Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Criminology and Criminal Justice Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Keyword
-
- ASEAN-India; ASEAN Centrality; Multipolarity; Great Power Competition; Small States (1)
- Geography; Globalisation; Ulrich Beck; Risk Society; Knowledge Production (1)
- Node; หน่วยประสานเครือข่าย; คุณลักษณะของ node; งานพัฒนาสังคม; ทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ; ประเทศไทย (1)
- Parasite; Anti-capitalism; What is (not) to be done?; Ideology; Enjoyment (1)
- กลิ่น; กลิ่นหอม; มานุษยวิทยาของกลิ่นและกลิ่นหอม; น้ำหอม; วัฒนธรรมกลิ่นหอม (1)
-
- กลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่; รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ; ผู้จัดการสาธารณภัย; การลดความเสี่ยงภัย (1)
- การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น; ท้องถิ่นนิยม; ทฤษฎีการเลือกสาธารณะ; ตัวแบบการระดมมวลชนมีส่วนร่วม (1)
- การกระจายอํานาจ; ภาคีเครือข่าย; ความร่วมมือ; การมีส่วนร่วม; การอภิบาลด้านสุขภาพ; ยุทธวิธี (1)
- การจราจล; การต่อต้านจราจล; แคชเมียร์; ความมั่นคง; อินเดีย (1)
- การจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ; การวิเคราะห์เชิงสถาบัน; ระบบเตือนภัยล่วงหน้า; พายุโซนร้อนปาบึก; นครศรีธรรมราช (1)
- การจัดสวัสดิการสังคม; การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ; จังหวัดเพชรบุรีไห (1)
- การทำให้เป็นประชาธิปไตย; ระบอบผสม; อำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง; การเลือกตั้ง; การควบคุมบงการ (1)
- การทูตอีสปอร์ต; การตลาดเชิงเนื้อหา; การสร้างภาพลักษณ์ของจีน; Honor of Kings; Arena of Valor (1)
- การบังคับใช้กฎหมาย; กฎหมายไทย; พันธกรณี; ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม (1)
- การมีส่วนร่วม; การจัดการน้ำ; การอภิบาลแบบมีส่วนร่วม; น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554; ประเทศไทย (1)
- การรวมกลุ่มชาวนา; กลุ่มชาวนา; การเมืองของความยืดหยุ่นปรับตัว; นาแปลงใหญ่; กลุ่มขนาดย่อม (1)
- การรับนักเรียน; ความเหลื่อมล้ำ; การศึกษาขั้นพื้นฐาน; นโยบายสาธารณะ; การวิเคราะห์นโยบายเชิงตีความ (1)
- การสังหารหมู่; การกราดยิง; ปัญหาทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (1)
- การอดอาหารประท้วง; การทำร้ายตัวเองประท้วง; ความรุนแรง; ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง; การต่อต้านของพลเมือง (1)
- การอภิบาล; ธรรมาภิบาล; การวิจัย; หลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย; รัฐประศาสตรศาสตร์/การบริหารรัฐกิจ (1)
- การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ผู้อพยพ; เอเชียตะวันออก; ค่านิยมแห่งเอเชีย (1)
- การเมืองภายในของจีน; จีนศึกษา; พรรคคอมมิวนิสต์จีน; ระบอบอำนาจนิยมจีน; อำนาจรัฐ (1)
- ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม; คนรุ่นใหม่; การเมืองไทย; ผลสะเทือน; ผลกระทบ (1)
- ขบวนการเอกราช; คาตาโลเนีย; พื้นที่การเมือง; รัฐธรรมนูญ (1)
- คนจนเมืองหลุดระบบ; ผู้เช่าบ้าน; ห้องเช่า; ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร; ความเปราะบาง (1)
- ความคิดทางการเมือง; นโยบายการพัฒนา; อำนาจและความชอบธรรมของรัฐ; วาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์; การเมืองไทย (1)
- ความยั่งยืนขององค์กร; ปัจจัยเชิงกลยุทธ์; บทบาทภาครัฐ (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เกษตรกร; การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตร (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เวลาที่รอคอย; นโยบายการศึกษาของไทย (1)
- ความรับผิดชอบ; การกำหนดนโยบาย; โควิด-19; เอเซียตะวันออกเฉียงใต้; การตอบสนองทางเศรษฐกิจ (1)
Articles 31 - 60 of 79
Full-Text Articles in Criminology and Criminal Justice
ขบวนการเอกราชใน Catalonia, มารค ตามไท, งามศุกร์ รัตนเสถียร
ขบวนการเอกราชใน Catalonia, มารค ตามไท, งามศุกร์ รัตนเสถียร
Journal of Social Sciences
บทความนี้ศึกษาขบวนการเอกราช Catalonia โดยศึกษาเรื่อง ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ความรุนแรงในช่วงต่างๆของการเคลื่อนไหว ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชกับรัฐธรรมนูญ เหตุผลของประชาชนที่สนับสนุนเอกราช และสถานการณ์ปัจจุบัน ความสำคัญพิเศษของขบวนการเอกราช Catalonia เพราะ Catalonia อยู่ในประเทศสเปนซึ่งมีลักษณะคล้ายประเทศไทยหลายอย่าง (เป็นประเทศประชาธิปไตยใหม่-ประมาณ 50 ปี / ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข / มีมาตราห้ามแบ่งแยกดินแดนในรัฐธรรมนูญ) ปัจจุบันรัฐบาลสเปนใช้กฎหมายเพื่อห้ามการทำประชามติเกี่ยวกับเอกราข และจับผู้นำขบวนไปขังโดยตั้งข้อหากบฏเพราะทำขัดกับรัฐธรรมนูญ ขบวนการเอกราชจึงมีความเห็นว่าต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเอง คำถามที่ถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญคือ ในเมื่อรัฐธรรมนูญกล่าวในมาตรา 1 ว่าประเทศสเปนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการจัดประชามติเรื่องเอกราชโดยอิงสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักการประชาธิปไตย) จะขัดกับรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ส่วนประเด็นของการที่มาตรา 2 กล่าวว่าประเทศสเปนเป็นรัฐเดี่ยวไม่สามารถแบ่งแยก ก็แสดงว่ามาตราในรัฐธรรมนูญขัดกันเองและต้องแก้ที่จุดนี้ สิ่งที่ค้นพบจากการศึกษาการต่อสู้เพื่อเอกราชใน Catalonia คือ เมื่อขบวนการเอกราชมีที่ยืนในพื้นที่การเมืองและมีการถกกันเองภายในอย่างเปิดเผยเรื่องจะเอาเอกราชหรือไม่กลุ่มใช้ความรุนแรงผลักดันเอกราชก็ค่อยๆสลายไป ความรุนแรงที่เหลือคือการแสดงอารมณ์แรงในการถกเถียงกัน
รัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองไทยในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล (ค.ศ. 1885 – 1932), พลอยใจ ปิ่นตบแต่ง
รัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองไทยในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล (ค.ศ. 1885 – 1932), พลอยใจ ปิ่นตบแต่ง
Journal of Social Sciences
โครงการวิจัยนี้ศึกษาประวัติการก่อร่างของแนวคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองในสยาม/ไทย ในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบประวัติภูมิปัญญาของโลก (global intellectual history) โดยมุ่งศึกษาพัฒนาการแนวคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองระหว่างปี ค.ศ. 1885 (เมื่อคำกราบบังคมทูลความเห็นเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2428 ถูกเผยแพร่) จนถึงปี ค.ศ. 1932 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โครงวิจัยชิ้นนี้เสนอว่า ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญนิยมเผยความเชื่อมโยงระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวกับกระแสการปฏิวัติ-ปฏิรูปของโลกในช่วงเวลาเดียวกันได้โดยการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญนิยมกับสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่และชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในการจัดวางแนวคิดเรื่องพลเมืองอันรวมไปถึงความคิดเรื่องสิทธิและหน้าที่ต่อสังคมการเมืองในไทย/สยามลงในบริบทของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสากล
ประธานาธิบดีอินเดีย : พหุลักษณ์และปณิธาน, อภิรัฐ คำวัง
ประธานาธิบดีอินเดีย : พหุลักษณ์และปณิธาน, อภิรัฐ คำวัง
Journal of Social Sciences
บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาอิสระและนำเสนอเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินเดีย ตั้งแต่การสถาปนาประเทศถึงปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สังคมพหุลักษณ์ของอินเดียและปณิธานทางสังคมผ่านตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเก็บข้อมูลระดับทุติยภูมิและระดับตติยภูมิ จากหน่วยงานรัฐและสำนักข่าวอินเดีย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึง (ก) ความสำคัญของการคัดผู้สมัครที่เหมาะสมโดยพรรคการเมืองและพันธมิตร ซึ่งเป็นตัวแปรในการกำหนดหรือไม่ว่าจะส่งเสริมอัตลักษณ์ทางการเมือง (ข) การเลือกของคณะเลือกตั้ง เป็นขั้นตอนตัดสิน มุ่งเป้าตามความโน้มเอียงของพรรค (ค) บริบททางการเมือง สังคม และการเปลี่ยนยุค ส่งผลให้เกิดการปรับสูตรการคัดบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางสังคมตามปรารถนา นี่จึงเป็นการแสดงออกถึงพหุลักษณ์และเอื้อให้อัตลักษณ์ของบุคคลเป็นต้นแบบ เป็นปณิธานทางสังคม และสร้างแรงกระเพื่อมเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้น ตำแหน่งประธานาธิบดีอินเดียจึงมีบทบาทสำคัญในการเชิดชูสังคมพหุลักษณ์ เคารพต่อวรรณะ ชาติพันธุ์ และศาสนา โดยเฉพาะกรณีหลัง ค.ศ.2000 เมื่อตำแหน่งประธานาธิบดีได้แสดงออกมากขึ้นและน่ายกย่องกับบทบาททางสังคมวัฒนธรรมในอินเดีย
Revisiting The Geography Of Globalisation In The Covid-19 Pandemic Using Risk Theory, Kunphatu Sakwit
Revisiting The Geography Of Globalisation In The Covid-19 Pandemic Using Risk Theory, Kunphatu Sakwit
Journal of Social Sciences
My review paper is part of Covid-IAS Project, funded by National Research Council of Thailand. The paper focuses on the geography of globalisation in the Covid -19 pandemic. I employ Ulrich Beck’s concept of risk society to critically examine geography. Although Beck is not a geography theorist, his theory can be used extensively and alternatively to study the geography of globalisation. By drawing upon Beck, I argue that the geography of globalisation in the context of Covid -19 displays forms of dependency upon the politics of knowledge about Covid -19 vaccines. With the production of knowledge, the vaccines have caused …
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง : กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ, พิชยารัชต์ กิติวุฒิศักย์, ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง : กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ, พิชยารัชต์ กิติวุฒิศักย์, ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ
Journal of Social Sciences
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบกรอบแนวคิดและเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดกรณีศึกษาเพื่อให้เกิดตัวอย่างรูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในการขยายผลต่อไปยังจังหวัดและพื้นที่อื่น ผ่านการวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงพื้นที่ โดยสำรวจข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านทรัพยากรในพื้นที่ และด้านโครงสร้างพื้นฐาน จากข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) และ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดอีสานใต้สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จำเป็นต้องพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวให้มีสิ่งที่ดึงดูดใจหรือตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างครบถ้วน ผ่านการทดลองปฏิบัติหรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานทรัพยากรและอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (creative tourism activity) การเรียนรู้ (learning) การทดลองปฏิบัติ (testing) การดู (seeing) และการซื้อ (buying) ที่ได้มีการนำเสนอในผลการศึกษาครั้งนี้
เศรษฐกิจพอเพียงกรอบคิดการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ของรัฐไทย : ศึกษาความเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและชุมชนของชนเผ่าในบริเวณศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่, วสันต์ ปวนปันวงศ์
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยฉบับนี้สะท้อนให้เห็นความซับซ้อนด้านอุดมการณ์ของรัฐผ่านวาทกรรมการพัฒนาพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ชายขอบ และกลุ่มชาติพันธุ์ ว่าท้ายสุดแล้วประเด็นเรื่องการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางพัฒนานั้นมีความเป็นไปได้มากเพียงใดและความสัมพันธ์ระหว่างโครงการหลวงหนองหอยกับชุมชนชาติพันธุ์มีทิศทางการพัฒนาและการตอบสนองอย่างไร จึงนำไปสู่วัตุประสงค์กล่าวคือ เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและชุมชนของชนเผ่าในบริเวณศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่บนกรอบคิดการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ของรัฐไทยภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาดังกล่าวเลือกนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั้งภาครัฐและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ข้อค้นพบในงานวิจัย คือ หน่วยงานภาครัฐและนโยบายรัฐส่วนกลางก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต และระบบเศรษฐกิจ อย่างมากต่อชาติพันธุ์ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นลักษณะของการคุกคามและบังคับแต่เป็น “การเกื้อหนุนกัน” ซึ่งกันและกันระหว่างโครงการหลวงในฐานะหน่วยงานของรัฐในการนำนโยบายจากรัฐเข้าสู่พื้นที่ชายขอบที่ห่างไกลอำนาจรัฐผ่านวาทกรรมการพัฒนา
การเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการส่วนกลางที่มีผลต่อการใช้เงินสะสมของ อปท. ขนาดใหญ่ในการจัดบริการสาธารณะ, ชฎิล โรจนานนท์, นภา วรวรางกูร
การเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการส่วนกลางที่มีผลต่อการใช้เงินสะสมของ อปท. ขนาดใหญ่ในการจัดบริการสาธารณะ, ชฎิล โรจนานนท์, นภา วรวรางกูร
Journal of Social Sciences
เงินสะสมของ อปท. ในปัจจุบันมีปริมาณอยู่ในระดับสูง ถือเป็นการสูญเสียโอกาสการพัฒนาของท้องถิ่น โดยเฉพาะ อปท. ขนาดใหญ่ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ปี พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมก่อนปี พ.ศ. 2561 เป็นระเบียบส่วนกลางกำหนดโครงสร้างเงินสะสมที่ซ้ำซ้อน ขาดความยืดหยุ่น มีพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) ที่จำกัด การออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ (ฉบับที่ 4) ปี พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นระเบียบส่วนกลางที่ปรับโครงสร้างสัดส่วนในการกันทุนสำรองเงินสะสมมาอยู่ที่ร้อยละ 15 นำไปสู่การเพิ่มพื้นที่การคลังในการจัดบริการสาธารณะ จากการทดสอบทางสถิติจากกลุ่ม อปท. ขนาดใหญ่ จำนวน 30 แห่ง พบว่าระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ พ.ศ. 2561 มีส่วนทำให้พื้นที่การคลังเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมให้ อปท. ได้ใช้เงินสะสมเพิ่มขึ้น การใช้เงินสะสมส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อการบริหารองค์กรซึ่งเป็นการใช้เงินสะสมนอกโครงสร้างเงินสะสม นอกจากนี้ อาจมีปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากระเบียบส่วนกลางที่มีเป็นปัจจัยผลักดันให้ อปท. ได้นำเงินสะสมมาใช้จ่าย
ถกคิด ‘การอภิบาล’ (Governance) ในประเทศไทยผ่านงานวิจัยและหลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย, เอกวีร์ มีสุข, ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, วีระ หวังสัจจะโชค, ชุติเดช เมธีชุติกุล
ถกคิด ‘การอภิบาล’ (Governance) ในประเทศไทยผ่านงานวิจัยและหลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย, เอกวีร์ มีสุข, ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, วีระ หวังสัจจะโชค, ชุติเดช เมธีชุติกุล
Journal of Social Sciences
