Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 61 - 90 of 255
Full-Text Articles in International Relations
มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11, กนก ดีทองคำ
มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11, กนก ดีทองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษา เรื่องมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11 โดยมุ่งศึกษาอิทธิพลของเหตุการณ์ 9/11 ที่ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทย โดยใช้กรอบการวิเคราะห์ คือ 1.แนวคิดทุนนิยมหายนะ (Disaster Capitalism) 2. แนวคิดการทำให้เป็นอเมริกัน (Americanization) เป็นกรอบแนวคิดหลัก โดยผู้วิจัยพบว่าหลังเหตุการณ์ 9/11 ทำให้เกิดบรรทัดฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนแบบสากลที่เข้มงวดขึ้นโดยองค์การการบินระหว่างประเทศ (ICAO) เป็นผู้กำกับดูแล อีกทั้งทำให้เกิดหน่วยงานที่มีบทบาทที่สำคัญอย่าง Transportation Security Administration (TSA) ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีอิทธิพลต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศส่งต่อมายังสำนักงานการบินเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จาการวิจัยยังพบว่าความเชื่อมโยงของ ICAO และ TSA ที่มีต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยทำ้ให้เกิด กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่ซับซ้อนยากต่อการปฏิบัติตาม และส่งผลให้เกิดการลงทุนอย่างมหาศาลด้านการักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนและเป็นช่องว่างให้เกิดการหากินกับหายนะ พร้อมทั้งมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยในการบินพลเรือนทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายของการปรับใช้มาตรการตามแบบแผนของสหรัฐอเมริกา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่สหรัฐฯ ทำให้ประเทศไทยต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความปลอดภัยของตน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลีกเลี่ยงการถูกจำกัดหรือยกเลิกเที่ยวบินจากประเทศไทยสู่สหรัฐฯ
ทุนจีนสีเทากับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของไทยในช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565, ปาลิตา รักษ์ชน
ทุนจีนสีเทากับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของไทยในช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565, ปาลิตา รักษ์ชน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับทุนจีนสีเทาว่าส่งผลกระทบอย่างไรต่อการเพิ่มขึ้นของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในไทยช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565 เนื่องจากปัจจุบันปัญหาธุรกิจสีเทาของ นักลงทุนชาวจีนได้กำลังแผ่ขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก และก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ตามมาอีกมากมายซึ่งประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับปัญหาทุนจีนสีเทานี้ด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากข่าวสารที่สื่อหลายสำนักพยายามตีแผ่เรื่องราวของทุนจีนที่กำลังฝังรากลึกในไทย รวมถึงข่าวการถูกจับกุมของแก๊ง ชาวจีนที่เข้ามาลงทุนธุรกิจผิดกฎหมายในไทย เป็นต้น การดำเนินธุรกิจสีเทาของจีนกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจึงเป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจ โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเกิดธุรกิจสีเทาของจีนในไทย และผลกระทบของทุนจีนสีเทาต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในไทยช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565 จากการศึกษาพบว่าทุนจีนสีเทาอาศัยนโยบายขยายตัวของรัฐบาลจีน เช่น Going Out Policy และ One Belt One Road ประกอบกับโลกาภิวัฒน์ที่นำพาโลกสู่การเชื่อมโยงและมีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น แต่ก็แฝงมาด้วยกระแสลบ (negative flow) อย่างทุนจีนสีเทานี้ที่นำมาซึ่งธุรกิจที่ผิดกฎหมายและแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความอ่อนแอทางด้านเศรษฐกิจและการบังคับใช้กฎหมาย จึงเป็นการช่วยเพิ่มการเติบโตของธุรกิจที่ผิดกฎหมายของ ทุนจีนสีเทาโดยไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับประเทศต้นทางอย่างแท้จริง อีกทั้งยังนำมาซึ่งปัญหาอาชญากรรมอีกมากมาย ในสารนิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งให้เห็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติทางด้านยาเสพติดรวมถึง การฟอกเงิน ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง
การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกา ระหว่าง ค.ศ. 2018 – 2019 :นัยต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก, พิชญา จุลวุฒิ
การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกา ระหว่าง ค.ศ. 2018 – 2019 :นัยต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก, พิชญา จุลวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการพัฒนาและทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ในช่วงปี ค.ศ.2017 ทำให้เกิดการยั่วยุและข่มขู่ทั้งโดยท่าทีและวาจาระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และคิม จอง อึน มาตลอดระยะเวลา 1 ปี ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ปลอดภัยของสหรัฐฯ และมีสถานการณ์รุนแรงขึ้นซึ่งอาจนำไปสู่สงครามได้ในอนาคต ทำให้สหประชาชาติ (UN) มีมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม และต่อมาได้มีการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ - สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2018 - 2019 ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาถึงปัจจัยและแรงผลักดันที่ทำให้เกิดการประชุมดังกล่าว ตลอดจนผลกระทบที่ส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยผู้วิจัยใช้ทฤษฎี Neoclassical Realism มาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ โดยทฤษฎีได้กล่าวถึงความสำคัญของปัจจัยภายในรัฐ ผลประโยชน์ของผู้นำไปจนถึงตัวแสดงในการเมืองภายในของรัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อนำทฤษฎี Neoclassical Realism มาใช้ประกอบการวิเคราะห์แล้ว ผู้วิจัยพบว่าการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ - สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2018 - 2019 เกิดจากตัวผู้นำอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการสร้างผลงานและความแปลกใหม่ในฐานะประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ที่เข้าเจรจากับผู้นำเกาหลีเหนือ เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนรวมถึงความสนใจจากสื่อทั้งภายในรัฐตลอดจนเวทีโลก ทั้งนี้ การประชุมที่เกิดขึ้นยังมีนัยต่อความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออก รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวทีโลกอีกด้วย
นโยบายต่างประเทศของไทยในการจัดการชายแดน ไทย - กัมพูชา: กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้วช่วงปี พ.ศ. 2565 - 2566, ศศิชา คงคา
นโยบายต่างประเทศของไทยในการจัดการชายแดน ไทย - กัมพูชา: กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้วช่วงปี พ.ศ. 2565 - 2566, ศศิชา คงคา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาเส้นเขตแดนไทย - กัมพูชา เป็นปัญหาสำคัญที่มีมาอย่างยาวนาน โดยสาเหตุมาจากการยึดถือแผนที่คนละฉบับที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน รวมถึงการที่หลักเขตแดนชำรุด สูญหาย และถูกเคลื่อนย้าย ทำให้ไม่สามารถหาจุดปักปันเขตแดนเดิมได้ ส่งผลกระทบและความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนตามแนวชายแดน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการใด ๆ หรือก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างได้ ทั้งนี้ฝ่ายกัมพูชาได้มีการละเมิดบันทึกข้อตกลง MOU 2543 โดยได้มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ สร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร และทำเกษตรกรรม ซึ่งการแก้ไขปัญหาของไทยคือการประท้วงโดยกระทรวงการต่างประเทศ สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุระสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดการรุกล้ำเขตแดนไทยของกัมพูชา และศึกษานโยบายการแก้ไขปัญหาของไทยต่อการละเมิดเส้นเขตแดนของกัมพูชา รวมถึงศึกษาผลกระทบด้านความมั่นคงระหว่าง ไทย - กัมพูชา ผลการวิจัยพบว่า ไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเรื่องการจัดการชายแดนไทย - กัมพูชา โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหลัก อีกทั้งยังมีกลไกในการแก้ปัญหาผ่านการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อเจรจาและหาข้อตกลงในการสำรวจและจัดทำเส้นเขตแดน รวมถึงการเคารพบันทึกข้อตกลง MOU 2543 เนื่องจากการแก้ไขปัญหาอย่างไม่ถูกต้องย่อมนำไปสู่ผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงมากยิ่งขึ้น เพื่อรักษาแผ่นดินไทยโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เอื้ออำนวยต่อการเดินทางและความร่วมมือของประชาชนตามแนวชายแดน
Eu-Turkey Deal กับการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยของสหภาพยุโรปในตุรกี, ศรันรัตน์ แสนกิ่ง
Eu-Turkey Deal กับการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยของสหภาพยุโรปในตุรกี, ศรันรัตน์ แสนกิ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิกฤตผู้ลี้ภัยปี 2015 ทำให้สหภาพยุโรปต้องมีนโยบายจัดการกับผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามายังเขตแดนของตน ผ่านการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศที่สามผ่านการการเจรจานโยบายระดับทวิภาคีหรือระดับภูมิภาค นำมาซึ่งการจัดทำข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและตุรกี หรือ EU-Turkey Deal ในปี 2016 เพื่อลดจำนวนผู้ลี้ภัยและผู้อพยพที่มีการย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติและผิดกฎหมายจากกรีซกลับไปยังตุรกี โดยสหภาพยุโรปจะให้ความช่วยเหลือทางการเงิน สิทธิพิเศษทางวีซ่าของพลเมืองตุรกี และผลักดันการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปของตุรกี ดังนั้น สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาว่า EU-Turkey Deal มีนัยยะสำคัญทางการเมืองต่อการจัดการผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนระหว่างตุรกีและสหภาพยุโรปอย่างไร โดยจะวิเคราะห์ด้วยแนวทางการผลักดันนโยบาย Externalization ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การเมืองในยุโรปมีอิทธิพลต่อการจัดการผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะพรรครัฐบาลฝ่ายขวาที่มีนโยบายต่อต้านผู้ลี้ภัย และสหภาพยุโรปมีการใช้ประโยชน์จากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของตุรกีในฐานะประเทศทางผ่านของภูมิภาค และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม เพื่อผลักดันความรับผิดชอบต่อประเด็นผู้ลี้ภัยแก่ประเทศซีกโลกใต้เช่นตุรกี ทั้งในด้านการผลักภาระในการตัดสินใจส่งผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศที่สามและการส่งกลับประเทศ การผลักความรับผิดชอบในการละเมิดสิทธิมนุษยชนบริเวณชายแดนและศูนย์ส่งกลับผู้ลี้ภัย/ศูนย์กักกันของตุรกี และการเพิ่มศักยภาพควบคุมชายแดนของสหภาพยุโรป ดังนั้น บทบาทของสหภาพยุโรปในการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยในตุรกีแสดงให้เห็นถึงนโยบายที่มุ่งเน้นไปที่การปิดกลั้นพรมแดนมากกว่าการส่งเสริมพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย
นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ
นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาและวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ตลอดจนเสด็จประพาสยุโรป ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงล่าอาณานิคมจักรวรรดิชาติตะวันตก สยามเองถูกภัยคุกคามจากประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาล่าอาณานิคมในแถบอินโดจีนได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เป็นกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเหนือดินแดนด้านตะวันออกของสยามบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าวนำไปสู่กรณีพิพาทที่มีการใช้กำลัง แม้ว่าความขัดแย้งเรื่องดินแดนแถบแม่น้ำโขงนั้นไม่ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นสงคราม แต่ถือเป็นความท้าทายความมั่นคง ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 เปลี่ยนแปลงประเทศให้มีความทันสมัย รวมไปถึงดำนเนินนโยบายต่างประเทศแบบเชิงรุกเสด็จประพาสต่างประเทศได้แก่ ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในอาณานิคมของมหาอำนาจประเทศในยุโรป เพื่อให้สยามมีสถานะในระบบสังคมโลก และเป็นที่รู้จักรวมไปถึงไปดูความเจริญที่เกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรปและนำมาปรับให้ในสยาม ไม่ให้ประเทศใดอ้างความล้าหลังในการเข้ามายึดครองได้ โดยการวิจัยนี้ใช้กรอบแนวคิดสำนักอังกฤษ (English School) มาใช้ในการวิเคราะห์งานวิจัย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 ถึงแม้ว่า หลังจากการรัฐประหาร ฮุน เซน จะถูกมองว่าขาดความชอบธรรมทางการเมือง ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร จึงทำให้ ฮุน เซน ดำเนินนโยบายต่างประเทศเอนเอียงเข้าหาจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศแรกที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกัมพูชา จีนให้ความชอบธรรม ให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และให้การสนับสนุนระบบอุปถัมภ์ของ ฮุน เซน ซึ่งการช่วยเหลือของจีนมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อกัมพูชา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีนใกล้ชิดกันมากขึ้น ผลจากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 แบ่งออกเป็น ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1) แรงกดดันจากนานาชาติ และ 2) ท่าทีของประเทศที่ยอมรับรัฐบาล ฮุน เซน และ ปัจจัยภายใน ได้แก่ 1) การรักษาความชอบธรรมทางการเมือง 2) การกำจัดคู่แข่งทางการเมือง และ 3) การพึ่งพาจีนเพื่อเสริมสร้างผลประโยชน์ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของ ฮุน เซน โดยสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้นโยบายของกัมพูชาเอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น
นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ
นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันเนื่องมาจากการมีประวัติศาสตร์ร่วมกันตั้งแต่ในอดีต ความคล้ายคลึงกันทางอุดมการณ์ และความใกล้ชิดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเย็นความสัมพันธ์ ทั้ง 2 ประเทศ เรียกได้ว่าเป็นการขึ้นต่อกัน (Interdependence) ซึ่งมีลักษณะของการร่วมมือและการแข่งขัน สารนิพนธ์ฉบับนี้จะสำรวจมิติต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ดังกล่าว และปัจจัยในการดำเนินนโยบายของเวียดนามต่อจีน เวียดนามและจีนมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ทั้ง 2 ประเทศมีความเกี่ยวพันกันมาหลายศตวรรษ โดยจีนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีช่วงของความขัดแย้งและความตึงเครียดเป็นระยะ ๆ รวมถึงข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนใต้ที่ยังดำเนินอยู่ การสิ้นสุดของสงครามเย็นส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีน เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายและสหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจเดี่ยว ทั้งเวียดนามและจีนต้องทบทวนลำดับความสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศ การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีนในยุคหลังสงครามเย็น ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และวัฒนธรรม แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ยังมีความท้าทายและความตึงเครียดสำคัญที่ต้องบริหารจัดการ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนยังคงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ พลวัตความมั่นคงในภูมิภาค และอิทธิพลของประชาชน การจัดการความสัมพันธ์นี้จะต้องอาศัยการทูตอย่างระมัดระวัง การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ และความเต็มใจในการมีส่วนร่วมการเจรจาและความร่วมมือ แม้ในยามที่เผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้ง
การส่งเสริมบทบาทและสถานะไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน, ธนกฤษ เกตุเนตร
การส่งเสริมบทบาทและสถานะไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน, ธนกฤษ เกตุเนตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ซึ่งจากการศึกษาการดำเนินนโยบายดังกล่าวที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักการจีนเดียว (One China policy) ของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ที่หวังจะรวมไต้หวันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจีน เป็นเหตุให้ไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน จำเป็นต้องดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศและการรักษาอธิปไตยของไต้หวัน อีกทั้งเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐภายนอก โดยประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ได้มีการดำเนินนโยบายเพื่อการส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศเพื่อให้สังคมเกิดความแตกต่างจากความเป็นจีน ผ่านนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound policy) โดยมีวัตถุประสงค์พัฒนาความร่วมมือและเพื่อให้ไต้หวันกลับมามีบทบาทในการพัฒนาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเอเชียใต้ผ่านดำเนินนโยบายผ่านการพัฒนาบุคคลให้เป็นศูนย์กลาง (people-centered) เพื่อพัฒนาทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคผ่านกรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีและพหุภาคีทั้ง 4 รูปแบบได้แก่ 1) การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 2) การแลกเปลี่ยนทักษะและองค์ความรู้ระหว่างกันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3) การแบ่งปันทรัพยากร รวมถึงค่านิยมและวัฒนธรรมความเป็นไต้หวันเพื่อให้เกิดความร่วมมือ 4) สร้างความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อให้ไต้หวันสามารถมีอำนาจต่อรองในภูมิภาคและสร้างการยอมรับจากเวทีระหว่างประเทศอีกทั้งเพื่อรักษาสถานะเดิมของไต้หวันและถ่วงดุลอำนาจจีน
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ของจีนในประเทศกำลังพัฒนาผ่านข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt And Road Initiative : Bri), นันท์นภัส ภัทรอังกูร
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ของจีนในประเทศกำลังพัฒนาผ่านข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt And Road Initiative : Bri), นันท์นภัส ภัทรอังกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจีนในประเทศในแอฟริกา โดยจะชี้ให้เห็นว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการส่งออกโมเดลจีน (China Model) ให้กับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นการส่งเสริมฉันทามติปักกิ่ง (Beijing Consensus) อันเป็นแนวคิดการพัฒนาที่แตกต่างจากฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus) เพื่อส่งเสริมการผงาดขึ้นของจีน (Rise of China) ในระบบระหว่างประเทศ ซึ่งจีนได้ส่งออกเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนผ่าน BRI และ DSR และขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะดังกล่าวภายใต้โครงการเมืองที่ปลอดภัย (Safe Cities) ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐเป็นหลัก โดยสนับสนุนการลงทุนเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนผ่านบริษัทข้ามชาติสัญชาติจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Huawei ที่มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปลงทุนและดำเนินการด้านเทคโนโลยีในการสอดส่องเมือง ทำให้เมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนเต็มไปด้วยการใช้เทคโนโลยีเมืองเพื่อสอดส่องผู้อยู่อาศัยภายในเมืองจากรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลจีน ซึ่งการส่งออกแนวคิดการพัฒนาเมืองดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าจีนพยายามแสวงหาและสร้างการยอมรับการเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนกับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกาที่โมเดลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจีนได้รับการยอมรับไปปรับใช้กับรัฐบาลในแอฟริกาอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพและบทบาทของจีนในการแข่งขันทางอำนาจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจในทิศทางที่จีนพอใจมากขึ้นในระดับโลก
ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง: กรณีศึกษาไทย - กัมพูชา, ปิยพัชร เหล่าสมบัติ
ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง: กรณีศึกษาไทย - กัมพูชา, ปิยพัชร เหล่าสมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ผ่านโครงการต่างๆ ภายใต้กรอบ ACMECS ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและน่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา เพราะประเทศไทยกับกัมพูชา เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน มีแนวเขตแดนที่ติดกัน ทำให้ทั้ง 2 ประเทศมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และรูปแบบการดำรงชีวิตของประชาชนที่คล้ายคลึงกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้ประชาชนไทยกับกัมพูชามีความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นอย่างดี และไทยกับกัมพูชาก็ได้มีกรอบความร่วมมือหรือยุทธศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยสารนิพนธ์นี้ผู้เขียนได้นำกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) มาเป็นกรณีศึกษา โดยไทยเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้นมา ในสมัยรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และหลังจากได้มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีตามยุคสมัย จนถึงสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทำให้ความมุ่งหมายของนโยบายต่างประเทศของไทยย่อมปรับเปลี่ยน ผู้เขียนจึงสนใจที่จะศึกษาว่าโครงการต่างๆ ระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบ ACMECS นี้ มีโครงการใดที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และน่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย-กัมพูชา โดยผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร รายงาน วิทยานิพนธ์ ข่าวสาร และบทความวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล โดยผลการวิจัยพบว่า ทั้งไทยและกัมพูชาต่างให้ความสำคัญกับกรอบ ACMECS โดยมีโครงการที่เป็นรูปธรรม บรรลุวัตถุประสงค์ของกรอบ ACMECS และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
อาเซียนกับความมั่นคงทางพลังงาน, วโรตม์ ชอินทรวงศ์
อาเซียนกับความมั่นคงทางพลังงาน, วโรตม์ ชอินทรวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษากลไกความร่วมมือทางพลังงานของอาเซียน เพื่อจัดการกับปัญหาความขาดแคลนทางพลังงาน เพื่อไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคอาเซียน การวิเคราะห์บทบาทตัวแสดงที่สำคัญที่มีส่วนต่อการพึ่งพาอาศัยอันนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินนโยบายที่มีส่วนสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผลวิจัยพบว่าอาเซียนจำเป็นต้องขยายความร่วมมือทางพลังงาน เพื่อจัดการกับปัญหาความขาดแคลนทางพลังงาน และมุ่งไปสู่ความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งมีลักษณะการพึ่งพาอาศัยกันอย่างสลับซับซ้อน (Complex Interdependence) มากยิ่งขึ้นโดยมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ประการแรก มีช่องทางการปฏิสัมพันธ์และตัวแสดงที่หลากหลายในความร่วมมือ ทั้งบทบาทของรัฐ เอกชน และปัจเจกบุคคล ประการที่สอง ความมั่นคงประกอบไปด้วยประเด็นที่หลากหลายรอบด้านมากกว่าทางการทหาร และความมั่นคงทางพลังงานก็เป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน และประการที่สาม การพึ่งพาอาศัยอย่างสลับซับซ้อน ทำให้มีรัฐเข้าสู่ข้อขัดแย้งที่อาจเกิดการใช้กำลังน้อยลง ส่งเสริมการเกิดสันติภาพขึ้นในภูมิภาคผ่านการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่อาเซียนยังต้องร่วมกันแก้ปัญหา และปรับตัวให้ทันกับประเด็นความท้าทายต่อความมั่นคงทางพลังงานในยุคปัจจุบัน
นโยบายต่างประเทศของจีน ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้, ศิวลักษณ์ ไล้เลิศ
นโยบายต่างประเทศของจีน ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้, ศิวลักษณ์ ไล้เลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานนี้ต้องการชี้ให้เห็นนโยบายต่างประเทศของจีนในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ดำเนินการต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นปัจจัยหลักหรือไม่ ที่ทำให้จีนเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ดังเช่นที่ผ่านมา โดยเลือกพิจารณาเหตุการณ์ตั้งแต่ นายสี จิ้นผิง เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของจีนจนถึงปัจจุบัน นโยบายต่างประเทศจีนต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบว่าบทบาทของสหรัฐในฐานะเป็นประเทศภายนอกภูมิภาค ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวกับข้องกับข้อพิพาททะเลจีนใต้โดยตรง แต่สหรัฐเลือกที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาค ทั้งทางด้านความร่วมมือทางการทูต ทางทหาร เป็นต้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้จีนมีปฏิกิริยาที่ตอบโต้ในข้อพิพาททะเลจีนใต้ก้าวร้าวมากขึ้น และจีนมองว่าสหรัฐเป็นปัจจัยหลักที่จะเข้ามาแทรกแซงการขยายอำนาจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของจีน และลดความเชื่อมั่นในของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีต่อจีน จีนจึงเลือกที่จะเพิ่มกำลังทหารในทะเลจีนใต้ แสดงความเป็นมหาอำนาจในพื้นที่ทะเลจีนใต้โดยการสร้างเกาะเทียม และฝึกซ้อมรบต่างๆ เพื่อแสดงศักยภาพในภูมิภาค และเพื่อลดทอนอำนาจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย เพื่อจุดประสงค์สุดท้ายแล้วของจีนคือก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจคนใหม่ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ประเทศมหาอำนาจจะแสวงหาโอกาสที่จะให้ได้มาซึ่งการมีอำนาจเหนือคู่แข่งของตน และรัฐมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การครองความเป็นเจ้า ความเป็นมหาอำนาจ (hegemony) หรือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อให้เป็นอิสระจากรัฐอื่น และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจจึงถูกกำหนดให้เป็นรูปแบบของการแข่งขันด้านความมั่นคงอยู่ตลอด รัฐจึงต้องขยายอำนาจทางการทหาร เศรษฐกิจและภูมิศาสตร์เพื่อเพิ่มความมั่นคงของรัฐ จึงสามารถที่จะอธิบายเหตุผลที่จีนเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศดังกล่าวได้ด้วยทฤษฎี offensive realism เพื่ออธิบายการแสดงออกของชาติมหาอำนาจและรัฐอื่นๆ ในระบบการเมืองระหว่างประเทศ
ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข
ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ส่งผลอย่างไรต่อยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่มีเป้าหมายคือการรักษาสมดุลของอำนาจในทะเลจีนใต้ โดยใช้กรอบทฤษฎีสัจ-นิยมเชิงป้องกันมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ปัจจัยการปรับทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ผ่านระบบพันธมิตรที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลจีนใต้เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ โดยการขยายอิทธิพลของจีนดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิของฟิลิปปินส์ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ นำมาซึ่งความต้องการของฟิลิปปินส์ที่จะรักษาอาณาเขตของฟิลิปปินส์และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาร์กอส จูเนียร์ ปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงโดยอาศัยการถ่วงดุลอำนาจทั้งจากภายในและภายนอก อาทิ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการรวมกลุ่มพันธมิตรอย่างการกลับมากระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสมดุลของอำนาจในอนาคต ฟิลิปปินส์ควรสร้างสมดุลให้มากขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือกับมหาอำนาจระดับกลางอย่างอินเดียและการผลักดันการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ภายใต้กรอบกลไกของอาเซียน
การลงทุนของจีนผ่านข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Bri) ในกัมพูชา : กรณีศึกษา โครงการดาราสาครในมิติด้านความมั่นคง, ธันยพร สมศรี
การลงทุนของจีนผ่านข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Bri) ในกัมพูชา : กรณีศึกษา โครงการดาราสาครในมิติด้านความมั่นคง, ธันยพร สมศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานชิ้นนี้ต้องการนำเสนอให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนที่นำโครงการข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) มาใช้ในการเชื่อมจีนกับนานาประเทศทั่วโลก ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงขยายการลงทุน โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานในการส่งออกกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกันจีนก็ได้พัฒนาขีดความสามารถทางทหาร รวมถึงอาวุธยุทโปกรณ์ เห็นได้จากงบประมาณด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี แสดงให้เห็นถึงการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจของจีนทางเศรษฐกิจและการเมืองความมั่นคงควบคู่กันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานที่จีนไปสร้างตามจุดยุทธศาสตร์เส้นทางการเดินเรือ ด้วยการออกแบบทำให้สามารถรองรับการใช้ประโยชน์ได้สองทางทั้งในเชิงพาณิชย์และการทหาร ทั้งนี้ โครงการดาราสาครของกัมพูชาเป็นหนึ่งในโครงการ BRI ที่สำคัญ ตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันระหว่างจีนและประเทศสมาชิกในอาเซียน แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามมิติด้านความมั่นคงไปได้ เนื่องจากภายในมีทั้งท่าเรือน้ำลึก สนามบิน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งมีศักยภาพในการรองรับกองทัพจีน โดยเหมาะแก่การเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการวางกองกำลังทหารและใช้สถานที่ดังกล่าวไปในภารกิจปกป้องเส้นทางการเดินเรือได้ ที่สำคัญ หากในอนาคตกัมพูชามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถมีกองทัพต่างประเทศตั้งอยู่ภายในประเทศได้ โครงการดาราสาครอาจกลายเป็นฐานทัพแห่งที่สองในต่างประเทศของจีน นอกจากฐานทัพต่างประเทศแห่งแรกของจีนที่ประเทศจีบูติ
ความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนาม, นวพร เกตุคง
ความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนาม, นวพร เกตุคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ ศึกษาความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนามผ่านมุมมองทฤษฎีระบบโลกของอิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ สำหรับการวิเคราะห์ว่าเพราะอะไรเวียดนามยังไม่สามารถขยับไปสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ แม้เวียดนามจะมีการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนเพื่อยกระดับสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง จากการศึกษาพบว่าเวียดนามมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการยกระดับสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง อย่างไรก็ตามการเข้ามาลงทุนของต่างชาติส่งผลให้เวียดนามมีบทบาทเป็นฐานการผลิตให้แก่ผลิตภัณฑ์ของบรรษัทข้ามชาติของประเทศมหาอำนาจหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว นำไปสู่การมีบทบาทของนายทุนในระบบเศรษฐกิจของเวียดนามก่อให้เกิดระบบทุนนิยม การเกิดชนชั้นนายทุนและแรงงาน การขูดรีดผลประโยชน์ ความเหลื่อมล้ำ และการได้รับผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมกันตามบทบาทการแบ่งงานกันทำในระบบโลก ซึ่งนายทุนย่อมได้รับผลประโยชน์สูงสุดในการลงทุน ดังนั้น บทบาทของประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามทำให้เกิดความท้าทายและความตึงเครียดต่อการพัฒนาศักยภาพของเวียดนามให้หลุดออกจากรายได้ปานกลางระดับต่ำ
การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย, พรพิมล แก้วแท้
การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย, พรพิมล แก้วแท้
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันกิจการอวกาศมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และยังเป็นส่วนหนึ่งในพลังอำนาจสำคัญที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้หลากหลายมิติ โดยเฉพาะในงานด้านความมั่นคงที่ใช้อวกาศเป็นหนึ่งในสนามรบสมัยใหม่เพื่อแสวงหาประโยชน์ กองทัพบกเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ได้นำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ในงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย เพื่อให้รับกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อใช้ในงานด้านความมั่นคงโดยเฉพาะในงานข่าวกรอง ลาดตระเวน และการเฝ้าตรวจบริเวณชายแดน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์บุคลากรในกองทัพบกที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศ โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีอวกาศถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง เพื่อการปกป้องตนเองจากภัยคุกคาม และเป็นการแสดงให้เห็นว่ากองทัพบกได้พัฒนารูปแบบการรบให้มีศักยภาพในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมทุกมิติ
การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง
การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงเหตุผลเบื้องหลังการที่จีนยืนหยัดที่จะใช้การอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ (South China Sea: SCS) ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายต่างประเทศของจีนกับการเมืองภายในประเทศและยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การยืนหยัดในสิทธิทางประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึกนี้เป็นหัวใจสำคัญของท่าทีที่เด็ดขาดของจีนในภูมิภาค ทั้งยังสะท้อนถึงความทะเยอทะยานในภูมิรัฐศาสตร์ของจีนที่ขยายตัวอีกด้วย งานวิจัยนี้จึงแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลักที่อธิบายมุมมองต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงเหตุผลและปัจจัยของการอ้างสิทธิ์ของจีนอย่างยาวนาน และศึกษาวิวัฒนาการของนโยบายต่างประเทศจีนที่เกี่ยวข้องกับทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดกับฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆในข้อขัดแย้ง ที่จีนยังคงใช้เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนอธิปไตยของตน แม้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการในปี 2016 จะยืนยันว่าข้อเรียกร้องของจีนขัดต่อกฎหมายทะเลของสหประชาชาติ แต่จีนก็ยังยึดมั่นในข้ออ้างของตนอย่างแข็งกร้าว นำไปสู่การศึกษาการเมืองภายในของจีนตั้งแต่ยุคการเปลี่ยนผ่านผู้นำของจีนอย่างหูจิ่นเทาจนถึงสมัยยุคปัจจุบันของสีจิ้นผิง โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์และยุทธวิธีทางการเมืองของผู้นำจีนคนปัจจุบันที่มุ่งรวมอำนาจโดยเชื่อมโยงการเมืองภายในกับนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวในทะเลจีนใต้ การกระทำเชิงรุกที่อ้างสิทธิเหนือดินแดนนี้แสดงถึงความพยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของจีนภายในประเทศและยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำของสีจิ้นผิง ผ่านการปลุกกระแสชาตินิยมและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างการสนับสนุนจากสาธารณชนและเสริมสร้างฐานอำนาจ กลยุทธ์นี้สะท้อนท่าทีของนโยบายต่างประเทศจีนที่ไม่ยอมถอยในประเด็นทะเลจีนใต้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติก็ตาม โดยสรุปสารนิพนธ์นี้จึงสรุปถึงปัจจัยของการยืนยันในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ทางทะเลจีนใต้จากประโยชน์ที่จีนได้รับ เช่น การควบคุมทรัพยากรทางทะเล การใช้ลัทธิชาตินิยมเพื่อรวบรวมการสนับสนุนจากสาธารณชน และการรักษาเสถียรภาพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้นำจีนใช้เพื่อรวมอำนาจ สารนิพนธ์นี้ผสานการวิเคราะห์ระหว่างนโยบายต่างประเทศ การเมืองภายใน และยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมว่าทำไมจีนยังคงยืนหยัดในข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ของตนในทะเลจีนใต้ โดยแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยภายในและความทะเยอทะยานระหว่างประเทศของจีนที่ทำให้ข้อเรียกร้องนี้ยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อไป
บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล
บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษา บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย โดยอธิบายการสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะสร้างบรรทัดฐานแล้ว องค์การระหว่างประเทศยังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตาม ประเทศที่นำบรรทัดฐานเหล่านี้ไปปฏิบัติจะต้องพบเจอกับการปะทะระหว่างบรรทัดฐานเดิมกับบรรทัดฐานใหม่ รวมถึงการถกเถียงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สารนิพนธ์ฉบับนี้เน้นวิเคราะห์อิทธิพลขององค์การระหว่างประเทศในฐานะผู้สร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศต่อการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย จากการศึกษาพบว่า บรรทัดฐานระหว่างประเทศซึ่งได้รับการผลักดันโดยองค์การอนามัยโลกก่อให้เกิดความสำเร็จในการจัดตั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มงวด แต่ผลลัพธ์ของการนำนโยบายที่เข้มงวดมาบังคับใช้กลับไม่ได้มีประสิทธิภาพดังที่หน่วยงานสาธารณสุขคาดหวังไว้ ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องการเพิ่มระดับความเข้มงวดในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพยายามดังกล่าวอาจมองได้ว่าใช้ต้นทุนมากจนเกินไป และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังอาจขัดกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศในด้านอื่น โดยเฉพาะด้านการค้า ทั้งนี้ช่วงทศวรรษ 2020 ปัญหาเรื่องนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกทำให้เป็นประเด็นการเมือง ปรากฏเห็นด้วยว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มคัดค้านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาภายในประเทศ ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องทบทวนความคุ้มค่าของการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกครั้ง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพตามหลัก SAFER เพื่อหามาตรการที่คุ้มทุนและมีประสิทธิผล การนำหลัก SAFER มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศจะหยั่งผลได้ดีกว่าเพื่อส่งเสริมทั้งการสาธารณสุขและเศรษฐกิจ
การฝึกร่วมและผสมกองทัพอากาศไทยในฐานะเครื่องมือการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทความขัดแย้งของมหาอำนาจ, พิชญ์ ชูกิจคุณ
การฝึกร่วมและผสมกองทัพอากาศไทยในฐานะเครื่องมือการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทความขัดแย้งของมหาอำนาจ, พิชญ์ ชูกิจคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ศึกษาการใช้การฝึกร่วม/ผสมกองทัพอากาศไทยเป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิธีการที่กองทัพอากาศไทยดำเนินการฝึกร่วม/ผสมกับสหรัฐอเมริกาและจีน ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองชาติมีความขัดแย้งกัน และสำรวจว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยอย่างไร ในบริบทที่ทั้งสองมหาอำนาจพยายามที่จะขยายอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การศึกษาใช้ทฤษฎีทางเลือกอย่างสมเหตุสมผล (Rational-Choice Theory) และการทูตทางทหาร (Defense Diplomacy) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินการด้านการฝึกร่วม/ผสมในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงทางทหาร ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการฝึกร่วม/ผสมช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสมดุลทางอำนาจและลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งของมหาอำนาจได้ แต่ในทางกลับกัน การดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเชิงลบได้หากขาดความระมัดระวัง ดังนั้นกองทัพอากาศไทยจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบตามปัจจัยและบริบทความมั่นคงของไทยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบและการสูญเสียผลประโยชน์ในระยะยาว
ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน, วริศรา สีน้ำเงิน
ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน, วริศรา สีน้ำเงิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความท้าทายและอุปสรรคในการประสานงานระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยและองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ในกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองการต่างประเทศ ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค และการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าความท้าทายหลักในการทำงานร่วมกันระหว่างสององค์กรในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือการยึดถือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างรัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ อุปสรรคเกิดจากความแตกต่างของระบบกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันทำให้การประสานงานระหว่างประเทศต้องใช้เวลามาก และรัฐอื่นจะเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ นอกจากนี้ การพิจารณาด้านสิทธิมนุษยชนยังมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจส่งผู้ร้ายข้ามแดนอีกด้วย ข้อเสนอแนะที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศในการดำเนินงานทางกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อให้การประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
การดำเนินนโยบายของไทยต่อรัสเซียหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน, ศุภิสรา ศิลปวรนันท์
การดำเนินนโยบายของไทยต่อรัสเซียหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน, ศุภิสรา ศิลปวรนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 18 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองภายใน จึงทำให้รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ต้องแก้ปัญหาการเมืองภายในประเทศ ในขณะเดียวกันต้องกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศต่อนานาประเทศ ที่เป็นผลจากเหตุการณ์ภายในประเทศ หนึ่งในนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับรัสเซียภายหลังการล่มสลายจองสหภาพโซเวียต ซึ่งต้องฟื้นฟูประเทศเช่นเดียวกันเมื่อเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดแง่มุมของการตัดสินใจ (The Decision-Making Approach to the study of International Politics) ของ Richard C. Snyder, H.W. Bruck and Burton Sapin เป็นแนวคิดการวิเคราะห์การตัดสินใจ เพื่ออธิบายปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนโยบายต่างประเทศของไทยต่อรัสเซีย โดยได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร รายงาน หนังสือพิมพ์ วิทยานิพนธ์ ข่าวสาร และบทความวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าในช่วงเวลาของรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อรัสเซียโดยเน้นด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
การลงทุนของบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าจีน Byd (Build Your Dream) และประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต, สรรค์สรวง ตันติวิธิเวท
การลงทุนของบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าจีน Byd (Build Your Dream) และประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต, สรรค์สรวง ตันติวิธิเวท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เล่มนี้เป็นการศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศในประเด็นการลงทุนของบริษัท BYD (Build Your Dream) ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติจีนที่ได้ลงทุนตั้งฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยผ่านกรอบแนวคิดพาณิชยนิยมใหม่ (Neo-mercantilism) โดยมีระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมระหว่างการศึกษาข้อมูลจากเอกสารวิชาการกับการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่มีส่วนต่อการเข้าใจบริบทการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างผู้บริหารค่ายยานยนต์ไฟฟ้า BYD ในประเทศไทย พร้อมนำข้อมูลที่ได้มาอธิบายประกอบการวิเคราะห์กับข้อมูลจากเอกสารอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ได้รายละเอียดความชัดเจนที่ตรงตามสถานการณ์และบริบทของการลงทุนตั้งฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในไทยของ BYD การศึกษาค้นคว้าพบว่า การลงทุนของ BYD ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าถูกแฝงเอาไว้ด้วยบทบาทของรัฐจีน ผ่านการกำหนดนโยบาย และกำหนดอุตสาหกรรมมุ่งเป้าของตนเอง รวมถึงการส่งออกบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ในฐานะกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ อาศัยช่องโหว่ของความร่วมมือภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองร่วมสมัย กติกาการค้าเสรี รวมถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐกับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของจีนทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์แห่งชาติของจีนอันจะนำไปสู่ของสั่งสมความมั่งคั่งของรัฐ รวมถึงได้สร้างผลกระทบในด้านต่าง ๆ ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและต่อผู้ผลิตรายดั้งเดิมที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตอย่างผู้ผลิตจากญี่ปุ่น รวมถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นในปัจจุบัน
การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ศุภมาส รื่นสำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เรื่อง การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเหตุปัจจัยที่ทำให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเท่าเทียมในการให้บริการด้านสุขภาพในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การศึกษานี้ใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้เทคนิคการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านกลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของโครงการก่อสร้างและผู้จัดการโครงการก่อสร้าง จำนวน 3 บริษัท ด้วยการคัดเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการทอดทิ้งอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วย รัฐ ระบบทุนนิยม และวัฒนธรรม มีบทบาทสำคัญในกระบวนการที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ภายใต้แนวคิดแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ที่เปลี่ยนคุณค่าของแรงงานข้ามชาติให้กลายเป็นเพียงสินค้าหรือเครื่องมือทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คุ้มครองดูแลและให้สิทธิต่างๆ แก่แรงงานข้ามชาติตามหลักสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในเรื่องการให้บริการทางสุขภาพ เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงทำให้สามารถมองเห็นการถูกละเลยและถูกทอดทิ้งของแรงงามข้ามชาติในไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อแรงงานข้ามชาติเป็นแรงงานกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบก่อนและมากที่สุด แต่กลับเป็นแรงงานกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับการเยียวยาให้ความช่วยเหลือ
การปรับบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลอาเบะ, ณชนก เลียดประถม
การปรับบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลอาเบะ, ณชนก เลียดประถม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามว่า บทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างไรภายใต้รัฐบาลอาเบะ ในช่วงปี 2012 ถึง 2019 และเพราะอะไรจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้น จากการศึกษาพบว่า ภายใต้รัฐบาลอาเบะได้ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นในหลายด้าน เช่น การเพิ่มอำนาจในการใช้อาวุธ การขยายขอบเขตปฏิบัติการในต่างประเทศ และการเพิ่มความร่วมมือทางทหารกับมิตรประเทศ โดยรัฐบาลอาเบะวางยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการส่งเสริมนโยบายสันติภาพเชิงรุก (proactive contributions to peace) รวมถึงการป้องกันแบบ ไร้รอยต่อ (seamless defense) ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ การขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค ปัญหาข้อพิพาทบริเวณหมู่เกาะเซนคากุ และการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง สารนิพนธ์ฉบับชี้ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทของ JSDF สะท้อนยุทธศาสตร์การถ่วงดุลอำนาจโดยละม่อม (soft balancing) ของญี่ปุ่นต่อมหาอำนาจในภูมิภาค รัฐบาลอาเบะมุ่งเสริมสร้างศักยภาพของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญมาตรา 9 และความคิดเห็นของประชาชน
ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช
ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของภาพยนตร์เรื่อง "ฟอร์เรสท์ กัมพ์" ในการประกอบสร้าง สร้างความตระหนักรู้และอัตลักษณ์ทางการเมืองผ่านการฉายภาพ อุดมคติ และค่านิยมให้กับชาวอเมริกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามว่า "Forrest Gump" กำหนดเอกลักษณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็นได้อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิด "วัฒนธรรมสมัยนิยมและอัตลักษณ์ทางการเมือง" และ "บทบาทและวัตถุประสงค์ของภาพยนตร์" การศึกษาพบว่ายุคหลังสงครามเย็นซึ่งถูกมองว่าเป็นยุคแห่งชัยชนะของอเมริกา สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าอเมริกาเป็นชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ดี การไม่มีศัตรูจากภายนอกไม่ได้ทำให้ขวัญกำลังใจของชาติดีขึ้นแต่อย่างใด ประกอบกับความล้มเหลวในสงครามเวียดนามหรือที่เรียกว่า "เวียดนามซินโดรม" ชาวอเมริกันจึงต้องการบางสิ่งบางอย่างเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์กัมพ์ เติมเต็มความต้องการนี้ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ที่เรียบง่ายขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนเรื่องราวที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราวทางศีลธรรมเพื่อสร้างฉันทามติทางสังคมใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายในบริบทของศีลธรรมที่แตกร้าวในโลกยุคหลังสงครามเย็น
Netflix กับการส่งเสริมวัฒนธรรมระดับโลก: Netflix กับกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้, เกตน์สิริ กองสินพิพัฒน์
Netflix กับการส่งเสริมวัฒนธรรมระดับโลก: Netflix กับกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้, เกตน์สิริ กองสินพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเติบโตของกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้ (Korean Wave) ผ่าน Netflix ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่กำลังเติบโตและได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ชมทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของ Netflix ต่อการเติบโตของกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้ ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ ผลการศึกษาพบว่า Netflix คือผู้เปลี่ยนเกมในอุตสาหกรรมโทรทัศน์โลกจากการเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ผู้สมัครสมาชิกสามารถเข้าถึงและรับชมเนื้อหาจากทั่วโลกได้อย่างไม่จำกัด โดย Netflix ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่วงการโทรทัศน์ เช่น การรับชมอย่างต่อเนื่อง (binge-watching) และการรับชมตามความต้องการ (on-demand) รวมถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวกและสร้างประสบการณ์การรับชมที่น่าพึงพอใจให้แก่ผู้ชม และเพื่อสนับสนุนการใช้งานและคุณสมบัติต่าง ๆ ที่แนะนำให้แก่ผู้ใช้งาน Netflix จึงก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเนื้อหาต้นฉบับ (Netflix Originals) โดยเกาหลีใต้เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนสำหรับกลยุทธ์ Localization ที่ Netflix เข้ามาลงทุนและสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตสื่อท้องถิ่นในการสร้างเนื้อหาต้นฉบับในรูปแบบของสื่อวัฒนธรรมเกาหลี รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มในการเผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลีใต้ที่สำคัญ Netflix จึงมีบทบาทเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ นอกจากนี้ บริการและความสะดวกสบายของ Netflix ดึงดูดให้มีผู้ใช้งาน Netflix เป็นจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมข้ามชาติเปิดกว้างมากขึ้น เมื่อเนื้อหาทางวัฒนธรรมถูกเผยแพร่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Netflix จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้กระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้เติบโตมากขึ้นในระดับโลก
ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์
ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นดำเนินการกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันนำมาสู่การตออบคำถามว่า ญี่ปุ่นในช่วงสมัยรัฐบาลซินโซะ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน มีท่าทีต่อกรอบ UNFCCC อย่างไร? และอะไรเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นมีท่าทีดังกล่าว? โดยใช้ทฤษฎีระบอบระหว่างประเทศ (International Regime Theory) เป็นแนวทางวิเคราะห์ จากการศึกษายังพบว่า ญี่ปุ่นได้มีการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศภายใต้กรอบ UNFCCC เช่น การกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดนโยบายการ ซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ET) การเก็บภาษีคาร์บอน โครงการ Cool Earth 50 การฟื้นฟูนโยบายพลังงานของญี่ปุ่น เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นมีความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ภายใต้กรอบ UNFCCC เนื่องจากปัจจัย อันได้แก่ ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกของญี่ปุ่น ทั้งนี้ญี่ปุ่นยังมีรูปแบบลักษณะของ Neoliberalism หรือทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ซึ่งการดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบกติกา เพื่อนําไปสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกัน งานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญในการเพิ่มความเข้าใจถึงบทบาทและท่าทีของญี่ปุ่นต่อการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกของญี่ปุ่น ในช่วงสมัย รัฐบาลซินโซ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน
การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของประเทศโลกที่ 3 กับมหาอำนาจ : กรณีศึกษาการเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Seato) ของประเทศไทย, อรอนงค์ อุบลมณี
การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของประเทศโลกที่ 3 กับมหาอำนาจ : กรณีศึกษาการเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Seato) ของประเทศไทย, อรอนงค์ อุบลมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาและทำความเข้าใจถึงการเข้าร่วมองค์การซีโตของประเทศไทยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยจะใช้งานวิชาการเข้ามาเปรียบเทียบน้ำหนักระหว่างสภาวะปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน มาพิจารณาร่วมกับทฤษฎีการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรระหว่างวอลต์และเดวิด ซึ่งจากสำรวจงานวิชาการมีความแตกต่างในการอธิบายถึงการเข้าร่วมองค์การซีโตที่แตกต่างกัน จึงนำมาสู่ข้อเสนอทางสมมติฐานถึงการตัดสินใจเข้าร่วมขององค์การซีโตของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น แท้จริงแล้วกังวลต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากสถาวะแวดล้อมภายนอกอย่างเดียวหรือไม่ งานวิจัยนี้ได้นำเสนองานวิชาการที่อธิบายการเข้าร่วมองค์การซีโต รวมถึงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเรื่องการเข้าร่วมเป็นพันธมิตร มาประกอบในการอธิบายสาเหตุของการเข้าร่วมองค์การซีโต โดยวิธีการศึกษานั้นเป็นการวิจัยเอกสารและนำเอาทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาอธิบายควบคู่ไปกับการอธิบายเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ภาพการดำเนินนโยบายดังกล่าวมีความสมบูรณ์ขึ้น จากการศึกษาพบว่า การอธิบายการเข้าร่วมองค์การซีโตของประเทศไทย ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นจากภัยคุกคามคอมมิวนิสต์เพียงประการเดียว แต่ยังมีประเด็นของปัจจัยภายในประเทศที่มาจากปัญหาความมั่นคงทางการเมืองภายใน มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจในการเข้าร่วมองค์การซีโตเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงสอดคล้องกับคำอธิบายของทฤษฎีที่นำเสนอโดยเดวิด
การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท
การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ในประเทศไทย โดยมีคำถามหลัก 2 ข้อ ประกอบด้วย 1) อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ตัดสินใจอพยพ และ 2) ทำไมผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานผู้นับถือศาสนาคริสต์ จึงเลือกเดินทางมายังประเทศไทย วิธีการดำเนินการวิจัยเน้นการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเดินทางมายังประเทศไทยระหว่าง ปี ค.ศ. 2009-2023 จำนวน 15 คน จากการสัมภาษณ์พบว่า สาเหตุสำคัญของการอพยพ คือ ปัจจัยทางการเมือง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งในชุมชนท้องถิ่น เนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันจนนำไปสู่การฟ้องร้องโทษฐานกระทำความผิดกฎหมายดูหมิ่นศาสนา และยังพบว่าสาเหตุที่ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์เลือกเดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากผู้แสวงหาที่พักพิงอาศัยเครือข่ายทางสังคม เครือข่ายศาสนา และเครือข่ายความเป็นคนบ้านเดียวกันในการอพยพ เครือข่ายเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้แสวงหาที่พักพิง รวมถึงกลุ่มประชาสังคม องค์กรศาสนา หน่วยงาน INGOs และมิชชั่นนารี มีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือผู้แสวงหาที่พักพิง โดยมีการพึ่งพาซึ่งกันและกันในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ “ผู้อุปภัมถ์และผู้พึ่งพา” (Patron and Client) สร้างผลประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย