Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Public Affairs, Public Policy and Public Administration Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Publication Year
Articles 181 - 210 of 547
Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration
การศึกษาประสิทธิผลในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน), ศิริณา กาญจนศิริรัตน์
การศึกษาประสิทธิผลในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน), ศิริณา กาญจนศิริรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย และแนวทางและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งมีโครงสร้างในการเก็บข้อมูล จากผู้บริหารสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ผลการวิจัยพบว่า การเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความรู้ โดยผู้ประกอบการได้รับความรู้จากการอบรมไปดำเนินในธุรกิจทำให้เกิดประสิทธิผลขึ้น ได้แก่ ด้านการผลิตรูปแบบใหม่ การตลาดที่ทันสมัย การสร้างประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า การร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ การย้ายฐานการผลิต และการทำธุรกิจแบบโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคม 2) ด้านทักษะ สถาบันฯ มีการอบรมผู้ประกอบการหรือแรงงานเพื่อฝึกทักษะเฉพาะด้าน เพื่อทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจในการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่ทันสมัยและเป็นความต้องการของตลาดมากขึ้น และ 3) ด้านทัศนคติ คือผู้ประกอบการให้ความร่วมมือในการเข้าอบรม มีการปรับเปลี่ยน มีการศึกษาความรู้เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ธุรกิจของตนเองประสบความสำเร็จมากขึ้น และมีผลตอบแทนที่ดี โดยการดำเนินงานของสถาบันฯ ทำให้เกิดประสิทธิผลตามพันธกิจในการพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย อย่างไรก็ตามสถาบันฯ ยังจำเป็นต้องมีการกำหนดแนวทางการจัดหาวัตถุดิบจากประเทศต่าง ๆ สู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเพื่อช่วยเหลือ แก้ไขความท้าทายข้อจำกัดที่ประเทศไทยไม่มีวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับ และเพื่อประสิทธิผลในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยยิ่งขึ้นไป สถาบันฯ ควรมีการพิจารณาจัดทำแผนแม่บทหรือแผนระยะยาวร่วมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยประสบความสำเร็จในการเตรียมบุคลากรของประเทศให้มีความพร้อมในการเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับในทุกระดับ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การออกแบบ วิศวกรรมการผลิต ทั้งในระดับอุดมศึกษา อาชีวศึกษา และแรงงานฝีมือในระดับต่าง ๆ
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานตรวจสอบภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ศุภเชษฐ์ สิทธิสุนทรวงศ์
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานตรวจสอบภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ศุภเชษฐ์ สิทธิสุนทรวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานตรวจสอบภายใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานตรวจสอบภายใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) ใช้แบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และสรุปผลข้อมูลโดยการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistic) และสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Analysis) ผลการศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานตรวจสอบภายใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านเวลาอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านคุณภาพของงาน และด้านปริมาณงานน้อยที่สุดตามลำดับ สำหรับการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานตรวจสอบภายใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีรายละเอียดดังนี้ 1) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านลักษะส่วนบุคคลกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน พบว่า ปัจจัยด้านลักษะส่วนบุคคลของบุคลากรสำนักงานตรวจสอบภายใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีเพียงด้านแผนกงานที่สังกัด ที่แตกต่างกันสามารถปฏิบัติงานได้มีประสิทธิภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานไม่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานโดยพิจารณาจากด้านเวลา ด้านปริมาณงาน และด้านคุณภาพของงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ประสิทธิผลการอบรมผู้บังคับบัญชาสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กรณีศึกษา หลักสูตรผู้บังคับหมวดอาสารักษาดินแดนสำหรับปลัดอำเภอ และเจ้าพนักงานปกครองในส่วนภูมิภาค, สันติสุข เหมือนแท้
ประสิทธิผลการอบรมผู้บังคับบัญชาสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กรณีศึกษา หลักสูตรผู้บังคับหมวดอาสารักษาดินแดนสำหรับปลัดอำเภอ และเจ้าพนักงานปกครองในส่วนภูมิภาค, สันติสุข เหมือนแท้
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง ประสิทธิผลการอบรมผู้บังคับบัญชาสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กรณีศึกษา หลักสูตรผู้บังคับหมวดอาสารักษาดินแดนฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผล ที่เกิดขึ้นในการใช้ความรู้ความสามารถ ตลอดจนทักษะต่าง ๆ จากการฝึกอบรม และหาแนวทางการพัฒนา ปรับปรุงหลักสูตร โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการของเคิร์กแพทริค ในการประเมินพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหลังการอบรม และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหลังการอบรม และผลที่เกิดขึ้นต่อหน่วยงานเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนเข้ารับการฝึกอบรม ด้านพฤติกรรม มีความเป็นผู้นำและคุณลักษณะผู้นำทางทหารมากยิ่งขึ้น ด้านผลลัพธ์ในทางที่ดีต่อหน่วยงาน สามารถปฏิบัติภารกิจตามอำนาจหน้าที่โดยตรง ภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล และภารกิจที่ต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวง/หน่วยงานอื่น ๆ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ สำหรับแนวทางการพัฒนา ปรับปรุงหลักสูตร มีแนวทางการพัฒนา ปรับปรุงผู้บังคับหมวดอาสารักษาดินแดน ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน และเกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อหน่วยงาน ได้แก่ 1) กำหนดหลักสูตรสำหรับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะ 2) ปรับลดจำนวนชั่วโมงบรรยาย หรือรวมรายวิชาที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน รวมถึงยกเลิกรายวิชาที่ไม่สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้ 3) บรรจุรายวิชาที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน
การพัฒนา Smes ไทย ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, สิทธิโชค พัดเย็น
การพัฒนา Smes ไทย ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, สิทธิโชค พัดเย็น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการรวมถึงปัญหา อุปปสรรค และข้อเสนอแนะในการนำนโยบายส่งเสริม SMEs ไทย ให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ผ่านโครงการ Thai SME-GP ไปปฏิบัติ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงประมาณ ผ่านการแจกแบบสอบถาม แก่ผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการส่งเสริม SMEs ผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอิเล็กทรอนิคส์ Thai SME-GP ทั้งสิ้น 400 ราย และการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวแทนจากผู้ประกอบการที่มีกิจการที่สามารถเข้าร่วมโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งสิ้น จำนวน 9 ราย พบว่า นโยบายส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ผ่านโครงการ Thai SME-GP ถูกกำหนดในรูปแบบของ กฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 และนำมาปฏิบัติควบคู่ไปกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตามพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 จากข้อมูลเชิงปริมาณพบว่าผู้ประกอบการSMEs ที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าปัจจัยมาตรฐานและจุดประสงค์ของนโยบายชัดเจน และนโยบายสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ในการจำหน่ายสินค้าและบริการเพื่อต่อยอดกิจการของตนต่อไปได้ในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามข้อมูจากการสัมภาษณ์พบว่ามาตรฐานนโยบายผ่านการบังคับใช้ กฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 มีความทับซ้อนและยุ่งยากทำให้ผู้ประกอบการบางรายตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการ ในด้านของปัจจัยการสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับหน่วยรับนโยบายนั้นตัวนโยบายยังไม่สามารถประชาสัมพันธ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนพลาดโอกาสในการเข้าร่วมโครงการ และในส่วนของปัจจัยทรัพยากรนโยบายพบว่าด้วยอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่นำไปปฏิบัตินั้นมีจำกัดทำให้ไม่สามารถดูแลผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึง ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ ควรมีการเพิ่มกรอบอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐเพื่อรองรับภาระงานที่มากขึ้นให้เพียงพอต่อการบริการ อีกทั้งควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์นโยบายให้มากขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่กลุ่มเป้าหมายนโยบายได้อย่างทั่วถึง และควรปรับปรุงข้อกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ให้ลดความซ้ำซ้อนลง เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ปฏิบัตินโยบายและประชาชน
ความพึงพอใจของผู้โดยสารชาวต่างชาติที่มีต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่งานตรวจคนเข้าเมืองขาเข้า ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ, สิรภัชภรณ์ นัยเนตร
ความพึงพอใจของผู้โดยสารชาวต่างชาติที่มีต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่งานตรวจคนเข้าเมืองขาเข้า ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ, สิรภัชภรณ์ นัยเนตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้โดยสารชาวต่างชาติที่มีต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่งานตรวจ คนเข้าเมืองขาเข้า ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้โดยสารชาวต่างชาติที่มีต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่ งานตรวจคนเข้าเมืองขาเข้า ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผู้โดยสารชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมืองขาเข้า ท่าอากาศยานกรุงเทพ จำนวน 417 คน โดยการใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Online Questionnaire) และทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติที่ได้จากแบบสอบถามโดยการใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า T-test ค่า F-test โดยวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson Correlation) และ การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการและปัจจัยส่วนบุคคล มีผลต่อความพึงพอใจของผู้โดยสารชาวต่างชาติต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่งานตรวจคนเข้าเมืองขาเข้า ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ โดยผู้โดยสารชาวต่างชาติมีความพึงพอใจต่อคุณภาพการให้บริการอยู่ในระดับมาก ในด้านปัจจัยทางเพศ พบว่าผู้โดยสารชาวต่างชาติเพศชาย มีความพึงพอใจต่อการให้บริการมากกว่าเพศหญิง ในขณะที่ปัจจัยด้านอายุ พบว่า ผู้โดยสารชาวต่างชาติที่มีอายุมากกว่า 50 ปี กลุ่มที่เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงเทพช่วงระยะเวลา 00.01 - 15.00 น. กลุ่มที่มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก กลุ่มที่เดินทางโดยเครื่องบินมากกว่าหรือเท่ากับ 5 ครั้งต่อปี มีความพึงพอใจมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ และพบว่าปัจจัยด้านความเป็นมืออาชีพในการให้บริการ ทักษะการใช้ภาษา ระยะเวลาที่รอการตรวจ ความกระตือรือร้นในการใช้บริการ รวมถึงความชัดเจนของสัญลักษณ์/ป้ายของด่านตรวจคนเข้าเมือง มีอิทธิพลต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้โดยสารชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยพบว่าผู้โดยสารชาวต่างชาติมีความพึงพอใจน้อยที่สุดในด้านปัจจัยด้านสัญลักษณ์/ป้ายของด่านตรวจคนเข้าเมือง และเวลาเดินทางถึงระหว่าง 20.01 – 00.00 น. ดังนั้น จึงควรปรับปรุงเรื่องป้ายหรือสัญลักษณ์ และ จัดเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอต่อการให้บริการ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการในการรับบริการของผู้โดยสารได้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกรับราชการตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครอง (ปลัดอำเภอ) กรณีศึกษา ปลัดอำเภอผู้ได้รับการขึ้นบัญชี ปี 2561 และ 2564, อาภากร จันทกิจ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกรับราชการตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครอง (ปลัดอำเภอ) กรณีศึกษา ปลัดอำเภอผู้ได้รับการขึ้นบัญชี ปี 2561 และ 2564, อาภากร จันทกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกรับราชการตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครอง (ปลัดอำเภอ) กรณีศึกษา ปลัดอำเภอผู้ได้รับการขึ้นบัญชี ปี 2561 และ 2564 เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครอง และเพื่อศึกษาทำความเข้าใจทัศนคติของข้าราชการกรมการปกครองในตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครอง (ปลัดอำเภอ) ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงสาเหตุและการตัดสินใจรับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครอง (ปลัดอำเภอ) ผู้ได้รับการขึ้นบัญชี ปี 2561 และ 2564 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกรับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครอง (ปลัดอำเภอ) ของผู้ได้รับการขึ้นบัญชีปี 2561 และ 2564 คือ ปัจจัยส่วนบุคคลที่ต้องการประกอบอาชีพที่ตอบสนองต่อความต้องการในชีวิตได้ ปัจจัยด้านองค์กร ปัจจัยด้านความก้าวหน้า ปัจจัยด้านสวัสดิการ ปัจจัยด้านความมั่นคงและปัจจัยด้านครอบครัว และข้าราชการตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครอง (ปลัดอำเภอ) มีทัศนคติที่ดีต่อตำแหน่ง และยังคงมีความศรัทธาในการทำงานในตำแหน่งดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามที่ได้ตั้งใจไว้
แนวทางการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นสำนักงานไร้กระดาษ : กรณีศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, อภิสรา ถึงสุขวงษ์
แนวทางการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นสำนักงานไร้กระดาษ : กรณีศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, อภิสรา ถึงสุขวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานะการใช้กระดาษของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และวิธีการที่เหมาะสมในการนำลายเซ็นอิเล็กทรอกนิกส์มาใช้กับเอกสารทางราชการ รวมถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงองค์กรและบุคลากรที่เหมาะสม ในการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ขับเคลื่อนกรมพัฒนาฝีมือแรงงานสู่การเป็นสำนักงานไร้กระดาษ ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคลากรจำนวน 7 คน และวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิดทฤษฎีและหลักแนวคิดจากตัวอย่างงานวิจัยในต่างประเทศ ผลการศึกษา พบว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานประสบความสำเร็จในการนำลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการออกหนังสือรับรองการพัฒนาฝีมือแรงงาน แต่หากเทียบสัดส่วนกับงานเอกสารอื่นๆ ภายในหน่วยงานถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก จึงกล่าวได้ว่ากรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังมีสถานะเป็นสำนักงานกึ่งไร้กระดาษ ซึ่งหากจะพัฒนาไปสู่การเป็นสำนักงานไร้กระดาษ ผู้บริหารขององค์กรควรกำหนดนโยบายและแนวทางที่ชัดเจน เพื่อให้บุคลากรเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ แนวทางเหมาะสมที่สุด คือ การปรับเปลี่ยน “หนังสือภายใน” (แบบทั่วไป) ที่ไม่มีผลทางกฎหมาย ที่ยังใช้เป็นกระดาษและเซ็นด้วยปากกาอยู่ ให้เป็น“หนังสือภายในอิเล็กทรอนิกส์” โดยใช้ “ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์” จะเป็นวิธีการที่ทำให้บุคลากรทุกคนได้มีประสบการณ์ในการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พรวิมล ชัยมานิตย์
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พรวิมล ชัยมานิตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานเพื่อให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร ของฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ผู้รับบริการและผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผลการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิดปัจจัยภายในองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานตามหลักการของ McKinsey’s 7S Framework พบว่า ประสิทธิภาพการทำงานของผู้ปฏิบัติงานฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุ สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างคุ้มค่า ทันเวลาและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการ โดยปัจจัยที่องค์การสามารถนำมาปรับแนวทางการบริหารจัดการเหมาะสม เสริมให้เกิดประสิทธิภาพในงานมากขึ้น ได้แก่ ด้านบุคลากรมีบุคลิกภาพและจำนวนเหมาะสม ด้านทักษะคือมีความรู้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน และด้านค่านิยมร่วมที่เน้นการทำงานด้วยความรวดเร็วเท่าทันต่อสถานการณ์ นอกจากนี้ยังพบข้อจำกัดในการดำเนินการคือ มีการกำหนดลักษณะโครงสร้างองค์การแบบรวมศูนย์ทำให้เกิดการกระจุกตัวของการทำงานและอำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้บริหารระดับสูง กลยุทธ์ที่ขาดความชัดเจนผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถรับรู้ได้ถึงเป้าประสงค์ที่แท้จริงของผู้บริหารที่ใช้เป็นหลักในการดำเนินงานในองค์การ ระบบสารสนเทศหลายระบบปฏิบัติการเป็นการทำงานซ้ำซ้อนกันสร้างความยุ่งยากและเพิ่มภาระงานให้กับผู้ปฏิบัติงาน รูปแบบการบริหารที่ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างตรงวัตถุประสงค์จากการสื่อสารของผู้บริหารไม่ได้ถูกส่งผ่านไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาตามที่ได้วางแนวทางการบริหารไว้ และการคัดเลือกบุคคลากรเป็นลักษณะงานสายสนับสนุนไม่ได้มีความเฉพาะทางวิชาชีพอาจจะทำให้บางครั้งความต้องการของผู้ปฏิบัติงานและองค์การไม่ตรงกันกระทบต่อแรงจูงใจ หากข้อจำกัดเหล่านี้ได้รับการปรับเปลี่ยนให้มีการกระจายโครงสร้างการปฏิบัติงานเน้นการกระจายอำนาจบริหารและนำความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานมาใช้เป็นแนวทางพัฒนาการทำงานร่วมกันกับผู้บริหารก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพนำมาซึ่งประโยชน์ต่อองค์การมากยิ่งขึ้น
ความเครียดและความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานของเจนเนอเรชั่นวายกรณีศึกษาบุคลากรสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, กรวิชญ์ แก้วเก่า
ความเครียดและความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานของเจนเนอเรชั่นวายกรณีศึกษาบุคลากรสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, กรวิชญ์ แก้วเก่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด ระดับของความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน ของบุคลากรเจนเนอเรชั่นวาย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว โดยพบว่ามีผู้ที่สมัครใจร่วมให้ข้อมูล จำนวน 165 คน ผลการศึกษาพบว่า (1) ระดับความเครียดในภาพรวมของบุคลากรมีระดับปานกลาง ทั้งนี้เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าความเครียดด้านการใช้จ่าย (การรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้จ่าย) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ซึ่งเข้าข่ายเป็นความเครียดระดับมาก (2) ระดับความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานในภาพรวมของบุคลากรมีระดับปานกลาง ทั้งนี้เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานที่เป็นด้านสังคมสัมพันธ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ซึ่งเข้าข่ายเป็นความสมดุลระดับมาก (3) ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างระดับความเครียดในการทำงานกับความสมดุลในชีวิตการทำงาน ถึงแม้แสดงถึงการมีความสัมพันธ์กันระดับต่ำ แต่ก็เป็นความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในการนี้ข้อเสนอแนะที่สำคัญของการศึกษาครั้งนี้ คือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติควรดำเนินการจัดทำนโยบายที่ส่งเสริมให้บุคลากรมีความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานให้ชัดเจน ปรับปรุงระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานและการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ รวมถึงส่งเสริมให้บุคลากรภายในหน่วยงานสำรวจความเครียดของตนเองเป็นประจำ นอกจากนี้การศึกษาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในอนาคตควรครอบคลุมถึงบุคลากรเจนเนอเรชั่น X รวมถึงเจนเนอเรชั่น Z เพื่อเปรียบเทียบระดับความเครียดและความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานของคนต่างรุ่น
การเติบโตของวิสาหกิจเริ่มต้นของอิสราเอล: การประกอบการเชิงนโยบายและผลกระทบ, กัญญารัตน์ ฤดีสิน
การเติบโตของวิสาหกิจเริ่มต้นของอิสราเอล: การประกอบการเชิงนโยบายและผลกระทบ, กัญญารัตน์ ฤดีสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาพัฒนาการของวิสาหกิจเริ่มต้นและการดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้นของประเทศอิสราเอล เพื่อศึกษาบทบาทของผู้ประกอบการนโยบายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายส่งเสริมธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นของอิสราเอลนับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศ โดยใช้แนวคิดการเป็นผู้ประกอบการทางนโยบายเป็นกรอบในการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเทคโนโลยีและวิสาหกิจเริ่มต้นของอิสราเอล ประกอบด้วยผู้ประกอบการนโยบายที่ทำงานร่วมกัน 3 กลุ่ม คือ ชุมชนเกษตร กองทัพ และรัฐบาล ซึ่งมีคุณลักษณะของการเป็นผู้เข้าใจบริบททางสังคม มีความสามารถในการนิยามปัญหา การสร้างทีม และการประพฤติตนเป็นแบบอย่าง ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการนโยบายทั้งสามกลุ่มมองเห็นโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเป็นประเทศเกิดใหม่ของอิสราเอล ในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเครือข่ายและฉกฉวยโอกาสจากปัญหาและอุปสรรคด้านภูมิประเทศ ความเป็นพื้นที่ทะเลทราย การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาจากภัยสงครามที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และปัญหาเรื่องผู้อพยพ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเทคโนโลยี ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออิสราเอลมีระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก มีอัตราการเติบโตของธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นสูง มีธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นที่เติบโตไปเป็นยูนิคอร์นเพิ่มขึ้นทุกปี มีโครงการทั้งจากภาครัฐและเอกชนในการให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบการ และมีการร่วมลงทุนในธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นของอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง
การศึกษาแนวทางการประยุกต์แนวคิดการออกแบบบริการ (Service Design) ของภาครัฐ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มระบบบริการตีความพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Advance Tariff Ruling), กาญจนาพร ฉ่ำมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการประยุกต์แนวคิดการออกแบบบริการรวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาแพลตฟอร์มระบบบริการตีความพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Advance Tariff Ruling) ของกองมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากร กรมศุลกากร โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน, ระดับผู้บริหาร คณะทำงานพัฒนาฯ รวมทั้ง ผู้ใช้บริการ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ออกมาตามคุณสมบัติทางเทคนิคเป็นกระบวนการ 6 ขั้นตอน ได้แก่ การลงทะเบียน การยื่นเอกสาร การรอการตอบรับ การดำเนินการพิจารณาพิกัดอัตราศุลกากร การชำระเงิน และการแจ้งผล พบว่าแต่ละกระบวนการในแพลตฟอร์มยังมีข้อจำกัดในการใช้งาน ผู้วิจัยจึงทำการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกค้นพบว่า ผู้ใช้บริการต้องการทราบถึงความคืบหน้าของกระบวนการดำเนินการพิจารณาตีความพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้า เพื่อการสามารถวางแผนการนำเข้า ทั้งนี้ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบ “ระบบแสดงสถานะการดำเนินงานพิจารณาตีความล่วงหน้า” (ระบบย่อยที่ 2) อาจจะมีการกำหนดสถานะ “การพิจารณาขั้นต้น > การพิจารณาขั้นสุดท้าย” และการแสดงระยะเวลาการนับถอยหลังเพื่อให้ผู้นำเข้ามั่นใจได้ว่า จะแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลา 30/60 วันทำการ ในการออกแบบระบบแสดงสถานะดังกล่าว ได้ประยุกต์ใช้แนวคิดการออกแบบบริการ (Service Design) ของภาครัฐ พบว่า หากต้องการพัฒนาแพลตฟอร์มระบบฯ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ควรเป็นการทำงานร่วมกันของระหว่าง 3 ฝ่ายคือ เจ้าหน้าที่ ผู้ใช้บริการ บริษัทผู้พัฒนาระบบ ทั้งใน 3 ขั้นตอน นับตั้งแต่ การสำรวจและเก็บข้อมูล การออกแบบแนวคิด และการทดสอบและลงมือทำจริง ซึ่งในแต่ละขั้นตอนโดยเฉพาะขั้นตอนที่ให้ผู้ใช้บริการร่วมออกแบบตามหลักผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร:กรณีศึกษาข้าราชการตำรวจ กองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กีรติ ฐิติพงศกร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร:กรณีศึกษาข้าราชการตำรวจ กองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กีรติ ฐิติพงศกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรกรณีศึกษาข้าราชการตำรวจ กองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อวิเคราะห์ระดับความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจ กองการเงิน และศึกษาหาแนวทางเพื่อสร้างความผูกพันต่อองค์กร การศึกษาครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจ กองการเงิน ขั้นตอนเชิงปริมาณเกี่ยวข้องกับการสำรวจระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กร ขณะที่ขั้นตอนเชิงคุณภาพจะเป็นการสัมภาษณ์ข้าราชการตำรวจ กองการเงินและข้าราชการตำรวจที่เคยสังกัดกองการเงิน แต่ได้ย้ายไปอยู่หน่วยงานอื่น ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลเกี่ยวกับระดับการทำงาน และระยะเวลาปฏิบัติงานในหน่วยงาน ปัจจัยด้านลักษณะงาน ได้แก่ ความท้าทายในการทำงาน ความก้าวในการทำงาน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และอาศัยการทำงานเป็นทีม และปัจจัยด้านความพึงพอใจในการทำงาน ได้แก่ เงินเดือนและสวัสดิการ การพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา และความรู้สึกว่าตนสำคัญต่อองค์กร ส่งผลต่อระดับความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ
การนำมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐไปปฏิบัติ : กรณีศึกษาที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี, คมสัน วงศ์แหลมมัจฉา
การนำมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐไปปฏิบัติ : กรณีศึกษาที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี, คมสัน วงศ์แหลมมัจฉา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาการนำมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐมาปฏิบัติของที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โดยมุ่งตอบคำถามว่าที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี มีการนำมาตรการประหยัดพลังงานไปปฏิบัติอย่างไร และมีภาระทางการบริหารอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยเก็บข้อมูลสถิติค่าไฟ และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 10 คน มีข้อค้นพบว่า นโยบายนี้มีลักษณะของมาตรการบังคับและ “ตัดเสื้อโหล” (One-size-fits-all) ที่ขาดความยืดหยุ่นต่อภารกิจและบริบทของหน่วยงาน การนำนโยบายไปปฎิบัติประสบปัญหาด้านทรัพยากร โดยที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรีสามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ถึง 20.65% ในช่วงที่บังคับใช้มาตรการ โดยได้มีการสนองนโยบายอย่างเข้มข้น เช่น กำหนดระยะเวลาเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ ระยะเวลาพักหน้าจอคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ใช้งาน เนื่องจากต้องชดเชยในส่วนที่ไม่สามารถดำเนินการประหยัดพลังงานได้ เช่น การปฏิบัติภารกิจบริการประชาชน และการใช้บริการจากหน่วยงานอื่น หรือหน่วยงานที่มีสถานที่ตั้งอยู่บนอาคารที่ว่าการอำเภอ และการที่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนในการจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน โดยพบว่าที่ทำการปกครองฯ ต้องแบกรับต้นทุนจากการปฏิบัติตามนโยบาย และต้นทุนด้านการเรียนรู้
การนำนโยบายไปปฏิบัติ: กรณีศึกษานโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ (Universal Coverage For Emergency Patients: Ucep), จามีกร แคนนารี่
การนำนโยบายไปปฏิบัติ: กรณีศึกษานโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ (Universal Coverage For Emergency Patients: Ucep), จามีกร แคนนารี่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาของการนำนโยบาย UCEP ไปปฏิบัติ โดยใช้วิธีการศึกษาจากการค้นคว้าเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สื่อสังคมออนไลน์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย UCEP จำนวน 7 คน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้กำหนดนโยบาย 2) กลุ่มผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ 3) กลุ่มผู้รับประโยชน์จากนโยบาย โดยใช้ทฤษฎีการนำนโยบายไปปฏิบัติจากบนลงล่าง (Top-down Theory of Policy Implementation) ตามตัวแบบกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติของแวน มีเตอร์ และแวน ฮอร์น ผลการศึกษาพบว่าปัญหาของการนำนโยบาย UCEP ไปปฏิบัติ แบ่งออกเป็น 6 ประเด็นดังนี้ 1) มาตรฐานและวัตถุประสงค์ของนโยบายยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควรทั้งในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ การวินิจฉัยระดับอาการของความฉุกเฉิน และการนำส่งผู้ป่วย 2) ทรัพยากรของนโยบายมีไม่เพียงพอ 3) เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างองค์การยังเกิดปัญหา การสื่อสารให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับนโยบายยังไม่ละเอียดครอบคลุม 4) องค์การที่นำนโยบายไปปฏิบัติ มีความพร้อมที่จะนำนโยบายไปปฏิบัติ แต่ยังมีข้อจำกัดในบางเรื่อง 5) เงื่อนไขและทรัพยากรทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจในตัวของนโยบาย UCEP และ 6) ความร่วมมือหรือการตอบสนองของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเท่าที่ควร ผู้วิจัยได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการนำนโยบาย UCEP ไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพและตอบสนองการต่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีข้อเสนอแนะให้มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม การทำนโยบาย CO-PAY การรวมระบบคู่สายต่าง ๆ เพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉิน และการจัดโครงการให้ความรู้กับประชาชาเกี่ยวกับนโยบาย UCEP เป็นต้น
ความไว้วางใจของประชาชนในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย : กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี, จิรัชญา บุรุษพัฒน์
ความไว้วางใจของประชาชนในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย : กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี, จิรัชญา บุรุษพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความไว้วางใจของประชาชนในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย: กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในจังหวัดปทุมธานีที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและเคยใช้บริการของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี จำนวน 263 คนสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างทำการสัมภาษณ์เชิงลึกจากประชาชนในจังหวัดปทุมธานีที่เคยใช้บริการศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี จำนวน 10 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ระดับความความไว้วางใจในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยส่วนบุคคล ด้านระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยที่แตกต่างกันมีผลต่อระดับความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ประกอบกับปัจจัยด้านความซื่อสัตย์ การตอบสนอง ความน่าเชื่อถือ ด้านการรับฟัง/เปิดกว้าง และความเป็นธรรม ส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และปัจจัยที่ส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานีที่สำคัญมากที่สุด คือ ด้านการตอบสนอง (Beta = 0.299) รองลงมาคือ ด้านความน่าเชื่อถือ (Beta = 0.266) ด้านการรับฟัง/เปิดกว้าง (Beta = 0.232) ด้านความเป็นธรรม (Beta = 0.186) และด้านความซื่อสัตย์ (Beta = 0.130) ตามลำดับ ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มการต่อยอดในการพัฒนาความไว้วางใจผ่านปัจจัย 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการตอบสนอง ควรเพิ่มเจ้าหน้าที่ให้พอเพียงกับปริมาณงาน 2.ด้านความน่าเชื่อถือ เจ้าหน้าที่ต้องมีองค์ความรู้และความชำนาญในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะความรู้ด้านกฎหมาย และเก็บข้อมูลของผู้มาร้องเรียนเป็นความลับ 3. ด้านการรับฟัง/เปิดกว้าง เจ้าหน้าที่ต้องมีความตั้งใจและเปิดกว้างรับฟังในทุกปัญหาความเดือดร้อน 4. ด้านความเป็นธรรม ปลูกฝังความเท่าเทียมทั้งในองค์กรและปฏิบัติภายใต้อำนาจหน้าที่อย่างยุติธรรม และ 5.ด้านความซื่อสัตย์ ปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์ในองค์กร ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับขององค์กรอย่างเคร่งครัด
ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล: กรณีศึกษาระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยของกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย, จิรัชยา จารุภาวัฒน์
ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล: กรณีศึกษาระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยของกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย, จิรัชยา จารุภาวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความคิดเห็นของผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ขอรับการส่งเสริมผ่านระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย เกี่ยวกับการเปิดใช้ระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย รวมถึงศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคในการเปิดใช้ระบบ เพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานมากยิ่งขึ้น โดยการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ผู้ปฏิบัติงานในกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย และผู้ขอรับการส่งเสริมผ่านระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ในปีงบประมาณ 2566 ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ขอรับการส่งเสริม มีความคิดเห็นว่าการเปิดใช้ระบบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานในแต่ละด้านดีมากขึ้น กล่าวคือด้านคุณภาพงาน (Quality) พบว่ามีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น, ด้านปริมาณงาน (Quantity) พบว่าทำให้ปริมาณงานและจำนวนผู้ปฏิบัติงานลดลง, ด้านเวลา (Time) พบว่าช่วยลดระยะเวลาในการปฏิบัติงานลง, และด้านค่าใช้จ่าย (Costs) พบว่าถึงแม้มีต้นทุนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาระบบ แต่ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและจำเป็น เนื่องจากเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขอรับการส่งเสริม และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานในระยะยาว อย่างไรก็ตามข้อค้นพบเกี่ยวกับประเด็นปัญหาและอุปสรรค ผู้วิจัยพบว่าผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ขอรับการส่งเสริม มีมุมมองแตกต่างกัน กล่าวคือผู้บริหารมองว่าปัญหาและอุปสรรคเกิดจากการที่หน่วยงานอยู่ในระหว่างการจัดทำนโยบายส่วนบุคคล ซึ่งทำให้ฟังก์ชั่นของระบบบางส่วนไม่สามารถใช้งานได้ ในขณะที่ผู้ปฏิบัติงานมองว่าปัญหาและอุปสรรคส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างการเปิดใช้ระบบและหลังจากการปิดระบบไปแล้ว รวมถึงผู้ขอรับการส่งเสริมซึ่งพบว่ามีปัญหาและอุปสรรคระหว่างการเปิดใช้ระบบเช่นกัน ในการนี้งานวิจัยดังกล่าวสรุปแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงระบบจำนวน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) การพัฒนาและปรับปรุงระบบขอรับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย 2) การพัฒนาและปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงาน และ 3) การพัฒนาบุคลากรของกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย
มุมมองผู้ประกอบการผ้าทอพื้นถิ่นของชาติพันธุ์ต่อนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานราก กรณีศึกษา จังหวัดราชบุรี, ชนิสรา มหัทธนไพศาล
มุมมองผู้ประกอบการผ้าทอพื้นถิ่นของชาติพันธุ์ต่อนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานราก กรณีศึกษา จังหวัดราชบุรี, ชนิสรา มหัทธนไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์3 ประการ ดังนี้ 1.เพื่อศึกษามุมมองและความคิดเห็นของผู้ประกอบการทอผ้าชาติพันธุ์ภายใต้มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานราก 2.เพื่อศึกษาการดำเนินงานของมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยที่สามารถตอบสนองความต้องการหรือเรื่องใดไม่ตอบสนองต่อผู้ประกอบการทอผ้าชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรีเพื่อหาข้อเสนอแนะในการพัฒนาแนวทางในการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม หากนโยบายดังกล่าวมีการดำเนินงานที่ไม่เพียงพอผู้ประกอบการต้องการการสนับสนุนด้านใดบ้าง 3.เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความสำเร็จของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและมีรายได้ประจำจากการประกอบอาขีพทอผ้าว่าปัจจัยความสำเร็จคืออะไร มีความสัมพันธ์อย่างไรกับอัตลักษณ์ของชุมชน โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพดำเนินการศึกษาด้วยการใช้เทคนิคการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการทอผ้าชาติพันธุ์ จำนวน 3 กลุ่ม โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ทั้งนี้ผลการศึกษาพบว่าผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ให้มุมมองและความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานราก ไว้ว่าเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนช่วยเหลือการสร้างงาน สร้างรายได้ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของผ้าทอพื้นถิ่นของชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรี รวมถึงการมีกิจกรรมการพัฒนาผู้ประกอบการผ้าทอพื้นถิ่นของชาติพันธุ์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานรากตามมาตรการการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยแนวทางการดำเนินการพัฒนาในการตอบสนองความต้องการและเกิดประโยชน์แท้จริงแก่ผู้ประกอบการทอผ้าชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรี
ภาวะผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย: กรณีศึกษา การดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา, ณัชฐานันท์ รูปขจร
ภาวะผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย: กรณีศึกษา การดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา, ณัชฐานันท์ รูปขจร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องภาวะผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย กรณีศึกษา : การดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาภูมิหลังและชีวประวัติของศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย (2) เพื่อศึกษาความเป็นผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ในการดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา และ (3) เพื่อศึกษาประเมินความเป็นผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ในการดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทำการศึกษาจากเอกสาร (Documentary Study) และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (In – depth Interview) 5 กลุ่ม ประกอบด้วย (1) กลุ่มอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสมาชิกวุฒิสภา (2) กลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องฝ่ายการเมือง (3) กลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องฝ่ายข้าราชการประจำ (4) บุคคลผู้เห็นต่างในการทำหน้าที่ของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย และ (5) ทำการสัมภาษณ์ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชรวิชิตชลชัย เป็นหน่วยการศึกษาหลัก ในการทำหน้าที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานวุฒิสภา ผลการศึกษาพบว่า (1) ภูมิหลังและชีวประวัติของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย (socialization) สามารถอธิบายพื้นฐานความเป็นมาของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร ฯ ที่มีผลต่อรูปแบบลักษณะเชิงพฤติกรรมในการทำหน้าที่ทางการเมือง จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากวชิราวุธวิทยาลัย ระดับอุดมศึกษาปริญญาตรีจบจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนติบัณฑิตไทยสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และปริญญาโทกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนรัฐบาล ก.พ. ตำแหน่งในการรับราชการที่สำคัญตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 4 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ฯลฯ เป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายในหลายวิทยาลัย จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้เป็น “ศาสตราจารย์พิเศษ” คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2556 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินปี 2557 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี 2562 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นประธานวุฒิสภา ผ่านการอบรมจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.41) และสถาบันพระปกเกล้า (ปปร.11) ซึ่งภูมิหลังถือหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่ช่วยขัดเกลาความเป็นผู้นำของศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร ฯ ในกรอบของชนชั้นนำและมุมมองความคิดที่ยึดถือกฎหมายเป็นหลักอย่างเข้มแข็ง ในส่วนของการหล่อหลอมจากครอบครัว ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร ฯ เติบโตในครอบครัวชนชั้นกลาง สมาชิกในครอบครัวรับราชการ …
ความคิดเห็นของข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประจำจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด) ที่มีต่อนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย, นุสรา ดาราสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความคิดเห็นของข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประจำจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด) ที่มีต่อนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยในจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด) ที่มีต่อนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลที่ส่งผลต่อการเลือกสวมใส่ผ้าไทยของข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยในจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด) โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 10 คน แบ่งตามเพศภาวะ และช่วงอายุ ผลการศึกษา พบว่า ข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประจำจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด) มีความคิดเห็นโดยรวมในแง่ดีต่อนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย โดยมองว่าเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านการผลิตโดยกลุ่มข้าราชการซึ่งทำงานใกล้ชิดกับประชาชน อย่างไรก็ตาม ข้าราชการกลุ่มช่วงอายุ 23 – 33 ปี มีข้อเสนอแนะว่านโยบายนี้ควรจะเป็นความสมัครใจมากกว่ากึ่งบังคับให้ใส่ผ้าไทยทุกวัน เนื่องจากเป็นภาระทางการเงินแก่ข้าราชการกลุ่มนี้ เพื่อให้เกิดการสวมใส่ผ้าไทยที่ผลิตจากกลุ่มชาวบ้านโดยแท้จริง ไม่เบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ต้องการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก สร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชน อีกทั้ง เพศภาวะและช่วงอายุ มีอิทธิพลต่อการเลือกสวมใส่ผ้าไทยของข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประจำจังหวัดลพบุรี (ระดับจังหวัด)
นโยบายการพัฒนาชุมชนของกรุงเทพมหานคร เปรียบเทียบระหว่าง กิจกรรมผู้ว่าฯ พบประชาชน ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และกิจกรรมผู้ว่าฯ สัญจร ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ปัทมภัส คูหาวิชานันท์