‘การอภิบาล’ (governance) เป็นคำศัพท์ทางวิชาการที่สร้างความสับสนให้กับสังคมไทยมาตั้งแต่ช่วงหลังทศวรรษที่ 1990 อันเนื่องมาจากการแปลและนิยามความหมายที่แตกต่างหลากหลายกัน รวมไปถึงบริบทในการนำไปปฏิบัติที่มีเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะของการใช้แต่ละความหมายของการอภิบาล บทความวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนและวิเคราะห์สถานะความรู้เรื่องการอภิบาลในประเทศไทยที่ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลงานวิจัยสำคัญและหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา โดยงานวิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดเวทีระดมความคิดเห็น ผลการศึกษาค้นพบว่าทั้งการวิจัยและการเรียนการสอนด้านการอภิบาลให้น้ำหนักอย่างมากกับมุมมองหรือแนวคิด ‘ธรรมาภิบาล’ และถูกนำไปปฏิบัติในการบริหารงานภาครัฐตามแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่เป็นสำคัญ ส่งผลให้สถานะองค์ความรู้การอภิบาลในประเทศไทยเกิดวงจรปัญหาที่ทำให้องค์ความรู้การอภิบาลจำกัดหรือลดรูปเหลือเพียง ‘หลักธรรมาภิบาล’ และถูกนำไปสร้าง ถ่ายทอด และผลิตซ้ำผ่านสถาบันทางวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ การออกแบบนโยบาย แผน และวิธีการปฏิบัติงานที่มุ่งใช้กรอบธรรมาภิบาลนี้สะท้อนสภาวะการขาดการนำแนวคิดการอภิบาลในลักษณะอื่นที่เป็นไปได้เข้ามาใช้อย่างเพียงพอหรือการไม่ให้ความสำคัญต่อความรู้การอภิบาลแบบอื่นในทางปฏิบัติ ปัญหานี้ส่งผลต่อทิศทางการแสวงหาความรู้และการพัฒนาการวิจัยที่เกี่ยวกับการอภิบาล ความรู้ในแบบอื่นนอกจาก ‘ธรรมาภิบาล’ ถูกทำให้ไม่สำคัญและหายไป
พลวัตของปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง : กรณีศึกษาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563-2564, บุญเลิศ วิเศษปรีชา, อุเชนทร์ เชียงเสน
พลวัตของปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง : กรณีศึกษาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563-2564, บุญเลิศ วิเศษปรีชา, อุเชนทร์ เชียงเสน
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยชิ้นนี้ นำเสนอสันติวิธีในทางปฏิบัติในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง กรณีการเคลื่อนไหวของขบวนการเยาวชนช่วงปี 2563-2564 เพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขในทางปฏิบัติที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวที่เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะใช้สันติวิธี แต่ต่อมามีผู้ใช้ความรุนแรงเชิงตอบโต้แบบไม่มีอาวุธร่วมด้วย งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูล 60 คน จัดกิจกรรมสนทนากลุ่ม และใช้แนวคิดปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงที่ให้ความสำคัญกับความรู้จากประสบการณ์ของผู้เคลื่อนไหว และการรับมือของรัฐ
บทความนำเสนอสามประเด็น คือ หนึ่ง การยกระดับความรุนแรงเกิดจากปฏิสัมพันธ์โต้ตอบระหว่างฝ่ายรัฐกับผู้ชุมนุม ทั้งสองฝ่ายจึงมีส่วนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น สอง ความรู้จากภาคปฏิบัติของนักกิจกรรมพบว่า ผู้ร่วมเคลื่อนไหวบางส่วนต้องการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ การห้ามปรามจึงไร้ผล ทางเลือกที่ทำได้คือ ช่วยให้ผู้ชุมนุมที่ไม่ต้องการปะทะได้ออกจากพื้นที่เสี่ยง สาม รัฐสามารถสลายการเคลื่อนไหวแล้วไม่เสียความชอบธรรม เพราะใช้วิธีการปราบปรามอย่างชาญฉลาด
การศึกษาวิเคราะห์บทบาทบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยองต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนผ่านแนวคิด “การทูตสามเหลี่ยม”, พรภวิษย์ หล้าพีระกุล, แอนนี คำสร้อย
การศึกษาวิเคราะห์บทบาทบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยองต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนผ่านแนวคิด “การทูตสามเหลี่ยม”, พรภวิษย์ หล้าพีระกุล, แอนนี คำสร้อย
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทและความสำคัญของบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยอง ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ผ่านแนวคิด“การทูตสามเหลี่ยม” เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการและการวางนโยบายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมบทบาทของบริษัทข้ามชาติจีนในไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ(Qualitative Research) โดยทำการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) ผู้ที่เกี่ยวข้องและข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารและงานวิจัย จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis)
ผลการศึกษาพบว่า เหตุปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติจีนในนิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยอง มีบทบาทและความสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน คือ การเป็นนิคมอุตสาหกรรมจีนแห่งแรกในต่างประเทศของจีน ได้รับการผลักดันและสนับสนุนผ่านนโยบายจากรัฐบาลจีนทั้งในอดีต (Going Out) และปัจจุบัน (BRI) โดยมีการให้บทบาทสำคัญแก่บริษัทข้ามชาติจีนในฐานะตัวแสดงของรัฐบาลจีนในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ กอปรกับนโยบายของไทยในปัจจุบัน เช่น ไทยแลนด์ 4.0 และโครงการ EEC นั้นสอดรับกับนโยบายของจีนอย่าง BRI ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มจำนวนการเข้ามาลงทุนของบริษัทข้ามชาติจีนในประเทศไทย เกิดเป็นสภาพการพึ่งพาอาศัยกันและการแข่งขันกัน ทำให้ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างไทยกับจีนนั้นมีขอบเขตที่กว้างและเป็นไปในทิศทางที่ดีมากยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ
รอคอยข้ามรุ่น : มานุษยวิทยาว่าด้วยเวลาที่รอคอยของคนยากจนกับนโยบายสังคมของไทย, ฐานิดา บุญวรรโณ
รอคอยข้ามรุ่น : มานุษยวิทยาว่าด้วยเวลาที่รอคอยของคนยากจนกับนโยบายสังคมของไทย, ฐานิดา บุญวรรโณ
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้นำเสนอผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลบางส่วนที่ได้จากการทำงานภาคสนามทางมานุษยวิทยาใน 10 ครัวเรือนในจังหวัดพิษณุโลกที่มีฐานะยากจน ขาดเงินออม มีอัตราการพึ่งพิงกันในครัวเรือนสูงและการศึกษาต่ำอันเป็นคุณลักษณะของครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นที่ระบุไว้ในหมุดหมายที่ 9 ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) โดยบทความวิจัยนี้มีข้อถกเถียงหลักคือ ความยากจนข้ามรุ่นนั้นยังดำรงอยู่เพราะนโยบายการศึกษาและนโยบายสังคมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ในระหว่างเวลาของการรอคอยนโยบายสังคมที่ช่วยหยุดการส่งผ่านความยากจนข้ามรุ่นนี้ คนยากจนจากหนึ่งรุ่นสู่อีกรุ่นหนึ่งได้สูญเสียโอกาสในชีวิตมากมาย จากการปริทัศน์วรรณกรรมเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเวลาที่รอคอย (waiting time) ผู้วิจัยสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยในการวิเคราะห์ข้อมูลจากภาคสนามเพื่ออธิบายว่าเวลาที่คนยากจนข้ามรุ่นรอคอยนั้นสามารถอธิบายได้สามนัยยะสำคัญ คือ หนึ่ง ความยากจนยังดำรงอยู่และถูกส่งผ่านข้ามรุ่น สอง ช่วงเวลาของการรอคอยนโยบายการศึกษาที่จะช่วยตัดตอนวงจรความยากจนข้ามรุ่นเป็นช่วงเวลาที่คนยากจนรุ่นแล้วรุ่นเล่าสูญเสียโอกาสบางอย่างในชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา เช่น หลุดออกจากระบบการศึกษาและกลายเป็นแรงงานกึ่งทักษะกึ่งไร้ทักษะ สาม นโยบายการศึกษาที่ผ่านมามีส่วนช่วยขยายโอกาสในชีวิตของคนยากจน แต่อาจยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการตัดตอนวงจรความยากจนข้ามรุ่น บทความนี้จะสะท้อนนัยยะทั้งสามประการข้างต้นผ่านข้อมูลจากภาคสนาม รวมทั้งนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากการสังเคราะห์ข้อมูลจากภาคสนาม
ความรับผิดรับชอบและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุรัชนี ศรีใย
ความรับผิดรับชอบและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุรัชนี ศรีใย
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้ศึกษาถึงความเชื่อมโยงระหว่างความรับผิดรับชอบของรัฐบาลและปฏิกิริยาต่อวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยผ่านกรอบคิดเรื่อง competing principals ที่ชี้ให้เห็นว่าความรู้สึกรับผิดรับชอบของรัฐบาลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ นั้นอาจไม่เท่ากัน และอาจส่งผลต่อผลิตผลเชิงนโยบายด้วยเช่นกัน ในกรณีของการระบาดของโรคโควิด-19นั้น ผลเชิงนโยบายนั้นแสดงออกมาในรูปแบบที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะทุ่มเททรัพยากรเพื่อให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนกลุ่มไหน มากน้อยเพียงใด โดยอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณและการเก็บสถิติเรื่องการให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจาก The Oxford COVID-19 Government Response Tracker (OxCGRT) และตัวชี้วัดแบบมหภาคอื่นๆ งานศึกษาชิ้นนี้พบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีความแตกต่างจากที่อื่น ๆ ในโลก กล่าวคือ ความรู้สึกรับผิดรับชอบของรัฐบาลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ แบบเดียวที่มีผลต่อระดับการให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่อประชาชนของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ แบบแนวทแยง (diagonal accountability) ซึ่งเกิดจากการที่สื่อมวลชนและภาคประชาสังคมเปิดเผยและให้ข้อมูลต่อสาธารณชนเพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐอีกทางหนึ่ง ข้อค้นพบนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่รัฐต้องเผชิญเมื่อมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากในกระบวนการกำหนดนโยบายแต่ยังสะท้อนอีกด้วยว่า 1) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดรับชอบต่อประชาชนโดยตรงมากนัก 2) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดรับชอบต่อกลไกเชิงบริหาร เช่น การตรวจสอบและคานอำนาจเช่นเดียวกัน และ 3) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบสนองหรือให้การช่วยเหลือประชาชนก็ต่อเมื่อสื่อและภาคประชาสังคมเริ่มตีแผ่ปัญหาและให้ข้อมูลแก่สาธารณชน
วัฒนธรรมที่มีกลิ่น : การสำรวจกลิ่นหอม การปรุงน้ำหอม และมิติทางสังคมของกลิ่น, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
วัฒนธรรมที่มีกลิ่น : การสำรวจกลิ่นหอม การปรุงน้ำหอม และมิติทางสังคมของกลิ่น, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
Journal of Social Sciences
บทความนี้ เริ่มจากการตั้งคำถามว่า สังคมต่าง ๆ ให้ความหมายกับกลิ่นอย่างไร กลิ่นสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไร และเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของมนุษย์ที่ซับซ้อนอย่างไร จากนั้นสำรวจความเป็นไปได้ของคำตอบผ่านการทำความเข้าใจพลวัตของกลิ่น บทความแบ่งเป็นห้าส่วน โดยส่วนแรก เป็นการกล่าวถึงกลิ่น ในฐานะผัสสะที่ (เคย) ถูกหลงลืม คุณลักษณะและการทำงานของผัสสะด้านกลิ่นของมนุษย์ในการรับรู้กลิ่น ส่วนที่สอง เป็นการสำรวจพัฒนาการทางการศึกษากลิ่น อันนำมาสู่การศึกษาที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยาอย่างเป็นระบบ ส่วนที่สาม ตรวจสอบน้ำหอมประเภทต่าง ๆ โดยสรุปคุณลักษณะ ส่วนประกอบทางเคมี และวิธีการที่ใช้อธิบายคุณลักษณะและกระบวนการเหล่านี้ ส่วนที่สี่ ย้อนทบทวนประวัติศาสตร์แบบย่นย่อของน้ำหอม ส่วนที่ห้าส่วนสุดท้าย กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมกลิ่นหอม บทความนี้เสนอว่า วัฒนธรรมกลิ่นหอมและน้ำหอมให้ความกระจ่างถึงความสัมพันธ์อันมีพลวัตระหว่างกลิ่นและสังคม โลกแห่งกลิ่นจึงสมควรได้รับความสนใจและการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจคุณค่าของประสบการณ์ที่หลากหลายของมนุษย์มากขึ้น
องค์การการค้าโลกกับบทบาทในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, วิลาสินี วดีศิริศักดิ์, นิศาชล พรหมรินทร์
องค์การการค้าโลกกับบทบาทในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, วิลาสินี วดีศิริศักดิ์, นิศาชล พรหมรินทร์
Journal of Social Sciences
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา 1. มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลกในการพิทักษ์รักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 2. ผลกระทบของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลกต่อการค้าระหว่างประเทศ และ 3. ความสำเร็จของการบูรณาการการค้าระหว่างประเทศและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลก ผลการศึกษาพบว่า 1. มาตรการที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้องค์การการค้าโลกเพื่อพิทักษ์รักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประกอบด้วย กลไกคณะกรรมาธิการด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม กลไกองค์กรระงับข้อพิพาท และกลไกข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ 2. คณะกรรมาธิการด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ของประเทศสมาชิกที่มีต่อประเด็นด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ส่วนแนวทางการตัดสินคดีสิ่งแวดล้อมขององค์กรระงับข้อพิพาททำให้ประเทศสมาชิกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้มีการออกมาตรการการค้าเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างชอบธรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออก ในขณะที่ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ส่งผลทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้มาตรการเหล่านี้เป็นเครื่องมือเพื่อกีดกันทางการค้า และ 3. องค์การการค้าโลกยังไม่ประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในธรรมนูญ คือ การบูรณาการการค้าระหว่างประเทศและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยกัน แต่ในขณะเดียวกันมิได้ถือว่าล้มเหลว เพราะแม้มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นขององค์การการค้าโลกจะถูกพิจารณาว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่การมีมาตรการและมีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงว่าองค์การการค้าโลกได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อที่พยายามที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
การจัดสรรบริการทางการศึกษาอย่าง (ไม่) เป็นธรรม? การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเอกสารนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วงอร พัวพันสวัสดิ์
การจัดสรรบริการทางการศึกษาอย่าง (ไม่) เป็นธรรม? การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเอกสารนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วงอร พัวพันสวัสดิ์
Journal of Social Sciences
การรับนักเรียนเข้าเรียนถือเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยตรง เพราะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการจัดสรรบริการด้านการศึกษาที่ไม่เป็นธรรม งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งคำถามต่อนโยบายการจัดสรรที่นั่งเรียนในหน่วยบริการการศึกษาของรัฐไทยในระดับมัธยมศึกษา โดยมุ่งศึกษาว่าตัวแบบนโยบาย (Policy design) ของนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีการประกอบสร้างภาพลักษณ์ของโรงเรียนและนักเรียนไว้อย่างไร? และการประกอบสร้างดังกล่าวมีส่วนช่วยบรรเทาหรือซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาอย่างไร? ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์นโยบายเชิงตีความ (Interpretive Policy Analysis) การวิเคราะห์กรอบการจำแนกแยกแยะ (Category Analysis) และใช้กรอบแนวคิดการประกอบสร้างกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย (Social construction of target population) ของ Schneider and Ingram ที่มองว่า “ภาพลักษณ์” ของกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย (ในที่นี้คือโรงเรียน) มีอิทธิพลต่อการออกแบบนโยบาย ซึ่งสุดท้ายจะมีผลตอกย้ำความไม่เป็นธรรมที่มีมาแต่เดิมในสังคม งานวิจัยพบว่า เนื้อหาของนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสพฐ. มีการประกอบสร้างภาพลักษณ์ของโรงเรียนบนมโนทัศน์ของหลักกลไกตลาด ที่แยกแยะ “โรงเรียนอัตราแข่งขันสูง” ออกจาก “โรงเรียนทั่วไป” และสร้างแนวปฏิบัติที่เป็นการผลิตซ้ำภาพลักษณ์ทางสังคมที่มีมาก่อนของโรงเรียนทั้งสองประเภท กล่าวคือ ภาพลักษณ์ของโรงเรียนอัตราแข่งขันสูงถูกประกอบสร้างให้เป็นผู้ให้บริการการศึกษาของรัฐคุณภาพสูง ส่วนภาพลักษณ์ของโรงเรียนทั่วไปถูกประกอบสร้างให้เป็นผู้ให้บริการการศึกษาของรัฐคุณภาพต่ำ ในกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ดังกล่าว นโยบายมีการจัดสรรภาระให้แก่โรงเรียนประเภททั่วไปที่สูงกว่าโรงเรียนประเภทอัตราแข่งขันสูงอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น โรงเรียนประเภทอัตราแข่งขันสูงมีสิทธิ์ในการคัดกรองผู้เรียนที่มีศักยภาพทางวิชาการ “สูง” ไปก่อนโรงเรียนประเภททั่วไป ในทางกลับกัน โรงเรียนประเภททั่วไปต้องรับภาระการจัดสรรสวัสดิการขั้นพื้นฐานและภาระในการพัฒนาผู้เรียนที่มีศักยภาพแตกต่างหลากหลาย
การวิเคราะห์เครือข่ายนโยบายในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร, แพรพลอย วัฒนะโชติ, ปรีชญาณ์ นักฟ้อน
การวิเคราะห์เครือข่ายนโยบายในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร, แพรพลอย วัฒนะโชติ, ปรีชญาณ์ นักฟ้อน
Journal of Social Sciences
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงในเครือข่ายนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า การขับเคลื่อนงานเป็นในลักษณะตามแนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่ โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นตัวแสดงหลัก เนื่องด้วยเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาในเขตพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์ในลักษณะของการประสานความร่วมมือจากการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานในสังกัด หน่วยงานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ และหน่วยงานที่มาสนับสนุนการดำเนินงานทั้งในทางตรงและในทางอ้อม ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและนอกภาครัฐ ทั้งภาคเอกชน ภาคีวิชาการ ภาคีวิชาชีพ ภาคประชาสังคม และสมาคม/ชุมชนที่อยู่ในย่าน เพื่อเสริมเติมองค์ประกอบของเครือข่ายในส่วนที่เป็นช่องว่างการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยอิสระจากกรุงเทพมหานคร ที่มาจากการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวโดยเจ้าของพื้นที่ซึ่งเป็นเอกชนหรือปัจเจก โดยเครือข่ายการประสานความร่วมมือที่เกิดขึ้น ประกอบด้วยตัวแสดงต่างๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ที่พัฒนา
การเมืองของชนชั้นนำในเวียดนามกับสิ่งท้าทายใหม่ในโลกปั่นป่วน, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์
การเมืองของชนชั้นนำในเวียดนามกับสิ่งท้าทายใหม่ในโลกปั่นป่วน, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์
Journal of Social Sciences
การเมืองของชนชั้นนำเวียดนามคือ การเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่อาศัยความชอบธรรม 2 ชนิดที่ค้ำจุนให้อยู่ในอำนาจนับแต่ได้เอกราชในปี 1945 คือ ประการแรก ความชอบธรรมทางอุดมการณ์ที่อ้างอิงจากการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศจากการเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสและเปลี่ยนแบบแผนทางการเมืองให้เป็นแบบอำนาจนิยมรวมศูนย์อยู่ที่พรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น และมีแบบแผนทางเศรษฐกิจเป็นแบบสังคมนิยม ประการที่สอง ความชอบธรรมทางด้านผลงานจากความสำเร็จทางเศรษฐกิจหลังการปฏิรูปโด่ยเหมยในปี 1986 ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจากแบบวางแผนเป็นเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาด เปิดโอกาสให้ประชาชนเวียดนามได้สะสมความมั่งคั่งขึ้นมาได้อย่างมาก บทความนี้ใช้แนวคิดของ Samuel Huntington ที่ว่าความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจจะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยเพราะกลุ่มคนที่มั่งคั่งมักจะเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้รัฐตอบสนองความต้องการและทำให้การสะสมความมั่งคั่งทำให้ราบรื่นมากขึ้น แต่ได้โต้แย้งว่า แม้ความสำเร็จทางเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ในเวียดนาม แต่กลุ่มพลังทางสังคมกลุ่มนี้ไม่ได้แสดงความเป็นปรปักษ์หรือท้าทายต่ออำนาจนำทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด เพราะเหตุที่พวกเขาล้วนอาศัย โครงสร้างอำนาจ นโยบาย และเส้นสายในกลไกรัฐและพรรคคอมมิวนิสต์ในการสร้างฐานะขึ้นมา กล่าวในอีกแง่หนึ่งการรวมศูนย์อำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการสะสมความมั่งคั่งของชนชั้นใหม่นี้แต่อย่างใด ในอีกทางหนึ่งความสำเร็จทางธุรกิจของชนชั้นใหม่นี้มีส่วนอย่างมากในการเกื้อหนุนความชอบธรรมในเชิงผลงานแก่พรรคคอมมิวนิสต์ทำให้มีแรงสนับสนุนให้อยู่ในอำนาจได้ต่อไป สิ่งที่ท้าทายอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยุคปัจจุบัน คือกลุ่มคนที่ถูกละเลยหรือพลาดโอกาสในการใช้โครงสร้างทางอำนาจของพรรคและรัฐเพื่อสนองความต้องการของตนเองหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นอกจากจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการพัฒนาหากแต่ยังอาจจะได้รับผลกระทบให้เกิดความเสียหายอีกด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ได้อาศัยสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการแสดงออกและเรียกร้องสิทธิของตนเอง ซึ่งทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ต้องหาทางตอบโต้ จำกัด และกำจัดในที่สุด บทความนี้พัฒนาจาก“โครงการชนชั้นนำและแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:องค์ประกอบ โครงสร้างและพลวัตในยุคเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งศึกษาและสำรวจการเมืองชนชั้นนำของเวียดนามจากเอกสารของภาครัฐ รายงานขององค์กรเอกชน หนังสือ วารสารและรายงานของสื่อมวลชนเป็นหลัก
ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบอบ คสช. : เครือข่ายใหม่ในรูปแบบที่เก่าแก่กว่า, เวียงรัฐ เนติโพธิ์
ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบอบ คสช. : เครือข่ายใหม่ในรูปแบบที่เก่าแก่กว่า, เวียงรัฐ เนติโพธิ์
Journal of Social Sciences
งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการสำรวจความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ (clientelism) ภายใต้ระบอบ คสช. (ปี พ.ศ. 2557-2562) เป็นการศึกษาเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ ระหว่างตัวแสดงต่าง ๆ ทางการเมือง โดยใช้กรอบความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์กับระบอบการเมือง คำถามหลักของงานวิจัยนี้วางไว้ในระดับรัฐกับประชาชน เพื่อดูว่าเครือข่ายระหว่างผู้มีอำนาจรัฐกับประชาชน และเครือข่ายระหว่างนักการเมืองกับประชาชนนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในระบอบ คสช. ความสัมพันธ์ในด้านนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองในการระดมคะแนนเสียงเท่านั้น แต่มันคือตัวกำหนดแบบแผนความสัมพันธ์ของตัวแสดงต่าง ๆ ทางการเมือง กำหนดความเป็นองค์กรของพรรคการเมือง และแบบแผนการปฏิบัติที่ส่งผลต่อพลวัตทางการเมือง ผู้วิจัยได้ใช้ข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ พบว่าภายใต้ระบอบนี้ได้ใช้ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อทำลายความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน และพรรคการเมือง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงสถาบันที่สำคัญอันหนึ่ง การเมืองเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการกลับคืนสู่การเมืองแบบเก่าที่ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลและการพึ่งพาระบบราชการ อันทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ยากยิ่งขึ้น
ห้องแห่งเสียงสะท้อนออนไลน์กับผู้ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562, พิรงรอง รามสูต, พิมลพรรณ ไชยนันท์, วิโรจน์ สุทธิสีมา
ห้องแห่งเสียงสะท้อนออนไลน์กับผู้ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562, พิรงรอง รามสูต, พิมลพรรณ ไชยนันท์, วิโรจน์ สุทธิสีมา
Journal of Social Sciences
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สำรวจภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อนจากการสื่อสารทางการเมืองในพื้นที่ออนไลน์ของผู้ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก ในช่วงของการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2562 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะของห้องแห่งเสียงสะท้อนในพื้นที่ออนไลน์กับทัศนคติทางการเมือง 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อน โดยใช้พหุวิธีวิจัย การศึกษาพบว่าองค์ประกอบหนึ่งของห้องแห่งเสียงสะท้อนในแง่ข้อมูลหรือชุดความคิดหลักหนึ่ง ๆ ได้รับการตอกย้ำและกระจายออกไปผ่านการทำซ้ำและการสนับสนุนในกลุ่มแบ่งขั้ว ส่วนลักษณะการกลั่นกรองและคัดสรรข้อมูลโดยระบบอัลกอริทึมพบในบางวิธีศึกษา ขณะเดียวกัน ภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อนมีความสัมพันธ์กับทัศนคติทางการเมืองของบุคคล ซึ่งสร้างภูมิทัศน์ทางความคิดรายรอบแต่ละบุคคลเอาไว้ เมื่อผนวกกับประเด็นเรื่องปัจจัยทางเทคโนโลยีและการรวมกลุ่มสังคมจะทำให้เกิดการสร้าง “พื้นที่ทางความคิด” ขึ้นมา สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อนในการวิจัยนี้ ได้แก่ 1) อัลกอริทึมสร้างภาวะฟองสบู่ตัวกรอง 2) แนวทางในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารทางการเมืองของผู้ใช้ออนไลน์ 3) ทัศนคติทางการเมืองและบริบท/สถานการณ์แวดล้อมทางการเมือง และ 4) รูปแบบเครือข่ายทางการสื่อสารที่มีส่วนร่วมในพื้นที่ออนไลน์
เงื่อนไขไตรลักษณ์ของความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐต่อมุสลิมชนกลุ่มน้อย : ศึกษาเทียบเคียงกรณีโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมากับกรณีมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย, อันวาร์ กอมะ, เอกรินทร์ ต่วนศิริ
เงื่อนไขไตรลักษณ์ของความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐต่อมุสลิมชนกลุ่มน้อย : ศึกษาเทียบเคียงกรณีโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมากับกรณีมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย, อันวาร์ กอมะ, เอกรินทร์ ต่วนศิริ
Journal of Social Sciences
งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาความแตกต่างของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับมุสลิมชนกลุ่มน้อยในประเทศเมียนมาและไทย โดยใช้กรณีของโรฮีนจาในรัฐยะไข่เทียบเคียงกับกรณีของมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ แม้ว่าเมียนมาและไทยเป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นชนส่วนใหญ่ แต่ผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและมุสลิมชนกลุ่มน้อยของทั้งสองประเทศก็มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ในกรณีของโรฮีนจาปรากฏความรุนแรงสุดโต่ง ส่วนในกรณีของมลายูมุสลิมเกิดความรุนแรงต่ำที่กระทำโดยรัฐ นัยยะของการเทียบเคียงของทั้งสองกรณีคือการค้นหาปัจจัยที่ทำให้เกิดและไม่เกิดความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐต่อชนกลุ่มน้อยมุสลิม ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งสองกรณีแตกต่างกันคือ ‘เงื่อนไขไตรลักษณ์’ ซึ่งประกอบด้วยมุมมองของรัฐต่อมุสลิมชนกลุ่มน้อย อิทธิพลของขบวนการพุทธชาตินิยม และความอ่อนแอของมุสลิมชนกลุ่มน้อย ฉะนั้น เมื่อรัฐมีมุมมองที่ปิดกั้นต่อชนกลุ่มน้อยประกอบกับขบวนการพุทธชาตินิยมมีอิทธิพลสูงและสถานะของมุสลิมชนกลุ่มน้อยมีความอ่อนแอแล้ว โอกาสที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงสุดโต่งก็มีสูงตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยเสนอว่าการปรากฏหรือไม่ปรากฏของเงื่อนไขไตรลักษณ์สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังการใช้ความรุนแรงสุดโต่งที่กระทำโดยรัฐต่อมลายูมุสลิมในประเทศไทย และต่อชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและชาติพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การสร้างรัฐเสนานุภาพของไทยจากรัฐประหาร 2490 ถึงรัฐประหาร 2557, พวงทอง ภวัครพันธุ์
การสร้างรัฐเสนานุภาพของไทยจากรัฐประหาร 2490 ถึงรัฐประหาร 2557, พวงทอง ภวัครพันธุ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้ต้องการวิเคราะห์อำนาจทางการเมืองของทหารไทยนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2490 จนถึง 2557 ด้วยมโนทัศน์รัฐเสนานุภาพ (praetorianism) โดยพิจารณาการพยายามสถาปนาอำนาจของทหารผ่านระบบกฎหมาย การใช้อำนาจบริหารประเทศ และอำนาจเหนือกิจการความมั่นคงภายใน โดยอำนาจของกองทัพในแต่ละยุคสมัยมีระดับที่แตกต่างกัน การปกป้องสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญสูงสุดสำหรับรัฐเสนานุภาพไทย ทั้งในแง่ที่ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เป็นทั้งอุดมการณ์ พันธกิจ และเป็นแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมของกองทัพ การสร้างรัฐเสนานุภาพไทยเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างกองทัพกับพันธมิตรในเครือข่ายรอยัลลิสต์ รัฐเสนานุภาพไทยสามารถผลักดันนโยบายการพัฒนาไปในทิศทางที่ต้องการ ขยายอำนาจหน้าที่ของทหารในปัญหาความมั่นคงภายในออกไปอย่างกว้างขวาง จำกัดอำนาจพลเรือนเหนือกิจการภายในของกองทัพ พร้อม ๆ กับทำให้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอ่อนแอลง ประการสำคัญ นับตั้งแต่การรัฐประหาร พ.ศ. 2490 กลไกอำนาจของกองทัพได้ถูกสถาปนาลงสู่โครงสร้างส่วนบนของอำนาจ ทำให้กองทัพสามารถบ่อนเซาะเสถียรภาพของรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้อย่างง่ายดาย ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลพลเรือนหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549
ตัวแสดงในเศรษฐกิจการเมืองญี่ปุ่นกับการกำหนดแนวทางการพัฒนาการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง : ทบทวนกรอบคิดสามเหลี่ยมเหล็ก, นรุตม์ เจริญศรี
ตัวแสดงในเศรษฐกิจการเมืองญี่ปุ่นกับการกำหนดแนวทางการพัฒนาการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง : ทบทวนกรอบคิดสามเหลี่ยมเหล็ก, นรุตม์ เจริญศรี
Journal of Social Sciences
วัตถุประสงค์ของบทความนี้คือเพื่อศึกษาวิเคราะห์กรอบความคิดสามเหลี่ยมเหล็กที่ถูกมักใช้อธิบายพลวัตเศรษฐกิจการเมืองของญี่ปุ่น แต่ยังขาดการผนวกมาวิเคราะห์ร่วมกับกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่น บทความนี้เลือกเอานโยบายต่างประเทศญี่ปุ่นที่มีต่อการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงด้านการขนส่งระหว่างประเทศมาเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนจากบริษัทเอกชนญี่ปุ่นอยู่จำนวนมาก หน่วยงานราชการและเอกชนของญี่ปุ่นได้แสดงความต้องการการพัฒนาการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงไปยังกลไกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายวิธีการ ดังนั้นการศึกษาการแสดงความต้องการ และความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (LDP) หน่วยงานราชการ และหน่วยงานธุรกิจจะช่วยทบทวนกรอบความคิดสามเหลี่ยมเหล็กว่ายังมีความสามารถในการอธิบายพลวัตทางเศรษฐกิจการเมืองญี่ปุ่นได้อย่างไร และเป็นการผนวกเอาการวิเคราะห์สามเหลี่ยมเหล็กและการกำหนดนโยบายต่างประเทศญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นพหุนิยม (pluralism) ของการกำหนดนโยบายต่างประเทศญี่ปุ่น
