Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 31 - 60 of 255
Full-Text Articles in International Relations
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ของญี่ปุ่น, ศิรินภา พุฒแก้ว
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ของญี่ปุ่น, ศิรินภา พุฒแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้นโยบาย “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” (Free and Open Indo-Pacific: FOIP) ของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการคานอำนาจ (Balance of Power) และทฤษฎีการป้องปราม (Deterrence Theory) เป็นฐานวิเคราะห์ เพื่ออธิบายพฤติกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นในการตอบสนองต่อการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และความไม่แน่นอนในบทบาทของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด “เอเชีย-แปซิฟิก” ไปสู่ “อินโด-แปซิฟิก” ซึ่งญี่ปุ่นได้ใช้ FOIP เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเอกภาพ ทางยุทธศาสตร์กับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐอเมริกา จากการศึกษาพบว่า FOIP ของญี่ปุ่นพัฒนาจากวิสัยทัศน์ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจไปสู่การเป็นยุทธศาสตร์เชิงป้องปรามที่ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคงทางทะเล เศรษฐกิจ และการทูต โดยญี่ปุ่นได้ประสานความร่วมมือกับประเทศในกรอบ Quad ขยายงบประมาณด้านกลาโหม และเน้นกลไกการป้องปรามแบบขยาย (Extended Deterrence) ที่เน้นการยับยั้งภัยคุกคามจากจีนโดยไม่เผชิญหน้าโดยตรง ทั้งนี้ นโยบาย FOIP ของญี่ปุ่นยังสะท้อนถึงการปรับบทบาทของประเทศในฐานะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเน้นการรักษาเสถียรภาพผ่าน หลักนิติธรรม ความร่วมมือพหุภาคี และการถ่วงดุลอำนาจในระบบระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 21
อุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียและความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย, อภิสิทธิ์ วงศ์เดอรี
อุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียและความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย, อภิสิทธิ์ วงศ์เดอรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียกับความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยเน้นการวิเคราะห์ขบวนการชาตินิยมในอินโดนีเซียและนโยบายต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีซูการ์โนในช่วงกระบวนการสร้างชาติของอินโดนีเซียและภายหลังจากมาเลเซียได้รับเอกราช ขบวนการชาตินิยมในอินโดนีเซียมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ยุคอาณานิคมดัตช์และมีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มทางสังคมเพื่อผลักดันการประกาศเอกราชของอินโดนีเซียในปี ค.ศ. 1945 ซูการ์โนนำเสนอแนวคิดปัญจศีล (Pancasila) เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ รวมถึงการใช้นโยบายเผชิญหน้า (Konfrontasi) กับมาเลเซียเพื่อต่อต้านการจัดตั้งสหพันธ์มาเลเซียซึ่งหมายรวมถึงการต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษผู้อยู่เบื้องหลัง อินโดนีเซียได้ดำเนินการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต เศรษฐกิจ และการทหารกับมาเลเซีย อีกนัยหนึ่งเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนปัญหาเศรษฐกิจภายในอินโดนีเซีย และเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการรักษาอำนาจของตนโดยอาศัยอุดมการณ์ชาตินิยมเป็นตัวขับเคลื่อน หลังสิ้นสุดยุคซูการ์โนแม้อินโดนีเซียจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคซูฮาร์โต และใช้นโยบายต่างประเทศแบบประนีประนอมมากขึ้น แต่แนวคิดชาตินิยมยังคงสืบสานต่อและฝังลึกในความรู้สึกความเป็นปฏิปักษ์ต่อมาเลเซีย ซึ่งปรากฏในเหตุการณ์ความขัดแย้งร่วมสมัยระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียทั้งในด้านกีฬา เช่น การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในปี ค.ศ. 2011 และ 2017 รวมถึงด้านวัฒนธรรม เช่น นาฏกรรมของชาวบาหลีที่มีชื่อว่าเพนเดท (pendet) และผ้าบาติก เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียรวมถึงการสะท้อนของแนวคิดชาตินิยมต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งร่วมสมัยในด้านกีฬา และด้านวัฒนธรรม การวิจัยชิ้นนี้จึงใช้แนวคิดชุมชนจินตกรรม (Imagined Community) ของ Benedict Anderson และแนวคิดชาติพันธุ์-สัญลักษณ์นิยม ของ Anthony D. Smith เป็นกรอบการวิเคราะห์
การจัดการแนวคิดชาตินิยมจีนกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยูในสมัยสี จิ้นผิง (2013-2023), จิงยี่ เหริน
การจัดการแนวคิดชาตินิยมจีนกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยูในสมัยสี จิ้นผิง (2013-2023), จิงยี่ เหริน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันจีนได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีลักษณะเชิงรุกและมั่นใจมากขึ้นในประเด็น อาณาเขต ซึ่งนักวิชาการจำนวนมากมองว่าเป็นผลจากกระแสชาตินิยมที่ทวีความเข้มข้นขึ้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานของชาตินิยมจีนและผลกระทบที่มีต่อ นโยบายและพฤติกรรมของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในกรณีข้อพิพาทหมู่ เกาะเตียวหยู/เซ็งกากุ ผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดสัจนิยมคลาสสิกใหม่ โดยถือชาตินิยมเป็นตัวแปร ภายในประเทศ และนำมาวิเคราะห์นโยบายของจีนภายใต้บริบทที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า แรงกดดันจากกระแสชาตินิยมมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้จีนดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวมาก ขึ้นต่อประเด็นหมู่เกาะเตียวหยู อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของชาตินิยมยังคงถูกจำกัดโดยปัจจัยเชิง โครงสร้างและบริบทภายในประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลภายใต้การนำของสี จิ้นผิงมิได้ดำเนินนโยบาย ชาตินิยมอย่างสุดโต่ง หากแต่แสดงให้เห็นถึงความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองต่อ แรงกดดันจากกระแสชาตินิยมภายในประเทศกับการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิทยานิพนธ์นี้ได้นำเสนอกรอบการวิเคราะห์ที่ช่วยให้เข้าใจพลวัตของปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยม กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ
Factors Affecting Securitization In United States Climate Policy Under The Biden Administration, Gordon Spahr
Factors Affecting Securitization In United States Climate Policy Under The Biden Administration, Gordon Spahr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study articulates the importance of the audience in Buzan’s securitization framework by analyzing the case of climate securitization in the United States under the Biden Administration between 2021 and 2025. The role of the audience is demonstrated as a coequal piece of the securitization framework through a new process of analysis in which securitizing speech acts are examined and paired with an analysis of audience acceptance to determine the extent to which those acts were successful. A qualitative analysis of securitizing speech acts was conducted on executive orders and multiple policy documents produced by the Administration and was then …
