Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 211 - 240 of 547

Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration

การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย : กรณีศึกษากลุ่มข้าราชการสายวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, สุรชัย แต่ผู้เจริญ Jan 2022

การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย : กรณีศึกษากลุ่มข้าราชการสายวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, สุรชัย แต่ผู้เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มี 3 วัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาปัจจัยในการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย และ 3) เพื่อสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการต่อปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา คือ ข้าราชการ สายวิชาการ จำนวน 190 คน จากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1) สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าจำนวน ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) สถิติเชิงอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความสำคัญของปัจจัยโดยรวม มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยภายใน คือ แรงจูงใจ และปัจจัยแวดล้อม คือ ความมั่นคงในการทำงาน 2) ปัจจัยภายในและปัจจัยแวดล้อมไม่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยปัจจัยแวดล้อมมีค่าความสัมพันธ์มากกว่าปัจจัยภายใน 3) ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยโดยรวมมีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพอยู่ในระดับปานกลาง โดยปัจจัยภายใน คือ ด้านเจตคติ และปัจจัยแวดล้อม คือ ด้านสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ ผลตรวจสอบสมมติฐาน พบว่าปัจจัยภายในและปัจจัยแวดล้อมไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยปัจจัยแวดล้อมสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 0.6 ส่วนปัจจัยแวดล้อมสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 9.9


การศึกษาความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ, อโนชา ไชยหาญ Jan 2022

การศึกษาความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ, อโนชา ไชยหาญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การและความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และชั่วโมงการทำงานต่อวัน การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรองครักษ์ จังหวัดนครนายก จำนวน 98 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบไปด้วยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนที่สองเป็นแบบวัดการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ และส่วนที่สามเป็นแบบวัดความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ส่วนระดับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอยู่ในระดับค่อนข้างสูง 2) อายุมีความสัมพันธ์กับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และชั่วโมงการทำงานต่อวัน มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 16.120, 12.724 และ 11.526 ตามลำดับ ส่วนการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .349


การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย, เอกศักดิ์ อุ่นใจ Jan 2022

การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย, เอกศักดิ์ อุ่นใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และหาแนวทางบริหารจัดการความเครียด ด้วยวิธีวิจัยเชิงเอกสารเชิงเปรียบเทียบแนวทางการปฏิบัติที่ดี ตามกรอบแนวคิดการจัดการความเครียดอย่างเป็นระบบ และกรอบแนวคิดการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบผสมผสานมุ่งเน้นความยืดหยุ่น และสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 10 คน ผลการศึกษา พบว่ามีปัจจัยภายในที่อยู่ในขอบเขตอำนาจศูนย์ดำรงธรรมที่ส่งผลต่อความเครียด ได้แก่ (1) ปัจจัยบทบาทหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ความรับผิดชอบกับคำตอบ และ (2) การเป็นตัวกลางในการประสานงาน ส่วนปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกขอบเขตอำนาจของศูนย์ดำรงธรรม ได้แก่ (1) ปัจจัยลักษณะงาน เกี่ยวข้องกับการรับสายเป็นเวลานาน การทราบปัญหา แต่ช่วยไม่ได้ และ (2) ปัจจัยผลตอบแทนและสวัสดิการ เกี่ยวข้องกับค่าล่วงเวลา ช่วงเวลาพักหรือเลิกงาน และวันลา วันหยุดประจำปี ทั้งนี้ ภายใต้แนวคิดกรอบการบริหารจัดการเชิงระบบและการทำงานแบบผสมผสานมุ่งเน้นความยืดหยุ่น ศูนย์ดำรงธรรม ควรสร้างแบบประเมินสาเหตุของความเครียดเพื่อหาแนวทางบริหารจัดการ ผู้นำองค์กรควรส่งเสริมการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบสองทาง เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานเป็นทีมที่มุ่งเน้นความยืดหยุ่น เกิดการช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ เพื่อสามารถรับมือกับผู้ร้องทุกข์ สิ่งเร้า และปริมาณงานที่ไม่สามารถควบคุมได้


ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของโครงการส่งเสริมวินัยการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติในระดับพื้นที่ กรณีศึกษาจังหวัดนครสวรรค์, จุฑารัตน์ ยกถาวร Jan 2022

ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของโครงการส่งเสริมวินัยการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติในระดับพื้นที่ กรณีศึกษาจังหวัดนครสวรรค์, จุฑารัตน์ ยกถาวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมวินัยการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติในจังหวัดนครสวรรค์ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมวินัยการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติในจังหวัดนครสวรรค์ และเพื่อนำเสนอแนวทางส่งเสริมการขับเคลื่อนโครงการในจังหวัดนครสวรรค์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิจัยเชิงเอกสาร และสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโครงการในจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ระดับผู้บริหาร คณะทำงานตลอดจนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการจำนวน 29 ท่าน ผลการศึกษาวิจัยพบว่า แม้ว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาระบบบำนาญที่ยังไม่ครอบคลุมสำหรับแรงงานในทุกระบบ แต่การนำนโยบายไปปฏิบัติผ่านโครงการส่งเสริมวินัยการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกองทุนการออมแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทยเพื่อระดมหาจำนวนสมาชิกใหม่เข้าสู่กองทุน อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าการดำเนินงานในจังหวัดนครสวรรค์มีสัดส่วนสมาชิกเมื่อเทียบกับจำนวนเป้าหมายมากที่สุดในประเทศไทย แต่ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเพียงความสำเร็จหนึ่งในสองของวัตถุประสงค์โครงการเท่านั้น กล่าวคือการดำเนินงานในจังหวัดนครสวรรค์มีแนวคิดริเริ่มซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่ได้ตามเป้าหมาย แต่ยังขาดการส่งเสริมการออมอย่างต่อเนื่องของสมาชิก ทั้งนี้ยังพบปัญหาต่าง ๆ ระหว่างการดำเนินการในแต่ละส่วน ได้แก่ ขาดการประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงกลุ่มผู้มีสิทธิเป็นสมาชิกอย่างทั่วถึงรวมไปถึงผลตอบแทนยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจได้เท่าที่ควร เป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้นของผู้ปฏิบัติในระดับพื้นที่เนื่องจากวิธีการการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติใช้หลักการแบ่งบทบาท นอกจากนี้พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมวินัยการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติในจังหวัดนครสวรรค์ ประกอบด้วย 1) ปัจจัยด้านความชัดเจนของนโยบาย 2) ปัจจัยด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร 3) ปัจจัยด้านสมรรถนะขององค์กร และ 4) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายนอก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำนโยบายไปปฏิบัติผ่านโครงการส่งเสริมวินัยการออมกับกองทุนการออมแห่งชาติในจังหวัดนครสวรรค์ ควรตระหนักถึงความสำคัญและทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการนำนโยบาย รวมไปถึงข้อเสนอแนะเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรภาครัฐที่ส่งผลให้เกิดสมรรถนะในการสร้างสรรค์นวัตกรรมกรณีศึกษา: สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), รัฐพล วงศาโรจน์ Jan 2022

แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรภาครัฐที่ส่งผลให้เกิดสมรรถนะในการสร้างสรรค์นวัตกรรมกรณีศึกษา: สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), รัฐพล วงศาโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ใน สนช. เกี่ยวกับแรงจูงใจในการทำงานและสมรรถนะในการสร้างนวัตกรรม ตลอดจนวิเคราะห์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรม ผลการศึกษาพบว่าแรงจูงใจในการทำงานของ สนช. โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และจากการศึกษาสมรรถนะด้านนวัตกรรมของ สนช. พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก ตลอดจนปัจจัยด้านแรงจูงใจในการทำงาน มีความสัมพันธ์กับสมรรถนะในการสร้างนวัตกรรม พบว่ามีตัวแปรอิสระเพียง 2 ตัวจาก 10 ตัวแปรที่ส่งผลต่อความสามารถทางนวัตกรรมของ สนช. สำหรับข้อเสนอแนะควรได้รับการประกาศโดยสำนักงานการยกย่องพร้อมทั้งเพิ่มค่าตอบแทนและควรพัฒนากระบวนการคัดเลือกและกลั่นกรองรวมถึงกรองแนวคิดใหม่ ๆ ซึ่งสภาพการทำงานที่เอื้ออำนวยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม


แนวทางในการปรับตัวของบุคลากรภาครัฐให้สามารถปฏิบัติงานรับ-ส่งเอกสารราชการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ กรณีศึกษา สำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช, กฤษณ์ เย่าเฉื้อง Jan 2022

แนวทางในการปรับตัวของบุคลากรภาครัฐให้สามารถปฏิบัติงานรับ-ส่งเอกสารราชการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ กรณีศึกษา สำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช, กฤษณ์ เย่าเฉื้อง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับตัวให้สามารถปฏิบัติงานรับ-ส่งเอกสารราชการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (E-SARABAN) ของบุคลากรสำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ผ่านทฤษฎีการบริการเปลี่ยนแปลง ของ Kurt Lewin ทฤษฎีกรอบความคิดของมนุษย์ ของ Dweck และ Leggett และทฤษฎีการเรียนรู้ของ Peter Senge งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมการวิจัยประกอบด้วยข้าราชการ และลูกจ้างเหมาบริการ ผลการวิจัยพบว่า สำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นองค์กรที่มีโครงสร้างแบบลำดับชั้น (Hierarchy) และแยกส่วนการทำงานออกจากกัน (Silo) จึงเป็นองค์กรที่ขาดพลวัตร รวมทั้งบุคลากรมีกรอบความคิดแตกต่างกัน ระหว่างกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) และกรอบความคิดแบบจำกัด (Fixed Mindset) ดังนั้น การที่องค์กรมีผู้นำที่สามารถสร้างวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) รวมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Technocrat) ที่คอยให้คำปรึกษาและแนะนำองค์กรให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนผสมดังกล่าวจะทำให้บุคลากรสามารถทำงานร่วมกัน (Team Learning) เกิดการผสานคุณค่า (Shared Value) และส่งผลให้การทำงานในองค์กรเกิดพลวัตร ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในอนาคต


การใช้ประโยชน์ จากหลักสูตรกัญชาและกัญชง ของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรณีศึกษา จังหวัดยะลา, ณัฏฐพล ศรีสุคนธ์ Jan 2022

การใช้ประโยชน์ จากหลักสูตรกัญชาและกัญชง ของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรณีศึกษา จังหวัดยะลา, ณัฏฐพล ศรีสุคนธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม Mix Method ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ ร่วมกับ SWOT Analysisมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความเห็นของนักศึกษาต่อหลักสูตร “กัญชาและกัญชงศึกษาเพื่อใช้เป็นยาอย่างฉลาด”และ “หลักสูตรอาชีพโภชนาการจากส่วนของพืชกัญชาและกัญชง ที่ได้รับยกเว้นจากการเป็นยาเสพติด” ของนักศึกษาในระบบ การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดยะลา 2)เพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์ทางยา การสร้างรายได้ การพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิต จากความรู้ที่ได้รับการศึกษา เพื่อจะได้ได้ทราบถึงประโยชน์ที่ นักศึกษาได้รับจากการศึกษาต่อการศึกษาตาม หลักสูตร และเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาโดยส่วนใหญ่ เลือกเรียนวิชา“กัญชาและกัญชงศึกษาเพื่อใช้เป็นยาอย่างฉลาด” ความคิดเห็นมีความพึงพอใจในหลักสูตรที่ศึกษาแต่ในด้านการใช้ประโยชน์ทางยาและการสร้างรายได้ยังไม่สามารถใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษานำไปสร้างรายได้หรือใช้งานทางการแพทย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากในพื้นที่ยังมีความกังวลในเรื่องหลักศาสนาอิสลาม รวมถึงหลักสูตรที่มีการสอนเฉพาะภาคทฤษฎี ยังขาดการเรียนในภาคปฏิบัติ อย่างไรก็ตามนักศึกษาส่วนใหญ่สามารถที่จะพัฒนาตนเองจากวิชาที่ศึกษารวมถึงได้รับหน่วยกิตในการเรียนระดับมัธยมปลาย ของหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนอันเป็นเป้าประสงค์หลักในการเข้ารับการศึกษา ข้อเสนอแนะทางบริหาร: ให้มีวิชาต่อเนื่องทางภาคปฏิบัติของหลักสูตร“กัญชาและกัญชงศึกษาเพื่อใช้เป็นยาอย่างฉลาด” และหากมีการปรับปรุงหลักสูตร ควรใช้แนวคิด Bottom up ในการปรับปรุงหลักสูตรโดยให้ข้าราชการฝ่ายปฏิบัติในท้องถิ่นร่วมกันแสดงความคิดเห็นในการออกแบบและมีส่วนร่วมในการปรับปรุงหลักสูตร


ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร กรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, ธนวรรณ วัฒนสังข์สิทธิ์ Jan 2022

ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร กรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, ธนวรรณ วัฒนสังข์สิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในหัวข้อ ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการเก็บแบบสอบถามจากบุคลากร ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 189 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ T-Test, One-way ANOVA และ Multiple regression ผลการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน ระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน (อายุราชการ) และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า เพศ ตำแหน่งงาน ระยะเวลาปฏิบัติงานและรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนอายุและระดับการศึกษาที่แตกต่างกันส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ส่วนผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแตกต่างกันส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแตกต่างกัน โดยวิเคราะห์ปัจจัย ได้แก่ ด้านนโยบายและการบริหาร ด้านลักษณะงานที่รับผิดชอบ ด้านโอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน/ผู้บังคับบัญชา และด้านการได้รับค่าตอบแทนในการทำงาน พบว่า ด้านลักษณะงานที่รับผิดชอบ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน/ผู้บังคับบัญชา และด้านการได้รับค่าตอบแทนในการทำงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


การปรับตัวสู่การทำงานวิถีใหม่ “การทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working)”: กรณีศึกษาองค์กรธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการกิจการโทรทัศน์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, รังสิญาพร แสงลับ Jan 2022

การปรับตัวสู่การทำงานวิถีใหม่ “การทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working)”: กรณีศึกษาองค์กรธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการกิจการโทรทัศน์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, รังสิญาพร แสงลับ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติเกี่ยวกับการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) และกระบวนการปรับตัวให้เข้ากับการทำงานรูปแบบดังกล่าว ของพนักงานในองค์กรธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการกิจการโทรทัศน์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีลักษณะเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย หัวหน้างานหรือพนักงานอาวุโสและพนักงานประจำหรือพนักงานสัญญาจ้าง ในสังกัดแผนกสื่อสารการตลาดขององค์กรธุรกิจดังกล่าว ผลการศึกษาเกี่ยวกับการปรับตัวขององค์การต่อแนวทางการทำงานแบบผสมผสาน พบว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นแรงขับสำคัญทำให้องค์การมีการปรับตัวสู่การทำงานแบบผสมผสาน อีกทั้งยังพบว่าวัฒนธรรมองค์การภายหลังการปรับสู่การทำงานแบบผสมผสานมีลักษณะเป็นการให้ความสำคัญกับผลงานและคุณภาพของงานรายบุคคลเป็นหลัก ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการปลูกฝังวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ให้แก่พนักงาน อย่างไรก็ตามในแง่ของวัฒนธรรมย่อยได้พบว่าแผนกสื่อสารการตลาดค่อนข้างมีสภาพแวดล้อมและบรรยากาศการทำงานแตกต่างจากแผนกอื่น และมีแนวโน้มที่จะดำเนินการใช้รูปแบบการทำงานผสมผสานอย่างต่อเนื่องถึงแม้ในอนาคตจะไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ตาม สำหรับความเชื่อมโยงระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับการปรับตัวสู่การทำงานแบบผสมผสาน พบว่าเพศหญิงกับเพศชายเห็นด้วยกับการทำงานรูปแบบใหม่ แต่เพศหญิงค่อนข้างมีความกังวลมากกว่าเพศชาย อีกทั้ง พนักงานที่มีอายุต่างกันมีความกังวลในประเด็นเดียวกันคือทักษะทางด้านเทคโนโลยีที่ต่างกันอาจทำให้ประสิทธิภาพของงานลดลง นอกจากนี้พนักงานที่สมรสแล้วมองว่าการทำงานแบบผสมผสานสามารถจัดสรรเวลาร่วมกับครอบครัวได้ดี แต่พนักงานสถานภาพโสดมีข้อกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับการหาคู่ครองในอนาคต อนึ่งผู้ที่มีอายุงานมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ไม่มีปัญหาในการทำงานแบบผสมผสานแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้ามผู้ที่มีอายุงานน้อยกว่า 1 ปีกลับค่อนข้างมีความกังวลมากกว่าเกี่ยวกับการปรับตัวให้เข้ากับการทำงานรูปแบบดังกล่าว อย่างไรก็ตามพนักงานทุกตำแหน่งต่างเล็งเห็นตรงกันว่าการทำงานแบบผสมผสานช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้นและมีความสุขในการทำงาน


พฤติกรรมการทำงานของบุคลากรภายหลังได้รับการรับรองมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ Iso 9001 : 2015กรณีศึกษาสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุรีย์ ทรัพย์สง่า Jan 2022

พฤติกรรมการทำงานของบุคลากรภายหลังได้รับการรับรองมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ Iso 9001 : 2015กรณีศึกษาสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุรีย์ ทรัพย์สง่า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาพฤติกรรมการทำงานของบุคลากรภายหลังได้รับการรับรองมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 : 2015 กรณีศึกษาสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานของบุคลากรหลังการนำระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 : 2015 มาใช้ในการดำเนินงาน และศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อพฤติกรรมการทำงานของบุคลากรภายหลังการนำระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 : 2015 มาใช้ในการดำเนินงาน ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed Methodology) โดยแจกแบบสอบถาม บุคลากรของสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 83 คน และสัมภาษณ์ตัวแทนบุคลากร จำนวน 5 คน จากการศึกษาพบว่า บุคลากรส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 : 2015 อยู่ในระดับปานกลาง บุคลากรมีพฤติกรรมการทำงาน ภายหลังการนำระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 : 2015 มาใช้ในการดำเนินงาน เป็นไปตามข้อกำหนด 8 ประการของหลักการบริหารงานคุณภาพ และบุคลากรที่มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านระดับการศึกษา อายุงาน ตำแหน่งหน้าที่ และระดับ P ที่แตกต่างกัน มีผลต่อพฤติกรรมการทำงานของบุคลากรตามข้อกำหนด 8 ประการของหลักการบริหารงานคุณภาพ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05


ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรณีศึกษา สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, อนันตชัย ศิริสูงเนิน Jan 2022

ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรณีศึกษา สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, อนันตชัย ศิริสูงเนิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรณีศึกษา สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และระดับความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การวิจัยครั้งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เจ้าหน้าที่ศุลกากร จำนวน 191 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูใช้ค่าสถิติโดยวิธีการหา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานการวิจัยด้วยสถิติ T-test F-test และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson correlation coefficient) ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศุลกากรอยู่ในระดับปานกลาง โดยความเครียดที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านลักษณะงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านบทบาทหน้าที่ในองค์กร และด้านโครงสร้างองค์กร ตามลำดับ (2) ระดับความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากรอยู่ในระดับสูง โดยด้านการยอมรับเป้าหมายและค่านิยมขององค์กรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (3) ความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร


การรับรู้และการให้ความร่วมมือของพนักงานระดับปฎิบัติการต่อมาตรการป้องกันความเสี่ยงอุบัติเหตุในการทำงาน, กาจกำแหง ศุภประเสริฐ Jan 2022

การรับรู้และการให้ความร่วมมือของพนักงานระดับปฎิบัติการต่อมาตรการป้องกันความเสี่ยงอุบัติเหตุในการทำงาน, กาจกำแหง ศุภประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมมีความก้าวหน้าอย่างมาก มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตจากการใช้แรงงานคนมาเป็นเทคโนโลยีและเครื่องจักร ทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งจะก่อให้เกิดความสูญเสียเป็นอย่างมาก การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่สอดคล้องกับคู่มือ /แนวทางการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงอุบัติิเหตุในการทำงาน (2) เพื่อศึกษากระบวนการที่สนับสนุนในการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย ของบริษัทเอกชนสัญชาติไทยแห่งหนึ่ง ในเขตอุตสาหกรรม จังหวัดสมุทรปราการ ในบริบทของงานวิจัยนี้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับขี่รถโฟล์คลิฟท์ในบริษัทแห่งนี้ จํานวน 5 คน และเจ้าหน้าที่แผนกทรัพยากรบุคคล (HR) จํานวน 2 คน ผลการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสําคัญทั้งหมด เมื่อนํามาเปรียบเทียบจากการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคู่มือ /แนวทางการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงอุบัติิเหตุในการทำงาน เพื่อวิเคราะห์ว่าการรับรู้ของผู้ให้ข้อมูลสําคัญ การให้ความร่วมมือและเห็นความสำคัญกับกฎระเบียบและหลักเกณฑ์ในการขับขี่รถโฟล์คลิฟท์ที่บริษัทฯกําหนดหรือไม่อย่างไร โดยในภาพรวมพบว่า ถึงแม้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับขี่รถโฟล์คลิฟท์จะมีการรับรู้พื้นฐานที่ดีเกี่ยวกับคู่มือ /แนวทางการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงอุบัติิเหตุในการทำงาน แต่จากผลการสังเกตการณ์พบว่าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับขี่รถโฟล์คลิฟท์ในบางครั้งยังไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่ใส่เสื้อสะท้อนแสง ไม่จอดรถที่จุดจอด เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงความไม่ต่อเนื่องและเข้มงวดในการส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร ซึ่งบริษัทฯควรสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการรับรู้และการให้ความร่วมมือด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องต่อไป


ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนไทย, คุณานนต์ วิหคาภิรมย์ Jan 2022

ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนไทย, คุณานนต์ วิหคาภิรมย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนไทย และเพื่อศึกษาหาข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนไทย งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยได้เลือกสัมภาษณ์บุคากรทางการศึกษาระดับนโยบายไปจนถึงระดับปฏิบัติการ โดยผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ คุณครูระดับมัธยมศึกษา 3 ท่าน ในโรงเรียนกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด บุคลากรในกระทรวงศึกษาธิการ 1 ท่าน และบุคลากรขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asian Ministers of Education Organization (SEAMEO) 1 ท่าน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนไทย แบ่งออกเป็น 4 ด้าน คือ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารจัดการบุคลากรครู ด้านนโยบายจากส่วนกลาง และด้านหลักสูตร และในแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือแนวทางการพัฒนาระบบการศึกษาไทย พบว่าปัญหาส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ด้วยการหารือร่วมกันระหว่างบุคลากรด้านการศึกษาระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติการ นอกจากนั้นรวมถึงต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล จะสามารถแก้ไขปัญหาและวางแผนพัฒนาการศึกษาให้มีประสิทธิภาพได้ในระยะยาว สุดท้ายงานวิจัยชิ้นนี้เสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนไทยแก่ผู้ที่สนใจต่อไป


การนำนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Bcg Model ไปปฏิบัติ : กรณีศึกษา ศูนย์บริหารจัดการขยะรีไซเคิลชุมชน ตำบลลำเหย อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม, ญาณินท์ โพธิสว่าง Jan 2022

การนำนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Bcg Model ไปปฏิบัติ : กรณีศึกษา ศูนย์บริหารจัดการขยะรีไซเคิลชุมชน ตำบลลำเหย อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม, ญาณินท์ โพธิสว่าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการนำนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบ BCG Model ไปปฏิบัติของศูนย์บริหารจัดการขยะรีไซเคิลชุมชน ตำบลลำเหย อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยอาศัยวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informants) ที่เกี่ยวข้องในการนำนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG Model ไปปฏิบัติ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบ BCG Model มีการดำเนินงานในรูปแบบการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน โดยมีเป้าหมายของนโยบาย คือ ใช้ทรัพยากรด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวในพื้นที่ เพื่อสร้างเศรษฐกิจให้ชุมชน มีการดำเนินงานโดยนำแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2570 มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ การนำนโยบายไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จเกิดจาก 1) การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายจากระดับล่างขึ้นบน (Bottom up approach) 2) การบรรจุนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบ BCG Model ไว้ในแผนพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาท้องถิ่น 3) การมีโครงสร้างการทำงานแบบบูรณาการที่ยืดหยุ่น คล่องตัว 4) การสื่อสารร่วมกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน 5) บูรณาการทรัพยากรร่วมทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมในการนำนโยบายไปปฏิบัติ 6) สร้างการรับรู้นโยบายของบุคลากรที่นำนโยบายไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ 7) นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงาน 8) มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ


แนวทางการพัฒนาศูนย์ดำรงธรรมอำเภอตามมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (Gecc), ธนรัฐ นันทนีย์ Jan 2022

แนวทางการพัฒนาศูนย์ดำรงธรรมอำเภอตามมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (Gecc), ธนรัฐ นันทนีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่องแนวทางการพัฒนาศูนย์ดำรงธรรมอำเภอตามมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (GECC : Government Easy Contact Center) เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัดในการขอรับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการขอรับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ต่อไป ผลการศึกษาพบว่า ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัด ที่กลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวถึงมากที่สุด คือ ประเด็นเรื่องทรัพยากรซึ่งในที่นี้คืองบประมาณและบุคลากรที่ไม่เพียงพอ ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงรองลงมาคือ ประเด็นเรื่องเจ้าหน้าที่ในระดับภูมิภาคขาดความเข้าใจและไม่เห็นความสำคัญของนโยบาย ประเด็นเรื่องระบบงานบริการของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอยังไม่มีเอกภาพ ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน ไม่เป็นนวัตกรรมในการให้บริการ ประเด็นเรื่องหลักเกณฑ์บางประการเป็นข้อจำกัดที่ไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ประเด็นเรื่องเจ้าหน้าที่ในระดับภูมิภาคมีภารกิจหลายด้านทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้ ตามลำดับ และประเด็นสุดท้ายคือประเด็นเรื่องการขาดการวางแผน ตรวจ ติดตาม ประเมินผลที่ดี


การจัดการทักษะและความรู้ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากรในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 :กรณีศึกษา สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ธนรัตน์ มุ่ยละมัย Jan 2022

การจัดการทักษะและความรู้ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากรในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 :กรณีศึกษา สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ธนรัตน์ มุ่ยละมัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษาวิจัยเรื่อง “การจัดการทักษะและความรู้ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากรในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 กรณีศึกษา สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ประกอบด้วย (1) เพื่อศึกษาการจัดการความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (2) เพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการปิดไม่ให้ผู้โดยสารเข้าประเทศเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 ที่กระทบต่อการถ่ายทอดความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากร (3) เพื่อนำผลการศึกษาที่ได้ไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการเตรียมแผนการรับมือหากปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยมีการเก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านผู้ให้ข้อมูล 8 ท่าน ซึ่งเป็นการเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรสังกัดสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรมศุลกากร ผลการศึกษา พบว่า (1) ทักษะความรู้ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรใช้ในการปฏิบัติงานแบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน คือ การสังเกต การดูภาพ X-ray การตรวจค้นผู้โดยสาร และความรู้ในข้อกฎหมาย (2) รูปแบบการจัดการถ่ายทอดทักษะความรู้เป็นแบบผสมผสานระหว่างการจัดการอย่างเป็นระบบ และการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง (3) นโยบายของภาครัฐในการปิดประเทศงดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อการจัดการและถ่ายทอดทักษะความรู้ในการปฏิบัติงาน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การที่เจ้าหน้าที่ใหม่ได้รับการฝึกฝนเรียนรู้จากสถานการณ์จริงค่อนข้างน้อย และการสูญหายของทักษะความรู้ของเจ้าหน้าที่เก่าที่มีทักษะและประสบการณ์ในการปฏิบัติงานเนื่องจากการโยกย้ายประจำปี ผลลัพธ์ดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการพัฒนาการจัดการทักษะและความรู้ในการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ เช่น การสร้างคู่มือปฏิบัติงานที่มีการปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย การออกแบบหลักสูตรอบรมความรู้ให้สอดคล้องกับหน่วยงานต้นสังกัดของผู้เข้าอบรม และการพัฒนาการฝึกสอนงานโดยใช้ระบบพี่เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน กรณีศึกษา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่, พิพัฒน์ ปิติสิวะพัฒน์ Jan 2022

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน กรณีศึกษา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่, พิพัฒน์ ปิติสิวะพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน กรณีศึกษาอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการเก็บข้อมูลวิจัยแบบผสม (Mixed Method) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน โดยจำแนกตามอายุ ระดับการศึกษา และระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง และเพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ อันจะนำไปสู่การวิเคราะห์เพื่อเสนอแนะแนวทางการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน ผ่านประสบการณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ และจากการวิเคราะห์และประมวลผล พบว่า ปัจจัยด้านเพศ มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเพศชายส่วนใหญ่มีระดับผลการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในระดับที่ต่ำกว่าเพศหญิง สำหรับปัจจัยด้านอายุ พบว่าหากผู้ใหญ่บ้านมีอายุเพิ่มมากขึ้น ผลการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ก็จะลดลงตามไปด้วย นั้นหมายความว่า อายุของผู้ใหญ่บ้านมีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยด้านระดับการศึกษา พบว่าหากผู้ใหญ่บ้านมีระดับการศึกษาที่สูงขึ้นก็จะส่งผลต่อผลการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่เพิ่มสูงขึ้น และปัจจัยสุดท้ายคือ ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง พบว่าเมื่อผู้ใหญ่บ้านมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่นานขึ้น จะทำให้ผลการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ลดลง และเมื่อพิจารณาผลการวิจัย ในปัจจัยเรื่องระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกับการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ใหญ่บ้านพบว่า การที่ผู้ใหญ่บ้านยิ่งดำรงตำแหน่งนานผลการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งลดลงนั้น เกิดจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านนั้นเปลี่ยนแปลงไป หรือผู้ใหญ่บ้านที่อายุเพิ่มมากขึ้นไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรม หรือละเลยการหาความรู้เพิ่มเติม ทำให้ผู้ใหญ่บ้านรุ่นใหม่ ที่พึ่งเข้ารับตำแหน่งมีผลการปฏิบัติหน้าที่ที่ดีกว่า สำหรับผลการวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งมีจำนวน 3 ข้อ อันได้แก่ คำถามข้อแรกเรื่องความสำคัญของการดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้าน พบว่า ผู้ใหญ่บ้านและผู้ที่เกี่ยวข้องมีข้อสรุปเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำหมู่บ้านมีความสำคัญมาก หากแต่จะต้องรู้จักบทบาทหน้าที่ รู้จักระเบียบกฎหมาย และซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณในเรื่องของระดับการศึกษา ที่หากมีการศึกษาที่สูงขึ้นจะทำให้ผลการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ได้ดีมากขึ้น ข้อที่ 2เรื่องความแตกต่างของการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านระหว่างในอดีตกับปัจจุบัน พบว่า ผู้ใหญ่บ้านและผู้ที่เกี่ยวข้อง มีข้อสรุปว่า ความแตกต่างของการปฏิบัติงานในอดีตและปัจจุบันแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่บ้านที่เป็นสุภาพสตรีเพิ่มมากขึ้น และผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับเลือกตั้งเพราะความรู้ ความสามารถ โดยไม่ได้มาจากตระกูลผู้นำเหมือนในอดีต ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณในเรื่องของเพศ ซึ่งบ่งบอกว่าหากมีเพศต่างกัน ผลของการปฏิบัติงานจะแตกต่างกัน และพบว่าเพศหญิงมีผลการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่.ในอัตราร้อยละที่สูงกว่าเพศชาย และข้อท้ายสุด คือข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน พบว่า ควรจัดให้มีการฝึกอบรมในเรื่องของระเบียบกฎหมาย และส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นปัจจุบัน เพราะผู้ใหญ่บ้านที่มีอายุมาก หรือดำรงตำแหน่งมานานจะจดจำแบบเดิม ๆ ที่เคยปฏิบัติ หากแต่กฎหมายได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการผิดพลาดในการปฏิบัติงานได้ สอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณในเรื่องอายุและระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง หากอายุและระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่มากขึ้น ส่งผลให้ผลการปฏิบัติงานลดลง


การสรรหาและคัดเลือกคนพิการเป็นข้าราชการพลเรือน : กรณีศึกษาตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล, ภควัต ศรีไทย Jan 2022

การสรรหาและคัดเลือกคนพิการเป็นข้าราชการพลเรือน : กรณีศึกษาตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล, ภควัต ศรีไทย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่องการสรรหาและคัดเลือกคนพิการเป็นข้าราชการพลเรือน : กรณีศึกษาตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) ศึกษารูปแบบ วิธีการ กระบวนการ และปัญหาอุปสรรคในการสรรหาและคัดเลือกคนพิการเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนผ่านการศึกษาตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล และ 2) เสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาหรือปรับปรุงกระบวนการสรรหาและคัดเลือกข้าราชการพลเรือนที่เป็นคนพิการ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยทางเอกสารและโดยสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง 5 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 22 คน ประกอบด้วย 1) ผู้แทนศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ. 2) ผู้แทนกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 3) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านคนพิการ 4) ผู้แทนส่วนราชการที่จ้างงานคนพิการในตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล 5) คนพิการที่เข้าสอบในตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล จากการวิจัยค้นพบว่าแนวทางการสรรหาและคัดเลือกคนพิการ เข้าบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือน มี 2 แนวทางคือ การสรรหาและเลือกสรร และการนำรายชื่อ โดยมีลักษณะส่วนใหญ่สอดคล้องกับแนวคิดการจ้างงานที่กำหนดให้เฉพาะราย (Customized Employment : CE) ซึ่งมีลักษณะสำคัญได้แก่ 1) การเปิดโอกาสให้ส่วนราชการสามารถดำเนินการจ้างงานคนพิการได้ทุกประเภทตำแหน่งตามความเหมาะสมของตำแหน่งงาน ลักษณะงานที่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนพิการ 2) เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันเองเฉพาะคนพิการ 3) เปิดโอกาสให้ส่วนราชการสามารถแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านคนพิการร่วมเป็นคณะกรรมการสรรหาและคัดเลือก 4) เปิดโอกาสให้ส่วนราชการสามารถกำหนดวิธีทดสอบคนพิการได้ตามความเหมาะสม 5) กำหนดให้ส่วนราชการพิจารณาจัดทำอารยสถาปัตย์ และจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้คนพิการสามารถปฏิบัติงานได้ นอกจากนี้พบว่าการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ประกอบไปด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยที่ 1 การบังคับใช้ ปัจจัยที่ 2 ส่วนราชการ และปัจจัยที่ 3 ตัวของคนพิการเอง ข้อเสนอเชิงนโยบายของงานวิจัยชิ้นนี้ ได้แก่ 1) ควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนหรือมีมาตรการลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม 2) จัดทำฐานข้อมูลที่เชื่อมโยง 3) ออกแบบลักษณะงานที่เหมาะสมกับคนพิการและ 4) จัดทำคู่มือหรือแนวทางอธิบายลักษณะงานที่เหมาะกับคนพิการ ตลอดจนแก้ไขหลักเกณฑ์แนวทางในการจ้างงานคนพิการของสำนักงาน ก.พ. ให้มีเหมาะสมยิ่งขึ้น


การศึกษาความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อการเปลี่ยนแปลง พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 เรื่องข้าราชการตำรวจมียศและข้าราชการตำรวจไม่มียศ : กรณีศึกษาโรงพยาบาลตำรวจ, รัตนากร สมโพธิ์ Jan 2022

การศึกษาความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อการเปลี่ยนแปลง พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 เรื่องข้าราชการตำรวจมียศและข้าราชการตำรวจไม่มียศ : กรณีศึกษาโรงพยาบาลตำรวจ, รัตนากร สมโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจที่มียศและพยาบาลวิชาชีพที่ได้บรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตามร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่เกี่ยวข้องกับการมียศและไม่มียศของพยาบาลวิชาชีพ และ 2) เสนอแนะแนวทางการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่เกี่ยวข้องกับการมียศและไม่มียศของพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ พยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดเหล่าทัพ และพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 8 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า 1) ความแตกต่างระหว่างพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดเหล่าทัพและพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะงาน แทบจะไม่แตกต่างกันแต่สิ่งที่พยาบาลวิชาชีพในสังกัดเหล่าทัพปฏิบัติงานเพิ่มมา คือ ดูแลสุขภาพข้าราชการในสังกัดเหล่าทัพ ด้านความก้าวหน้าในวิชาชีพ ไม่เหมือนกัน ขึ้นกับตำแหน่ง สายงานที่ตนอยู่ ด้านสวัสดิการ ได้รับสิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากกรมบัญชีกลางเหมือนกัน 2) ความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อเรื่องพยาบาลวิชาชีพที่บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจควรที่จะมียศ เป็นไปในทางเห็นด้วยกับการมียศตำแหน่ง 3) ความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่เกี่ยวกับข้าราชการตำรวจไม่มียศในส่วนของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลตำรวจ มีความคิดเห็นไม่สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และ 4) แนวทางการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ในเรื่องพยาบาลวิชาชีพที่บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจไม่สามารถมียศได้ พบว่า ควรมีการเพิ่มเงินประจำตำแหน่ง การปรับฐานเงินเดือนหรือค่าเวรพิเศษนอกเวลา การเพิ่มบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการ และการปรับสวัสดิการ ให้เหมือนกับข้าราชการที่บรรจุในสังกัดกระทรวงฯ ทั้งนี้ในการดำเนินโครงการพบปัญหาและอุปสรรค คือ ผู้เข้าร่วมการศึกษางานวิจัยมีจำนวนน้อยและศึกษาเฉพาะกลุ่มพยาบาลวิชาชีพได้รับบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดเหล่าทัพและพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่ง ได้ในบางส่วนของเนื้อหา ไม่ครอบคลุมพยาบาลวิชาชีพสังกัดอื่นๆ จากการศึกษามีข้อเสนอแนะ คือ การสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาต่อยอดโดยการสอบถามความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพในสังกัดกรุงเทพมหานคร หรือพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน ควรสอบถามความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และหาแนวทางในการรับมือร่วมกันของผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อหาแนวทางการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และสามารถต่อยอดองค์ความรู้ทางรัฐประศาสนศาสตร์ในเรื่องความมั่นคงในอาชีพที่มีต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรในองค์กรภาครัฐและป้องกันภาวะสมองไหลจากหน่วยงานภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน


การจัดการความรู้ของเจ้าหน้าที่ศุลกากร เพื่อลดข้อพิพาทในการจำแนกประเภทพิกัดศุลกากรของกลุ่มสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์, ศุภลักษณ์ วันแอเลาะ Jan 2022

การจัดการความรู้ของเจ้าหน้าที่ศุลกากร เพื่อลดข้อพิพาทในการจำแนกประเภทพิกัดศุลกากรของกลุ่มสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์, ศุภลักษณ์ วันแอเลาะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับองค์ความรู้แบบชัดแจ้งและองค์ความรู้แบบฝังลึกในตัวบุคคลของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถจัดเก็บอากรศุลกากรของสินค้ากลุ่มประเภทเคมีภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังสามารถระบุช่องว่างของการจัดการความรู้ภายในองค์กรเกี่ยวกับการจำแนกประเภทพิกัดศุลกากรสินค้าเคมีภัณฑ์เพื่อประโยชน์ทางภาษีต่อไป ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ปฏิบัติงานต้องอาศัยทั้งความรู้แบบฝังลึกและความรู้แบบชัดแจ้งในการปฏิบัติงาน ซึ่งได้รับจากประสบการณ์การทำงานในการเรียนรู้พิกัดศุลกากรสำหรับสินค้าเคมีภัณฑ์แต่ละชนิด การระบุผู้ประกอบการที่เคยมีประวัติการกระทำความผิด การเรียนรู้จากกรณีพิพาทเกี่ยวกับสินค้าเคมีภัณฑ์ และการมีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับคุณสมบัติทางเคมี อย่างไรก็ตามพบว่าองค์กรยังขาดองค์ความรู้แบบชัดเจนในเชิงเทคนิคด้านการจำแนกและการระบุสินค้าที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันหรืออาจมีพิกัดศุลกากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรมศุลกากรสามารถแก้ไขช่องว่างนี้ได้โดยการจัดฝึกอบรมในประเด็นดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการจัดชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice: CoP) เพื่อที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างบุคลากรในองค์กร


แรงจูงใจของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ กรณีศึกษา ฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กณิศา สุภาแพ่ง Jan 2022

แรงจูงใจของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ กรณีศึกษา ฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กณิศา สุภาแพ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา แรงจูงใจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพของข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชากาตำรวจสันติบาลในปัจจุบัน เพื่อระบุแรงจูงใจที่ควรได้รับการปรับปรุง พัฒนา และเพื่อส่งผลให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ของข้าราชการตำรวจในสังกัดดังกล่าว โดยผู้วิจัยทำการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการตำรวจระดับผู้บริหาร และระดับปฏิบัติการ ในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล และผู้ปฏิบัติงานร่วม ผลจากการศึกษาพบว่าแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลให้มีประสิทธิภาพนั้น เกิดจากทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน โดยปัจจัยจูงใจที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับการยอมรับโดยข้าราชการตำรวจในฝ่ายกิจการต่างประเทศที่มีความรู้ ความสามารถ ความถนัดที่แตกต่างกัน ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาและได้มอบหมายงานที่ท้าทาย และตรงกับความถนัด ซึ่งทำให้ข้าราชการตำรวจพึงพอใจในการปฏิบัติงาน และส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ปัจจัยค้ำจุนที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์กับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานโดยผลการศึกษาพบว่าการที่ข้าราชการตำรวจในฝ่ายกิจการต่างประเทศ มีบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีภายในที่ทำงาน ส่งผลให้เกิดความอยากมาทำงาน และส่งเสริมให้การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยดี เพราะสามารถสนับสนุนและสื่อสารระหว่างกันภายในฝ่ายได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามการศึกษานี้พบว่า หากปัจจัยด้านความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เช่น ความชัดเจนของการกำหนดปริมาณงานที่ทำสำเร็จ มาตรฐานของแต่ละงาน แต่ละภารกิจ ลักษณะผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมาและยุติธรรม และมีรางวัลหรือค่าตอบแทนพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจ ได้รับการปรับปรุงให้เป็นรูปธรรมและนำไปใช้จริงได้ จะยิ่งส่งเสริมปัจจัยค้ำจุนให้สูงยิ่งขึ้น และผลักดันให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย


ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน ความสุข และภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรกลุ่มวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), กมลพร ชนิตสิริกุล Jan 2022

ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน ความสุข และภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรกลุ่มวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), กมลพร ชนิตสิริกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบระดับความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน 2) ศึกษาและเปรียบเทียบระดับความสุขในการทำงาน และ 3) ศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรกลุ่มวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นการศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed-Method Research) โดยการศึกษาเชิงปริมาณได้ศึกษาจากประชากรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 81 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ T-test และ One-Way ANOVA สำหรับการศึกษาเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) จำนวน 12 คน โดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรกลุ่มวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีระดับความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านสติปัญญามีค่าเฉลี่ยมากที่สุด และด้านการเงินมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด และปัจจัยด้านสำนัก/กอง ที่แตกต่างกันมีผลต่อระดับความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน ในส่วนของระดับความสุขในการทำงานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความพึงพอใจในงานมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดและด้านความรื่นรมย์ในงานมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด และปัจจัยสำนัก/กอง และอายุงานที่แตกต่างกันมีผลต่อระดับความสุขในการทำงาน โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานบุคลากรกลุ่มวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) ได้แก่ ปัจจัยหัวหน้า ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหาร ปัจจัยเพื่อนร่วมงาน ปัจจัยที่เกี่ยวกับงาน ปัจจัยด้านค่าตอบแทน สวัสดิการ และปัจจัยวัฒนธรรมองค์การ โดยเมื่อเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานเลือกที่จะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน การพักผ่อนทำกิจกรรมอย่างอื่น หรือเอาตัวเองออกมาจากที่ทำงาน ดังนั้น ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อธำรงรักษากลุ่มวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) ให้คงอยู่กับองค์การ อาทิ การปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อลดขั้นตอนการทำงาน การสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานเพื่อให้เกิดความพึงพอใจส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น และการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บริหารกับบุคลากร


ผลลัพธ์ด้านความเสมอภาคของนโยบาย Thai Select (พ.ศ. 2561 - 2566), ชลิดา เดชมนต์ Jan 2022

ผลลัพธ์ด้านความเสมอภาคของนโยบาย Thai Select (พ.ศ. 2561 - 2566), ชลิดา เดชมนต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามว่านโยบาย Thai SELECT (พ.ศ. 2561 - 2566) ส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายของนโยบายแต่ละกลุ่มเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรและผลลัพธ์ของนโยบายเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมหรือไม่ โดยใช้แนวคิดวงจรนโยบายในเรื่องการกำหนดนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ รวมทั้งแนวคิดของความเสมอภาคมาเป็นแนวทางในการทำวิจัย งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ ซึ่งข้อค้นพบของงานวิจัยชิ้นนี้คือ นโยบาย Thai SELECT ส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายของนโยบายแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน ได้แก่ ร้านอาหารที่ประกอบอาหารไทยแบบดั้งเดิม ร้านอาหารขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ และร้านอาหารต้นทุนสูงที่พร้อมเข้ารับการประเมินตามเกณฑ์มีสิทธิได้รับการคัดเลือกมากกว่า เกณฑ์การคัดเลือกของโครงการมีความไม่แน่นอนส่งผลให้มีร้านอาหารถูกตัดสิทธิออกจากโครงการ ร้านอาหารที่ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจในกระทรวงพาณิชย์ชื่นชอบจะได้รับการอำนวยความสะดวกในการดำเนินการสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นกรณีพิเศษ และร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองจะได้รับสิทธิประโยชน์จากโครงการมากกว่า ดังนั้น ผลลัพธ์ของนโยบาย Thai SELECT จึงเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในสังคม แต่เนื่องจากนโยบายดังกล่าวไม่บรรลุวัตถุประสงค์และไม่มีประสิทธิผลมากนักจึงทำให้ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นต่อกลุ่มเป้าหมายของนโยบายแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไม่มากและทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมเกิดขึ้นไม่มากเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะคือ หากผู้กำหนดนโยบายต้องการให้นโยบายบรรลุผลควรประชาสัมพันธ์แบรนด์ให้เข้มแข็ง พัฒนาตราสัญลักษณ์ที่มีอยู่เดิมให้บรรลุวัตถุประสงค์ก่อนที่จะขยายขอบเขตไปช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มอื่น และควรสนับสนุนผู้ประกอบการด้านสาธารณูปโภคและราคาวัตถุดิบจึงจะทำให้นโยบาย Thai SELECT สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารได้มากขึ้น


การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566 - 2570, ชัยพัฒน์ กุศลจิตต์ Jan 2022

การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566 - 2570, ชัยพัฒน์ กุศลจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาครัฐและภาคเอกชน มีส่วนร่วม เหมือนหรือต่างกันอย่างไรในกระบวนการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย (พ.ศ. 2566 - 2570) รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มีระดับการมีส่วนร่วมในกระบวนการของการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ (พ.ศ. 2566 - 2570) ระดับใด โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูล 6 คน จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ผลการศึกษาพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย (พ.ศ. 2566 – 2570) อยู่ในระดับ สร้างความร่วมมือ (ระดับที่ 4 จาก 5 อันดับ) โดยระดับการมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาคเอกชนไม่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองภาคส่วนนั้นมีประเด็นในการมีส่วนร่วมที่ต่างกัน โดยภาคเอกชนส่วนมากจะมีประเด็นในส่วนของการสะท้อนปัญหาหน้างานที่ได้ไปพบมาจากการใช้งานระบบโลจิสติกส์ที่ภาครัฐเป็นผู้พัฒนา ส่วนภาครัฐจะมีประเด็นการมีส่วนร่วมในส่วนของการตอบสนองต่อการดำเนินการของตนเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากส่วนใหญ่ภาครัฐมักจะชำนาญงานในส่วนของตนเอง และไม่ก้าวก่ายงานของหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม แม้ระดับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะอยู่ในระดับที่สูง แต่ระดับการมีส่วนร่วมดังกล่าวจำกัดเพียงการมีส่วนร่วมในการกำหนดตัวชี้วัดที่ต้องการบรรลุเท่านั้น งานวิจัยพบว่า แม้ว่าแผนฉบับดังกล่าวจะเป็นแผนปฏิบัติการ แต่เนื้อหาของแผนไม่ได้มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรลุตัวชี้วัดที่ถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดแนวทางการบรรลุตัวชี้วัดจึงยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของแผนในขั้นตอนการนำนโยบายไปปฏิบัติ


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติกรณีการขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดราชบุรี, ชิติพัทร สุขขี Jan 2022

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติกรณีการขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดราชบุรี, ชิติพัทร สุขขี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติกรณีการขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดราชบุรี อุบัติเหตุทางถนนก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อความปลอดภัยสาธารณะ และการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงเหล่านี้ การศึกษานี้ใช้วิธีผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายในจังหวัดราชบุรี ขั้นตอนเชิงปริมาณเกี่ยวข้องกับการสำรวจระดับความคิดเห็นเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบนโยบายความปลอดภัยทางถนน ในขณะที่ขั้นตอนเชิงคุณภาพประกอบด้วยการสัมภาษณ์หน่วยงานที่กำหนดนโยบายและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยหลักสามประการที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายคือ ปัจจัยด้านทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด รวมถึงข้อจำกัดงบประมาณและการขาดแคลนบุคลากร ปัจจัยความร่วมมือหรือการตอบสนองการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและการประสานงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบาย และปัจจัยการติดตามผลการปฏิบัติงานเป็นกลไกที่มีความสำคัญต่อประสิทธิผลของนโยบาย การศึกษาครั้งนี้จึงเป็นข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนให้กับผู้กำหนดนโยบายที่จะสามารถพัฒนากลยุทธ์ที่กำหนดเป้าหมายเพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางถนนและลดการเกิดอุบัติเหตุในจังหวัดราชบุรี


ทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นในการตรวจสอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรด้านเขตปลอดอากร: กรณีศึกษา ข้าราชการส่วนตรวจสอบเขตปลอดอากร กรมศุลกากร, ธาริณี โยธินไทย Jan 2022

ทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นในการตรวจสอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรด้านเขตปลอดอากร: กรณีศึกษา ข้าราชการส่วนตรวจสอบเขตปลอดอากร กรมศุลกากร, ธาริณี โยธินไทย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะและสมรรถนะที่มีความจำเป็นต่อการตรวจสอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรด้านเขตปลอดอากร รวมทั้งศึกษาแนวทางและวิธีการในการพัฒนาและส่งเสริมให้ข้าราชการที่สังกัด ณ ส่วนตรวจสอบเขตปลอดอากร กองสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร กรมศุลกากร สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์ข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการตรวจสอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรด้านเขตปลอดอากร ผลการศึกษาพบว่าทักษะที่มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่มากที่สุด ได้แก่ ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ ทักษะด้านบัญชีเบื้องต้น ทักษะการจัดการข้อมูล ทักษะการสังเกต และทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ ในส่วนของสมรรถนะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สมรรถนะด้านการมองภาพองค์รวม ด้านศิลปะการสื่อสารจูงใจ และสมรรถนะด้านการคิดวิเคราะห์ สุดท้ายแนวทางในการพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็น พบว่าการฝึกอบรม และการพัฒนา เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นข้างต้น


ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาตนเองกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ Chula Mooc ของพนักงานมหาวิทยาลัย สายปฏิบัติการ ระดับ P7คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปุณพจน์ พัฒนาตรีวิทย์ Jan 2022

ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาตนเองกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ Chula Mooc ของพนักงานมหาวิทยาลัย สายปฏิบัติการ ระดับ P7คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปุณพจน์ พัฒนาตรีวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดทำสารนิพนธ์ ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่ออธิบายความแตกต่างการพัฒนาตนเอง กับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ CHULA MOOC ของพนักงานสายปฏิบัติการ ระดับ P7 ที่ต่างสังกัด (2) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาตนเอง กับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ CHULA MOOC ของพนักงานสายปฏิบัติการ ระดับ P7 (3) เพื่อหาแนวในการส่งเสริมการพัฒนาตนเอง ของพนักงานสายปฏิบัติการ ระดับ P7 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพิ่มเติมในอนาคต โดยมีกลุ่มตัวอย่าง เป็นพนักงานสายปฏิบัติการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 120 คน แบ่งเป็น คณะรัฐศาสตร์ จำนวน 60 คน และคณะวิศกรรมศาสตร์ จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ มี 2 ชุดได้แก่ชุดที่ 1 แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรสำเร็จรูปทางสถิติ (SPSS) สถิติทีใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเฉลี่ย Independent Sample T-Test การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของ Pearson’s และชุดที่ 2 แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้ (1) ผลการทดสอบค่าเฉลี่ย Independent Sample T-Test พบว่าคณะรัฐศาสตร์ (ค่าเฉลี่ยรวม = 3.18) สูงกว่า คณะวิศกรรมศาสตร์ (ค่าเฉลี่ยรวม = 2.51) จึงสรุปได้ว่าพนักงานสายปฏิบัติการที่ต่างสังกัด มีการพัฒนาตนเองกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ CHULA MOOC แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (2) ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของ Pearson’s พบว่า การพัฒนาตนเองกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ CHULA MOOC ของพนักงานสายปฏิบัติการ มีความสัมพันธ์กัน ระดับสูง ในเชิงบวก …


ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต1, พิชามญชุ์ โรจนกุลสุวรรณ์ Jan 2022

ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต1, พิชามญชุ์ โรจนกุลสุวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์พื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 ในการศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) โดยกำหนดให้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1, ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล, และ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ในขณะที่การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานจริงในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต1 จำนวน 68 คน ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย และการทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานพบว่า ปัจจัยจูงใจด้านลักษณะของงานที่สร้างสรรค์และท้าทายมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านคุณภาพของงาน และด้านความรวดเร็วเป็นอันดับ 1 และปัจจัยจูงใจด้านความรับผิดชอบในงานมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านปริมาณงานเป็นอันดับ 1 อย่างไรก็ตามปัจจัยภูมิหลังทางประชากรและสังคมทุกตัวแปรไม่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภูมิหลังทางประชากรและสังคมของบุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จของ “สระแก้วโมเดล” แต่ประการใด แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าและสมควรได้รับการส่งเสริมคือการสร้างปัจจัยจูงใจในการทำงานอย่างเหมาะสม


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากร กรณีศึกษา กรมสรรพสามิต, มณฑาทิพย์ เอี่ยมผ่องใส Jan 2022

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากร กรณีศึกษา กรมสรรพสามิต, มณฑาทิพย์ เอี่ยมผ่องใส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากร กรณีศึกษา กรมสรรพสามิต” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทฤษฎี แนวคิด และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์นวัตกรรม 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากรกรมสรรพสามิต 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และแนวทางส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากรกรมสรรพสามิต การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรกรมสรรพสามิต จำนวน 375 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า 1) การสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากรกรมสรรพสามิตในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการนำไปใช้จริงอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านการสนับสนุนส่งเสริมความคิด และด้านการเกิดความคิดริเริ่ม ตามลำดับ 2) ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากรไม่แตกต่างกัน 3) ปัจจัยการบริหารจัดการส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากร โดยด้านกลยุทธ์ส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากรมากที่สุด 4) ปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงานส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากร โดยสภาพแวดล้อมเชิงสังคมส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากรมากที่สุด 5) แนวทางส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมของบุคลากรกรมสรรพสามิต พบว่า (1) ควรจัดทำระบบฐานข้อมูลด้านนวัตกรรมของกรมสรรพสามิตเพื่อรวบรวมเป็นคลังความรู้ด้านนวัตกรรม และเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมให้บุคลากรสามารถเข้าถึงได้ (2) ควรมีการฝึกอบรมเฉพาะด้านการพัฒนาทักษะการคิดให้แก่บุคลากรทุกประเภทและทุกระดับ (3) ควรให้บุคลากรทุกประเภทและทุกระดับมีโอกาสเข้าร่วมงานประกวดรางวัลนวัตกรรม โดยบูรณาการระหว่างการจัดกิจกรรม ณ สถานที่ตั้ง (Onsite) และทำการถ่ายทอดสดกิจกรรม (Online) เพื่อให้บุคลากรเกิดการเรียนรู้และสร้างการมีส่วนร่วมในนวัตกรรม


ปัญหาและอุปสรรค โครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ, ศศิกาญจน์ พุกกลิ่น Jan 2022

ปัญหาและอุปสรรค โครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ, ศศิกาญจน์ พุกกลิ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ และเพื่อเสนอข้อเสนอแนะในการพัฒนาการดำเนินโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ ผ่านแบบจำลองชิปป์ (CIPP Model) วิเคราะห์ปัจจัยในการดำเนินงานของโครงการ ประกอบด้วย ปัจจัยด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า ปัจจัยด้านกระบวนการ และปัจจัยด้านผลผลิต โดยกำหนดรูปแบบการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูล โดยรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการสัมภาษณ์บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ พบว่า ปัจจัยด้านบริบท การดำเนินงานมีความสอดกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ตามกรอบมาตรฐาน SAFE Framework ขององค์การศุลกากรโลก ปัจจัยนำเข้า จำนวนบุคลากรถือเป็นอุปสรรคต่อการรองรับจำนวนผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยด้านกระบวนการ ในการดำเนินงานในการรับสมัครและทบทวนสถานภาพของโครงการมีรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจและใช้เอกสารจำนวนมาก ปัจจัยด้านผลผลิต การได้รับสิทธิพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ภาพรวมผู้ประกอบการมีความพึงพอใจกับสิทธิพิเศษที่ได้รับ กล่าวโดยสรุป การดำเนินโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ ในภาพรวมเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์และสร้างความปลอดภัยให้กับห่วงโซ่อุปทานการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในด้านของปัญหาและอุปสรรคมีความเห็นว่าควรมีการวางแผนบุคลากรให้มีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ประกอบการที่เติบโตขึ้นในอนาคต รวมถึงการพิจารณาเพิ่มประเภทของผู้ประกอบการ การประชาสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอกองค์กร และนำระบบตรวจคัดเลือกและประเมินผลผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ (TAS) มาอำนวยความสะดวกในการดำเนินการ