Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 31 - 60 of 255
Full-Text Articles in International Relations
บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980 - 1990, ชัชชญา ศรีเมือง
บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980 - 1990, ชัชชญา ศรีเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งนี้วิเคราะห์บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980–1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เวียดนามรุกรานกัมพูชาและส่งผลต่อความมั่นคงของภูมิภาค โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่องบทบาท (Role Theory) และคุณลักษณะเฉพาะของผู้ตัดสินใจ (Idiosyncratic Variables) พบว่าพลอากาศเอกสิทธิฯ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีบทบาทนำในการผลักดันให้ไทยใช้เวทีอาเซียนสร้างความเป็นเอกภาพ แสวงหาแนวร่วมระหว่างประเทศ และยึดหลักสันติวิธีในการจัดการกับวิกฤตกัมพูชา พร้อมทั้งสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลผสมเขมรสามฝ่ายได้รับการยอมรับจากนานาชาติ นอกจากนี้ บุคลิกภาพ ความซื่อสัตย์ ประสบการณ์ทางทหาร และทักษะการทูตของเขา ล้วนส่งผลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของปัจเจกบุคคลในฐานะผู้ตัดสินใจ และบทบาทของไทยในฐานะผู้นำระดับภูมิภาคที่ส่งเสริมสันติภาพในอินโดจีน
กองทัพอากาศไทยกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กรณีศึกษาการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ, ฐปพล ด่านตระกูล
กองทัพอากาศไทยกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กรณีศึกษาการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ, ฐปพล ด่านตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของกองทัพอากาศไทยในการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ และเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติการและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายของภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมมุติฐานหลักของงานวิจัยนี้เสนอว่า การพัฒนาสมรรถนะของการอพยพคนไทยออกจากสถานการณ์วิกฤตในต่างประเทศขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ บริบทที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์วิกฤต กรอบกฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการอพยพคนในภาวะสงครามและความขัดแย้ง บทเรียนของกองทัพอากาศในการปฏิบัติภารกิจที่ผ่านมา และแนวทางปฏิบัติที่ดีของต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา สารนิพนธ์นำปัจจัยเหล่านี้มาวิเคราะห์ผ่านแผนภาพก้างปลา (Fishbone Diagram) โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด 4M1E (Man, Machine, Material, Method, Environment) และกรอบการจัดการวิกฤต (Crisis Management) ผลการศึกษาตามกรอบดังกล่าวพบว่า กองทัพอากาศไทยสามารถวางแนวทางพัฒนาปฏิบัติการอพยพคนไทยออกจากสถานการณ์วิกฤตในต่างประเทศโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยภายใน 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร อากาศยาน อุปกรณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ แบบแผนวิธีการปฏิบัติงานที่มีการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในการกำหนดแนวทางสำหรับปฏิบัติการแต่ละครั้ง สารนิพนธ์ยังเน้นความสำคัญของมาตรฐานระหว่างประเทศและปัจจัยในสถานการณ์วิกฤตต่างประเทศในกระบวนการวางแผนภารกิจและการประสานงานกับหน่วยงานภายในและภายนอก จากผลการศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยจัดข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 5 ประการ ได้แก่ 1) พัฒนากลไกการประสานงาน 2) พัฒนาคู่มือการปฏิบัติการอพยพคนไทยในต่างประเทศ 3) เตรียมพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินอยู่เสมอ 4) ส่งเสริมระบบการฝึกซ้อมให้เพียงพอ และ 5) มีระบบประเมินผลที่มีคุณภาพ
ปัจจัยภายในของอาเซียนที่ส่งผลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค, ตปนีทัศไนย์ หาญพูนวิทยา
ปัจจัยภายในของอาเซียนที่ส่งผลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค, ตปนีทัศไนย์ หาญพูนวิทยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยการเมืองภายในประเทศในอาเซียน ที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าหรือความล่าช้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค ภายใต้บริบทของโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิด Neoclassical Realism ซึ่งนอกจากปัจจัยภายนอกของรัฐแล้ว ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยภายในของรัฐ เช่น เสถียรภาพทางการเมือง วิธีการตัดสินใจของผู้นำ ความสามารถในการบริหารจัดการ และแรงสนับสนุนจากภายในประเทศในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ จากการศึกษากรณีตัวอย่างจำนวน 4 โครงการ ในความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบรางระหว่างประเทศในอาเซียนกับจีน ทั้งที่แล้วเสร็จและยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ พบว่าระดับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จของโครงการต่าง ๆ มีผลมาจากปัจจัยทางการเมืองภายในของแต่ละประเทศ โครงการความร่วมมือกับจีนผ่านระบบรางจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยเสถียรภาพทางการเมือง ความชัดเจนทางนโยบาย และการสนับสนุนในระดับผู้นำอย่างต่อเนื่อง หากขาดปัจจัยเหล่านี้ ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดความล่าช้า แม้จะมีเจตนาดีที่จะร่วมลงทุนหรือมีความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศแล้วก็ตาม
การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง
การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของไทยในช่วงปีพ.ศ. 2564 - 2566 โดยศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย กรณีศึกษาแรงงานเมียนมา และความ ท้าทายในการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงการเผชิญความท้าทายต่อการจัดการแรงงานงานข้ามชาติเมียนมา ด้านแรงงานของไทยในช่วงระหว่างปี 2564-2566 อย่างไร ภายใต้ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) มาเป็นการส่วนประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่าการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทยเป็นไปตามความต้องการของตลาดที่ต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้คณะรัฐมนตรีผู้ซึ่งกำหนดนโยบายของไทยจำเป็นต้องออกนโยบายหรือมาตรการในการจัดการแรงงานข้ามชาติเพื่อตอบสนองต่อความต้องการนี้ในแต่ละปี โดยมักเป็น ในรูปแบบการผ่อนผันการขึ้นทะเบียนของแรงงานผิดกฎหมาย หรือผ่อนผันกลุ่มแรงงานเดิม ที่การอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงให้สามารถทำงานกับนายจ้างต่อไปได้ตามที่มติกำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในตลาด โดยเฉพาะในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม งานก่อสร้าง และแรงงานในบ้าน และเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องและในระยะสั้นเท่านั้น รวมทั้งยังไม่สามารถลดจำนวนแรงงานข้ามชาติ ที่ลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายได้มากเท่าที่ควร ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้อาจก่อนให้เกิดขบวนการลักลอบพาคนเข้าเมือง และการแสวงหาผลประโยชน์จากนายหน้าหรือเจ้าหน้าที่ ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายที่ไม่ละเมิดสิทธิต่าง ๆ ของแรงงานข้ามชาติ กระทบต่อภาพลักษณ์ และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการเจรจาระหว่างประเทศที่ไทยกำลังดำเนินอยู่
สภาวะความไม่ยุติธรรมภายใต้กระแสระบบทุนนิยม : การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง, รัชดาพร ธรรมไหว
สภาวะความไม่ยุติธรรมภายใต้กระแสระบบทุนนิยม : การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง, รัชดาพร ธรรมไหว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ เพื่อศึกษาแนวคิดการสะสมทุนเบื้องต้น แนวคิดการสะสมทุนด้วยการปล้นชิง และแนวคิดทุนนิยมทางการเงิน และเพื่อเปรียบเทียบการสะสมทุนผ่านการปล้นชิงของระบบทุนนิยม ระหว่างทุนนิยมอุตสาหกรรม และทุนนิยมทางการเงิน โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการวิเคราะห์จากเอกสารชั้นรอง ผ่านกรอบแนวคิดการะสมทุนเบื้องต้น และแนวคิดการสะสมทุนด้วยการปล้นชิง ผลการศึกษา พบว่า ในยุคเริ่มแรกของทุนนิยมอย่างในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม การสะสมทุนเบื้องต้นเกิดขึ้นจากการแย่งชิงทรัพยากร เช่น การยึดครองที่ดิน การขูดรีดแรงงาน เป็นต้น แต่ในยุคปัจจุบัน การสะสมทุนมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะทุนนิยมทางการเงิน การสะสมทุนมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่การขูดรีดแรงงานทางกายภาพเท่านั้น แต่ได้แปรเปลี่ยนเป็นลักษณะของการเก็งกำไร การสร้างหนี้ การแปรรูปทรัพย์สินสาธารณะ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น โดยไม่ต้องผ่านการผลิตหรือแรงงานอย่างชัดเจน จึงทำให้ผู้เขียนได้ข้อค้นพบวิธีการสะสมทุนผ่านการปล้นชิงว่าได้แปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามบริบทโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทุนนิยมดิจิทัล กลไก และวิธีการสะสมทุนสามารถทำได้อย่างแยบยลจนกลืนไปกับชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว ภาพลักษณ์เทคโนโลยี แพลตฟอร์มดิจิทัลถูกผลิตมาเพื่ออำนวยความสะดวก แต่เบื้องหลังได้ปล้นชิงแร่ธาตุหายากอย่างมหาศาล และปล้นชิงความเป็นมนุษย์ในการกดขี่ข่มเหงแรงงานในประเทศยากจน อีกทั้งยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหลอกหลวงมนุษย์ด้วยกันเอง จึงเป็นสิ่งสะท้อนว่า ไม่ว่าการสะสมทุนในยุคใดก็ตาม ก็ยังทิ้งความไม่ยุติธรรมแก่คนส่วนใหญ่อยู่เสมอ ซึ่งอนาคตการสะสมทุนก็คงกลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ และดูเหมือนว่าความไม่ยุติธรรมยังคงแฝงอยู่ในระบบทุนนิยมที่ดูเหมือนจะพัฒนาไปอย่างไร้ที่ติ
Towards Gender-Equal Education In Thailand: Analyzing Challenges, Opportunities And The Interconnections Between Sustainable Development Goal 4 (Quality Education) And Goal 5 (Gender Equality), Thitirat Uraisin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The 17 Sustainable Development Goals (SDGs) mark a significant paradigm shift in global development. Designed to be comprehensive, inclusive, and bold, the SDGs aim to end poverty, protect the planet, and ensure that all people enjoy peace and prosperity by 2030 (UNDP, 2025). Given that human ingenuity is central to the success of sustainable development and the achievement of global prosperity (Shechtman, n.d.), education emerges as a vital instrument. It is foundational in building human capital and must be accessible to all, regardless of gender, age, or background. Thailand has made notable progress in improving access to education, particularly since …
การต่อรองอัตลักษณ์และสิทธิของกลุ่มชายขอบในอินเดียร่วมสมัย กรณีศึกษา Gangubai Kathiawadi และกลุ่มฮิจรา, นภัสสร ณ นคร
การต่อรองอัตลักษณ์และสิทธิของกลุ่มชายขอบในอินเดียร่วมสมัย กรณีศึกษา Gangubai Kathiawadi และกลุ่มฮิจรา, นภัสสร ณ นคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบการนำเสนอภาพลักษณ์ของกลุ่มฮิจราในภาพยนตร์ Gangubai Kathiawadi กับความเป็นจริงทางสังคมของอินเดียร่วมสมัย โดยอธิบายผ่านกรอบแนวคิด Constructivism ที่มองว่าอัตลักษณ์ไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่ถูกสร้างและปรับเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมและปฏิสัมพันธ์กับโครงสร้างทางสังคม สารนิพนธ์ฉบับนี้พบว่า แม้ในภาพยนตร์ตัวละครฮิจรามีอำนาจทางสังคมและการเมือง แต่อัตลักษณ์ดังกล่าวเป็นเพียงสัญลักษณ์ “ภาพแทนเชิงอุดมคติ” ที่ตอกย้ำภาพจำที่สังคมคุ้นเคย ตรงข้ามกับความเป็นจริงที่กลุ่มฮิจราถูกกดทับจากโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน การศึกษา และการเข้าถึงสวัสดิการ แม้รัฐอินเดียจะประกาศรับรองสถานะ “เพศที่สาม” อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 สื่อบันเทิง Bollywood มีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมทัศนคติของสังคมและสร้าง soft power ผ่านแพลตฟอร์ม Netflix ซึ่งช่วยให้ภาพลักษณ์ของกลุ่มฮิจราได้รับความสนใจในระดับสากล แต่สื่อกระแสหลักไม่สามารถก้าวข้ามอคติเดิมได้ เนื่องจากฮิจรามักถูกนำเสนอในฐานะ “ตัวละครเสริม” ดังนั้น การต่อสู้ของกลุ่มชายขอบในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นโสเภณีในอดีตหรือกลุ่มฮิจราในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องสิทธิทางกฎหมาย แต่เป็นการต่อสู้กับค่านิยมและโครงสร้างสังคมที่หยั่งรากลึกที่ต้องอาศัยเวลา ความพยายาม และความร่วมมือจากหลายฝ่าย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมอย่างยั่งยืน
มาตรการของไต้หวันในการรับมือความแข็งกร้าวของจีนในช่วง ปี ค.ศ.2016 - 2024, ณัฐวุฒิ สัจจะมโน
มาตรการของไต้หวันในการรับมือความแข็งกร้าวของจีนในช่วง ปี ค.ศ.2016 - 2024, ณัฐวุฒิ สัจจะมโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลังนางไช่อิงเหวินชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในปี ค.ศ.2016 จีนกลับมาเพ่งเล็งการดำเนินนโยบายของไต้หวัน และใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวต่าง ๆ ต่อไต้หวันส่งผลให้ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบระหว่างไต้หวันและจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ไต้หวันต้องดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อรับมือกับท่าทีอันแข็งกร้าวของจีนมาตลอดห้วงเวลา 8 ปีในตำแหน่งของเธอ แต่ยังสามารถรักษาสถานะเดิม (status quo) เอาไว้ได้ สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับมาตรการของไต้หวันในการรับมือความแข็งกร้าวของจีน ในช่วงระหว่าง ปี ค.ศ.2016 – 2024 มีแนวทางการดำเนินนโยบายอย่างไรในการ “รับมือ” ท่าทีแข็งกร้าวของจีน จนสามารถสามารถรักษาสถานะเดิมเอาไว้ได้ตามความมุ่งหมายซึ่งผลการศึกษาพบว่าไต้หวันรับมือความแข็งกร้าวของจีนโดยการการถ่วงดุลอำนาจจากภายนอกด้วยการแสวงหาขีดความสามารถเพิ่มจาก“ชาติที่มีอุดมการณ์เดียวกัน” (like-minded nations) เพื่อให้จีนเกิดความยับยั้งชั่งใจหรือต้องคิดคำนวนความคุ้มค่าในการใช้กำลังต่อไต้หวันเพิ่มขึ้นอันเป็นไปตามแนวคิดการป้องปรามโดยการปฏิเสธ
บทบาทของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมการดำเนินงานการทูตเพื่อการพัฒนา, ปฐวี ปริญญารักษ์
บทบาทของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมการดำเนินงานการทูตเพื่อการพัฒนา, ปฐวี ปริญญารักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงบทบาทของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการทูตเพื่อการพัฒนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศในยุคโลภาภิวัตน์ ผ่านเครื่องมือสำคัญอย่าง การทูตเพื่อการพัฒนา (Development Diplomacy) ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตผ่านรูปแบบการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ สารนิพนธ์ฉบับนี้จะอธิบายถึงความสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจของหลักการดำเนินงานด้านการทูตเพื่อการพัฒนาของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่เริ่มต้นจากการเป็นประเทศรับความช่วยเหลือ (Recipient Country)ผ่านหน่วยงานอย่างกรมวิเทศสหการ จนสามารถปรับเปลี่ยนบริบทตนเองมาสู่การเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ (Donor Country) และยกระดับตนเองผ่านการนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่มีของประเทศไทยส่งเสริมให้มีบทบาทในเวทีนานาชาติโดยการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ผ่านรูปแบบความร่วมมือแบบ ใต้-ใต้ (South – South Cooperation) โดยมุ่งเน้นที่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV และขยายขอบเขตความร่วมมือออกไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาค ตลอดจนการนำองค์ความรู้ที่เป็น Home Growth Approach ของไทยอย่างการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SEP for SDGs)
การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย: กรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16, ธนพร ช่วยเจริญ
การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย: กรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16, ธนพร ช่วยเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย ผ่านกรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและสถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น 16 โดยใช้แนวคิดเรื่องสื่อและนโยบายต่างประเทศ (Media and Foreign Policy) สำหรับวิเคราะห์บทบาททางการทูตของสื่อจีนผ่านนโยบายด้านสื่อของรัฐบาลจีน และการศึกษาสาร (message) ที่รัฐบาลจีนส่งมายังผู้รับสารชาวไทยผ่านเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16 ผลจากการศึกษาพบว่า 1) สื่อมวลชนจีนมีบทบาททางการทูตสาธารณะในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยใช้แนวทาง “Tell China's Story Well” ในการส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศจีน 2) รัฐบาลจีนต้องการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความเจริญรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนผ่านเนื้อหาด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเน้นนำเสนอเรื่องราวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอารยธรรมจีนโบราณ 3) รัฐบาลจีนต้องการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อตอบโต้ภาพลักษณ์ด้านลบจากชาติตะวันตก พร้อมสื่อสารว่าประเทศจีนเป็นประเทศทันสมัย เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและรับผิดชอบต่อสังคมโลก ไม่ใช่ภัยคุกคาม 4) ความร่วมมือด้านสื่อระหว่างเครือมติชน-ข่าวสดกับสำนักข่าวซินหัว และทีเอ็นเอ็น 16 กับกลุ่มสื่อจีน สะท้อนให้เห็นว่าสื่อไทยบางส่วนเกิดการเซนเซอร์ตนเองเมื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับรัฐบาลจีนหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน
บทบาทพระธรรมทูตในการทูตวัฒนธรรมของไทยต่ออินเดีย, ณัฐสิชฌ์ พินยะสิน
บทบาทพระธรรมทูตในการทูตวัฒนธรรมของไทยต่ออินเดีย, ณัฐสิชฌ์ พินยะสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาบทบาทพระธรรมทูตไทยสายอินเดียซึ่งนับเป็นตัวแสดงสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและสังคมสงเคราะห์ร่วมกับตัวแสดงในระดับต่าง ๆ ประกอบด้วย หน่วยงานด้านการต่างประเทศไทย รัฐบาลท้องถิ่นอินเดีย และสาธารณชนอินเดีย ทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความร่วมมือและปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและอินเดีย งานวิจัยฉบับนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพและวิเคราะห์ผลการศึกษาตามกรอบแนวคิดว่าด้วยการทูตวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงกลไกการทำงานของพระธรรมทูตและการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มาจากการสื่อสารสองทาง โดยพิจารณาขอบเขตด้านเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ในการก่อตั้งวัดไทยพุทธคยา ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ บทบาทพระธรรมทูตไทยสายอินเดียต้องเผชิญกับความท้าทายในด้านความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และวิถีชีวิต เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสาธารณชนอินเดียและสามารถดำรงบทบาทในฐานะผู้แทนทางพระพุทธศาสนาในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถนำมาซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจของสาธารณชนอินเดียที่มีต่อไทย จากการศึกษาพบว่าพระธรรมทูตไทยไม่ได้มีเพียงบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์รวมจิตใจต่อสาธารณชนในพื้นที่และผู้ที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญในพื้นที่สังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบล และมีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อสาธารณชนอินเดียจากการส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและสังคมสงเคราะห์ ทำให้การขับเคลื่อนการทูตวัฒนธรรมไทยดำเนินไปอย่างยั่งยืนจากความศรัทธาและร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียอย่างแน่นแฟ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาเถรวาทไทยให้กลายเป็นจุดเด่นในสังคมอินเดีย ในขณะเดียวกัน พระธรรมทูตไทยได้มีบทบาทมากยิ่งขึ้นต่อการเจริญสัมพันธ์ไมตรีในต่างประเทศและได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากสาธารณชนและรัฐบาลท้องถิ่นของอินเดีย โดยวัดไทยในอินเดียได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นศูนย์อำนวยการช่วยเหลือพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญ บทบาทพระธรรมทูตไทยได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทในการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต และการท่องเที่ยว ทำให้การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืนภายใต้พื้นฐานของความเข้าใจอันดี อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการทูตวัฒนธรรมไม่สามารถสำเร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องถูกสั่งสมจนเกิดความไว้เนื้อเชื้อใจที่แสดงออกผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ ความร่วมมือ และนโยบายต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถพิจารณาถึงการทูตวัฒนธรรมที่เป็นอีกหนึ่งหนทางในการแสวงหาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ โดยมีพระธรรมทูตไทยเป็นตัวแสดงทางการทูตที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเป็นส่วนหนึ่งในการตอบสนองเจตนารมณ์ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นการต่างประเทศ
ทุนนิยมกับปัญหาสังคมในเกาหลีใต้: กรณีศึกษานรกโชซอนกับวัฒนธรรมหาชน, ต่อกมล วิเศษสุมน
ทุนนิยมกับปัญหาสังคมในเกาหลีใต้: กรณีศึกษานรกโชซอนกับวัฒนธรรมหาชน, ต่อกมล วิเศษสุมน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของทุนนิยมต่อปัญหาทางสังคมในเกาหลีใต้ โดยมุ่งเน้นที่แนวคิด "นรกโชซอน" และการแสดงออกในวัฒนธรรมมหาชน "นรกโชซอน" สะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนชาวเกาหลีใต้ต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมภายใต้ระบบทุนนิยม งานวิจัยนี้สำรวจว่านโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปฏิรูปเสรีนิยมใหม่ ได้เพิ่มความไม่เท่าเทียมกันในสังคมและก่อให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้างอย่างไร ปรากฏการณ์นี้ถูกวิเคราะห์อย่างวิพากษ์ผ่านเลนส์ของสื่อบันเทิง ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง "ชนชั้นปรสิต" (Parasite) (2019) และซีรีส์ "สควิดเกม เล่นลุ้นตาย" (Squid Game) (2021) และ "มัธยมซอมบี้" (All of Us Are Dead) (2022) สื่อเหล่านี้เน้นย้ำถึงความลำบากและการวิพากษ์สังคมทุนนิยมที่มีความไม่เท่าเทียมทางการเงินและสังคม งานวิจัยนี้มุ่งหวังที่จะให้ความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างทุนนิยมและความท้าทายทางสังคมในเกาหลีใต้ร่วมสมัย
การจัดการผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาของกองทัพบกในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1998 ถึง 2019, ปราชญา รังษีบุตร
การจัดการผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาของกองทัพบกในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1998 ถึง 2019, ปราชญา รังษีบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาของกองทัพบกในห้วงระหว่างปี ค.ศ.1998 ถึง 2019 ในการศึกษาครั้งนี้ มุ่งศึกษาและวิเคราะห์นโยบายของผู้หนีภัยการสู้รบภายใต้ความตึงเครียดระหว่างการให้ความคุ้มครองผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาตามหลักสิทธิมนุษยชนกับการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติ โดยพิจารณาในมุมมองของกองทัพบกไทยซึ่งทำหน้าที่ควบคุมดูแล จัดระเบียบ รักษาความปลอดภัย ให้ความช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ตลอดจนประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการต่อผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมา เพื่อทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงในนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการในห้วงระหว่างปี ค.ศ.1998 ถึง 2019 โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความสามารถในการจัดการผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาของกองทัพบก ตลอดจนวิเคราะห์ผลกระทบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก: มุมมองยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง, พรพิทักษ์ นิ่มอนงค์
สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก: มุมมองยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง, พรพิทักษ์ นิ่มอนงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการศึกษาพลวัตการใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ โดยศึกษาผ่านมุมมองการกระจายความเสี่ยง (Hedging) ตามทัศนะของ Kuik (2008) เพื่อตอบคำถามที่ว่า ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกอย่างไร โดยเสนอว่า สิทธิการป้องกันตนเองร่วมดำเนินพลวัตเป็นตัวสนับสนุนอยู่เบื้องหลังการเป็นผู้สร้างสันติภาพเชิงรุกในเวทีโลก เราจึงได้เห็นญี่ปุ่นรุกเข้าเสริมสร้างระบบพันธมิตรเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันยังขยับขยายไปสู่พันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายทางความมั่นคงซึ่งจะประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศญี่ปุ่นในอนาคต จากการศึกษาพบว่านายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะให้เหตุผลการยอมรับสิทธิการป้องกันตนเองร่วม (collective self-defense: CSD) ว่า ภัยคุกคามต่อญี่ปุ่นกำลังทวีความรุนแรงรอบด้าน ทั้งการสั่งสมขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ ข้อพิพาททางดินแดน รวมไปถึงการขยายอิทธิพลของจีนที่อาจเข้าแทนที่สหรัฐอเมริกาในภูมิภาค หากสถานะเดิม (status quo) เปลี่ยนไป ญี่ปุ่นภายใต้รัฐธรรมนูญสันติภาพจะไม่อาจต่อสู้ได้เพียงลำพัง งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นว่า พลวัตนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่มีความเปลี่ยนแปลงในแนวทางและจุดมุ่งหมายของการเข้าหาพันธมิตรนับตั้งแต่การยอมรับให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้ในปี 2014 ไปจนถึงการลงจากอำนาจของชินโซ อาเบะ ในปี 2020
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการเมืองโลก: กรณีศึกษาเส้นทางสายไหมดิจิทัลของสาธารณรัฐประชาชนจีน 2015-2021, วิทวัส อภิญ
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการเมืองโลก: กรณีศึกษาเส้นทางสายไหมดิจิทัลของสาธารณรัฐประชาชนจีน 2015-2021, วิทวัส อภิญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เส้นทางสายไหมดิจิทัลมีความสำคัญมากขึ้น (Digital Silk Road; DSR) โดย DSR เป็นส่วนหนึ่งของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative; BRI) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาระดับทวีปของสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยความสำคัญที่มากขึ้นนี้นำไปสู่การศึกษาถึงเป้าหมายของ DSR และวิธีการของจีนเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว งานศึกษานี้จึงมีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การศึกษา DSR มีความจำเป็นโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับดิจิทัลทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอันเป็นรากฐานของการคงอยู่ของกิจกรรมทางดิจิทัลโดยรวม และสามารถเป็นตัวแปรต้นในการศึกษาผลกระทบที่เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวในการเมืองระหว่างประเทศ ข้อค้นพบในงานศึกษานำไปสู่คำตอบของเป้าหมายของ DSR คือการตอบสนองต่อปัจจัยภายในว่าด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจและความท้าทายทางข้อมูล รวมถึงปัจจัยภายนอก คือ การเมืองระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ทั้งสองปัจจัยกลายเป็นแรงผลักให้จีนแสวงหาอธิปไตยทางดิจิทัล เพื่อให้ DSR ประสบความสำเร็จจีนได้ดำเนินการลงทุนในต่างประเทศเกี่ยวกับดิจิทัลทั้งทางตรงและอ้อม โดยวิธีการทางเศรษฐกิจของจีนสามารถศึกษาผ่านเครื่องมือของเสรีนิยมใหม่อย่าง โซน (Zone) การสร้างนิเวศเศรษฐกิจ (business ecosystem) นอกจากนี้ยังมีการก่อร่างของโครงร่างระบบระหว่างประเทศของจีนผ่านการนำเสนอระเบียบดิจิทัลที่มาพร้อมกับ DSR
การเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม: กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม, จินตนา คำอุดม
การเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม: กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม, จินตนา คำอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สงครามและความขัดแย้งในปัจจุบัน นำมาซึ่งการเกิดผลกระทบตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอันเกิดขึ้นกับผู้หญิง ซึ่งได้รับผลกระทบและตกเป็นเหยื่อโดยตรงจากความรุนแรงของสงคราม สารนิพนธ์นี้จึงต้องการศึกษาประเด็นความขัดแย้งร่วมสมัยในมิติเพศสภาพ โดยศึกษาประเด็นการเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลามหรือไอซิส เมื่อปี 2014 ซึ่งได้กระทำความรุนแรงกดขี่ทางเพศต่อหญิงสาวชาติพันธุ์ยาซิดี ในสงครามการก่อการร้ายตามความเชื่อทางศาสนาของกลุ่มไอซิสในดินแดนตะวันออกกลาง ซึ่งระบอบชายเป็นใหญ่ที่ไอซิสพยายามสถาปนาขึ้นนี้ ถูกต่อต้านโดยกลุ่มสตรีผู้แปรสภาพจากเหยื่อมาเป็นผู้เรียกร้องสิทธิสตรี และยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น งานชิ้นนี้จึงมุ่งศึกษากระบวนการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มผู้หญิงยาซิดีมีรูปแบบและวิธีการต่อสู้อย่างไร ผลการศึกษาพบว่าสามารถแบ่งการต่อสู้ออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) การต่อสู้ผ่านวิธีการสันติวิธีและการตีแผ่ความจริง 2) การต่อสู้ผ่านการจัดตั้งกองกำลังทหารหญิง และ 3) การต่อสู้ผ่านการสร้างพันธมิตรและแสวงหาความร่วมมือ
อาวุธและการเลือกข้าง: การจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพไทยหลังรัฐประหาร 2557, ฐานันดร์ กาญจนนิรินธน์
อาวุธและการเลือกข้าง: การจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพไทยหลังรัฐประหาร 2557, ฐานันดร์ กาญจนนิรินธน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ใช้การค้นคว้าจากเอกสารสาธารณะและเอกสารทางราชการเพื่อวิเคราะห์การจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการจัดหาอาวุธของกองทัพไทยหลังรัฐประหารปีพุทธศักราช 2557 ท่ามกลางข้อจำกัดจากนโยบายสหรัฐอเมริกาที่ระงับความช่วยเหลือต่างประเทศต่อประเทศที่มีระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ผลการศึกษาเผยให้เห็นว่ากองทัพได้หันมาจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารที่สำคัญจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้อตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและจีนในการจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T ซึ่งถือเป็นอาวุธยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ดีการแก้ไขข้อจำกัดนี้มิได้บ่งถึงการละทิ้งความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐอเมริกาโดยสมบูรณ์ เนื่องจากความสัมพันธ์ทวิภาคีครอบคลุมหลายด้าน เช่น ความมั่นคงและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาเกี่ยวกับความล้มเหลวในการจัดหาเรือดำน้ำเผยให้เห็นว่าการเปลี่ยนไปจัดหาหรือพึ่งพาอาวุธจากจีนเพียงประเทศเดียวอาจมิใช่ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย การศึกษายังเน้นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศ และชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในภาคส่วนนี้สามารถยกระดับการพึ่งตนเองและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว แม้มิใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีทันใดก็ตาม
นโยบายของออสเตรเลียต่อจีน ห้วงปี ค.ศ. 2015-2022, ธนิษฐา แพงวงษ์
นโยบายของออสเตรเลียต่อจีน ห้วงปี ค.ศ. 2015-2022, ธนิษฐา แพงวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพลวัตของความสัมพันธ์เชิงนโยบายต่างประเทศระหว่างออสเตรเลียและจีน ซึ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมา โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจใหม่ของจีน เกิดเป็นการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนสร้างความกังวลให้หมู่ประเทศตะวันตก รวมถึงการรับรู้ว่าจีนเป็นภัยคุกคามทั้งระดับรัฐบาลและประชาชน ทำให้ออสเตรเลียเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีนอย่างชัดเจน เหล่านี้จึงกลายเป็นความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายของออสเตรเลียในระยะต่อมา ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับการบริหารความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคง
นโยบายต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ : ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก, พิชญ์ คุ้มล้วนล้อม
นโยบายต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ : ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก, พิชญ์ คุ้มล้วนล้อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และเพื่อทำความเข้าใจการดำเนินนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ โดยใช้กรอบแนวคิดดุลแห่งอำนาจ จากผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคภัย คุกคามด้านความมั่นคงจากเกาหลีเหนือ และความกังวลในท่าทีที่ไม่แน่นอนของสหรัฐอเมริกา เป็นปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องปรับนโยบายความมั่นคงจากการพึ่งพาความคุ้มครองทางทหารของสหรัฐไปสู่แนวทางที่พึ่งพาตนเองมากขึ้น การปกป้องความมั่นคงและเสถียรภาพทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีความจำเป็นต่อความอยู่รอดของประเทศ จึงทำให้ยุทธศาสตร์นี้ได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคมชาวญี่ปุ่น อีกทั้งยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกยังช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถส่งเสริมความสัมพันธ์พหุภาคีและทวิภาคีกับประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมได้ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับจีนในประเด็นทางทะเลเช่นเดียวกับญี่ปุ่น จึงได้มีการกระชับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินยุทธศาสตร์ของนายอาเบะได้เป็นอย่างดี
ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ในมาเลเซีย : กรณีศึกษาชาติพันธุ์สยามในรัฐกลันตัน, ภูวดล หน่อแก้ว
ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ในมาเลเซีย : กรณีศึกษาชาติพันธุ์สยามในรัฐกลันตัน, ภูวดล หน่อแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตลอดระยะเวลาที่อังกฤษได้ปกครองและมีอิทธิพลเหนือดินแดนคาบสมุทรมลายู ได้ใช้วิธีการแบ่งแยกและปกครอง(Divide and Rule) มาปกครองชาติอาณานิคม และหลังจากที่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี ค.ศ.1957 ก็ได้นำวิธีการดังกล่าว มาใช้ปกป้องผลประโยชน์และสิทธิของชาวมลายูและชนพื้นเมืองในฐานะภูมิบุตรา หรือบุตรแห่งแผ่นดิน โดยที่นโยบายภูมิบุตรา ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทางนโยบายเศรษฐกิจใหม่(New Economic Policy : NEP) เป็นการซ้ำเติม ความตึงเครียดระหว่างชาติพันธุ์ให้มีมากกว่าเดิม แม้ว่าเป้าหมายหลักของนโยบายดังกล่าว จะเป็นกลุ่มคนมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย แต่ก็ส่งผลกระทบทางอ้อม ไปยังชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย หรือชาวสยาม ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อย ทำให้ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน กระบวนการถูกทำให้เป็นคนชายขอบ(marginalization) และการกีดกันทั้งทางด้านวัฒนธรรม กฎหมาย การศึกษา และด้านการประกอบอาชีพ ผ่านกลไกทางนโยบายของรัฐอย่างเป็นระบบเช่นนี้ ประกอบกับ การที่ไม่ได้มีฐานอำนาจทางเศรษฐกิจดังเช่นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย ทำให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพื่อคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ของตนให้ดำรงสืบไป
การดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, พงศกร ฉัตรศรี
การดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, พงศกร ฉัตรศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำเเหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2017 ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนเเปลงต่อนโยบายความมั่นคงเเละยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศญี่ปุ่นในสมัยของนายกรัฐมนตรี อาเบะ ชินโซะ ความไม่เเน่นอนด้านนโยบายต่างประเทศเเละความมั่นคงของสหรัฐฯภายใต้การนำของทรัมป์ก่อให้ความกังวลเกิดความมั่นคงต่อระบบพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ส่งผลให้อาเบะจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐฯท่ามกลางสภาวะพื้นฐานของความไม่เเน่นอนตลอดการดำรงตำเเหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯภายใต้การขยายอิทธิพลด้านความมั่นคงจีนที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคอินโด-เเปซิฟิก สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการศึกษาการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐฯในช่วงการดำรงตำเเหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงระหว่าง ปี 2017-2020 ในช่วงสมัยการดำรงตำเเหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอาเบะ ชินโซะ มีเเนวทางอย่างไรในการดำเนินนโยนายต่างประเทศด้านความมั่นคงเเละอาเบะดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อบทบาทของสหรัฐฯในภูมิภาคอินโด-เเปซิฟิก เพื่อถ่วงดุลอำนาจจากการขยายอิทธิพลของจีนเเละรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงระหว่างประเทศของญี่ปุ่นที่เกิดจากความเเปลี่ยนทางการเมืองของสหรัฐฯ.
The 2014 Central American Migrant Crisis: Necropolitics And Its Consequences, Siyapah Surathumrong
The 2014 Central American Migrant Crisis: Necropolitics And Its Consequences, Siyapah Surathumrong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the summer of 2014, a surge of more than 69,000 unaccompanied children apprehended at the US-Mexico border, urging the media outlets to coin this emergence “the Central American Migrant Crisis.” Immediate responses by the Obama Administration have deemed successful results, with number of children apprehended at the border has decreased rapidly. Thus, it took years for the issue to resurface, revealing that not only the crisis has never been fully solved, but many unaccompanied children also still suffered from what US policies have inflicted upon them. In order to investigate into the heart of the crisis, this research argues …
เบื้องหลังการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์และผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์, สุธิดา สังขพันธุ์
เบื้องหลังการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์และผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์, สุธิดา สังขพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาถึงพลวัตที่ซับซ้อนของการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมโดยองค์กรอาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติในบริบทที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลกระทบที่มีต่อความมั่นคงของมนุษย์ในหลากหลายมิติ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่การพัฒนาทางเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์ ยังคงขาดงานศึกษาในทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงคนเพื่อบังคับก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ สารนิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอให้เห็นถึงกลไลวิธีการหลอกลวงบุคคลให้เข้ามาเป็นผู้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเผยให้เห็นด้านมืดของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของมนุษย์และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และประเมินถึงผลกระทบในหลายมิติของอาชญากรรมที่มีต่อความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งความมั่นคงในระดับบุคคล ในด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชุมชน รายงานฉบับนี้จัดทำโดยการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ วิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์กับการค้ามนุษย์ อุปสรรคต่อการปรามปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้ที่เป็นผลจากความซับซ้อนทางเทคโนโลยี การไม่เปิดเผยตัวตนในโลกออนไลน์ กรอบกฎหมายที่ไม่พอเพียงต่อการแก้ปัญหา ความแตกต่างของเขตอำนาจศาล และอุปสรรคในการคัดแยกหรือช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย นอกจากนี้ ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างของความตระหนักรู้และทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้เกิดความเปราะบางในสังคม เสนอแนะการแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มศักยภาพในการเก็บหลักฐานทางดิจิทัล เสริมสร้างการตระหนักรู้ของสังคม ทักษะความเข้าใจต่อเทคโนโลยี การปรับปรุงกรอบกฎหมายให้มีความสอดคล้องการสนับสนุนให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสร้างกลไกช่วยเหลือคุ้มครองเหยื่อผู้เสียหายที่มีประสิทธิภาพ งานศึกษาฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาประเด็นปัญหาของการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์ในเชิงกว้างที่เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการตอบสนองต่อปัญหาด้วยวิธีการบูรณาการ และยึดตัวบุคคลเป็นศูนย์กลางเพื่อปกป้องไว้ซึ่งความมั่นคงของมนุษย์ภายในโลกดิจิทัลปัจจุบัน
Green Bri ของจีนและการจัดการภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ, สรวีย์ ขาวมาก
Green Bri ของจีนและการจัดการภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ, สรวีย์ ขาวมาก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ศึกษาวิเคราะห์ความพยายามของจีนในการจัดการภาพลักษณ์ข้อริเริ่ม BRI ผ่านการเปลี่ยนแปลงสู่แนวคิดการพัฒนาสีเขียว จีนได้ริเริ่ม BRI เป็นนโยบายต่างประเทศที่สำคัญในปี ค.ศ. 2013 อย่างไรก็ตามกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการ BRI ได้ทำให้จีนมุ่งสู่แนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากบรรทัดฐานและกรอบข้อตกลงระหว่างประเทศที่ผลักดันโดยองค์การระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ มาปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ BRI เป็นตัวแบบสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่พยายามจัดการกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ BRI แต่ยังมุ่งสร้างจุดยืนระดับโลกของจีนให้ดีขึ้นในการเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องสิ่งแวดล้อม เมื่อพิจารณาตามข้อเสนอหลักของ Martha Finnemore ที่ว่ารัฐรับเอาบรรทัดฐานและคุณค่าใหม่ผ่านองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจีนรับเอาหลักการพัฒนาสีเขียวมาใช้ทางยุทธศาสตร์เพื่อปรับเปลี่ยนการรับรู้ระหว่างประเทศของการดำเนินนโยบายต่างประเทศจีน การรับมานี้ไม่เพียงช่วยลดข้อกังวลต่างๆ ที่เกี่ยวกับ BRI แต่ยังทำให้จีนก้าวสู่การเป็นผู้นำที่ปฏิบัติตามวาระสีเขียวในเวทีโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตามการที่จีนให้คำมั่นสัญญาต่อการพัฒนาสีเขียวในโครงการ BRI ทำให้เกิดการสำรวจตรวจสอบจากตัวแสดงระหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่อาจพยายามค้นหาเพื่อทำให้จีนรับผิดชอบต่อการดำเนินการทางสิ่งแวดล้อมของ green BRI ตามที่ได้ให้ไว้กล่าวโดยสรุป สารนิพนธ์เสนอว่าการนำแนวคิดการพัฒนาสีเขียวมาใช้เพื่อปรับการดำเนินโครงการ BRI ไปเป็น green BRI ของจีนเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของคำมั่นสัญญาและพันธกิจต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พันธกิจดังกล่าวเป็นสิ่งที่จะถูกใช้อ้างอิงต่อไปในความร่วมมือระหว่างประเทศของจีนที่เกี่ยวข้องกับ Green BRI ด้านหนึ่งจีนจะถูกตรวจสอบความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น แต่พร้อมกันนั้นก็เป็นโอกาสสำหรับจีนที่จะแสดงให้เห็นถึงการอุทิศตนต่อความรับผิดชอบในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติตามบรรทัดฐานและมาตรฐานระหว่างประเทศ
การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ : การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างปี 2018-2019, ณัฐพันธ์ สุขสวัสดิ์
การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ : การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างปี 2018-2019, ณัฐพันธ์ สุขสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ ในช่วงประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างปี 2018-2019 โดยใช้ทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Realism) เป็นกรอบศึกษา การศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ทำให้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ดำเนินนโยบายเชิงผ่อนคลายต่อเกาหลีเหนือ มาจากการปรับเปลี่ยนท่าทีที่อ่อนลงของ คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งทำให้เกิดการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ในปี 2018 และเอื้อประโยชน์ให้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ใช้เป็นโอกาสในการเข้าหาเกาหลีเหนือผ่านเกาหลีใต้ที่เป็นพันธมิตร นำไปสู่การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ครั้งที่ 1 ในปี 2018 ที่สิงคโปร์ และครั้งที่ 2 ในปี 2019 ที่กรุงฮานอย เวียดนาม อย่างไรก็ดี แม้การประชุมสุดยอดผู้นำทั้ง 2 ครั้ง ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็มีพัฒนาการที่สามารถนำไปสู่การขจัดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงทางการทูตของทรัมป์ในการเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่สามารถทำให้เกิดการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ และเป็นผลประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองของทรัมป์สำหรับใช้แสวงประโยชน์ในโอกาสอื่น ๆ ต่อไป
ตำรวจไทยกับประเด็นวาระระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์, ทศพล กระพี้แดง
ตำรวจไทยกับประเด็นวาระระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์, ทศพล กระพี้แดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ใช้การวิจัยข้อมูลเอกสารเพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำมาใช้ในการต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์ จากความตระหนักรู้ทั่วโลกในการขยายตัวของปัญหาดังกล่าว องค์การระหว่างประเทศและหน่วยงานที่ทำงานด้านสังคมในระดับนานาชาติจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการต่อต้านและปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์ ทำให้ปัญหานี้ถูกยกระดับให้เป็นประเด็นวาระระหว่างประเทศที่ได้รับความสำคัญทั้งในระดับระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค ในบริบทดังกล่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ยกระดับการประสานงานทั้งภายในประเทศไทยและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อจัดการกับอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก เป็นการเสริมพลังให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีแนวทางเชิงกลยุทธ์และสร้างความร่วมมือในการจัดการกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กออนไลน์ ไม่เพียงแต่ภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแบ่งปันข้อมูล ความร่วมมือในด้านกฎหมาย และการสร้างความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การศึกษานี้มีความหมายที่สำคัญต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการปรับปรุงกลยุทธ์ในการป้องกันเด็กจากการล่วงละเมิดออนไลน์และในการเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัยกับบทบาทสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้, ยศยา แก้วเพชร
ภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัยกับบทบาทสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้, ยศยา แก้วเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัฒนธรรมประชานิยมของเกาหลีใต้โดยเฉพาะภาพยนตร์และละครได้นำเสนอประเด็นทางเพศและปัญหาทางสังคมอื่น ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ สื่อบันเทิงเกาหลีใต้กลายเป็นพื้นที่ปะทะกันระหว่างเรื่องราวที่มีผู้ชายเป็นใหญ่และเรื่องราวที่เน้นผู้หญิงเป็นหลัก ดังนั้น สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้ที่ปรากฏในภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้กรอบแนวคิดสตรีนิยมเพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเสนอบทบาทผู้หญิงผ่านตัวละครหญิงและประเด็นทางเพศผ่านภาพยนตร์และละครซีรีส์เกาหลีใต้ที่ได้คัดเลือกเป็นกรณีศึกษา ได้แก่ ละครเรื่อง Misaeng (2014) ภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji-young, Born 1982 (2019) ภาพยนตร์เรื่อง Cart (2014) และละครเรื่อง Squid Game (2021) ข้อเสนอของการศึกษานี้คือภาพยนตร์และละครร่วมสมัยของเกาหลีใต้วิพากษ์และสะท้อนสังคมชายเป็นใหญ่ประกอบกับนำเสนอวาทกรรมปิตาธิปไตยและความเหลื่อมล้ำทางเพศในแง่มุมต่าง ๆ ได้แก่ การกีดกันทางเพศหรือเพศนิยม อคติทางเพศ และการเลือกปฏิบัติทางเพศ อีกทั้งการศึกษาพบว่า ละครเรื่อง Misaeng และภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji-young, Born 1982 นำเสนอผลกระทบของแนวคิดปิตาธิปไตยแบบขงจื่อและความเหลื่อมล้ำทางเพศที่มีต่อผู้หญิงทั้งในสถานที่ทำงานและในครอบครัว ในขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง Cart และละครเรื่อง Squid Game นำเสนอกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางเพศและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมปิตาธิปไตยของเกาหลีใต้ โดยรวมแล้ว ภาพยนตร์และละครที่นำมาศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้เกาหลีใต้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงดำรงอยู่ในสังคมเกาหลีใต้ร่วมสมัย
สร้างความเข้มแข็งด้วยข้อมูล : บทบาทของสหรัฐอเมริกาในการสนับสนุนคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบอบอภิบาลแม่น้ำโขง, ศุภณัฐ ชาวนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ศึกษาสหรัฐอเมริกากับความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของระบบกำกับดูแลแม่น้ำโขงของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) โดยใช้การวิจัยข้อมูลเชิงเอกสารทั้งที่เป็นเอกสารราชการและเอกสารเผยแพร่สาธารณะ สารนิพนธ์ได้ข้อค้นพบว่า MRC ประสบกับข้อจำกัดที่เกิดจากโครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรซึ่งส่งผลต่อกระบวนการกำกับดูแล การวางแนวปฏิบัติสำหรับจัดการการใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำของประเทศสมาชิก และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การก่อสร้างเขื่อนของจีนในแม่น้ำโขงตอนบนโดยไม่มีการเปิดเผยและแบ่งปันข้อมูลการบริหารจัดการน้ำที่สำคัญ ส่งผลเสียต่อประเทศปลายน้ำและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สหรัฐฯ ดำเนินบทบาทเชิงรุกผ่านกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง โดยสหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่องค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) การจัดโครงการสนับสนุนการทำงานของ MRC โดยตรง 2) การจัดทุนสนับสนุนศูนย์วิจัยในการศึกษา วิจัย และติดตามผลกระทบของเขื่อนรวมทั้งการเผยแพร่แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับแม่น้ำโขงแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวมถึงกลุ่มเปราะบางอย่างเปิดเผยและโปร่งใส และ 3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาคีและภาคส่วนต่าง ๆ โดยยึดหลักความเท่าเทียมและความยั่งยืน แรงผลักดันจากความพยายามเหล่านี้ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการข้อมูลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การติดตามการใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำและเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแม่น้ำโขงจากการสนับสนุนของสหรัฐฯ มีผลทำให้จีนตกลงแบ่งปันข้อมูลการจัดการน้ำและข้อมูลอุทกวิทยาที่สำคัญกับประเทศสมาชิกแถบลุ่มน้ำ ซึ่งความร่วมมือนี้มีความสำคัญต่อการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและการจัดการแม่น้ำโขงอย่างมีประสิทธิภาพ
นโยบาย “Cool Japan” 2011-2020 รูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจทุนนิยมยุคหลังอุตสาหกรรม, ยุพนธีร์ เขียวขำ
นโยบาย “Cool Japan” 2011-2020 รูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจทุนนิยมยุคหลังอุตสาหกรรม, ยุพนธีร์ เขียวขำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการแปลงทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้าภายใต้นโยบาย "Cool Japan" ของประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี 2011-2020 โดยใช้กรอบแนวคิดเศรษฐกิจทุนนิยมแบบใหม่ 3 รูปแบบ ได้แก่ ทุนนิยมอวัตถุ ทุนนิยมแพลตฟอร์ม และเศรษฐกิจสีเขียวภายใต้ระบบทุนนิยม เพื่อวิเคราะห์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 3 ประเภท คือ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเนื้อหา (อนิเมะ) และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผลการศึกษาพบว่า นโยบาย Cool Japan ได้นำไปสู่การแปลงทุนวัฒนธรรมของญี่ปุ่นให้กลายเป็นสินค้าและบริการเชิงสัญลักษณ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ผ่านการสร้างเรื่องราว ภาพลักษณ์ และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่น จนทำให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะเดียวกัน ก็พบความท้าทายและผลกระทบเชิงลบที่ต้องพิจารณาด้วย เช่น ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ สภาพการทำงานของแรงงาน การครอบงำของกลุ่มทุนและแพลตฟอร์ม ความไม่ยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น การแปลงวัฒนธรรมเป็นสินค้าภายใต้นโยบาย Cool Japan จึงสะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมหลังอุตสาหกรรม ดังนั้น เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นธรรม จำเป็นต้องมีการปรับสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมทางสังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป
บทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว: กรณีศึกษาโครงการรถไฟจีน-ลาว, ณัฐพล ชาวคอนไชย
บทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว: กรณีศึกษาโครงการรถไฟจีน-ลาว, ณัฐพล ชาวคอนไชย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว ผ่านกรณีศึกษาโครงการรถไฟจีน-ลาว ซึ่งเป็นความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสองชาติ และสอดคล้องกับข้อริเริ่มแถบและเส้นทางของจีน และยุทธศาสตร์การเปลี่ยนประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเลเป็นประเทศเชื่อมโยงภูมิภาคของ สปป.ลาวว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สปป.ลาว อย่างไร โดยประยุกต์ใช้กรอบวิเคราะห์นีโอมาร์กซิตส์และแนวคิดการพึ่งพามาอธิบายว่า บทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว อยู่ในลักษณะที่ไม่เท่าเทียมอยู่แล้วโดยจีนเป็นรัฐแกนกลาง ขณะที่ สปป.ลาว เป็นรัฐบริวาร อีกทั้ง การพัฒนาโครงการรถไฟจีน-ลาว สร้างผลประโยชน์ให้กับจีนมากกว่า สปป.ลาว และเป็นเครื่องมือสำหรับขูดรีดอีกทางหนึ่งผ่านการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และการขยายตลาดส่งออกมาสู่อาเซียนด้วยต้นทุนการขนส่งที่ลดลง นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการรถไฟจีน-ลาว ยังส่งผลให้ สปป.ลาว เผชิญความเสี่ยงด้านหนี้สินจำนวนมาก และในท้ายที่สุด สปป.ลาว จะยิ่งจำเป็นต้องพึ่งพาจีนในทางเศรษฐกิจ และอาจต้องดำเนินนโยบายที่เอียงเองต่อจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้