Towards Gender-Equal Education In Thailand: Analyzing Challenges, Opportunities And The Interconnections Between Sustainable Development Goal 4 (Quality Education) And Goal 5 (Gender Equality), Thitirat Uraisin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The 17 Sustainable Development Goals (SDGs) mark a significant paradigm shift in global development. Designed to be comprehensive, inclusive, and bold, the SDGs aim to end poverty, protect the planet, and ensure that all people enjoy peace and prosperity by 2030 (UNDP, 2025). Given that human ingenuity is central to the success of sustainable development and the achievement of global prosperity (Shechtman, n.d.), education emerges as a vital instrument. It is foundational in building human capital and must be accessible to all, regardless of gender, age, or background. Thailand has made notable progress in improving access to education, particularly since …
นโยบายกลาโหมของมาเลเซีย ค.ศ. 2022 ถึง 2024: การวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เลิศชัย จิรากร
นโยบายกลาโหมของมาเลเซีย ค.ศ. 2022 ถึง 2024: การวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เลิศชัย จิรากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้วิเคราะห์นโยบายกลาโหมมาเลเซียระหว่างปี ค.ศ. 2022 ถึง 2024 โดยวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงหลายมิติที่ปรากฏชัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษาใช้กรอบทฤษฎี โดยมองจากทฤษฎีสัจนิยมใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนและลักษณะพฤติกรรมทางยุทธศาสตร์ของมาเลเซีย บริบทระหว่างประเทศลักษณะเด่นคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อในทะเลจีนใต้ การเสริมสร้างกำลังทหารของประเทศเพื่อนบ้าน การเพิ่มขึ้นของภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นต่อเนื่องในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ จากมุมมองของทฤษฎีสัจนิยมใหม่ นโยบายกลาโหมมาเลเซียสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการตอบสนองอย่างสมเหตุสมผลต่อระบบอนาธิปไตยระหว่างประเทศ และสภาวะทางแพร่งด้านความมั่นคงในภูมิภาค การแสดงบทบาทเชิงรุกอย่างต่อเนื่องของมหาอำนาจ โดยเฉพาะกิจกรรมของจีนในทะเลจีนใต้ซึ่งส่งผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจจำเพาะและการอ้างอธิปไตยของมาเลเซีย ผลักดันให้มาเลเซียให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของชาติและกลไกการพึ่งพาตนเอง ซึ่งปรากฏชัดในความมุ่งมั่นปรับปรุงกลาโหมมาเลเซียให้ทันสมัย การเพิ่มงบประมาณกลาโหม สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นตามแนวคิดสัจนิยมใหม่ในการสร้างขีดความสามารถในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง การให้ความสำคัญกับการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนยังคงมีความสำคัญสูงสุด
ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แนบแน่นระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา: อุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของดูเตอร์เตที่มีต่อสหรัฐอเมริกา, โสมนัส ทองคำ
ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แนบแน่นระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา: อุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของดูเตอร์เตที่มีต่อสหรัฐอเมริกา, โสมนัส ทองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา โดยครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ยุคอาณานิคมของสหรัฐฯ จนถึงยุคสมัยของประธานาธิบดีดูเตอร์เต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยส่งผลให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศยังคงเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของดูเตอร์เต อันเนื่องมาจากการที่ดูเตอร์เตได้พยายามสร้างระยะห่างระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ โดยเลือกที่จะกระชับความสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศได้หยั่งรากลึกอย่างมั่นคง โดยมีปัจจัยหลักสองประการเป็นแรงขับเคลื่อน ปัจจัยแรกคือความท้าทายภายนอก เช่น ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายข้ามชาติ และผลกระทบในระดับโลกจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปัญหาเหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกับพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ได้รับการยอมรับ ปัจจัยที่สองคือความท้าทายภายใน ได้แก่ ความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกอย่างแน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ ภายในกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองของฟิลิปปินส์ กองทัพ สถาบันของรัฐ และสังคมโดยรวม แม้ว่าดูเตอร์เตในช่วงแรกแสดงท่าทีที่เผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แต่การเกิดขึ้นของภัยคุกคามจากภายนอกและแรงกดดันภายในประเทศ ในท้ายที่สุดก็ทำให้ดูเตอร์เตต้องปรับจุดยืนของตนใหม่และกลับมาร่วมมือกับสหรัฐฯ อีกครั้ง สิ่งนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญและยั่งยืนของความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค
โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024), ไอริณ เลาห์ภูติ
โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024), ไอริณ เลาห์ภูติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางของโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) ในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานระหว่างปี ค.ศ. 2019 - 2024 รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบจากการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว โดยผู้วิจัยใช้กรอบความคิดที่มององค์การระหว่างประเทศเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับ (International Organizations as Bureaucracies) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินงานของ WFP ภายใต้เงื่อนไขที่ซับซ้อนของซูดาน อันได้แก่ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการใช้ความรุนแรง เศรษฐกิจที่ตกต่ำ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)จากการศึกษาพบว่า แม้ WFP จะสามารถบรรเทาวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารได้ในเฉพาะหน้า แต่ในความเป็นจริงไม่อาจสร้างผลกระทบในเชิงบวกที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในซูดานได้ และย่อมหมายถึง WFP ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2 ยุติความหิวโหย (SDG 2 Zero Hunger) ได้เช่นกัน เนื่องจากแนวทางที่กำหนดมาเพื่อใช้แก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานไม่ได้มุ่งแก้ไขที่ต้นเหตุแท้จริง อันเป็นผลมาจากความเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับซึ่งสร้างข้อจำกัดให้กับ WFP ในการดำเนินงานดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ
ฟินแลนด์กับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศนำไปสู่การเป็นสมาชิกนาโต, ไอวริณ ศิลปะ
ฟินแลนด์กับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศนำไปสู่การเป็นสมาชิกนาโต, ไอวริณ ศิลปะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงแนวคิดจากนโยบายความเป็นกลางของฟินแลนด์ไปสู่การสมัครเป็นสมาชิกนาโต และวิเคราะห์ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ฟินแลนด์เปลี่ยนมุมมองและรู้สึกว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคาม โดยในการศึกษาครั้งนี้ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก มาประกอบการวิเคราะห์จากการศึกษาพบว่า ฟินแลนด์พยายามและมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายความเป็นกลาง เพื่อความอยู่รอด รักษาผลประโยชน์ของประเทศ และปรารถนาที่จะอยู่นอกเหนือผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันของมหาอำนาจ โดยสืบทอดแนวนโยบายความเป็นกลางผ่านบทบาททางการเมืองของผู้นำฟินแลนด์มาหลายรุ่น ตามแนวทาง Paasikivi-Kekkonen ในปี 2022 หลังจากเหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครน ฟินแลนด์วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ความมั่นคง ซึ่งชี้ว่าฟินแลนด์ตกอยู่ในความเสี่ยงอาจถูกคุกคามความมั่นคง ผู้นำฟินแลนด์ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้ ปัจจัยแรก การรับรู้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเกี่ยวกับรัสเซียว่าเป็นภัยคุกคามทางทหาร ได้แก่ รัสเซียสามารถที่จะโจมตีเพื่อนบ้านของตน การระบาดของสงครามแสดงให้เห็นข้อจำกัดที่ชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ประเทศอื่นๆ และการโจมตีของรัสเซียตอกย้ำว่ารัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์สามารถสร้างพื้นที่สำคัญสำหรับการซ้อมรบได้ ปัจจัยที่สอง การเปลี่ยนแปลงกระแสความคิดเห็นของสาธารณชนที่สนับสนุนการเข้าร่วมนาโต ชาวฟินแลนด์แสดงความพึงพอใจและสนับสนุนในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตและต้องการความมั่นคงในรูปแบบพันธมิตรทางทหารอย่างมาก ผลการสำรวจฯพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 76 เห็นด้วยและสนับสนุนการเป็นสมาชิกนาโต และร้อยละ 12 ไม่เห็นด้วย ปัจจัยดังกล่าวได้นำฟินแลนด์มุ่งสู่การสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตสำเร็จสมบูรณ์ (สมาชิกลำดับที่ 31) เมื่อ 4 เมษายน 2023
ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta’Ang National Liberation Army: Tnla) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา, กรชวัลย์ จุ้มฝน
ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta’Ang National Liberation Army: Tnla) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา, กรชวัลย์ จุ้มฝน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัย ที่ส่งผลต่อการขยายอิทธิพลของ TNLA ในรัฐฉานเหนือและกลายเป็นหนึ่งในกองกำลังหลักในการต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาในช่วงต้นทศวรรษ 2550 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและ TNLA ในด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ ว่ามีผลต่อพลวัตการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของ TNLA อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิดรัฐล้มเหลว (failed states) ในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การเติบโตของ TNLA มิได้เป็นผลจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นผลจากกระบวนการที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2552 TNLA ได้พัฒนาศักยภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในด้านศักยภาพทางการทหาร โครงสร้างการปกครองในพื้นที่ควบคุม และเครือข่ายเศรษฐกิจข้ามพรมแดน โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2564 ที่ส่งผลให้เมียนมาเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวอย่างชัดเจน รัฐบาลทหารเมียนมาสูญเสียความสามารถในการควบคุมพื้นที่ชายแดน การจัดบริการสาธารณะ และความชอบธรรมทางการเมือง เปิดโอกาสให้ TNLA สถาปนาอำนาจควบคุมพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ในบริบทดังกล่าว จีนซึ่งมีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในรัฐฉานเหนือ ได้ดำรงความสัมพันธ์กับ TNLA ในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ ผ่านกลไกเศรษฐกิจชายแดน การค้า การลงทุน และการสนับสนุนทางทหารทางอ้อม ซึ่งช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของ TNLA ทั้งในมิติทางทหารและการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจีนก็ได้ใช้กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธอย่าง TNLA เป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดนและคุ้มครองผลประโยชน์ของตนในรัฐฉานเหนือ ดังนั้น พลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับ TNLA จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจีนในฐานะผู้มีอิทธิพลสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมา รวมทั้งต่อการเติบโตของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธตามแนวชายแดน และทิศทางของรัฐล้มเหลวในอนาคตว่าจะสามารถฟื้นฟู สู่ความเป็นรัฐที่มีเสถียรภาพและความชอบธรรม หรือจะดำรงอยู่ในสถานะรัฐเปราะบางซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจต่อไปxx
มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566, โจเซฟ แดเวนโพรท์
มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566, โจเซฟ แดเวนโพรท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในกิจการระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกคือการเกิดการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาว่าการสร้างประเด็นความมั่นคงจากภายนอกต่อภูมิภาค ประกอบกับพลวัตภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศไทย ส่งผลอย่างไรต่อการรับรู้ด้านความมั่นคงของผู้นำกองทัพในกองทัพไทย โดยใช้แนวทางแบบองค์รวมซึ่งรวมถึงการวิจัยเอกสาร การสำรวจความคิดเห็นของนายทหารไทย และการสัมภาษณ์ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่กองทัพไทยในฐานะกลไกการสร้างการรับรู้ และวิเคราะห์ว่าพัฒนาการด้านความมั่นคงทั้งภายนอกและภายในได้ส่งอิทธิพลต่อมุมมองของกองทัพไทยอย่างไร งานวิจัยนี้เสนอข้อค้นพบหลักสามประการ ประการแรก ผู้นำกองทัพไทยมองว่ารัฐมหาอำนาจไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทยมากเท่ากับเมื่อไม่กี่ปีก่อน ประการที่สอง กองทัพไทยยังคงให้ความสำคัญกับปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในและอธิปไตยของชาติ มากกว่าภัยคุกคามจากภายนอก ประการที่สาม การที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีความขัดแย้งข้ามพรมแดนในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้การรับรู้ถึงภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้านลดลง และเน้นให้เห็นถึงความต้องการเสถียรภาพและความเป็นกลางท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการรับรู้ด้านความมั่นคงของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนที่ประเทศไทยต้องเผชิญในการดำเนินยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยพยายามรักษาความสัมพันธ์อย่างสมดุล ควบคู่ไปกับการธำรงความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ผลการศึกษานี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการที่สนใจพลวัตด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลกระทบที่กว้างขึ้นจากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง
นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้อภิปรายความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาในรัฐบาลบารัค โอบามา รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลโจ ไบเดน โดยนำกรอบการศึกษาการเมืองเกี่ยวพัน (Linkage Politics) มาใช้สำหรับการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยจากการเมืองระหว่างประเทศกับการเมืองภายในของสหรัฐอเมริกา ปัจจัยภายในประเทศที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยบทบาทของผู้นำและผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจและบทบาทของกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ กอปรกับปัจจัยภายนอก ที่ประกอบด้วย เหตุการณ์ทางการเมืองในระบบระหว่างประเทศ บรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศและนโยบายต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา วิทยานิพนธ์ฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินนโยบายของวอชิงตัน การคาดการณ์แนวโน้มในการดำเนินนโยบายและบทบาทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในอนาคต รวมถึงอธิบายกระบวนการและสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาต่อประเด็นสภาพภูมิอากาศโลก
สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก: มุมมองยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง, พรพิทักษ์ นิ่มอนงค์
สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก: มุมมองยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง, พรพิทักษ์ นิ่มอนงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการศึกษาพลวัตการใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ โดยศึกษาผ่านมุมมองการกระจายความเสี่ยง (Hedging) ตามทัศนะของ Kuik (2008) เพื่อตอบคำถามที่ว่า ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกอย่างไร โดยเสนอว่า สิทธิการป้องกันตนเองร่วมดำเนินพลวัตเป็นตัวสนับสนุนอยู่เบื้องหลังการเป็นผู้สร้างสันติภาพเชิงรุกในเวทีโลก เราจึงได้เห็นญี่ปุ่นรุกเข้าเสริมสร้างระบบพันธมิตรเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันยังขยับขยายไปสู่พันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายทางความมั่นคงซึ่งจะประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศญี่ปุ่นในอนาคต จากการศึกษาพบว่านายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะให้เหตุผลการยอมรับสิทธิการป้องกันตนเองร่วม (collective self-defense: CSD) ว่า ภัยคุกคามต่อญี่ปุ่นกำลังทวีความรุนแรงรอบด้าน ทั้งการสั่งสมขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ ข้อพิพาททางดินแดน รวมไปถึงการขยายอิทธิพลของจีนที่อาจเข้าแทนที่สหรัฐอเมริกาในภูมิภาค หากสถานะเดิม (status quo) เปลี่ยนไป ญี่ปุ่นภายใต้รัฐธรรมนูญสันติภาพจะไม่อาจต่อสู้ได้เพียงลำพัง งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นว่า พลวัตนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่มีความเปลี่ยนแปลงในแนวทางและจุดมุ่งหมายของการเข้าหาพันธมิตรนับตั้งแต่การยอมรับให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้ในปี 2014 ไปจนถึงการลงจากอำนาจของชินโซ อาเบะ ในปี 2020
การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย: กรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16, ธนพร ช่วยเจริญ
การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย: กรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16, ธนพร ช่วยเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย ผ่านกรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและสถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น 16 โดยใช้แนวคิดเรื่องสื่อและนโยบายต่างประเทศ (Media and Foreign Policy) สำหรับวิเคราะห์บทบาททางการทูตของสื่อจีนผ่านนโยบายด้านสื่อของรัฐบาลจีน และการศึกษาสาร (message) ที่รัฐบาลจีนส่งมายังผู้รับสารชาวไทยผ่านเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16 ผลจากการศึกษาพบว่า 1) สื่อมวลชนจีนมีบทบาททางการทูตสาธารณะในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยใช้แนวทาง “Tell China's Story Well” ในการส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศจีน 2) รัฐบาลจีนต้องการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความเจริญรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนผ่านเนื้อหาด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเน้นนำเสนอเรื่องราวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอารยธรรมจีนโบราณ 3) รัฐบาลจีนต้องการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อตอบโต้ภาพลักษณ์ด้านลบจากชาติตะวันตก พร้อมสื่อสารว่าประเทศจีนเป็นประเทศทันสมัย เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและรับผิดชอบต่อสังคมโลก ไม่ใช่ภัยคุกคาม 4) ความร่วมมือด้านสื่อระหว่างเครือมติชน-ข่าวสดกับสำนักข่าวซินหัว และทีเอ็นเอ็น 16 กับกลุ่มสื่อจีน สะท้อนให้เห็นว่าสื่อไทยบางส่วนเกิดการเซนเซอร์ตนเองเมื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับรัฐบาลจีนหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน
การเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม: กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม, จินตนา คำอุดม
การเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม: กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม, จินตนา คำอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สงครามและความขัดแย้งในปัจจุบัน นำมาซึ่งการเกิดผลกระทบตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอันเกิดขึ้นกับผู้หญิง ซึ่งได้รับผลกระทบและตกเป็นเหยื่อโดยตรงจากความรุนแรงของสงคราม สารนิพนธ์นี้จึงต้องการศึกษาประเด็นความขัดแย้งร่วมสมัยในมิติเพศสภาพ โดยศึกษาประเด็นการเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลามหรือไอซิส เมื่อปี 2014 ซึ่งได้กระทำความรุนแรงกดขี่ทางเพศต่อหญิงสาวชาติพันธุ์ยาซิดี ในสงครามการก่อการร้ายตามความเชื่อทางศาสนาของกลุ่มไอซิสในดินแดนตะวันออกกลาง ซึ่งระบอบชายเป็นใหญ่ที่ไอซิสพยายามสถาปนาขึ้นนี้ ถูกต่อต้านโดยกลุ่มสตรีผู้แปรสภาพจากเหยื่อมาเป็นผู้เรียกร้องสิทธิสตรี และยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น งานชิ้นนี้จึงมุ่งศึกษากระบวนการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มผู้หญิงยาซิดีมีรูปแบบและวิธีการต่อสู้อย่างไร ผลการศึกษาพบว่าสามารถแบ่งการต่อสู้ออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) การต่อสู้ผ่านวิธีการสันติวิธีและการตีแผ่ความจริง 2) การต่อสู้ผ่านการจัดตั้งกองกำลังทหารหญิง และ 3) การต่อสู้ผ่านการสร้างพันธมิตรและแสวงหาความร่วมมือ
เบื้องหลังการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์และผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์, สุธิดา สังขพันธุ์
เบื้องหลังการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์และผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์, สุธิดา สังขพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาถึงพลวัตที่ซับซ้อนของการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมโดยองค์กรอาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติในบริบทที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลกระทบที่มีต่อความมั่นคงของมนุษย์ในหลากหลายมิติ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่การพัฒนาทางเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์ ยังคงขาดงานศึกษาในทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงคนเพื่อบังคับก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ สารนิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอให้เห็นถึงกลไลวิธีการหลอกลวงบุคคลให้เข้ามาเป็นผู้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเผยให้เห็นด้านมืดของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของมนุษย์และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และประเมินถึงผลกระทบในหลายมิติของอาชญากรรมที่มีต่อความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งความมั่นคงในระดับบุคคล ในด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชุมชน รายงานฉบับนี้จัดทำโดยการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ วิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์กับการค้ามนุษย์ อุปสรรคต่อการปรามปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้ที่เป็นผลจากความซับซ้อนทางเทคโนโลยี การไม่เปิดเผยตัวตนในโลกออนไลน์ กรอบกฎหมายที่ไม่พอเพียงต่อการแก้ปัญหา ความแตกต่างของเขตอำนาจศาล และอุปสรรคในการคัดแยกหรือช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย นอกจากนี้ ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างของความตระหนักรู้และทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้เกิดความเปราะบางในสังคม เสนอแนะการแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มศักยภาพในการเก็บหลักฐานทางดิจิทัล เสริมสร้างการตระหนักรู้ของสังคม ทักษะความเข้าใจต่อเทคโนโลยี การปรับปรุงกรอบกฎหมายให้มีความสอดคล้องการสนับสนุนให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสร้างกลไกช่วยเหลือคุ้มครองเหยื่อผู้เสียหายที่มีประสิทธิภาพ งานศึกษาฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาประเด็นปัญหาของการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์ในเชิงกว้างที่เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการตอบสนองต่อปัญหาด้วยวิธีการบูรณาการ และยึดตัวบุคคลเป็นศูนย์กลางเพื่อปกป้องไว้ซึ่งความมั่นคงของมนุษย์ภายในโลกดิจิทัลปัจจุบัน
การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ : การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างปี 2018-2019, ณัฐพันธ์ สุขสวัสดิ์
การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ : การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างปี 2018-2019, ณัฐพันธ์ สุขสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ ในช่วงประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างปี 2018-2019 โดยใช้ทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Realism) เป็นกรอบศึกษา การศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ทำให้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ดำเนินนโยบายเชิงผ่อนคลายต่อเกาหลีเหนือ มาจากการปรับเปลี่ยนท่าทีที่อ่อนลงของ คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งทำให้เกิดการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ในปี 2018 และเอื้อประโยชน์ให้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ใช้เป็นโอกาสในการเข้าหาเกาหลีเหนือผ่านเกาหลีใต้ที่เป็นพันธมิตร นำไปสู่การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ครั้งที่ 1 ในปี 2018 ที่สิงคโปร์ และครั้งที่ 2 ในปี 2019 ที่กรุงฮานอย เวียดนาม อย่างไรก็ดี แม้การประชุมสุดยอดผู้นำทั้ง 2 ครั้ง ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็มีพัฒนาการที่สามารถนำไปสู่การขจัดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงทางการทูตของทรัมป์ในการเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่สามารถทำให้เกิดการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ และเป็นผลประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองของทรัมป์สำหรับใช้แสวงประโยชน์ในโอกาสอื่น ๆ ต่อไป
ทุนจีนสีเทากับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของไทยในช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565, ปาลิตา รักษ์ชน
ทุนจีนสีเทากับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของไทยในช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565, ปาลิตา รักษ์ชน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับทุนจีนสีเทาว่าส่งผลกระทบอย่างไรต่อการเพิ่มขึ้นของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในไทยช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565 เนื่องจากปัจจุบันปัญหาธุรกิจสีเทาของ นักลงทุนชาวจีนได้กำลังแผ่ขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก และก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ตามมาอีกมากมายซึ่งประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับปัญหาทุนจีนสีเทานี้ด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากข่าวสารที่สื่อหลายสำนักพยายามตีแผ่เรื่องราวของทุนจีนที่กำลังฝังรากลึกในไทย รวมถึงข่าวการถูกจับกุมของแก๊ง ชาวจีนที่เข้ามาลงทุนธุรกิจผิดกฎหมายในไทย เป็นต้น การดำเนินธุรกิจสีเทาของจีนกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจึงเป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจ โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเกิดธุรกิจสีเทาของจีนในไทย และผลกระทบของทุนจีนสีเทาต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในไทยช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565 จากการศึกษาพบว่าทุนจีนสีเทาอาศัยนโยบายขยายตัวของรัฐบาลจีน เช่น Going Out Policy และ One Belt One Road ประกอบกับโลกาภิวัฒน์ที่นำพาโลกสู่การเชื่อมโยงและมีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น แต่ก็แฝงมาด้วยกระแสลบ (negative flow) อย่างทุนจีนสีเทานี้ที่นำมาซึ่งธุรกิจที่ผิดกฎหมายและแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความอ่อนแอทางด้านเศรษฐกิจและการบังคับใช้กฎหมาย จึงเป็นการช่วยเพิ่มการเติบโตของธุรกิจที่ผิดกฎหมายของ ทุนจีนสีเทาโดยไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับประเทศต้นทางอย่างแท้จริง อีกทั้งยังนำมาซึ่งปัญหาอาชญากรรมอีกมากมาย ในสารนิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งให้เห็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติทางด้านยาเสพติดรวมถึง การฟอกเงิน ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง
นโยบายต่างประเทศของจีน ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้, ศิวลักษณ์ ไล้เลิศ
นโยบายต่างประเทศของจีน ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้, ศิวลักษณ์ ไล้เลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานนี้ต้องการชี้ให้เห็นนโยบายต่างประเทศของจีนในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ดำเนินการต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นปัจจัยหลักหรือไม่ ที่ทำให้จีนเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ดังเช่นที่ผ่านมา โดยเลือกพิจารณาเหตุการณ์ตั้งแต่ นายสี จิ้นผิง เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของจีนจนถึงปัจจุบัน นโยบายต่างประเทศจีนต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบว่าบทบาทของสหรัฐในฐานะเป็นประเทศภายนอกภูมิภาค ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวกับข้องกับข้อพิพาททะเลจีนใต้โดยตรง แต่สหรัฐเลือกที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาค ทั้งทางด้านความร่วมมือทางการทูต ทางทหาร เป็นต้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้จีนมีปฏิกิริยาที่ตอบโต้ในข้อพิพาททะเลจีนใต้ก้าวร้าวมากขึ้น และจีนมองว่าสหรัฐเป็นปัจจัยหลักที่จะเข้ามาแทรกแซงการขยายอำนาจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของจีน และลดความเชื่อมั่นในของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีต่อจีน จีนจึงเลือกที่จะเพิ่มกำลังทหารในทะเลจีนใต้ แสดงความเป็นมหาอำนาจในพื้นที่ทะเลจีนใต้โดยการสร้างเกาะเทียม และฝึกซ้อมรบต่างๆ เพื่อแสดงศักยภาพในภูมิภาค และเพื่อลดทอนอำนาจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย เพื่อจุดประสงค์สุดท้ายแล้วของจีนคือก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจคนใหม่ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ประเทศมหาอำนาจจะแสวงหาโอกาสที่จะให้ได้มาซึ่งการมีอำนาจเหนือคู่แข่งของตน และรัฐมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การครองความเป็นเจ้า ความเป็นมหาอำนาจ (hegemony) หรือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อให้เป็นอิสระจากรัฐอื่น และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจจึงถูกกำหนดให้เป็นรูปแบบของการแข่งขันด้านความมั่นคงอยู่ตลอด รัฐจึงต้องขยายอำนาจทางการทหาร เศรษฐกิจและภูมิศาสตร์เพื่อเพิ่มความมั่นคงของรัฐ จึงสามารถที่จะอธิบายเหตุผลที่จีนเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศดังกล่าวได้ด้วยทฤษฎี offensive realism เพื่ออธิบายการแสดงออกของชาติมหาอำนาจและรัฐอื่นๆ ในระบบการเมืองระหว่างประเทศ
การลงทุนของจีนผ่านข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Bri) ในกัมพูชา : กรณีศึกษา โครงการดาราสาครในมิติด้านความมั่นคง, ธันยพร สมศรี
การลงทุนของจีนผ่านข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Bri) ในกัมพูชา : กรณีศึกษา โครงการดาราสาครในมิติด้านความมั่นคง, ธันยพร สมศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานชิ้นนี้ต้องการนำเสนอให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนที่นำโครงการข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) มาใช้ในการเชื่อมจีนกับนานาประเทศทั่วโลก ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงขยายการลงทุน โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานในการส่งออกกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกันจีนก็ได้พัฒนาขีดความสามารถทางทหาร รวมถึงอาวุธยุทโปกรณ์ เห็นได้จากงบประมาณด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี แสดงให้เห็นถึงการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจของจีนทางเศรษฐกิจและการเมืองความมั่นคงควบคู่กันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานที่จีนไปสร้างตามจุดยุทธศาสตร์เส้นทางการเดินเรือ ด้วยการออกแบบทำให้สามารถรองรับการใช้ประโยชน์ได้สองทางทั้งในเชิงพาณิชย์และการทหาร ทั้งนี้ โครงการดาราสาครของกัมพูชาเป็นหนึ่งในโครงการ BRI ที่สำคัญ ตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันระหว่างจีนและประเทศสมาชิกในอาเซียน แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามมิติด้านความมั่นคงไปได้ เนื่องจากภายในมีทั้งท่าเรือน้ำลึก สนามบิน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งมีศักยภาพในการรองรับกองทัพจีน โดยเหมาะแก่การเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการวางกองกำลังทหารและใช้สถานที่ดังกล่าวไปในภารกิจปกป้องเส้นทางการเดินเรือได้ ที่สำคัญ หากในอนาคตกัมพูชามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถมีกองทัพต่างประเทศตั้งอยู่ภายในประเทศได้ โครงการดาราสาครอาจกลายเป็นฐานทัพแห่งที่สองในต่างประเทศของจีน นอกจากฐานทัพต่างประเทศแห่งแรกของจีนที่ประเทศจีบูติ
ความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนาม, นวพร เกตุคง
ความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนาม, นวพร เกตุคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ ศึกษาความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนามผ่านมุมมองทฤษฎีระบบโลกของอิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ สำหรับการวิเคราะห์ว่าเพราะอะไรเวียดนามยังไม่สามารถขยับไปสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ แม้เวียดนามจะมีการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนเพื่อยกระดับสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง จากการศึกษาพบว่าเวียดนามมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการยกระดับสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง อย่างไรก็ตามการเข้ามาลงทุนของต่างชาติส่งผลให้เวียดนามมีบทบาทเป็นฐานการผลิตให้แก่ผลิตภัณฑ์ของบรรษัทข้ามชาติของประเทศมหาอำนาจหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว นำไปสู่การมีบทบาทของนายทุนในระบบเศรษฐกิจของเวียดนามก่อให้เกิดระบบทุนนิยม การเกิดชนชั้นนายทุนและแรงงาน การขูดรีดผลประโยชน์ ความเหลื่อมล้ำ และการได้รับผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมกันตามบทบาทการแบ่งงานกันทำในระบบโลก ซึ่งนายทุนย่อมได้รับผลประโยชน์สูงสุดในการลงทุน ดังนั้น บทบาทของประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามทำให้เกิดความท้าทายและความตึงเครียดต่อการพัฒนาศักยภาพของเวียดนามให้หลุดออกจากรายได้ปานกลางระดับต่ำ
การฝึกร่วมและผสมกองทัพอากาศไทยในฐานะเครื่องมือการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทความขัดแย้งของมหาอำนาจ, พิชญ์ ชูกิจคุณ
การฝึกร่วมและผสมกองทัพอากาศไทยในฐานะเครื่องมือการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทความขัดแย้งของมหาอำนาจ, พิชญ์ ชูกิจคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ศึกษาการใช้การฝึกร่วม/ผสมกองทัพอากาศไทยเป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิธีการที่กองทัพอากาศไทยดำเนินการฝึกร่วม/ผสมกับสหรัฐอเมริกาและจีน ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองชาติมีความขัดแย้งกัน และสำรวจว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยอย่างไร ในบริบทที่ทั้งสองมหาอำนาจพยายามที่จะขยายอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การศึกษาใช้ทฤษฎีทางเลือกอย่างสมเหตุสมผล (Rational-Choice Theory) และการทูตทางทหาร (Defense Diplomacy) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินการด้านการฝึกร่วม/ผสมในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงทางทหาร ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการฝึกร่วม/ผสมช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสมดุลทางอำนาจและลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งของมหาอำนาจได้ แต่ในทางกลับกัน การดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเชิงลบได้หากขาดความระมัดระวัง ดังนั้นกองทัพอากาศไทยจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบตามปัจจัยและบริบทความมั่นคงของไทยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบและการสูญเสียผลประโยชน์ในระยะยาว
ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน, วริศรา สีน้ำเงิน
ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน, วริศรา สีน้ำเงิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความท้าทายและอุปสรรคในการประสานงานระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยและองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ในกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองการต่างประเทศ ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค และการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าความท้าทายหลักในการทำงานร่วมกันระหว่างสององค์กรในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือการยึดถือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างรัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ อุปสรรคเกิดจากความแตกต่างของระบบกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันทำให้การประสานงานระหว่างประเทศต้องใช้เวลามาก และรัฐอื่นจะเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ นอกจากนี้ การพิจารณาด้านสิทธิมนุษยชนยังมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจส่งผู้ร้ายข้ามแดนอีกด้วย ข้อเสนอแนะที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศในการดำเนินงานทางกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อให้การประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
การดำเนินนโยบายของไทยต่อรัสเซียหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน, ศุภิสรา ศิลปวรนันท์
การดำเนินนโยบายของไทยต่อรัสเซียหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน, ศุภิสรา ศิลปวรนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 18 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองภายใน จึงทำให้รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ต้องแก้ปัญหาการเมืองภายในประเทศ ในขณะเดียวกันต้องกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศต่อนานาประเทศ ที่เป็นผลจากเหตุการณ์ภายในประเทศ หนึ่งในนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับรัสเซียภายหลังการล่มสลายจองสหภาพโซเวียต ซึ่งต้องฟื้นฟูประเทศเช่นเดียวกันเมื่อเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดแง่มุมของการตัดสินใจ (The Decision-Making Approach to the study of International Politics) ของ Richard C. Snyder, H.W. Bruck and Burton Sapin เป็นแนวคิดการวิเคราะห์การตัดสินใจ เพื่ออธิบายปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนโยบายต่างประเทศของไทยต่อรัสเซีย โดยได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร รายงาน หนังสือพิมพ์ วิทยานิพนธ์ ข่าวสาร และบทความวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าในช่วงเวลาของรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อรัสเซียโดยเน้นด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
การลงทุนของบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าจีน Byd (Build Your Dream) และประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต, สรรค์สรวง ตันติวิธิเวท
การลงทุนของบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าจีน Byd (Build Your Dream) และประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต, สรรค์สรวง ตันติวิธิเวท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เล่มนี้เป็นการศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศในประเด็นการลงทุนของบริษัท BYD (Build Your Dream) ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติจีนที่ได้ลงทุนตั้งฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยผ่านกรอบแนวคิดพาณิชยนิยมใหม่ (Neo-mercantilism) โดยมีระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมระหว่างการศึกษาข้อมูลจากเอกสารวิชาการกับการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่มีส่วนต่อการเข้าใจบริบทการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างผู้บริหารค่ายยานยนต์ไฟฟ้า BYD ในประเทศไทย พร้อมนำข้อมูลที่ได้มาอธิบายประกอบการวิเคราะห์กับข้อมูลจากเอกสารอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ได้รายละเอียดความชัดเจนที่ตรงตามสถานการณ์และบริบทของการลงทุนตั้งฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในไทยของ BYD การศึกษาค้นคว้าพบว่า การลงทุนของ BYD ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าถูกแฝงเอาไว้ด้วยบทบาทของรัฐจีน ผ่านการกำหนดนโยบาย และกำหนดอุตสาหกรรมมุ่งเป้าของตนเอง รวมถึงการส่งออกบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ในฐานะกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ อาศัยช่องโหว่ของความร่วมมือภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองร่วมสมัย กติกาการค้าเสรี รวมถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐกับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของจีนทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์แห่งชาติของจีนอันจะนำไปสู่ของสั่งสมความมั่งคั่งของรัฐ รวมถึงได้สร้างผลกระทบในด้านต่าง ๆ ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและต่อผู้ผลิตรายดั้งเดิมที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตอย่างผู้ผลิตจากญี่ปุ่น รวมถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นในปัจจุบัน
มูลนิธิญี่ปุ่น : หนทางส่งเสริมภาพลักษณ์และการทูตสาธารณะในไทย, เอกกวีร์ พิทักษ์ธนัชกุล
มูลนิธิญี่ปุ่น : หนทางส่งเสริมภาพลักษณ์และการทูตสาธารณะในไทย, เอกกวีร์ พิทักษ์ธนัชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความนี้มุ่งตอบคำถามมูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกใดของญี่ปุ่นผ่านกิจกรรมและเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่มีส่วนสำคัญในการสร้างการรับรู้และเกิดภาพลักษณ์ที่ดีของญี่ปุ่นในประเทศไทย และความท้าทายในการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะในประเทศไทย ทำให้มูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ด้านบวกของญี่ปุ่นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของมูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ นับว่ามีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมการทูตสาธารณะของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มิตรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจและความเข้าใจซึ่งกันและกันผ่านกลไกทางวัฒนธรรม ภาษาและการสื่อสาร ในการปลูกฝังมิตรภาพและความผูกพันร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยอาศัยการสร้างความร่วมมือแบบพันธมิตรและสร้างเครือข่ายกับประชาชนในชาตินั้น ๆ ในการส่งเสริมให้เกิดการรับรู้อย่างลึกซึ้งในภาพลักษณ์ด้านความสุภาพอ่อนโยนและใฝ่สันติซึ่งเป็นแก่นแท้ของความเป็นญี่ปุ่น แม้ว่าในปัจจุบันการดำเนินกิจกรรมด้านการทูตสาธารณะของญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะที่มาจากประเทศอื่น ๆ ที่กำลังดำเนินงานอยู่ในประเทศไทยอย่างเข้มข้นและจริงจังในขณะนี้ แต่มูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ได้มีการเรียนรู้ ทบทวนและปรับบทบาทของตนให้เหมาะสมต่อสถานการณ์และกระแสความนิยมของคนไทยอยู่เสมอ นอกจากนี้ การดำเนินโครงการหรือกิจกรรม ถูกออกแบบให้เข้ากับบริบท วิถีชีวิต และความสนใจที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากพื้นฐานความเข้าใจในบริบทของสังคมไทยเป็นอย่างดี ทำให้การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมประสบผลสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
อธิบายการก้าวกระโดดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเวียดนามในปี ค.ศ. 2008, ชวดล ศุขเจริญ
อธิบายการก้าวกระโดดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเวียดนามในปี ค.ศ. 2008, ชวดล ศุขเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลังจากสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1975 เวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจจากสังคมนิยมไปสู่เศรษฐกิจแบบตลาดเสรี โดยใช้นโยบาย โด่ย เหมย นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 เพื่อเปิดประเทศและดึงดูดการลงทุน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของตนเข้มแข็ง ในนโยบาย โด่ย เหมย นี้ เวียดนามเลือกใช้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจปี ค.ศ. 2001 - 2010 ซึ่งมีการเสริมสร้างบรรยากาศของการลงทุนที่เอื้อต่อบรรษัทข้ามชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญ นับตั้งแต่เวียดนามใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เวียดนามก็ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระหว่างปี ค.ศ. 2006 – 2008 มูลค่าการลงทุนโดยตรงมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ต่างจากช่วงเวลา 20 ปีก่อนหน้านี้ คือระหว่างปี ค.ศ. 1986 – 2005 ซึ่งมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงนำมาสู่คำถามวิจัยหลักของสารนิพนธ์ คือ เวียดนามในช่วงปี ค.ศ. 2006 – 2008 ดำเนินนโยบายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างไร จึงส่งผลให้เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สารนิพนธ์ฉบับนี้ตอบคำถามวิจัยดังกล่าวโดยใช้แนวคิดห่วงโซ่มูลค่าโลก และแนวคิดของธีโอดอร์ เอช. มอแรน ว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศยากจน โดยการเพิ่มมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนา ผู้เขียนสารนิพนธ์ฉบับนี้หวังว่า การตอบคำถามวิจัยนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจวิถีสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
Netflix กับการส่งเสริมวัฒนธรรมระดับโลก: Netflix กับกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้, เกตน์สิริ กองสินพิพัฒน์
Netflix กับการส่งเสริมวัฒนธรรมระดับโลก: Netflix กับกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้, เกตน์สิริ กองสินพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเติบโตของกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้ (Korean Wave) ผ่าน Netflix ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่กำลังเติบโตและได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ชมทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของ Netflix ต่อการเติบโตของกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้ ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ ผลการศึกษาพบว่า Netflix คือผู้เปลี่ยนเกมในอุตสาหกรรมโทรทัศน์โลกจากการเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ผู้สมัครสมาชิกสามารถเข้าถึงและรับชมเนื้อหาจากทั่วโลกได้อย่างไม่จำกัด โดย Netflix ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่วงการโทรทัศน์ เช่น การรับชมอย่างต่อเนื่อง (binge-watching) และการรับชมตามความต้องการ (on-demand) รวมถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวกและสร้างประสบการณ์การรับชมที่น่าพึงพอใจให้แก่ผู้ชม และเพื่อสนับสนุนการใช้งานและคุณสมบัติต่าง ๆ ที่แนะนำให้แก่ผู้ใช้งาน Netflix จึงก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเนื้อหาต้นฉบับ (Netflix Originals) โดยเกาหลีใต้เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนสำหรับกลยุทธ์ Localization ที่ Netflix เข้ามาลงทุนและสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตสื่อท้องถิ่นในการสร้างเนื้อหาต้นฉบับในรูปแบบของสื่อวัฒนธรรมเกาหลี รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มในการเผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลีใต้ที่สำคัญ Netflix จึงมีบทบาทเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ นอกจากนี้ บริการและความสะดวกสบายของ Netflix ดึงดูดให้มีผู้ใช้งาน Netflix เป็นจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมข้ามชาติเปิดกว้างมากขึ้น เมื่อเนื้อหาทางวัฒนธรรมถูกเผยแพร่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Netflix จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้กระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้เติบโตมากขึ้นในระดับโลก
ความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว: อุปสรรคและความท้าทาย, โรสลา แก้วมณี
ความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว: อุปสรรคและความท้าทาย, โรสลา แก้วมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว โดยผู้เขียนได้ใช้กรอบแนวคิดการพึ่งพาอาศัยกันมาใช้และวิเคราะห์อุปสรรคและความท้าทายที่ทำให้การดำเนินงานในด้านดังกล่าวของอาเซียนยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยได้ศึกษาความร่วมมือของอาเซียน สถานการณ์การท่องเที่ยวของอาเซียน ตลอดจนความเป็นมา บทบาทของอาเซียน รวมถึงความก้าวหน้าการดำเนินการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจากการศึกษาสารนิพนธ์ฉบับนี้ต้องการนำเสนอว่าอาเซียนเล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวในฐานะอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดช่องว่างทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนได้ ทำให้อาเซียนพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกหรือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีนโยบายที่มีการพูดถึงในเวทีการประชุมรัฐมนตรีการท่องเที่ยวอาเซียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ การผลักดันอาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว แต่การผลักดันนโยบายดังกล่าวเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายในหลายมิติ อาทิ มิติด้านวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการวางกรอบแนวคิด ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นอื่น และเกิดการแก่งแย่งอัตลักษณ์ระหว่างกัน มิติการเมืองและความมั่นคงที่ทำให้แต่ละประเทศสมาชิกตีความผลประโยชน์สำคัญและภัยคุกคามที่แตกต่างกัน มิติด้านเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดทั้งความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาและความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจในการริเริ่มหรือแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายด้านการท่องเที่ยว รวมถึงมิติอื่น ๆ อย่างความท้าทายจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและโรคระบาดที่เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ
นโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียเพื่อหยั่งอิทธิพลต่อภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย, ธาราทิพย์ แสนบุญครอง
นโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียเพื่อหยั่งอิทธิพลต่อภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย, ธาราทิพย์ แสนบุญครอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มหาสมุทรอินเดียเป็นมหาสมุทรที่มีเส้นทางการค้าทางทะเลมาอย่างยาวนาน จึงกลายเป็นมหาสมุทรที่มีทำเลยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการค้าและการขนส่งทางทะเลส่วนมากจะต้องเดินเรือผ่านมหาสมุทรอินเดีย ส่งผลให้ปัจจุบันมีการเดินเรือผ่านมหาสมุทรดังกล่าวอย่างคับคั่ง ทั้งนี้มหาสมุทรอินเดียยังได้ยึดโยงหลายทวีปไว้ด้วยกัน เปรียบเสมือนเป็นเส้นทางการค้า เป็นหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของนานาประเทศในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ในขณะเดียวกันประเทศอินเดียถือเป็นประเทศที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันได้เปรียบจากการมีแนวชายฝั่งทางทะเลซึ่งติดกับมหาสมุทรอินเดียทั้งด้านตะวันตกและตะวันออก รัฐบาลอินเดียจึงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญต่อมหาสมุทรอินเดียและผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับจากการมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์นี้ โดยมีการริเริ่มและพัฒนานโยบายความมั่นคงทางทะเลของตนเพื่อรักษาอธิปไตยทางทะเลและสร้างความมั่นคงทางการเมือง ทางทหาร รวมถึงเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของตนในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรอินเดียเป็นมหาสมุทรซึ่งเป็นเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญ ส่งผลให้ประเทศที่มีอุตสาหกรรมการผลิตเป็นหลักและมีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ด้านทางออกทางทะเลอย่างจีนพยายามที่จะหาทางออกทางทะเลอีกด้านคือ มหาสมุทรอินเดีย แม้ว่าความพยายามขยายอิทธิพลของจีนสู่มหาสมุทรอินเดียจะก่อให้เกิดเป็นความกังวลต่ออินเดีย อย่างไรก็ตามนโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียที่ใช้ในการหยั่งอิทธิพลในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียที่ถูกริเริ่มขึ้นนั้น มิได้เป็นเพียงนโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงทางทะเลของตนเพียงเท่านั้น แต่อินเดียต้องการพัฒนาประเทศของตนให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นเพื่อการทะยานขึ้นมามีบทบาทและเป็นผู้เล่นที่สำคัญในเวทีโลก