Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
- Keyword
-
- ASEAN-India; ASEAN Centrality; Multipolarity; Great Power Competition; Small States (1)
- Geography; Globalisation; Ulrich Beck; Risk Society; Knowledge Production (1)
- Node; หน่วยประสานเครือข่าย; คุณลักษณะของ node; งานพัฒนาสังคม; ทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ; ประเทศไทย (1)
- Parasite; Anti-capitalism; What is (not) to be done?; Ideology; Enjoyment (1)
- กลิ่น; กลิ่นหอม; มานุษยวิทยาของกลิ่นและกลิ่นหอม; น้ำหอม; วัฒนธรรมกลิ่นหอม (1)
-
- กลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่; รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ; ผู้จัดการสาธารณภัย; การลดความเสี่ยงภัย (1)
- การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น; ท้องถิ่นนิยม; ทฤษฎีการเลือกสาธารณะ; ตัวแบบการระดมมวลชนมีส่วนร่วม (1)
- การกระจายอํานาจ; ภาคีเครือข่าย; ความร่วมมือ; การมีส่วนร่วม; การอภิบาลด้านสุขภาพ; ยุทธวิธี (1)
- การจราจล; การต่อต้านจราจล; แคชเมียร์; ความมั่นคง; อินเดีย (1)
- การจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ; การวิเคราะห์เชิงสถาบัน; ระบบเตือนภัยล่วงหน้า; พายุโซนร้อนปาบึก; นครศรีธรรมราช (1)
- การจัดสวัสดิการสังคม; การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ; จังหวัดเพชรบุรีไห (1)
- การทำให้เป็นประชาธิปไตย; ระบอบผสม; อำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง; การเลือกตั้ง; การควบคุมบงการ (1)
- การทูตอีสปอร์ต; การตลาดเชิงเนื้อหา; การสร้างภาพลักษณ์ของจีน; Honor of Kings; Arena of Valor (1)
- การบังคับใช้กฎหมาย; กฎหมายไทย; พันธกรณี; ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม (1)
- การมีส่วนร่วม; การจัดการน้ำ; การอภิบาลแบบมีส่วนร่วม; น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554; ประเทศไทย (1)
- การรวมกลุ่มชาวนา; กลุ่มชาวนา; การเมืองของความยืดหยุ่นปรับตัว; นาแปลงใหญ่; กลุ่มขนาดย่อม (1)
- การรับนักเรียน; ความเหลื่อมล้ำ; การศึกษาขั้นพื้นฐาน; นโยบายสาธารณะ; การวิเคราะห์นโยบายเชิงตีความ (1)
- การสังหารหมู่; การกราดยิง; ปัญหาทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (1)
- การอดอาหารประท้วง; การทำร้ายตัวเองประท้วง; ความรุนแรง; ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง; การต่อต้านของพลเมือง (1)
- การอภิบาล; ธรรมาภิบาล; การวิจัย; หลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย; รัฐประศาสตรศาสตร์/การบริหารรัฐกิจ (1)
- การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ผู้อพยพ; เอเชียตะวันออก; ค่านิยมแห่งเอเชีย (1)
- การเมืองภายในของจีน; จีนศึกษา; พรรคคอมมิวนิสต์จีน; ระบอบอำนาจนิยมจีน; อำนาจรัฐ (1)
- ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม; คนรุ่นใหม่; การเมืองไทย; ผลสะเทือน; ผลกระทบ (1)
- ขบวนการเอกราช; คาตาโลเนีย; พื้นที่การเมือง; รัฐธรรมนูญ (1)
- คนจนเมืองหลุดระบบ; ผู้เช่าบ้าน; ห้องเช่า; ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร; ความเปราะบาง (1)
- ความคิดทางการเมือง; นโยบายการพัฒนา; อำนาจและความชอบธรรมของรัฐ; วาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์; การเมืองไทย (1)
- ความยั่งยืนขององค์กร; ปัจจัยเชิงกลยุทธ์; บทบาทภาครัฐ (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เกษตรกร; การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตร (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เวลาที่รอคอย; นโยบายการศึกษาของไทย (1)
- ความรับผิดชอบ; การกำหนดนโยบาย; โควิด-19; เอเซียตะวันออกเฉียงใต้; การตอบสนองทางเศรษฐกิจ (1)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 91 - 120 of 421
Full-Text Articles in Political Science
การลงทุนของจีนผ่านข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Bri) ในกัมพูชา : กรณีศึกษา โครงการดาราสาครในมิติด้านความมั่นคง, ธันยพร สมศรี
การลงทุนของจีนผ่านข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Bri) ในกัมพูชา : กรณีศึกษา โครงการดาราสาครในมิติด้านความมั่นคง, ธันยพร สมศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานชิ้นนี้ต้องการนำเสนอให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนที่นำโครงการข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) มาใช้ในการเชื่อมจีนกับนานาประเทศทั่วโลก ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงขยายการลงทุน โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานในการส่งออกกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกันจีนก็ได้พัฒนาขีดความสามารถทางทหาร รวมถึงอาวุธยุทโปกรณ์ เห็นได้จากงบประมาณด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี แสดงให้เห็นถึงการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจของจีนทางเศรษฐกิจและการเมืองความมั่นคงควบคู่กันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานที่จีนไปสร้างตามจุดยุทธศาสตร์เส้นทางการเดินเรือ ด้วยการออกแบบทำให้สามารถรองรับการใช้ประโยชน์ได้สองทางทั้งในเชิงพาณิชย์และการทหาร ทั้งนี้ โครงการดาราสาครของกัมพูชาเป็นหนึ่งในโครงการ BRI ที่สำคัญ ตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันระหว่างจีนและประเทศสมาชิกในอาเซียน แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามมิติด้านความมั่นคงไปได้ เนื่องจากภายในมีทั้งท่าเรือน้ำลึก สนามบิน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งมีศักยภาพในการรองรับกองทัพจีน โดยเหมาะแก่การเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการวางกองกำลังทหารและใช้สถานที่ดังกล่าวไปในภารกิจปกป้องเส้นทางการเดินเรือได้ ที่สำคัญ หากในอนาคตกัมพูชามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถมีกองทัพต่างประเทศตั้งอยู่ภายในประเทศได้ โครงการดาราสาครอาจกลายเป็นฐานทัพแห่งที่สองในต่างประเทศของจีน นอกจากฐานทัพต่างประเทศแห่งแรกของจีนที่ประเทศจีบูติ
ความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนาม, นวพร เกตุคง
ความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนาม, นวพร เกตุคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ ศึกษาความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนามผ่านมุมมองทฤษฎีระบบโลกของอิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ สำหรับการวิเคราะห์ว่าเพราะอะไรเวียดนามยังไม่สามารถขยับไปสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ แม้เวียดนามจะมีการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนเพื่อยกระดับสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง จากการศึกษาพบว่าเวียดนามมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการยกระดับสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง อย่างไรก็ตามการเข้ามาลงทุนของต่างชาติส่งผลให้เวียดนามมีบทบาทเป็นฐานการผลิตให้แก่ผลิตภัณฑ์ของบรรษัทข้ามชาติของประเทศมหาอำนาจหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว นำไปสู่การมีบทบาทของนายทุนในระบบเศรษฐกิจของเวียดนามก่อให้เกิดระบบทุนนิยม การเกิดชนชั้นนายทุนและแรงงาน การขูดรีดผลประโยชน์ ความเหลื่อมล้ำ และการได้รับผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมกันตามบทบาทการแบ่งงานกันทำในระบบโลก ซึ่งนายทุนย่อมได้รับผลประโยชน์สูงสุดในการลงทุน ดังนั้น บทบาทของประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามทำให้เกิดความท้าทายและความตึงเครียดต่อการพัฒนาศักยภาพของเวียดนามให้หลุดออกจากรายได้ปานกลางระดับต่ำ
การฝึกร่วมและผสมกองทัพอากาศไทยในฐานะเครื่องมือการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทความขัดแย้งของมหาอำนาจ, พิชญ์ ชูกิจคุณ
การฝึกร่วมและผสมกองทัพอากาศไทยในฐานะเครื่องมือการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทความขัดแย้งของมหาอำนาจ, พิชญ์ ชูกิจคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ศึกษาการใช้การฝึกร่วม/ผสมกองทัพอากาศไทยเป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิธีการที่กองทัพอากาศไทยดำเนินการฝึกร่วม/ผสมกับสหรัฐอเมริกาและจีน ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองชาติมีความขัดแย้งกัน และสำรวจว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยอย่างไร ในบริบทที่ทั้งสองมหาอำนาจพยายามที่จะขยายอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การศึกษาใช้ทฤษฎีทางเลือกอย่างสมเหตุสมผล (Rational-Choice Theory) และการทูตทางทหาร (Defense Diplomacy) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินการด้านการฝึกร่วม/ผสมในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงทางทหาร ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการฝึกร่วม/ผสมช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสมดุลทางอำนาจและลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งของมหาอำนาจได้ แต่ในทางกลับกัน การดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเชิงลบได้หากขาดความระมัดระวัง ดังนั้นกองทัพอากาศไทยจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบตามปัจจัยและบริบทความมั่นคงของไทยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบและการสูญเสียผลประโยชน์ในระยะยาว
ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน, วริศรา สีน้ำเงิน
ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน, วริศรา สีน้ำเงิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความท้าทายและอุปสรรคในการประสานงานระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยและองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ในกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองการต่างประเทศ ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค และการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าความท้าทายหลักในการทำงานร่วมกันระหว่างสององค์กรในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือการยึดถือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างรัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ อุปสรรคเกิดจากความแตกต่างของระบบกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันทำให้การประสานงานระหว่างประเทศต้องใช้เวลามาก และรัฐอื่นจะเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ นอกจากนี้ การพิจารณาด้านสิทธิมนุษยชนยังมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจส่งผู้ร้ายข้ามแดนอีกด้วย ข้อเสนอแนะที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศในการดำเนินงานทางกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อให้การประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
การดำเนินนโยบายของไทยต่อรัสเซียหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน, ศุภิสรา ศิลปวรนันท์
การดำเนินนโยบายของไทยต่อรัสเซียหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน, ศุภิสรา ศิลปวรนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 18 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองภายใน จึงทำให้รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ต้องแก้ปัญหาการเมืองภายในประเทศ ในขณะเดียวกันต้องกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศต่อนานาประเทศ ที่เป็นผลจากเหตุการณ์ภายในประเทศ หนึ่งในนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับรัสเซียภายหลังการล่มสลายจองสหภาพโซเวียต ซึ่งต้องฟื้นฟูประเทศเช่นเดียวกันเมื่อเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดแง่มุมของการตัดสินใจ (The Decision-Making Approach to the study of International Politics) ของ Richard C. Snyder, H.W. Bruck and Burton Sapin เป็นแนวคิดการวิเคราะห์การตัดสินใจ เพื่ออธิบายปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนโยบายต่างประเทศของไทยต่อรัสเซีย โดยได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร รายงาน หนังสือพิมพ์ วิทยานิพนธ์ ข่าวสาร และบทความวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าในช่วงเวลาของรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อรัสเซียโดยเน้นด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
การลงทุนของบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าจีน Byd (Build Your Dream) และประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต, สรรค์สรวง ตันติวิธิเวท
การลงทุนของบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าจีน Byd (Build Your Dream) และประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต, สรรค์สรวง ตันติวิธิเวท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เล่มนี้เป็นการศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศในประเด็นการลงทุนของบริษัท BYD (Build Your Dream) ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติจีนที่ได้ลงทุนตั้งฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยผ่านกรอบแนวคิดพาณิชยนิยมใหม่ (Neo-mercantilism) โดยมีระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมระหว่างการศึกษาข้อมูลจากเอกสารวิชาการกับการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่มีส่วนต่อการเข้าใจบริบทการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างผู้บริหารค่ายยานยนต์ไฟฟ้า BYD ในประเทศไทย พร้อมนำข้อมูลที่ได้มาอธิบายประกอบการวิเคราะห์กับข้อมูลจากเอกสารอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ได้รายละเอียดความชัดเจนที่ตรงตามสถานการณ์และบริบทของการลงทุนตั้งฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในไทยของ BYD การศึกษาค้นคว้าพบว่า การลงทุนของ BYD ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าถูกแฝงเอาไว้ด้วยบทบาทของรัฐจีน ผ่านการกำหนดนโยบาย และกำหนดอุตสาหกรรมมุ่งเป้าของตนเอง รวมถึงการส่งออกบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ในฐานะกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ อาศัยช่องโหว่ของความร่วมมือภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองร่วมสมัย กติกาการค้าเสรี รวมถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐกับรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของจีนทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์แห่งชาติของจีนอันจะนำไปสู่ของสั่งสมความมั่งคั่งของรัฐ รวมถึงได้สร้างผลกระทบในด้านต่าง ๆ ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและต่อผู้ผลิตรายดั้งเดิมที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตอย่างผู้ผลิตจากญี่ปุ่น รวมถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นในปัจจุบัน
รัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองไทยในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล (ค.ศ. 1885 – 1932), พลอยใจ ปิ่นตบแต่ง
รัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองไทยในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล (ค.ศ. 1885 – 1932), พลอยใจ ปิ่นตบแต่ง
Journal of Social Sciences
โครงการวิจัยนี้ศึกษาประวัติการก่อร่างของแนวคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองในสยาม/ไทย ในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบประวัติภูมิปัญญาของโลก (global intellectual history) โดยมุ่งศึกษาพัฒนาการแนวคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองระหว่างปี ค.ศ. 1885 (เมื่อคำกราบบังคมทูลความเห็นเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2428 ถูกเผยแพร่) จนถึงปี ค.ศ. 1932 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โครงวิจัยชิ้นนี้เสนอว่า ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญนิยมเผยความเชื่อมโยงระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวกับกระแสการปฏิวัติ-ปฏิรูปของโลกในช่วงเวลาเดียวกันได้โดยการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญนิยมกับสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่และชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในการจัดวางแนวคิดเรื่องพลเมืองอันรวมไปถึงความคิดเรื่องสิทธิและหน้าที่ต่อสังคมการเมืองในไทย/สยามลงในบริบทของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสากล
ประธานาธิบดีอินเดีย : พหุลักษณ์และปณิธาน, อภิรัฐ คำวัง
ประธานาธิบดีอินเดีย : พหุลักษณ์และปณิธาน, อภิรัฐ คำวัง
Journal of Social Sciences
บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาอิสระและนำเสนอเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินเดีย ตั้งแต่การสถาปนาประเทศถึงปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สังคมพหุลักษณ์ของอินเดียและปณิธานทางสังคมผ่านตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเก็บข้อมูลระดับทุติยภูมิและระดับตติยภูมิ จากหน่วยงานรัฐและสำนักข่าวอินเดีย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึง (ก) ความสำคัญของการคัดผู้สมัครที่เหมาะสมโดยพรรคการเมืองและพันธมิตร ซึ่งเป็นตัวแปรในการกำหนดหรือไม่ว่าจะส่งเสริมอัตลักษณ์ทางการเมือง (ข) การเลือกของคณะเลือกตั้ง เป็นขั้นตอนตัดสิน มุ่งเป้าตามความโน้มเอียงของพรรค (ค) บริบททางการเมือง สังคม และการเปลี่ยนยุค ส่งผลให้เกิดการปรับสูตรการคัดบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางสังคมตามปรารถนา นี่จึงเป็นการแสดงออกถึงพหุลักษณ์และเอื้อให้อัตลักษณ์ของบุคคลเป็นต้นแบบ เป็นปณิธานทางสังคม และสร้างแรงกระเพื่อมเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้น ตำแหน่งประธานาธิบดีอินเดียจึงมีบทบาทสำคัญในการเชิดชูสังคมพหุลักษณ์ เคารพต่อวรรณะ ชาติพันธุ์ และศาสนา โดยเฉพาะกรณีหลัง ค.ศ.2000 เมื่อตำแหน่งประธานาธิบดีได้แสดงออกมากขึ้นและน่ายกย่องกับบทบาททางสังคมวัฒนธรรมในอินเดีย
Revisiting The Geography Of Globalisation In The Covid-19 Pandemic Using Risk Theory, Kunphatu Sakwit
Revisiting The Geography Of Globalisation In The Covid-19 Pandemic Using Risk Theory, Kunphatu Sakwit
Journal of Social Sciences
My review paper is part of Covid-IAS Project, funded by National Research Council of Thailand. The paper focuses on the geography of globalisation in the Covid -19 pandemic. I employ Ulrich Beck’s concept of risk society to critically examine geography. Although Beck is not a geography theorist, his theory can be used extensively and alternatively to study the geography of globalisation. By drawing upon Beck, I argue that the geography of globalisation in the context of Covid -19 displays forms of dependency upon the politics of knowledge about Covid -19 vaccines. With the production of knowledge, the vaccines have caused …
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง : กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ, พิชยารัชต์ กิติวุฒิศักย์, ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง : กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ, พิชยารัชต์ กิติวุฒิศักย์, ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ
Journal of Social Sciences
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบกรอบแนวคิดและเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดกรณีศึกษาเพื่อให้เกิดตัวอย่างรูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในการขยายผลต่อไปยังจังหวัดและพื้นที่อื่น ผ่านการวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงพื้นที่ โดยสำรวจข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านทรัพยากรในพื้นที่ และด้านโครงสร้างพื้นฐาน จากข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) และ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดอีสานใต้สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จำเป็นต้องพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวให้มีสิ่งที่ดึงดูดใจหรือตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างครบถ้วน ผ่านการทดลองปฏิบัติหรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานทรัพยากรและอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (creative tourism activity) การเรียนรู้ (learning) การทดลองปฏิบัติ (testing) การดู (seeing) และการซื้อ (buying) ที่ได้มีการนำเสนอในผลการศึกษาครั้งนี้
เศรษฐกิจพอเพียงกรอบคิดการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ของรัฐไทย : ศึกษาความเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและชุมชนของชนเผ่าในบริเวณศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่, วสันต์ ปวนปันวงศ์
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยฉบับนี้สะท้อนให้เห็นความซับซ้อนด้านอุดมการณ์ของรัฐผ่านวาทกรรมการพัฒนาพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ชายขอบ และกลุ่มชาติพันธุ์ ว่าท้ายสุดแล้วประเด็นเรื่องการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางพัฒนานั้นมีความเป็นไปได้มากเพียงใดและความสัมพันธ์ระหว่างโครงการหลวงหนองหอยกับชุมชนชาติพันธุ์มีทิศทางการพัฒนาและการตอบสนองอย่างไร จึงนำไปสู่วัตุประสงค์กล่าวคือ เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและชุมชนของชนเผ่าในบริเวณศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่บนกรอบคิดการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ของรัฐไทยภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาดังกล่าวเลือกนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั้งภาครัฐและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ข้อค้นพบในงานวิจัย คือ หน่วยงานภาครัฐและนโยบายรัฐส่วนกลางก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต และระบบเศรษฐกิจ อย่างมากต่อชาติพันธุ์ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นลักษณะของการคุกคามและบังคับแต่เป็น “การเกื้อหนุนกัน” ซึ่งกันและกันระหว่างโครงการหลวงในฐานะหน่วยงานของรัฐในการนำนโยบายจากรัฐเข้าสู่พื้นที่ชายขอบที่ห่างไกลอำนาจรัฐผ่านวาทกรรมการพัฒนา
การเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการส่วนกลางที่มีผลต่อการใช้เงินสะสมของ อปท. ขนาดใหญ่ในการจัดบริการสาธารณะ, ชฎิล โรจนานนท์, นภา วรวรางกูร
การเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการส่วนกลางที่มีผลต่อการใช้เงินสะสมของ อปท. ขนาดใหญ่ในการจัดบริการสาธารณะ, ชฎิล โรจนานนท์, นภา วรวรางกูร
Journal of Social Sciences
เงินสะสมของ อปท. ในปัจจุบันมีปริมาณอยู่ในระดับสูง ถือเป็นการสูญเสียโอกาสการพัฒนาของท้องถิ่น โดยเฉพาะ อปท. ขนาดใหญ่ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ปี พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมก่อนปี พ.ศ. 2561 เป็นระเบียบส่วนกลางกำหนดโครงสร้างเงินสะสมที่ซ้ำซ้อน ขาดความยืดหยุ่น มีพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) ที่จำกัด การออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ (ฉบับที่ 4) ปี พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นระเบียบส่วนกลางที่ปรับโครงสร้างสัดส่วนในการกันทุนสำรองเงินสะสมมาอยู่ที่ร้อยละ 15 นำไปสู่การเพิ่มพื้นที่การคลังในการจัดบริการสาธารณะ จากการทดสอบทางสถิติจากกลุ่ม อปท. ขนาดใหญ่ จำนวน 30 แห่ง พบว่าระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ พ.ศ. 2561 มีส่วนทำให้พื้นที่การคลังเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมให้ อปท. ได้ใช้เงินสะสมเพิ่มขึ้น การใช้เงินสะสมส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อการบริหารองค์กรซึ่งเป็นการใช้เงินสะสมนอกโครงสร้างเงินสะสม นอกจากนี้ อาจมีปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากระเบียบส่วนกลางที่มีเป็นปัจจัยผลักดันให้ อปท. ได้นำเงินสะสมมาใช้จ่าย
ถกคิด ‘การอภิบาล’ (Governance) ในประเทศไทยผ่านงานวิจัยและหลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย, เอกวีร์ มีสุข, ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, วีระ หวังสัจจะโชค, ชุติเดช เมธีชุติกุล
ถกคิด ‘การอภิบาล’ (Governance) ในประเทศไทยผ่านงานวิจัยและหลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย, เอกวีร์ มีสุข, ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, วีระ หวังสัจจะโชค, ชุติเดช เมธีชุติกุล
Journal of Social Sciences
‘การอภิบาล’ (governance) เป็นคำศัพท์ทางวิชาการที่สร้างความสับสนให้กับสังคมไทยมาตั้งแต่ช่วงหลังทศวรรษที่ 1990 อันเนื่องมาจากการแปลและนิยามความหมายที่แตกต่างหลากหลายกัน รวมไปถึงบริบทในการนำไปปฏิบัติที่มีเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะของการใช้แต่ละความหมายของการอภิบาล บทความวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนและวิเคราะห์สถานะความรู้เรื่องการอภิบาลในประเทศไทยที่ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลงานวิจัยสำคัญและหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา โดยงานวิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดเวทีระดมความคิดเห็น ผลการศึกษาค้นพบว่าทั้งการวิจัยและการเรียนการสอนด้านการอภิบาลให้น้ำหนักอย่างมากกับมุมมองหรือแนวคิด ‘ธรรมาภิบาล’ และถูกนำไปปฏิบัติในการบริหารงานภาครัฐตามแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่เป็นสำคัญ ส่งผลให้สถานะองค์ความรู้การอภิบาลในประเทศไทยเกิดวงจรปัญหาที่ทำให้องค์ความรู้การอภิบาลจำกัดหรือลดรูปเหลือเพียง ‘หลักธรรมาภิบาล’ และถูกนำไปสร้าง ถ่ายทอด และผลิตซ้ำผ่านสถาบันทางวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ การออกแบบนโยบาย แผน และวิธีการปฏิบัติงานที่มุ่งใช้กรอบธรรมาภิบาลนี้สะท้อนสภาวะการขาดการนำแนวคิดการอภิบาลในลักษณะอื่นที่เป็นไปได้เข้ามาใช้อย่างเพียงพอหรือการไม่ให้ความสำคัญต่อความรู้การอภิบาลแบบอื่นในทางปฏิบัติ ปัญหานี้ส่งผลต่อทิศทางการแสวงหาความรู้และการพัฒนาการวิจัยที่เกี่ยวกับการอภิบาล ความรู้ในแบบอื่นนอกจาก ‘ธรรมาภิบาล’ ถูกทำให้ไม่สำคัญและหายไป
พลวัตของปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง : กรณีศึกษาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563-2564, บุญเลิศ วิเศษปรีชา, อุเชนทร์ เชียงเสน
พลวัตของปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง : กรณีศึกษาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563-2564, บุญเลิศ วิเศษปรีชา, อุเชนทร์ เชียงเสน
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยชิ้นนี้ นำเสนอสันติวิธีในทางปฏิบัติในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง กรณีการเคลื่อนไหวของขบวนการเยาวชนช่วงปี 2563-2564 เพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขในทางปฏิบัติที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวที่เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะใช้สันติวิธี แต่ต่อมามีผู้ใช้ความรุนแรงเชิงตอบโต้แบบไม่มีอาวุธร่วมด้วย งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูล 60 คน จัดกิจกรรมสนทนากลุ่ม และใช้แนวคิดปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงที่ให้ความสำคัญกับความรู้จากประสบการณ์ของผู้เคลื่อนไหว และการรับมือของรัฐ
บทความนำเสนอสามประเด็น คือ หนึ่ง การยกระดับความรุนแรงเกิดจากปฏิสัมพันธ์โต้ตอบระหว่างฝ่ายรัฐกับผู้ชุมนุม ทั้งสองฝ่ายจึงมีส่วนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น สอง ความรู้จากภาคปฏิบัติของนักกิจกรรมพบว่า ผู้ร่วมเคลื่อนไหวบางส่วนต้องการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ การห้ามปรามจึงไร้ผล ทางเลือกที่ทำได้คือ ช่วยให้ผู้ชุมนุมที่ไม่ต้องการปะทะได้ออกจากพื้นที่เสี่ยง สาม รัฐสามารถสลายการเคลื่อนไหวแล้วไม่เสียความชอบธรรม เพราะใช้วิธีการปราบปรามอย่างชาญฉลาด
การศึกษาวิเคราะห์บทบาทบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยองต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนผ่านแนวคิด “การทูตสามเหลี่ยม”, พรภวิษย์ หล้าพีระกุล, แอนนี คำสร้อย
การศึกษาวิเคราะห์บทบาทบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยองต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนผ่านแนวคิด “การทูตสามเหลี่ยม”, พรภวิษย์ หล้าพีระกุล, แอนนี คำสร้อย
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทและความสำคัญของบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยอง ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ผ่านแนวคิด“การทูตสามเหลี่ยม” เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการและการวางนโยบายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมบทบาทของบริษัทข้ามชาติจีนในไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ(Qualitative Research) โดยทำการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) ผู้ที่เกี่ยวข้องและข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารและงานวิจัย จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis)
ผลการศึกษาพบว่า เหตุปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติจีนในนิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยอง มีบทบาทและความสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน คือ การเป็นนิคมอุตสาหกรรมจีนแห่งแรกในต่างประเทศของจีน ได้รับการผลักดันและสนับสนุนผ่านนโยบายจากรัฐบาลจีนทั้งในอดีต (Going Out) และปัจจุบัน (BRI) โดยมีการให้บทบาทสำคัญแก่บริษัทข้ามชาติจีนในฐานะตัวแสดงของรัฐบาลจีนในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ กอปรกับนโยบายของไทยในปัจจุบัน เช่น ไทยแลนด์ 4.0 และโครงการ EEC นั้นสอดรับกับนโยบายของจีนอย่าง BRI ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มจำนวนการเข้ามาลงทุนของบริษัทข้ามชาติจีนในประเทศไทย เกิดเป็นสภาพการพึ่งพาอาศัยกันและการแข่งขันกัน ทำให้ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างไทยกับจีนนั้นมีขอบเขตที่กว้างและเป็นไปในทิศทางที่ดีมากยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ
รอคอยข้ามรุ่น : มานุษยวิทยาว่าด้วยเวลาที่รอคอยของคนยากจนกับนโยบายสังคมของไทย, ฐานิดา บุญวรรโณ
รอคอยข้ามรุ่น : มานุษยวิทยาว่าด้วยเวลาที่รอคอยของคนยากจนกับนโยบายสังคมของไทย, ฐานิดา บุญวรรโณ
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้นำเสนอผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลบางส่วนที่ได้จากการทำงานภาคสนามทางมานุษยวิทยาใน 10 ครัวเรือนในจังหวัดพิษณุโลกที่มีฐานะยากจน ขาดเงินออม มีอัตราการพึ่งพิงกันในครัวเรือนสูงและการศึกษาต่ำอันเป็นคุณลักษณะของครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นที่ระบุไว้ในหมุดหมายที่ 9 ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) โดยบทความวิจัยนี้มีข้อถกเถียงหลักคือ ความยากจนข้ามรุ่นนั้นยังดำรงอยู่เพราะนโยบายการศึกษาและนโยบายสังคมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ในระหว่างเวลาของการรอคอยนโยบายสังคมที่ช่วยหยุดการส่งผ่านความยากจนข้ามรุ่นนี้ คนยากจนจากหนึ่งรุ่นสู่อีกรุ่นหนึ่งได้สูญเสียโอกาสในชีวิตมากมาย จากการปริทัศน์วรรณกรรมเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเวลาที่รอคอย (waiting time) ผู้วิจัยสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยในการวิเคราะห์ข้อมูลจากภาคสนามเพื่ออธิบายว่าเวลาที่คนยากจนข้ามรุ่นรอคอยนั้นสามารถอธิบายได้สามนัยยะสำคัญ คือ หนึ่ง ความยากจนยังดำรงอยู่และถูกส่งผ่านข้ามรุ่น สอง ช่วงเวลาของการรอคอยนโยบายการศึกษาที่จะช่วยตัดตอนวงจรความยากจนข้ามรุ่นเป็นช่วงเวลาที่คนยากจนรุ่นแล้วรุ่นเล่าสูญเสียโอกาสบางอย่างในชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา เช่น หลุดออกจากระบบการศึกษาและกลายเป็นแรงงานกึ่งทักษะกึ่งไร้ทักษะ สาม นโยบายการศึกษาที่ผ่านมามีส่วนช่วยขยายโอกาสในชีวิตของคนยากจน แต่อาจยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการตัดตอนวงจรความยากจนข้ามรุ่น บทความนี้จะสะท้อนนัยยะทั้งสามประการข้างต้นผ่านข้อมูลจากภาคสนาม รวมทั้งนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากการสังเคราะห์ข้อมูลจากภาคสนาม
ความรับผิดรับชอบและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุรัชนี ศรีใย
ความรับผิดรับชอบและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุรัชนี ศรีใย
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้ศึกษาถึงความเชื่อมโยงระหว่างความรับผิดรับชอบของรัฐบาลและปฏิกิริยาต่อวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยผ่านกรอบคิดเรื่อง competing principals ที่ชี้ให้เห็นว่าความรู้สึกรับผิดรับชอบของรัฐบาลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ นั้นอาจไม่เท่ากัน และอาจส่งผลต่อผลิตผลเชิงนโยบายด้วยเช่นกัน ในกรณีของการระบาดของโรคโควิด-19นั้น ผลเชิงนโยบายนั้นแสดงออกมาในรูปแบบที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะทุ่มเททรัพยากรเพื่อให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนกลุ่มไหน มากน้อยเพียงใด โดยอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณและการเก็บสถิติเรื่องการให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจาก The Oxford COVID-19 Government Response Tracker (OxCGRT) และตัวชี้วัดแบบมหภาคอื่นๆ งานศึกษาชิ้นนี้พบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีความแตกต่างจากที่อื่น ๆ ในโลก กล่าวคือ ความรู้สึกรับผิดรับชอบของรัฐบาลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ แบบเดียวที่มีผลต่อระดับการให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่อประชาชนของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ แบบแนวทแยง (diagonal accountability) ซึ่งเกิดจากการที่สื่อมวลชนและภาคประชาสังคมเปิดเผยและให้ข้อมูลต่อสาธารณชนเพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐอีกทางหนึ่ง ข้อค้นพบนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่รัฐต้องเผชิญเมื่อมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากในกระบวนการกำหนดนโยบายแต่ยังสะท้อนอีกด้วยว่า 1) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดรับชอบต่อประชาชนโดยตรงมากนัก 2) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดรับชอบต่อกลไกเชิงบริหาร เช่น การตรวจสอบและคานอำนาจเช่นเดียวกัน และ 3) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบสนองหรือให้การช่วยเหลือประชาชนก็ต่อเมื่อสื่อและภาคประชาสังคมเริ่มตีแผ่ปัญหาและให้ข้อมูลแก่สาธารณชน
วัฒนธรรมที่มีกลิ่น : การสำรวจกลิ่นหอม การปรุงน้ำหอม และมิติทางสังคมของกลิ่น, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
วัฒนธรรมที่มีกลิ่น : การสำรวจกลิ่นหอม การปรุงน้ำหอม และมิติทางสังคมของกลิ่น, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
Journal of Social Sciences
บทความนี้ เริ่มจากการตั้งคำถามว่า สังคมต่าง ๆ ให้ความหมายกับกลิ่นอย่างไร กลิ่นสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไร และเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของมนุษย์ที่ซับซ้อนอย่างไร จากนั้นสำรวจความเป็นไปได้ของคำตอบผ่านการทำความเข้าใจพลวัตของกลิ่น บทความแบ่งเป็นห้าส่วน โดยส่วนแรก เป็นการกล่าวถึงกลิ่น ในฐานะผัสสะที่ (เคย) ถูกหลงลืม คุณลักษณะและการทำงานของผัสสะด้านกลิ่นของมนุษย์ในการรับรู้กลิ่น ส่วนที่สอง เป็นการสำรวจพัฒนาการทางการศึกษากลิ่น อันนำมาสู่การศึกษาที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยาอย่างเป็นระบบ ส่วนที่สาม ตรวจสอบน้ำหอมประเภทต่าง ๆ โดยสรุปคุณลักษณะ ส่วนประกอบทางเคมี และวิธีการที่ใช้อธิบายคุณลักษณะและกระบวนการเหล่านี้ ส่วนที่สี่ ย้อนทบทวนประวัติศาสตร์แบบย่นย่อของน้ำหอม ส่วนที่ห้าส่วนสุดท้าย กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมกลิ่นหอม บทความนี้เสนอว่า วัฒนธรรมกลิ่นหอมและน้ำหอมให้ความกระจ่างถึงความสัมพันธ์อันมีพลวัตระหว่างกลิ่นและสังคม โลกแห่งกลิ่นจึงสมควรได้รับความสนใจและการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจคุณค่าของประสบการณ์ที่หลากหลายของมนุษย์มากขึ้น
องค์การการค้าโลกกับบทบาทในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, วิลาสินี วดีศิริศักดิ์, นิศาชล พรหมรินทร์
องค์การการค้าโลกกับบทบาทในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, วิลาสินี วดีศิริศักดิ์, นิศาชล พรหมรินทร์
Journal of Social Sciences
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา 1. มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลกในการพิทักษ์รักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 2. ผลกระทบของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลกต่อการค้าระหว่างประเทศ และ 3. ความสำเร็จของการบูรณาการการค้าระหว่างประเทศและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลก ผลการศึกษาพบว่า 1. มาตรการที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้องค์การการค้าโลกเพื่อพิทักษ์รักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประกอบด้วย กลไกคณะกรรมาธิการด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม กลไกองค์กรระงับข้อพิพาท และกลไกข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ 2. คณะกรรมาธิการด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ของประเทศสมาชิกที่มีต่อประเด็นด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ส่วนแนวทางการตัดสินคดีสิ่งแวดล้อมขององค์กรระงับข้อพิพาททำให้ประเทศสมาชิกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้มีการออกมาตรการการค้าเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างชอบธรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออก ในขณะที่ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ส่งผลทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้มาตรการเหล่านี้เป็นเครื่องมือเพื่อกีดกันทางการค้า และ 3. องค์การการค้าโลกยังไม่ประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในธรรมนูญ คือ การบูรณาการการค้าระหว่างประเทศและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยกัน แต่ในขณะเดียวกันมิได้ถือว่าล้มเหลว เพราะแม้มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นขององค์การการค้าโลกจะถูกพิจารณาว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่การมีมาตรการและมีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงว่าองค์การการค้าโลกได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อที่พยายามที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
การจัดสรรบริการทางการศึกษาอย่าง (ไม่) เป็นธรรม? การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเอกสารนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วงอร พัวพันสวัสดิ์
การจัดสรรบริการทางการศึกษาอย่าง (ไม่) เป็นธรรม? การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเอกสารนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วงอร พัวพันสวัสดิ์
Journal of Social Sciences
การรับนักเรียนเข้าเรียนถือเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยตรง เพราะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการจัดสรรบริการด้านการศึกษาที่ไม่เป็นธรรม งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งคำถามต่อนโยบายการจัดสรรที่นั่งเรียนในหน่วยบริการการศึกษาของรัฐไทยในระดับมัธยมศึกษา โดยมุ่งศึกษาว่าตัวแบบนโยบาย (Policy design) ของนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีการประกอบสร้างภาพลักษณ์ของโรงเรียนและนักเรียนไว้อย่างไร? และการประกอบสร้างดังกล่าวมีส่วนช่วยบรรเทาหรือซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาอย่างไร? ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์นโยบายเชิงตีความ (Interpretive Policy Analysis) การวิเคราะห์กรอบการจำแนกแยกแยะ (Category Analysis) และใช้กรอบแนวคิดการประกอบสร้างกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย (Social construction of target population) ของ Schneider and Ingram ที่มองว่า “ภาพลักษณ์” ของกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย (ในที่นี้คือโรงเรียน) มีอิทธิพลต่อการออกแบบนโยบาย ซึ่งสุดท้ายจะมีผลตอกย้ำความไม่เป็นธรรมที่มีมาแต่เดิมในสังคม งานวิจัยพบว่า เนื้อหาของนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสพฐ. มีการประกอบสร้างภาพลักษณ์ของโรงเรียนบนมโนทัศน์ของหลักกลไกตลาด ที่แยกแยะ “โรงเรียนอัตราแข่งขันสูง” ออกจาก “โรงเรียนทั่วไป” และสร้างแนวปฏิบัติที่เป็นการผลิตซ้ำภาพลักษณ์ทางสังคมที่มีมาก่อนของโรงเรียนทั้งสองประเภท กล่าวคือ ภาพลักษณ์ของโรงเรียนอัตราแข่งขันสูงถูกประกอบสร้างให้เป็นผู้ให้บริการการศึกษาของรัฐคุณภาพสูง ส่วนภาพลักษณ์ของโรงเรียนทั่วไปถูกประกอบสร้างให้เป็นผู้ให้บริการการศึกษาของรัฐคุณภาพต่ำ ในกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ดังกล่าว นโยบายมีการจัดสรรภาระให้แก่โรงเรียนประเภททั่วไปที่สูงกว่าโรงเรียนประเภทอัตราแข่งขันสูงอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น โรงเรียนประเภทอัตราแข่งขันสูงมีสิทธิ์ในการคัดกรองผู้เรียนที่มีศักยภาพทางวิชาการ “สูง” ไปก่อนโรงเรียนประเภททั่วไป ในทางกลับกัน โรงเรียนประเภททั่วไปต้องรับภาระการจัดสรรสวัสดิการขั้นพื้นฐานและภาระในการพัฒนาผู้เรียนที่มีศักยภาพแตกต่างหลากหลาย
การวิเคราะห์เครือข่ายนโยบายในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร, แพรพลอย วัฒนะโชติ, ปรีชญาณ์ นักฟ้อน
การวิเคราะห์เครือข่ายนโยบายในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร, แพรพลอย วัฒนะโชติ, ปรีชญาณ์ นักฟ้อน
Journal of Social Sciences
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงในเครือข่ายนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า การขับเคลื่อนงานเป็นในลักษณะตามแนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่ โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นตัวแสดงหลัก เนื่องด้วยเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาในเขตพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์ในลักษณะของการประสานความร่วมมือจากการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานในสังกัด หน่วยงานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ และหน่วยงานที่มาสนับสนุนการดำเนินงานทั้งในทางตรงและในทางอ้อม ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและนอกภาครัฐ ทั้งภาคเอกชน ภาคีวิชาการ ภาคีวิชาชีพ ภาคประชาสังคม และสมาคม/ชุมชนที่อยู่ในย่าน เพื่อเสริมเติมองค์ประกอบของเครือข่ายในส่วนที่เป็นช่องว่างการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยอิสระจากกรุงเทพมหานคร ที่มาจากการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวโดยเจ้าของพื้นที่ซึ่งเป็นเอกชนหรือปัจเจก โดยเครือข่ายการประสานความร่วมมือที่เกิดขึ้น ประกอบด้วยตัวแสดงต่างๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ที่พัฒนา
การเมืองของชนชั้นนำในเวียดนามกับสิ่งท้าทายใหม่ในโลกปั่นป่วน, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์
การเมืองของชนชั้นนำในเวียดนามกับสิ่งท้าทายใหม่ในโลกปั่นป่วน, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์
Journal of Social Sciences
การเมืองของชนชั้นนำเวียดนามคือ การเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่อาศัยความชอบธรรม 2 ชนิดที่ค้ำจุนให้อยู่ในอำนาจนับแต่ได้เอกราชในปี 1945 คือ ประการแรก ความชอบธรรมทางอุดมการณ์ที่อ้างอิงจากการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศจากการเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสและเปลี่ยนแบบแผนทางการเมืองให้เป็นแบบอำนาจนิยมรวมศูนย์อยู่ที่พรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น และมีแบบแผนทางเศรษฐกิจเป็นแบบสังคมนิยม ประการที่สอง ความชอบธรรมทางด้านผลงานจากความสำเร็จทางเศรษฐกิจหลังการปฏิรูปโด่ยเหมยในปี 1986 ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจากแบบวางแผนเป็นเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาด เปิดโอกาสให้ประชาชนเวียดนามได้สะสมความมั่งคั่งขึ้นมาได้อย่างมาก บทความนี้ใช้แนวคิดของ Samuel Huntington ที่ว่าความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจจะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยเพราะกลุ่มคนที่มั่งคั่งมักจะเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้รัฐตอบสนองความต้องการและทำให้การสะสมความมั่งคั่งทำให้ราบรื่นมากขึ้น แต่ได้โต้แย้งว่า แม้ความสำเร็จทางเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ในเวียดนาม แต่กลุ่มพลังทางสังคมกลุ่มนี้ไม่ได้แสดงความเป็นปรปักษ์หรือท้าทายต่ออำนาจนำทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด เพราะเหตุที่พวกเขาล้วนอาศัย โครงสร้างอำนาจ นโยบาย และเส้นสายในกลไกรัฐและพรรคคอมมิวนิสต์ในการสร้างฐานะขึ้นมา กล่าวในอีกแง่หนึ่งการรวมศูนย์อำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการสะสมความมั่งคั่งของชนชั้นใหม่นี้แต่อย่างใด ในอีกทางหนึ่งความสำเร็จทางธุรกิจของชนชั้นใหม่นี้มีส่วนอย่างมากในการเกื้อหนุนความชอบธรรมในเชิงผลงานแก่พรรคคอมมิวนิสต์ทำให้มีแรงสนับสนุนให้อยู่ในอำนาจได้ต่อไป สิ่งที่ท้าทายอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยุคปัจจุบัน คือกลุ่มคนที่ถูกละเลยหรือพลาดโอกาสในการใช้โครงสร้างทางอำนาจของพรรคและรัฐเพื่อสนองความต้องการของตนเองหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นอกจากจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการพัฒนาหากแต่ยังอาจจะได้รับผลกระทบให้เกิดความเสียหายอีกด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ได้อาศัยสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการแสดงออกและเรียกร้องสิทธิของตนเอง ซึ่งทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ต้องหาทางตอบโต้ จำกัด และกำจัดในที่สุด บทความนี้พัฒนาจาก“โครงการชนชั้นนำและแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:องค์ประกอบ โครงสร้างและพลวัตในยุคเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งศึกษาและสำรวจการเมืองชนชั้นนำของเวียดนามจากเอกสารของภาครัฐ รายงานขององค์กรเอกชน หนังสือ วารสารและรายงานของสื่อมวลชนเป็นหลัก
บทบาทของรัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน: เปรียบเทียบการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนของเยอรมัน ฟินแลนด์ และลักซ์เซมเบิร์ก ในช่วงปี ค.ศ. 2015 – 2022, ชาราวดี พูลคล้าย
บทบาทของรัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน: เปรียบเทียบการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนของเยอรมัน ฟินแลนด์ และลักซ์เซมเบิร์ก ในช่วงปี ค.ศ. 2015 – 2022, ชาราวดี พูลคล้าย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของรัฐด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศเยอรมัน ฟินแลนด์ และลักซ์เซมเบิร์ก ในช่วงค.ศ. 2015 – 2022 โดยวิเคราะห์พัฒนาการและรูปแบบการพัฒนาของทั้งสามประเทศ พบว่าทั้งเยอรมนี ฟินแลนด์ และลักเซมเบิร์กต่างประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแห่งความยั่งยืนนี้ โดยมีจุดร่วมคือรัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดผ่านการทำงานของกลไกราชการ (Bureaucratic Capacity) ที่มีความเป็นอิสระที่ฝังรากลึก (Embedded Autonomy) ระดับสูง ได้แก่ CEID ของเยอรมนี Sitra ของฟินแลนด์ และกระทรวง MEA, MECO และ MECDD ของลักเซมเบิร์ก นอกจากนี้ โครงสร้างและบทบาทและหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเหล่านี้ยังสะท้อนภาพความเป็นรัฐที่นำการพัฒนาที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศ คือ เยอรมนีในฐานะรัฐที่นำการพัฒนาที่เน้นการมีส่วนร่วม ฟินแลนด์ในฐานะรัฐที่นำการพัฒนาที่เน้นการชี้นำด้วยความสมัครใจ และลักเซมเบิร์กในฐานะรัฐที่นำการพัฒนาที่เน้นการแบ่งงานกันทำ ซึ่งหมายความว่าการเป็นรัฐที่นำการพัฒนานั้นไม่ได้มีรูปแบบเดียวเสมอไป แต่สามารถมีได้หลายเส้นทางขึ้นอยู่กับบริบทที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ
บทบาทของญี่ปุ่นในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, นนทิยุต ชัยพงศ์พณิชย์
บทบาทของญี่ปุ่นในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, นนทิยุต ชัยพงศ์พณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญต่อระบบสังคมระหว่างประเทศและปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาฉุกเฉินที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ในโลก องค์การระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหประชาชาติเป็นปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงสามารถประสบความสำเร็จภายใต้ความร่วมมือในระดับนานาชาติ สหประชาชาติได้มีการแพร่ขยายบรรทัดฐานที่จะนำไปสู่การดำเนินนโยบายของตัวรัฐคือบรรทัดฐาน "ความรับผิดชอบของผู้มีสถานะ" และ "การคำนึงถึงระบบองค์รวม" แต่การที่ญี่ปุ่นได้รับนำเอาบรรทัดฐานเหล่านี้มาดำเนินนโยบายนั้น ญี่ปุ่นไม่ได้รับเอาบรรทัดฐานมาโดยไม่เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับบรรทัดฐานภายใน ญี่ปุ่นได้ดำเนินกระบวนการที่เรียกว่า "การทำให้เป็นท้องถิ่นของบรรทัดฐาน" ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้บรรทัดฐานภายนอกสามารถเชื่อมโยงกับบรรทัดฐานที่ได้รับการยอมอยู่แล้วเป็นวงกว้างในสังคมภายใน ทำให้การดำเนินนโยบายของตัวรัฐซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับอิทธิพลมาจากบรรทัดฐานภายนอกเหล่านี้สามารถดำเนินได้อย่างราบรื่นและปราศจากแรงต่อต้านจากสังคมภายใน
Netflix กับการส่งเสริมวัฒนธรรมระดับโลก: Netflix กับกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้, เกตน์สิริ กองสินพิพัฒน์
Netflix กับการส่งเสริมวัฒนธรรมระดับโลก: Netflix กับกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้, เกตน์สิริ กองสินพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเติบโตของกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้ (Korean Wave) ผ่าน Netflix ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่กำลังเติบโตและได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ชมทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของ Netflix ต่อการเติบโตของกระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้ ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ ผลการศึกษาพบว่า Netflix คือผู้เปลี่ยนเกมในอุตสาหกรรมโทรทัศน์โลกจากการเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ผู้สมัครสมาชิกสามารถเข้าถึงและรับชมเนื้อหาจากทั่วโลกได้อย่างไม่จำกัด โดย Netflix ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่วงการโทรทัศน์ เช่น การรับชมอย่างต่อเนื่อง (binge-watching) และการรับชมตามความต้องการ (on-demand) รวมถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวกและสร้างประสบการณ์การรับชมที่น่าพึงพอใจให้แก่ผู้ชม และเพื่อสนับสนุนการใช้งานและคุณสมบัติต่าง ๆ ที่แนะนำให้แก่ผู้ใช้งาน Netflix จึงก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเนื้อหาต้นฉบับ (Netflix Originals) โดยเกาหลีใต้เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนสำหรับกลยุทธ์ Localization ที่ Netflix เข้ามาลงทุนและสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตสื่อท้องถิ่นในการสร้างเนื้อหาต้นฉบับในรูปแบบของสื่อวัฒนธรรมเกาหลี รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มในการเผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลีใต้ที่สำคัญ Netflix จึงมีบทบาทเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ นอกจากนี้ บริการและความสะดวกสบายของ Netflix ดึงดูดให้มีผู้ใช้งาน Netflix เป็นจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมข้ามชาติเปิดกว้างมากขึ้น เมื่อเนื้อหาทางวัฒนธรรมถูกเผยแพร่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Netflix จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้กระแสวัฒนธรรมเกาหลีใต้เติบโตมากขึ้นในระดับโลก
ความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว: อุปสรรคและความท้าทาย, โรสลา แก้วมณี
ความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว: อุปสรรคและความท้าทาย, โรสลา แก้วมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว โดยผู้เขียนได้ใช้กรอบแนวคิดการพึ่งพาอาศัยกันมาใช้และวิเคราะห์อุปสรรคและความท้าทายที่ทำให้การดำเนินงานในด้านดังกล่าวของอาเซียนยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยได้ศึกษาความร่วมมือของอาเซียน สถานการณ์การท่องเที่ยวของอาเซียน ตลอดจนความเป็นมา บทบาทของอาเซียน รวมถึงความก้าวหน้าการดำเนินการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจากการศึกษาสารนิพนธ์ฉบับนี้ต้องการนำเสนอว่าอาเซียนเล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวในฐานะอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดช่องว่างทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนได้ ทำให้อาเซียนพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกหรือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีนโยบายที่มีการพูดถึงในเวทีการประชุมรัฐมนตรีการท่องเที่ยวอาเซียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ การผลักดันอาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว แต่การผลักดันนโยบายดังกล่าวเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายในหลายมิติ อาทิ มิติด้านวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการวางกรอบแนวคิด ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นอื่น และเกิดการแก่งแย่งอัตลักษณ์ระหว่างกัน มิติการเมืองและความมั่นคงที่ทำให้แต่ละประเทศสมาชิกตีความผลประโยชน์สำคัญและภัยคุกคามที่แตกต่างกัน มิติด้านเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดทั้งความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาและความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจในการริเริ่มหรือแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายด้านการท่องเที่ยว รวมถึงมิติอื่น ๆ อย่างความท้าทายจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและโรคระบาดที่เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ
มูลนิธิญี่ปุ่น : หนทางส่งเสริมภาพลักษณ์และการทูตสาธารณะในไทย, เอกกวีร์ พิทักษ์ธนัชกุล
มูลนิธิญี่ปุ่น : หนทางส่งเสริมภาพลักษณ์และการทูตสาธารณะในไทย, เอกกวีร์ พิทักษ์ธนัชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความนี้มุ่งตอบคำถามมูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกใดของญี่ปุ่นผ่านกิจกรรมและเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่มีส่วนสำคัญในการสร้างการรับรู้และเกิดภาพลักษณ์ที่ดีของญี่ปุ่นในประเทศไทย และความท้าทายในการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะในประเทศไทย ทำให้มูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ด้านบวกของญี่ปุ่นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของมูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ นับว่ามีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมการทูตสาธารณะของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มิตรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจและความเข้าใจซึ่งกันและกันผ่านกลไกทางวัฒนธรรม ภาษาและการสื่อสาร ในการปลูกฝังมิตรภาพและความผูกพันร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยอาศัยการสร้างความร่วมมือแบบพันธมิตรและสร้างเครือข่ายกับประชาชนในชาตินั้น ๆ ในการส่งเสริมให้เกิดการรับรู้อย่างลึกซึ้งในภาพลักษณ์ด้านความสุภาพอ่อนโยนและใฝ่สันติซึ่งเป็นแก่นแท้ของความเป็นญี่ปุ่น แม้ว่าในปัจจุบันการดำเนินกิจกรรมด้านการทูตสาธารณะของญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะที่มาจากประเทศอื่น ๆ ที่กำลังดำเนินงานอยู่ในประเทศไทยอย่างเข้มข้นและจริงจังในขณะนี้ แต่มูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ได้มีการเรียนรู้ ทบทวนและปรับบทบาทของตนให้เหมาะสมต่อสถานการณ์และกระแสความนิยมของคนไทยอยู่เสมอ นอกจากนี้ การดำเนินโครงการหรือกิจกรรม ถูกออกแบบให้เข้ากับบริบท วิถีชีวิต และความสนใจที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากพื้นฐานความเข้าใจในบริบทของสังคมไทยเป็นอย่างดี ทำให้การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมประสบผลสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
นโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียเพื่อหยั่งอิทธิพลต่อภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย, ธาราทิพย์ แสนบุญครอง
นโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียเพื่อหยั่งอิทธิพลต่อภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย, ธาราทิพย์ แสนบุญครอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มหาสมุทรอินเดียเป็นมหาสมุทรที่มีเส้นทางการค้าทางทะเลมาอย่างยาวนาน จึงกลายเป็นมหาสมุทรที่มีทำเลยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการค้าและการขนส่งทางทะเลส่วนมากจะต้องเดินเรือผ่านมหาสมุทรอินเดีย ส่งผลให้ปัจจุบันมีการเดินเรือผ่านมหาสมุทรดังกล่าวอย่างคับคั่ง ทั้งนี้มหาสมุทรอินเดียยังได้ยึดโยงหลายทวีปไว้ด้วยกัน เปรียบเสมือนเป็นเส้นทางการค้า เป็นหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของนานาประเทศในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ในขณะเดียวกันประเทศอินเดียถือเป็นประเทศที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันได้เปรียบจากการมีแนวชายฝั่งทางทะเลซึ่งติดกับมหาสมุทรอินเดียทั้งด้านตะวันตกและตะวันออก รัฐบาลอินเดียจึงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญต่อมหาสมุทรอินเดียและผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับจากการมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์นี้ โดยมีการริเริ่มและพัฒนานโยบายความมั่นคงทางทะเลของตนเพื่อรักษาอธิปไตยทางทะเลและสร้างความมั่นคงทางการเมือง ทางทหาร รวมถึงเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของตนในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรอินเดียเป็นมหาสมุทรซึ่งเป็นเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญ ส่งผลให้ประเทศที่มีอุตสาหกรรมการผลิตเป็นหลักและมีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ด้านทางออกทางทะเลอย่างจีนพยายามที่จะหาทางออกทางทะเลอีกด้านคือ มหาสมุทรอินเดีย แม้ว่าความพยายามขยายอิทธิพลของจีนสู่มหาสมุทรอินเดียจะก่อให้เกิดเป็นความกังวลต่ออินเดีย อย่างไรก็ตามนโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียที่ใช้ในการหยั่งอิทธิพลในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียที่ถูกริเริ่มขึ้นนั้น มิได้เป็นเพียงนโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงทางทะเลของตนเพียงเท่านั้น แต่อินเดียต้องการพัฒนาประเทศของตนให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นเพื่อการทะยานขึ้นมามีบทบาทและเป็นผู้เล่นที่สำคัญในเวทีโลก
พัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน : กรณีศึกษากลุ่มสหภาพกะเหรี่ยง, พศิน จันทราบุตร
พัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน : กรณีศึกษากลุ่มสหภาพกะเหรี่ยง, พศิน จันทราบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน เน้นกรณีสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยรวมถึงความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลาระหว่างประเทศไทยและพม่าโดยมีชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงเป็นเครื่องมือในการดำเนินความสัมพันธ์ การวิจัยพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและพม่ามีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยตามบริบทการเมืองระหว่างสองประเทศและการเมืองโลก ทั้งนี้ ไทยอาศัยความสัมพันธ์กับกลุ่มกะเหรี่ยงในฐานะเครื่องมือเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของชาติไทยในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคได้
บทบาทและความจำเป็นของกองทัพไทยในคาบสมุทรเกาหลีในยุคปัจจุบัน, พิทยาพงษ์ เกษตรผลจำรูญ
บทบาทและความจำเป็นของกองทัพไทยในคาบสมุทรเกาหลีในยุคปัจจุบัน, พิทยาพงษ์ เกษตรผลจำรูญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของกองทัพไทยในการปฏิบัติภารกิจเพื่อส่งเสริมและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีในยุคปัจจุบัน และเหตุผลในการดำรงภารกิจในคาบสมุทรเกาหลีนี้ไว้ โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยพบว่า กองทัพไทยดำเนินบทบาทเฉพาะที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1) การทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์ทางทหาร ตรวจสอบและยืนยันว่าคู่ขัดแย้งได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทางทหาร และ 2) การมีกำลังพลกองทัพไทยในกองบัญชาการกองกำลังสหประชาชาติที่ทำหน้าที่อยู่ในกองร้อยเกียรติยศ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์สะท้อนการยึดมั่นในสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี เหตุผลประการสำคัญในการดำรงภารกิจไว้ เนื่องจากประเทศไทยในฐานะรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ การปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่สหประชาชาติกำหนดจะเป็นการสร้างเสริมสถานะและสร้างการยอมรับให้แก่ประเทศไทยในประชาคมโลกและเวทีการเมืองระหว่างประเทศ การคงกำลังทหารของกองทัพไทยในคาบสมุทรเกาหลียังคงมีความจำเป็นต่อประเทศไทยในฐานะสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ กองทัพไทยควนดำเนินการด้วยความรอบคอบ ยึดถือนโยบายการรักษาดุลยภาพของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันเพื่อรับมือปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่และการส่งเสริมสันติภาพในทุกระดับ