Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 91 - 120 of 255
Full-Text Articles in International Relations
ระบอบชายเป็นใหญ่ในเกาหลีใต้จากยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์สู่ยุคเสรีนิยมใหม่, กชกร มานะจิตต์
ระบอบชายเป็นใหญ่ในเกาหลีใต้จากยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์สู่ยุคเสรีนิยมใหม่, กชกร มานะจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาและอธิบายถึงปรากฏการณ์กระแสต่อต้านความเท่าเทียมทางเพศในประเทศเกาหลีใต้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพศชายอายุ 20s ถึง 30s ปี ที่สมาทานตนว่าเป็นกลุ่มแอนไทเฟมินิสต์ ผู้เป็นฐานเสียงสำคัญในการคว้าชัยชนะของประธานาธิบดีฝ่ายอนุรักษนิยมที่ใช้นโยบายแสดงทัศนคติแห่งการเหยียดเพศและความเป็นปรปักษ์ต่อความเท่าเทียมทางเพศอย่าง ยุน ซอก ยอล ได้สำเร็จ โดยมีข้อค้นพบว่าการเกิดกลุ่มแอนไทเฟมินิสต์เป็นผลผลิตมาจากการสร้างชาติสมัยรัฐเผด็จการทหารภายใต้การนำของนายพล ปัก จอง ฮี ภายใต้บริบทแห่งสงครามเย็นและการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ พร้อมกำหนดให้ภัยคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคาม ดังนั้นการกำจัดคอมมิวนิสต์จึงกลายเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ และเพื่อที่จะไขว่คว้าหมุดหมายดังกล่าวได้ เกาหลีใต้ตามทัศนะของนายพลปัก จอง ฮีจะต้องเป็นรัฐที่ทันสมัยให้ได้เสียก่อนคือรัฐที่มั่งคั่งและมีแสนยานุภาพทางการทหารที่ยิ่งใหญ่ โดยดำเนินนโยบายผ่าน 1) การสร้างรัฐชายเหนือชายแบบผสม 2) การก่อกำเนิดกองทัพที่ส่งเสริมให้ชายเป็นใหญ่ 3) การเป็นพลเมืองตามเพศสภาวะ รวมไปถึงอิทธิพลของเศษซากมรดกจากการตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวหน้าตระกูลที่เรียกว่า”โฮจู”ที่มาพร้อมกับ “โฮจ๊อก” ที่ส่งผลต่อกฎหมายครอบครัวของเกาหลีใต้ในเวลาต่อมา แม้เกาหลีใต้จะสามารถปลดแอกตนเองจากการเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิญี่ปุ่นแล้วก็ตาม หลายทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวที่ทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้วที่ใช้แนวคิดปิตาธิปไตยให้กลายเป็นสถาบันและเป็นสังคมที่มี ”ลำดับชั้นทางเพศสภาวะ”ที่สูง เป็นรัฐที่มุ่งเน้นแต่ความเป็นชาย รวมถึงการสร้างบรรทัดฐานในสังคมว่าความแตกต่างทางเพศเพียงสองเพศเพียงเท่านั้นจะปกติอีกด้วย แนวคิดหรือความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้ถูกชำระล้างด้วยแนวคิดประชาธิปไตย แต่ถูกกระตุ้นด้วยวิกฤติการณ์เศรษฐกิจทั้ง 3 ช่วงเวลาคือ วิกฤติเศรษฐกิจปี 1997, 2008 และวิกฤติการณ์โควิด 19 ล้วน เป็นช่วงเวลากระชากโฉมหน้าแห่งสังคมชายเป็นใหญ่ที่ฝังรากลึกในสังคมเกาหลีถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง และยังเป็นช่วงเวลาที่เปลือกแห่งสังคมปิตาธิปไตยถูกกัดเทาะ ตั้งคำถามต่อสังคมไร้ความเท่าเทียมทางเพศผ่านกลุ่ม “เฟมินิสต์” การมีตัวตนของกลุ่มเฟมินิสต์นี่เอง ที่สร้างความหวาดกลัวหรือภัยคุกคามต่อสังคมชายเป็นใหญ่ และกลัวว่ากลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรีจะพรากสิทธิที่ตนพึงจะได้รับ เพื่อรับมือภัยคุกความหรือความหวาดกลัวดังกล่าวจึงเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม แอนไทเฟมินิสต์ หรือ แอนไทเฟม นั่นเอง
บทบาทของญี่ปุ่นในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, นนทิยุต ชัยพงศ์พณิชย์
บทบาทของญี่ปุ่นในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, นนทิยุต ชัยพงศ์พณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญต่อระบบสังคมระหว่างประเทศและปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาฉุกเฉินที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ในโลก องค์การระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหประชาชาติเป็นปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงสามารถประสบความสำเร็จภายใต้ความร่วมมือในระดับนานาชาติ สหประชาชาติได้มีการแพร่ขยายบรรทัดฐานที่จะนำไปสู่การดำเนินนโยบายของตัวรัฐคือบรรทัดฐาน "ความรับผิดชอบของผู้มีสถานะ" และ "การคำนึงถึงระบบองค์รวม" แต่การที่ญี่ปุ่นได้รับนำเอาบรรทัดฐานเหล่านี้มาดำเนินนโยบายนั้น ญี่ปุ่นไม่ได้รับเอาบรรทัดฐานมาโดยไม่เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับบรรทัดฐานภายใน ญี่ปุ่นได้ดำเนินกระบวนการที่เรียกว่า "การทำให้เป็นท้องถิ่นของบรรทัดฐาน" ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้บรรทัดฐานภายนอกสามารถเชื่อมโยงกับบรรทัดฐานที่ได้รับการยอมอยู่แล้วเป็นวงกว้างในสังคมภายใน ทำให้การดำเนินนโยบายของตัวรัฐซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับอิทธิพลมาจากบรรทัดฐานภายนอกเหล่านี้สามารถดำเนินได้อย่างราบรื่นและปราศจากแรงต่อต้านจากสังคมภายใน
ความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว: อุปสรรคและความท้าทาย, โรสลา แก้วมณี
ความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว: อุปสรรคและความท้าทาย, โรสลา แก้วมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว โดยผู้เขียนได้ใช้กรอบแนวคิดการพึ่งพาอาศัยกันมาใช้และวิเคราะห์อุปสรรคและความท้าทายที่ทำให้การดำเนินงานในด้านดังกล่าวของอาเซียนยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยได้ศึกษาความร่วมมือของอาเซียน สถานการณ์การท่องเที่ยวของอาเซียน ตลอดจนความเป็นมา บทบาทของอาเซียน รวมถึงความก้าวหน้าการดำเนินการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจากการศึกษาสารนิพนธ์ฉบับนี้ต้องการนำเสนอว่าอาเซียนเล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวในฐานะอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดช่องว่างทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนได้ ทำให้อาเซียนพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกหรือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีนโยบายที่มีการพูดถึงในเวทีการประชุมรัฐมนตรีการท่องเที่ยวอาเซียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ การผลักดันอาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว แต่การผลักดันนโยบายดังกล่าวเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายในหลายมิติ อาทิ มิติด้านวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการวางกรอบแนวคิด ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นอื่น และเกิดการแก่งแย่งอัตลักษณ์ระหว่างกัน มิติการเมืองและความมั่นคงที่ทำให้แต่ละประเทศสมาชิกตีความผลประโยชน์สำคัญและภัยคุกคามที่แตกต่างกัน มิติด้านเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดทั้งความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาและความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจในการริเริ่มหรือแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายด้านการท่องเที่ยว รวมถึงมิติอื่น ๆ อย่างความท้าทายจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและโรคระบาดที่เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ
มูลนิธิญี่ปุ่น : หนทางส่งเสริมภาพลักษณ์และการทูตสาธารณะในไทย, เอกกวีร์ พิทักษ์ธนัชกุล
มูลนิธิญี่ปุ่น : หนทางส่งเสริมภาพลักษณ์และการทูตสาธารณะในไทย, เอกกวีร์ พิทักษ์ธนัชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความนี้มุ่งตอบคำถามมูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกใดของญี่ปุ่นผ่านกิจกรรมและเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่มีส่วนสำคัญในการสร้างการรับรู้และเกิดภาพลักษณ์ที่ดีของญี่ปุ่นในประเทศไทย และความท้าทายในการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะในประเทศไทย ทำให้มูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ด้านบวกของญี่ปุ่นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของมูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ นับว่ามีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมการทูตสาธารณะของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มิตรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจและความเข้าใจซึ่งกันและกันผ่านกลไกทางวัฒนธรรม ภาษาและการสื่อสาร ในการปลูกฝังมิตรภาพและความผูกพันร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยอาศัยการสร้างความร่วมมือแบบพันธมิตรและสร้างเครือข่ายกับประชาชนในชาตินั้น ๆ ในการส่งเสริมให้เกิดการรับรู้อย่างลึกซึ้งในภาพลักษณ์ด้านความสุภาพอ่อนโยนและใฝ่สันติซึ่งเป็นแก่นแท้ของความเป็นญี่ปุ่น แม้ว่าในปัจจุบันการดำเนินกิจกรรมด้านการทูตสาธารณะของญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะที่มาจากประเทศอื่น ๆ ที่กำลังดำเนินงานอยู่ในประเทศไทยอย่างเข้มข้นและจริงจังในขณะนี้ แต่มูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ได้มีการเรียนรู้ ทบทวนและปรับบทบาทของตนให้เหมาะสมต่อสถานการณ์และกระแสความนิยมของคนไทยอยู่เสมอ นอกจากนี้ การดำเนินโครงการหรือกิจกรรม ถูกออกแบบให้เข้ากับบริบท วิถีชีวิต และความสนใจที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากพื้นฐานความเข้าใจในบริบทของสังคมไทยเป็นอย่างดี ทำให้การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมประสบผลสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
บทบาทของไทยในการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตั้งแต่ พ.ศ.2546 จนถึงปัจจุบัน, ภัทรศยา ฤกษ์รัตน์
บทบาทของไทยในการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตั้งแต่ พ.ศ.2546 จนถึงปัจจุบัน, ภัทรศยา ฤกษ์รัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาความพยายามของประเทศไทยในการจัดการปัญหากับการค้ายาเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบัน ผ่านการพิจารณาความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการค้ายาเสพติดยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มอาชญากรรมและลดคุณภาพชีวิตในประเทศไทย และยาเสพติดจำนวนมากเข้ามายังประเทศไทยผ่านชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลไทยนำกรอบระหว่างประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสถาบันและวางแนวทางการจัดการปัญหายาเสพติด และการพัวพันกับกรอบความร่วมมือดังกล่าวก็ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถมีส่วนในการพัฒนาบรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านยาเสพติดด้วย
บทบาทการส่งออกอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม ประเภทภาพยนตร์ สู่สากลในฐานะเครื่องมือการส่งเสริม Soft Power ภายใต้ยุครัฐบาลประธานาธิบดีสีจิ้นผิง, กนกภรณ์ ฉัตรจินดา
บทบาทการส่งออกอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม ประเภทภาพยนตร์ สู่สากลในฐานะเครื่องมือการส่งเสริม Soft Power ภายใต้ยุครัฐบาลประธานาธิบดีสีจิ้นผิง, กนกภรณ์ ฉัตรจินดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาของนโยบายการส่งออกอุตสาหกรรมภาพยนตร์สู่สากลของรัฐบาลจีนภายใต้ยุคประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่รัฐบาลมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมการสร้าง Soft Power ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้มีนโยบายการสร้าง Soft Power ให้แข็งแกร่งด้วยการใช้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและลบล้างภาพลักษณ์ภัยคุกคามที่ประชาคมโลกมีต่อจีน เพื่อบรรลุเป้าหมายการก้าวขึ้นมาอย่างสันติของจีน โดยรัฐบาลในยุคประธานาธิบดีสีจิ้นผิงดำเนินนโยบายการส่งออกภาพยนตร์จีนสู่สากลด้วยวิธีการให้เงินสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยตรง รวมไปถึงการสร้างโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดการควบรวมธุรกิจในต่างประเทศ และสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ร่วมกันระหว่างจีนและต่างประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังสนับสนุนการจัดงานสัปดาห์เทศกาลภาพยนตร์และการฝึกผู้มีความเชี่ยวชาญทางภาพยนตร์ หากแต่ความพยายามเหล่านี้ของรัฐบาลจีนกลับไม่ได้กระแสตอบรับที่ดีเท่าที่ควร เมื่อวัดจากรายได้ของการฉายภาพยนตร์จีนในต่างประเทศที่ถือว่ามีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เนื่องด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้ 1. การเข้ามามีบทบาทของรัฐที่มากเกินไป 2. มาตรวัดความสำเร็จด้าน Soft Power ของจีนไม่สอดคล้องกับเป้าหมายในการเป็นประเทศที่มีอำนาจทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง การเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความจะเพิ่ม Soft Power ได้เสมอไป 3. อำนาจ Streaming Platform ของจีนนั้นจำกัด เละ 4. นโยบายการส่งออกภาพยนตร์จีนอยู่ในระยะเริ่มต้น ด้วยเหตุ 4 ประการทั้งหมดที่กล่าวมา จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Soft Power ทางวัฒนธรรมของจีนยังคงถูกจำกัด
Explaining And Understanding The Lgbtqia+ Rights Movement In Timor-Leste Through Norm Life Cycle, Yanapon Musiket
Explaining And Understanding The Lgbtqia+ Rights Movement In Timor-Leste Through Norm Life Cycle, Yanapon Musiket
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the evolution and adoption of LGBTQIA+ rights norm in Timor-Leste, employing the Norm Life Cycle model conceptualized by Martha Finnemore and Kathryn Sikkink. It highlights the historic and social advancements made by this post-conflict, newly independent Southeast Asian nation towards recognizing and promoting LGBTQIA+ rights. The study leverages qualitative research methodologies, including document analysis and case studies, to trace the trajectory from norm emergence through a tipping point marked by the inaugural pride parade in 2017 and a cascade of societal acceptance to the ongoing challenges and opportunities for norm internalization. Contrasting its progress with countries in …
นโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียเพื่อหยั่งอิทธิพลต่อภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย, ธาราทิพย์ แสนบุญครอง
นโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียเพื่อหยั่งอิทธิพลต่อภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย, ธาราทิพย์ แสนบุญครอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มหาสมุทรอินเดียเป็นมหาสมุทรที่มีเส้นทางการค้าทางทะเลมาอย่างยาวนาน จึงกลายเป็นมหาสมุทรที่มีทำเลยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการค้าและการขนส่งทางทะเลส่วนมากจะต้องเดินเรือผ่านมหาสมุทรอินเดีย ส่งผลให้ปัจจุบันมีการเดินเรือผ่านมหาสมุทรดังกล่าวอย่างคับคั่ง ทั้งนี้มหาสมุทรอินเดียยังได้ยึดโยงหลายทวีปไว้ด้วยกัน เปรียบเสมือนเป็นเส้นทางการค้า เป็นหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของนานาประเทศในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ในขณะเดียวกันประเทศอินเดียถือเป็นประเทศที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันได้เปรียบจากการมีแนวชายฝั่งทางทะเลซึ่งติดกับมหาสมุทรอินเดียทั้งด้านตะวันตกและตะวันออก รัฐบาลอินเดียจึงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญต่อมหาสมุทรอินเดียและผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับจากการมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์นี้ โดยมีการริเริ่มและพัฒนานโยบายความมั่นคงทางทะเลของตนเพื่อรักษาอธิปไตยทางทะเลและสร้างความมั่นคงทางการเมือง ทางทหาร รวมถึงเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของตนในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรอินเดียเป็นมหาสมุทรซึ่งเป็นเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญ ส่งผลให้ประเทศที่มีอุตสาหกรรมการผลิตเป็นหลักและมีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ด้านทางออกทางทะเลอย่างจีนพยายามที่จะหาทางออกทางทะเลอีกด้านคือ มหาสมุทรอินเดีย แม้ว่าความพยายามขยายอิทธิพลของจีนสู่มหาสมุทรอินเดียจะก่อให้เกิดเป็นความกังวลต่ออินเดีย อย่างไรก็ตามนโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียที่ใช้ในการหยั่งอิทธิพลในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียที่ถูกริเริ่มขึ้นนั้น มิได้เป็นเพียงนโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงทางทะเลของตนเพียงเท่านั้น แต่อินเดียต้องการพัฒนาประเทศของตนให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นเพื่อการทะยานขึ้นมามีบทบาทและเป็นผู้เล่นที่สำคัญในเวทีโลก
พัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน : กรณีศึกษากลุ่มสหภาพกะเหรี่ยง, พศิน จันทราบุตร
พัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน : กรณีศึกษากลุ่มสหภาพกะเหรี่ยง, พศิน จันทราบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน เน้นกรณีสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยรวมถึงความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลาระหว่างประเทศไทยและพม่าโดยมีชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงเป็นเครื่องมือในการดำเนินความสัมพันธ์ การวิจัยพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและพม่ามีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยตามบริบทการเมืองระหว่างสองประเทศและการเมืองโลก ทั้งนี้ ไทยอาศัยความสัมพันธ์กับกลุ่มกะเหรี่ยงในฐานะเครื่องมือเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของชาติไทยในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคได้
บทบาทและความจำเป็นของกองทัพไทยในคาบสมุทรเกาหลีในยุคปัจจุบัน, พิทยาพงษ์ เกษตรผลจำรูญ
บทบาทและความจำเป็นของกองทัพไทยในคาบสมุทรเกาหลีในยุคปัจจุบัน, พิทยาพงษ์ เกษตรผลจำรูญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของกองทัพไทยในการปฏิบัติภารกิจเพื่อส่งเสริมและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีในยุคปัจจุบัน และเหตุผลในการดำรงภารกิจในคาบสมุทรเกาหลีนี้ไว้ โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยพบว่า กองทัพไทยดำเนินบทบาทเฉพาะที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1) การทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์ทางทหาร ตรวจสอบและยืนยันว่าคู่ขัดแย้งได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทางทหาร และ 2) การมีกำลังพลกองทัพไทยในกองบัญชาการกองกำลังสหประชาชาติที่ทำหน้าที่อยู่ในกองร้อยเกียรติยศ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์สะท้อนการยึดมั่นในสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี เหตุผลประการสำคัญในการดำรงภารกิจไว้ เนื่องจากประเทศไทยในฐานะรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ การปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่สหประชาชาติกำหนดจะเป็นการสร้างเสริมสถานะและสร้างการยอมรับให้แก่ประเทศไทยในประชาคมโลกและเวทีการเมืองระหว่างประเทศ การคงกำลังทหารของกองทัพไทยในคาบสมุทรเกาหลียังคงมีความจำเป็นต่อประเทศไทยในฐานะสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ กองทัพไทยควนดำเนินการด้วยความรอบคอบ ยึดถือนโยบายการรักษาดุลยภาพของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันเพื่อรับมือปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่และการส่งเสริมสันติภาพในทุกระดับ
แรงจูงใจของจีนในการเสนอความมั่นคงของโลก (Gsi), อรัชพร วงษ์นายะ
แรงจูงใจของจีนในการเสนอความมั่นคงของโลก (Gsi), อรัชพร วงษ์นายะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การผงาดขึ้นของจีนในเวทีโลกได้ส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในแง่ของยุทธศาสตร์ความมั่นคง ในปี 2022 จีนได้เสนอข้อริเริ่มความมั่นคงของโลก (Global Security Initiative: GSI) เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับโลกที่สะท้อนถึงแนวคิดและหลักการของจีน ในปี 2023 กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้เผยแพร่เอกสารแนวคิด (Concept Paper) ระบุถึงหลักการสำคัญ 6 ประการที่เป็นรากฐานของ GSI ซึ่งรวมถึงการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ การปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ การให้ความสำคัญกับความมั่นคงร่วมกัน และการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ GSI มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในประเด็นความมั่นคงแบบดั้งเดิมและที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม ได้แก่ การก่อการร้ายข้ามชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางไซเบอร์ จีนยังได้เน้นย้ำบทบาทของตนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศ และสนับสนุนสถาบันพหุภาคี ได้แก่ สหประชาชาติ สหภาพแอฟริกา และองค์กรระดับภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพของโลก บทความนี้ได้วิเคราะห์ถึงแรงจูงใจของจีนในการเสนอ GSI โดยใช้กรอบแนวคิดสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ในการวิเคราะห์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของจีนที่จะขยายอิทธิพลและสร้างความมั่นคงร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเสนอแนวทางการปฏิบัติและความร่วมมือที่จะสามารถตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงที่โลกกำลังเผชิญอยู่ การดำเนินข้อริเริ่ม GSI แสดงให้เห็นว่าจีนรับรู้ถึงภัยคุกคามจากภายนอกและมีแรงจูงใจในการเสริมสร้างอำนาจและบทบาทของตนในระดับสากลเพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามจากรัฐอื่น
กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา
กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมื่อแรงงานไทยเผชิญปัญหาในต่างประเทศ พวกเขาจะขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่มีอำนาจครอบคลุมพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยเป็นหลัก แต่แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐเวลาที่พวกเขาประสบปัญหา เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยตั้งอยู่ และด้วยความที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ในรัฐซาบาห์ซาราวักเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวและลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต กรณีเช่นนี้ทำให้พวกเขาเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานที่ถูกต้อง เพราะขอบข่ายการคุ้มครองแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศของกระทรวงแรงงานไม่ได้ครอบคลุมกรณีนี้ เนื่องจากสถานะในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศของบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ แรงงานย้ายถิ่น แต่เป็น “แรงงานผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ข้างต้น กลับพบว่ากลุ่มแรงงานไทยนี้มียุทธศาสตร์สำคัญในการเอาตัวรอดจากปัญหาที่ประสบในต่างแดน คือ การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ระหว่างคนไทยในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัก โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนคนไทยที่สร้างขึ้น ผ่านทางร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง และผ่านช่องทางออนไลน์ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดั้งนั้นจึงนำมาสู่คำถามวิจัยที่ว่า แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวักเผชิญปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง และการจัดการแรงงานของคนไทยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างไร โดยผู้วิจัยจะอาศัยกรอบแนวคิดเครือข่ายทางสังคมและแนวคิดภาวะข้ามชาติเพื่อตอบคำถามวิจัยและอธิบายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การทำความเข้าใจว่าอิทธิพลของเครือข่ายทางสังคมดังกล่าวส่งผลการดำรงชีพเพื่อความอยู่ดีมีสุขของแรงงานไทยเหล่านี้อย่างไร ระหว่างที่ทำงานในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่สามารถนำเสนอเป็นนโยบายในการช่วยเหลือแรงงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป
ความเป็นแกนกลางของอาเซียนในเขตการค้าเสรีระดับภูมิภาค: กรณีศึกษาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership), นวพร ฉัตรวิริยะเจริญ
ความเป็นแกนกลางของอาเซียนในเขตการค้าเสรีระดับภูมิภาค: กรณีศึกษาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership), นวพร ฉัตรวิริยะเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษา ความเป็นแกนกลางของอาเซียนภายใต้กรอบข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และผลกระทบของข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคต่อความเป็นแกนกลางของอาเซียนเมื่อมีการบังคับใช้ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้กรอบการวิเคราะห์แนวสรรสร้างนิยม ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2001 ภายหลังความล่าช้าของการเจรจาการค้าระดับพหุภาคีรอบโดฮาขององค์การการค้าโลก จนกระทั่งพัฒนาไปสู่ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค รวมถึงการให้สัตยาบันของประเทศสมาชิกครบถ้วน และมีการบังคับใช้ จากการศึกษาได้บ่งชี้ว่า ความเป็นแกนกลางของอาเซียน ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการบรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เนื่องจากอาเซียนไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งของการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ที่มีความขัดแย้งของประเทศสมาชิก ทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และด้านอื่น ๆ ส่งผลให้การเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 8 ปี และอินเดียได้ถอนตัวจากข้อตกลงในช่วงท้ายของการเจรจา รวมถึงข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ไม่ได้ส่งเสริมความเป็นแกนกลางของอาเซียน เพราะสามารถเจรจาสำเร็จจากประเทศสมาชิกภายนอกและให้ผลประโยชน์แก่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้มากกว่าอาเซียน
การย้ายถิ่นของนักกีฬาฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาสู่ประเทศไทย, พสิษฐ์ วจนะดิษยาวงศ์
การย้ายถิ่นของนักกีฬาฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาสู่ประเทศไทย, พสิษฐ์ วจนะดิษยาวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบัน การย้ายถิ่นของกลุ่มแรงงานนักฟุตบอลได้รับความสนใจจากกลุ่มนักวิชาการที่ศึกษาการย้ายถิ่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การศึกษามักมุ่งเน้นการทำความเข้าใจการย้ายถิ่นฐานของนักฟุตบอลจากภูมิภาคผู้ส่งออกนักฟุตบอล โดยเฉพาะแอฟริกาสู่ภูมิภาคยุโรป ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคม ขณะที่ในความเป็นจริง มีนักฟุตบอลจากภูมิภาคแอฟริกาหลั่งไหลเข้ามายังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย มีนักฟุตบอลชาวแอฟริกาที่ย้ายถิ่นเข้ามายังประเทศไทยจำนวนมาก และหลายคนได้สร้างคุณูปการแก่วงการฟุตบอลไทย จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า ปัจจัยใดส่งผลให้แรงงานนักฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาย้ายถิ่นเข้ามาค้าแข้งในประเทศไทย การศึกษาพบว่า พลวัตของโลกาภิวัตน์ รวมถึงการแปลงฟุตบอลเป็นสินค้า กอปรกับการที่ฟุตบอลกลายเป็นอาชีพที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่านำมาซึ่งรายได้จำนวนมาก ก็นำมาซึ่งการย้ายถิ่นฐานของนักฟุตบอล สำหรับทวีปแอฟริกาซึ่งประสบปัญหาความยากจน อาชีพนักฟุตบอลกลายเป็นความใฝ่ฝันของเยาวชนชายจำนวนมากที่ต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าเพื่อตนเองและครอบครัว อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดด้านการพัฒนาฟุตบอลในทวีปแอฟริกา ทำให้นักฟุตบอลชาวแอฟริกันต้องการไปค้าแข้งนอกทวีป โดยเฉพาะทวีปยุโรปที่ให้รายได้สูงสุด อีกทั้งยังมีอิทธิพลเหนือสื่อที่เผยแพร่ฟุตบอลในทวีปแอฟริกา แม้ประเทศไทยที่จะมีลีกฟุตบอลที่ดี แต่ถือเป็นเพียงทางผ่านที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้คนได้เห็นนักฟุตบอลกลุ่มดังกล่าวมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี มิใช่นักฟุตบอลทุกคนจะประสบความสำเร็จในการยกระดับตนเองไปค้าแข้งในยุโรป ขณะที่จำนวนหนึ่งตระหนักว่าประเทศไทยมีความเหมาะสมและเลือกที่จะค้าแข้งในประเทศไทยระยะยาว