นโยบายการพัฒนาชุมชนของกรุงเทพมหานคร เปรียบเทียบระหว่าง กิจกรรมผู้ว่าฯ พบประชาชน ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และกิจกรรมผู้ว่าฯ สัญจร ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ปัทมภัส คูหาวิชานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการกำหนดนโยบาย การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และการประเมินผลนโยบายด้านการพัฒนาชุมชนของกรุงเทพมหานคร ภายใต้การบริหารราชการของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบกิจกรรมผู้ว่าฯ พบประชาชนของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง กับผู้ว่าฯ สัญจรของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ข้าราชการประจำ จำนวน 12 คน ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร จำนวน 12 คนรวมเป็น 24 คน ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการนำเสนอเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า นโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง มีความสอดคล้องกับตัวแบบชนชั้นนำ ของ Dye (2007) เนื่องจากในการกำหนดนโยบายการบริหารงานกรุงเทพมหานครของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เข้าสู่ตำแหน่งโดยการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ก่อนได้รับแต่งตั้งไม่ได้มีการนำเสนอนโยบายให้ประชาชนชาวกรุงเทพมหานครตัดสินใจเลือก และในการดำเนินโครงการที่สำคัญที่มีงบประมาณมาก หรือเมกะโปรเจกต์ ก็มีการเตรียมการโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติมาตั้งแต่ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งกลุ่มชนชั้นนำจะกำหนดนโยบายโดยอาศัยค่านิยมของตนเองเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจนโยบาย ถือว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนใจกิจกรรมการพัฒนาเมือง และไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ ชนชั้นนำจึงมีบทบาทในการกำหนดความคิดเห็นของประชาชนมากกว่าที่ประชาชนจะกำหนดความคิดเห็นของชนชั้นนำ โดยประชาชนไม่ได้กำหนดนโยบาย ข้าราชการทำหน้าที่เพียงนำนโยบายที่กำหนด โดยชนชั้นนำไปสู่ประชาชนเท่านั้น ในส่วนของการประเมินผลนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมืองหลังจากดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาครบ 1 ปีที่ได้ประกาศแผนขับเคลื่อน กทม. ปี 2561 โดยใช้กรอบการทำงาน 100 วัน 200 วัน 300 วัน จนถึง 1 ปี ส่วนนโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์มีความสอดคล้องกับตัวแบบระบบ ของ Dye (2007) เนื่องจากการกำหนดนโยบายการบริหารกรุงเทพมหานครของ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์นั้น ได้จัดทำนโยบายในภาพใหญ่ และนโยบายรายเขตหรือพื้นที่ ไม่ได้ใช้นโยบายเดียวเหมาะรวมทุกท้องที่ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้บ้านใกล้ตัวของประชาชน หรือที่เรียกว่า "ปัญหาเส้นเลือดฝอย" มากกว่าคิดถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์ ในการกำหนดนโยบายจะมาจากปัญหาจริงของชาวเมืองกรุงเทพมหานคร ผ่านอาสาสมัครและการเข้าพื้นที่พบกับคนที่อยู่อาศัยทั่วกรุงเทพฯ อยู่บนรากฐานของข้อมูลสถิติที่เป็นวิทยาศาสตร์ร่วมกับนักวิชาการจากหลายสถาบันการศึกษาโดยนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ได้นำเสนอนโยบายมากถึง 216 ข้อ ภายใต้คำขวัญ "สร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน" …
การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ปุญณิศา ไทยช่วย
การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ปุญณิศา ไทยช่วย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษากระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ตามแนวทางการเป็นรัฐบาลดิจิทัลของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล รวมถึงศึกษาแนวทางการพัฒนาและจัดทำเป็นข้อเสนอแนะในการพัฒนาสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อก้าวไปสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งมีโครงสร้างในการเก็บข้อมูล จากผู้มีกลุ่มผู้รับบริการหลัก ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาพรรณนาบรรยายข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ด้านการนำองค์กรและการวางยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลมีความพยายามในการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นองค์กรดิจิทัลด้วยนโยบาย SMART Senate อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเนื่องมาจากสถานการณ์ Covid 19 ที่ส่งผลให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้านการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลยังเป็นเรื่องพื้นฐานไม่เน้นความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน มีความพยายามผลักดันให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรม แต่ยังขาดการบูรณาการทำงานทำให้ยังไม่เกิดผลกระทบสูง (High impact) ต่อผู้รับบริการ และในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล มีระบบการทำงานที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น แต่ยังพบข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และงบประมาณ การพัฒนาระบบต่างๆ ที่ต้องจึงขาดความคล่องตัว ในส่วนของการเป็นรัฐบาลดิจิทัลของสำนักงานฯ ยังคงต้องคำนึงถึงการออกแบบกระบวนการทำงานแบบ End to End Process และเร่งดำเนินการจัดการข้อมูลให้มีมาตรฐานอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและสามารถใช้ข้อมูลด้านนิติบัญญัติที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป
ความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) กรณีศึกษาหน่วยงานในสังกัดรองผู้ว่าการบริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ฝากฝัน จันทร์แสงดี
ความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) กรณีศึกษาหน่วยงานในสังกัดรองผู้ว่าการบริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ฝากฝัน จันทร์แสงดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) กรณีศึกษาหน่วยงานในสังกัดรองผู้ว่าการบริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working 2) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยลักษณะการจ้างงานกับความต้องการสวัสดิการที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working 3) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงานที่บ้านกับความต้องการสวัสดิการที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working 4) เพื่อเสนอแนะสวัสดิการด้านการเงินที่เหมาะสมต่อความต้องการของพนักงาน กฟผ. ในปัจจุบัน โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 239 คน และการวิจัยคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะจง จำนวน 7 คน ผลการศึกษา พบว่า 1) พนักงานมีความต้องการสวัสดิการด้านการเงินในการซื้อ โต๊ะ เก้าอี้ ที่ออกแบบตามหลักการยศศาสตร์ (Ergonomics) มากที่สุด 2) ลักษณะงานที่แตกต่างกันมีความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working ที่แตกต่างกัน 3) ตำแหน่งงานที่แตกต่างกันมีความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working ไม่ที่แตกต่างกัน 4) อายุงานที่แตกต่างกันมีความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working ที่แตกต่างกัน 5) บริบทที่อยู่อาศัยมีความสัมพันธ์กับความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working ในระดับต่ำ 6) สิ่งอำนวยความสะดวกมีความสัมพันธ์กับความต้องการสวัสดิการด้านการเงินที่สนับสนุนการทำงาน Hybrid Working ในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค : กรณีศึกษาการดำเนินงานโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสำคัญ ของกรมการขนส่งทางบก, พรรณปพร พิลึก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงแนวทางการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานส่วนภูมิภาคของกรมการขนส่งทางบกในปัจจุบัน รวมถึงศึกษาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานดังกล่าว พร้อมทั้งหาแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน โดยอาศัยการดำเนินงานในโครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสำคัญเป็นกรณีศึกษา งานศึกษาเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีการค้นคว้าเอกสารต่าง ๆ ประกอบเข้ากับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ซึ่งคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 15 คน ตามความเหมาะสม และความเกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการรณรงค์ป้องกัน และลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสำคัญ โดยมีตัวแทนผู้ให้สัมภาษณ์จากทั้งหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานส่วนภูมิภาค จากการศึกษาพบว่า ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการทำงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคในการดำเนินโครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสำคัญ มีอยู่ 5 ประเด็น คือ 1) การทำงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในการดำเนินโครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสำคัญ 2) ปัญหาด้านความชัดเจนและความล่าช้าในการสั่งการ 3) ปัญหาด้านโครงสร้างของหน่วยงาน และอัตรากำลังของผู้ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค 4) ปัญหาด้านนโยบาย หรือข้อสั่งการ และ 5) ปัญหาด้านความซ้ำซ้อนของระบบรายงานผลการปฏิบัติงาน ซึ่งเมื่อศึกษาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน พบปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 5 กลุ่ม ประกอบด้วย ปัจจัยด้านโครงสร้างขององค์กร ปัจจัยด้านระบบการทำงาน ปัจจัยด้านรูปแบบการบริหารงาน ปัจจัยด้านการบริหารบุคลากร และปัจจัยด้านการเมือง ซึ่งสามารถสรุปแนวทาง และข้อเสนอแนะในการปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานของกรมการขนส่งทางบก ได้ทั้งหมด 7 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการสื่อสาร 2) ด้านการสั่งการ 3) ด้านโครงสร้างกรมและอัตรากำลัง 4) ด้านนโยบายหรือข้อสั่งการ 5) ด้านระบบสนับสนุนการปฏิบัติงาน 6) ด้านบุคลากร และ 7) ด้านวัฒนธรรมองค์กร และแนวคิดของเจ้าหน้าที่
การพัฒนาการทำงานเป็นทีมเพื่อสนับสนุนคณะทำงานเฉพาะกิจในการดำเนินการปรับพิกัดอัตราศุลกากร, ฟาอิซ ดาราแม
การพัฒนาการทำงานเป็นทีมเพื่อสนับสนุนคณะทำงานเฉพาะกิจในการดำเนินการปรับพิกัดอัตราศุลกากร, ฟาอิซ ดาราแม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัย เรื่อง “การพัฒนาการทำงานเป็นทีมเพื่อสนับสนุนคณะทำงานเฉพาะกิจในการดำเนินการปรับพิกัดอัตราศุลกากร” จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการทำงานเป็นทีมของคณะทำงานเฉพาะกิจในการดำเนินการปรับพิกัดอัตราศุลกากรและเพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการทำงานเป็นทีมของคณะทำงานเฉพาะกิจดังกล่าว ซึ่งงานวิจัยนี้ เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้ทำการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในคณะทำงานเฉพาะกิจ จำนวน 8 คน ทั้งนี้ ผู้วิจัยอาศัยกรอบแนวคิดที่แสดงถึงองค์ประกอบของการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องประกอบด้วย (1) การติดต่อสื่อสาร (2) ความร่วมมือ (3) การประสานงาน (4) ความคิดสร้างสรรค์ และ (5) การปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยจากผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านการติดต่อสื่อสารมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการทำงานเป็นทีมของคณะทำงานเฉพาะกิจ ในขณะที่ปัจจัยด้านความคิดสร้างสรรค์มีอิทธิพลน้อยที่สุด นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง สามารถแบ่งมุมมองของการพัฒนาการทำงานเป็นทีมได้ 2 กลุ่ม คือ มุมมองของหัวหน้าทีมและลูกทีม โดยหัวหน้าทีมมีมุมมองในการพัฒนาการทำงานเป็นทีมด้วยการสร้างความรับผิดชอบให้กับสมาชิกในทีมและสนับสนุนสมาชิกทีมที่มีความสามารถและทักษะที่หลากหลายให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อการทำงาน ในขณะที่มุมมองของลูกทีม คือ การแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างเหมาะสมและมีความชัดเจน การสื่อสารอย่างเปิดเผยและรับฟังผู้อื่นเพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
การนำนโยบายต่อต้านข่าวปลอมไปปฏิบัติ กรณีศึกษา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย, ภาณุพงศ์ มาลัยน้อย
การนำนโยบายต่อต้านข่าวปลอมไปปฏิบัติ กรณีศึกษา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย, ภาณุพงศ์ มาลัยน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ผู้เขียนได้ศึกษากระบวนการนำนโยบายต่อต้านข่าวปลอม ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ไปปฏิบัติว่าเป็นอย่างไร รวมถึงศึกษาผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยผู้เขียนได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์จากผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ภาคประชาสังคม และประชาชน โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษากระบวนการนำนโยบายต่อต้านข่าวปลอม ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ไปปฏิบัติว่าเป็นอย่างไร รวมถึงศึกษาผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยผู้เขียนได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์จากผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ภาคประชาสังคม และประชาชน จากการศึกษา พบว่า 1) รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่การกำหนดมาตรฐานในการดำเนินนโยบายยังมีความไม่ชัดเจน ให้ความสำคัญกับการสร้างเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากกว่าการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชน 2) งบประมาณที่ใช้ดำเนินการสำหรับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย มีเพียงพอสำหรับภารกิจในปัจจุบัน แต่ยังขาดงบประมาณสำหรับการสร้างองค์ความรู้และการสนับสนุนงานศึกษาวิจัย 3) การสื่อสารระหว่างหน่วยงานปฏิบัติสามารถทำได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ มีการสื่อสารและติดตามความคืบหน้าในการทำงาน รวมถึงมีการจัดเจ้าหน้าที่ให้การสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา 4) บุคลากรที่ปฏิบัติงานในศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย มีความพร้อมในเรื่องของทักษะ และสมรรถนะในการทำงาน แต่มีปัญหาในศูนย์ประสานงานประจำหน่วยงานที่มีภาระงานที่มากเกินไปจากงานประจำที่มีอยู่เดิม 5) ความไม่ชัดเจนของตัวกฎหมายที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจในการตีความการกระทำผิดของประชาชนทำให้มีการดำเนินคดีกับประชาชนและส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเกิดความหวาดกลัว และอาจจะนำไปสู่การเซนเซอร์ตัวเองไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในที่สุด สำหรับข้อเสนอแนะในการดำเนินนโยบายต่อผู้ศึกษามีข้อเสนอให้ 1) ผลักดันนโยบายเชิงรุกให้มากขึ้น โดยการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชน 2) บรรจุองค์ความรู้เกี่ยวกับข่าวปลอมเข้าสู่แบบเรียนหรือกิจกรรมในชั้นเรียน 3) ลดบทบาทของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ในการดำเนินคดีกับประชาชน 4) จัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับความผิดเกี่ยวกับ “ข่าวปลอม” และ 5) จัดทำแผนระยะยาวเพื่อเปลี่ยนผ่านออกไปเป็นองค์กรอิสระ
ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล : กรณีศึกษารถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย, รฐนนท์ กาญจนภาคย์
ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล : กรณีศึกษารถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย, รฐนนท์ กาญจนภาคย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล : กรณีศึกษารถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย ผู้ศึกษาสนใจในขั้นตอนการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการดำเนินโครงการให้เป็นรูปธรรม โดยผู้ปฏิบัติงานต้องพิจารณา จัดทำข้อมูล และวิเคราะห์ความเหมาะสมในด้านต่างๆ ของโครงการ ไม่ว่าจะเป็น กฎหมาย เศรษฐกิจ นโยบาย การเวนคืนที่ดิน สิ่งแวดล้อม และมีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ผู้ศึกษาต้องการที่จะบันทึกปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้ขั้นตอนนี้ล่าช้าในปัจจุบัน และส่งผลกระทบต่อการเริ่มต้นดำเนินโครงการ รวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค เพื่อใช้เป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอื่นๆ ในอนาคต และเสนอข้อเสนอแนะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงานและผลักดันการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนทางราง โดยจากการศึกษาพบว่าปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว ประกอบด้วย ความล่าช้าของระบบราชการ ความไม่ชัดเจนของผู้มีอำนาจตัดสินใจ ปัญหาในการประสานงานกันระหว่างผู้ปฏิบัติ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอยู่เป็นจำนวนมากและมีข้อกำหนดที่ซ้ำซ้อนกัน การเวนคืนที่ดินที่ใช้ระยะเวลาเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาพิจารณาด้านการออกแบบโครงการ ภาวะเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ และการฟ้องร้องของประชาชน งานศึกษานี้จึงเสนอให้ เร่งผลักดันพระราชบัญญัติการขนส่งทางรางเพื่อกำหนดนโยบายและกำกับดูแล แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อพิจารณาในด้านต่างๆ ร่วมกัน และจัดทำแผนการติดตามการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการในลักษณะใกล้เคียงกันในอนาคต
การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม ของสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ, วรวัจน์ ศิริโชคพรชัย
การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม ของสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ, วรวัจน์ ศิริโชคพรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม ของสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการอำนวยความยุติธรรมของสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการอำนวยความยุติธรรมของสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ 3) เพื่อเสนอแนะนโยบายหรือแนวทางการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนในเขต อ.เมืองสมุทรปราการ ที่เคยมาติดต่อกับสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ และคำนวณกลุ่มตัวอย่างจากสูตรยามาเน่ (Yamane) ได้จำนวนทั้งสิ้น 400 คน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงประมาณ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และใช้การวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรมของสำนักงานอัยการ กรณีศึกษาสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ อยู่ในระดับมาก และยังพบว่ามี 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถเรียงลำดับตามค่าน้ำหนักปัจจัย ได้ดังนี้ปัจจัยด้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร(Openness) รองลงมา คือ ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ (Image Concept) และปัจจัยด้านการใช้อำนาจ (Control mutuality) ตามลำดับ ในส่วนของปัจจัยเกี่ยวกับความสามารถและสมรรถนะ (Competence)และปัจจัยเกี่ยวกับความความซื่อสัตย์และความซื่อตรง (Integrity) ไม่มีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนการอำนวยความยุติธรรมของสำนักงานอัยการกรณีศึกษาสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ ข้อเสนอแนะจากการศึกษาวิจัย คือ ควรส่งเสริมนโยบายด้านภาพลักษณ์ที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายและการดำเนินงานอย่างโปร่งใส มีระบบตรวจเช็คเป็นช่วงเวลา Periodic System Checks เป็นการตรวจสอบกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง การสร้างช่องทางในการรับฟังความคิดเห็นและการติดต่อระหว่างประชาชน เพื่อตอบสนองประชาชนอย่างใกล้ชิดและเข้าถึงได้ง่าย นโยบายพัฒนาระบบการด้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารและระบบในการตรวจสอบขอบเขตอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจนของเจ้าหน้าที่อันจะสามารถทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นความไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรมเพิ่มมากขึ้น
อุปสรรคและความท้าทายในการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของภาครัฐไทย, วสุพล มงคลศิริ
อุปสรรคและความท้าทายในการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของภาครัฐไทย, วสุพล มงคลศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามเกี่ยวกับสาเหตุที่มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของภาครัฐไทยไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มขึ้นของอุปทานและอุปสงค์บุหรี่ไฟฟ้าภายในประเทศได้ รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอย่างไร โดยวิเคราะห์เชื่อมโยงกับปัจจัยในการนำนโยบายไปปฏิบัติตามทฤษฎีของ Van Meter และ Van Horn งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเน้นเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในมาตรการทั้งหน่วยงานภาครัฐผู้มีหน้าที่บังคับใช้มาตรการและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ทั้งนี้ การศึกษาพบว่า สาเหตุที่มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของภาครัฐไทยไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มขึ้นของอุปทานและอุปสงค์บุหรี่ไฟฟ้าภายในประเทศได้นั้น เกิดขึ้นจาก 2 ปัจจัยด้วยกันคือ (1) สภาพตลาดบุหรี่ไฟฟ้าต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลของการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องด้วยปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้การยอมรับในสินค้าบุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย ซึ่งทำให้ความเชื่อที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าควรเป็นยาสูบทางเลือกที่ถูกกกฎหมายจึงมีอิทธิผลต่อสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ (2) สภาพตลาดบุหรี่ไฟฟ้าภายในประเทศส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลของการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เช่น แหล่งตลาดบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ออนไลน์เป็นหลักจึงยากต่อการบังคับใช้มาตรการ หรือการที่ตลาดบุหรี่ไฟฟ้าภายในประเทศมีลักษณะที่เปิดกว้างและสามารถทำรายได้ให้ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก จึงดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาในแวดวงธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการบังคับใช้มาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้านั้น พบ 3 ปัญหาหลักด้วยกัน คือ (1) การทุจริตคอร์รัปชั่นและการถูกแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ (2) คุณลักษณะของเจ้าหน้าที่ภาครัฐและระบบราชการไทยที่มีอยู่เดิม เช่น ข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ การต้องแบกรับหน้าที่รับผิดชอบหลายหน้างานของเจ้าหน้าที่ หรือความไม่สม่ำเสมอในการบังคับใช้มาตรการ และ (3) การไม่ยอมรับในมาตรการของผู้คนและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง
การปฐมนิเทศและกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ข้าราชการในกรมศุลกากร, วิภาวี วิเศษภักดีวงศ์
การปฐมนิเทศและกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ข้าราชการในกรมศุลกากร, วิภาวี วิเศษภักดีวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง การปฐมนิเทศและกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ข้าราชการในกรมศุลกากร มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อ 1.) ศึกษากระบวนการสร้างอัตลักษณ์ข้าราชการกรมศุลกากรในการอบรมปฐมนิเทศข้าราชการใหม่ 2.) ศึกษาการบ่มเพาะวัฒนธรรมองค์กรในการอบรมปฐมนิเทศของกรมศุลกากร และ 3.) ศึกษาประโยชน์ที่จะได้รับจากการอบรมปฐมนิเทศข้าราชการใหม่ การวิจัยในครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งผู้วิจัยมุ่งศึกษาและวิเคราะห์ถึงกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของข้าราชการใหม่ของกรมศุลกากร ในตำแหน่งนักวิชาการศุลกากรปฏิบัติการ จากการอบรมปฐมนิเทศข้าราชการบรรจุใหม่ โดยใช้วิธีการสังเกตการแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) ผลการศึกษาพบว่า อัตลักษณ์แห่งการเป็นข้าราชการที่กรมศุลกากรสามารถทำการปลูกฝังให้แก่ข้าราชการใหม่ผ่านการจัดอบรมปฐมนิเทศข้าราชการบรรจุใหม่ ซึ่งการอบรมปฐมนิเทศนี้นอกเหนือจากการให้ความรู้เกี่ยวกับกรมศุลกากรแล้ว การอบรมสามารถช่วยในการปรับทัศนคติ ปรับความเข้าใจ ปรับการพฤติกรรม เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีวัฒนธรรมองค์กรเป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกัน อีกทั้ง ช่วยหล่อหลอมข้าราชการใหม่ให้เป็นเป็นผู้ที่มีคุณธรรมประจำใจในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต การรู้จักยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง และสามารถช่วยทำให้ข้าราชการใหม่มีแนวคิดในการเป็นผู้ที่หมั่นศึกษาและพัฒนาตนเอง เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตลอดจนมีความคิดคำนึงถึงการรักษาภาพลักษณ์องค์กร มีความรู้สึกผูกพันต่อองค์กร มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นข้าราชการกรมศุลกากรมืออาชีพที่พร้อมทำงานเพื่อสังคมและประเทศชาติต่อไป
การศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านตลาดแรงงาน เพื่อรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), ศรายุธ หอมชะมด
การศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านตลาดแรงงาน เพื่อรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), ศรายุธ หอมชะมด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านตลาดแรงงานเพื่อรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินการและสถานการณ์ความคืบหน้า ปัญหาและอุปสรรค เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงการดำเนินการของโครงการการพัฒนาทักษะบุคลากรตามแนวทางอีอีซีโมเดล (EEC Model) ผ่านแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ ทฤษฎี SWOT Analysis และแนวคิดการเตรียมความพร้อมด้านแรงงาน โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากเอกสารและสื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์เชิงลึก จากกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้กำหนดนโยบาย 2.ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ 3.ผู้เข้าร่วมโครงการ ผลการวิจัยพบว่าโครงการพัฒนาทักษะบุคลากร ได้ถูกขับเคลื่อนโดยคณะทำงานด้านการพัฒนาบุคลากร (EEC-HDC) เพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานที่มีทักษะสูงผ่านการขับเคลื่อนอุปสงค์ (Demand Driven) โดยทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรมี 2 รูปแบบ คือ 1.การสร้างคนที่เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติไปพร้อมกันตามแนวทาง Type A และ 2.การพัฒนาคนผ่านการฝึกอบรมระยะสั้นตามแนวทาง Type B โดยเป้าหมายการเตรียมความพร้อมทางด้านบุคลากรในช่วงปี 2562-2566 กำหนดไว้ที่ 475,866 คน แต่ผลิตบุคลากรได้เพียงร้อยละ 3.8 ของจำนวนดังกล่าว สืบเนื่องจากขาดการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สถานการณ์วิกฤติโควิด การขาดฐานข้อมูลความต้องการจำนวนและทักษะของแรงงานที่แท้จริงจากผู้ประกอบการทั้ง 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งนี้ EEC-HDC จำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด จัดตั้งทีมงานคอยติดตามความก้าวหน้าในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากองค์กรต่างประเทศที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและเงินทุน แนวทางการพัฒนาบุคลากรภายใต้ Type A และ Type B ถือเป็นทางออกในการเตรียมความพร้อมด้านบุคคลากรเพื่อรองรับการสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงในพื้นที่ EEC