่มีสมรรถนะสูงเข้ามารับราชการ กรณีศึกษา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 โดยปัจจัยด้าน Work-Life Balance ของบุคลากร จร. ส่งผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด (Beta=0.38, t= 11.14, p-value น้อยกว่า .001) รองลงมาคือ ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของ จร. (Beta=0.21, t= 4.1, p-value น้อยกว่า .001) ปัจจัยด้านการลดค่าใช้จ่ายในการมาทำงาน (Beta=0.19, t= 7.7, p-value น้อยกว่า .001) ปัจจัยด้านวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร จร. (Beta=0.16, t= 2.6, p-value=.013) และส่งผลน้อยที่สุดคือ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมการทำงานของบุคลากร จร. (Beta=0.12, t= 2.7, p-value=.008)


การจัดการขยะของกรุงเทพมหานครสู่เป้าหมายตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานครระยะ 20 ปี, ธรรณชนก สังข์ชัย Jan 2022

การจัดการขยะของกรุงเทพมหานครสู่เป้าหมายตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานครระยะ 20 ปี, ธรรณชนก สังข์ชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์หลักของสารนิพนธ์ฉบับนี้คือการศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และอุปสรรคเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการจัดการขยะของกรุงเทพมหานครสู่เป้าหมายตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานครระยะ 20 ปี ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการพัฒนาการจัดการขยะของกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน ทั้งนี้การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการส่วนขยะมูลฝอยชุมชน กองจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ, ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ด้านสิ่งแวดล้อม), รองผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล, ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนงาน สำนักสิ่งแวดล้อม, หัวหน้าฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ (สำนักงานเขตปทุมวันและสำนักงานเขตจตุจักร), หัวหน้าพนักงานกวาดและพนักงานเก็บขยะมูลฝอย (สำนักงานเขตคลองเตย) ผลการศึกษาพบว่าปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนการจัดการขยะของกรุงเทพมหานครสู่เป้าหมายตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานครระยะ 20 ปี มีจำนวน 5 ด้าน ได้แก่ สมรรถนะขององค์กร, ประสิทธิภาพในการวางแผนและควบคุม, ภาวะผู้นำและความร่วมมือ, การเมืองและการบริหารสิ่งแวดล้อมภายนอก, และกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็พบว่าแนวทางการจัดการขยะตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งมีจำนวน 8 นโยบาย ก็มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร 20 ปี ซึ่งก็คือการมีเป้าหมายร่วมกันเกี่ยวกับการลดและควบคุมปริมาณมูลฝอย ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการมูลฝอยตั้งแต่แหล่งกำเนิดจนถึงการกำจัดอย่างถูกต้อง ตามหลักวิชาการ อย่างไรก็ตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็มีความแตกต่างจากแผนพัฒนากรุงเทพมหานครระยะ 20 ปี ในประเด็นเกี่ยวกับการเพิ่มรถขยะขนาดเล็กสำหรับการเก็บขนขยะในซอยต่าง ๆ และการเพิ่มสวัสดิการพนักงานเก็บขยะ เมื่อพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนาการจัดการขยะของกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน ประเทศไทยควรกำหนดนโยบายการแก้ไขปัญหาขยะให้เป็นนโยบายสำคัญของทุกรัฐบาล รวมถึงการกำหนดกฎหมายควบคุมการจัดการขยะในภาพรวมของประเทศให้มีความครอบคลุมการจัดการขยะทั้งระบบ พร้อมทั้งการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการกำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาขยะ ในภาพรวมของประเทศ ในขณะเดียวกันผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครควรกำหนดนโยบายการแก้ไขปัญหาขยะให้เป็นโครงการสำคัญทุกปีงบประมาณ อีกทั้งต้องพิจารณาปรับข้อบัญญัติเพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเก็บขนขยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงปรับปรุงข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเพื่อเพิ่มสวัสดิการประกันอุบัติเหตุให้กับพนักงานเก็บขนมูลฝอย ตลอดจนสร้างภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาขยะของกรุงเทพมหานครโดยการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม


องค์ประกอบความสำเร็จของธุรกิจและคุณลักษณะของผู้นำกับความสอดคล้องของแนวคิดที่ปรากฏในหนังสือ Good To Great ของ จิม คอลลินส์กรณีศึกษา : บริษัทฯ ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และ Startup ที่ประสบความสำเร็จของไทย, นรัฐ คุณะวัฒนากรณ์ Jan 2022

องค์ประกอบความสำเร็จของธุรกิจและคุณลักษณะของผู้นำกับความสอดคล้องของแนวคิดที่ปรากฏในหนังสือ Good To Great ของ จิม คอลลินส์กรณีศึกษา : บริษัทฯ ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และ Startup ที่ประสบความสำเร็จของไทย, นรัฐ คุณะวัฒนากรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะศึกษาถึง 1.ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์การธุรกิจ โดยอาศัยแนวคิดที่ปรากฏในหนังสือจากบริษัทที่ดี สู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ (Good to Great) ของ จิม คอลลินส์ และ 2.องค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อคุณลักษณะของผู้นำองค์การธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ โดยอาศัยแนวคิดผู้นำระดับที่ 5 ที่ปรากฏในหนังสือ จากบริษัทที่ดี สู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ (Good to Great) ของ จิม คอลลินส์ และ ภาวะผู้นำระดับ 5 ของ จอห์น ซี แม็กซ์เวลล์ เพื่อที่จะสามารถนำผลวิจัยไปปรับใช้และพัฒนาต่อยอด ทั้งในด้านของคุณลักษณะผู้นำองค์กรรวมถึงวิธีการและกระบวนการในการบริหารจัดการองค์กรของไทยให้สามารถประสบผลสำเร็จได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยประกอบไปด้วยองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน 3 องค์กร ที่ คือ 1.องค์กรที่พัฒนาที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียม 2.องค์กรที่พัฒนาที่พักอาศัยประเภทหมู่บ้านจัดสรร และ 3.องค์กรผู้รับเหมาก่อสร้างงานโครงการประเภทห้างสรรพสินค้าและห้างสะดวกซื้อขนาดใหญ่ และยังศึกษาวิจัยองค์กรธุรกิจสตาร์ทอัพ (STARTUP) ที่ประสบความสำเร็จได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วอีก 2 องค์กร นั่นคือ 4.องค์กรที่เชี่ยวชาญงานด้านออแกไนซ์เซอร์ และ 5.องค์กรที่เชี่ยวชาญในงานด้านการให้บริการด้านเวที แสง-สี-เสียง และภาพในงานอีเว้นท์ต่าง ๆ โดยการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาข้อมูล เอกสาร และการสัมภาษณ์ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับก่อการตั้งและการเปลี่ยนผ่านองค์กร รวมถึงการเข้าร่วมสังเกตการณ์ในกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรตัวอย่างที่ศึกษาวิจัยในครั้งนี้ด้วย สามารถสรุปผลการศึกษาวิจัยได้ดังนี้คือ องค์กรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของไทยที่ทำการศึกษาวิจัย “ไม่มีความสอดคล้อง” ทั้งในด้านแนวคิดหรือแนวทางในการบริหารที่ปรากฏในหนังสือจากบริษัทที่ดี สู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ (Good to Great) ของ จิม คอลลินส์ โดยปัจจัยสำคัญที่องค์กรตัวอย่างมีคล้ายคลึงกันเพียง 1 ปัจจัย (จาก 6 ปัจจัย) นั่นคือ แนวความคิดแบบตัวเม่น (เลือกทำในสิ่งที่องค์กรเชี่ยวชาญที่สุด) คือ การที่องค์กรรู้ว่าตนเองเก่งหรือมีความเชี่ยวชาญในเรื่องใด และทุ่มเทลงมือปฏิบัติเฉพาะในสิ่งที่ตนเองถนัดและเชี่ยวชาญนั้นให้เป็นเลิศ และพัฒนาต่อยอดสิ่งนั้นให้กลายเป็นสิ่งที่องค์กรสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นเลิศ ในส่วนของผลวิจัยด้านคุณลักษณะของผู้นำองค์การธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จของไทยนั้น พบว่า “ไม่มีความสอดคล้อง” กับแนวคิดผู้นำระดับที่ 5 ที่ปรากฏในหนังสือ จากบริษัทที่ดี สู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ (Good to Great) ของ จิม คอลลินส์ …


ประสิทธิผลในการดำเนินนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (Bio Ciucular Green Economy : Bcg) ต่อผู้ประกอบการส่งออกอาหารไทย, ภัณฑิรา เศรษฐจิรวิโรจน์ Jan 2022

ประสิทธิผลในการดำเนินนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (Bio Ciucular Green Economy : Bcg) ต่อผู้ประกอบการส่งออกอาหารไทย, ภัณฑิรา เศรษฐจิรวิโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายให้เกิดประสิทธิผลและศึกษาแนวทางการพัฒนาและช่วยเหลือการปรับตัวของผู้ประกอบการอาหารไทยในกิจกรรม BCG THE NEXT GEN ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการทางด้านอาหารที่เข้าร่วมกิจกรรม BCG THE NEXT GEN และเจ้าหน้าที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผลจากการศึกษาพบว่า ที่ผ่านมาการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่มีประสิทธิผลแต่ไม่มากเท่าที่ควร โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินโยบาย ได้แก่ ความเร่งด่วนของนโยบายก่อให้เกิดข้อจำกัดในการจัดสรรงบประมาณอย่างไม่ทั่วถึง ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการจัดทำโครงการ และกิจกรรม เช่น กฎระเบียบของกลุ่มตลาดประเทศเป้าหมาย ซึ่งส่งผลต่อการปรับตัวของผู้ประกอบการ รวมไปถึงการบูรณาการบันทึกความร่วมมือระดับกระทรวงที่ยังไม่เป็นรูปธรรมและไม่เกิดผลตามที่คาดหวังในการส่งเสริมการส่งออกผู้ประกอบการอาหารไทย ทั้งนี้ แนวทางในการปรับปรุงนโยบายอาจทำได้โดยเริ่มจากการจัดทำงบประมาณที่มุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ (Strategic Performance Based Budgeting : SPBB) ควบคู่ไปกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำรองเมื่อเกิดนโยบายเร่งด่วน ปรับเปลี่ยนระบบการวัดผลให้มีประสิทธิผลเพื่อต่อยอดในการขอจัดสรรงบประมาณประจำปีที่สูงขึ้น และจัดทำแผนการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่ชัดเจนและมีเนื้อหาสาระภายใต้บันทึกความร่วมมือเพื่อต่อยอดการส่งออกสินค้าอาหารโดยเฉพาะเจาะจง


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครเข้าร่วมโครงการข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, ภัสธารีย์ พลไพโรจน์ Jan 2022

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครเข้าร่วมโครงการข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, ภัสธารีย์ พลไพโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ของข้าราชการ สคร. ต่อระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง และศึกษากระบวนการในการวางแผนกำลังคน การสรรหา และคัดเลือกข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงของ สคร. โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผลการศึกษาการรับรู้ของข้าราชการ สคร. ต่อระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงในภาพรวม พบว่า ผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นข้าราชการ สคร. มีการรับรู้เกี่ยวกับระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงพื้นฐานในระดับดี โดยการรับรู้วัตถุประสงค์ของระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงสอดคล้องมากที่สุด และผู้ให้ข้อมูลสำคัญมีการรับรู้สอดคล้องบางส่วน 2 ด้าน ได้แก่ การรับรู้คุณสมบัติของผู้สมัคร และการรับรู้ประโยชน์ของระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง ในส่วนผลการศึกษากระบวนการวางแผนกำลังคน การสรรหา และการคัดเลือกข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงของ สคร. ผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง พบว่า การวางแผนกำลังคนของ สคร. ยังขาดการบูรณาการกัน ส่งผลให้การบริหารกำลังคนคุณภาพขาดความชัดเจน การประชาสัมพันธ์ข้อมูลโครงการข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงมีเพียงช่องทางเดียวและครั้งเดียวเท่านั้น โดยที่ผ่านมาผู้สมัครเข้าร่วมโครงการข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงมาจากการสมัครด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว และผู้สมัครเข้าร่วมโครงการข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงของ สคร. ล้วนเป็นข้าราชการที่ปฏิบัติงานในสายงานหลัก


การบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, อัฟฮัม วาแม Jan 2022

การบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, อัฟฮัม วาแม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการของการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและทำการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง มีจำนวนทั้งสิ้น 30 คน โดยผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบไปด้วย ด้านการตัดสินใจ ด้านการดำเนินงาน ด้านการรับผลประโยชน์และด้านการประเมินผล ในขณะเดียวกันกระบวนการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบไปด้วย การให้ข้อมูลข่าวสาร การรับฟังความคิดเห็น การเข้ามามีบทบาท การสร้างความร่วมมือ และการเสริมอำนาจแก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังพบปัญหาและอุปสรรค์ในการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายมิติ ซึ่งสามารถที่จะนำไปปรับใช้ในการพัฒนารูปแบบและกระบวนการการบริหารจัดการแบบประชาชนมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ที่ทำการปกครองอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี, จณิสตา อินทรสุวรรณโณ Jan 2022

ประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ที่ทำการปกครองอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี, จณิสตา อินทรสุวรรณโณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง "ประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน(กม.)อำเภอจอมบึงจังหวัดราชบุรี" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อทราบถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน และ เพื่อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน ในการศึกษา ครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการศึกษาโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In – depth Interview) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของคณะกรรมการหมู่บ้านของอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำกลุ่มต่าง ๆ และผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ปัจจัยบุคคล คือ ทักษะ ความรู้ ความสามารถ ความเข้าใจ ในการทำงานตามหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้าน ปัจจัยกลุ่ม คือ กระบวนการทำงาน โครงสร้าง และภาวะผู้นำ และ ปัจจัยองค์การ คือ การสร้างแรงจูงใจ การประสานงาน สภาพแวดล้อม


การศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพกรณีศึกษา : กระบวนการออกแบบก่อสร้างอาคารสถานบริการสุขภาพ, ตวงพร ปัญญาธรรม Jan 2022

การศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพกรณีศึกษา : กระบวนการออกแบบก่อสร้างอาคารสถานบริการสุขภาพ, ตวงพร ปัญญาธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในการออกแบบก่อสร้างอาคารสถานบริการสุขภาพ และ 2) ศึกษาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในกระบวนการดังกล่าว ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก ประกอบกับการศึกษาค้นคว้าเอกสาร แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า 1) ด้านปริมาณงาน ตัวเลขปริมาณงานที่ผู้รับบริการร้องขอความอนุเคราะห์ออกแบบในแต่ละปีงบประมาณมีจำนวนมาก ทำให้หน่วยงานไม่สามารถตอบสนองต่อผู้รับบริการได้ทั้งหมด เนื่องจากมีบุคลากรไม่เพียงพอ และไม่สอดคล้องกับปริมาณงานที่ได้รับมอบหมาย 2) ด้านคุณภาพ ในภาพรวมความพึงพอใจของผู้รับบริการ ที่มีต่อกระบวนการออกแบบก่อสร้างอาคารสถานบริการสุขภาพ ของกองแบบแผน ในช่วง 3 ปีงบประมาณ อยู่ในระดับมาก โดยผู้รับบริการมีความพึงพอใจในด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ในประเด็นของการมีความรู้ความสามารถในการให้บริการมากที่สุด 3) ด้านเวลา ภาพรวมการออกแบบแล้วเสร็จทันตามกำหนดเวลาคิดเป็นร้อยละ 81.48 ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างจำนวนแบบเป้าหมายของหน่วยงานที่กำหนด กับจำนวนแบบที่ดำเนินการแล้วเสร็จทันตามกำหนดเวลา 4) ด้านค่าใช้จ่าย พบว่าต้นทุนค่าใช้จ่ายในการออกแบบก่อสร้างโดยกองแบบแผนเมื่อเทียบกับการจ้างเอกชนออกแบบ จะมีส่วนต่างค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าในภาพรวมคิดเป็นร้อยละ 48.95 แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน หน่วยงานควรมีการทบทวนการจัดโครงสร้างของหน่วยงาน และวางอัตรากำลังบุคลากรให้เหมาะสมกับปริมาณงาน รวมถึงการพิจารณากำหนดค่าเป้าหมายของแบบที่จะดำเนินการในแต่ละปีของหน่วยงานให้มีความสอดคล้องกับจำนวนปริมาณงาน เพื่อตอบสนองกับความต้องการของผู้รับบริการได้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนการนำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการออกแบบและจัดทำแบบก่อสร้างเพื่อลดขั้นตอน และประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มากยิ่งขึ้น


การรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566 - 2570 : กรณีศึกษาข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, ธิดานันท์ ทันจิตร์ Jan 2022

การรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566 - 2570 : กรณีศึกษาข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, ธิดานันท์ ทันจิตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566 - 2570 ของข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภูมิหลังส่วนบุคคลกับการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจของข้าราชการ สคร. ในการนี้ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ซึ่งประกอบด้วยทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและ เชิงคุณภาพ และใช้เทคนิคการสำรวจและการสัมภาษณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการ สคร. ประเภทวิชาการ (ระดับชำนาญการพิเศษ ชำนาญการ และปฏิบัติการ) รวมถึงการสัมภาษณ์เฉพาะผู้บริหาร สคร. ผลการวิจัยพบว่า ข้าราชการ สคร. ส่วนใหญ่มีการรับรู้และเคยศึกษาแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีปริมาณเนื้อหาที่ได้รับรู้/รับทราบน้อยกว่าร้อยละ 25 และมีความเข้าใจเกี่ยวกับแผนดังกล่าวระดับ ปานกลาง สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผน พบว่า ภูมิหลังส่วนบุคคลของข้าราชการ สคร. มีความสัมพันธ์กับการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ใน 2 ประเด็น คือ การศึกษาและการรับรู้/รับทราบ ปริมาณเนื้อหาที่ปรากฏในแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ และมีความสัมพันธ์กับความเข้าใจใน 3 ด้าน ได้แก่ ส่วนงานที่สังกัด ลักษณะงาน และความเกี่ยวข้องระหว่างแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจกับตัวชี้วัดการประเมินผล การปฏิบัติราชการของตนเอง สำหรับภูมิหลังส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งข้าราชการ และประสบการณ์ทำงาน พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับความเข้าใจเกี่ยวกับแผนดังกล่าว ดังนั้น งานวิจัยนี้ จึงเสนอแนะให้มีการมุ่งพัฒนาและเพิ่มความเข้าใจแก่บุคลากร สคร. โดยเฉพาะบุคลากรที่อยู่ในส่วนงานหลัก ที่มีการปฏิบัติงานในภารกิจด้านรัฐวิสาหกิจของ สคร. ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานและเป็นกำลังสำคัญ ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีความเข้าใจที่ตรงกันนำไปสู่การบรรลุ วิสัยทัศน์ของแผนดังกล่าว และก่อเกิดเป็นพลังผลักดันไปสู่เป้าหมายการพัฒนาของประเทศต่อไป||This research project aimed to examine perception and understanding towards the State Enterprise Development Plan B.E. 2566 - 2570 of civil servants in the State Enterprise Policy Office (SEPO) and …


การนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ เพื่อลดระยะเวลาในการตรวจปล่อยสินค้าขาออกที่ติดเงื่อนไขความเสี่ยง: กรณีศึกษา ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ, ธีระพัฒน์ รัตนะราภ Jan 2022

การนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ เพื่อลดระยะเวลาในการตรวจปล่อยสินค้าขาออกที่ติดเงื่อนไขความเสี่ยง: กรณีศึกษา ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ, ธีระพัฒน์ รัตนะราภ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่องนี้ มุ่งตอบคำถามการนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ เพื่อลดระยะเวลาในการตรวจปล่อยสินค้าขาออกที่ติดเงื่อนไขความเสี่ยงมีความเหมาะสมอย่างไร รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการนำการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวไปปฏิบัติ อันจะนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการนำการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวไปปฏิบัติต่อไป โดยอาศัยกระบวนทัศน์การจัดการภาครัฐแนวใหม่และแนวคิดการอำนวยความสะดวกทางการค้าในการกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย ซึ่งการวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจาก 2 ส่วน ได้แก่ การวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน และการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ จำนวน 5 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง รวมถึงการเก็บข้อมูลประกอบการศึกษาระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจปล่อยสินค้าจากระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ผลการศึกษาพบว่า การนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ เพื่อลดระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจปล่อยสินค้าขาออกที่ติดเงื่อนไขความเสี่ยง มีความเหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ เนื่องจากการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นการกำหนดตัวชี้วัดผลการบริหารผลงานและการบริหารผลการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานแล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ปัญหาและอุปสรรคของการนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ ได้แก่ ปัจจัยด้านเครื่องเอกซเรย์ ปัจจัยด้านสินค้า ปัจจัยด้านบุคลากร ปัจจัยด้านสถานที่ และปัจจัยด้านกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แนวทางและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการนำการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไปปฏิบัติ ภาครัฐควรกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานต้องมีตัวชี้วัดที่เหมาะสมและชัดเจน ทำให้ภาครัฐและประชาชนสามารถติดตามและประเมินผลคุณภาพในการให้บริการของภาครัฐได้ รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยลดปัญหาและอุปสรรคของการบริการสาธารณะ เพื่อให้ภาครัฐสามารถตอบสนองประโยชน์สาธารณะและสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน


แนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรของข้าราชการตำรวจ สังกัดสำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, นวอร โชคธนไพศาล Jan 2022

แนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรของข้าราชการตำรวจ สังกัดสำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, นวอร โชคธนไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่อง "แนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรของข้าราชการตำรวจ สังกัดสำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันกับแนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร ศึกษาระดับของปัญหาการสื่อสารภายในองค์กรและศึกษาแนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการตำรวจ สังกัดสำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 173 คน โดยใช้สูตรของ ทาโร ยามาเน่ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดระดับความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก มีการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent Sample t-test,F-test และ Multiple Linear Regression ผลการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 30-39 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ประสบการณ์รับราชการตำรวจระดับสัญญาบัตร 2-5 ปี มีระดับของปัญหาการสื่อสารภายในองค์กรและระดับความคิดเห็นของแนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรมีค่าเฉลี่ยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลนั้น เพศ อายุ สถานภาพ ประสบการณ์และระดับชั้นยศที่แตกต่างกัน มีแนวทางพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน มีแนวทางพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรด้านการศึกษาแตกต่างกัน ส่วนปัญหาการสื่อสารภายในองค์กรจากองค์ประกอบการสื่อสาร พบว่า ด้านช่องทางการสื่อสารและด้านผู้รับสารส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร สำหรับด้านผู้ส่งสารและด้านข้อมูลข่าวสารไม่ส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร


การศึกษาปัญหาและอุปสรรคกระบวนการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากร, ภัสสร อังศุธรรมกุล Jan 2022

การศึกษาปัญหาและอุปสรรคกระบวนการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากร, ภัสสร อังศุธรรมกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาวิจัย เรื่อง การศึกษาปัญหาและอุปสรรคกระบวนการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากรที่เกิดความล่าช้า รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาในกระบวนการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากร ซึ่งระเบียบวิธีวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi – Structured Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 10 คน ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานหรือด่านศุลกากรที่มีการครอบครองเครื่องเอกซเรย์ และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการจัดทำเอกสารการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ จำนวน 6 คน กลุ่มที่ 2 เจ้าหน้าที่ของส่วนเทคโนโลยีการควบคุมทางศุลกากร ศูนย์ประมวลข้อมูลการข่าวทางศุลกากร กรมศุลกากร จำนวน 2 คน และกลุ่มที่ 3 เจ้าหน้าที่ของกลุ่มอนุญาตเครื่องกำเนิดรังสี กองอนุญาตทางนิวเคลียร์และรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จำนวน 2 คน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มที่ 1 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานหรือด่านศุลกากรที่มีการครอบครองเครื่องเอกซเรย์ และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการจัดทำเอกสารการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์ มีปัจจัยที่เป็นปัญหาและอุปสรรคทำให้กระบวนการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์เกิดความล่าช้า จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านกลยุทธ์ คือ การขาดการติดตาม วางแผนการต่ออายุใบอนุญาตล่วงหน้า 2) ด้านระบบการวัดผล คือ การขาดการนำผลสำเร็จของการต่ออายุใบอนุญาตครอบครองเครื่องเอกซเรย์เข้ามาในการประเมินผลการปฏิบัติงาน (KPI) และการขาดการจัดทำฐานข้อมูลการต่ออายุและสิ้นสุดอายุใบอนุญาต เพื่อประเมินความสำเร็จของงาน 3) ด้านทรัพยากรบุคคล คือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ หรือการส่งมอบงานไม่ต่อเนื่อง และการขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดทำเอกสารประกอบการขอต่ออายุใบอนุญาต และ 4) ด้านการประสานงาน คือ การติดต่อกับหน่วยงานภายนอกเพื่อนำเอกสารมาประกอบการขอต่ออายุใบอนุญาตใช้ระยะเวลานาน กลุ่มที่ 2 เจ้าหน้าที่ของส่วนเทคโนโลยีการควบคุมทางศุลกากร ศูนย์ประมวลข้อมูลการข่าวทางศุลกากร กรมศุลกากร มีปัจจัยที่เป็นปัญหาและอุปสรรค จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านกลยุทธ์ คือ การขาดการจัดประชุมร่วมกันเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เป็นแนวทางเดียวกัน และ 2) ด้านระบบการวัดผล คือ การขาดระบบฐานข้อมูลใบอนุญาตที่เป็นฐานทะเบียนกลางร่วมกัน และกลุ่มที่ 3 …


การศึกษาแนวทางบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) กรณีศึกษา สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร, ศุภอร กองเพ็ง Jan 2022

การศึกษาแนวทางบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) กรณีศึกษา สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร, ศุภอร กองเพ็ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแนวทางการบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) กรณีศึกษา สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน อายุ 23-45 ปี ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Generation Y ทั้งนี้เพื่อนำผลการวิจัยที่ได้มากำหนดแนวทางในการบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงานของประชากรในกลุ่มนี้ การวิจัยนี้เริ่มจากการคัดครองผู้ที่มีภาวะหมดไฟจากแบบประเมินภาวะหมดไฟในการทำงาน พบว่ามีนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ตอบแบบประเมิน 21 คนจากทั้งหมด 30 คน คิดเป็นอัตราการตอบกลับร้อยละ 70 และจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน 8 ใน 21 คนนี้ มีภาวะหมดไฟในการทำงานในระดับสูงทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (Emotional Exhaustion) ด้านการเมินเฉยต่องาน (Cynicism) และด้านความสามารถในการทำงาน (Professional Efficacy) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 38.10 ปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน 5 อันดับแรก ได้แก่ ความเครียดจากผู้บริหาร สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน ค่าตอบแทนไม่เพียงพอ มีความตั้งใจลาออกจากงาน และโครงสร้างองค์กรแบบไซโล ในทางกลับกันปัจจัยที่ไม่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ เพศ สถานภาพการสมรส และสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน วิธีรับมือกับภาวะหมดไฟในการทำงานด้วยตนเอง ได้แก่ การปรับตัวในการทำงาน การมองโลกในแง่ดี การปลีกตัวออกจากงาน และการหาที่ปรึกษาเพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะต่อองค์กรโดยการปรับโครงสร้างองค์กรที่ต้องสลายการทำงานแบบไซโลเพื่อเพิ่มการสื่อสารของคนในองค์กรให้เป็นในทิศทางเดียวกัน


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและความเหนื่อยล้าของวิศวกรจราจรทางอากาศกลุ่มงาน Atsep (Air Traffic Safety Electronics Personnel) กรณีศึกษา สังกัดส่วนกลาง (ทุ่งมหาเมฆ สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, หทัย หงส์ศิริวรรณ Jan 2022

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและความเหนื่อยล้าของวิศวกรจราจรทางอากาศกลุ่มงาน Atsep (Air Traffic Safety Electronics Personnel) กรณีศึกษา สังกัดส่วนกลาง (ทุ่งมหาเมฆ สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, หทัย หงส์ศิริวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงานของวิศวกรจราจรทางอากาศ กลุ่มงาน ATSEP 2) ความแตกต่างระหว่างปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลกับระดับความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงาน และ 3) แนวทางการจัดการกับความเครียดและความเหนื่อยล้าที่เกิดจากการปฏิบัติงาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถาม จำนวน 161 คน ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ ดังนี้ 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ สภาพแวดล้อม ครอบครัว และงาน ตามลำดับ ในขณะที่ ปัจจัยที่เกี่ยวกับปัจเจกบุคคลไม่ส่งผลต่อระดับความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) สถานภาพสมรสที่แตกต่างกันส่งผลให้ระดับความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน ในขณะที่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระดับตำแหน่ง และอายุการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันส่งผลให้ระดับความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการจัดการความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงานด้วยตนเอง ได้แก่ การทำงานอย่างเป็นระบบและพัฒนาตนเอง การพักผ่อน การปรึกษาผู้ที่ไว้วางใจ และการใช้ธรรมะ สำหรับแนวทางการจัดการความเครียดและความเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงานโดยองค์กร ได้แก่ การเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก การออกแบบองค์กรให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น


การศึกษาองค์การในรูปแบบ Fast Government ของภาครัฐไทยกรณีศึกษากรมสรรพากรและกรมการขนส่งทางบก, กัญญาวีร์ ปิตุรัตน์ Jan 2022

การศึกษาองค์การในรูปแบบ Fast Government ของภาครัฐไทยกรณีศึกษากรมสรรพากรและกรมการขนส่งทางบก, กัญญาวีร์ ปิตุรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์การปฏิบัติงานแบบ FAST Government กรณีศึกษากรมสรรพากร และกรมการขนส่งทางบก (2) ศึกษาระดับขององค์การในการเป็นองค์การแบบ FAST Government (3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการปรับเปลี่ยนองค์การแบบ FAST Government โดย FAST Government แบ่งออกเป็น 4 ปัจจัย ได้แก่ Flatter Government (รัฐบาลแนวราบ) Agile Government (รัฐบาลแบบคล่องตัว) Streamlined Government (รัฐบาลแบบมีประสิทธิภาพสูงสุด) Tech-enabled Government (รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งระเบียบวิธีการวิจัยที่ใช้ในงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพหุวิธี (Multi Methods) โดยใช้วิธีการเชิงคุณภาพในการศึกษาการปฏิบัติงาน ปัญหา และอุปสรรคของกรมสรรพากรและกรมการขนส่งทางบกในการปรับองค์การแบบ FAST Government โดยการสัมภาษณ์บุคลากรกรมสรรพากร กรมการขนส่งทางบก และบุคลากรหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จำนวน 12 คน และใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ ในการวิเคราะห์ระดับขององค์การในการเป็นองค์การแบบ FAST Government จากการใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) จากผลการวิจัย พบว่า กรมสรรพากรและกรมการขนส่งทางบกมีการปฏิบัติงานแบบ FAST Government ที่มีความคล้ายคลึงกัน คือมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการปฏิบัติงาน เพื่อความรวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของประชาชนมากขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีและวิธีการปฏิบัติงานแบบคล่องตัว (Agile) เข้ามาประยุกต์ใช้ โดยกรมสรรพากรและกรมการขนส่งทางบก มีระดับการเป็นองค์การแบบ FAST Government ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาอุปสรรคของโครงสร้างที่มีขนาดใหญ่อาจทำให้เกิดความล่าช้า ไม่คล่องตัวได้ตามที่ทั้งสองกรมต้องการ อีกทั้งบุคลากรยังขาดความรู้ความชำนาญในการใช้เทคโนโลยี


การศึกษาเรื่องโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุบ้านบางแค กรุงเทพมหานคร โครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย จังหวัดสมุทรปราการ และโครงการ Wellness City จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ธันยพร โตษะสุข Jan 2022

การศึกษาเรื่องโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุบ้านบางแค กรุงเทพมหานคร โครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย จังหวัดสมุทรปราการ และโครงการ Wellness City จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ธันยพร โตษะสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์เปรียบเทียบหลักการบริหารจัดการโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุดำเนินการโดยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม (2) เพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างการบริหารจัดการโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุกับค่านิยมสำคัญของ 3 พาราไดม์ทางการบริหารจัดการภาครัฐ (3) เพื่อศึกษาลักษณะพื้นฐานของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในโครงการที่พักอาศัยที่ดำเนินการโดยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เเละ (4) เพื่อเป็นข้อเสนอแนะแนวทางในการบริหารจัดการโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านการใช้เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ การศึกษาจากเอกสารและการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ทั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นผู้บริหารโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุของศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คน โครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย จำนวน 1 คน และโครงการ Wellness City จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 1 คน จากการวิจัยพบว่ากรณีศึกษาศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค กรุงเทพมหานคร มีหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวเก่า (Old Public Management: OPM) เป็นค่านิยมหลัก โครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย มีหลักการบริหารจัดการสาธารณะแนวใหม่ (New Public Service: NPS) เป็นค่านิยมหลัก และโครงการ Wellness City มีหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management: NPM) เป็นค่านิยมหลัก อย่างไรก็ตามผู้เขียนมองว่าทุกการบริหารจัดการต้องมีความผสมผสานกันของทั้ง 3 พาราไดม์ทางการบริหารจัดการภาครัฐที่ต้องนำมาบริหารจัดการทั้ง 3 พาราไดม์ให้เกิดความสมดุล โดยมีหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวเก่าเป็นพื้นฐานมีโครงสร้างองค์กรที่เข้มแข็ง มีหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันทางเศรษฐกิจ นึกหลักความคุ้มค่า มีตัวชี้วัดผลการทำงานของบุคคลเเพื่อคัดกรองคนที่มีประสิทธิภาพในองค์กร และเป็นองค์กรที่มีความเป็นประชาธิปไตย ส่งเสริมให้เกิดการตัดสินใจผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน มีมุมมองต่อประชาชนเป็นพลเมืองตื่นรู้ซึ่งนับว่าเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการและพัฒนาองค์กรเป็นองค์กรที่สามารถตรวจสอบได้ มีคุณธรรมด้วยการใช้หลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ เมื่อมีการบริหารจัดการองค์กรที่ดีไม่ว่าจากภาคส่วนใดก็สามารถขับเคลื่อนสังคมก่อให้เกิดเป็นสังคมที่ดีสืบต่อไปได้


การศึกษาการนำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองไปปฏิบัติในจังหวัดราชบุรี, วรพล เกิดแก้ว Jan 2022

การศึกษาการนำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองไปปฏิบัติในจังหวัดราชบุรี, วรพล เกิดแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองไปปฏิบัติในจังหวัดราชบุรี เพื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการนำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองไปปฏิบัติในจังหวัดราชบุรี และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการดำเนินนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองในอนาคต ผลการศึกษาพบว่า การนำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองไปปฏิบัติในจังหวัดราชบุรี ขับเคลื่อนผ่านนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังให้เกิดการกระจายรายได้เข้าสู่เมืองรอง 55 จังหวัด โดยการนำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองไปปฏิบัติในจังหวัดราชบุรี มี 2 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรมการพัฒนาชุมชนจังหวัดราชบุรีและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหวัดราชุบรี โดยกรมการพัฒนาชุมชนจังหวัดราชบุรีจะดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โดยที่กรมการพัฒนาชุมชนจังหวัดราชบุรีจะเข้าไปเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนผ่านการนำความรู้แนวทางต่างๆในการพัฒนาชุมชนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้มีเอกลักษณ์และได้มาตรฐานมานำเสนอนักท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน และมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหวัดราชบุรีเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยเน้นที่การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักในจังหวัดราชบุรีกับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน OTOP นวัตวิถี ผ่านการสร้างเส้นทางการท่องเที่ยว การทำคลิปวีดิโอ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้แก่นักท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนได้มากยิ่งขึ้น โดยผลการศึกษาด้านปัญหาและอุปสรรคในการนำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองไปปฏิบัติในจังหวัดราชบุรีคือการที่นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองนั้นเป็นนโยบายที่มีลักษณะมองในภาพรวมของประเทศ ปัญหาด้านการสื่อสารจากส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคไม่เพียงพอและปัญหาด้านทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ ผลการศึกษาในประเด็นข้อเสนอแนะแนวทางในการดำเนินนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองในอนาคต พบว่าควรจัดให้มียุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเมืองรองแยกจังหวัดให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ควรกำหนดบทบาทของหน่วยงานให้ชัดเจน และควรมีการอบรมความรู้เกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองเพิ่มมากขึ้น


การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาโครงการที่ได้รับรางวัลประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม, คณิศรา มีธรรมสวนะ Jan 2021

การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาโครงการที่ได้รับรางวัลประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม, คณิศรา มีธรรมสวนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รางวัลประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม (Effective Change) เป็นประเภทรางวัลที่สำนักงานก.พ.ร. มอบให้กับหน่วยงานของรัฐเพื่อกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการเปิดระบบราชการ นำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ ผู้วิจัยต้องการศึกษาถึงโครงการที่ประสบผลสำเร็จในการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมว่าปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเกิดการมีส่วนร่วมของโครงการ โดยศึกษาจากการให้รางวัลของสำนักงาน ก.พ.ร. จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมในระบบนิเวศ 3 น้ำ แพรกหนามแดง โครงการชลประทานสมุทรสงคราม และโครงการก้าวสู่อุทยานธรณีโลกด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน จังหวัดสตูล (Global Geoparks) การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยด้วยเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) แบ่งเป็นตัวแทนจากภาครัฐและภาคประชาชน 2 โครงการรวมทั้งสิ้นจำนวน 14 คน ซึ่งจากการวิจัยพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเกิดการมีส่วนร่วม ได้แก่ ปัจจัยผู้นำ ปัจจัยความรู้ในการเข้าร่วมโครงการ ปัจจัยการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ปัจจัยความพร้อมด้านบุคลากร และปัจจัยการจัดสรรทรัพยากร นอกจากนี้พบว่าปัจจัยความรู้ในการเข้าร่วมโครงการและปัจจัยความพร้อมด้านบุคลากรเป็นปัญหาอุปสรรคที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้สรุปประเด็นเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของแต่ละปัจจัยในการดำเนินโครงการและได้เชื่อมโยงผลการศึกษากับแนวคิดกลยุทธ์การพัฒนาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานภาครัฐอื่น


ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและองค์การสาธารณกุศลในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย: กรณีศึกษาอุทกภัย จังหวัดนครศรีธรรมราช, พรรณภัทร ราชาภรณ์ Jan 2021

ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและองค์การสาธารณกุศลในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย: กรณีศึกษาอุทกภัย จังหวัดนครศรีธรรมราช, พรรณภัทร ราชาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุทกภัยปี 2563 ในจังหวัดนครศรีธรรมราชสร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมาก สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราชร่วมมือกับองค์การสาธารณกุศล เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว จากการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จระหว่างองค์กรภาครัฐและองค์การสาธารณกุศลในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย: กรณีศึกษาอุทกภัย จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ ปัจจัยผู้นำ ที่มีความเข้าใจในงาน มีความเด็ดขาดช่วยแก้ไขปัญหา และใส่ใจในผู้ปฏิบัติงาน, ปัจจัยวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์การที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน และปัจจัยอำนาจตัดสินใจในการปฏิบัติงาน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติงานได้รวดเร็วและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที ส่วนปัจจัยที่เป็นปัญหาและอุปสรรคของความร่วมมือฯ ได้แก่ ปัจจัยการติดต่อสื่อสารและประสานงาน ที่ยังมีความยากลำบากและความยุ่งยากในความร่วมมือ, ปัจจัยความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานซึ่งแตกต่างกัน ทำให้การปฏิบัติงานเกิดความติดขัด, ปัจจัยทรัพยากรในการปฏิบัติงาน ทั้งงบประมาณ บุคลากร และอุปกรณ์กู้ภัยยังไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน และปัจจัยการแสวงหาผลประโยชน์และการแทรกแซงการปฏิบัติงานจากบุคคลภายนอก นำไปสู่การลาออกของผู้ปฏิบัติงาน ผู้วิจัยได้นำเสนอตัวแบบสานพลังจัดการสาธารณภัยเพื่อปรับปรุงและพัฒนาความร่วมมือของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราชกับองค์การสาธารณกุศลในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีกระบวนการความร่วมมือเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย


ประสิทธิภาพของระบบบริการข้อมูลศาลยุติธรรม (Cios): กรณีศึกษาความคิดเห็นของทนายความในจังหวัดอ่างทอง, ธีระ แก้วรัตนศรีโพธิ์ Jan 2021

ประสิทธิภาพของระบบบริการข้อมูลศาลยุติธรรม (Cios): กรณีศึกษาความคิดเห็นของทนายความในจังหวัดอ่างทอง, ธีระ แก้วรัตนศรีโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการประเมินประสิทธิภาพระบบบริการข้อมูลศาลยุติธรรม (CIOS) ผ่านความคิดเห็นของทนายความผู้ใช้ระบบบริการข้อมูลศาลยุติธรรมออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจความคิดเห็นของทนายความที่มีต่อการปรับใช้งานระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม ของสำนักงานศาลยุติธรรม อีกทั้งเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดเห็นการปรับใช้งานระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรมของสำนักงานศาลยุติธรรม และเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุง ระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือทนายความที่มีสำนักงานตั้งอยู่ภายในพื้นที่จังหวัดอ่างทองจำนวน 20 คน ซึ่งในการเก็บข้อมูลนั้น แบ่งออกเป็นสองส่วนได้แก่การเก็บแบบสอบถามปลายปิดและทำการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยนำผลการเก็บแบบสอบถามมาวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน(one way anova) หรือ F-test และในส่วนของการสัมภาษณ์นั้นจะใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยผลสรุปจากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งสองแบบนั้นแสดงได้ว่าทนายความส่วนใหญ่มีความคิดว่าระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรมนั้นสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ในระดับดี แต่ทั้งนี้ยังคงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานระบบและการให้ข้อมูลการใช้งานของเจ้าหน้าที่ และมีความคิดเห็นบ้างส่วนแสดงให้เห็นว่าระบบนี้นั้นเหมาะกับงานคดีบ้างประเภทเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมในการให้บริการในทุกรูปแบบคดี


ผลกระทบทางเศรษฐกิจของโครงการชุมชนอุดมสุขของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร: ศึกษากรณีชุมชนบ้านดอนสีนนท์ จังหวัดฉะเชิงเทรา, กันตรัตน์ นามสมมุติ Jan 2021

ผลกระทบทางเศรษฐกิจของโครงการชุมชนอุดมสุขของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร: ศึกษากรณีชุมชนบ้านดอนสีนนท์ จังหวัดฉะเชิงเทรา, กันตรัตน์ นามสมมุติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาบทบาทด้านการพัฒนาชุมชนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยใช้พื้นที่ชุมชนบ้านดอนสีนนท์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นกรณีศึกษา โดยมุ่งตอบคำถามที่ว่า โครงการชุมชนอุดมสุขของ ธ.ก.ส. ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชุมชนบ้านดอนสีนนท์อย่างไร และทำให้เศรษฐกิจของชุมชนบ้านดอนสีนนท์เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) หรือไม่ งานวิจัยใช้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติเป็นเกณฑ์ชี้วัดผลการพัฒนาจากโครงการชุมชนอุดมสุขของ ธ.ก.ส. และใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการฯ ของ ธ.ก.ส. กลุ่มผู้นำและคณะกรรมการชุมชน กลุ่มสมาชิกชุมชนทั้งที่เข้าร่วมและไม่ได้เข้าร่วมโครงการฯ รวมทั้งหมด 12 คน รวมทั้งการสังเกตสภาพความเป็นอยู่ภายในชุมชน งานวิจัยพบว่า โครงการชุมชนอุดมสุขของ ธ.ก.ส. ส่งผลกระทบด้านการลดรายจ่ายและเพิ่มเงินออม โดยเฉพาะผลกระทบที่เป็นการต่อยอดการทำงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตของชุมชน แต่ในด้านการเพิ่มรายได้และผลิตภาพการผลิตไม่สามารถเห็นผลได้ชัดเจนนัก ผลจากโครงการจึงเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านที่ 2 ในการเพิ่มการเข้าถึงความรู้และบริการทางการเงิน และเป้าหมายที่ 8 ในการเสริมความแข็งแกร่งและการเข้าถึงสถาบันการเงินและบริการทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการวิจัยสะท้อนว่า ผลลัพธ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นกับชุมชนบ้านดอนสีนนท์เกี่ยวข้องอย่างมากกับระดับการพัฒนาเดิมของชุมชนที่มีพื้นฐานค่อนข้างดีอยู่แล้ว และยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างบทบาทของ ธ.ก.ส. ในฐานะเจ้าหนี้กับบทบาทของ ธ.ก.ส. ในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ซึ่ง ธ.ก.ส. ควรเข้าให้ถึงความต้องการที่แท้จริงของชุมชน โดยคำนึงถึงบริบทชุมชนและความเป็นไปได้จากการพัฒนา รวมทั้งควรศึกษา กำหนดหรือให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดเชิงคุณภาพที่สามารถนำมาใช้ประเมินผลโครงการพัฒนาชุมชนในครั้งต่อ ๆ ไป


การนำนโยบายชุมชนท่องเที่ยว Otop นวัตวิถี ไปปฏิบัติ กรณีศึกษาตำบลคลองพระอุดม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี, คมสัน ดาวทอง Jan 2021

การนำนโยบายชุมชนท่องเที่ยว Otop นวัตวิถี ไปปฏิบัติ กรณีศึกษาตำบลคลองพระอุดม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี, คมสัน ดาวทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลการนำนโยบายชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีไปปฏิบัติ รวมทั้ง ปัญหา อุปสรรค จากการดำเนินโครงการ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง และวิธีการสุ่มตัวอย่าง จากผู้ให้ข้อมูลในพื้นที่ จำนวน 3 กลุ่ม 26 ราย ทำการตรวจสอบด้วยวิธีการสามเส้า (Triangulation) จากการศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พบว่าผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พบว่าผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ไม่ว่าจะเป็นด้านรายได้ ที่เกิดขึ้นภายในชุมชน ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวภายในชุมชน ด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับการพัฒนา พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น มากขึ้นกว่าตอนที่ยังไม่ได้ดำเนินโครงการ อีกทั้งด้านผลกระทบทางสังคม และสิ่งแวดล้อมนั้น พบว่าในด้านผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนในชุมชนนั้น ไม่มีปัญหาใดๆ แต่ด้านผลกระทบ ทางสิ่งแวดล้อมนั้นพอมีอยู่บ้าง แต่สามารถควบคุมและแก้ไขได้ ไม่ก่อผลกระทบที่รุนแรงกับชุมชน ในการดำเนินงานของโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เช่น สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่ดี ทำให้ประชาชนลดการใช้จ่าย มีการใช้จ่ายอย่างประหยัดทำให้การกระจายรายได้สู่ชุมชนยังไม่เต็มที่เท่าที่จะควร ปัญหาการขาดการให้ความช่วยเหลือจากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปัญหาความร่วมมือของคนภายในชุมชน และปัญหาการขาดการประชาสัมพันธ์หมู่บ้านท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักอย่างทั่วถึงในวงกว้าง และข้อเสนอแนะจากการดำเนินงานของโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ได้แก่ ทางราชการควรมีงบประมาณในการต่อยอดการดำเนินโครงการฯ เพิ่มเติม เพื่อการปรับปรุงโครงสร้างร้านค้า ตลาดชุมชนให้มีความมั่นคงแข็งแรง การประชาสัมพันธ์หมู่บ้านให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น การสนับสนุนให้หน่วยงานราชการต่างๆ ไปศึกษาดูงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี การส่งเสริมความร่วมมือทั้งหน่วยงานราชการท้องถิ่น ท้องที่ และชาวบ้านในพื้นที่ให้ร่วมมือกันทำงานด้วยกันทุกฝ่าย


ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบริหารจัดการข้อปรึกษาหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา, เจษฎา ปาตุ้ย Jan 2021

ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบริหารจัดการข้อปรึกษาหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา, เจษฎา ปาตุ้ย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งตอบคำถามที่ว่า กระบวนการปรึกษาหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการและความเดือดร้อนของประชาชนจริงหรือไม่ โดยใช้แนวคิดวงจรนโยบาย (Policy Cycle) ของ Thomas R. Dye และใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างข้อปรึกษาหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ส่งมาให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาในช่วงปี พ.ศ. 2562 ถึง พ.ศ. 2564 จำนวน 249 เรื่อง จากจำนวนทั้งหมด 658 เรื่อง แล้วบันทึกลักษณะต่าง ๆ ของข้อปรึกษาหารือ แต่ละเรื่องลงในแบบสำรวจ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยเก็บข้อมูลจากฐานข้อมูลของกองประสานงานการเมือง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี งานวิจัยพบว่า กระบวนการดำเนินการตอบสนองข้อปรึกษาหารือมิได้นำไปสู่การกำหนดนโยบายเพื่อดำเนินการแก้ไขหรือตอบสนองความต้องการของประชาชน ถึงแม้ว่าจะมีการรายงานสรุปผลการดำเนินการจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็ตาม โดยมีข้อปรึกษาหารือจำนวนเพียง 5 เรื่องเท่านั้น คิดเป็นเพียงร้อยละ 2.01 ที่วาระนโยบายได้เข้าสู่ขั้นตอนการกำหนดนโยบาย และเข้าสู่การนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหา และเกิดผลลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมต่อพื้นที่ นอกจากนี้ มีข้อปรึกษาหารือจำนวนเพียง 4 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 1.61 ที่ได้เข้าสู่ขั้นตอนการนำนโยบายไปปฏิบัติโดยได้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเกิดผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการปรึกษาหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นช่องทางที่ไม่มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการและความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าประชาชนควรใช้ช่องทางอื่น ๆ ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญในการสะท้อนปัญหาหรือความต้องการมากกว่าจะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสะท้อนความต้องการเหล่านั้นผ่านข้อปรึกษาหารือต่อรัฐสภา


บทบาทและหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ต่อการจัดระเบียบสายสื่อสาร, ณัชพนธ์ มีแสง Jan 2021

บทบาทและหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ต่อการจัดระเบียบสายสื่อสาร, ณัชพนธ์ มีแสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ทางผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาบทบาทและหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ต่อการจัดระเบียบสายสื่อสารและแนวทางการจัดระเบียบสายสื่อสาร รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ และปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการจัดระเบียบสายสื่อสาร เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาศึกษาวิเคราะห์จัดทำแนวทางแก้ไขปัญหา และเป็นประโยชน์ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงการปฏิบัติงานต่อหน่วยงานและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคม โดยผู้วิจัยทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ และทำการรวบรวมข้อมูลด้านวิชาการและประสบการณ์ปฏิบัติงานในภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง พบว่าปัญหาสายสื่อสารไม่เป็นระเบียบเกิดขึ้นจากความไม่ต่อเนื่องของนโยบายและแนวปฏิบัติที่สัมพันธ์กันมาตั้งแต่การดำเนินงานตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทย ที่ไม่ได้มีการวางแผนระยะยาวในการเตรียมการรองรับสายที่จะเพิ่มขึ้น หรือรวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคต ด้วยบทบาทของสำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานกลางในการสนับสนุนการดำเนินงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ดังนั้นสำนักงาน กสทช. ควรปรับบทบาทตนเองจากเดิมที่เป็นผู้รวบรวมแผนงานไปสู่การเป็นผู้นำในการประสานความร่วมมือ และการกำหนดแนวนโยบายหรือแผนการดำเนินงานร่วมกับฝ่ายต่างๆ จึงต้องสร้างกระบวนการดำเนินงานที่เหมาะสม เพื่อลดความซ้ำซ้อน สร้างความเข้าใจร่วมกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานประสบผลสำเร็จ โดยสรุปแล้วสำนักงาน กสทช. ต้องมีการสร้างรูปแบบการดำเนินงานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันอย่างเป็นระบบและสร้างการดำเนินงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติต่อไป