Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 121 - 150 of 255
Full-Text Articles in International Relations
นโยบายผู้ลี้ภัยของประเทศไทยในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (ระหว่าง ค.ศ. 2014-2022), อมาวสี วิริยะนุเคราะห์
นโยบายผู้ลี้ภัยของประเทศไทยในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (ระหว่าง ค.ศ. 2014-2022), อมาวสี วิริยะนุเคราะห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยนี้ศึกษาเรื่องนโยบายผู้ลี้ภัยของประเทศไทยในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ระหว่าง ค.ศ. 2014-2022 โดยมุ่งศึกษาปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาตัดสินใจดำเนินนโยบายผู้ลี้ภัยเพื่อยกระดับขีดความสามารถของรัฐบาลในเวทีระหว่างประเทศ โดยใช้กรอบการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล ระดับรัฐ และระดับระหว่างประเทศ เป็นกรอบแนวคิดหลัก และการดำเนินนโยบายต่างประเทศด้านผู้ลี้ภัยดังกล่าวได้ยกระดับขีดความสามารถของรัฐบาลในเวทีระหว่างประเทศหรือไม่ อย่างไร ผู้วิจัยพบว่าระดับระหว่างประเทศคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายผู้ลี้ภัยของประเทศไทยมากที่สุดโดยเฉพาะสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่เข้าสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร ย่อมส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลความชอบธรรม (Legitimacy Deficit) ดังนั้นรัฐบาลย่อมต้องแสดงออกในด้านนโยบายเพื่อส่งเสริมความชอบธรรมให้กับตนเอง จึงได้มุ่งเน้นในด้านการส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพราะสิทธิมนุษยชนเป็นหลักการที่เสริมสร้างความชอบธรรมได้มากยิ่งขึ้นทั้งภายในประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ นโยบายผู้ลี้ภัยจึงเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อยกระดับขีดความสามารถของรัฐบาลในเวทีระหว่างประเทศ ตั้งแต่ ค.ศ. 2014 เป็นต้นมา ทำให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนนโยบายผู้ลี้ภัยจากการวางตัวเป็นกลาง นำไปสู่การมุ่งให้การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมากยิ่งขึ้น โดยพยายามมุ่งพัฒนาขีดความสามารถในมิติต่าง ๆ ได้แก่ ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ การทูต การศึกษา สาธารณสุข และการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในด้านอื่น ๆ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับผู้ลี้ภัย รวมถึงการสร้างความชอบธรรมให้กับประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ
บทบาทของสหรัฐฯ ในข้อตกลงว่าด้วยหญิงบำเรอ ระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เมื่อปี ค.ศ.2015, อรยา อดิศัยสัมพันธ์
บทบาทของสหรัฐฯ ในข้อตกลงว่าด้วยหญิงบำเรอ ระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เมื่อปี ค.ศ.2015, อรยา อดิศัยสัมพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จนนำไปสู่ข้อตกลงว่าด้วยหญิงบำเรอ เมื่อปี ค.ศ.2015 โดยต้องการศึกษาสาเหตุที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ห้วงปี ค.ศ.2009-2017 โดยเฉพาะการเป็นตัวกลางในการแก้ไขข้อพิพาทกรณีหญิงบำเรอ และสาเหตุที่สหรัฐฯ เลือกแก้ไขความขัดแย้งกรณีหญิงบำเรอ ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้งานของ David A. Lake เรื่อง Hierarchy in International Relations มาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ การจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผลการศึกษาพบว่า การที่สหรัฐฯ เข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในเอเชีย โดยเฉพาะการแสดงบทบาทนำในการยุติความขัดแย้งกรณีหญิงบำเรอ เนื่องจากการประกาศนโยบายการหมุนสู่เอเชีย และความพยายามของสหรัฐฯ ในการถ่วงดุลอำนาจของจีน ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ส่วนสาเหตุที่สหรัฐฯ เลือกแก้ไขความขัดแย้งกรณีหญิงบำเรอ ระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แบ่งออกเป็น 4 ปัจจัย ได้แก่ ความสามารถในการกดดันให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยอมสร้างข้อตกลงร่วมเพื่อยุติความขัดแย้งกรณีหญิงบำเรอได้, การรักษาความเป็นมหาอำนาจในเอเชีย ,การพัฒนาความร่วมมือทางทหารในรูปแบบไตรภาคีระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อต้านทานการผงาดขึ้นมาของจีน และการมองว่าปัญหาหญิงบำเรอทหารญี่ปุ่นเป็นตัวขัดขวางการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทหารของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
ท่าทีของญี่ปุ่นต่อการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ (ค.ศ.2018-2019), กาญจนา ปานสีนุ่น
ท่าทีของญี่ปุ่นต่อการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ (ค.ศ.2018-2019), กาญจนา ปานสีนุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาศึกษาท่าทีของญี่ปุ่นที่มีต่อการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือระหว่างปี 2018-2019 เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ เพราะมองว่าการเจรจาไม่ส่งผลให้เกาหลีเหนือเปลี่ยนพฤติกรรมจนทำให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์และยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่นคงแห่งชาติ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นไม่เห็นด้วย กับการประชุมสุดยอดดังกล่าว เกิดจากการรับรู้ (perception) ของรัฐบาลญี่ปุ่นที่มีต่อเกาหลีเหนือ เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นหวาดระแวงและมองว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคาม ส่วนนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะก็มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับเกาหลีเหนือมาก่อน จึงไม่ไว้วางใจเกาหลีเหนือ ขณะเดียวกันสังคมญี่ปุ่นก็มองว่าเกาหลีเหนือเป็นศัตรูมาตั้งแต่ในอดีต และโกรธเคืองเกาหลีเหนือในประเด็นการลักพาตัวชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ การเข้าหาเกาหลีเหนือของสหรัฐฯ ก็ทำให้ญี่ปุ่น มองว่า เป็นเรื่องที่กระทบต่อระบบพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ทำให้กลไกในการป้องปราม (deterrence) ลดประสิทธิภาพลง และจะเกิดผลกระทบต่อการถ่วงดุลอำนาจ (balance of power) ในภูมิภาค จนอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพภายในของญี่ปุ่น ในการป้องปรามภัยคุกคาม
บทบาทของรัฐบาลไทยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงปี พ.ศ.2557-2565, ณพาวัน วระกมล
บทบาทของรัฐบาลไทยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงปี พ.ศ.2557-2565, ณพาวัน วระกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของรัฐบาลไทยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงปี พ.ศ.2557-2565 โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น 2. เพื่ออธิบายวิธีการที่รัฐบาลไทยใช้ดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น และ 3. เพื่อวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมภาคประมงอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและใช้กรอบแนวคิดระบอบระหว่างประเทศเพื่อนำมาประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่าการดำเนินการนโยบายต่างๆภายในประเทศของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์มีมาตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมิได้เป็นผู้ริเริ่มในการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองแต่จะเป็นผลมาจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงในระดับระหว่างประเทศในการกำหนดประเด็นวาระให้เป็นปทัสถานระหว่างประเทศ ต่อมาประเทศมหาอำนาจได้นำประเด็นการค้ามนุษย์มาทางด้านแรงงานมาเป็นเงื่อนไขเพื่อที่จะกำหนดมาตรการในการแทรกแซงทางด้านเศรษฐกิจได้อย่างชอบธรรม โดยสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปนั้นได้เป็นตลาดที่ส่งออกสินค้าสำคัญสำหรับประเทศไทย ส่งผลทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นตัวแสดงที่สำคัญที่สุดทำให้รัฐบาลไทยต้องปรับพฤติกรรมดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์อย่างจริงมากยิ่งขึ้น และมีสหภาพยุโรปเป็นอีกตัวแสดงเสริมทำให้รัฐบาลไทยปรับเปลี่ยนนโยบายการค้ามนุษย์เช่นกัน ซึ่งตัวแสดงทั้งสองต่างก็มีส่วนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประเทศที่ไม่ตรงกันให้ตรงตามแบบแผนของประเทศมหาอำนาจและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากอยู่ระบอบในการต่อต้านการค้ามนุษย์เหมือนกันและอีกประการเนื่องจากรัฐบาลไทยกลัวที่จะเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจในการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมง
การดำเนินนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาต่อเวียดนามตั้งเเต่ยุคโอบามาจนถึงต้นยุค โจ ไบเดน, ณัฐนันท์ โพลงพันธ์
การดำเนินนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาต่อเวียดนามตั้งเเต่ยุคโอบามาจนถึงต้นยุค โจ ไบเดน, ณัฐนันท์ โพลงพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามตั้งแต่ยุคบริหารของประธานาธิบดี บารัค โอบามา จนถึงยุคประธานาธิบดี โจ ไบเดน เพื่อทำความเข้าใจเหตุผลว่าทำไมสหรัฐฯ ถึงให้ความสำคัญกับเวียดนาม โดยมุ่งตอบคำถามว่าแต่ละยุคสมัยนั้นการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อเวียดนามมีความต่อเนื่องและต่างกันอย่างไร โดยใช้แนวคิด partnership – alliance เป็นกรอบการวิเคราะห์ เพื่อเสนอจุดยืนว่า ทั้งสามนโยบาย Pivot to Asia, Free and Open Indo-Pacific และ Indo-Pacific Strategy ของสามยุคสมัยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โอบามา ทรัมป์ และโจ ไบเดน มีวัตถุประสงค์หลักที่ต่อเนื่องกันคือการคานการผงาดขึ้นมาของจีนที่เป็นมหาอำนาจใหม่ที่กำลังท้าทายสถานภาพของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และคงไว้สถานะมหาอำนาจของสหรัฐฯ โดยเน้นส่งเสริมด้านเศรษฐกิจและ ความมั่นคง แต่แตกต่างกันตรงที่วิธีการดำเนินนโยบายต่อเวียดนามจะปรับตามแนวคิดของแต่ละยุคประธานาธิบดี
ซาอุดิอาระเบียในความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์ ระหว่าง ค.ศ. 2017 - 2021, ปนัสยา พหลเดชา
ซาอุดิอาระเบียในความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์ ระหว่าง ค.ศ. 2017 - 2021, ปนัสยา พหลเดชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้ซาอุดิอาระเบียตัดสินใจตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกาตาร์ ระหว่าง ค.ศ. 2017 - 2021 โดยใช้แนวคิดมหาอำนาจในระดับภูมิภาค การศึกษาพบว่าซาอุดิอาระเบียใช้ความเป็นมหาอำนาจกำหนดทิศทางการเมืองทั้งหมดในภูมิภาคตะวันออกกลางและไม่ต้องการให้กาตาร์แสดงศักยภาพและบทบาทในทุกมิติเกินหน้าซาอุดิอาระเบีย กล่าวคือ หลังทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา กาตาร์ดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อยกระดับบทบาทของตนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ซาอุดิอาระเบียมองว่าเป็นความพยายามที่จะขยายอิทธิพลแข่งกับตน การตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกาตาร์ในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงถึงความเหนือกว่าทางอำนาจ โดยใช้มาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจ อิทธิพล และผลประโยชน์ของซาอุดิอาระเบีย และเป็นการจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลางเสียใหม่เพื่อให้กาตาร์กลับมาอยู่ในวงล้อมอำนาจและปฏิบัติตามแนวทางของซาอุดิอาระเบีย
การบรรเทาสาธารณภัยร่วมไทย-ลาว ระหว่าง ปี พ.ศ.2561-2566 : กรณีศึกษาภารกิจกองทัพอากาศ, พัทธพล ณ นคร
การบรรเทาสาธารณภัยร่วมไทย-ลาว ระหว่าง ปี พ.ศ.2561-2566 : กรณีศึกษาภารกิจกองทัพอากาศ, พัทธพล ณ นคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาภารกิจกองทัพอากาศในการบรรเทาสาธารณภัยร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในประเทศรวมทั้งประเทศลาว และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ จากกรอบแนวคิดภารกิจนิยมใหม่มีแนวคิดเรื่องการบูรณาการ มีการดำเนินการข้ามพรมแดนของรัฐ มีการจัดตั้งหน่วยงานเข้ามาดำเนินการในการปฏิบัติงานเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย มีกระบวนการไหลรินมีเริ่มจากความร่วมมือร่วมจนพัฒนาความสัมพันธ์มาเป็นการปฏิบัติการร่วม ผลการศึกษาพบว่ากองทัพอากาศมีบทบาทหน้าที่ในการตอบสนองนโยบายรัฐบาลและปฏิบัติตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน (AADMER) โดยกองทัพอากาศพัฒนากำลังทางอากาศในการปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลและต่างประเทศ อย่างกรณีศึกษาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2561-2566 จากเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ที่ประเทศลาว และเหตุการณ์ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน การศึกษาได้ข้อสรุปว่า ในปี พ.ศ.2561-2564 ที่เกิดเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ที่ประเทศลาว รัฐบาลไทยได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือโดยกองทัพอากาศได้นำอากาศยานไปลำเลียงสิ่งของอุปโภคและบริโภค ในปี พ.ศ.2562-2564 เหตุการณ์ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ที่หมอกควันส่วนหนึ่งมากจากประเทศลาว รัฐบาลไทยได้ขอความร่วมมือร่วมผ่านทางเลขาธิการอาเซียนเพื่อขอความร่วมมือประเทศลาว และกองทัพอากาศมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหมอกควัน ในปี 2565-2566 จากความร่วมมือร่วมพัฒนากลายเป็นการปฏิบัติการร่วม ที่เริ่มจากกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศลาวมีการประชุมเกี่ยวกับการบรรเทาสาธารณภัยจนนำไปสู่การฝึกร่วมประหว่างสองประเทศ จากกรอบทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์กรณีศึกษาดังกล่าว ทำให้เห็นถึงการพัฒนาจากความร่วมมือร่วมมาเป็นการปฏิบัติการร่วม จนทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ
บทบาทของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติในกระบวนการสร้างบรรทัดฐานเรื่องผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000-2022, พิมพ์วิภา ชาโรจน์
บทบาทของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติในกระบวนการสร้างบรรทัดฐานเรื่องผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000-2022, พิมพ์วิภา ชาโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในกระบวนการสร้างบรรทัดฐานเรื่องผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000-2022 เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ UNHCR กับการดำเนินงานเรื่องผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศ และประเมินบทบาทของ UNHCR ในกระบวนการสร้างบรรทัดฐาน โดยผู้วิจัยจะใช้กรอบแนวคิดกระบวนการสร้างบรรทัดฐานประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่า UNHRC เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทหลักในฐานะผู้เผยแพร่บรรทัดฐานเรื่องผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ โดยเผยแพร่ประเด็นการคุ้มครองผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศเข้าสู่วาระทางการเมืองในประชาคมโลก และเป็นผู้นำกลุ่มด้านสิทธิมนุษยชน ในการสร้างกลไกการประชุมเพื่อปรึกษาหารือแนวทางแก้ไขปัญหา และแสวงหากลไกและเครื่องมือในการคุ้มครองต่อกลุ่มผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้เกิดบรรทัดฐานในการคุ้มครองผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศที่ประชาคมโลกให้การยอมรับและเกิดเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศร่วมกัน โดยเมื่อวิเคราะห์ขั้นตอนการสร้างบรรทัดฐาน ถือได้ว่า UNHCR ในฐานะผู้เผยแพร่บรรทัดฐานนั้นมีบทบาทในการผลักดันและเผยแพร่ประเด็นเรื่องผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศจนเป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศจนสามารถทำให้เกิดกลไกการปรึกษาหารือเพื่อแก้ไข แสวงหาแนวทางในการรับมือต่อปัญหาดังกล่าวได้สำเร็จ
บทบาทของจีนในการแก้ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือในห้วงปี ค.ศ. 2016 ถึง ค.ศ. 2022, รัชชานนท์ ประจำค่าย
บทบาทของจีนในการแก้ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือในห้วงปี ค.ศ. 2016 ถึง ค.ศ. 2022, รัชชานนท์ ประจำค่าย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระหว่างปี ค.ศ. 2016 – 2022 ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือมีพลวัตอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษานโยบายของจีนในการแก้ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมทั้งวิเคราะห์บทบาท ตลอดจนอุปสรรคและข้อจำกัดของจีนในการแก้ปัญหาข้างต้น โดยผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดสัจนิยมเชิงรับ (Defensive Realism) เป็นกรอบในการวิเคราะห์และศึกษาการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนต่อกรณีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ เนื่องจากมองว่า จีนดำเนินนโยบายเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์แห่งชาติและข้อห่วงกังวลด้านความมั่นคง โดยพลวัตความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อบทบาทของรัฐบาลจีนในการแก้ไขปัญหาอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ เมื่อประเมินบทบาทของจีนในการแก้ไขปัญหาอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือในห้วงเวลาดังกล่าวแล้ว ผู้วิจัยพบว่ารัฐบาลจีนได้สนับสนุนและบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนืออย่างจริงจัง ตลอดจนเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณา และไม่นำความขัดแย้งกับสหรัฐฯ มาเป็นอุปสรรคในการร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม จีนก็เผชิญอุปสรรคและข้อจำกัดบางประการในการแสดงบทบาทดังกล่าว
การดำเนินกิจกรรมทางอวกาศเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ : กรณีศึกษาการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน (ค.ศ. 2013 - 2022), ศัจธร ขำนุรักษ์
การดำเนินกิจกรรมทางอวกาศเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ : กรณีศึกษาการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน (ค.ศ. 2013 - 2022), ศัจธร ขำนุรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาลักษณะการดำเนินนโยบายและรูปแบบกิจกรรมทางอวกาศในมิติด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาและจีนระหว่าง ค.ศ. 2013 - 2022 รวมถึงวิเคราะห์พลวัตการมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงแข่งขันของทั้งสองประเทศ โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่องอภิภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งวิเคราะห์องค์ประกอบขีดความสามารถของรัฐ 7 ประการ ได้แก่ 1) สังคมและสาธารณสุข 2) การเมืองภายใน 3) เศรษฐกิจ 4) สิ่งแวดล้อม 5) วิทยาศาสตร์และศักยภาพมนุษย์ 6) การทหารและความมั่นคง และ 7) การทูตระหว่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินนโยบายและกิจกรรมทางอวกาศในมิติด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาและจีนในห้วง ค.ศ. 2013 – 2022 มีลักษณะที่เป็นปฏิสัมพันธ์ในเชิงแข่งขันระหว่างกัน ในลักษณะที่สหรัฐอเมริกาและจีนมองอวกาศเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ โดยทั้งสองประเทศดำเนินนโยบายและกิจกรรมทางอวกาศในลักษณะที่แข่งขันกันเพื่อช่วงชิงการมีอิทธิพลในอวกาศ และเพื่อส่งเสริมกำลังอำนาจแห่งชาติของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเมือง การทหาร การทูต เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
Challenges In Establishing An Asean Peacekeeping Force, Thanaphat Diewvilai
Challenges In Establishing An Asean Peacekeeping Force, Thanaphat Diewvilai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research consults with the "norm’s life cycle" under international norm dynamics concept to identify and analyze the challenges in establishing an ASEAN Peacekeeping Force. This study argues that the emergent norm of establishing an ASEAN Peacekeeping Force has not yet reached the threshold to transition into the second stage of norm cascade where it is widely embraced by ASEAN member states; and the norm has not reached the stage of norm internalization where it is accepted within the practices of ASEAN. The presence of long-standing and powerful norms within the "ASEAN Way" hinders the advancement and full integration of …
ยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลียต่อจีน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริซัน, เจษฎา มีทรัพย์
ยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลียต่อจีน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริซัน, เจษฎา มีทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
การศึกษายุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมดิจิทัลกับปทัสถานด้านความมั่นคงไซเบอร์ของไทย, ธนาวิทย์ หวังภุชเคนทร์
การศึกษายุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมดิจิทัลกับปทัสถานด้านความมั่นคงไซเบอร์ของไทย, ธนาวิทย์ หวังภุชเคนทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้วิเคราะห์การรับรู้ของหน่วยงานและตัวแสดงที่เกี่ยวข้องในไทยเกี่ยวกับปทัสถานทางไซเบอร์ของจีนที่เผยแพร่ผ่านยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมดิจิทัล ความเข้าใจของตัวกระทำการเหล่านี้อาจแตกต่างกันไป ซึ่งส่งผลต่อมุมมองของประเทศไทยเกี่ยวกับความมั่นคงไซเบอร์ ปัจจุบันงานศึกษาจำนวนมากให้ความสำคัญกับประเด็นที่เกี่ยวข้องด้านข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารโทรคมนาคมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาความมั่นคงไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการวิจัยอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับกลยุทธ์เส้นทางสายไหมดิจิทัลและมิติด้านความมั่นคงไซเบอร์ แต่การศึกษาการมีส่วนร่วมของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับปทัสถานไซเบอร์ของจีนยังคงมีจำกัด ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงกำหนดขอบเขตภายในกรอบการศึกษาผู้ประกอบการเชิงปทัสถาน โดยเน้นที่ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมดิจิทัลซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการแพร่กระจายปทัสถานทางไซเบอร์ของจีน เพื่อตรวจสอบบทบาทของตัวแสดงทั้งจากภาครัฐและเอกชนของไทยในฐานะผู้ประกอบการเชิงปทัสถานที่มีส่วนร่วมในการเผยแพร่และอิทธิพลของปทัสถานไซเบอร์ของจีน การศึกษาชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมดิจิทัลมีอิทธิพลต่อมุมมองด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย ซึ่งนำไปสู่การยอมรับเทคโนโลยีและปทัสถานด้านความมั่นคงไซเบอร์ของจีนหลายประการเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อำนาจอธิปไตยทางไซเบอร์" กลายเป็นประเด็นสำคัญของการถกเถียงเกี่ยวกับปทัสถานทางไซเบอร์ของจีนในเวทีโลก
จีนในทัศนะของทหารไทย: ภาพสะท้อนจากเอกสารวิจัยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, รชยา เทียมประชา
จีนในทัศนะของทหารไทย: ภาพสะท้อนจากเอกสารวิจัยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, รชยา เทียมประชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพสะท้อนของทหารไทยที่มีต่อจีนหลังเกิดการรัฐประหาร 2006 และ 2014 เพราะเป็นระยะเวลาที่กองทัพไทยเข้ามาแทรกแซงและหยั่งรากลึกบทบาททหารในทางการเมือง ตลอดจนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนาของประเทศไทย เพื่อให้เห็นภาพสะท้อนของทหารไทยที่มีต่อจีนชัดขึ้น ผู้วิจัยจึงทบทวนวรรณกรรมและตีความมุมมองที่อาจเกิดขึ้นได้ในทัศนะของไทยมีต่อจีนออกมาได้ 4 มุมมองคือ 1) มุมมองที่มีต่อจีนผ่านฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยหลังการรัฐประหาร 2549 2) มุมมองที่มีต่อจีนว่าเป็นภัยคุกคาม 3) มุมมองที่มีต่อจีนของอาเซียน และ 4) มุมมองที่มีต่อจีนผ่านผลประโยชน์ระหว่างไทย-จีนเท่านั้นซึ่งศึกษาภาพสะท้อนผ่านเอกสารวิจัยส่วนบุคคลของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ตั้งแต่รุ่นที่ 50 – 61 ทั้งหมด 16 เล่มล้วนเป็นชนชั้นนำทางทหารและอาจส่งมุมมองข้างต้นเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดนโยบายไทยที่มีต่อจีนได้ จากการศึกษา เนื้อหาเอกสารวิจัยส่วนบุคลของนักศึกษาวปอ. สามารถจัดกลุ่มและจำแนกให้เข้ากับมุมมองที่ไทยมีต่อจีนในทั้ง 4 มุมมองข้างต้นได้ เห็นว่ามุมมองที่มีต่อจีนผ่านฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยมีทั้งหมด 2 เล่ม คิดเป็นร้อยละ 11, มุมมองที่มีต่อจีนว่าเป็นภัยคุกคามมีทั้งหมด 1 เล่ม คิดเป็นร้อยละ 6, มุมมองที่มีต่อจีนของอาเซียนมีทั้งหมด 6 เล่มซึ่ง คิดเป็นร้อยละ 33 และมุมมองมีต่อจีนผ่านผลประโยชน์ระหว่างไทย-จีนมีทั้งหมด 9 เล่ม คิดเป็นร้อยละ 50 ดังนั้น ภาพสะท้อนของชนชั้นนำทหารไทยที่มีต่อจีนนั้นมีแนวโน้มที่ในการพัฒนาความสัมพันธ์กับจีนต่อไปซึ่งอยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์พิเศษระหว่างไทย-จีนและดึงอาเซียนให้เข้ามามีส่วนร่วม เป็นลำดับต่อมา
พลวัตของกฎบัตรความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่นจากทศวรรษ1990 ถึงต้นทศวรรษ 2020, พิมพ์ชนก บุญมิ่ง
พลวัตของกฎบัตรความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่นจากทศวรรษ1990 ถึงต้นทศวรรษ 2020, พิมพ์ชนก บุญมิ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงของโลก หากแต่ญี่ปุ่นพึ่งพิงทรัพยากรจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งสร้างปัญหาความแตกต่างทางรายได้ในโลก ญี่ปุ่นจึงต้องแสดงความรับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ตามข้อตกลงของประชาคมนานาชาติเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในประเทศกำลังพัฒนา ทว่าการให้ความช่วยเหลือไม่ใช่การให้เปล่าโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนแต่แท้จริงแล้วคาดหวังสิ่งแลกเปลี่ยนบางประการ ดังนั้นญี่ปุ่นจึงถูกประชาคมนานาชาติกล่าวหาว่าญี่ปุ่นอาศัยการให้ ODA ในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเอง ทั้งนี้องค์การระหว่างประเทศเป็นผู้ส่งเสริมบรรทัดฐานสากลผ่านการประกาศเป้าหมายการพัฒนาให้ประชาคมนานาชาตินำไปปรับใช้เป็นแกนหลักนโยบาย ญี่ปุ่นจึงต้องโอบรับบรรทัดฐานสากลนั้นมาปรับให้เข้ากับหลักการท้องถิ่นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์และรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ อันนำมาสู่คำถามวิจัยที่ว่า ปัจจัยใดที่มีอิทธิพลต่อการบัญญัติกฎบัตรความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่นในแต่ละช่วงเวลา โดยอาศัยกระบวนการผสมผสานบรรทัดฐานสากลให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานท้องถิ่น ในกรอบแนวคิดประดิษฐกรรมทางสังคมเพื่อศึกษาบรรทัดฐานซึ่งแพร่กระจายไปสู่อีกที่หนึ่งได้เพราะผู้นำของรัฐเห็นผลประโยชน์บางประการจึงเกิดเป็นกระบวนการโอบรับบรรทัดฐานใหม่ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้กำหนดขอบเขตของเวลาโดยเริ่มต้นที่การบัญญัติกฎบัตร ODA ฉบับแรกในทศวรรษ 1990 ถึงการบัญญัติกฎบัตร ODA ฉบับล่าสุดในต้นทศวรรษ 2020 เพื่อศึกษาพลวัตที่มีอิทธิพลต่อกฎบัตร ODA ของญี่ปุ่นเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์แห่งชาติของญี่ปุ่นในแต่ละช่วงเวลา
กระบวนการประกอบสร้างให้ประเทศไทยเป็นปลายทางสำหรับการศัลยกรรมแปลงเพศ, หทัยภัทร ตันติรุ่งอรุณ
กระบวนการประกอบสร้างให้ประเทศไทยเป็นปลายทางสำหรับการศัลยกรรมแปลงเพศ, หทัยภัทร ตันติรุ่งอรุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาการเติบโตของอุตสาหกรรมการแปลงเพศในประเทศไทย ผ่านการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ สถานพยาบาลและบริษัทนายหน้าเพื่อการแปลงเพศ และกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศไทยและต่างชาติ รวมถึงศึกษาผลกระทบของการเป็นปลายทางเพื่อการศัลยกรรมแปลงเพศกับการสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มผู้หลากหลายทางเพศต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศ อาศัยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ (State) ตลาด (Market) และสังคม (Society) ผลการวิจัยพบว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมการแปลงเพศมาจากผลพวงของอุตสาหกรรมการค้าบริการทางเพศในอดีตและอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ อันนำมาซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีและเทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศที่ตอบสนองต่อความต้องการการแปลงเพศของผู้หลากหลายทางเพศเพื่อการประกอบอาชีพการค้าบริการทางเพศและสถานบันเทิงทางเพศ อินเตอร์เน็ตมีส่วนช่วยในการประชาสัมพันธ์ของสถานพยาบาลเพื่อการแปลงเพศ และนำมาซึ่งการรับรู้โดยทั่วกันของผู้คนทั่วโลกว่าประเทศไทยเป็นปลายทางเพื่อการศัลยกรรมแปลงเพศ อย่างไรก็ดี ข้อค้นพบที่สำคัญของงานวิจัยฉบับนี้ คือ การที่นายหน้ามีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมการแปลงเพศ อย่างไรก็ดี การเป็นปลายทางของการศัลยกรรมแปลงเพศดังกล่าวก็บดบังความเป็นจริงที่ว่าประเทศไทยยังมิได้มีความก้าวหน้ามากเท่าที่ควรในเรื่องสิทธิของผู้หลากหลายทางเพศ และการเข้าถึงการศัลยกรรมแปลงเพศของผู้หลากหลายทางเพศชาวไทยบางส่วนยังเกิดขึ้นอย่างจำกัด
บทบาทของญี่ปุ่นต่อความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิก ภายหลังการถอนตัวของสหรัฐอเมริกา, ภัทรพล จันทร์เทพา
บทบาทของญี่ปุ่นต่อความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิก ภายหลังการถอนตัวของสหรัฐอเมริกา, ภัทรพล จันทร์เทพา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ญี่ปุ่นเข้าร่วมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ในเดือนมีนาคม 2013 เพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจคือ การใช้ TPP เป็นส่วนหนึ่งแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย Abenomics ของรัฐบาลอาเบะ และบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงคือ การใช้เป็นเครื่องมือในการถ่วงดุลกับการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของจีน และกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคม 2017 รัฐบาลทรัมป์ถอนตัวจากความตกลง TPP รัฐบาลอาเบะจึงพยายามโน้มน้าวให้สหรัฐฯ กลับมาเข้าร่วม พร้อมกับดำเนินบทบาทนำในการเจรจาระหว่างสมาชิกที่เหลือ 10 ประเทศ จนนำไปสู่การลงนามบนความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ในเดือนมีนาคม 2018 ในกรณีของการดำเนินบทบาทนำอย่างกระตือรือร้นของรัฐบาลญี่ปุ่น ภายหลังการถอนตัวของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การศึกษาการใช้ความตกลง CPTPP เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจในการถ่วงดุลกับการขยายอิทธิพลของจีน ผ่านแนวคิดการถ่วงดุลอำนาจแบบอ่อน (soft balancing) และแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ (economic security) เพื่อแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่น สารนิพนธ์ฉบับนี้จึงอธิบายและวิเคราะห์การใช้ CPTPP เป็นเครื่องมือ โดยการใช้บทบัญญัติที่มีมาตรฐานระดับสูง ประกอบกับใช้เป็นช่องทางการกลับมามีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ตลอดจนเป็นพื้นที่สำหรับประเทศที่มีค่านิยมเดียวกัน และใช้ในการบรรลุเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของญี่ปุ่น
อำนาจนำทางน้ำและจักรวรรดินิยมทางทรัพยากรของจีนกับการต่อต้านจากภาคประชาสังคมข้ามชาติ : กรณีศึกษาการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขง, พลวัชร ร้อยอำแพง
อำนาจนำทางน้ำและจักรวรรดินิยมทางทรัพยากรของจีนกับการต่อต้านจากภาคประชาสังคมข้ามชาติ : กรณีศึกษาการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขง, พลวัชร ร้อยอำแพง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษาการแผ่ขยายอำนาจของจีนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงผ่านแนวคิดลัทธิจักรวรรดินิยมทรัพยากร (Resource Imperialism) และอำนาจนำเหนือน้ำ (Hydro-Hegemony) ของจีนในลุ่มน้ำโขง ผ่านการสำรวจพัฒนาการของลัทธิจักรวรรดินิยมทรัพยากร และอำนาจนำเหนือน้ำ พร้อมกับบริบทเชิงอำนาจที่สนับสนุนอำนาจนำทางนำ้และกลยุทธ์การครอบงำของจีน การศึกษารวมถึงกรณีศึกษาเกี่ยวกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานในฐานะเครื่องมือควบคุมทรัพยากรน้ำของจีนในลาวและผลกระทบ งานวิจัยยังศึกษากลยุทธ์การต่อต้านของประชาสังคมข้ามชาติ ตรวจสอบบทบาท, แรงจูงใจ, กลยุทธ์ และปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จของภาคประชาสังคมข้ามชาติในฐานะองค์กรที่มีบทบาทต่อต้านการขยายอำนาจของจีน การค้นพบที่สำคัญในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ประกอบไปด้วย สถานะการครองอำนาจนำทางนำ้ของจีน, ผลลัพธ์ของการต่อต้านการสร้างเขื่อนจากภาคประชาสังคม และนำเสนอข้อเสนอแนะสำหรับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย, การเพิ่มความโปร่งใส ท้ายสุดคือการแสวงหาทางออกที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดและการแก้ไขข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาค
Royal Thai Army’S Role In De-Escalating The Thai-Cambodian Border Dispute: A Case Study Of Suranaree Command (2012-2022), Phromnachanok Ketphan
Royal Thai Army’S Role In De-Escalating The Thai-Cambodian Border Dispute: A Case Study Of Suranaree Command (2012-2022), Phromnachanok Ketphan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As witnessed from 2008 to 2011 in the case of the Preah Vihear temple, boundary demarcation can become securitized and lead to armed clashes. The Royal Thai Army of the Kingdom of Thailand is primarily responsible for securing the land border. Along the Thai-Cambodian border, security threats still exist. Therefore, this paper aims to analyze how the Suranaree Command, one of the RTA’s border defense units, has performed its de-escalation efforts on the contentious Thai-Cambodian border. Using anonymous interviews and open-source information due to the confidentiality of the unit, this research investigates the Command’s performance from 2012-2022, along with other …
แรงจูงใจของอาเซียนต่อการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของอินเดีย, จุฑารัตน์ บัวศรีจันทร์