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขของจีนในการให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขและการทูตวัคซีนของจีนในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่งผลให้สามารถเจรจาโน้มน้าวประเทศต่าง ๆ และสามารถนำไปสู่การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเป้าหมายได้ แต่การทูตวัคซีนของจีนที่ดำเนินนโยบายระหว่างสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 กลับส่งผลให้ภาพลักษณ์ของจีนดีขึ้นในช่วงแรกของการระบาดเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังขาของประเทศอื่น ๆ ที่มีต่อวัคซีนโควิด 19 ของจีน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อ Soft Power ของจีน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำแนวคิด Soft Power ของ Joseph Nye มาอธิบายถึงความพยายามดังกล่าวของจีน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ถึงแม้ว่าการทูตวัคซีนของจีนจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนดำเนินมาอย่างยาวนาน เนื่องจากการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนใช้เป็น Soft Power ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น กรอบความร่วมมือด้านสุขภาพในประเด็นสุขภาพที่สำคัญ และดำเนินไปพร้อมกับยุทธศาสตร์ BRI มีความมั่นคงอยู่แล้ว ดังนั้น การดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขเป็น Soft Power ที่มีความจริงใจและโปร่งใส ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมีการเน้นไปยังกรอบความร่วมมือด้านสุขภาพนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะมหาอำนาจและการเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือของจีนได้ดี
ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ
ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่รุนแรงขึ้น หลังจีนห้ามนำเข้าขยะและของเสียอันตรายหลายประเภท ตั้งแต่ปี 2018 ส่งผลให้ภูมิภาคแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ในการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากประเทศพัฒนาแล้วแทน ประกอบกับปัจจัยการบริโภคอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical and Electronic Equipment: EEE) ที่ทำให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศสมาชิกเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่อาเซียนยังไม่มีการบังคับใช้กฎระเบียบเข้มงวดจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเป็นกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สารนิพนธ์เรื่องนี้จึงต้องการศึกษาว่าอาเซียนมีความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร รวมถึง อุปสรรคและความท้าทายที่เกิดขึ้น สารนิพนธ์เรื่องนี้ใช้กรอบแนวคิดเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบัน (Neoliberalism) ภายใต้นิยามของ Robert O. Keohane ที่เน้นความสำคัญของสถาบันและองค์กรระหว่างประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐ สนับสนุนด้วยทฤษฎีระบอบ (Regime Theory) ของ Stephen D. Krasner ที่อธิบายว่าระบอบระหว่างประเทศ ประกอบด้วยชุดกฎเกณฑ์ บรรทัดฐานและการตัดสินใจ ซึ่งกำหนดพฤติกรรมและบทบาทของรัฐในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยผลการศึกษาพบว่าความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียนเผชิญอุปสรรคและความท้าทายหลายประการ จากการขาดกฎระเบียบ มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างชาติสมาชิก กลไกการบังคับใช้ ทำให้อาเซียนต้องจัดตั้งระบอบด้านสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นการเฉพาะขึ้นร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
ธุรกิจกำจัดขยะพลาสติกของโลก ศึกษากรณีประเทศไทย, จุฑามาศ หวังสวัสดิ์
ธุรกิจกำจัดขยะพลาสติกของโลก ศึกษากรณีประเทศไทย, จุฑามาศ หวังสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การค้าขยะระหว่างประเทศ เป็นวิธีการที่ทุกประเทศทั่วโลกใช้ในการกำจัดขยะ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีการสร้างขยะจำนวนมหาศาล ผ่านการให้ความหมายใหม่จากขยะที่หมายถึงของเสีย กลายเป็นวัตถุดิบชั้นรองที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการรีไซเคิลได้ โดยอาศัยวาทกรรมการพัฒนาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้การส่งออกขยะไปยังประเทศที่มีการพัฒนาน้อยกว่าเป็นไปอย่างชอบธรรม ทำให้ประเทศปลายทางได้รับผลกระทบจากการกำจัดขยะแทนประเทศต้นทาง การค้าขยะระหว่างประเทศจึงเป็นการล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "Waste Colonialism" ดังกรณีศึกษาประเทศไทย ที่รัฐบาลทหารขาดธรรมาภิบาล เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่นายทุนต่างชาติ นำเข้าขยะมารีไซเคิลโดยมองข้ามผลกระทบต่อธรรมชาติและความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมขยะของประเทศที่พัฒนาแล้ว
การขยายตัวของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศกับการบริหารจัดการความมั่นคงทางทะเล : ศึกษาบทบาทของกองทัพเรือกับการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล, วิศเวศ คุ้มราษี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของสารนิพนธ์ฉบับนี้คือการศึกษาสมรรถนะและประสิทธิภาพของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) ในการทำหน้าที่บูรณาการยุทธศาสตร์ แผนงาน และบริหารทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามกรอบพันธกรณีของระบอบระหว่างประเทศด้านความมั่นคงทางทะเล โดยใช้แนวคิดของเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบันเป็นกรอบการวิเคราะห์ และใช้การวิจัยเอกสารทั้งเอกสารทางการและที่เปิดเผยต่อสาธารณะเป็นวิธีศึกษา สารนิพนธ์ได้ข้อค้นพบว่าความร่วมมือและการประสานการปฏิบัติงานภายในประเทศเพื่อให้เป็นไปตามกรอบของระบอบระหว่างประเทศส่งผลให้เกิดการกระจายความรับผิดชอบในการบริหารจัดการความมั่นคงทางทะเลที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การจัดตั้ง ศรชล. และการแต่งตั้งผู้บริหารของกองทัพเรือปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญของ ศรชล. ส่งผลให้ส่วนราชการของประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการยกระดับกลไกการประสานงาน บูรณาการระหว่างหน่วยงานที่สำคัญกับการจัดการความมั่นคงทางทะเล พร้อมกันนั้นการบูรณาการยังทำให้การบริหารจัดการทรัพยากร การประสานความร่วมมือเป็นไปอย่างมีเอกภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น สารนิพนธ์มีข้อเสนอแนะว่าเพื่อให้ศรชล. สามารถขยายบทบาทในการเป็นหน่วยงานประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล กองทัพเรือควรมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับความร่วมมือทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี รวมทั้งพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
ผลกระทบของการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ต่อพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา, ณัฐพงศ์ ปรีสิทธิ์
ผลกระทบของการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ต่อพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา, ณัฐพงศ์ ปรีสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในยุคปลายของประธานาธิบดี Barack H. Obama ผลักดันให้ฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ ตอบโต้รัฐบาลทหาร เพื่อกดดันเร่งให้มีการเลือกตั้งและคืนอำนาจการปกครองแก่ประชาชนชาวไทย ด้วยการรัฐประหารขัดต่อค่านิยมที่สหรัฐฯ ส่งออกอย่างเสรีนิยมประชาธิปไตย และขัดต่อกฎหมายสหรัฐฯ โดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตลอดช่วงห้าปีแรกภายหลังการรัฐประหาร กระทั่งถึงการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 แม้จะมีการกระทบกระทั่งทางการเมืองและการทูตอยู่บ้าง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกามิได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 ด้วยว่ารัฐไทยยังคงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ผ่านกลไกความร่วมมือและองค์กรของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ อันหมายถึงการคงอยู่ของผลประโยชน์แห่งชาติของทั้งสองประเทศที่ยังคงสอดคล้องกัน โดยกรอบความร่วมมือทางการทหารและความมั่นคงที่สำคัญที่สุดอย่างการซ้อมรบร่วมระดับภูมิภาค Cobra Gold และโครงการซื้อขายยุทโธปกรณ์ Foreign Military Sales (FMS) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด อันเหนี่ยวรั้งให้ความร่วมมือทางทหารของไทยและสหรัฐฯ ยังคงอยู่ได้ เหนือพลวัตความเปลี่ยนแปลงหรือความแตกต่างจากปัจจัยด้านอื่นๆ รวมทั้งเศรษฐกิจ และค่านิยมที่ยึดถือ
เปลี่ยนการทำธุรกรรมซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลแบบบุคคลต่อบุคคลให้เป็นประเด็นความมั่นคง, ณัฐพล เทียนแก้ว
เปลี่ยนการทำธุรกรรมซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลแบบบุคคลต่อบุคคลให้เป็นประเด็นความมั่นคง, ณัฐพล เทียนแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการทำธุรกรรมซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลแบบบุคคลต่อบุคคล (P2P) ซึ่งเป็นช่องทางที่อาชญากรใช้ในการฟอกเงิน การศึกษาครั้งนี้พบว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนและสกุลเงินดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการเงินโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความท้าทายด้านความมั่นคง เนื่องจากลักษณะการทำงานที่กระจายอำนาจและความยากลำบากในการติดตามตรวจสอบธุรกรรม การทำธุรกรรมแบบ P2P ยิ่งทำให้ปัญหาดังกล่าวซับซ้อนมากขึ้น เพราะขาดการควบคุมจากสถาบันการเงิน ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ที่อาชญากรสามารถใช้ประโยชน์ในการฟอกเงินได้ง่าย การศึกษาครั้งนี้จึงเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยเน้นที่การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการกำกับดูแลและตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงการพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัยและครอบคลุม เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การปฏิรูปกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนปี 2015: ศึกษาการปรับโครงสร้างกำลังพล นัยยะต่อการบรรลุความฝันของจีน, จิรายุทธ ศรีภา
การปฏิรูปกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนปี 2015: ศึกษาการปรับโครงสร้างกำลังพล นัยยะต่อการบรรลุความฝันของจีน, จิรายุทธ ศรีภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การปรับโครงสร้างกำลังพลถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิรูปกองทัพจีนในปี 2015 ภายใต้การนำของ สีจิ้นผิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประเทศหรือ “ความฝันจีน” โดยมุ่งสร้างกองทัพที่ทันสมัย เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพสูง เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงและผลักดันการยกระดับสถานะของจีนบนเวทีโลก การปรับโครงสร้างกำลังพลของกองทัพจีนประกอบด้วย การปรับลดกำลังพลลง 300,000 นาย และการปรับสัดส่วนกำลังพลระหว่างเหล่าทัพ ผลการศึกษาพบว่าการปรับโครงสร้างดังกล่าวช่วยให้กองทัพจีนสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกอบรมกำลังพล การวิจัยและพัฒนาด้านการทหาร และการบูรณาการการปฏิบัติการระหว่างเหล่าทัพ นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างยังส่งผลให้กองทัพจีนมีขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทะเลในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างทะเลจีนใต้ รวมถึงการส่งเสริมการขยายอิทธิพลทางทหารในระดับโลกผ่านการจัดตั้งฐานทัพในต่างประเทศและการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศพันธมิตร การปฏิรูปครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาวและการเสริมสร้างอำนาจของจีนในเวทีโลก อันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเป็นมหาอำนาจชั้นนำของโลกภายในปี 2049 ตามวิสัยทัศน์ “ความฝันของจีน”
ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว
ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยท่ามกลางระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนในฐานะแกนกลางและประเทศในแอฟริกาในฐานะชายขอบตามทฤษฎีระบบโลก (World Systems) โดยสารนิพนธ์จะนำเสนอบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก เพื่อเป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านมุมมองของทฤษฎีเป็นส่วนแรกก่อนนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยของจีนเพื่อทราบถึงบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนในภูมิภาคแอฟริกาภายใต้บริบทโครงสร้างการเมืองโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อการศึกษาในส่วนสุดท้ายคือ การศึกษาวิเคราะห์จีนในฐานะแกนกลางที่ดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในแอฟริกา โดยส่วนวิเคราะห์จะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและข้อได้เปรียบทางโครงสร้างการเมืองโลก รวมถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ของแกนกลางและชายขอบผ่านยุทธศาสตร์ร่วมสมัยในแต่ละมิติ ซึ่งมีลักษณะที่เป็นพลวัตเชิงมิติที่หลากหลายผ่านกรอบของทฤษฎีระบบโลก
อธิบายการก้าวกระโดดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเวียดนามในปี ค.ศ. 2008, ชวดล ศุขเจริญ
อธิบายการก้าวกระโดดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเวียดนามในปี ค.ศ. 2008, ชวดล ศุขเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลังจากสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1975 เวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจจากสังคมนิยมไปสู่เศรษฐกิจแบบตลาดเสรี โดยใช้นโยบาย โด่ย เหมย นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 เพื่อเปิดประเทศและดึงดูดการลงทุน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของตนเข้มแข็ง ในนโยบาย โด่ย เหมย นี้ เวียดนามเลือกใช้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจปี ค.ศ. 2001 - 2010 ซึ่งมีการเสริมสร้างบรรยากาศของการลงทุนที่เอื้อต่อบรรษัทข้ามชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญ นับตั้งแต่เวียดนามใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เวียดนามก็ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระหว่างปี ค.ศ. 2006 – 2008 มูลค่าการลงทุนโดยตรงมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ต่างจากช่วงเวลา 20 ปีก่อนหน้านี้ คือระหว่างปี ค.ศ. 1986 – 2005 ซึ่งมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงนำมาสู่คำถามวิจัยหลักของสารนิพนธ์ คือ เวียดนามในช่วงปี ค.ศ. 2006 – 2008 ดำเนินนโยบายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างไร จึงส่งผลให้เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สารนิพนธ์ฉบับนี้ตอบคำถามวิจัยดังกล่าวโดยใช้แนวคิดห่วงโซ่มูลค่าโลก และแนวคิดของธีโอดอร์ เอช. มอแรน ว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศยากจน โดยการเพิ่มมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนา ผู้เขียนสารนิพนธ์ฉบับนี้หวังว่า การตอบคำถามวิจัยนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจวิถีสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา
การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ สำรวจเอกสารยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาผ่านมุมมองทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ในประเด็นการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการรับประกันการอยู่รอดที่ดีที่สุด และเชื่อมโยงการคาดการณ์ของทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุกที่ชี้ว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจ ไปสู่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยหยิบยกกรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน เพื่อวิเคราะห์ว่าสหรัฐฯ กำหนดกำลังรบทางเรืออย่างไร เพื่อรักษาความได้เปรียบในสถานการณ์รบบริเวณช่องแคบไต้หวัน ในยุคสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน และนำไปสู่ข้อเสนอในการกำหนดกำลังรบทางเรือในอนาคตต่อไป จากการศึกษาพบว่า สหรัฐฯ มีนโยบายในการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุดตามทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก 6 วิธี ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ (internal balancing) การข่มขู่และการบีบบังคับ (blackmail) การถ่วงดุลอำนาจนอกชายฝั่ง (offshore balancing) การแสวงหาพันธมิตร (external balancing) การทำสงคราม (war) และการกัดเซาะอำนาจ (bloodletting) รวมทั้งการไม่ดำเนินยุทธศาสตร์เข้าร่วมเป็นพวก (bandwagoning) และไม่ดำเนินนโยบายโอนอ่อนผ่อนตาม (appeasement) กับมหาอำนาจคู่แข่ง และผลจากการจำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวันนั้น สหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะจีนและกำลังทางเรือของสหรัฐฯ ยังคงความได้เปรียบทั้งจำนวนอาวุธปล่อยนำวิถีและขีดความสามารถของเรือดำน้ำ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ต้องการเวลาล่วงหน้าเพื่อเคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่การรบ ดังนั้น การข่าวกรองเกี่ยวกับการบุกไต้หวันจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ และในกรณีที่การรบยืดเยื้อ สหรัฐฯ ควรสร้างฐานทัพเรือส่วนหน้าใกล้กับเกาะไต้หวัน เพื่อลดเวลาในการเดินทางเข้าพื้นที่การรบ และเป็นฐานส่งกำลังบำรุงเมื่อเกิดความขัดแย้งในบริเวณนี้
การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือในสมัยรัฐบาลมุนแจอินกับยุนซอกยอล, ธิดารัตน์ กลิ่นหอม
การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือในสมัยรัฐบาลมุนแจอินกับยุนซอกยอล, ธิดารัตน์ กลิ่นหอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เกาหลีใต้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ทุก ๆ 5 ปี เป็นที่ทราบกันดีว่าหากเกาหลีใต้ในรัฐบาลแนวก้าวหน้าอย่างเช่น ในสมัยของมุนแจอินมีท่าทีที่เป็นมิตรต่อเกาหลีเหนือและพยายามลดการพึ่งพาจากประเทศมหาอำนาจ ขณะที่หากเกาหลีใต้ภายใต้รัฐบาลแนวอนุรักษ์นิยมมีท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือและสร้างความใกล้ชิดกับประเทศมหาอำนาจมากขึ้น ในขณะเดียวกันเกาหลีเหนือปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์โดยคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวเป็นเวลายาวนาน ต่างก็มีท่าทีต่อเกาหลีใต้เปลี่ยนไปตามแต่ละสมัยของรัฐบาลเกาหลีใต้เช่นกัน โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้สำรวจถึงเหตุปัจจัยที่ส่งผลกับท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือระหว่างรัฐบาลมุนแจอินและรัฐบาลยุนซอกยอลในปัจจุบันซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน ผ่านแนวคิดสัจนิยมคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Realism) ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยภายใน ได้แก่ อุดมการณ์ทางการเมือง ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อของตัวผู้นำ รวมถึงระบอบการเมืองในประเทศ พรรคการเมือง สถานการณ์ในประเทศที่เผชิญอยู่ หรือแม้แต่ค่านิยมของประชาชน ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของเกาหลีใต้ต่อเกาหลีเหนือไม่น้อยไปกว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศระหว่างเกาหลีใต้และประเทศมหาอำนาจ
ปัจจัยที่ทำให้บริษัทไทยยังคงรักษาฐานการลงทุนในเมียนมาภายหลังการรัฐประหาร 2021, เบญจ์รพี สระฏัน
ปัจจัยที่ทำให้บริษัทไทยยังคงรักษาฐานการลงทุนในเมียนมาภายหลังการรัฐประหาร 2021, เบญจ์รพี สระฏัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาหาเหตุปัจจัยที่ทำให้บริษัทไทยยังคงรักษาฐานการลงทุนในเมียนมาภายหลังการเกิดรัฐประหาร 2021 ซึ่งได้ศึกษาวิจัยผ่านกรอบทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ของ Friedrich Hayek เพื่อนำไปสู่คำตอบของคำถามวิจัย โดยส่วนแรกของสารนิพนธ์ฉบับนี้จะกล่าวถึงเหตุการณ์การรัฐประหารเมียนมา 2021 ความรุนแรงและการตอบโต้ของประชาชนที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกทั้งจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ส่วนถัดไปผู้วิจัยได้กล่าวถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของไทยที่มีต่อเมียนมาและการวิเคราะห์หาสาเหตุโดยนำกรอบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ของ Friedrich Hayek มาเป็นเครื่องมือสำคัญ นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้ยกตัวอย่างบริษัทเอกชนรายใหญ่ของไทยที่ยังคงรักษาฐานการลงทุนในเมียนมาเพื่อเป็นตัวอย่างประกอบทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และส่วนสุดท้ายคือบทสรุปที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทไทยดำเนินการลงทุนในเมียนมาท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองภายหลังเกิดรัฐประหารขึ้นในปี 2021 ผ่านกรอบทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)
ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ
ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วัฒนธรรมในระบบการเกณฑ์ทหารของกองทัพประเทศเกาหลีใต้ ผ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit ศึกษาจุดแข็งจุดอ่อนของค่านิยมและวัฒนธรรมอันทำให้เกิดการกระทำความผิด การหนีทหาร และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงเอกสารและสื่อภาพยนตร์เป็นหลัก โดยเน้นในส่วนของวัฒนธรรม และค่านิยมของคนเกาหลีใต้ มาประกอบการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า บทของภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit อาจเป็นเครื่องมือของผู้กำกับและอุตสาหกรรมภาพยนตร์เชิงสะท้อนสังคม ในการตีแผ่ภาพลักษณ์ด้านลบของกองทัพ แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นก็ทำให้กองทัพในฐานะตัวแสดงของรัฐ มีท่าทีโต้ตอบ ในแบบของการแก้ไขเพิ่มเติมนโยบาย ข้อกฎหมาย ทางความมั่นคงของประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพเกาหลีใต้สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของการเข้ารับราชการทหารให้อยู่ในกรอบของสิทธิมนุษยชน มีมนุษยธรรมภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย จึงนับเป็นความท้าทายทั้งต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์สะท้อนสังคมและกองทัพเกาหลีใต้ ที่ต้องเดินหน้าปรับปรุงนโยบายเพื่อให้สามารถรักษาดุลยภาพระหว่างความมั่นคงแห่งชาติและสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ
หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย โดยอาศัยกรอบทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิคใหม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่ช่วยส่งเสริมให้สหรัฐฯ ตัดสินใจเลือกออสเตรเลียเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมให้ออสเตรเลียก้าวขึ้นมาเป็นรัฐที่มีขีดความสามารถทางไซเบอร์ขั้นสูง ผลการศึกษาพบว่า ความร่วมมือด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐฯ กับออสเตรเลีย เกิดจากความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีมายาวนานและเป็นไปอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเนื่องด้วยสหรัฐฯ ประสบกับภัยคุกคามจากมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิกที่ต้องการก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญแก่พันธมิตรดั้งเดิมในภูมิภาคโดยเฉพาะออสเตรเลีย การที่สหรัฐฯ สนับสนุนขีดความสามารถด้านไซเบอร์ให้แก่ออสเตรเลีย เป็นไปเพื่อให้ทั้งสหรัฐฯ และออสเตรเลียสามารถตอบสนองภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ
การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อศึกษาการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน การศึกษานี้ใช้กรอบทฤษฎีประกอบสร้างวิเคราะห์ความท้าทายและข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีดังกล่าว รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบังคับใช้กฎหมาย ผลการศึกษาพบว่า ความพยายามในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับความขัดแย้งนี้ปรากฏในหลากหลายรูปแบบ เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการประณามผ่านเวทีสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนทางการเมืองและการตอบโต้จากรัสเซียทำให้การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นการประเมินกลไกของสหประชาชาติและบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และองค์การความร่วมมือว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป ซึ่งสรุปได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีนี้มีความท้าทายไม่น้อย สะท้อนให้เห็นว่าโลกแตกแยกทางการเมืองเพียงใด
การวิเคราะห์การฟื้นคืนความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดีอาระเบียผ่านพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย, สิทธิกร สุทธิขาว
การวิเคราะห์การฟื้นคืนความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดีอาระเบียผ่านพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย, สิทธิกร สุทธิขาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่การฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเน้นศึกษาปัจจัยพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย การศึกษาปัจจัยดังกล่าวอิงกับแนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นกรอบแนวคิดหลัก การศึกษาพบว่า ปี ค.ศ. 2015 ซาอุดีอาระเบียประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุดังกล่าว มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน จึงทรงมีดำริแผนเพื่อพัฒนาและปฏิรูปประเทศในช่วงปี ค.ศ. 2016 ถึง ปี ค.ศ. 2030 ภายใต้ยุทธศาสตร์วิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 เพื่อรับมือกับสถานการณ์สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายการลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน รวมถึง การสร้างภาพลักษณ์ใหม่และทันสมัยมากยิ่งขึ้นแก่ซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ การที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ดังนั้น สิ่งที่ตามมาคือความต้องการแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ ด้วยเหตุดังกล่าว ไทยจึงเป็นประเทศเป้าหมายที่มีศักยภาพสำหรับซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเป็นเหตุผลตามหลักผลประโยชน์แห่งชาติของซาอุดีอาระเบียที่ต้องการแรงงานไทยกลับเข้าไปทำงานเพื่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของซาอุดีอาระเบีย จึงเป็นที่มาของการฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างไทย - ซาอุดีอาระเบีย