Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
- Keyword
-
- ASEAN-India; ASEAN Centrality; Multipolarity; Great Power Competition; Small States (1)
- Geography; Globalisation; Ulrich Beck; Risk Society; Knowledge Production (1)
- Node; หน่วยประสานเครือข่าย; คุณลักษณะของ node; งานพัฒนาสังคม; ทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ; ประเทศไทย (1)
- Parasite; Anti-capitalism; What is (not) to be done?; Ideology; Enjoyment (1)
- กลิ่น; กลิ่นหอม; มานุษยวิทยาของกลิ่นและกลิ่นหอม; น้ำหอม; วัฒนธรรมกลิ่นหอม (1)
-
- กลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่; รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ; ผู้จัดการสาธารณภัย; การลดความเสี่ยงภัย (1)
- การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น; ท้องถิ่นนิยม; ทฤษฎีการเลือกสาธารณะ; ตัวแบบการระดมมวลชนมีส่วนร่วม (1)
- การกระจายอํานาจ; ภาคีเครือข่าย; ความร่วมมือ; การมีส่วนร่วม; การอภิบาลด้านสุขภาพ; ยุทธวิธี (1)
- การจราจล; การต่อต้านจราจล; แคชเมียร์; ความมั่นคง; อินเดีย (1)
- การจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ; การวิเคราะห์เชิงสถาบัน; ระบบเตือนภัยล่วงหน้า; พายุโซนร้อนปาบึก; นครศรีธรรมราช (1)
- การจัดสวัสดิการสังคม; การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ; จังหวัดเพชรบุรีไห (1)
- การทำให้เป็นประชาธิปไตย; ระบอบผสม; อำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง; การเลือกตั้ง; การควบคุมบงการ (1)
- การทูตอีสปอร์ต; การตลาดเชิงเนื้อหา; การสร้างภาพลักษณ์ของจีน; Honor of Kings; Arena of Valor (1)
- การบังคับใช้กฎหมาย; กฎหมายไทย; พันธกรณี; ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม (1)
- การมีส่วนร่วม; การจัดการน้ำ; การอภิบาลแบบมีส่วนร่วม; น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554; ประเทศไทย (1)
- การรวมกลุ่มชาวนา; กลุ่มชาวนา; การเมืองของความยืดหยุ่นปรับตัว; นาแปลงใหญ่; กลุ่มขนาดย่อม (1)
- การรับนักเรียน; ความเหลื่อมล้ำ; การศึกษาขั้นพื้นฐาน; นโยบายสาธารณะ; การวิเคราะห์นโยบายเชิงตีความ (1)
- การสังหารหมู่; การกราดยิง; ปัญหาทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (1)
- การอดอาหารประท้วง; การทำร้ายตัวเองประท้วง; ความรุนแรง; ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง; การต่อต้านของพลเมือง (1)
- การอภิบาล; ธรรมาภิบาล; การวิจัย; หลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย; รัฐประศาสตรศาสตร์/การบริหารรัฐกิจ (1)
- การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ผู้อพยพ; เอเชียตะวันออก; ค่านิยมแห่งเอเชีย (1)
- การเมืองภายในของจีน; จีนศึกษา; พรรคคอมมิวนิสต์จีน; ระบอบอำนาจนิยมจีน; อำนาจรัฐ (1)
- ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม; คนรุ่นใหม่; การเมืองไทย; ผลสะเทือน; ผลกระทบ (1)
- ขบวนการเอกราช; คาตาโลเนีย; พื้นที่การเมือง; รัฐธรรมนูญ (1)
- คนจนเมืองหลุดระบบ; ผู้เช่าบ้าน; ห้องเช่า; ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร; ความเปราะบาง (1)
- ความคิดทางการเมือง; นโยบายการพัฒนา; อำนาจและความชอบธรรมของรัฐ; วาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์; การเมืองไทย (1)
- ความยั่งยืนขององค์กร; ปัจจัยเชิงกลยุทธ์; บทบาทภาครัฐ (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เกษตรกร; การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตร (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เวลาที่รอคอย; นโยบายการศึกษาของไทย (1)
- ความรับผิดชอบ; การกำหนดนโยบาย; โควิด-19; เอเซียตะวันออกเฉียงใต้; การตอบสนองทางเศรษฐกิจ (1)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 121 - 150 of 421
Full-Text Articles in Political Science
แรงจูงใจของจีนในการเสนอความมั่นคงของโลก (Gsi), อรัชพร วงษ์นายะ
แรงจูงใจของจีนในการเสนอความมั่นคงของโลก (Gsi), อรัชพร วงษ์นายะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การผงาดขึ้นของจีนในเวทีโลกได้ส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในแง่ของยุทธศาสตร์ความมั่นคง ในปี 2022 จีนได้เสนอข้อริเริ่มความมั่นคงของโลก (Global Security Initiative: GSI) เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับโลกที่สะท้อนถึงแนวคิดและหลักการของจีน ในปี 2023 กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้เผยแพร่เอกสารแนวคิด (Concept Paper) ระบุถึงหลักการสำคัญ 6 ประการที่เป็นรากฐานของ GSI ซึ่งรวมถึงการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ การปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ การให้ความสำคัญกับความมั่นคงร่วมกัน และการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ GSI มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในประเด็นความมั่นคงแบบดั้งเดิมและที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม ได้แก่ การก่อการร้ายข้ามชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางไซเบอร์ จีนยังได้เน้นย้ำบทบาทของตนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศ และสนับสนุนสถาบันพหุภาคี ได้แก่ สหประชาชาติ สหภาพแอฟริกา และองค์กรระดับภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพของโลก บทความนี้ได้วิเคราะห์ถึงแรงจูงใจของจีนในการเสนอ GSI โดยใช้กรอบแนวคิดสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ในการวิเคราะห์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของจีนที่จะขยายอิทธิพลและสร้างความมั่นคงร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเสนอแนวทางการปฏิบัติและความร่วมมือที่จะสามารถตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงที่โลกกำลังเผชิญอยู่ การดำเนินข้อริเริ่ม GSI แสดงให้เห็นว่าจีนรับรู้ถึงภัยคุกคามจากภายนอกและมีแรงจูงใจในการเสริมสร้างอำนาจและบทบาทของตนในระดับสากลเพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามจากรัฐอื่น
นโยบายนวัตกรรมอาหารสนามแห่งความร่วมมือ การต่อสู้ทางนโยบาย และการจัดการปกครองเครือข่าย, ศรัญญา ปานเจริญ
นโยบายนวัตกรรมอาหารสนามแห่งความร่วมมือ การต่อสู้ทางนโยบาย และการจัดการปกครองเครือข่าย, ศรัญญา ปานเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของนโยบายนวัตกรรมอาหารของไทย อธิบายการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบริบทเชิงโครงสร้าง เครือข่ายนโยบาย และผลลัพธ์นโยบายเมืองนวัตกรรมอาหาร รวมถึงเปรียบเทียบการจัดการปกครองเครือข่ายนวัตกรรมอาหารตามแนวทางการกำหนดพื้นที่ของเมืองนวัตกรรมอาหาร ผลการศึกษา พบว่า ในช่วงของการกำหนดนโยบาย บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเครือข่ายนโยบายและผลลัพธ์ของนโยบายเมืองนวัตกรรมอาหารโดยตรง ในขณะที่บริบททางความคิด เช่น แนวคิดนวัตกรรมอาหาร แนวคิดความมั่นคงทางอาหาร เป็นจุดยืนทางนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ เพื่อให้การพัฒนาข้อเสนอทางนโยบายมีความชอบธรรม โดยการกำหนดนโยบายนี้อาศัยระบบความเชื่อในการหลอมรวมจุดยืนทางความคิดและทรัพยากรของแนวร่วมพันธมิตรแต่ละกลุ่มให้มีความสอดคล้องกัน จนนำไปสู่การผลักดันนโยบายเมืองนวัตกรรมอาหารได้เป็นผลสำเร็จ ส่วนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ พบว่า แต่ละพื้นที่มีการจัดการปกครองเครือข่ายที่แตกต่างกันทั้งในด้านพันธกิจและวัตถุประสงค์ของเครือข่าย กลยุทธ์ที่ใช้ในการสร้างเครือข่ายและการเลือกพันธมิตร รูปแบบโครงสร้างความร่วมมือ และการกำกับดูแลเครือข่าย อย่างไรก็ตาม ทุกเครือข่ายมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ ความคาดหวังให้เมืองนวัตกรรมอาหารเป็นระบบนิเวศนวัตกรรมที่หลอมรวมโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้ท้องถิ่นที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของประชาชนในพื้นที่
การย้ายถิ่นของนักกีฬาฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาสู่ประเทศไทย, พสิษฐ์ วจนะดิษยาวงศ์
การย้ายถิ่นของนักกีฬาฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาสู่ประเทศไทย, พสิษฐ์ วจนะดิษยาวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบัน การย้ายถิ่นของกลุ่มแรงงานนักฟุตบอลได้รับความสนใจจากกลุ่มนักวิชาการที่ศึกษาการย้ายถิ่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การศึกษามักมุ่งเน้นการทำความเข้าใจการย้ายถิ่นฐานของนักฟุตบอลจากภูมิภาคผู้ส่งออกนักฟุตบอล โดยเฉพาะแอฟริกาสู่ภูมิภาคยุโรป ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคม ขณะที่ในความเป็นจริง มีนักฟุตบอลจากภูมิภาคแอฟริกาหลั่งไหลเข้ามายังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย มีนักฟุตบอลชาวแอฟริกาที่ย้ายถิ่นเข้ามายังประเทศไทยจำนวนมาก และหลายคนได้สร้างคุณูปการแก่วงการฟุตบอลไทย จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า ปัจจัยใดส่งผลให้แรงงานนักฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาย้ายถิ่นเข้ามาค้าแข้งในประเทศไทย การศึกษาพบว่า พลวัตของโลกาภิวัตน์ รวมถึงการแปลงฟุตบอลเป็นสินค้า กอปรกับการที่ฟุตบอลกลายเป็นอาชีพที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่านำมาซึ่งรายได้จำนวนมาก ก็นำมาซึ่งการย้ายถิ่นฐานของนักฟุตบอล สำหรับทวีปแอฟริกาซึ่งประสบปัญหาความยากจน อาชีพนักฟุตบอลกลายเป็นความใฝ่ฝันของเยาวชนชายจำนวนมากที่ต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าเพื่อตนเองและครอบครัว อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดด้านการพัฒนาฟุตบอลในทวีปแอฟริกา ทำให้นักฟุตบอลชาวแอฟริกันต้องการไปค้าแข้งนอกทวีป โดยเฉพาะทวีปยุโรปที่ให้รายได้สูงสุด อีกทั้งยังมีอิทธิพลเหนือสื่อที่เผยแพร่ฟุตบอลในทวีปแอฟริกา แม้ประเทศไทยที่จะมีลีกฟุตบอลที่ดี แต่ถือเป็นเพียงทางผ่านที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้คนได้เห็นนักฟุตบอลกลุ่มดังกล่าวมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี มิใช่นักฟุตบอลทุกคนจะประสบความสำเร็จในการยกระดับตนเองไปค้าแข้งในยุโรป ขณะที่จำนวนหนึ่งตระหนักว่าประเทศไทยมีความเหมาะสมและเลือกที่จะค้าแข้งในประเทศไทยระยะยาว
ธุรกิจกำจัดขยะพลาสติกของโลก ศึกษากรณีประเทศไทย, จุฑามาศ หวังสวัสดิ์
ธุรกิจกำจัดขยะพลาสติกของโลก ศึกษากรณีประเทศไทย, จุฑามาศ หวังสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การค้าขยะระหว่างประเทศ เป็นวิธีการที่ทุกประเทศทั่วโลกใช้ในการกำจัดขยะ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีการสร้างขยะจำนวนมหาศาล ผ่านการให้ความหมายใหม่จากขยะที่หมายถึงของเสีย กลายเป็นวัตถุดิบชั้นรองที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการรีไซเคิลได้ โดยอาศัยวาทกรรมการพัฒนาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้การส่งออกขยะไปยังประเทศที่มีการพัฒนาน้อยกว่าเป็นไปอย่างชอบธรรม ทำให้ประเทศปลายทางได้รับผลกระทบจากการกำจัดขยะแทนประเทศต้นทาง การค้าขยะระหว่างประเทศจึงเป็นการล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "Waste Colonialism" ดังกรณีศึกษาประเทศไทย ที่รัฐบาลทหารขาดธรรมาภิบาล เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่นายทุนต่างชาติ นำเข้าขยะมารีไซเคิลโดยมองข้ามผลกระทบต่อธรรมชาติและความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมขยะของประเทศที่พัฒนาแล้ว
การปฏิรูปกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนปี 2015: ศึกษาการปรับโครงสร้างกำลังพล นัยยะต่อการบรรลุความฝันของจีน, จิรายุทธ ศรีภา
การปฏิรูปกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนปี 2015: ศึกษาการปรับโครงสร้างกำลังพล นัยยะต่อการบรรลุความฝันของจีน, จิรายุทธ ศรีภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การปรับโครงสร้างกำลังพลถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิรูปกองทัพจีนในปี 2015 ภายใต้การนำของ สีจิ้นผิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประเทศหรือ “ความฝันจีน” โดยมุ่งสร้างกองทัพที่ทันสมัย เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพสูง เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงและผลักดันการยกระดับสถานะของจีนบนเวทีโลก การปรับโครงสร้างกำลังพลของกองทัพจีนประกอบด้วย การปรับลดกำลังพลลง 300,000 นาย และการปรับสัดส่วนกำลังพลระหว่างเหล่าทัพ ผลการศึกษาพบว่าการปรับโครงสร้างดังกล่าวช่วยให้กองทัพจีนสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกอบรมกำลังพล การวิจัยและพัฒนาด้านการทหาร และการบูรณาการการปฏิบัติการระหว่างเหล่าทัพ นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างยังส่งผลให้กองทัพจีนมีขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทะเลในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างทะเลจีนใต้ รวมถึงการส่งเสริมการขยายอิทธิพลทางทหารในระดับโลกผ่านการจัดตั้งฐานทัพในต่างประเทศและการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศพันธมิตร การปฏิรูปครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาวและการเสริมสร้างอำนาจของจีนในเวทีโลก อันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเป็นมหาอำนาจชั้นนำของโลกภายในปี 2049 ตามวิสัยทัศน์ “ความฝันของจีน”
ปัจจัยที่ทำให้บริษัทไทยยังคงรักษาฐานการลงทุนในเมียนมาภายหลังการรัฐประหาร 2021, เบญจ์รพี สระฏัน
ปัจจัยที่ทำให้บริษัทไทยยังคงรักษาฐานการลงทุนในเมียนมาภายหลังการรัฐประหาร 2021, เบญจ์รพี สระฏัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาหาเหตุปัจจัยที่ทำให้บริษัทไทยยังคงรักษาฐานการลงทุนในเมียนมาภายหลังการเกิดรัฐประหาร 2021 ซึ่งได้ศึกษาวิจัยผ่านกรอบทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ของ Friedrich Hayek เพื่อนำไปสู่คำตอบของคำถามวิจัย โดยส่วนแรกของสารนิพนธ์ฉบับนี้จะกล่าวถึงเหตุการณ์การรัฐประหารเมียนมา 2021 ความรุนแรงและการตอบโต้ของประชาชนที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกทั้งจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ส่วนถัดไปผู้วิจัยได้กล่าวถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของไทยที่มีต่อเมียนมาและการวิเคราะห์หาสาเหตุโดยนำกรอบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ของ Friedrich Hayek มาเป็นเครื่องมือสำคัญ นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้ยกตัวอย่างบริษัทเอกชนรายใหญ่ของไทยที่ยังคงรักษาฐานการลงทุนในเมียนมาเพื่อเป็นตัวอย่างประกอบทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และส่วนสุดท้ายคือบทสรุปที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทไทยดำเนินการลงทุนในเมียนมาท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองภายหลังเกิดรัฐประหารขึ้นในปี 2021 ผ่านกรอบทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)
รัฐไทยกับกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมือง: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์มอแกนและคนไทยพลัดถิ่น, พศกร โยธินนีรนาท
รัฐไทยกับกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมือง: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์มอแกนและคนไทยพลัดถิ่น, พศกร โยธินนีรนาท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แนวคิดเรื่องรัฐสมัยใหม่ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และอิทธิพลของระบอบองค์กรเหนือรัฐกับภาวะข้ามชาติการย้ายถิ่นทางประชากรและการประกอบสร้างความเป็นพลเมืองถือเป็นประเด็นที่ถือเป็นข้อถกเถียงทางรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน วิทยานิพนธ์นี้เน้นศึกษาอิทธิพลของระบอบองค์กรเหนือรัฐและกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมืองของรัฐไทยจากกรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์มอแกนและกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นในเขตอำเภอเมือง จังหวัดระนอง โดยผ่านการวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นข้อถกเถียงทางวิชาการว่า “อธิปไตยแบบเลือกรับ” เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งปรากฎจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับระบอบองค์กรเหนือรัฐและภาวะข้ามชาติภายใต้สังคมโลกาภิวัตน์ ลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าวได้นำไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่และการจัดการที่เปิดกว้างต่อปัญหาความเป็นพลเมืองของผู้ไร้รัฐไร้สัญชาติตามพันธกรณีที่มีต่อหลักการและกติกาด้านสิทธิมนุษยชนสากล อย่างไรก็ตาม ภายใต้อำนาจอธิปไตยแบบเลือกรับและการปฏิบัติตามพันธกรณีดังกล่าวล้วนจำกัดไว้ภายใต้แนวคิดเรื่องความมั่นคงแห่งชาติและลักษณะจารีตทางการเมืองของรัฐไทย ซึ่งได้กลายเป็นอุปสรรคในกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกนกับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นจนไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพลเมืองของรัฐไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นภูมิทัศน์แห่งการดิ้นรน การพิสูจน์ตัวตน และการต่อสู้กับกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นพลเมืองภายใต้รัฐไทย
กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา
กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมื่อแรงงานไทยเผชิญปัญหาในต่างประเทศ พวกเขาจะขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่มีอำนาจครอบคลุมพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยเป็นหลัก แต่แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐเวลาที่พวกเขาประสบปัญหา เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยตั้งอยู่ และด้วยความที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ในรัฐซาบาห์ซาราวักเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวและลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต กรณีเช่นนี้ทำให้พวกเขาเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานที่ถูกต้อง เพราะขอบข่ายการคุ้มครองแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศของกระทรวงแรงงานไม่ได้ครอบคลุมกรณีนี้ เนื่องจากสถานะในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศของบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ แรงงานย้ายถิ่น แต่เป็น “แรงงานผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ข้างต้น กลับพบว่ากลุ่มแรงงานไทยนี้มียุทธศาสตร์สำคัญในการเอาตัวรอดจากปัญหาที่ประสบในต่างแดน คือ การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ระหว่างคนไทยในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัก โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนคนไทยที่สร้างขึ้น ผ่านทางร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง และผ่านช่องทางออนไลน์ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดั้งนั้นจึงนำมาสู่คำถามวิจัยที่ว่า แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวักเผชิญปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง และการจัดการแรงงานของคนไทยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างไร โดยผู้วิจัยจะอาศัยกรอบแนวคิดเครือข่ายทางสังคมและแนวคิดภาวะข้ามชาติเพื่อตอบคำถามวิจัยและอธิบายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การทำความเข้าใจว่าอิทธิพลของเครือข่ายทางสังคมดังกล่าวส่งผลการดำรงชีพเพื่อความอยู่ดีมีสุขของแรงงานไทยเหล่านี้อย่างไร ระหว่างที่ทำงานในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่สามารถนำเสนอเป็นนโยบายในการช่วยเหลือแรงงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป
เมื่อครูเป็นหนี้ : การศึกษารูปแบบ โครงสร้าง และวงจรหนี้สินข้าราชการครู ผ่านการวิเคราะห์กลไกระบบราชการ, วัชรพล ยงวณิชย์
เมื่อครูเป็นหนี้ : การศึกษารูปแบบ โครงสร้าง และวงจรหนี้สินข้าราชการครู ผ่านการวิเคราะห์กลไกระบบราชการ, วัชรพล ยงวณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการก่อตัวของรูปแบบ โครงสร้างและวงจรหนี้สินของข้าราชการครูภายในกลไกระบบราชการด้านการศึกษาของรัฐ โดยศึกษากลุ่มข้าราชการครูสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นหลัก พบว่าลักษณะของการก่อตัวของหนี้สินข้าราชการครูและปัจจัยสนับสนุนให้เกิดปัญหา เกิดขึ้นจากพัฒนาการของความพยายามในการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตของข้าราชการครูด้วยการจัดสวัสดิการให้กับข้าราชการครูในแต่ละยุคสมัย ส่งผลต่อการสะสมหนี้สินของข้าราชการครู อีกทั้งการกำหนดให้มีระบบสวัสดิการหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะสวัสดิการทางการเงินส่งผลให้เกิดโอกาสการเข้าถึงการใช้สินเชื่ออย่างรอบด้านในกลุ่มข้าราชการครู กอปรกับการสร้างเงื่อนไขการทำงานให้กับข้าราชการครู อาทิเช่น การสร้างภาระงานที่นอกเหนือการจัดการเรียนการสอน การมอบภาระหน้าที่ที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ข้าราชการครูที่ลดทอนความสามารถทางการเงินของครู โครงสร้างการบังคับบัญชาที่ทำให้ข้าราชการครูต้องรับภาระตามคำสั่ง ทำให้โครงสร้างในระบบการศึกษาสร้างเงื่อนไขหลายด้านที่ส่งผลให้เกิดปัญหาภาระการค่าใช้จ่ายที่มีผลต่อภาระหนี้สิน การดำเนินไปของปัญหาอย่างต่อเนื่องด้วยการแก้ไขแต่ปัญหาเฉพาะหน้าจึงส่งผลให้เกิดวงจรหนี้สินในหมู่ข้าราชการครู และพัฒนากลายเป็นปัญหาที่ยกระดับสู่ปัญหาเชิงนโยบายและมีผลต่อระบบโครงสร้างระบบราชการ อย่างไรก็ตามปัญหาหนี้สินจะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จหากไม่เริ่มต้นด้วยการปรับโครงสร้างภาระหน้าที่และกรอบกำกับระบบภาระงาน รวมถึงดำเนินสร้างการจำกัดการเข้าถึงสวัสดิการด้วยสิทธิ์ข้าราชการให้มีขอบเขตตามระดับอายุงานหรือตำแหน่งของข้าราชการครูให้ชัดเจนเพื่อแก้ไขและลดทอนปัญหาการก่อหนี้ของข้าราชการครูรุ่นใหม่ในอนาคตและสกัดกั้นมูลหนี้ก้อนใหม่เข้าสู่การเป็นปัญหาหนี้สินในอนาคต
ความเป็นแกนกลางของอาเซียนในเขตการค้าเสรีระดับภูมิภาค: กรณีศึกษาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership), นวพร ฉัตรวิริยะเจริญ
ความเป็นแกนกลางของอาเซียนในเขตการค้าเสรีระดับภูมิภาค: กรณีศึกษาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership), นวพร ฉัตรวิริยะเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษา ความเป็นแกนกลางของอาเซียนภายใต้กรอบข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และผลกระทบของข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคต่อความเป็นแกนกลางของอาเซียนเมื่อมีการบังคับใช้ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้กรอบการวิเคราะห์แนวสรรสร้างนิยม ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2001 ภายหลังความล่าช้าของการเจรจาการค้าระดับพหุภาคีรอบโดฮาขององค์การการค้าโลก จนกระทั่งพัฒนาไปสู่ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค รวมถึงการให้สัตยาบันของประเทศสมาชิกครบถ้วน และมีการบังคับใช้ จากการศึกษาได้บ่งชี้ว่า ความเป็นแกนกลางของอาเซียน ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการบรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เนื่องจากอาเซียนไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งของการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ที่มีความขัดแย้งของประเทศสมาชิก ทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และด้านอื่น ๆ ส่งผลให้การเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 8 ปี และอินเดียได้ถอนตัวจากข้อตกลงในช่วงท้ายของการเจรจา รวมถึงข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ไม่ได้ส่งเสริมความเป็นแกนกลางของอาเซียน เพราะสามารถเจรจาสำเร็จจากประเทศสมาชิกภายนอกและให้ผลประโยชน์แก่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้มากกว่าอาเซียน
ความสัมพันธ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 กับการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองไทย, ศิปภน อรรคศรี
ความสัมพันธ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 กับการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองไทย, ศิปภน อรรคศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งศึกษา “อิทธิพลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งออกแบบภายใต้การกำกับของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งผลอย่างไรต่อการเมืองไทยหลังจากเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง?” โดยตอบคำถามผ่านการอภิปรายวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสู่ระบอบพันทางหลังมีการเลือกตั้งภายใต้การกำกับของกลไกรัฐธรรมนูญ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้ระบอบอำนาจนิยมดำรงต่อไปได้แม้เปลี่ยนผ่านสู่การมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังทำหน้าที่สนับสนุนการแบ่งปันอำนาจเพื่อคงไว้ซึ่งระบอบอำนาจนิยมต่อไปแม้ต้องเปิดโอกาสต่อรองกับตัวแสดงใหม่ และรัฐธรรมนูญยังมีความทนทานจากการถูกแก้ไขหรือยกเลิกได้ยากภายใต้การคุ้มครองจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ กลไกทางรัฐธรรมนูญแม้ว่าจะเป็นอุปสรรคต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์หลังจากการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 หรือเปิดโอกาสให้พรรคฝ่ายค้านเติบโตจนสามารถชนะการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2566 ทว่าด้วยการดำรงอยู่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จึงส่งผลให้บรรยากาศของระบอบอำนาจนิยมในไทยยังคงดำเนินต่อภายใต้การหันเหเข้าสู่การเป็นระบอบอำนาจนิยมที่มีการต่อรอง ในที่สุดแล้วจึงยังต้องตั้งคำถามและติดตามต่อไปถึงอิทธิพลของรัฐธรรมนูญมรดกของ คสช. ที่ยังมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยหลังจากนี้
การส่งเสริมบทบาทและสถานะไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน, ธนกฤษ เกตุเนตร
การส่งเสริมบทบาทและสถานะไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน, ธนกฤษ เกตุเนตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ซึ่งจากการศึกษาการดำเนินนโยบายดังกล่าวที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักการจีนเดียว (One China policy) ของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ที่หวังจะรวมไต้หวันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจีน เป็นเหตุให้ไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน จำเป็นต้องดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศและการรักษาอธิปไตยของไต้หวัน อีกทั้งเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐภายนอก โดยประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ได้มีการดำเนินนโยบายเพื่อการส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศเพื่อให้สังคมเกิดความแตกต่างจากความเป็นจีน ผ่านนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound policy) โดยมีวัตถุประสงค์พัฒนาความร่วมมือและเพื่อให้ไต้หวันกลับมามีบทบาทในการพัฒนาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเอเชียใต้ผ่านดำเนินนโยบายผ่านการพัฒนาบุคคลให้เป็นศูนย์กลาง (people-centered) เพื่อพัฒนาทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคผ่านกรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีและพหุภาคีทั้ง 4 รูปแบบได้แก่ 1) การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 2) การแลกเปลี่ยนทักษะและองค์ความรู้ระหว่างกันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3) การแบ่งปันทรัพยากร รวมถึงค่านิยมและวัฒนธรรมความเป็นไต้หวันเพื่อให้เกิดความร่วมมือ 4) สร้างความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อให้ไต้หวันสามารถมีอำนาจต่อรองในภูมิภาคและสร้างการยอมรับจากเวทีระหว่างประเทศอีกทั้งเพื่อรักษาสถานะเดิมของไต้หวันและถ่วงดุลอำนาจจีน
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ของจีนในประเทศกำลังพัฒนาผ่านข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt And Road Initiative : Bri), นันท์นภัส ภัทรอังกูร
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ของจีนในประเทศกำลังพัฒนาผ่านข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt And Road Initiative : Bri), นันท์นภัส ภัทรอังกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจีนในประเทศในแอฟริกา โดยจะชี้ให้เห็นว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการส่งออกโมเดลจีน (China Model) ให้กับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นการส่งเสริมฉันทามติปักกิ่ง (Beijing Consensus) อันเป็นแนวคิดการพัฒนาที่แตกต่างจากฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus) เพื่อส่งเสริมการผงาดขึ้นของจีน (Rise of China) ในระบบระหว่างประเทศ ซึ่งจีนได้ส่งออกเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนผ่าน BRI และ DSR และขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะดังกล่าวภายใต้โครงการเมืองที่ปลอดภัย (Safe Cities) ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐเป็นหลัก โดยสนับสนุนการลงทุนเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนผ่านบริษัทข้ามชาติสัญชาติจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Huawei ที่มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปลงทุนและดำเนินการด้านเทคโนโลยีในการสอดส่องเมือง ทำให้เมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนเต็มไปด้วยการใช้เทคโนโลยีเมืองเพื่อสอดส่องผู้อยู่อาศัยภายในเมืองจากรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลจีน ซึ่งการส่งออกแนวคิดการพัฒนาเมืองดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าจีนพยายามแสวงหาและสร้างการยอมรับการเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนกับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกาที่โมเดลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจีนได้รับการยอมรับไปปรับใช้กับรัฐบาลในแอฟริกาอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพและบทบาทของจีนในการแข่งขันทางอำนาจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจในทิศทางที่จีนพอใจมากขึ้นในระดับโลก
ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง: กรณีศึกษาไทย - กัมพูชา, ปิยพัชร เหล่าสมบัติ
ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง: กรณีศึกษาไทย - กัมพูชา, ปิยพัชร เหล่าสมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ผ่านโครงการต่างๆ ภายใต้กรอบ ACMECS ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและน่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา เพราะประเทศไทยกับกัมพูชา เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน มีแนวเขตแดนที่ติดกัน ทำให้ทั้ง 2 ประเทศมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และรูปแบบการดำรงชีวิตของประชาชนที่คล้ายคลึงกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้ประชาชนไทยกับกัมพูชามีความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นอย่างดี และไทยกับกัมพูชาก็ได้มีกรอบความร่วมมือหรือยุทธศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยสารนิพนธ์นี้ผู้เขียนได้นำกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) มาเป็นกรณีศึกษา โดยไทยเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้นมา ในสมัยรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และหลังจากได้มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีตามยุคสมัย จนถึงสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทำให้ความมุ่งหมายของนโยบายต่างประเทศของไทยย่อมปรับเปลี่ยน ผู้เขียนจึงสนใจที่จะศึกษาว่าโครงการต่างๆ ระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบ ACMECS นี้ มีโครงการใดที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และน่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย-กัมพูชา โดยผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร รายงาน วิทยานิพนธ์ ข่าวสาร และบทความวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล โดยผลการวิจัยพบว่า ทั้งไทยและกัมพูชาต่างให้ความสำคัญกับกรอบ ACMECS โดยมีโครงการที่เป็นรูปธรรม บรรลุวัตถุประสงค์ของกรอบ ACMECS และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
อาเซียนกับความมั่นคงทางพลังงาน, วโรตม์ ชอินทรวงศ์
อาเซียนกับความมั่นคงทางพลังงาน, วโรตม์ ชอินทรวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษากลไกความร่วมมือทางพลังงานของอาเซียน เพื่อจัดการกับปัญหาความขาดแคลนทางพลังงาน เพื่อไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคอาเซียน การวิเคราะห์บทบาทตัวแสดงที่สำคัญที่มีส่วนต่อการพึ่งพาอาศัยอันนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินนโยบายที่มีส่วนสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผลวิจัยพบว่าอาเซียนจำเป็นต้องขยายความร่วมมือทางพลังงาน เพื่อจัดการกับปัญหาความขาดแคลนทางพลังงาน และมุ่งไปสู่ความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งมีลักษณะการพึ่งพาอาศัยกันอย่างสลับซับซ้อน (Complex Interdependence) มากยิ่งขึ้นโดยมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ประการแรก มีช่องทางการปฏิสัมพันธ์และตัวแสดงที่หลากหลายในความร่วมมือ ทั้งบทบาทของรัฐ เอกชน และปัจเจกบุคคล ประการที่สอง ความมั่นคงประกอบไปด้วยประเด็นที่หลากหลายรอบด้านมากกว่าทางการทหาร และความมั่นคงทางพลังงานก็เป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน และประการที่สาม การพึ่งพาอาศัยอย่างสลับซับซ้อน ทำให้มีรัฐเข้าสู่ข้อขัดแย้งที่อาจเกิดการใช้กำลังน้อยลง ส่งเสริมการเกิดสันติภาพขึ้นในภูมิภาคผ่านการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่อาเซียนยังต้องร่วมกันแก้ปัญหา และปรับตัวให้ทันกับประเด็นความท้าทายต่อความมั่นคงทางพลังงานในยุคปัจจุบัน
การเรียนรู้คุณค่าประชาธิปไตยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย, จารุวรรณ แก้วมะโน
การเรียนรู้คุณค่าประชาธิปไตยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย, จารุวรรณ แก้วมะโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ต้องการศึกษาว่าอะไรเป็นเงื่อนปัจจัยที่ทำให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของไทยเกิดการเรียนรู้คุณค่าประชาธิปไตยได้แม้ภายใต้การกล่อมเกลาคุณค่าประชาธิปไตยแบบจำกัดของรัฐไทย กระทั่งนำมาสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 2563 การวิจัยใช้การศึกษาเอกสารร่วมกับการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 2563 และครูผู้สอนรายวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดําเนินชีวิตในสังคม ผลการศึกษาพบว่านักเรียนคือตัวแสดงทางการเมืองที่มีการพิจารณาใคร่ครวญเปรียบเทียบต้นทุนประโยชน์และโทษที่จะได้รับจากการกระทำในสถานการณ์หนึ่งๆและแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุดได้ จึงทำให้การแสดงออกไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับทัศนคติเสมอไป ซึ่งนั่นเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่การเรียนรู้คุณค่าทางการเมืองที่แตกต่างออกไปจากการกล่อมเกลาที่เป็นอยู่ได้ ผลการศึกษาพบว่าการเรียนรู้คุณค่าประชาธิปไตยของนักเรียนไม่ได้เกิดจากอิทธิพลของอินเตอร์เน็ตโดยลำพัง นักเรียนสามารถเรียนรู้ค่านิยมประชาธิปไตยที่แตกต่างไปจากค่านิยมที่รัฐกล่อมเกลาได้ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขทั้ง 3 ประการมาบรรจบกัน 1) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายนอกของการศึกษาเรียนรู้ 2) การตื่นรู้ทางความคิดภายใน และ 3) มีคำอธิบายระหว่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณค่าประชาธิปไตยในลักษณะที่นักเรียนรับรู้ถึงประโยชน์ที่จับต้องได้ อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะเป็นวงจรหมุนเวียนระหว่างช่วงของการตื่นรู้กับช่วงของการจำยอมทำตามอันเป็นผลมาจากการเรียนรู้สองชั้นสืบเนื่องจากการปะทะกันของแนวคิดกับการปฏิบัติของปัจเจกบุคคลภายใต้โครงสร้างที่จำกัด
พลวัต เครือข่าย และกรอบโครงความคิดของขบวนการต่อต้านทักษิณในจังหวัดเชียงใหม่, จุฑามาศ สังข์เงิน
พลวัต เครือข่าย และกรอบโครงความคิดของขบวนการต่อต้านทักษิณในจังหวัดเชียงใหม่, จุฑามาศ สังข์เงิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ศึกษาเรื่องขบวนการต่อต้านทักษิณในจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างปีพ.ศ.2548 – พ.ศ.2557 ศึกษาผ่านกรอบแนวคิดการระดมทรัพยากร แนวคิดการสร้างกรอบโครงความคิด และแนวคิดการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม ในการตอบวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ 1. เพื่อศึกษาการก่อตัว พัฒนาการ และพลวัตของขบวนการต่อต้านทักษิณในจังหวัดเชียงใหม่ และ 2. เพื่อศึกษากรอบโครงความคิดของขบวนการต่อต้านทักษิณในจังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ 2 ข้อดังนี้ วัตถุประสงค์ข้อที่ 1. ขบวนการต่อต้านทักษิณเชียงใหม่ก่อตัวขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเครือข่ายภาคประชาสังคมนักพัฒนาเอกชน คนเดือนตุลา ชนชั้นกลาง นักวิชาการ นักศึกษา และนักการเมืองท้องถิ่นที่เคยเป็นขบวนภาคประชาชนที่สนับสนุนขบวนการประชาธิปไตย ในช่วงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร ฯ พวกเขารวมกลุ่มกันภายใต้การนำของกลุ่มนักพัฒนาเอกชนและเคลื่อนไหวร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งทางความคิดภายในขบวนการจนเครือข่ายนักพัฒนาเอกชน เครือข่ายนักศึกษา และเครือข่ายนักการเมืองล่าถอยออกจากขบวนการ ทำให้ขบวนการอยู่ภายใต้การนำของเครือข่ายชนชั้นกลางและเสื่อมพลังลงจนยุติการเคลื่อนไหว ขบวนการต่อต้านทักษิณจังหวัดเชียงใหม่กลับมาก่อตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงกลุ่มกปปส. ภายใต้การนำของเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นโดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายชนชั้นกลางเชียงใหม่ ทำให้ขบวนการกลับมาเคลื่อนไหวและได้รับการสนับสนุนขบวนการอย่างสูง แต่เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างเครือข่ายแนวร่วมทั้งสองทำให้เครือข่ายชนชั้นกลางล่าถอยออกจากขบวนการในที่สุด วัตถุประสงค์ข้อที่ 2. ขบวนการต่อต้านทักษิณจังหวัดเชียงใหม่มีกรอบโครงความคิดที่แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ความคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยมและความคิดทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม ในการก่อตัวของขบวนการช่วงกลุ่มพันธมิตร ฯ พวกเขามีความคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยมทำให้ขบวนการมีความหลากหลายทางความคิดและเปิดกว้างให้เครือข่ายแนวร่วมที่มีจุดยืนทางการเมืองแตกต่างเข้าต่อสู้ร่วมกันได้โดยมีเป้าหมายในการขับไล่รัฐบาลทักษิณจากการเมืองไทย แต่ในเวลาต่อมากลุ่มที่มีความคิดทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมที่ชูแนวทางกษัตริย์นิยม ศาสนานิยม ชาตินิยม และนิยมทหารได้เข้ามามีบทบาทนำเหนือขบวนการผ่านการขยายกรอบโครงความคิดและการระดมทรัพยากร ทำให้กลุ่มที่มีความคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยมถอนตัวจากขบวนการต่อต้านทักษิณเชียงใหม่ ต่อมาในการกลับมาของกลุ่มกปปส. ขบวนการก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มที่มีความคิดทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมโดยในระยะแรกพวกเขามีเป้าหมายร่วมกันเพื่อขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต่อมาพวกเขารับเอาแนวทางของกลุ่มกปปส.ที่ชูแนวทางต่อต้านประชาธิปไตยและใช้แนวทางแบบชาตินิยม ศาสนานิยม และนิยมทหารจนนำไปสู่การสนับสนุนให้ทหารยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์
การเมืองเรื่องการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562, พรธิดา เผื่อนทิม
การเมืองเรื่องการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562, พรธิดา เผื่อนทิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการเมืองเรื่องการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562 โดยตั้งคำถามถึงปฏิบัติการในสนามเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ 2 ประการ คือ 1) บริบท เงื่อนไข หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และกติกาทางการเมืองในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ส่งผลต่อพรรคประชาธิปัตย์ในการลงแข่งขันในสนามเลือกตั้ง 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 เป็นอย่างไร และ 2) พรรคประชาธิปัตย์ใช้กลยุทธ์ในการหาเสียงเลือกตั้ง 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 อย่างไร ทั้งในระดับการลงพื้นที่ของผู้สมัครและในระดับการใช้สื่อเพื่อส่งสารไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้ง งานศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาสะท้อนบริบทการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นภายใต้ระบอบอำนาจนิยมที่ให้มีการแข่งขัน และการแบ่งขั้วความคิดรูปแบบใหม่ของสังคมที่ด้านหนึ่งให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยและต่อต้านระบอบเผด็จการที่มีกลุ่มทหารเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง อีกด้านหนึ่งไม่ไว้วางใจนักการเมือง และสนับสนุนทหาร ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าโอบรับทั้งสองหลักการอย่างหนักแน่น ทำให้เป็นปัจจัยสู่การสูญเสียฐานเสียงเดิมและในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถดึงดูดฐานเสียงใหม่ได้ กอปรกับปัญหาด้านยุทธศาสตร์นโยบายของพรรคที่ไม่มีจุดแข็งและจุดขายเพื่อตอบโจทย์กลุ่มฐานเสียงที่หลากหลายโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นโยบายเด่นของพรรคประชาธิปัตย์เน้นการเหนี่ยวรั้งฐานเสียงเดิมในพื้นที่ภาคใต้ด้วยการชูนโยบายด้านการเกษตร ผลลัพธ์จากสนามเลือกตั้งปี 2562 แสดงให้เห็นความผุกร่อนและพลวัตของความผูกพันพรรคการเมือง (Party Identification) ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับฐานเสียงภาคใต้ที่ถูกท้าทายอย่างหนัก การเลือกตั้งครั้งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสั่นคลอนความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า “พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคของคนใต้” ในสนามการเมืองไทย ซึ่งปรากฏชัดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการเมืองโลก: กรณีศึกษาเส้นทางสายไหมดิจิทัลของสาธารณรัฐประชาชนจีน 2015-2021, วิทวัส อภิญ
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการเมืองโลก: กรณีศึกษาเส้นทางสายไหมดิจิทัลของสาธารณรัฐประชาชนจีน 2015-2021, วิทวัส อภิญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เส้นทางสายไหมดิจิทัลมีความสำคัญมากขึ้น (Digital Silk Road; DSR) โดย DSR เป็นส่วนหนึ่งของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative; BRI) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาระดับทวีปของสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยความสำคัญที่มากขึ้นนี้นำไปสู่การศึกษาถึงเป้าหมายของ DSR และวิธีการของจีนเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว งานศึกษานี้จึงมีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การศึกษา DSR มีความจำเป็นโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับดิจิทัลทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอันเป็นรากฐานของการคงอยู่ของกิจกรรมทางดิจิทัลโดยรวม และสามารถเป็นตัวแปรต้นในการศึกษาผลกระทบที่เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวในการเมืองระหว่างประเทศ ข้อค้นพบในงานศึกษานำไปสู่คำตอบของเป้าหมายของ DSR คือการตอบสนองต่อปัจจัยภายในว่าด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจและความท้าทายทางข้อมูล รวมถึงปัจจัยภายนอก คือ การเมืองระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ทั้งสองปัจจัยกลายเป็นแรงผลักให้จีนแสวงหาอธิปไตยทางดิจิทัล เพื่อให้ DSR ประสบความสำเร็จจีนได้ดำเนินการลงทุนในต่างประเทศเกี่ยวกับดิจิทัลทั้งทางตรงและอ้อม โดยวิธีการทางเศรษฐกิจของจีนสามารถศึกษาผ่านเครื่องมือของเสรีนิยมใหม่อย่าง โซน (Zone) การสร้างนิเวศเศรษฐกิจ (business ecosystem) นอกจากนี้ยังมีการก่อร่างของโครงร่างระบบระหว่างประเทศของจีนผ่านการนำเสนอระเบียบดิจิทัลที่มาพร้อมกับ DSR
พลวัตของแนวคิดและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในยุคหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และผลกระทบต่อชุมชนพื้นที่รับน้ำ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา, อาทิตย์ ภูบุญคง
พลวัตของแนวคิดและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในยุคหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และผลกระทบต่อชุมชนพื้นที่รับน้ำ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา, อาทิตย์ ภูบุญคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ประกอบด้วยวัตถุประสงค์การศึกษา 3 ส่วนคือ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดและพัฒนาการของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ก่อนและหลังรัฐประหาร 2557 2) เพื่อศึกษาปฏิบัติการ กลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่ และ 3) เพื่อศึกษาผลกระทบของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับชุมชน ผลการศึกษาพบว่า การจัดการน้ำในยุคหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ถูกกำหนดทิศทางโดยโครงสร้างใหม่ผ่าน 3 เสาหลัก ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โครงสร้างนี้มีเป้าประสงค์ร่วมคือการแก้ปัญหาการจัดการน้ำของไทยที่ขาดการบูรณาการ และยังมุ่งเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำและระดับพื้นที่อีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ในเชิงเนื้อหาการจัดการน้ำที่สถาปนาขึ้นใหม่เสมือนมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทว่ายังมีรายละเอียดหลายส่วนที่ยังคงสะท้อนว่าอำนาจการจัดการน้ำยังคงรวมศูนย์ไว้ที่รัฐ สำหรับการจัดการน้ำระดับปฏิบัติการในพื้นที่รับน้ำบางบาลนั้น ได้มีการกำหนดโครงสร้างการจัดการน้ำหลายระดับให้สอดคล้องกับโครงสร้างระดับชาติ เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา และการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ ไม่เพียงเท่านั้น การจัดการน้ำในพื้นที่แห่งนี้ยังอยู่ภายใต้นโยบายพื้นที่รับน้ำบางบาล ซึ่งมุ่งปกป้องพื้นที่เมืองและอุตสาหกรรมให้ปลอดภัยจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งกระบวนการกำหนดนโยบายนี้ดำเนินไปโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความหมาย ภายใต้โครงสร้างการจัดการน้ำที่ที่โยนภาระให้ชาวบ้านรับน้ำ ประกอบกับการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมยังไม่เกิดขึ้นจริงนั้น ได้ก่อให้เกิดผลกระทบหลายประการในพื้นที่ทั้งปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ เหตุดังนี้ ชาวบ้านในพื้นที่จึงสร้างพื้นที่การต่อสู้ต่อรองเพื่อเปลี่ยนแปลงการจัดการน้ำที่เป็นอยู่ให้เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น 2 รูปแบบได้แก่ การต่อสู้ต่อรองในพื้นที่สื่อ และการต่อสู้ต่อรองในพรมแดนความรู้ผ่านงานวิจัยชาวบ้าน
การวิเคราะห์การฟื้นคืนความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดีอาระเบียผ่านพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย, สิทธิกร สุทธิขาว
การวิเคราะห์การฟื้นคืนความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดีอาระเบียผ่านพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย, สิทธิกร สุทธิขาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่การฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเน้นศึกษาปัจจัยพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย การศึกษาปัจจัยดังกล่าวอิงกับแนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นกรอบแนวคิดหลัก การศึกษาพบว่า ปี ค.ศ. 2015 ซาอุดีอาระเบียประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุดังกล่าว มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน จึงทรงมีดำริแผนเพื่อพัฒนาและปฏิรูปประเทศในช่วงปี ค.ศ. 2016 ถึง ปี ค.ศ. 2030 ภายใต้ยุทธศาสตร์วิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 เพื่อรับมือกับสถานการณ์สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายการลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน รวมถึง การสร้างภาพลักษณ์ใหม่และทันสมัยมากยิ่งขึ้นแก่ซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ การที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ดังนั้น สิ่งที่ตามมาคือความต้องการแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ ด้วยเหตุดังกล่าว ไทยจึงเป็นประเทศเป้าหมายที่มีศักยภาพสำหรับซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเป็นเหตุผลตามหลักผลประโยชน์แห่งชาติของซาอุดีอาระเบียที่ต้องการแรงงานไทยกลับเข้าไปทำงานเพื่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของซาอุดีอาระเบีย จึงเป็นที่มาของการฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างไทย - ซาอุดีอาระเบีย
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขของจีนในการให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขและการทูตวัคซีนของจีนในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่งผลให้สามารถเจรจาโน้มน้าวประเทศต่าง ๆ และสามารถนำไปสู่การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเป้าหมายได้ แต่การทูตวัคซีนของจีนที่ดำเนินนโยบายระหว่างสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 กลับส่งผลให้ภาพลักษณ์ของจีนดีขึ้นในช่วงแรกของการระบาดเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังขาของประเทศอื่น ๆ ที่มีต่อวัคซีนโควิด 19 ของจีน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อ Soft Power ของจีน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำแนวคิด Soft Power ของ Joseph Nye มาอธิบายถึงความพยายามดังกล่าวของจีน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ถึงแม้ว่าการทูตวัคซีนของจีนจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนดำเนินมาอย่างยาวนาน เนื่องจากการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนใช้เป็น Soft Power ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น กรอบความร่วมมือด้านสุขภาพในประเด็นสุขภาพที่สำคัญ และดำเนินไปพร้อมกับยุทธศาสตร์ BRI มีความมั่นคงอยู่แล้ว ดังนั้น การดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขเป็น Soft Power ที่มีความจริงใจและโปร่งใส ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมีการเน้นไปยังกรอบความร่วมมือด้านสุขภาพนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะมหาอำนาจและการเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือของจีนได้ดี
อาวุธและการเลือกข้าง: การจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพไทยหลังรัฐประหาร 2557, ฐานันดร์ กาญจนนิรินธน์
อาวุธและการเลือกข้าง: การจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพไทยหลังรัฐประหาร 2557, ฐานันดร์ กาญจนนิรินธน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ใช้การค้นคว้าจากเอกสารสาธารณะและเอกสารทางราชการเพื่อวิเคราะห์การจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการจัดหาอาวุธของกองทัพไทยหลังรัฐประหารปีพุทธศักราช 2557 ท่ามกลางข้อจำกัดจากนโยบายสหรัฐอเมริกาที่ระงับความช่วยเหลือต่างประเทศต่อประเทศที่มีระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ผลการศึกษาเผยให้เห็นว่ากองทัพได้หันมาจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารที่สำคัญจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้อตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและจีนในการจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T ซึ่งถือเป็นอาวุธยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ดีการแก้ไขข้อจำกัดนี้มิได้บ่งถึงการละทิ้งความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐอเมริกาโดยสมบูรณ์ เนื่องจากความสัมพันธ์ทวิภาคีครอบคลุมหลายด้าน เช่น ความมั่นคงและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาเกี่ยวกับความล้มเหลวในการจัดหาเรือดำน้ำเผยให้เห็นว่าการเปลี่ยนไปจัดหาหรือพึ่งพาอาวุธจากจีนเพียงประเทศเดียวอาจมิใช่ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย การศึกษายังเน้นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศ และชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในภาคส่วนนี้สามารถยกระดับการพึ่งตนเองและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว แม้มิใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีทันใดก็ตาม
นโยบายของออสเตรเลียต่อจีน ห้วงปี ค.ศ. 2015-2022, ธนิษฐา แพงวงษ์
นโยบายของออสเตรเลียต่อจีน ห้วงปี ค.ศ. 2015-2022, ธนิษฐา แพงวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพลวัตของความสัมพันธ์เชิงนโยบายต่างประเทศระหว่างออสเตรเลียและจีน ซึ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมา โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจใหม่ของจีน เกิดเป็นการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนสร้างความกังวลให้หมู่ประเทศตะวันตก รวมถึงการรับรู้ว่าจีนเป็นภัยคุกคามทั้งระดับรัฐบาลและประชาชน ทำให้ออสเตรเลียเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีนอย่างชัดเจน เหล่านี้จึงกลายเป็นความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายของออสเตรเลียในระยะต่อมา ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับการบริหารความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคง
ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ
ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่รุนแรงขึ้น หลังจีนห้ามนำเข้าขยะและของเสียอันตรายหลายประเภท ตั้งแต่ปี 2018 ส่งผลให้ภูมิภาคแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ในการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากประเทศพัฒนาแล้วแทน ประกอบกับปัจจัยการบริโภคอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical and Electronic Equipment: EEE) ที่ทำให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศสมาชิกเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่อาเซียนยังไม่มีการบังคับใช้กฎระเบียบเข้มงวดจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเป็นกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สารนิพนธ์เรื่องนี้จึงต้องการศึกษาว่าอาเซียนมีความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร รวมถึง อุปสรรคและความท้าทายที่เกิดขึ้น สารนิพนธ์เรื่องนี้ใช้กรอบแนวคิดเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบัน (Neoliberalism) ภายใต้นิยามของ Robert O. Keohane ที่เน้นความสำคัญของสถาบันและองค์กรระหว่างประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐ สนับสนุนด้วยทฤษฎีระบอบ (Regime Theory) ของ Stephen D. Krasner ที่อธิบายว่าระบอบระหว่างประเทศ ประกอบด้วยชุดกฎเกณฑ์ บรรทัดฐานและการตัดสินใจ ซึ่งกำหนดพฤติกรรมและบทบาทของรัฐในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยผลการศึกษาพบว่าความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียนเผชิญอุปสรรคและความท้าทายหลายประการ จากการขาดกฎระเบียบ มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างชาติสมาชิก กลไกการบังคับใช้ ทำให้อาเซียนต้องจัดตั้งระบอบด้านสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นการเฉพาะขึ้นร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
นโยบายต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ : ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก, พิชญ์ คุ้มล้วนล้อม
นโยบายต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ : ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก, พิชญ์ คุ้มล้วนล้อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และเพื่อทำความเข้าใจการดำเนินนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ โดยใช้กรอบแนวคิดดุลแห่งอำนาจ จากผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคภัย คุกคามด้านความมั่นคงจากเกาหลีเหนือ และความกังวลในท่าทีที่ไม่แน่นอนของสหรัฐอเมริกา เป็นปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องปรับนโยบายความมั่นคงจากการพึ่งพาความคุ้มครองทางทหารของสหรัฐไปสู่แนวทางที่พึ่งพาตนเองมากขึ้น การปกป้องความมั่นคงและเสถียรภาพทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีความจำเป็นต่อความอยู่รอดของประเทศ จึงทำให้ยุทธศาสตร์นี้ได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคมชาวญี่ปุ่น อีกทั้งยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกยังช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถส่งเสริมความสัมพันธ์พหุภาคีและทวิภาคีกับประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมได้ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับจีนในประเด็นทางทะเลเช่นเดียวกับญี่ปุ่น จึงได้มีการกระชับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินยุทธศาสตร์ของนายอาเบะได้เป็นอย่างดี
การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท
การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ในประเทศไทย โดยมีคำถามหลัก 2 ข้อ ประกอบด้วย 1) อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ตัดสินใจอพยพ และ 2) ทำไมผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานผู้นับถือศาสนาคริสต์ จึงเลือกเดินทางมายังประเทศไทย วิธีการดำเนินการวิจัยเน้นการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเดินทางมายังประเทศไทยระหว่าง ปี ค.ศ. 2009-2023 จำนวน 15 คน จากการสัมภาษณ์พบว่า สาเหตุสำคัญของการอพยพ คือ ปัจจัยทางการเมือง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งในชุมชนท้องถิ่น เนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันจนนำไปสู่การฟ้องร้องโทษฐานกระทำความผิดกฎหมายดูหมิ่นศาสนา และยังพบว่าสาเหตุที่ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์เลือกเดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากผู้แสวงหาที่พักพิงอาศัยเครือข่ายทางสังคม เครือข่ายศาสนา และเครือข่ายความเป็นคนบ้านเดียวกันในการอพยพ เครือข่ายเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้แสวงหาที่พักพิง รวมถึงกลุ่มประชาสังคม องค์กรศาสนา หน่วยงาน INGOs และมิชชั่นนารี มีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือผู้แสวงหาที่พักพิง โดยมีการพึ่งพาซึ่งกันและกันในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ “ผู้อุปภัมถ์และผู้พึ่งพา” (Patron and Client) สร้างผลประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย
ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ในมาเลเซีย : กรณีศึกษาชาติพันธุ์สยามในรัฐกลันตัน, ภูวดล หน่อแก้ว
ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ในมาเลเซีย : กรณีศึกษาชาติพันธุ์สยามในรัฐกลันตัน, ภูวดล หน่อแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตลอดระยะเวลาที่อังกฤษได้ปกครองและมีอิทธิพลเหนือดินแดนคาบสมุทรมลายู ได้ใช้วิธีการแบ่งแยกและปกครอง(Divide and Rule) มาปกครองชาติอาณานิคม และหลังจากที่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี ค.ศ.1957 ก็ได้นำวิธีการดังกล่าว มาใช้ปกป้องผลประโยชน์และสิทธิของชาวมลายูและชนพื้นเมืองในฐานะภูมิบุตรา หรือบุตรแห่งแผ่นดิน โดยที่นโยบายภูมิบุตรา ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทางนโยบายเศรษฐกิจใหม่(New Economic Policy : NEP) เป็นการซ้ำเติม ความตึงเครียดระหว่างชาติพันธุ์ให้มีมากกว่าเดิม แม้ว่าเป้าหมายหลักของนโยบายดังกล่าว จะเป็นกลุ่มคนมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย แต่ก็ส่งผลกระทบทางอ้อม ไปยังชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย หรือชาวสยาม ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อย ทำให้ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน กระบวนการถูกทำให้เป็นคนชายขอบ(marginalization) และการกีดกันทั้งทางด้านวัฒนธรรม กฎหมาย การศึกษา และด้านการประกอบอาชีพ ผ่านกลไกทางนโยบายของรัฐอย่างเป็นระบบเช่นนี้ ประกอบกับ การที่ไม่ได้มีฐานอำนาจทางเศรษฐกิจดังเช่นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย ทำให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพื่อคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ของตนให้ดำรงสืบไป
การดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, พงศกร ฉัตรศรี
การดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, พงศกร ฉัตรศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำเเหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2017 ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนเเปลงต่อนโยบายความมั่นคงเเละยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศญี่ปุ่นในสมัยของนายกรัฐมนตรี อาเบะ ชินโซะ ความไม่เเน่นอนด้านนโยบายต่างประเทศเเละความมั่นคงของสหรัฐฯภายใต้การนำของทรัมป์ก่อให้ความกังวลเกิดความมั่นคงต่อระบบพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ส่งผลให้อาเบะจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐฯท่ามกลางสภาวะพื้นฐานของความไม่เเน่นอนตลอดการดำรงตำเเหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯภายใต้การขยายอิทธิพลด้านความมั่นคงจีนที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคอินโด-เเปซิฟิก สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการศึกษาการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐฯในช่วงการดำรงตำเเหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงระหว่าง ปี 2017-2020 ในช่วงสมัยการดำรงตำเเหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอาเบะ ชินโซะ มีเเนวทางอย่างไรในการดำเนินนโยนายต่างประเทศด้านความมั่นคงเเละอาเบะดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อบทบาทของสหรัฐฯในภูมิภาคอินโด-เเปซิฟิก เพื่อถ่วงดุลอำนาจจากการขยายอิทธิพลของจีนเเละรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงระหว่างประเทศของญี่ปุ่นที่เกิดจากความเเปลี่ยนทางการเมืองของสหรัฐฯ.
The 2014 Central American Migrant Crisis: Necropolitics And Its Consequences, Siyapah Surathumrong
The 2014 Central American Migrant Crisis: Necropolitics And Its Consequences, Siyapah Surathumrong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the summer of 2014, a surge of more than 69,000 unaccompanied children apprehended at the US-Mexico border, urging the media outlets to coin this emergence “the Central American Migrant Crisis.” Immediate responses by the Obama Administration have deemed successful results, with number of children apprehended at the border has decreased rapidly. Thus, it took years for the issue to resurface, revealing that not only the crisis has never been fully solved, but many unaccompanied children also still suffered from what US policies have inflicted upon them. In order to investigate into the heart of the crisis, this research argues …