แรงจูงใจของอาเซียนต่อการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของอินเดีย, จุฑารัตน์ บัวศรีจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ท่ามกลางสภาวะการพึ่งพาซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ภายหลังสงครามเย็นสิ้นสุด อาเซียนได้ริเริ่มจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ขึ้น เพื่อส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค โดยเมื่อแรกเริ่มเจรจา RCEP มีสมาชิกทั้งหมด 16 ประเทศ แต่ภายหลังในปี 2019 อินเดียได้ถอนตัวออกจากการเจรจา จากความต้องการรักษาผลประโยชน์ภายในประเทศ อย่างไรก็ดี อินเดียมีแนวโน้มที่จะกลับเข้ามาร่วมความตกลงอีกครั้งในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัวและเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะถดถอย ซึ่ง RCEP เองก็ยังคงเปิดรับอินเดียให้กลับเข้ามาร่วมในฐานะสมาชิกดั้งเดิมได้เสมอ ซึ่งหากอินเดียตัดสินใจกลับเข้ามาร่วมในความตกลง RCEP อีกครั้งในอนาคต การตัดสินใจดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งมีการพึ่งพาซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคเอเชียค่อยข้างสูง โดยจากการศึกษาพบว่า อินเดียจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนอย่างมาก โดยคาดว่าจะทำให้มูลค่า GDP ของอาเซียนเพิ่มขึ้น และการค้าระหว่างอาเซียนกับอินเดียภายใต้ความตกลง RCEP มีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าสูงกว่าการค้าระหว่างอาเซียนกับอินเดียภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย ซึ่งมีการเปิดเสรีในระดับที่น้อยกว่า นอกจากนี้ อินเดียจะช่วยให้อาเซียนมีดุลทางการค้าภายใต้ความตกลง RCEP เพิ่มขึ้น และสนับสนุนอาเซียนในการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ในเอเชียใต้ รวมถึงการที่อินเดียเป็นสมาชิก RCEP จะส่งผลดีต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับอินเดีย ภายใต้กรอบความร่วมมืออื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากการพึ่งพาซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน
ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาเเละความสัมพันธ์สหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย ค.ศ.2017-2023, พีรวิชญ์ สุพิชญ์
ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาเเละความสัมพันธ์สหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย ค.ศ.2017-2023, พีรวิชญ์ สุพิชญ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษายุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาและความสัมพันธ์สหรัฐอเมริกากับออสเตรเลียในห้วงปีค.ศ.2017-2023 ตลอดจนผลกระทบด้านความมั่นคงภายในภูมิภาคอันเกิดจากผลลัพธ์การดำเนินนโยบายดังกล่าว โดยผู้วิจัยจะใช้กรอบทฤษฎีสัจนิยมเชิงป้องกันเพื่อประกอบการวิเคราะห์บทบาทและพฤติกรรมของสหรัฐอเมริกา จากการศึกษาด้วยกระบวนการวิจัยเชิงเอกสารควบคู่กับพิจารณาสหรัฐอเมริกาผ่านกรอบการวิเคราะห์ได้ข้อค้นพบว่า ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนทัศนะที่มีต่อพฤติกรรมของจีนในบริบทการเป็นภัยความมั่นคงซึ่งคุกคามเสรีภาพและเสถียรภาพในระบบระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกาจึงดำเนินนโยบายโดยมีออสเตรเลียเป็นพันธมิตรผู้ให้ความร่วมมือ ส่งผลให้ในห้วงปีค.ศ.2017-2023 นั้น เกิดผลลัพธ์จากการดำเนินงานและความสัมพันธ์ดังกล่าว ได้แก่ ความร่วมมือด้านความมั่นคงของรัฐมหาอำนาจทั้งสี่ (The Quad) และความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงฉบับใหม่ (AUKUS) ซึ่งสร้างข้อกังวลว่าอาจยั่วยุให้เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบจากจีนและสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกต่อสถานการณ์ในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความกังวลถึงผลลัพธ์เชิงรุกนั้น เมื่อพิจารณาข้อความที่ระบุในเอกสารสำคัญทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาตลอดจนคำแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องพบว่า สหรัฐอเมริกามองท่าทีและบทบาทตนเองเป็นเพียงการตอบสนองต่ออิทธิพลของจีนซึ่งคุกคามความมั่นคงในภูมิภาค ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกายังให้ความสำคัญต่อประเด็นความมั่นคงรูปแบบใหม่โดยพัฒนาความร่วมมือแบบทวิภาคีกับออสเตรเลียผ่านการประชุม AUSMIN ทั้งยังพลิกบทบาทเพื่อร่วมมือกับจีนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนว่าสหรัฐอเมริกาพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อจัดการต่อสิ่งที่ตนมองเป็นภัยความมั่นคง
การถอนตัวจากสนธิสัญญากำลังนิวเคลียร์พิสัยกลางของสหรัฐอเมริกา : ปัญหาและข้อท้าทายของระบบความมั่นคงระหว่างประเทศ, ณัฐรินทร์ รัตนะพิบูลย์
การถอนตัวจากสนธิสัญญากำลังนิวเคลียร์พิสัยกลางของสหรัฐอเมริกา : ปัญหาและข้อท้าทายของระบบความมั่นคงระหว่างประเทศ, ณัฐรินทร์ รัตนะพิบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องการถอนตัวจากสนธิสัญญากำลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง : ปัญหาและข้อท้าทายของระบบความมั่นคงระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เรียนรู้ปัจจัยและกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเสถียรภาพและสันติภาพ 2) พิจารณาอุปสรรคในการรักษาระบอบความมั่นคงระหว่างประเทศ 3) เพื่อเป็นการทำความเข้าใจปัจจัยที่นำไปสู่ความล้มเหลวของระบอบความมั่นคงระหว่างประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ อันเป็นผลประโยชน์สูงสุดของนานาอารยะประเทศ 4) ส่งเสริมการศึกษานโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา รัสเซียและจีน ในบริบทการแข่งขันอิทธิพลระหว่างชาติมหาอำนาจทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิจัยทางเอกสาร โดยผู้วิจัยทำการศึกษาด้วยเอกสารชั้นต้นของจีน รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา รวมถึงเอกสารชั้นรอง ทำการศึกษาวิเคราะห์ด้วยการอธิบายเชิงพรรณนาเพื่อทำการสรุปความเป็นมาของเรื่อง การวิเคราะห์การถอนตัวจากสนธิสัญญากำลังนิวเคลียร์พิสัยกลางของสหรัฐอเมริกา พบว่า ปัจจัยพิจารณาสำคัญของการถอนตัวจากสนธิสัญญาของสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ภายใต้บริบทความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงระหว่างประเทศและการแข่งขันทางอำนาจระหว่างชาติสหรัฐอเมริกา จีนกับรัสเซีย การผูกพันตนเองในสนธิสัญญาของสหรัฐอเมริกาส่งผลให้สหรัฐอเมริกาประสบกับสภาวะอสมมาตรด้านขีดความสามารถการป้องกันประเทศ
Russian Motives In Cyberattacks: Case Studies Of Estonia And Ukraine, Theeratiphong Pannil
Russian Motives In Cyberattacks: Case Studies Of Estonia And Ukraine, Theeratiphong Pannil
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this independent_study is to examine Russian motivations for the 2007 cyberattacks on Estonia's critical information infrastructure and the 2015 Ukraine power grid breach. It also analyzes the aftermath and consequences of the attacks, as well as efforts to address the issues. The study found that Russia's primary purpose in cyberattacks is most likely to survive the anarchy of the international system, in which states can never trust each other and must rely on themselves. The acts of Estonia and Ukraine, as well as NATO's ambitions to expand, intervene, and achieve dominance in Russia's sphere of influence, would …
บทบาทของสหภาพยุโรปในการจัดการปัญหาการลักลอบอพยพจากแอฟริกามายุโรปในห้วงปี 2017-ปัจจุบัน: กรณีศึกษาเส้นทางเมดิเตอร์เรเนียนตอนกลาง, จารุวรรณ จั่นแจ้ง
บทบาทของสหภาพยุโรปในการจัดการปัญหาการลักลอบอพยพจากแอฟริกามายุโรปในห้วงปี 2017-ปัจจุบัน: กรณีศึกษาเส้นทางเมดิเตอร์เรเนียนตอนกลาง, จารุวรรณ จั่นแจ้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของสหภาพยุโรปในการจัดการปัญหาการลักลอบอพยพของชาวแอฟริกันไปยังทวีปยุโรปในห้วงปี 2017-ปัจจุบัน มุ่งศึกษาในเส้นทางเมดิเตอร์เรเนียนตอนกลาง ซึ่งมีต้นทางจากประเทศในทวีปแอฟริกาตอนเหนือ ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังประเทศปลายทางในทวีปยุโรปคืออิตาลีและมอลตา โดยจะอธิบายคลอบคลุมถึงสถานการณ์ของปัญหาการอพยพ สาเหตุการอพยพ การดำเนินการของสหภาพยุโรปผ่านการบูรณาการภายในและการส่งเสริมความร่วมมือกับสหภาพแอฟริกาและประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นประเทศต้นทาง ตลอดจนศึกษาปัญหาและอุปสรรคต่อการจัดการปัญหาผู้อพยพชาวแอฟริกันภายใต้สภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่ทั่วโลกเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้สถานการณ์การลักลอบอพยพของชาวแอฟริกันไปยังทวีปยุโรปทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้วิจัยใช้แนวคิดระบอบระหว่างประเทศ (International Regime) ภายใต้ทฤษฎีเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบัน Neoliberal Institutionalism (NI) มาอธิบายในฐานะที่เป็นกลไกที่ทำให้เกิดสถาบันระหว่างประเทศหรือเป็นตัวกลางในการติดต่อประสานงาน วางกติกา หรือกฎหมาย เพื่อจัดระเบียบหรือแก้ไขปัญหาผู้อพยพร่วมกัน
บทบาทสหภาพยุโรปต่อไทยเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (2016 - 2022), ธีราพร ปทุมาสูตร
บทบาทสหภาพยุโรปต่อไทยเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (2016 - 2022), ธีราพร ปทุมาสูตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของสหภาพยุโรปต่อพัฒนาการของประเทศไทยในการให้ความช่วยเหลือเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals, SDGs) โดยศึกษาพลวัตเชิงนโยบายหลังจากที่ประเทศไทยรับรองเป้าหมาย SDGs และพัฒนาการด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของประเทศไทย และศึกษาแนวคิด ผลประโยชน์ และข้อท้าทายของสหภาพยุโรปภายใต้การส่งออกความช่วยเหลือมายังประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าพลวัตด้านการขับเคลื่อนนโยบายให้สอดคล้องกับเป้าหมาย SDGs เกิดขึ้นทั้งในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง เกิดการยกระดับบทบาทคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) อีกทั้งองค์ความรู้และงบประมาณที่ได้รับยังส่งผลให้ประเทศไทยสามารถขยับบทบาทไปเป็นผู้ให้สะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนา และการสร้างบทบาทผู้ให้ในเวทีโลก แต่ทั้งนี้ปัญหาด้านศักยภาพการเก็บข้อมูล ตัวชี้วัดที่ไม่สัมพันธ์กับบทริบทสังคมไทย รวมถึงการย่อยเป้าหมาย SDGs ลงไปในระดับท้องถิ่นยังคงเป็นข้อท้าทายของประเทศไทย ในส่วนของการศึกษาบทบาทและผลประโยชน์ของสหภาพยุโรปพบว่าเมื่อวิเคราะห์จากกรอบแนวคิดอำนาจเชิงปทัสถาน (Normative Power Europe) การรักษาบทบาทผู้นำเชิงปทัสถานเป็นจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้ประเทศผู้รับปฏิบัติตาม เชื่อมโยงถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ และการเป็นผู้ให้ในเวทีโลก ซึ่งประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการส่งออกความช่วยเหลือและสร้างความร่วมมือ ทั้งนี้การหยุดชะงักกิจกรรม และสัดส่วนเงินบริจาค ODA ที่ลดลงเนื่องจากวิกฤติ COVID-19 รวมถึงการทำรัฐประหารภายในประเทศผู้รับทำให้สหภาพยุโรปจำเป็นต้องระงับความร่วมมือส่งผลให้อำนาจเชิงปทัสถานของสหภาพยุโรปมีแนวโน้มแผ่วเบาลงในพื้นที่ดังกล่าว
แนวคิดอินโด-แปซิฟิกและนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลียในสมัยนายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์, พิมพ์ชนก บุญปก
แนวคิดอินโด-แปซิฟิกและนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลียในสมัยนายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์, พิมพ์ชนก บุญปก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยนี้ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดอินโด-แปซิฟิกที่เกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศออสเตรเลียในสมัยนายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ โดยใช้หลักยุทธศาสตร์การประกันความเสี่ยง (Hedging Strategy) ของ Evelyn Koh เป็นกรอบวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การถ่วงดุลอำนาจทางอ้อมด้วยการดึงสหรัฐอเมริกามาถ่วงดุลอำนาจกับจีน การมีปฏิสัมพันธ์กับจีนในลักษณะที่ซับซ้อนทั้งในระดับการเมือง เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ และการเข้าร่วมกับมหาอำนาจในภูมิภาคเพื่อการรักษาระเบียบในภูมิภาคให้มั่นคง เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดอินโด-แปซิฟิกกับการกำหนดและการดำเนินนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลียในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ ในระหว่าง ค.ศ. 2015 - 2018 บทความวิจัยนี้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารของรัฐบาลออสเตรเลีย ถ้อยแถลงของผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลออสเตรเลีย วิทยานิพนธ์ วารสาร ข่าวสาร บทความทางวิชาการ และบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดอินโด-แปซิฟิกของออสเตรเลียและนโยบายต่างประเทศในสมัยนายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ เพื่อสนับสนุนสมมติฐานบทความนี้ คือ รัฐบาลออสเตรเลียในสมัยนายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ พัฒนายุทธศาสตร์การรับประกันความเสี่ยงโดยใช้แนวคิดอินโด-แปซิฟิกที่ขยายกรอบยุทธศาสตร์ที่รวมอินเดียและมหาสมุทรอินเดียเข้ามาเพื่อเพิ่มทางเลือกการประกันความเสี่ยงจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจในภูมิภาค โดยเฉพาะการผงาดขึ้นของจีน ทั้งนี้ สถานะความเป็นมหาอำนาจระดับกลางนั้นทำให้ยุทธศาสตร์การประกันความเสี่ยงของออสเตรเลียมีลักษณะเฉพาะตัวที่มุ่งรักษาระดับปฏิสัมพันธ์กับมหาอำนาจทุกฝ่ายในภูมิภาค โดยไม่ได้ถ่วงดุล หรือ ควบคุมจีน แต่มุ่งโน้มน้าวให้จีนปฏิบัติตามกฎกติกาและปทัสถานของระเบียบพหุภาคีที่ออสเตรเลียพยายามจะส่งเสริม
บทบาทของสหรัฐอเมริกาในการสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียน ระหว่าง ค.ศ.2017-2022, ภรีณา ธโนทัย
บทบาทของสหรัฐอเมริกาในการสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียน ระหว่าง ค.ศ.2017-2022, ภรีณา ธโนทัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวทางที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียน ระหว่าง ค.ศ.2017-2022 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากสหรัฐอเมริกาประกาศแนวคิดอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง อันเป็นหลักสำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกในเวลาต่อมา ซึ่งได้เน้นย้ำการสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียน โดยใช้เสรีนิยมใหม่เชิงสถาบันเป็นกรอบวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่า สหรัฐอเมริกายังคงสนับสนุนให้อาเซียนเป็นแกนหลักในการดำเนินความความสัมพันธ์ เนื่องจากอาเซียนเป็นสถาบันระหว่างประเทศที่มีโครงสร้างและกลไกการทำงานชัดเจน ทำให้ขับเคลื่อนให้ความร่วมมือดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเอื้อต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในการรักษาระเบียบโลกที่สนับสนุนค่านิยมเสรี และมีส่วนช่วยสหรัฐอเมริกาในการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐอเมริกาผลักดันกลุ่มความร่วมมืออื่น ๆ เช่น กลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคง 4 ฝ่าย (Quadrilateral Security Dialogue: QUAD) และกลุ่มพันธมิตรไตรภาคีด้านความมั่นคง (AUKUS) ให้เข้ามามีบทบาทด้านความมั่นคงในภูมิภาค ก่อให้เกิดข้อห่วงกังวลต่อว่าจะกระทบต่อความเป็นแกนกลางอาเซียน แต่จะเห็นว่า ทั้งสองกลุ่มความร่วมมือมุ่งเน้นไปที่การสกัดกั้นอิทธิพลของจีนเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อแทนที่บทบาทความเป็นแกนกลางของอาเซียนในสถาปัตยกรรมภูมิภาค
ผลกระทบจากการขยายอิทธิพลของจีนในกัมพูชาต่อความมั่นคงทางทะเลของไทย, สุรพงษ์ ศรีวัลลภ
ผลกระทบจากการขยายอิทธิพลของจีนในกัมพูชาต่อความมั่นคงทางทะเลของไทย, สุรพงษ์ ศรีวัลลภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการขยายอิทธิพลของจีนในกัมพูชา โดยผู้วิจัยได้ใช้กรอบแนวคิดสัจนิยมเชิงรุกมาวิเคราะห์พฤติกรรมของจีนที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางทะเลของไทยในมิติต่าง ๆ กรณีความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับกัมพูชา สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่เข้าร่วมจำเป็นต้องพึ่งพาจีน ส่งผลให้จีนมีอิทธิพลต่อประเทศเหล่านั้น และนำไปสู่แนวโน้มที่จีนจะขยายกิจกรรมทางทหารเข้ามาเพื่อดูแลผลประโยชน์ในภูมิภาค โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่เอื้อต่อการขยายอำนาจ พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจีนดำเนินนโยบายแบบสัจนิยมเชิงรุก โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเข้าครอบงำ ให้ได้มาซึ่งอิทธิพลทางการเมืองและการทหาร ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทเพื่อจำกัดการขยายอำนาจของจีนในภูมิภาค โดยเฉพาะในอ่าวไทยมากยิ่งขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของไทย
การผลักดันมรดกโลกของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลชินโซะ อาเบะ ค.ศ. 2012 – 2020: เพื่อการเชิดชูอดีตและการหลงลืมความจริงโดยเจตนา, อมรรัตน์ โม้ชัย
การผลักดันมรดกโลกของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลชินโซะ อาเบะ ค.ศ. 2012 – 2020: เพื่อการเชิดชูอดีตและการหลงลืมความจริงโดยเจตนา, อมรรัตน์ โม้ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สิ่งของหรือสถานที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘มรดกโลก’ จากองค์กรยูเนสโกนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่แสดงคุณค่าว่าพื้นที่แห่งนั้นมีคุณค่าแก่การเยี่ยมชม เปรียบเสมือน “สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” ยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยปลูกฝังความภาคภูมิใจและสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการที่จะรักษาสถานที่นั้น อย่างไรก็ตาม ‘สถานที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมสมัยเมจิ’ (the Sites of Japan’s Meiji Industrial Revolution) หรือ SJMIR ในฐานะมรดกโลกนั้นได้เป็นโครงการหลักระดับชาติในการเผยแพร่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของญี่ปุ่นในยุคเมจิสู่สากล ภายใต้รัฐบาลอนุรักษ์นิยมของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ ค.ศ. 2012-2020 กลับมีจุดประสงค์เพื่อแสวงหา ‘การเป็นที่ยอมรับ’ นับหน้าถือตาในเวทีระหว่างประเทศ ในขณะที่ความจริงแล้วอำนาจของญี่ปุ่นมีสถานะที่ลดน้อยถอยลง และถึงแม้ว่าความคิดถึงระดับชาตินี้จะตรงกับวาทกรรมทางการเมืองร่วมสมัยของเขาเกี่ยวกับการเอาชนะความท้าทายในประเทศและระหว่างประเทศของญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 21 แต่ก็กระตุ้นให้ผู้คนหลงลืมมุมมองอื่นที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำของชาวเกาหลีเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน ลัทธิล่าอาณานิคม และสงคราม เช่นกัน โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้จะสำรวจถึงกระบวนการการผลักดันการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ‘สถานที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมสมัยเมจิ’ ซึ่งในเนื้อหาดังกล่าวจะชี้ให้เห็นถึงบทบาทของผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกของญี่ปุ่นที่พยายามนำเสนอเพียงแต่เรื่องราวเชิงบวกถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของญี่ปุ่นเท่านั้น อีกทั้งพยายามบิดเบือนเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ทางเลือกให้ถูกลืมเลือนไป
ความต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลงของนโยบายต่างประเทศสหราชอาณาจักร: กรณีศึกษาโกลบอลบริเตน, ธนภัทร จังพานิช
ความต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลงของนโยบายต่างประเทศสหราชอาณาจักร: กรณีศึกษาโกลบอลบริเตน, ธนภัทร จังพานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักรภายหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง โดยนำแนวคิดโกลบอลบริเตน (Global Britain) ที่ปรากฏขึ้นมาในรัฐบาลของเทเรซา เมย์ และบอริส จอห์นสัน ขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาผ่านกรอบการศึกษาแนวคิดสัจนิยมคลาสสิคใหม่เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์การรับรู้ของชนชั้นนำของสหราชอาณาจักร จากการศึกษาได้บ่งชี้ว่า ยุทธศาสตร์โกลบอลบริเตนไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อเหตุการณ์การออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ เบร็กซิท (Brexit) ในปี ค.ศ. 2016 เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่พยายามแสวงหาคำตอบในการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรอันหยั่งรากลึกมาอย่างยาวนานตั้งแต่การล่มสลายของอำนาจบริติช (The collapse of British power) ที่เริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดเจนในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่า "สหราชอาณาจักรมีบทบาทอย่างไรในโลก" โดยความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความเชื่อที่ว่า “สหราชอาณาจักรยังคงมีบทบาทที่สำคัญต่อโลกนี้” ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความพยายามของลอนดอนในการแสวงหาความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างๆ ที่ชนชั้นนำในลอนดอนเผชิญ นอกจากนี้การศึกษาได้ชี้อีกว่า การผลักดันยุทธศาสตร์โกลบอลบริเตนเป็นวิธีการเอาตัวรอดของรัฐบาลและพรรคอนุรักษ์นิยมจากการขาดเตรียมความพร้อมจากเหตุการณ์เบร็กซิท