การใช้ภาพเล่าเรื่องซึ่งเป็นการสะท้อนเสียงของพลเมืองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ดินในอุทยานแห่งชาติทับลาน, จุฬารัต ผดุงชีวิต, อาแว มะแส
การใช้ภาพเล่าเรื่องซึ่งเป็นการสะท้อนเสียงของพลเมืองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ดินในอุทยานแห่งชาติทับลาน, จุฬารัต ผดุงชีวิต, อาแว มะแส
Journal of Social Sciences
วัตถุประสงค์หลักของบทความวิจัยมุ่งอภิปรายการใช้ภาพเล่าเรื่องเพื่อเป็นเสียงสะท้อนผ่านการสื่อสารที่สามารถมองเห็นในชุมชนท้องถิ่นโดยคนในชุมชนเป็นผู้เล่าและสะท้อนเสียงส่วนลึกที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่ดินในอุทยานแห่งชาติทับลาน อนึ่ง ผู้เข้าร่วมในการศึกษามีจำนวน 6 คน จาก18 คนในงานวิจัยเพื่อร่วมในการวิจัยภาพถ่ายเล่าเรื่อง ได้แก่ ชาวบ้าน เอ็นจีโอ และพระนักพัฒนาในตำบลไทยสามัคคี ซึ่งประโยชน์จากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องจะช่วยบันทึกเรื่องราว สะท้อนแง่มุม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถือเป็นประจักษ์พยานในการศึกษาปัญหาที่ดิน อีกทั้งช่วยพัฒนาความสามารถของพลเมืองในการถกแถลงสาธารณะโดยใช้ภาพถ่าย ดังนั้นการศึกษานี้นำมาสู่การจุดประกายให้เห็นถึงบทบาทของการใช้ภาพเล่าเรื่องว่าเป็นวิธีการในการเข้าถึงแก่นแท้ในความรู้สึกเชิงศีลธรรมของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือผ่านมุมมองของประชาชนในการพัฒนาชุมชนร่วมกันและเข้าถึงผู้กำหนดนโยบาย ทั้งนี้การนำผลงานวิจัยไปใช้เน้นเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะและการเติมเต็มการศึกษาประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือในการจัดการปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน
การเปลี่ยนรูปแบบของอาชญากรรมในศตวรรษที่ 21 : ปัญหาอาชญากรรมลูกผสมในสังคมไทย, ดิเรกฤทธิ์ บุษยธนากรณ์, สุมนทิพย์ จิตสว่าง
การเปลี่ยนรูปแบบของอาชญากรรมในศตวรรษที่ 21 : ปัญหาอาชญากรรมลูกผสมในสังคมไทย, ดิเรกฤทธิ์ บุษยธนากรณ์, สุมนทิพย์ จิตสว่าง
Journal of Social Sciences
บทความเรื่องนี้ศึกษาปัญหาอาชญากรรมลูกผสมที่เป็นปัญหาสำคัญในสังคมไทย โดยวิเคราะห์ปัญหาจากการสังเคราะห์เอกสาร พบว่าปัญหาอาชญากรรมในสังคมไทยในศตวรรษที่ 21 ถูกปรับเปลี่ยนจากการเป็นรูปแบบเดี่ยวมาเป็น “อาชญากรรมลูกผสม” ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ทั้งอาชญากรรมรูปแบบเดิม อาชญากรรมรูปแบบใหม่ อาชญากรรมรูปแบบอื่น ๆ และที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้เป็นอาชญากรรมแบบเบ็ดเสร็จ มีความซับซ้อน เชื่อมโยงสาเหตุจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยเทคโนโลยี ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางสังคมในระดับมหภาค ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางสังคมในระดับจุลภาค ปัจจัยด้านกายภาพ/ชีวภาพ และปัจจัยด้านจิตวิทยา ที่ประสานสอดคล้องกับวิธีการก่ออาชญากรรม ทำให้ไม่สามารถเข้าใจรูปแบบที่แท้จริงของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นได้โดยง่าย นอกจากนี้แล้วอาชญากรรมลูกผสมจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอาชญากรผู้วางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการก่ออาชญากรรมนั้น โดยมีลักษณะสำคัญ ได้แก่ ผู้กระทำผิดหรืออาชญากรมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย/องค์กรมากขึ้น กระทำการข้ามรัฐ/ไร้พรมแดน พึ่งพาเทคโนโลยี และใช้วิธีการที่หลากหลายซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่จำกัดช่วงเวลาและสถานที่ สร้างการเลียนแบบ เข้าถึงเป้าหมายได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเป้าหมาย คุ้มค่ามากที่สุดในการก่อเหตุต่อครั้ง เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน ติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ยาก ทำให้ต้องใช้บุคลากรและงบประมาณจำนวนมากในการปราบปราม ป้องกันและแก้ไข
ระบบดิจิทัลภาครัฐเพื่อการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ : การประเมินผลเชิงคุณภาพในกรณีประเทศไทย, ธนาพร เต็งรัตนประเสริฐ, ติญทรรศน์ ประทีปพรณรงค์
ระบบดิจิทัลภาครัฐเพื่อการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ : การประเมินผลเชิงคุณภาพในกรณีประเทศไทย, ธนาพร เต็งรัตนประเสริฐ, ติญทรรศน์ ประทีปพรณรงค์
Journal of Social Sciences
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลได้ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านในทางเศรษฐกิจและสังคม และการจัดสรรผลประโยชน์จากเทคโนโลยีได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะมีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล แต่การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลที่เท่าเทียมกันยังคงเป็นความท้าทาย งานวิจัยนี้ใช้แนวทางเชิงคุณภาพ ศึกษาการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของภาครัฐในปัจจุบัน ผ่านระบบการให้บริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วยระบบการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และระบบให้บริการรับคำร้องขอหนังสือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ระบบการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบบพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ กรมศุลกากร และระบบการชำระค่าธรรมเนียมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานประกันสังคม รวมทั้งศึกษาองค์ประกอบความสำเร็จการใช้งานระบบดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่าองค์ประกอบความสำเร็จของการปรับใช้ภาครัฐดิจิทัลอยู่ที่การลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล การส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัล และการออกแบบสถาปัตยกรรมของภาครัฐเพื่อให้ตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัยไทย, จิตรสุดา ลิมเกรียงไกร
ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัยไทย, จิตรสุดา ลิมเกรียงไกร
Journal of Social Sciences
การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาการพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัย ใช้รูปแบบของการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศผู้ประกอบการสังคมทั้งในเชิงนโยบายและในเชิงปฏิบัติ และปัจจัยแวดล้อมเกื้อหนุน ผลการวิจัยพบว่าระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัยไทย คือการเชื่อมโยงกันของห่วงโซ่ทางคุณค่าที่มีความสลับซับซ้อนเช่นเดียวกันกับระบบนิเวศทางธรรมชาติ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ที่มีหน้าที่แตกต่างกันแต่มีการพึ่งพาอาศัยกันเป็นเรื่องสำคัญ โดยองค์ประกอบและปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ จำเป็นจะต้องมีควบคู่กันไปอย่างสมดุล ได้แก่ การบูรณาการประเด็นการประกอบการทางสังคมเข้าสู่การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย การสร้างงานวิจัยเพื่อส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคม การสร้างเครือข่ายวิจัยเป็นกลไกเชื่อมต่อการสร้างผลกระทบทางสังคมผ่านกลุ่มผู้ประกอบการสังคม การให้คำปรึกษาและระบบพี่เลี้ยง การเชื่อมต่อความช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุน และการสร้างพื้นที่การทำงานร่วมกันสำหรับส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคม และองค์ประกอบหลักที่เป็นหัวใจของระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัยไทย คือทรัพยากรบุคคลในฐานะผู้ขับเคลื่อน ผู้ให้กำเนิด และผลักดันส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการสังคมในมหาวิทยาลัยให้ประสบความสำเร็จ
ความคิดทางการเมืองของจอห์น สจ๊วต มิลล์ : ว่าด้วยแนวทางการป้องกันทรราชของเสียงข้างมาก, ศักดิ์สิทธิ์ ฆารเลิศ, พิศาล มุกดารัศมี, วรารัก เฉลิมพันธุศักดิ์
ความคิดทางการเมืองของจอห์น สจ๊วต มิลล์ : ว่าด้วยแนวทางการป้องกันทรราชของเสียงข้างมาก, ศักดิ์สิทธิ์ ฆารเลิศ, พิศาล มุกดารัศมี, วรารัก เฉลิมพันธุศักดิ์
Journal of Social Sciences
บทความเรื่องนี้ได้นำเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดทางการเมืองของ John Stuart Mill ว่าด้วยแนวทางการป้องกันทรราชของเสียงข้างมาก โดยใช้วิธีการศึกษาแบบปรัชญาการเมือง ผ่านการวิเคราะห์ตีความตัวบทอย่างละเอียด ผลการศึกษาพบว่าทรราชของเสียงข้างมาก ในทัศนะของ Mill คือ สภาวะที่คนฝ่ายเสียงข้างมากในสังคมกดขี่หรือละเมิดเสรีภาพของคนฝ่ายเสียงข้างน้อยในสังคม ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ (1) ทรราชของเสียงข้างมากโดยกฎหมาย (2) ทรราชของเสียงข้างมากโดยสังคม หรือทรราชของเสียงข้างมากโดยมติความคิดเห็นและอารมณ์ความรู้สึกที่แพร่หลายของคนส่วนใหญ่ในสังคม Mill หวาดกลัวทรราชของเสียงข้างมาก และถือว่ามันเป็นความชั่วร้ายประการหนึ่งในสังคมประชาธิปไตย ดังนั้นเพื่อป้องกันทรราชของเสียงข้างมาก Mill จึงเสนอว่าปัจเจกบุคคล สังคม และรัฐ ต้องมีหลักการสำคัญอันเป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งได้แก่ (1) หลักแห่งอรรถประโยชน์ (2) หลักแห่งเสรีภาพของปัจเจกบุคคล (3) หลักแห่งขันติธรรม (4) หลักแห่งความเป็นภัยอันตรายแก่ผู้อื่น (5) หลักแห่งการมีส่วนร่วม (6) หลักแห่งการปกครองแบบมีตัวแทน และ (7) หลักแห่งการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น
การวิเคราะห์เชิงสถาบันของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยในประเทศไทย : กรณีศึกษา อุทกภัยจากอิทธิพลพายุโซนร้อนปาบึก พ.ศ. 2562 ในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ธวัฒชัย ปาละคะมาน
การวิเคราะห์เชิงสถาบันของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยในประเทศไทย : กรณีศึกษา อุทกภัยจากอิทธิพลพายุโซนร้อนปาบึก พ.ศ. 2562 ในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ธวัฒชัย ปาละคะมาน
Journal of Social Sciences
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทบทวนบริบทและแนวคิดระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยที่มีในประเทศไทยและต่างประเทศ 2) ศึกษาการบริหารจัดการของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยของประเทศไทยในเหตุการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลพายุโซนร้อนปาบึกในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 3) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการเสริมสมรรถนะกลไกเชิงสถาบันของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยของประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ซึ่งมีการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิธีเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า 1) ประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อดำเนินการด้านการเตือนภัยจำนวนมาก แต่มีการดำเนินการเตือนภัยที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลโดยเฉพาะในหน่วยงานระดับส่วนกลาง 2) ภาพรวมของเครือข่ายการเตือนภัยล่วงหน้าอยู่ในลักษณะการผสมผสานระหว่างเครือข่ายตารางแบบบางส่วนกับเครือข่ายที่เข้าถึงได้หลายช่องทางที่ไม่สมบูรณ์ บ่งชี้ว่า 2.1) เครือข่ายขาดการกำหนดบทบาทหน้าที่และทิศทางอย่างเป็นทางการจึงทำให้สมาชิกในเครือข่ายมีปฏิสัมพันธ์กันในระดับต่ำ 2.2) สมาชิกในเครือข่ายไม่มีการดำเนินกิจกรรมด้านการเตือนภัยล่วงหน้าเป็นการเฉพาะพอที่จะก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ส่งผลให้เครือข่ายขาดความเหนียวแน่น และ 2.3) เครือข่ายในระดับท้องถิ่นขาดการเชื่อมโยงกับกลไกการเตือนภัยล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ 3) เสนอให้มีการกำหนดให้มียุทธศาสตร์การเตือนภัยล่วงหน้าเป็นการเฉพาะที่กำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างเป็นทางการของหน่วยงานต่าง ๆ ให้สอดคล้องกัน ตลอดจนกำหนดกลไกการติดตาม การประเมินผล และการพิจารณางบประมาณด้านการเตือนภัยที่มีเอกภาพทั้งประเทศ ตลอดจนกำหนดกลไกและการเตรียมพร้อมด้านการเตือนภัยในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในแผนการจัดการภัยพิบัติท้องถิ่น และจัดให้มือคู่มือมาตรฐานปฏิบัติการด้านการเตือนภัย
การมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ไม่มีส่วนร่วม? : มุมมองต่อการจัดการน้ำหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554, เผ่าไทย สินอำพล
การมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ไม่มีส่วนร่วม? : มุมมองต่อการจัดการน้ำหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554, เผ่าไทย สินอำพล
Journal of Social Sciences
การปฏิรูปโครงสร้างการอภิบาลน้ำของไทยเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 เพื่อลดความเสี่ยงอุทกภัยและสร้างความมั่นคงในภาคการผลิต มีผลต่อสมดุลอำนาจทั้งในการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติตั้งแต่ในระดับชาติจนถึงท้องถิ่น บทความปริทัศน์ชิ้นนี้สะท้อนความก้าวหน้าและความท้าทายในการจัดการน้ำของประเทศไทยภายใต้กรอบแนวคิดการอภิบาลน้ำแบบมีส่วนร่วม ผลการศึกษาพบว่าการจัดการน้ำในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญต่อวิถีชีวิตผ่านการใช้พื้นที่รับน้ำนองและโครงการจัดการน้ำชุมชนด้วยข้อมูลสารสนเทศ แต่มิได้ทำให้เกิด “จุดเปลี่ยนแห่งความร่วมมือ” อย่างแท้จริง เนื่องจากการเปลี่ยนศูนย์อำนาจการจัดการน้ำไปสู่ระบอบรัฐราชการอย่างเข้มข้น ทำให้ชาวชนบทที่รองรับน้ำท่วมให้ภาครัฐมีวิถีชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอน และยังเปิดโอกาสให้ภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น และภาคส่วนอื่น ๆ ในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายน้อยเกินไป จึงขาดการบูรณาการความรู้ที่หลากหลาย และการกำหนดสิทธิในการจัดการน้ำร่วมกันอย่างเสรี การต่อรองระบอบอภิบาลน้ำควรต้องดำเนินต่อไปให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของสังคม
การบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) : กรณีศึกษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา, วรัชยา เชื้อจันทึก
การบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) : กรณีศึกษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา, วรัชยา เชื้อจันทึก
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม (questionnaire) กับ 1) บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือตัวแทน ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จำนวน 104 คน 2) บุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน จำนวน 60 คน 3) ตัวแทนชุมชน จำนวน 140 คน รวมทั้งสิ้น 304 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่าระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.06, S.D. = 0.52) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การพัฒนาศักยภาพระบบการเตรียมพร้อม ( = 4.15, S.D. = 0.54) รองลงมาคือ การเสริมสร้างความร่วมมือการเตรียมพร้อมรับมือ ( = 4.06, S.D. = 0.60) การบริหารจัดการแผนแบบบูรณาการ ( = 4.02, S.D. = 0.66) และการเสริมสร้างศักยภาพของทุกภาคส่วน ( = 3.89, S.D. = 0.43) ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้ยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2564) ได้แก่ การเสริมสร้างศักยภาพของทุกภาคส่วน ประกอบด้วยการเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเสริมสร้างศักยภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน การเสริมสร้างศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชน