Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

International Relations Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 61 - 90 of 255

Full-Text Articles in International Relations

มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11, กนก ดีทองคำ Jan 2023

มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11, กนก ดีทองคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษา เรื่องมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11 โดยมุ่งศึกษาอิทธิพลของเหตุการณ์ 9/11 ที่ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทย โดยใช้กรอบการวิเคราะห์ คือ 1.แนวคิดทุนนิยมหายนะ (Disaster Capitalism) 2. แนวคิดการทำให้เป็นอเมริกัน (Americanization) เป็นกรอบแนวคิดหลัก โดยผู้วิจัยพบว่าหลังเหตุการณ์ 9/11 ทำให้เกิดบรรทัดฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนแบบสากลที่เข้มงวดขึ้นโดยองค์การการบินระหว่างประเทศ (ICAO) เป็นผู้กำกับดูแล อีกทั้งทำให้เกิดหน่วยงานที่มีบทบาทที่สำคัญอย่าง Transportation Security Administration (TSA) ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีอิทธิพลต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศส่งต่อมายังสำนักงานการบินเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จาการวิจัยยังพบว่าความเชื่อมโยงของ ICAO และ TSA ที่มีต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยทำ้ให้เกิด กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่ซับซ้อนยากต่อการปฏิบัติตาม และส่งผลให้เกิดการลงทุนอย่างมหาศาลด้านการักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนและเป็นช่องว่างให้เกิดการหากินกับหายนะ พร้อมทั้งมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยในการบินพลเรือนทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายของการปรับใช้มาตรการตามแบบแผนของสหรัฐอเมริกา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่สหรัฐฯ ทำให้ประเทศไทยต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความปลอดภัยของตน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลีกเลี่ยงการถูกจำกัดหรือยกเลิกเที่ยวบินจากประเทศไทยสู่สหรัฐฯ


ทุนจีนสีเทากับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของไทยในช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565, ปาลิตา รักษ์ชน Jan 2023

ทุนจีนสีเทากับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของไทยในช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565, ปาลิตา รักษ์ชน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับทุนจีนสีเทาว่าส่งผลกระทบอย่างไรต่อการเพิ่มขึ้นของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในไทยช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565 เนื่องจากปัจจุบันปัญหาธุรกิจสีเทาของ นักลงทุนชาวจีนได้กำลังแผ่ขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก และก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ตามมาอีกมากมายซึ่งประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับปัญหาทุนจีนสีเทานี้ด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากข่าวสารที่สื่อหลายสำนักพยายามตีแผ่เรื่องราวของทุนจีนที่กำลังฝังรากลึกในไทย รวมถึงข่าวการถูกจับกุมของแก๊ง ชาวจีนที่เข้ามาลงทุนธุรกิจผิดกฎหมายในไทย เป็นต้น การดำเนินธุรกิจสีเทาของจีนกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจึงเป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจ โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเกิดธุรกิจสีเทาของจีนในไทย และผลกระทบของทุนจีนสีเทาต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในไทยช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565 จากการศึกษาพบว่าทุนจีนสีเทาอาศัยนโยบายขยายตัวของรัฐบาลจีน เช่น Going Out Policy และ One Belt One Road ประกอบกับโลกาภิวัฒน์ที่นำพาโลกสู่การเชื่อมโยงและมีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น แต่ก็แฝงมาด้วยกระแสลบ (negative flow) อย่างทุนจีนสีเทานี้ที่นำมาซึ่งธุรกิจที่ผิดกฎหมายและแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความอ่อนแอทางด้านเศรษฐกิจและการบังคับใช้กฎหมาย จึงเป็นการช่วยเพิ่มการเติบโตของธุรกิจที่ผิดกฎหมายของ ทุนจีนสีเทาโดยไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับประเทศต้นทางอย่างแท้จริง อีกทั้งยังนำมาซึ่งปัญหาอาชญากรรมอีกมากมาย ในสารนิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งให้เห็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติทางด้านยาเสพติดรวมถึง การฟอกเงิน ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง


การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกา ระหว่าง ค.ศ. 2018 – 2019 :นัยต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก, พิชญา จุลวุฒิ Jan 2023

การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกา ระหว่าง ค.ศ. 2018 – 2019 :นัยต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก, พิชญา จุลวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการพัฒนาและทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ในช่วงปี ค.ศ.2017 ทำให้เกิดการยั่วยุและข่มขู่ทั้งโดยท่าทีและวาจาระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และคิม จอง อึน มาตลอดระยะเวลา 1 ปี ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ปลอดภัยของสหรัฐฯ และมีสถานการณ์รุนแรงขึ้นซึ่งอาจนำไปสู่สงครามได้ในอนาคต ทำให้สหประชาชาติ (UN) มีมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม และต่อมาได้มีการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ - สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2018 - 2019 ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาถึงปัจจัยและแรงผลักดันที่ทำให้เกิดการประชุมดังกล่าว ตลอดจนผลกระทบที่ส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยผู้วิจัยใช้ทฤษฎี Neoclassical Realism มาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ โดยทฤษฎีได้กล่าวถึงความสำคัญของปัจจัยภายในรัฐ ผลประโยชน์ของผู้นำไปจนถึงตัวแสดงในการเมืองภายในของรัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อนำทฤษฎี Neoclassical Realism มาใช้ประกอบการวิเคราะห์แล้ว ผู้วิจัยพบว่าการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ - สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2018 - 2019 เกิดจากตัวผู้นำอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการสร้างผลงานและความแปลกใหม่ในฐานะประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ที่เข้าเจรจากับผู้นำเกาหลีเหนือ เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนรวมถึงความสนใจจากสื่อทั้งภายในรัฐตลอดจนเวทีโลก ทั้งนี้ การประชุมที่เกิดขึ้นยังมีนัยต่อความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออก รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวทีโลกอีกด้วย


นโยบายต่างประเทศของไทยในการจัดการชายแดน ไทย - กัมพูชา: กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้วช่วงปี พ.ศ. 2565 - 2566, ศศิชา คงคา Jan 2023

นโยบายต่างประเทศของไทยในการจัดการชายแดน ไทย - กัมพูชา: กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้วช่วงปี พ.ศ. 2565 - 2566, ศศิชา คงคา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาเส้นเขตแดนไทย - กัมพูชา เป็นปัญหาสำคัญที่มีมาอย่างยาวนาน โดยสาเหตุมาจากการยึดถือแผนที่คนละฉบับที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน รวมถึงการที่หลักเขตแดนชำรุด สูญหาย และถูกเคลื่อนย้าย ทำให้ไม่สามารถหาจุดปักปันเขตแดนเดิมได้ ส่งผลกระทบและความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนตามแนวชายแดน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการใด ๆ หรือก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างได้ ทั้งนี้ฝ่ายกัมพูชาได้มีการละเมิดบันทึกข้อตกลง MOU 2543 โดยได้มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ สร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร และทำเกษตรกรรม ซึ่งการแก้ไขปัญหาของไทยคือการประท้วงโดยกระทรวงการต่างประเทศ สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุระสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดการรุกล้ำเขตแดนไทยของกัมพูชา และศึกษานโยบายการแก้ไขปัญหาของไทยต่อการละเมิดเส้นเขตแดนของกัมพูชา รวมถึงศึกษาผลกระทบด้านความมั่นคงระหว่าง ไทย - กัมพูชา ผลการวิจัยพบว่า ไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเรื่องการจัดการชายแดนไทย - กัมพูชา โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหลัก อีกทั้งยังมีกลไกในการแก้ปัญหาผ่านการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อเจรจาและหาข้อตกลงในการสำรวจและจัดทำเส้นเขตแดน รวมถึงการเคารพบันทึกข้อตกลง MOU 2543 เนื่องจากการแก้ไขปัญหาอย่างไม่ถูกต้องย่อมนำไปสู่ผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงมากยิ่งขึ้น เพื่อรักษาแผ่นดินไทยโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เอื้ออำนวยต่อการเดินทางและความร่วมมือของประชาชนตามแนวชายแดน


Eu-Turkey Deal กับการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยของสหภาพยุโรปในตุรกี, ศรันรัตน์ แสนกิ่ง Jan 2023

Eu-Turkey Deal กับการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยของสหภาพยุโรปในตุรกี, ศรันรัตน์ แสนกิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิกฤตผู้ลี้ภัยปี 2015 ทำให้สหภาพยุโรปต้องมีนโยบายจัดการกับผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามายังเขตแดนของตน ผ่านการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศที่สามผ่านการการเจรจานโยบายระดับทวิภาคีหรือระดับภูมิภาค นำมาซึ่งการจัดทำข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและตุรกี หรือ EU-Turkey Deal ในปี 2016 เพื่อลดจำนวนผู้ลี้ภัยและผู้อพยพที่มีการย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติและผิดกฎหมายจากกรีซกลับไปยังตุรกี โดยสหภาพยุโรปจะให้ความช่วยเหลือทางการเงิน สิทธิพิเศษทางวีซ่าของพลเมืองตุรกี และผลักดันการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปของตุรกี ดังนั้น สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาว่า EU-Turkey Deal มีนัยยะสำคัญทางการเมืองต่อการจัดการผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนระหว่างตุรกีและสหภาพยุโรปอย่างไร โดยจะวิเคราะห์ด้วยแนวทางการผลักดันนโยบาย Externalization ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การเมืองในยุโรปมีอิทธิพลต่อการจัดการผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะพรรครัฐบาลฝ่ายขวาที่มีนโยบายต่อต้านผู้ลี้ภัย และสหภาพยุโรปมีการใช้ประโยชน์จากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของตุรกีในฐานะประเทศทางผ่านของภูมิภาค และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม เพื่อผลักดันความรับผิดชอบต่อประเด็นผู้ลี้ภัยแก่ประเทศซีกโลกใต้เช่นตุรกี ทั้งในด้านการผลักภาระในการตัดสินใจส่งผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศที่สามและการส่งกลับประเทศ การผลักความรับผิดชอบในการละเมิดสิทธิมนุษยชนบริเวณชายแดนและศูนย์ส่งกลับผู้ลี้ภัย/ศูนย์กักกันของตุรกี และการเพิ่มศักยภาพควบคุมชายแดนของสหภาพยุโรป ดังนั้น บทบาทของสหภาพยุโรปในการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยในตุรกีแสดงให้เห็นถึงนโยบายที่มุ่งเน้นไปที่การปิดกลั้นพรมแดนมากกว่าการส่งเสริมพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย


นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ Jan 2023

นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาและวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ตลอดจนเสด็จประพาสยุโรป ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงล่าอาณานิคมจักรวรรดิชาติตะวันตก สยามเองถูกภัยคุกคามจากประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาล่าอาณานิคมในแถบอินโดจีนได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เป็นกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเหนือดินแดนด้านตะวันออกของสยามบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าวนำไปสู่กรณีพิพาทที่มีการใช้กำลัง แม้ว่าความขัดแย้งเรื่องดินแดนแถบแม่น้ำโขงนั้นไม่ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นสงคราม แต่ถือเป็นความท้าทายความมั่นคง ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 เปลี่ยนแปลงประเทศให้มีความทันสมัย รวมไปถึงดำนเนินนโยบายต่างประเทศแบบเชิงรุกเสด็จประพาสต่างประเทศได้แก่ ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในอาณานิคมของมหาอำนาจประเทศในยุโรป เพื่อให้สยามมีสถานะในระบบสังคมโลก และเป็นที่รู้จักรวมไปถึงไปดูความเจริญที่เกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรปและนำมาปรับให้ในสยาม ไม่ให้ประเทศใดอ้างความล้าหลังในการเข้ามายึดครองได้ โดยการวิจัยนี้ใช้กรอบแนวคิดสำนักอังกฤษ (English School) มาใช้ในการวิเคราะห์งานวิจัย


ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์ Jan 2023

ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 ถึงแม้ว่า หลังจากการรัฐประหาร ฮุน เซน จะถูกมองว่าขาดความชอบธรรมทางการเมือง ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร จึงทำให้ ฮุน เซน ดำเนินนโยบายต่างประเทศเอนเอียงเข้าหาจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศแรกที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกัมพูชา จีนให้ความชอบธรรม ให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และให้การสนับสนุนระบบอุปถัมภ์ของ ฮุน เซน ซึ่งการช่วยเหลือของจีนมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อกัมพูชา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีนใกล้ชิดกันมากขึ้น ผลจากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 แบ่งออกเป็น ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1) แรงกดดันจากนานาชาติ และ 2) ท่าทีของประเทศที่ยอมรับรัฐบาล ฮุน เซน และ ปัจจัยภายใน ได้แก่ 1) การรักษาความชอบธรรมทางการเมือง 2) การกำจัดคู่แข่งทางการเมือง และ 3) การพึ่งพาจีนเพื่อเสริมสร้างผลประโยชน์ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของ ฮุน เซน โดยสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้นโยบายของกัมพูชาเอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น


นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ Jan 2023

นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันเนื่องมาจากการมีประวัติศาสตร์ร่วมกันตั้งแต่ในอดีต ความคล้ายคลึงกันทางอุดมการณ์ และความใกล้ชิดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเย็นความสัมพันธ์ ทั้ง 2 ประเทศ เรียกได้ว่าเป็นการขึ้นต่อกัน (Interdependence) ซึ่งมีลักษณะของการร่วมมือและการแข่งขัน สารนิพนธ์ฉบับนี้จะสำรวจมิติต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ดังกล่าว และปัจจัยในการดำเนินนโยบายของเวียดนามต่อจีน เวียดนามและจีนมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ทั้ง 2 ประเทศมีความเกี่ยวพันกันมาหลายศตวรรษ โดยจีนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีช่วงของความขัดแย้งและความตึงเครียดเป็นระยะ ๆ รวมถึงข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนใต้ที่ยังดำเนินอยู่ การสิ้นสุดของสงครามเย็นส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีน เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายและสหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจเดี่ยว ทั้งเวียดนามและจีนต้องทบทวนลำดับความสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศ การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีนในยุคหลังสงครามเย็น ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และวัฒนธรรม แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ยังมีความท้าทายและความตึงเครียดสำคัญที่ต้องบริหารจัดการ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนยังคงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ พลวัตความมั่นคงในภูมิภาค และอิทธิพลของประชาชน การจัดการความสัมพันธ์นี้จะต้องอาศัยการทูตอย่างระมัดระวัง การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ และความเต็มใจในการมีส่วนร่วมการเจรจาและความร่วมมือ แม้ในยามที่เผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้ง


การส่งเสริมบทบาทและสถานะไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน, ธนกฤษ เกตุเนตร Jan 2023

การส่งเสริมบทบาทและสถานะไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน, ธนกฤษ เกตุเนตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ซึ่งจากการศึกษาการดำเนินนโยบายดังกล่าวที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักการจีนเดียว (One China policy) ของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ที่หวังจะรวมไต้หวันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจีน เป็นเหตุให้ไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน จำเป็นต้องดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศและการรักษาอธิปไตยของไต้หวัน อีกทั้งเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐภายนอก โดยประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ได้มีการดำเนินนโยบายเพื่อการส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศเพื่อให้สังคมเกิดความแตกต่างจากความเป็นจีน ผ่านนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound policy) โดยมีวัตถุประสงค์พัฒนาความร่วมมือและเพื่อให้ไต้หวันกลับมามีบทบาทในการพัฒนาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเอเชียใต้ผ่านดำเนินนโยบายผ่านการพัฒนาบุคคลให้เป็นศูนย์กลาง (people-centered) เพื่อพัฒนาทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคผ่านกรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีและพหุภาคีทั้ง 4 รูปแบบได้แก่ 1) การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 2) การแลกเปลี่ยนทักษะและองค์ความรู้ระหว่างกันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3) การแบ่งปันทรัพยากร รวมถึงค่านิยมและวัฒนธรรมความเป็นไต้หวันเพื่อให้เกิดความร่วมมือ 4) สร้างความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อให้ไต้หวันสามารถมีอำนาจต่อรองในภูมิภาคและสร้างการยอมรับจากเวทีระหว่างประเทศอีกทั้งเพื่อรักษาสถานะเดิมของไต้หวันและถ่วงดุลอำนาจจีน


การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ของจีนในประเทศกำลังพัฒนาผ่านข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt And Road Initiative : Bri), นันท์นภัส ภัทรอังกูร Jan 2023

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ของจีนในประเทศกำลังพัฒนาผ่านข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt And Road Initiative : Bri), นันท์นภัส ภัทรอังกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจีนในประเทศในแอฟริกา โดยจะชี้ให้เห็นว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการส่งออกโมเดลจีน (China Model) ให้กับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นการส่งเสริมฉันทามติปักกิ่ง (Beijing Consensus) อันเป็นแนวคิดการพัฒนาที่แตกต่างจากฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus) เพื่อส่งเสริมการผงาดขึ้นของจีน (Rise of China) ในระบบระหว่างประเทศ ซึ่งจีนได้ส่งออกเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนผ่าน BRI และ DSR และขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะดังกล่าวภายใต้โครงการเมืองที่ปลอดภัย (Safe Cities) ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐเป็นหลัก โดยสนับสนุนการลงทุนเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนผ่านบริษัทข้ามชาติสัญชาติจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Huawei ที่มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปลงทุนและดำเนินการด้านเทคโนโลยีในการสอดส่องเมือง ทำให้เมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนเต็มไปด้วยการใช้เทคโนโลยีเมืองเพื่อสอดส่องผู้อยู่อาศัยภายในเมืองจากรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลจีน ซึ่งการส่งออกแนวคิดการพัฒนาเมืองดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าจีนพยายามแสวงหาและสร้างการยอมรับการเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนกับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกาที่โมเดลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจีนได้รับการยอมรับไปปรับใช้กับรัฐบาลในแอฟริกาอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพและบทบาทของจีนในการแข่งขันทางอำนาจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจในทิศทางที่จีนพอใจมากขึ้นในระดับโลก


ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง: กรณีศึกษาไทย - กัมพูชา, ปิยพัชร เหล่าสมบัติ Jan 2023

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง: กรณีศึกษาไทย - กัมพูชา, ปิยพัชร เหล่าสมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ผ่านโครงการต่างๆ ภายใต้กรอบ ACMECS ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและน่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา เพราะประเทศไทยกับกัมพูชา เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน มีแนวเขตแดนที่ติดกัน ทำให้ทั้ง 2 ประเทศมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และรูปแบบการดำรงชีวิตของประชาชนที่คล้ายคลึงกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้ประชาชนไทยกับกัมพูชามีความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นอย่างดี และไทยกับกัมพูชาก็ได้มีกรอบความร่วมมือหรือยุทธศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยสารนิพนธ์นี้ผู้เขียนได้นำกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) มาเป็นกรณีศึกษา โดยไทยเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้นมา ในสมัยรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และหลังจากได้มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีตามยุคสมัย จนถึงสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทำให้ความมุ่งหมายของนโยบายต่างประเทศของไทยย่อมปรับเปลี่ยน ผู้เขียนจึงสนใจที่จะศึกษาว่าโครงการต่างๆ ระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบ ACMECS นี้ มีโครงการใดที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และน่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย-กัมพูชา โดยผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร รายงาน วิทยานิพนธ์ ข่าวสาร และบทความวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล โดยผลการวิจัยพบว่า ทั้งไทยและกัมพูชาต่างให้ความสำคัญกับกรอบ ACMECS โดยมีโครงการที่เป็นรูปธรรม บรรลุวัตถุประสงค์ของกรอบ ACMECS และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง


อาเซียนกับความมั่นคงทางพลังงาน, วโรตม์ ชอินทรวงศ์ Jan 2023

อาเซียนกับความมั่นคงทางพลังงาน, วโรตม์ ชอินทรวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษากลไกความร่วมมือทางพลังงานของอาเซียน เพื่อจัดการกับปัญหาความขาดแคลนทางพลังงาน เพื่อไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคอาเซียน การวิเคราะห์บทบาทตัวแสดงที่สำคัญที่มีส่วนต่อการพึ่งพาอาศัยอันนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินนโยบายที่มีส่วนสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผลวิจัยพบว่าอาเซียนจำเป็นต้องขยายความร่วมมือทางพลังงาน เพื่อจัดการกับปัญหาความขาดแคลนทางพลังงาน และมุ่งไปสู่ความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งมีลักษณะการพึ่งพาอาศัยกันอย่างสลับซับซ้อน (Complex Interdependence) มากยิ่งขึ้นโดยมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ประการแรก มีช่องทางการปฏิสัมพันธ์และตัวแสดงที่หลากหลายในความร่วมมือ ทั้งบทบาทของรัฐ เอกชน และปัจเจกบุคคล ประการที่สอง ความมั่นคงประกอบไปด้วยประเด็นที่หลากหลายรอบด้านมากกว่าทางการทหาร และความมั่นคงทางพลังงานก็เป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน และประการที่สาม การพึ่งพาอาศัยอย่างสลับซับซ้อน ทำให้มีรัฐเข้าสู่ข้อขัดแย้งที่อาจเกิดการใช้กำลังน้อยลง ส่งเสริมการเกิดสันติภาพขึ้นในภูมิภาคผ่านการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่อาเซียนยังต้องร่วมกันแก้ปัญหา และปรับตัวให้ทันกับประเด็นความท้าทายต่อความมั่นคงทางพลังงานในยุคปัจจุบัน


นโยบายต่างประเทศของจีน ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้, ศิวลักษณ์ ไล้เลิศ Jan 2023

นโยบายต่างประเทศของจีน ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้, ศิวลักษณ์ ไล้เลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษางานนี้ต้องการชี้ให้เห็นนโยบายต่างประเทศของจีนในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ดำเนินการต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นปัจจัยหลักหรือไม่ ที่ทำให้จีนเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ดังเช่นที่ผ่านมา โดยเลือกพิจารณาเหตุการณ์ตั้งแต่ นายสี จิ้นผิง เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของจีนจนถึงปัจจุบัน นโยบายต่างประเทศจีนต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบว่าบทบาทของสหรัฐในฐานะเป็นประเทศภายนอกภูมิภาค ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวกับข้องกับข้อพิพาททะเลจีนใต้โดยตรง แต่สหรัฐเลือกที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาค ทั้งทางด้านความร่วมมือทางการทูต ทางทหาร เป็นต้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้จีนมีปฏิกิริยาที่ตอบโต้ในข้อพิพาททะเลจีนใต้ก้าวร้าวมากขึ้น และจีนมองว่าสหรัฐเป็นปัจจัยหลักที่จะเข้ามาแทรกแซงการขยายอำนาจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของจีน และลดความเชื่อมั่นในของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีต่อจีน จีนจึงเลือกที่จะเพิ่มกำลังทหารในทะเลจีนใต้ แสดงความเป็นมหาอำนาจในพื้นที่ทะเลจีนใต้โดยการสร้างเกาะเทียม และฝึกซ้อมรบต่างๆ เพื่อแสดงศักยภาพในภูมิภาค และเพื่อลดทอนอำนาจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย เพื่อจุดประสงค์สุดท้ายแล้วของจีนคือก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจคนใหม่ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ประเทศมหาอำนาจจะแสวงหาโอกาสที่จะให้ได้มาซึ่งการมีอำนาจเหนือคู่แข่งของตน และรัฐมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การครองความเป็นเจ้า ความเป็นมหาอำนาจ (hegemony) หรือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อให้เป็นอิสระจากรัฐอื่น และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจจึงถูกกำหนดให้เป็นรูปแบบของการแข่งขันด้านความมั่นคงอยู่ตลอด รัฐจึงต้องขยายอำนาจทางการทหาร เศรษฐกิจและภูมิศาสตร์เพื่อเพิ่มความมั่นคงของรัฐ จึงสามารถที่จะอธิบายเหตุผลที่จีนเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศดังกล่าวได้ด้วยทฤษฎี offensive realism เพื่ออธิบายการแสดงออกของชาติมหาอำนาจและรัฐอื่นๆ ในระบบการเมืองระหว่างประเทศ


ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข Jan 2023

ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ส่งผลอย่างไรต่อยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่มีเป้าหมายคือการรักษาสมดุลของอำนาจในทะเลจีนใต้ โดยใช้กรอบทฤษฎีสัจ-นิยมเชิงป้องกันมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ปัจจัยการปรับทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ผ่านระบบพันธมิตรที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลจีนใต้เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ โดยการขยายอิทธิพลของจีนดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิของฟิลิปปินส์ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ นำมาซึ่งความต้องการของฟิลิปปินส์ที่จะรักษาอาณาเขตของฟิลิปปินส์และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาร์กอส จูเนียร์ ปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงโดยอาศัยการถ่วงดุลอำนาจทั้งจากภายในและภายนอก อาทิ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการรวมกลุ่มพันธมิตรอย่างการกลับมากระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสมดุลของอำนาจในอนาคต ฟิลิปปินส์ควรสร้างสมดุลให้มากขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือกับมหาอำนาจระดับกลางอย่างอินเดียและการผลักดันการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ภายใต้กรอบกลไกของอาเซียน


การลงทุนของจีนผ่านข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Bri) ในกัมพูชา : กรณีศึกษา โครงการดาราสาครในมิติด้านความมั่นคง, ธันยพร สมศรี Jan 2023

การลงทุนของจีนผ่านข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Bri) ในกัมพูชา : กรณีศึกษา โครงการดาราสาครในมิติด้านความมั่นคง, ธันยพร สมศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษางานชิ้นนี้ต้องการนำเสนอให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนที่นำโครงการข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) มาใช้ในการเชื่อมจีนกับนานาประเทศทั่วโลก ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงขยายการลงทุน โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานในการส่งออกกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกันจีนก็ได้พัฒนาขีดความสามารถทางทหาร รวมถึงอาวุธยุทโปกรณ์ เห็นได้จากงบประมาณด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี แสดงให้เห็นถึงการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจของจีนทางเศรษฐกิจและการเมืองความมั่นคงควบคู่กันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานที่จีนไปสร้างตามจุดยุทธศาสตร์เส้นทางการเดินเรือ ด้วยการออกแบบทำให้สามารถรองรับการใช้ประโยชน์ได้สองทางทั้งในเชิงพาณิชย์และการทหาร ทั้งนี้ โครงการดาราสาครของกัมพูชาเป็นหนึ่งในโครงการ BRI ที่สำคัญ ตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันระหว่างจีนและประเทศสมาชิกในอาเซียน แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามมิติด้านความมั่นคงไปได้ เนื่องจากภายในมีทั้งท่าเรือน้ำลึก สนามบิน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งมีศักยภาพในการรองรับกองทัพจีน โดยเหมาะแก่การเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการวางกองกำลังทหารและใช้สถานที่ดังกล่าวไปในภารกิจปกป้องเส้นทางการเดินเรือได้ ที่สำคัญ หากในอนาคตกัมพูชามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถมีกองทัพต่างประเทศตั้งอยู่ภายในประเทศได้ โครงการดาราสาครอาจกลายเป็นฐานทัพแห่งที่สองในต่างประเทศของจีน นอกจากฐานทัพต่างประเทศแห่งแรกของจีนที่ประเทศจีบูติ


ความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนาม, นวพร เกตุคง Jan 2023

ความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนาม, นวพร เกตุคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ ศึกษาความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนามผ่านมุมมองทฤษฎีระบบโลกของอิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ สำหรับการวิเคราะห์ว่าเพราะอะไรเวียดนามยังไม่สามารถขยับไปสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ แม้เวียดนามจะมีการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนเพื่อยกระดับสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง จากการศึกษาพบว่าเวียดนามมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการยกระดับสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง อย่างไรก็ตามการเข้ามาลงทุนของต่างชาติส่งผลให้เวียดนามมีบทบาทเป็นฐานการผลิตให้แก่ผลิตภัณฑ์ของบรรษัทข้ามชาติของประเทศมหาอำนาจหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว นำไปสู่การมีบทบาทของนายทุนในระบบเศรษฐกิจของเวียดนามก่อให้เกิดระบบทุนนิยม การเกิดชนชั้นนายทุนและแรงงาน การขูดรีดผลประโยชน์ ความเหลื่อมล้ำ และการได้รับผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมกันตามบทบาทการแบ่งงานกันทำในระบบโลก ซึ่งนายทุนย่อมได้รับผลประโยชน์สูงสุดในการลงทุน ดังนั้น บทบาทของประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามทำให้เกิดความท้าทายและความตึงเครียดต่อการพัฒนาศักยภาพของเวียดนามให้หลุดออกจากรายได้ปานกลางระดับต่ำ


การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย, พรพิมล แก้วแท้ Jan 2023

การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย, พรพิมล แก้วแท้

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันกิจการอวกาศมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และยังเป็นส่วนหนึ่งในพลังอำนาจสำคัญที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้หลากหลายมิติ โดยเฉพาะในงานด้านความมั่นคงที่ใช้อวกาศเป็นหนึ่งในสนามรบสมัยใหม่เพื่อแสวงหาประโยชน์ กองทัพบกเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ได้นำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ในงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย เพื่อให้รับกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อใช้ในงานด้านความมั่นคงโดยเฉพาะในงานข่าวกรอง ลาดตระเวน และการเฝ้าตรวจบริเวณชายแดน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์บุคลากรในกองทัพบกที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศ โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีอวกาศถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง เพื่อการปกป้องตนเองจากภัยคุกคาม และเป็นการแสดงให้เห็นว่ากองทัพบกได้พัฒนารูปแบบการรบให้มีศักยภาพในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมทุกมิติ


การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง Jan 2023

การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงเหตุผลเบื้องหลังการที่จีนยืนหยัดที่จะใช้การอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ (South China Sea: SCS) ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายต่างประเทศของจีนกับการเมืองภายในประเทศและยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การยืนหยัดในสิทธิทางประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึกนี้เป็นหัวใจสำคัญของท่าทีที่เด็ดขาดของจีนในภูมิภาค ทั้งยังสะท้อนถึงความทะเยอทะยานในภูมิรัฐศาสตร์ของจีนที่ขยายตัวอีกด้วย งานวิจัยนี้จึงแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลักที่อธิบายมุมมองต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงเหตุผลและปัจจัยของการอ้างสิทธิ์ของจีนอย่างยาวนาน และศึกษาวิวัฒนาการของนโยบายต่างประเทศจีนที่เกี่ยวข้องกับทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดกับฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆในข้อขัดแย้ง ที่จีนยังคงใช้เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนอธิปไตยของตน แม้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการในปี 2016 จะยืนยันว่าข้อเรียกร้องของจีนขัดต่อกฎหมายทะเลของสหประชาชาติ แต่จีนก็ยังยึดมั่นในข้ออ้างของตนอย่างแข็งกร้าว นำไปสู่การศึกษาการเมืองภายในของจีนตั้งแต่ยุคการเปลี่ยนผ่านผู้นำของจีนอย่างหูจิ่นเทาจนถึงสมัยยุคปัจจุบันของสีจิ้นผิง โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์และยุทธวิธีทางการเมืองของผู้นำจีนคนปัจจุบันที่มุ่งรวมอำนาจโดยเชื่อมโยงการเมืองภายในกับนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวในทะเลจีนใต้ การกระทำเชิงรุกที่อ้างสิทธิเหนือดินแดนนี้แสดงถึงความพยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของจีนภายในประเทศและยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำของสีจิ้นผิง ผ่านการปลุกกระแสชาตินิยมและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างการสนับสนุนจากสาธารณชนและเสริมสร้างฐานอำนาจ กลยุทธ์นี้สะท้อนท่าทีของนโยบายต่างประเทศจีนที่ไม่ยอมถอยในประเด็นทะเลจีนใต้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติก็ตาม โดยสรุปสารนิพนธ์นี้จึงสรุปถึงปัจจัยของการยืนยันในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ทางทะเลจีนใต้จากประโยชน์ที่จีนได้รับ เช่น การควบคุมทรัพยากรทางทะเล การใช้ลัทธิชาตินิยมเพื่อรวบรวมการสนับสนุนจากสาธารณชน และการรักษาเสถียรภาพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้นำจีนใช้เพื่อรวมอำนาจ สารนิพนธ์นี้ผสานการวิเคราะห์ระหว่างนโยบายต่างประเทศ การเมืองภายใน และยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมว่าทำไมจีนยังคงยืนหยัดในข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ของตนในทะเลจีนใต้ โดยแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยภายในและความทะเยอทะยานระหว่างประเทศของจีนที่ทำให้ข้อเรียกร้องนี้ยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อไป


บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล Jan 2023

บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษา บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย โดยอธิบายการสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะสร้างบรรทัดฐานแล้ว องค์การระหว่างประเทศยังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตาม ประเทศที่นำบรรทัดฐานเหล่านี้ไปปฏิบัติจะต้องพบเจอกับการปะทะระหว่างบรรทัดฐานเดิมกับบรรทัดฐานใหม่ รวมถึงการถกเถียงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สารนิพนธ์ฉบับนี้เน้นวิเคราะห์อิทธิพลขององค์การระหว่างประเทศในฐานะผู้สร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศต่อการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย จากการศึกษาพบว่า บรรทัดฐานระหว่างประเทศซึ่งได้รับการผลักดันโดยองค์การอนามัยโลกก่อให้เกิดความสำเร็จในการจัดตั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มงวด แต่ผลลัพธ์ของการนำนโยบายที่เข้มงวดมาบังคับใช้กลับไม่ได้มีประสิทธิภาพดังที่หน่วยงานสาธารณสุขคาดหวังไว้ ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องการเพิ่มระดับความเข้มงวดในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพยายามดังกล่าวอาจมองได้ว่าใช้ต้นทุนมากจนเกินไป และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังอาจขัดกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศในด้านอื่น โดยเฉพาะด้านการค้า ทั้งนี้ช่วงทศวรรษ 2020 ปัญหาเรื่องนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกทำให้เป็นประเด็นการเมือง ปรากฏเห็นด้วยว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มคัดค้านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาภายในประเทศ ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องทบทวนความคุ้มค่าของการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกครั้ง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพตามหลัก SAFER เพื่อหามาตรการที่คุ้มทุนและมีประสิทธิผล การนำหลัก SAFER มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศจะหยั่งผลได้ดีกว่าเพื่อส่งเสริมทั้งการสาธารณสุขและเศรษฐกิจ


การฝึกร่วมและผสมกองทัพอากาศไทยในฐานะเครื่องมือการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทความขัดแย้งของมหาอำนาจ, พิชญ์ ชูกิจคุณ Jan 2023

การฝึกร่วมและผสมกองทัพอากาศไทยในฐานะเครื่องมือการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทความขัดแย้งของมหาอำนาจ, พิชญ์ ชูกิจคุณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้ศึกษาการใช้การฝึกร่วม/ผสมกองทัพอากาศไทยเป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิธีการที่กองทัพอากาศไทยดำเนินการฝึกร่วม/ผสมกับสหรัฐอเมริกาและจีน ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองชาติมีความขัดแย้งกัน และสำรวจว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยอย่างไร ในบริบทที่ทั้งสองมหาอำนาจพยายามที่จะขยายอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การศึกษาใช้ทฤษฎีทางเลือกอย่างสมเหตุสมผล (Rational-Choice Theory) และการทูตทางทหาร (Defense Diplomacy) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินการด้านการฝึกร่วม/ผสมในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงทางทหาร ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการฝึกร่วม/ผสมช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสมดุลทางอำนาจและลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งของมหาอำนาจได้ แต่ในทางกลับกัน การดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเชิงลบได้หากขาดความระมัดระวัง ดังนั้นกองทัพอากาศไทยจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบตามปัจจัยและบริบทความมั่นคงของไทยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบและการสูญเสียผลประโยชน์ในระยะยาว


ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน, วริศรา สีน้ำเงิน Jan 2023

ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน, วริศรา สีน้ำเงิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง “ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความท้าทายและอุปสรรคในการประสานงานระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยและองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ในกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองการต่างประเทศ ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค และการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าความท้าทายหลักในการทำงานร่วมกันระหว่างสององค์กรในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือการยึดถือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างรัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ อุปสรรคเกิดจากความแตกต่างของระบบกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันทำให้การประสานงานระหว่างประเทศต้องใช้เวลามาก และรัฐอื่นจะเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ นอกจากนี้ การพิจารณาด้านสิทธิมนุษยชนยังมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจส่งผู้ร้ายข้ามแดนอีกด้วย ข้อเสนอแนะที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศในการดำเนินงานทางกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อให้การประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ


การดำเนินนโยบายของไทยต่อรัสเซียหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน, ศุภิสรา ศิลปวรนันท์ Jan 2023

การดำเนินนโยบายของไทยต่อรัสเซียหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน, ศุภิสรา ศิลปวรนันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 18 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองภายใน จึงทำให้รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ต้องแก้ปัญหาการเมืองภายในประเทศ ในขณะเดียวกันต้องกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศต่อนานาประเทศ ที่เป็นผลจากเหตุการณ์ภายในประเทศ หนึ่งในนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับรัสเซียภายหลังการล่มสลายจองสหภาพโซเวียต ซึ่งต้องฟื้นฟูประเทศเช่นเดียวกันเมื่อเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดแง่มุมของการตัดสินใจ (The Decision-Making Approach to the study of International Politics) ของ Richard C. Snyder, H.W. Bruck and Burton Sapin เป็นแนวคิดการวิเคราะห์การตัดสินใจ เพื่ออธิบายปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนโยบายต่างประเทศของไทยต่อรัสเซีย โดยได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร รายงาน หนังสือพิมพ์ วิทยานิพนธ์ ข่าวสาร และบทความวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าในช่วงเวลาของรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อรัสเซียโดยเน้นด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก


การลงทุนของบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าจีน Byd (Build Your Dream) และประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต, สรรค์สรวง ตันติวิธิเวท Jan 2023

การลงทุนของบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าจีน Byd (Build Your Dream) และประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต, สรรค์สรวง ตันติวิธิเวท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เล่มนี้เป็นการศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศในประเด็นการลงทุนของบริษัท BYD (Build Your Dream) ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติจีนที่ได้ลงทุนตั้งฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยผ่านกรอบแนวคิดพาณิชยนิยมใหม่ (Neo-mercantilism) โดยมีระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมระหว่างการศึกษาข้อมูลจากเอกสารวิชาการกับการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่มีส่วนต่อการเข้าใจบริบทการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างผู้บริหารค่ายยานยนต์ไฟฟ้า BYD ในประเทศไทย พร้อมนำข้อมูลที่ได้มาอธิบายประกอบการวิเคราะห์กับข้อมูลจากเอกสารอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ได้รายละเอียดความชัดเจนที่ตรงตามสถานการณ์และบริบทของการลงทุนตั้งฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในไทยของ BYD การศึกษาค้นคว้าพบว่า การลงทุนของ BYD ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าถูกแฝงเอาไว้ด้วยบทบาทของรัฐจีน ผ่านการกำหนดนโยบาย และกำหนดอุตสาหกรรมมุ่งเป้าของตนเอง รวมถึงการส่งออกบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ในฐานะกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ อาศัยช่องโหว่ของความร่วมมือภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองร่วมสมัย กติกาการค้าเสรี รวมถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐกับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของจีนทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์แห่งชาติของจีนอันจะนำไปสู่ของสั่งสมความมั่งคั่งของรัฐ รวมถึงได้สร้างผลกระทบในด้านต่าง ๆ ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและต่อผู้ผลิตรายดั้งเดิมที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตอย่างผู้ผลิตจากญี่ปุ่น รวมถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นในปัจจุบัน


การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ศุภมาส รื่นสำราญ Jan 2023

การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ศุภมาส รื่นสำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่อง การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเหตุปัจจัยที่ทำให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเท่าเทียมในการให้บริการด้านสุขภาพในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การศึกษานี้ใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้เทคนิคการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านกลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของโครงการก่อสร้างและผู้จัดการโครงการก่อสร้าง จำนวน 3 บริษัท ด้วยการคัดเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการทอดทิ้งอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วย รัฐ ระบบทุนนิยม และวัฒนธรรม มีบทบาทสำคัญในกระบวนการที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ภายใต้แนวคิดแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ที่เปลี่ยนคุณค่าของแรงงานข้ามชาติให้กลายเป็นเพียงสินค้าหรือเครื่องมือทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คุ้มครองดูแลและให้สิทธิต่างๆ แก่แรงงานข้ามชาติตามหลักสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในเรื่องการให้บริการทางสุขภาพ เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงทำให้สามารถมองเห็นการถูกละเลยและถูกทอดทิ้งของแรงงามข้ามชาติในไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อแรงงานข้ามชาติเป็นแรงงานกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบก่อนและมากที่สุด แต่กลับเป็นแรงงานกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับการเยียวยาให้ความช่วยเหลือ


การปรับบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลอาเบะ, ณชนก เลียดประถม Jan 2023

การปรับบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลอาเบะ, ณชนก เลียดประถม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามว่า บทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างไรภายใต้รัฐบาลอาเบะ ในช่วงปี 2012 ถึง 2019 และเพราะอะไรจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้น จากการศึกษาพบว่า ภายใต้รัฐบาลอาเบะได้ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นในหลายด้าน เช่น การเพิ่มอำนาจในการใช้อาวุธ การขยายขอบเขตปฏิบัติการในต่างประเทศ และการเพิ่มความร่วมมือทางทหารกับมิตรประเทศ โดยรัฐบาลอาเบะวางยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการส่งเสริมนโยบายสันติภาพเชิงรุก (proactive contributions to peace) รวมถึงการป้องกันแบบ ไร้รอยต่อ (seamless defense) ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ การขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค ปัญหาข้อพิพาทบริเวณหมู่เกาะเซนคากุ และการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง สารนิพนธ์ฉบับชี้ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทของ JSDF สะท้อนยุทธศาสตร์การถ่วงดุลอำนาจโดยละม่อม (soft balancing) ของญี่ปุ่นต่อมหาอำนาจในภูมิภาค รัฐบาลอาเบะมุ่งเสริมสร้างศักยภาพของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญมาตรา 9 และความคิดเห็นของประชาชน


ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช Jan 2023

ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของภาพยนตร์เรื่อง "ฟอร์เรสท์ กัมพ์" ในการประกอบสร้าง สร้างความตระหนักรู้และอัตลักษณ์ทางการเมืองผ่านการฉายภาพ อุดมคติ และค่านิยมให้กับชาวอเมริกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามว่า "Forrest Gump" กำหนดเอกลักษณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็นได้อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิด "วัฒนธรรมสมัยนิยมและอัตลักษณ์ทางการเมือง" และ "บทบาทและวัตถุประสงค์ของภาพยนตร์" การศึกษาพบว่ายุคหลังสงครามเย็นซึ่งถูกมองว่าเป็นยุคแห่งชัยชนะของอเมริกา สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าอเมริกาเป็นชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ดี การไม่มีศัตรูจากภายนอกไม่ได้ทำให้ขวัญกำลังใจของชาติดีขึ้นแต่อย่างใด ประกอบกับความล้มเหลวในสงครามเวียดนามหรือที่เรียกว่า "เวียดนามซินโดรม" ชาวอเมริกันจึงต้องการบางสิ่งบางอย่างเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์กัมพ์ เติมเต็มความต้องการนี้ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ที่เรียบง่ายขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนเรื่องราวที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราวทางศีลธรรมเพื่อสร้างฉันทามติทางสังคมใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายในบริบทของศีลธรรมที่แตกร้าวในโลกยุคหลังสงครามเย็น


Netflix กับการส่งเสริมวัฒนธรรมระดับโลก: Netflix กับกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้, เกตน์สิริ กองสินพิพัฒน์ Jan 2023

Netflix กับการส่งเสริมวัฒนธรรมระดับโลก: Netflix กับกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้, เกตน์สิริ กองสินพิพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเติบโตของกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้ (Korean Wave) ผ่าน Netflix ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่กำลังเติบโตและได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ชมทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของ Netflix ต่อการเติบโตของกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้ ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ ผลการศึกษาพบว่า Netflix คือผู้เปลี่ยนเกมในอุตสาหกรรมโทรทัศน์โลกจากการเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ผู้สมัครสมาชิกสามารถเข้าถึงและรับชมเนื้อหาจากทั่วโลกได้อย่างไม่จำกัด โดย Netflix ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่วงการโทรทัศน์ เช่น การรับชมอย่างต่อเนื่อง (binge-watching) และการรับชมตามความต้องการ (on-demand) รวมถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวกและสร้างประสบการณ์การรับชมที่น่าพึงพอใจให้แก่ผู้ชม และเพื่อสนับสนุนการใช้งานและคุณสมบัติต่าง ๆ ที่แนะนำให้แก่ผู้ใช้งาน Netflix จึงก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเนื้อหาต้นฉบับ (Netflix Originals) โดยเกาหลีใต้เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนสำหรับกลยุทธ์ Localization ที่ Netflix เข้ามาลงทุนและสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตสื่อท้องถิ่นในการสร้างเนื้อหาต้นฉบับในรูปแบบของสื่อวัฒนธรรมเกาหลี รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มในการเผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลีใต้ที่สำคัญ Netflix จึงมีบทบาทเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ นอกจากนี้ บริการและความสะดวกสบายของ Netflix ดึงดูดให้มีผู้ใช้งาน Netflix เป็นจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมข้ามชาติเปิดกว้างมากขึ้น เมื่อเนื้อหาทางวัฒนธรรมถูกเผยแพร่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Netflix จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้กระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้เติบโตมากขึ้นในระดับโลก


ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์ Jan 2023

ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นดำเนินการกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันนำมาสู่การตออบคำถามว่า ญี่ปุ่นในช่วงสมัยรัฐบาลซินโซะ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน มีท่าทีต่อกรอบ UNFCCC อย่างไร? และอะไรเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นมีท่าทีดังกล่าว? โดยใช้ทฤษฎีระบอบระหว่างประเทศ (International Regime Theory) เป็นแนวทางวิเคราะห์ จากการศึกษายังพบว่า ญี่ปุ่นได้มีการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศภายใต้กรอบ UNFCCC เช่น การกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดนโยบายการ ซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ET) การเก็บภาษีคาร์บอน โครงการ Cool Earth 50 การฟื้นฟูนโยบายพลังงานของญี่ปุ่น เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นมีความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ภายใต้กรอบ UNFCCC เนื่องจากปัจจัย อันได้แก่ ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกของญี่ปุ่น ทั้งนี้ญี่ปุ่นยังมีรูปแบบลักษณะของ Neoliberalism หรือทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ซึ่งการดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบกติกา เพื่อนําไปสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกัน งานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญในการเพิ่มความเข้าใจถึงบทบาทและท่าทีของญี่ปุ่นต่อการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกของญี่ปุ่น ในช่วงสมัย รัฐบาลซินโซ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน


การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของประเทศโลกที่ 3 กับมหาอำนาจ : กรณีศึกษาการเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Seato) ของประเทศไทย, อรอนงค์ อุบลมณี Jan 2023

การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของประเทศโลกที่ 3 กับมหาอำนาจ : กรณีศึกษาการเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Seato) ของประเทศไทย, อรอนงค์ อุบลมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาและทำความเข้าใจถึงการเข้าร่วมองค์การซีโตของประเทศไทยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยจะใช้งานวิชาการเข้ามาเปรียบเทียบน้ำหนักระหว่างสภาวะปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน มาพิจารณาร่วมกับทฤษฎีการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรระหว่างวอลต์และเดวิด ซึ่งจากสำรวจงานวิชาการมีความแตกต่างในการอธิบายถึงการเข้าร่วมองค์การซีโตที่แตกต่างกัน จึงนำมาสู่ข้อเสนอทางสมมติฐานถึงการตัดสินใจเข้าร่วมขององค์การซีโตของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น แท้จริงแล้วกังวลต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากสถาวะแวดล้อมภายนอกอย่างเดียวหรือไม่ งานวิจัยนี้ได้นำเสนองานวิชาการที่อธิบายการเข้าร่วมองค์การซีโต รวมถึงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเรื่องการเข้าร่วมเป็นพันธมิตร มาประกอบในการอธิบายสาเหตุของการเข้าร่วมองค์การซีโต โดยวิธีการศึกษานั้นเป็นการวิจัยเอกสารและนำเอาทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาอธิบายควบคู่ไปกับการอธิบายเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ภาพการดำเนินนโยบายดังกล่าวมีความสมบูรณ์ขึ้น จากการศึกษาพบว่า การอธิบายการเข้าร่วมองค์การซีโตของประเทศไทย ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นจากภัยคุกคามคอมมิวนิสต์เพียงประการเดียว แต่ยังมีประเด็นของปัจจัยภายในประเทศที่มาจากปัญหาความมั่นคงทางการเมืองภายใน มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจในการเข้าร่วมองค์การซีโตเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงสอดคล้องกับคำอธิบายของทฤษฎีที่นำเสนอโดยเดวิด


การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท Jan 2023

การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ในประเทศไทย โดยมีคำถามหลัก 2 ข้อ ประกอบด้วย 1) อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ตัดสินใจอพยพ และ 2) ทำไมผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานผู้นับถือศาสนาคริสต์ จึงเลือกเดินทางมายังประเทศไทย วิธีการดำเนินการวิจัยเน้นการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเดินทางมายังประเทศไทยระหว่าง ปี ค.ศ. 2009-2023 จำนวน 15 คน จากการสัมภาษณ์พบว่า สาเหตุสำคัญของการอพยพ คือ ปัจจัยทางการเมือง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งในชุมชนท้องถิ่น เนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันจนนำไปสู่การฟ้องร้องโทษฐานกระทำความผิดกฎหมายดูหมิ่นศาสนา และยังพบว่าสาเหตุที่ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์เลือกเดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากผู้แสวงหาที่พักพิงอาศัยเครือข่ายทางสังคม เครือข่ายศาสนา และเครือข่ายความเป็นคนบ้านเดียวกันในการอพยพ เครือข่ายเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้แสวงหาที่พักพิง รวมถึงกลุ่มประชาสังคม องค์กรศาสนา หน่วยงาน INGOs และมิชชั่นนารี มีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือผู้แสวงหาที่พักพิง โดยมีการพึ่งพาซึ่งกันและกันในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ “ผู้อุปภัมถ์และผู้พึ่งพา” (Patron and Client) สร้างผลประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย