Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Criminology and Criminal Justice Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Keyword
-
- ASEAN-India; ASEAN Centrality; Multipolarity; Great Power Competition; Small States (1)
- Geography; Globalisation; Ulrich Beck; Risk Society; Knowledge Production (1)
- Node; หน่วยประสานเครือข่าย; คุณลักษณะของ node; งานพัฒนาสังคม; ทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ; ประเทศไทย (1)
- Parasite; Anti-capitalism; What is (not) to be done?; Ideology; Enjoyment (1)
- กลิ่น; กลิ่นหอม; มานุษยวิทยาของกลิ่นและกลิ่นหอม; น้ำหอม; วัฒนธรรมกลิ่นหอม (1)
-
- กลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่; รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ; ผู้จัดการสาธารณภัย; การลดความเสี่ยงภัย (1)
- การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น; ท้องถิ่นนิยม; ทฤษฎีการเลือกสาธารณะ; ตัวแบบการระดมมวลชนมีส่วนร่วม (1)
- การกระจายอํานาจ; ภาคีเครือข่าย; ความร่วมมือ; การมีส่วนร่วม; การอภิบาลด้านสุขภาพ; ยุทธวิธี (1)
- การจราจล; การต่อต้านจราจล; แคชเมียร์; ความมั่นคง; อินเดีย (1)
- การจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ; การวิเคราะห์เชิงสถาบัน; ระบบเตือนภัยล่วงหน้า; พายุโซนร้อนปาบึก; นครศรีธรรมราช (1)
- การจัดสวัสดิการสังคม; การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ; จังหวัดเพชรบุรีไห (1)
- การทำให้เป็นประชาธิปไตย; ระบอบผสม; อำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง; การเลือกตั้ง; การควบคุมบงการ (1)
- การทูตอีสปอร์ต; การตลาดเชิงเนื้อหา; การสร้างภาพลักษณ์ของจีน; Honor of Kings; Arena of Valor (1)
- การบังคับใช้กฎหมาย; กฎหมายไทย; พันธกรณี; ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม (1)
- การมีส่วนร่วม; การจัดการน้ำ; การอภิบาลแบบมีส่วนร่วม; น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554; ประเทศไทย (1)
- การรวมกลุ่มชาวนา; กลุ่มชาวนา; การเมืองของความยืดหยุ่นปรับตัว; นาแปลงใหญ่; กลุ่มขนาดย่อม (1)
- การรับนักเรียน; ความเหลื่อมล้ำ; การศึกษาขั้นพื้นฐาน; นโยบายสาธารณะ; การวิเคราะห์นโยบายเชิงตีความ (1)
- การสังหารหมู่; การกราดยิง; ปัญหาทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (1)
- การอดอาหารประท้วง; การทำร้ายตัวเองประท้วง; ความรุนแรง; ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง; การต่อต้านของพลเมือง (1)
- การอภิบาล; ธรรมาภิบาล; การวิจัย; หลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย; รัฐประศาสตรศาสตร์/การบริหารรัฐกิจ (1)
- การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ผู้อพยพ; เอเชียตะวันออก; ค่านิยมแห่งเอเชีย (1)
- การเมืองภายในของจีน; จีนศึกษา; พรรคคอมมิวนิสต์จีน; ระบอบอำนาจนิยมจีน; อำนาจรัฐ (1)
- ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม; คนรุ่นใหม่; การเมืองไทย; ผลสะเทือน; ผลกระทบ (1)
- ขบวนการเอกราช; คาตาโลเนีย; พื้นที่การเมือง; รัฐธรรมนูญ (1)
- คนจนเมืองหลุดระบบ; ผู้เช่าบ้าน; ห้องเช่า; ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร; ความเปราะบาง (1)
- ความคิดทางการเมือง; นโยบายการพัฒนา; อำนาจและความชอบธรรมของรัฐ; วาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์; การเมืองไทย (1)
- ความยั่งยืนขององค์กร; ปัจจัยเชิงกลยุทธ์; บทบาทภาครัฐ (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เกษตรกร; การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตร (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เวลาที่รอคอย; นโยบายการศึกษาของไทย (1)
- ความรับผิดชอบ; การกำหนดนโยบาย; โควิด-19; เอเซียตะวันออกเฉียงใต้; การตอบสนองทางเศรษฐกิจ (1)
Articles 1 - 30 of 79
Full-Text Articles in Criminology and Criminal Justice
ปัจจัยเชิงกลยุทธ์และบทบาทของของภาครัฐในการขับเคลื่อนความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจ : กรณีศึกษาองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย, แววไพลิน พันธุ์ภักดี
ปัจจัยเชิงกลยุทธ์และบทบาทของของภาครัฐในการขับเคลื่อนความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจ : กรณีศึกษาองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย, แววไพลิน พันธุ์ภักดี
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยเชิงกลยุทธ์และบทบาทของภาครัฐที่ส่งผลต่อความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ภาวะผู้นำ นโยบายองค์กร บุคลากร และการทำงานเป็นทีม และนวัตกรรมและเทคโนโลยี จากการเก็บข้อมูลจากพนักงาน 680 คน ในองค์กรขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการปัจจัยเชิงกลยุทธ์และการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคงและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งสามารถกระตุ้นแรงจูงใจของพนักงาน ส่งผลต่อความยั่งยืนขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ นโยบายองค์กรที่มีแผนกลยุทธ์ชัดเจนและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้องค์กรปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม การลงทุนในนวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนา (R&D) ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างองค์กรให้ยั่งยืน ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายสนับสนุนภาวะผู้นำ การให้สิทธิ ประโยชน์ทางภาษี และการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา อีกทั้งการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ยังช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านขององค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างเป็นระบบ
การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในฐานะการปฏิบัติการทางสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนท้องถิ่นกับผู้อพยพภายใต้ยุคสมัยแห่งการเคลื่อนย้าย : ข้อค้นพบจากการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเข้ามาของผู้อพยพในเอเชียตะวันออก, ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในฐานะการปฏิบัติการทางสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนท้องถิ่นกับผู้อพยพภายใต้ยุคสมัยแห่งการเคลื่อนย้าย : ข้อค้นพบจากการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเข้ามาของผู้อพยพในเอเชียตะวันออก, ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
Journal of Social Sciences
จุดมุ่งหมายหลักของการวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ คือ การศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับระดับการยินยอมให้ผู้อพยพเข้ามาในเอเชียตะวันออกของ พลเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ผู้วิจัยเลือกใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลด้านวัฒนธรรมของคลังข้อมูลการสำรวจทางสังคมในเอเชียตะวันออก (EASSDA) ฐานข้อมูลดังกล่าวเกิดจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างในภูมิภาคดังกล่าวจำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งมีจำนวนตัวอย่างรวมทั้งหมด 9,029 ราย เมื่อพิจารณาถึงผลการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างโดยส่วนใหญ่ยังไม่เปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมเท่าที่ควร และยินยอมระดับน้อยที่จะให้มีผู้อพยพเข้ามาในภูมิภาคของตน ในส่วนของผลการวิเคราะห์ สถิติเชิงอนุมานด้วยเทคนิคการวิเคราะห์การถดถอยพหุด้วยแบบจำลองโพรบิต ผู้วิจัยพบว่า พฤติกรรมการเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมเกือบทุกรูปแบบ (ยกเว้นการเปิดรับสื่อต่างประเทศ) ได้แก่ การพูดคุยเกี่ยวกับ ประเด็น/ปัญหาระหว่างประเทศกับผู้อื่น การเดินทางไปต่างประเทศ และการมีคนรู้จักเป็นชาวต่างชาติ ต่างเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการยินยอมระดับมากที่จะให้มีผู้อพยพเข้ามาในภูมิภาคดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า ระดับการศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้นมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการยินยอมระดับมากที่จะให้มีผู้อพยพในพื้นที่ของตน แต่ในทางตรงกันข้าม การยึดมั่นในความเป็นชาตินิยมเป็นอย่างมากเข้าข่ายเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งต่อการยินยอมระดับมากที่จะให้มีผู้อพยพเข้ามาในภูมิภาคดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด
สำนักงบประมาณ ของรัฐสภา (Pbo) กับการปรับดุลอำนาจงบประมาณในประเทศไทย, จรัส สุวรรณมาลา, วีระศักดิ์ เครือเทพ, อุมาพร บึงมุม
สำนักงบประมาณ ของรัฐสภา (Pbo) กับการปรับดุลอำนาจงบประมาณในประเทศไทย, จรัส สุวรรณมาลา, วีระศักดิ์ เครือเทพ, อุมาพร บึงมุม
Journal of Social Sciences
ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายถือว่า บทบาทของรัฐสภาในการจัดทำและควบคุมงบประมาณของรัฐเป็นเรื่องสำคัญและไม่อาจทดแทนด้วยกลไกอื่นได้ แต่ในช่วงกว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารมีบทบาทนำในการจัดทำงบประมาณของรัฐ เมื่อไม่นานมานี้เองที่รัฐสภาในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งรัฐสภาไทย เริ่มตื่นตัว และปรับปรุงกระบวนการงบประมาณของรัฐสภา เพื่อกระชับอำนาจของรัฐสภาในการควบคุมงบประมาณให้มากขึ้น หนึ่งในเครื่องมือที่ฝ่ายนิติบัญญัติในประเทศต่าง ๆ นำมาใช้ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในทำหน้าที่ควบคุมงบประมาณของรัฐ คือ การจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภาขึ้น บทความวิจัยนี้ต้องการศึกษาบทบาทของสำนักงบประมาณของรัฐสภาไทย ตลอดจนถึงผลสืบเนื่องที่เกิดจากการจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภาต่อการกระชับอำนาจในการควบคุมงบประมาณของรัฐสภา ผู้วิจัยได้สำรวจเอกสารสัมภาษณ์ บุคลากรของสำนักงบประมาณของรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการฝ่ายบริหาร และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการและการสัมมนา เพื่อสอบทานข้อมูลและแปลความหมายข้อมูลร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลักที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการงบประมาณของรัฐสภา บทความวิจัยนี้บ่งชี้ว่า สำนักงบประมาณของรัฐสภามีส่วนสนับสนุนให้กระบวนการงบประมาณของฝ่ายนิติบัญญัติมีความเข้มแข็งมากขึ้น และมีส่วนช่วยให้รัฐสภาควบคุมงบประมาณของรัฐได้เพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง น่าสังเกตว่า สำนักงบประมาณของรัฐสภาได้ใช้ความสามารถของหน่วยงานในการทำหน้าที่จนถึงขีดจำกัดสูงสุดที่สามารถทำได้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้ครอบคลุมครบถ้วนทุกด้าน รัฐสภาจึงควรแสวงหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถของสำนักงบประมาณของรัฐสภาให้เพิ่มขึ้น
การศึกษาภาพลักษณ์ของประเทศจีนผ่านอีสปอร์ต : การสื่อสาร กลยุทธ์การทูต และการตลาดเชิงเนื้อหา ผ่าน Honor Of Kings และ Arena Of Valor, ธีรติร์ บรรเทิง, พร้อมพรรณ แจ้งการดี
การศึกษาภาพลักษณ์ของประเทศจีนผ่านอีสปอร์ต : การสื่อสาร กลยุทธ์การทูต และการตลาดเชิงเนื้อหา ผ่าน Honor Of Kings และ Arena Of Valor, ธีรติร์ บรรเทิง, พร้อมพรรณ แจ้งการดี
Journal of Social Sciences
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาพลักษณ์รูปแบบการสื่อสารกลยุทธ์การทูตของจีน และศึกษาการตลาดเชิงเนื้อหาผ่านเกม Arena of Valor และ Honor of Kings (2) เปรียบเทียบความสอดคล้อง และความแตกต่างของทั้ง 2 เกม และ (3) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาเนื้อหา รูปแบบการสื่อสาร และกลยุทธ์การทูตผ่านอีสปอร์ตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพโดย การวิจัยเอกสาร (documentary research) และการวิเคราะห์เนื้อหาที่ถูกนำเสนอบนเฟซบุ๊ก 4 เพจ ได้แก่ Honor of Kings, HoK Global Esports, Garena RoV Thailand, และ KingSauce Legends รวบรวมได้ ทั้งหมด 5,300 โพสต์ ผลการศึกษาพบว่า (1) รูปแบบการสื่อสารและการนำเสนอเนื้อหาของเกม Honor of Kings และ Arena of Valor มีความแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของแต่ละเพจเกม Honor of Kings เน้นการนำเสนอให้เห็นถึงรูปแบบการเล่น การประกาศเปิดให้บริการในต่างประเทศ โดยใช้ตัวละครภายในเกมเป็นตัวนำเสนอผ่านรูปแบบวิดีโอความยาวประมาณ 1-3 นาที ด้านกิจกรรมการแข่งขันอีสปอร์ตและเงื่อนไขการแข่งขันของเกม Honor of Kings นำเสนอโดยการใช้ภาพนิ่งของนักกีฬาและภาพอินโฟกราฟิก (Infographic) ในขณะที่เกม Arena of Valor เน้นการนำเสนอเพื่อโฆษณาสินค้าและบริการของเกม รวมถึงการสร้างชุมชนผู้เล่น (communities) ผ่านการใช้ภาพนิ่งและผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ (influencer) (2) การนำเสนอเกม Honor of Kings สามารถสะท้อนภาพของวัฒนธรรมและความสร้างสรรค์ (creativity) เนื่องจากผู้ให้บริการเกมเป็นบริษัทภายในประเทศจีนที่ดำเนินนโยบายของบริษัทตามนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรม (Ministry of Cultural) ของประเทศจีน ในขณะที่การนำเสนอเนื้อหาของเกม Arena of Valor ดำเนินการจากผู้ให้บริการภายนอกประเทศจีน จึงไม่ได้ดำเนินนโยบายของบริษัทตามทิศทางของกระทรวงวัฒนธรรม (Ministry of Cultural) …
Asean Centrality In The Era Of Great Power Competition: Hedging For Survival And Prosperity, William J. Jones, Chanya Supakul
Asean Centrality In The Era Of Great Power Competition: Hedging For Survival And Prosperity, William J. Jones, Chanya Supakul
Journal of Social Sciences
The Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) was formed in 1967 with the Bangkok Conference as a bulwark against the spread of Communism in Southeast Asia. In its 57 years of existence, ASEAN has proven to be a durable organization capable of organizational change. Furthermore, as the oldest and only standing regional organization with full membership of its region, or sub-region, ASEAN has a large degree of credibility in international affairs. With the end of the Unipolar moment where the ‘West’ led by the United States exercised hegemony and the beginning of a multipolar world, ASEAN and its member states …
การเมืองในนโยบายกัญชาของประเทศไทย, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์
การเมืองในนโยบายกัญชาของประเทศไทย, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้ศึกษานโยบายกัญชาของประเทศไทยภายในทิศทางเป็นเสรีนิยมมาก มีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้กัญชาในประเทศไทย และมีความสับสนในความพยายามย้อนกลับไปเป็นอนุรักษนิยมอีกครั้งด้วย จุดประสงค์ศึกษากระบวนการนโยบายกัญชาของประเทศไทยในรายละเอียด มีคำถามวิจัยว่า นโยบายกัญชาของไทยมีลักษณะอย่างไร มีสมมติฐานว่า มีข้อห่วงใยอย่างมากในนโยบายลักษณะเสรีนิยมนี้มีความสับสนที่นโยบาย อาจย้อนกลับเป็นอนุรักษนิยมอีกครั้ง และมีการเมืองอยู่ภายในกระบวนการนโยบายกัญชา งานวิจัยใช้แนวคิดด้านความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์และความชาญฉลาดของประชาธิปไตยเป็นกรอบการศึกษา ประกอบการวิเคราะห์ตอบคำถามวิจัย ขอบเขตด้านเวลาในการศึกษาอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2561-2567 งานวิจัยใช้ข้อมูลทุติยภูมิในการศึกษาประกอบด้วย หลักฐานการรายงานของสื่อมวลชนถึงกระบวนการนโยบายกัญชาไทย และเอกสารนโยบายสาธารณะด้านกัญชา เช่น ประกาศกระทรวง สำหรับข้อค้นพบและการวิเคราะห์ บทความวิจัยถกแถลงถึงความกำกวมในการเป็นสารเสพติดเป็นลักษณะของพืชกัญชา ที่อธิบายด้วยแนวคิดความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ กัญชาได้รับการตีความว่าสามารถใช้ได้ทั้งในทางการแพทย์และในทางสันทนาการด้วย เกิดข้อห่วงใย และจำเป็นต้องติดตามดูแลการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์กัญชาในอาหาร งานวิจัยวิเคราะห์อภิปรายการเมืองภายในนโยบายกัญชาของประเทศไทย เช่น ความพยายามผลักดันให้นโยบายกลับไปเป็นอนุรักษนิยมอีกครั้ง เป็นอีกส่วนหนึ่งของความสับสนของนโยบาย และงานวิจัยถกแถลงว่าความชาญฉลาดของประชาธิปไตยมีความสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายกัญชา
การเล่นพนันออนไลน์บนแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผู้สูงอายุ, ประชาธิป กะทา
การเล่นพนันออนไลน์บนแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผู้สูงอายุ, ประชาธิป กะทา
Journal of Social Sciences
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาลักษณะพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์บนแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผู้สูงอายุ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดแรงจูงใจในการเล่นพนันออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ และผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่นิยมเล่นพนันออนไลน์ งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการชาติพันธุ์วรรณนาในกลุ่มผู้สูงอายุหลากหลายกลุ่มที่เล่นพนันออนไลน์ งานวิจัยมีข้อค้นพบสำคัญ คือ ผู้สูงอายุที่เล่นพนันออนไลน์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) กลุ่มผู้สูงอายุที่นิยมเล่นการพนันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 2) กลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่เคยเล่นการพนันอย่างจริงจังมาก่อน แต่เล่นพนันออนไลน์ด้วยเหตุผลว่ามีเวลาว่างและคาดหวังรายได้เพิ่ม ปัจจัยที่สร้างแรงจูงใจมีอยู่ 4 ปัจจัยหลัก คือ 1) ความชื่นชอบเล่นพนันเป็นทุนเดิม 2) วิถีชีวิตของผู้สูงอายุ 3) รายได้ที่ลดลงหลังเกษียณ 4) กลยุทธ์การตลาด ส่วนผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่นิยมเล่นพนันออนไลน์ ผู้สูงอายุประเมินตนเองว่าไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่ชัดเจน มีผู้สูงอายุจำนวนน้อยได้รับผลกระทบด้านจิตใจและความสัมพันธ์ในครอบครัว
แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี, อัญชนา สายสร้อย, ดารัณ พราหมณ์แก้ว
แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี, อัญชนา สายสร้อย, ดารัณ พราหมณ์แก้ว
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดสวัสดิการสังคมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี 2) ศึกษาการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี 3) เสนอแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี ในเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี จำนวน 374 คน ด้วยตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ส่วนวิธีวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบ สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน โดยเลือกแบบเจาะจงจากปลัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคมเทศบาลเมืองเพชรบุรี และตัวแทนผู้สูงอายุในชุมชน ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุและผลการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยทางการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย (R) = 0.728 ซึ่งส่งทางบวกทุกตัว มีประสิทธิภาพในการทำนาย ร้อยละ 53.10 นำมาเขียนเป็นสมการถดถอยได้ดังนี้ tot = 0.271 (X4) + 0.241 (X3) + 0.143 (X2) และ 3) แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คือ 1) ควรส่งเสริมกิจกรรมการสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว 2) ควรจัดตั้งศูนย์บริการผู้สูงอายุเพื่อแก้ปัญหาผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง 3) ควรจัดตั้งศูนย์เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และ 4) ควรจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละช่วงอายุ
การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและความต้องการในวาระท้ายของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์
การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและความต้องการในวาระท้ายของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์
Journal of Social Sciences
บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะของบริการด้านสุขภาพ และการเข้าถึงของระบบราชทัณฑ์ไทยในการดูแลแบบประคับประคองและการดูแลในวาระท้าย โดยอาศัยแนวคิดสิทธิมนุษยชน สิทธิผู้ต้องขัง แนวคิดการดูแลแบบประคับประคอง และกรอบข้อบังคับระดับสากลและข้อกฎหมายระดับประเทศ ทั้งนี้ ยังมุ่งศึกษาแนวทางการให้บริการด้านสุขภาพในมิติของการดูแลในระยะท้าย ความต้องการของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ และรูปแบบการจัดการกับการตายในเรือนจำ ผ่านกลไกของราชทัณฑ์ไทยที่มีทีมสหวิชาชีพต่าง ๆ เข้ามาให้บริการผู้ต้องขังในระยะท้าย การศึกษาครั้งนี้อาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพ และมีข้อค้นพบประการสำคัญว่า สภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังป่วยต้องเผชิญความยากลำบากในเรือนจำ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อความเจ็บป่วยได้ง่าย สภาพแวดล้อมของเรือนจำไม่สอดรับกับวัยสูงอายุ อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องขังสูงวัยในวาระท้ายของชีวิตได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสากลเทียบเท่าการรักษาในโรงพยาบาลภายนอก ด้วยทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งยังมีบริการระบบการให้เยี่ยมออนไลน์สำหรับผู้ต้องขังในวาระท้ายในเรือนจำ และความต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำ คือ การได้ “กลับบ้าน” ที่นับเป็นข้อค้นพบสำคัญ และเป็นความหวังสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจ
ตัวคูณทางการคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย, ภาวิน ศิริประภานุกูล
ตัวคูณทางการคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย, ภาวิน ศิริประภานุกูล
Journal of Social Sciences
งานศึกษานี้ประเมินค่าตัวคูณทางการคลังโดยอาศัยกระบวนการทางเศรษฐมิติที่เป็นที่ยอมรับวงกว้างในปัจจุบัน โดยทดลองใช้ข้อมูลสะท้อนการใช้จ่ายของรัฐบาลที่แตกต่างกัน 5 ลักษณะ งานศึกษาพบว่าค่าตัวคูณการใช้จ่ายของรัฐบาลอยู่ที่ 0.25-0.49 ซึ่งมีค่าต่ำกว่า 1 อย่างชัดเจน ค่าตัวคูณดังกล่าวสะท้อนความไม่มีประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็กและมีสัดส่วนของภาคเศรษฐกิจนอกระบบในระดับสูง ทั้งนี้ ค่าตัวคูณการใช้จ่ายของรัฐบาลดังกล่าวประเมินขึ้นจากข้อมูลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของรัฐบาลที่มิได้คำนวณรวมการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนของการชำระคืนต้นเงินกู้และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง/ชดใช้ทุนสำรองจ่าย ซึ่งมีความสอดคล้องการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในทางปฏิบัติมากกว่าข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ประเมินค่าตัวคูณทางการคลังในงานศึกษาในอดีต
การสังเคราะห์ภาวะความเป็นเจ้าบ้านบนพื้นฐานของการวิจัยสังคมเชิงประจักษ์ : กรณีศึกษามุมมองเกี่ยวกับผู้อพยพเข้ามาในพื้นที่ปลายทางยอดนิยมของทวีปยุโรป, ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
การสังเคราะห์ภาวะความเป็นเจ้าบ้านบนพื้นฐานของการวิจัยสังคมเชิงประจักษ์ : กรณีศึกษามุมมองเกี่ยวกับผู้อพยพเข้ามาในพื้นที่ปลายทางยอดนิยมของทวีปยุโรป, ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
Journal of Social Sciences
จุดมุ่งหมายหลักของงานวิจัยนี้คือการสังเคราะห์นิยามและองค์ประกอบของแนวคิด “ภาวะความเป็นเจ้าบ้าน” ซึ่งมีรากฐานจากผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงพหุระหว่างทัศนคติต่อผู้อพยพเข้ามาในประเทศของตนกับภูมิหลังทางประชากร การเมือง และสังคม ของเจ้าบ้านในพื้นที่ปลายทางยอดนิยมของทวีปยุโรป โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลการสำรวจทางสังคมชาวยุโรป ผลการสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่าภาวะความเป็นเจ้าบ้านคือภาวะทางจิตสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นทั้งสำนึกร่วมทางสังคมและความพึงพอใจส่วนบุคคลในฐานะเจ้าบ้าน เกี่ยวกับการยึดถือและปฏิบัติตามเป้าหมายและแนวปฏิบัติว่าด้วยการอาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติ เพื่อนำไปสู่การเปิดใจยอมรับและให้การต้อนรับผู้อพยพอย่างมีไมตรีจิต นอกจากนี้ บุคคลที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อผู้อพยพหรือมีภาวะความเป็นเจ้าบ้านอย่างเด่นชัด ประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมทางการเมือง 2) การได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานอย่างเพียงพอ 3) การมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์อย่างรอบด้าน ตลอดจนรู้เท่าทันอารมณ์และความรู้สึก 4) การคำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะและผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างสมดุล 5) การไม่ยึดติดกับอัตลักษณ์ของตน/พวกพ้องมากเกินไป และ 6) การมีความเห็นอกเห็นใจ/เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น รวมถึงมีมนุษยธรรมและให้ความสนใจแก่สิ่งรอบตัว
วัฏจักรแห่งอำนาจกับวิถีทางการเมืองของชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดีย ภายใต้นโยบายพหุวัฒนธรรม, อภิรัฐ คำวัง
วัฏจักรแห่งอำนาจกับวิถีทางการเมืองของชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดีย ภายใต้นโยบายพหุวัฒนธรรม, อภิรัฐ คำวัง
Journal of Social Sciences
บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาอิสระ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดียในฐานะชุมชนลำดับที่ 3 ภายใต้บริบทนโยบายพหุวัฒนธรรม โดยศึกษาบูรณาการด้านประวัติศาสตร์ สังคมวัฒนธรรม และรัฐศาสตร์ มุ่งพิจารณาถึงการเลือกตั้งทั่วไปกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผลการศึกษาในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ก) สิงคโปร์เปิดพื้นที่เชิงอำนาจทางการเมืองการปกครอง เชื้อสายอินเดียได้เข้าถึงอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติผ่านการเลือกตั้งทั่วไป ระบบกำหนดให้มีเขตเลือกตั้งแบบรายกลุ่มที่มีเชื้อสายอินเดียเป็นสมาชิก (ตั้งแต่ ค.ศ. 1988) ในปัจจุบันสังกัดอยู่ในทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่การสร้างกลุ่มที่มีเชื้อสายตามอุดมการณ์และดำเนินตามนโยบายก็เป็นเรื่องยาก ข) ชุมชนเชื้อสายอินเดียมีประวัติศาสตร์ที่ได้เข้าถึงตำแหน่งระดับสูงในฝ่ายรัฐบาล และการได้เข้าถึงตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดห้าในหกตำแหน่ง นั่นคือ ประธานาธิบดี รัฐมนตรีอาวุโส รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าผู้พิพากษาสูงสุด และประธานรัฐสภา อย่างไรก็ดี ชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดียยังไม่ได้เข้าถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชื้อสายจีนมีจารีตสืบทอดในตำแหน่งนี้มาโดยตลอด
การจัดสวัสดิการเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสร้างความเป็นธรรมทางดิจิทัลแก่ผู้สูงอายุ, เบญจรัตน์ สัจกุล, สุธีรา แสนมนตรีกุล, เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์, โกสิน เทศวงษ์, เบญจพร พุดซา
การจัดสวัสดิการเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสร้างความเป็นธรรมทางดิจิทัลแก่ผู้สูงอายุ, เบญจรัตน์ สัจกุล, สุธีรา แสนมนตรีกุล, เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์, โกสิน เทศวงษ์, เบญจพร พุดซา
Journal of Social Sciences
ความเป็นธรรมทางดิจิทัล เป็นประเด็นที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงมากนักในประเทศไทย ถึงแม้ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งในการเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร บริการ และสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานของรัฐที่ประชาชนควรได้รับ ส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม ผู้คนมักกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางสังคมในภาพกว้าง ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมถูกซ่อนไว้ในทุกมิติของชีวิต ดังนั้น การกล่าวถึงประเด็นชี้เฉพาะเรื่อง “ความเป็นธรรมทางดิจิทัลด้านสื่อและเทคโนโลยี” จึงมีไม่มากนัก นับว่าเป็นช่องว่างขององค์ความรู้ทางวิชาการที่ควรศึกษาทำความเข้าใจเพิ่มเติม พร้อมทั้งหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อจัดสวัสดิการที่เป็นธรรมให้แก่สมาชิกในสังคมอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะประชากรกลุ่มหลักที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ นั่นคือ กลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการเปิดมุมมองทัศนคติที่หลากหลายและกว้างขวางขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดวยาคติ (ageism) ของผู้คนในสังคมที่มีความเชื่อว่า ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มวัยที่ล้าหลัง และตีตรา (stigma) ว่าเป็นกลุ่มประชากรที่ใช้งานสื่อเทคโนโลยีไม่เป็น ในขณะที่สถานการณ์สังคมปัจจุบันมิได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป ซึ่งจากข้อมูลที่ผู้เขียนได้ร่วมกันศึกษาวิจัยในประเด็นนี้ ทำให้ค้นพบองค์ความรู้ชุดใหม่ที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากที่สามารถใช้สื่อเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว ชำนาญ และหมั่นพัฒนาทักษะตนเอง ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ เพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ในทางตรงข้าม มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ยังขาดความรู้และทักษะใช้งานสื่อเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ทำให้พวกเขาถูกตัดขาดจากสังคมบางกลุ่มไปโดยปริยาย รวมทั้งไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและสวัสดิการของภาครัฐได้
การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรกับเส้นทางสู่ความยากจนข้ามรุ่น: กรณีศึกษาครัวเรือนเกษตรกรจังหวัดอำนาจเจริญ, ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ
การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรกับเส้นทางสู่ความยากจนข้ามรุ่น: กรณีศึกษาครัวเรือนเกษตรกรจังหวัดอำนาจเจริญ, ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ
Journal of Social Sciences
เกษตรกรถูกระบุว่าเป็นกลุ่มอาชีพที่ประสบปัญหาความยากจนมากที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะครัวเรือนในชนบทซึ่งมีรายได้น้อย บทความนี้วิเคราะห์การเลื่อนชั้นของเกษตรกรในสังคมชนบทผ่านกรณีศึกษาครัวเรือนเกษตรกร โดยการถกเถียงกับแนวคิดการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรที่ส่งผลต่อการเลื่อนชั้นทางสังคมและความยากจนข้ามรุ่น พบว่าครัวเรือนยากจนมีความพยายามในการยกระดับฐานะทางสังคมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทว่าแต่ละครัวเรือนก็มีข้อจำกัดและเงื่อนไขในการเลื่อนชั้นทางสังคมที่แตกต่างกันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรที่โอกาส ทรัพยากร และเงินทุน รวมถึงช่องทางการศึกษาของบุตรหลานเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจด้านการพัฒนาครัวเรือน นอกจากปัจจัยส่วนบุคคลแล้ว ปัจจัยเชิงโครงสร้างมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ผลกระทบต่อความยากจนของเกษตรกร และปัญหาด้านการผลิตซ้ำนโยบายที่ส่งผลให้เกิดความยากจนมักจะไม่ได้รับความสนใจในการเป็นข้อถกเถียงในเชิงนโยบาย
การเมืองและยุทธศาสตร์ของการรวมกลุ่มชาวนา : จาก “นาแปลงใหญ่” สู่ความยืดหยุ่นด้วย “กลุ่มขนาดย่อม, วีระ หวังสัจจะโชค
การเมืองและยุทธศาสตร์ของการรวมกลุ่มชาวนา : จาก “นาแปลงใหญ่” สู่ความยืดหยุ่นด้วย “กลุ่มขนาดย่อม, วีระ หวังสัจจะโชค
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้ศึกษาความยืดหยุ่นปรับตัวของชาวนาต่อบทบาทของรัฐในการส่งเสริมการรวมกลุ่ม ผ่านนโยบายนาแปลงใหญ่และการตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ว่า การรวมกลุ่มของชาวนาผ่านนโยบายนาแปลงใหญ่มีการเมืองและยุทธศาสตร์ตอบสนองต่อนโยบายรัฐในมิติของตัวเอง ผ่านการแย่งชิงทรัพยากรและงบประมาณของรัฐ โดยดำเนินการวิจัยด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ อย่างการสำรวจเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และการจัดเสวนากลุ่ม โดยใช้กรณีศึกษา 5 พื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลก ผลการศึกษาพบว่า ชาวนามีความยืดหยุ่นปรับตัวต่อนโยบายรวมกลุ่มของรัฐ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มในมิติที่หลากหลายและไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐ จนอาจกล่าวได้ว่า การรวมกลุ่มของนโยบาย “นาแปลงใหญ่” เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ตั้งใจ กลับทำให้เกิดการรวมกลุ่ม “ขนาดย่อม” ของชาวนา เพราะสอดคล้องกับการปรับตัวและผลประโยชน์ของกลุ่มขนาดย่อมที่เห็นชัดเจนมากกว่ากลุ่มขนาดใหญ่ ด้วยการรวมกลุ่มขยาดย่อมสามแนวทาง ประกอบด้วย (1) การรวมกลุ่มขนาดย่อมด้วย “ความจำเป็น” ทางวิถีการผลิต การตลาด และสังคม (2) การรวมกลุ่มด้วยยุทธศาสตร์ในการช่วงชิงทรัพยากรและผลประโยชน์จากภาครัฐ และ (3) การปรับตัวสู่การรวมกลุ่ม เพื่อสร้างฐานทางการเมืองท้องถิ่นและการเคลื่อนไหวทางสังคม
เปรียบเทียบการสร้างรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศตะวันตกและตะวันออก : แนวทางในการทำความเข้าใจการพัฒนารัฐสวัสดิการ, วรรณภา ลีระศิริ, ภาคภูมิ แสงกนกกุล
เปรียบเทียบการสร้างรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศตะวันตกและตะวันออก : แนวทางในการทำความเข้าใจการพัฒนารัฐสวัสดิการ, วรรณภา ลีระศิริ, ภาคภูมิ แสงกนกกุล
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยฉบับนี้ศึกษาพัฒนาการของรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศตะวันตกและตะวันออกเพื่อตอบคำถามว่าการนำเอาความสำเร็จของรัฐสวัสดิการตะวันตกมาเป็นต้นแบบเพียงพอและเหมาะสมต่อการสร้างรัฐสวัสดิการของไทยหรือไม่ผ่านการศึกษาพัฒนาการของรัฐสวัสดิการในยุโรปตะวันตก ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และกลุ่มสแกนดิเนเวีย และประเทศที่พัฒนาแล้วในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหมือนและความต่างของทั้งสองกลุ่ม การวิจัยนี้ใช้แนวทางการวิจัยประวัติศาสตร์เชิงสถาบัน (Historical Institutional Approach) เน้นไปที่ปัจจัยทางด้านอุดมการณ์และปัจจัยโครงสร้างเชิงสถาบันเป็นสำคัญ ผลการศึกษาพบว่ารัฐสวัสดิการมีหลากหลายรูปแบบและประวัติศาสตร์เชิงสถาบันมีอิทธิพลต่อการกำหนดเส้นทางการพัฒนารัฐสวัสดิการ การก่อร่างสร้างรัฐสวัสดิการไทยจึงมิอาจลอกเลียนแบบรัฐอื่นได้ทั้งหมดแต่ต้องเข้าใจบริบทและประวัติศาสตร์ของตนเอง ประยุกต์ปรับปรุงให้เหมาะสมกับปัญหาสังคมที่ประสบอยู่ และจำเป็นต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันซึ่งต้องใช้เวลาหลายทศวรรษหรือศตวรรษในการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านอุดมการณ์รัฐสวัสดิการ โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม
พลังแห่งการอดอาหารประท้วง : การอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร?, เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์
พลังแห่งการอดอาหารประท้วง : การอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร?, เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้ศึกษาการอดอาหารประท้วง (hunger strike) ผ่านการรวบรวมและประมวลข้อค้นพบจากงานศึกษาต่าง ๆ บทความอภิปรายใน 3 ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน ได้แก่ ประการแรก โต้แย้งต่อความเข้าใจที่ว่า การอดอาหารประท้วงจะทำงานได้ผลก็เฉพาะในบางเงื่อนไขอย่างการอดอาหารในบริบทประชาธิปไตยหรือการใช้การอดอาหารต่อผู้ที่รักในตัวผู้อดอาหาร ประการที่สอง เสนอว่าการอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร และ ประการสุดท้าย การสำรวจปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของการอดอาหารประท้วง บทความสำรวจภาพรวมกรณีการอดอาหารประท้วงสมัยใหม่เพื่อยืนยันว่า การอดอาหารประท้วงถูกใช้ในบริบทที่หลากหลาย รวมทั้งในเชิงผลลัพธ์การอดอาหารประท้วงอาจนำไปสู่การได้รับการตอบสนองข้อเรียกร้องแม้ภายใต้ระบอบเผด็จการ บทความเสนอว่า การอดอาหารประท้วงมีกลไกการทำงานที่สำคัญประกอบด้วย การระดมความสนใจในการสื่อสาร, การระดมการสนับสนุนและความเห็นอกเห็นใจ, การบีบบังคับ, และการเบี่ยงเบนสถานะ ความรับผิด เหล่านี้ทำให้การอดอาหารประท้วงยังคงทำงานได้แม้ถูกใช้ในบริบทที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือใช้ต่อผู้ที่เห็นว่า ผู้อดอาหารเป็นศัตรู
การปรับตัวและการต่อรองของชุมชนชาติพันธุ์ต่อนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านฮ่าง จังหวัดลำปาง, วัชรารินทร์ วงศ์ษานิติ
การปรับตัวและการต่อรองของชุมชนชาติพันธุ์ต่อนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านฮ่าง จังหวัดลำปาง, วัชรารินทร์ วงศ์ษานิติ
Journal of Social Sciences
จากการศึกษา พบว่า นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของรัฐ เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) มาตรการการใช้ที่ดินในเขตลุ่มน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างได้รับผลกระทบทำให้เกิดการสูญเสียที่ดินทำกิน การสูญเสียวิถีไร่หมุนเวียนที่มาแต่เดิม และมีการห้ามใช้ประโยชน์จากป่า ซึ่งผลกระทบที่ชุมชนได้รับนำมาสู่การปรับตัวและการต่อรอง ผลการวิจัยพบว่า การปรับตัวของชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างมีทั้งที่เป็นไปในลักษณะคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน การปรับตัวที่คล้ายคลึงกัน คือ การลดจำนวนปีของไร่หมุนเวียน และการลดขนาดพื้นที่แปลง หรือเลิกการทำไร่หมุนเวียน แต่ความแตกต่างคือชุมชนบ้านกลางยังคงยืนหยัดทำไร่หมุนเวียนอยู่แม้จะต้องปรับรูปแบบและรอบเวลา ในขณะที่ชุมชนบ้านแม่ฮ่างหันมาปลูกพืชเกษตรกรรมผสมผสานและนำการท่องเที่ยวมาเป็นแหล่งรายได้เสริม จึงนำมาสู่การต่อรองของชุมชนทั้งสอง ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวชุมนุม การต่อรองผ่านสื่อออนไลน์ การจัดทำข้อมูลชุมชน และการจัดการทรัพยากรของชุมชน ซึ่งการต่อรองเหล่านี้เป็นการเรียกร้องสิทธิของชุมชน และแสดงให้เห็นถึงการยืนหยัดต่อสู้ในการรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเองที่ชุมชนพิสูจน์ว่าคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล ส่วนผลที่เกิดขึ้นหลังจากการปรับตัวและการต่อรองของชุมชน คือหน่วยงานรัฐประนีประนอมให้ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างมีสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แบ่งพื้นที่ในการเข้าไปเก็บของป่าโดยไม่ต้องขออนุญาตแต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัด และพื้นที่บางส่วนของชุมชนได้รับการกันออกจากพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท นอกจากนี้ทั้งสองชุมชนได้มีส่วนร่วมกับกรมป่าไม้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูป่าไม้ การปลูกป่า รวมถึงการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ข้อมูลร่วมกันกับรัฐ ตลอดจนการบวชป่าที่รัฐได้เข้ามาร่วมพิธีกรรมด้วย ผลที่เกิดขึ้นทำให้รัฐไม่เข้ามาแทรกแซงการจัดการป่าของชุมชนมากนัก เนื่องจากเป็นประเพณีของชุมชนที่มีการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานและรัฐเริ่มเข้าใจในแนวทางการดูแลป่าตามแบบแผนของชุมชนมากขึ้น อย่างไรก็ดี รัฐก็ยังมีบทบาทหลักในการจัดการทรัพยากรผ่านกลไกของกฎหมายหรือนโยบาย และชุมชนยังไม่มีความมั่นคงในถิ่นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างยังเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน และกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรสู่ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และถึงแม้บางส่วนของชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างจะได้รับการกันออกจากพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานฯ แต่ยังมีพื้นที่ส่วนใหญ่ยังอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท โดยอยู่ในขั้นตอบการตรวจสอบสิทธิ์เป็นลำดับไป
นโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน, ปิยะพร ตันณีกุล, วชิรวิชญ์ อิทธิธนาศุภวิชญ์
นโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน, ปิยะพร ตันณีกุล, วชิรวิชญ์ อิทธิธนาศุภวิชญ์
Journal of Social Sciences
จากการศึกษาวิจัยเรื่องนโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน พบว่ามีนโยบายเกี่ยวกับการลดความรุนแรงจากอาวุธปืนมากมายหลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่มีลักษณะชัดเจนและใช้ได้ผลจริงได้แก่ กฎหมายในรูปแบบใหม่ ๆ การนำนโยบายด้านสาธารณสุขมาปรับใช้ การใช้ชุมชนเป็นฐาน ส่วนนโยบายการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนที่เหมาะสมจะนำมาใช้กับประเทศไทยได้แก่ นโยบายที่ใช้ชุมชนและเครือข่ายเป็นฐาน นโยบายด้านการปรับพฤตินิสัยและสันติวิธี นโยบายด้านการใช้สื่ออย่างมีวิจารณญาณ นโยบายด้านการสาธารณสุขและสุขภาพจิต นโยบายการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย นโยบายด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการสร้างชุมชนต้นแบบการลดความรุนแรงจากอาวุธปืนด้วยการทำข้อตกลงร่วมกันในชุมชน เรียกว่า “ธรรมนูญชุมชนลดความรุนแรงจากอาวุธปืน”
การเรียนรู้ของผู้เข้าชมคนไทยในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิมพ์สิริ อรุณศรี
การเรียนรู้ของผู้เข้าชมคนไทยในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิมพ์สิริ อรุณศรี
Journal of Social Sciences
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีศักยภาพในการเป็นสถานที่บ่มเพาะความรู้และแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สนับสนุนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า การดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์นี้จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทางวิทยาศาสตร์ให้มีลักษณะ รูปแบบและเนื้อหาของนิทรรศการให้สนองต่อการเรียนรู้และความต้องการของประชาชนผู้เข้าชม งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาระดับการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการวิทยาศาสตร์ของผู้เข้าชมชาวไทย พร้อมทั้งปัจจัยบริบทที่มีผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อการเรียนรู้ในนิทรรศการวิทยาศาสตร์ จากผู้เข้าชมกลุ่มครอบครัวจำนวน 25 คู่ (50 คน) ภายใต้บริบทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อกำหนดขอบเขตความรู้ความเข้าใจในปัจจุบันเกี่ยวกับพฤติกรรมการเข้าชมที่บ่งชี้ระดับความลึกของการเรียนรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับนิทรรศการ ตลอดจนปัจจัยที่ผู้เข้าชมระบุว่าส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการ ผลการวิจัยพบว่าผู้เข้าชมกลุ่มผู้ปกครองและกลุ่มบุตรหลานร้อยละ 80 ขึ้นไปมีระดับการปฏิสัมพันธ์ต่อนิทรรศการอยู่ที่ระดับเปลี่ยนผ่านไปสู่ปฏิสัมพันธ์ที่ลึกขึ้น (Transitioning behavior) ถึงระดับปฏิสัมพันธ์ขั้นลึก (Breakthrough behavior) นอกจากนี้ผลการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการชี้ให้เห็นว่านิทรรศการวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันต้องเพิ่มเติมเรื่องสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้ผู้เข้าชมเข้าใจการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และความเกี่ยวข้องของวิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวันของตน รวมไปถึงการรักษาสมดุลการมอบความรู้และความบันเทิงในการออกแบบนิทรรศการ
ผลกระทบ ผลสะเทือน และสิ่งที่ตามมา ขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่ ปี 2563-2564 ต่อการเมืองและสังคมไทย, กนกรัตน์ เลิศชูสกุล
ผลกระทบ ผลสะเทือน และสิ่งที่ตามมา ขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่ ปี 2563-2564 ต่อการเมืองและสังคมไทย, กนกรัตน์ เลิศชูสกุล
Journal of Social Sciences
ขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ไทยปี 2563-2564 เป็นตัวอย่างขบวนการเคลื่อนไหวที่สามารถระดมการสนับสนุนของมวลชนคนรุ่นใหม่ได้จำนวนมาก แต่ไม่สามารถผลักดันข้อเรียกร้องในการรื้อถอนโครงสร้างและความเป็นอนุรักษ์นิยมของรัฐไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมดังที่ตั้งใจไว้ในช่วงเริ่มต้นการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการล้มรัฐบาลที่นำโดยอดีตผู้นำการรัฐประหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แต่จากการวิจัยกลับพบว่า การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ส่งผลกระทบและสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและการเมืองไทยในมิติอื่น ๆใน 5 มิติ ได้แก่ หนึ่ง การสร้างพลเมืองหนุ่มสาวที่มีความตื่นตัวและพร้อมผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะยาว สอง ความตื่นตัวอย่างต่อเนื่องของแกนนำเก่าและการสร้างแกนนำการเคลื่อนไหวทางการเมืองรุ่นใหม่ในการผลักดันการเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะต่อ ๆไป สาม ความสำเร็จในการผลักดันแนวคิดเสรีนิยมให้กลายเป็นแนวคิดกระแสหลักในสังคมวงกว้างทั้งในสื่อมวลชนและคนรุ่นอื่น ๆ สี่ ความสำเร็จในการสร้างความเป็นสถาบันให้กับพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ และ ห้า การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและนโยบายในระยะยาว
การบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม, สุรพล ศรีวิทยา
การบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม, สุรพล ศรีวิทยา
Journal of Social Sciences
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติพัฒนาการแนวคิดและหลักพื้นฐานของพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมในประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนเพื่ออนุวัติการความตกลงอาเซียนดังกล่าว ศึกษามาตรการของการบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีตามความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมและพันธกรณีตามความตกลงสิ่งแวดล้อมพหุภาคี (MEAs) วิเคราะห์กลไกบังคับใช้กฎหมายไทยและกลไกระงับกรณีพิพาททางด้านสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมของประชาคมอาเซียนเปรียบเทียบกับสหภาพยุโรป รวมทั้งเสนอแนะนโยบายและมาตรการเพื่อพัฒนาปรับปรุงกฎหมายไทยในการอนุวัติตามความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมให้มีการบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลในบริบทของประเทศไทยและประชาคมอาเซียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสารในการเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กับวิธีการประชุมสนทนากลุ่มย่อยในการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานและผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งมีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยจำนวน 27 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มหน่วยงานภาครัฐ (2) กลุ่มหน่วยงานภาคเอกชน และ (3) กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิภาควิชาการ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบแหล่งข้อมูลแบบสามเส้า ในการเก็บรวบรวมจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้ง 3 กลุ่มตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา วิเคราะห์เชิงตรรกวิทยา และการวิเคราะห์เปรียบเทียบเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม กลไกบังคับใช้กฎหมาย และกลไกระงับข้อพิพาทสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลในบริบทของประเทศไทยและประชาคมอาเซียน รวมทั้งยังได้จัดการประชุมสัมมนาวิชาการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงสรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยได้ดำเนินการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค และการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความความร่วมมืออาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมและความตกลงสิ่งแวดล้อมพหุภาคี (MEAs) หากเกิดปัญหาข้อพิพาทสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีก็ยังมีกลไกบังคับใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยและสมาชิกอาเซียนอื่น กฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกลไกระงับข้อพิพาททางสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับภูมิภาคอาเซียน คือ กลไกระงับข้อพิพาทภายใต้กฎบัตรอาเซียน ค.ศ. 2008 และพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียน ค.ศ. 2004 รวมทั้งกลไกระงับข้อพิพาทในระดับโลก เช่น กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
การเมืองของขบวนการนักศึกษาเวียดนามใต้ : ชาตินิยมอันหลากหลายในยุคสงครามเย็น, มรกตวงศ์ ภูมิพลับ
การเมืองของขบวนการนักศึกษาเวียดนามใต้ : ชาตินิยมอันหลากหลายในยุคสงครามเย็น, มรกตวงศ์ ภูมิพลับ
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการเมืองของขบวนการนักศึกษาในเวียดนามใต้ในยุคสงครามเย็น และชาตินิยมที่ซับซ้อนและลื่นไหลจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมของนักศึกษา งานวิจัยนี้ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นหลักคือ พัฒนาการขบวนการนักศึกษาในเวียดนามใต้ การปลูกฝังและการจัดการศึกษาของรัฐบาลเวียดนามใต้กับความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา ตลอดจนความหลากหลายของกลุ่มขบวนการนักศึกษาที่มีผูกโยงกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมนับตั้งแต่สาธารณรัฐเวียดนามถือกำเนิดขึ้น งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์โดยใช้หลักฐานชั้นต้นและชั้นรองจากฝั่งเวียดนามและอเมริกาได้แก่ หนังสือพิมพ์ วารสาร บทกวี บทเพลงและข้อเขียนของนักศึกษาเวียดนามใต้ ในส่วนที่เป็นหลักฐานฝั่งอเมริกา ได้แก่ หนังสือพิมพ์และจดหมายที่บันทึกการตอบโต้ระหว่างนักศึกษาเวียดนามใต้และกลุ่มนักศึกษาในสหรัฐอเมริกา ผลการศึกษาพบว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ยุคสาธารณรัฐที่ 1 ภายใต้รัฐบาลโงดิ่งห์เสี่ยมและสาธารณรัฐที่ 2 ภายใต้เหงวียนวันเถี่ยว การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษามีความหลากหลายและซับซ้อนซึ่งไม่ได้เป็นไปเพื่อการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองเป็นหลักขึ้นอยู่กับบริบทของระดับปัญหาทางการเมืองภายในที่เวียดนามใต้อยู่ในสภาวะความโกลาหลทางการเมืองรวมทั้งสภาวะสงครามที่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อรูปแบบการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและการออกมาตรการในการตอบโต้โดยรัฐ ขบวนการนักศึกษามีอยู่หลากหลายกลุ่มทั้งที่ทำงานร่วมกับรัฐและต่อต้านรัฐ การเติบโตของขบวนการนักศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมากภายใต้การเปิดเสรีเรื่องการศึกษาซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ชาตินิยมในหมู่นักศึกษาเวียดนามใต้มิใช่การจำกัดกรอบเพียงแค่การต่อต้านรัฐบาลและอเมริกา ทว่ายังหมายรวมถึงการพยายามสร้างชาติภายใต้สภาวะสงครามและต่อต้านรัฐบาลอำนาจนิยมด้วยการถกเถียงเรื่องการสร้างชาติ ความรักชาติ วัฒนธรรมแห่งชาติและต่างชาติ อย่างไรก็ตามหลังปี 1975 ขบวนการนักศึกษาเวียดนามไม่ได้มีบทบาททางการเมืองเช่นในยุคสงครามเย็น
การโอบรับเดธทิวิตี : ว่าด้วยการสำรวจภูมิทัศน์ความตาย ผ่านกิจกรรมในบริบทกรุงเทพร่วมสมัย, วรากร วิมุตติไชย, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์
การโอบรับเดธทิวิตี : ว่าด้วยการสำรวจภูมิทัศน์ความตาย ผ่านกิจกรรมในบริบทกรุงเทพร่วมสมัย, วรากร วิมุตติไชย, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์
Journal of Social Sciences
แม้ว่าคุณลักษณะหนึ่งของสังคมสมัยใหม่ คือ การเป็นสังคมปฏิเสธความตายที่การแพทย์และสถาบันทางศาสนาเข้ามามีอำนาจเหนือการตัดสินใจต่อความตายของปัจเจก ในบทความนี้ ผู้เขียนจะใช้แนวคิดของ Tony Walter ที่มองว่าแต่ละสังคมมีวิถีความตาย (Deathway) เฉพาะของตนที่เป็นผลมาจากปัจจัยและประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่การศึกษาวิถีความตายของแต่ละท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ ผู้เขียนสำรวจปรากฏารณ์การโอบรับกิจกรรมเรื่องตายในบริบทของสังคมเมืองสมัยใหม่ เช่น งานเทศกาลความตาย การจัดแสดงประติมากรรมเรื่องตาย และ คาเฟ่เรื่องตาย เป็นต้น เพื่อชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญของการโอบรับ “มรณิจกรรม” หรือ เดธทิวิตี (Deathivity) ของคนเมืองที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของความตายด้วยการประกอบสร้างความหมายใหม่ผ่านตัวแสดง คือ เทคโนโลยีดิจิทัล การทำให้เป็นสาธารณะ และการทำความตายให้เป็นกิจกรรมมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนจะชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์ต่อความตายสมัยใหม่ (modern death) ซึ่งเป็นการจัดประกอบหรือเรียนรู้ความตายด้วยประสบการณ์ของปัจเจก ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือการพยายามค้นหาความหมายและคุณค่าของการมีชีวิตทำให้การโอบรับอาสัญทนาการที่ปรากฏให้เห็นกลายเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลง (transformative space) หนึ่ง คือ พื้นที่ของการเติบโตภายใน และ สอง คือพื้นที่ของการเปลี่ยนผ่านภูมิทัศน์ความตายสู่กลไกของการกล่อมเกลา ถกเถียงและตั้งคำถามเรื่องตายที่สอดรับกับความเป็นสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนยังมองว่าแม้ภูมิทัศน์ความตายจะมีตัวแสดงใหม่เข้ามา แต่รากฐานที่ทำให้สังคมไทยไม่ได้เป็นสังคมปฏิเสธความตายอย่างสิ้นเชิง คือสองรากของความเปิดกว้างและการมีส่วนร่วม ที่ทำให้เดธทิวิตีกลายเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้เรื่องตายของสังคมสมัยใหม่
ระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง : กรอบแนวคิด, การเลือกตั้งในระบอบอำนาจนิยม และการควบคุมบงการ, อุเชนทร์ เชียงเสน
ระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง : กรอบแนวคิด, การเลือกตั้งในระบอบอำนาจนิยม และการควบคุมบงการ, อุเชนทร์ เชียงเสน
Journal of Social Sciences
บทความนี้เป็นการสำรวจแนวความคิดที่อธิบายปรากฎการณ์ระบอบการเมืองโลกหลัง “คลื่นลูกที่สามของประชาธิปไตย” ซึ่งพบว่าประเทศจำนวนมากไม่ได้เป็นไปตามกระบวนทัศน์การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย แต่ตกอยู่ภายใต้ระบอบการเมืองที่เรียกว่า “อำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง (Electoral Authoritarianism)” ที่เป็นการปกครองแบบอำนาจนิยมแต่ยังคงมีการเลือกตั้งแบบหลายพรรคและสถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตยไว้ นอกจากนั้นยังพยายามอภิปรายถึงบทบาทของการเลือกตั้ง ที่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นเครื่องมือในระบอบประชาธิปไตยหรือเป็นกลไกสำคัญในการทำให้เป็นประชาธิปไตย ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองแบบอำนาจนิยม เพื่อสร้างความชอบธรรมและการยอมรับจากประชาคมทั้งในและนอกประเทศ และสุดท้าย สำรวจวิธีการควบคุมบงการการเลือกตั้งและสถาบันการเมืองเพื่อรักษาอำนาจของผู้ครองครองแบบอำนาจนิยมไว้ต่อไป
บทสำรวจชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ : กรณีศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
บทสำรวจชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ : กรณีศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “บทสำรวจเบื้องต้นชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ:กรณีศึกษา คนจนเช่าบ้าน/เช่าห้องในเขตกรุงเทพมหานคร”ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่ม เฉพาะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โครงการวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยช่วงที่สอง ที่สืบ เนื่องมาจากงานวิจัย “การทบทวนสถานการณ์ปัญหาของคนจนเมืองหลุดระบบในประเทศไทย” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเดียวกัน เป้าหมายหลักของการวิจัยคือ การสังเคราะห์ปัญหาของคนจน เมืองที่หลุดระบบการช่วยเหลือจากรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคนจนเมืองทั้งหมด คนจนเมืองหลุดระบบ เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ถูกสำรวจในฐานข้อมูลของรัฐ ไม่มีนโยบายภาครัฐเพื่อดูแลโดยตรงและขาดการ ศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ การระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้มีสภาพความเป็นอยู่ของคนจน เมืองหลุดระบบให้แย่ลง การวิจัยครั้งนี้ใช้กรณีศึกษา และเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจชีวิตกลุ่ม คนจนเช่าบ้าน/ห้องในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเน้นศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องราคาถูก ทั้งในและนอกชุมชนแออัด เพื่อเข้าใจระบบบ้าน/ห้องเช่าของคนจนเมือง และวิถีชีวิตของคนจนที่เช่าบ้าน/ห้อง การเก็บข้อมูล ดำเนินการผ่านการทบทวนวรรณกรรม ทบทวนเอกสาร และสัมภาษณ์ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ผู้เช่าบ้าน และผู้ให้เช่า งานวิจัยค้นพบว่า กลุ่มคนจนเช่าบ้าน/เช่าห้องมีลักษณะขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ขาดนโยบาย และหน่วยงานดูแลโดยตรง งานวิจัยมีข้อเสนอว่า ภาครัฐควรกำหนดนโยบายด้านบ้านเช่าห้องเช่าและ ตั้งกระทรวงที่กำหนดนโยบายที่ครอบคลุมด้านที่อยู่อาศัยโดยตรง ทั้งควรขยายอำนาจการดูแลบ้าน/ห้องเช่า ให้รัฐบาลท้องถิ่น
การประเมินผลระบบอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปีงบประมาณ 2566, อุดม ทุมโฆสิต, จันทรานุช มหากาญจนะ, อลงกต สารกาล, สุพัฒน์จิตร ลาดบัวขาว, กรณ์ หุวะนันทน์
การประเมินผลระบบอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปีงบประมาณ 2566, อุดม ทุมโฆสิต, จันทรานุช มหากาญจนะ, อลงกต สารกาล, สุพัฒน์จิตร ลาดบัวขาว, กรณ์ หุวะนันทน์
Journal of Social Sciences
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดในปีงบประมาณ 2566 ผลแห่งการทบทวนวรรณกรรมทำให้เกิดกรอบแนวคิดการวิจัยโดยการผสมผสานตัวแบบอภิบาลขององค์การอนามัยโลกกับตัวแบบระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยประกอบกัน ในด้านระเบียบวิธีวิจัย คณะวิจัยได้เลือกใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบสำรวจและอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น (Exploratory with Descriptive Case Study) ผลการวิจัยพบว่า การอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยยังอยู่ในฐานะเริ่มต้น กลไกต่าง ๆ ยังมีลักษณะเป็นเพียงรูปแบบมากกว่าแก่นแท้ที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งมีความจำเป็นต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นทั้งในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และระดับชาติ
ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 และข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ทางจิตเวชศาสตร์, พร ทิสยากร, ธันวัน เจริญไชยเนาว์, เหมือนเพชร ราชายนต์, วิชยุตม์ เพศยนาวิน, พิมพ์ประพันธ์ อุไรกุล
ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 และข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ทางจิตเวชศาสตร์, พร ทิสยากร, ธันวัน เจริญไชยเนาว์, เหมือนเพชร ราชายนต์, วิชยุตม์ เพศยนาวิน, พิมพ์ประพันธ์ อุไรกุล
Journal of Social Sciences
เหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสร้างความสูญเสีย ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างฐานข้อมูลของการเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนะข้อคิดเห็นจากมุมมองทางจิตเวชศาสตร์ ผู้วิจัยทำการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังโดยรวบรวมเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2537 - 2566 โดยใช้คำจำกัดความทางวิชาการสากล แล้วเก็บข้อมูลลักษณะทางประชากรและทางคลินิก รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุและเหยื่อ ผลการวิจัยพบมีเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงเกิดขึ้นรวม 78 ครั้งใน 30 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ 65 ครั้ง และเหตุการณ์กราดยิง 49 ครั้ง ผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (89.23%) ใช้อาวุธปืนก่อเหตุ (66.16%) มีประวัติการใช้สารเสพติด (27.69%) มีประวัติการฝึกใช้ปืน (20%) มีประวัติโรคทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (7.7%) มีผู้เสียชีวิต 348 รายจากเหตุการณ์รวมทั้งหมด โดยสรุปคือเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นประจำและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ปัจจัยสำคัญของเหตุการณ์สังหารหมู่ในประเทศไทยคือการเข้าถึงและฝึกใช้อาวุธปืน ปัญหายาเสพติด ส่วนประวัติโรคทางจิตเวชพบไม่มาก การสร้างฐานข้อมูลและศึกษาเหตุการณ์เหล่านี้ทางวิชาการต่อไป อาจนำไปสู่แนวทางป้องกันที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต
แนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมและกรณีศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุพิชฌาย์ ปัญญา
แนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมและกรณีศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุพิชฌาย์ ปัญญา
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจแนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมหรือหลังคอมมิวนิสต์กับการอธิบายการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศอดีตสังคมนิยมและประเทศสังคมนิยม และการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของระบอบสังคมนิยมในประเทศสังคมนิยม ผ่านการศึกษาประเทศสังคมนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สปป.ลาวและเวียดนาม ด้วยการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า หลังสังคมนิยม หรือ หลังคอมมิวนิสต์ เกิดขึ้นในยุคปลายสงครามเย็นที่หลายประเทศสังคมนิยมปฏิรูประบบเศรษฐกิจและพัฒนาประชาธิปไตย จนนำไปสู่การศึกษาการเปลี่ยนผ่านและการทำให้(ประชาธิปไตย)เข้มแข็ง ที่เชื่อเรื่องความเป็นสากล โดยนักรัฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบ แต่แนวทางดังกล่าวกลับได้รับการโต้แย้งโดยนักวิชาการด้านอาณาบริเวณศึกษาที่เชื่อเรื่องความหลากหลายและการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลังจากนั้นการศึกษาหลังสังคมนิยมจึงมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศอดีตสังคมนิยมและสังคมนิยมปัจจุบัน
จากจอบสู่จาน : เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และ ภูมิทัศน์อาหารไทย, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
จากจอบสู่จาน : เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และ ภูมิทัศน์อาหารไทย, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
Journal of Social Sciences
การวิจัยเรื่อง “จากจอบสู่จาน: เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และภูมิทัศน์อาหารไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการกินอย่างมีหลักการและรูปแบบภูมิทัศน์อาหารไทย (2) ศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจการกินอย่างมีหลักการ และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการกินอย่างมีหลักการสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กลุ่มตัวอย่าง คือ เชฟที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารที่ให้บริการประเภทเชฟส์ เทเบิล และหรือเป็นผู้ที่มีการนำหลักเรื่องการกินอย่างมีหลักการมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ จำนวน 5 คน วิธีการวิจัยใช้การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์กลุ่มบุคคลสำคัญ ผลการวิจัย พบว่า (1) จริยธรรมด้านอาหารเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกที่เราเชื่อว่าดีและถูกต้องเกี่ยวกับอาหารที่เรากิน เชฟและผู้ร่วมงานสร้างสรรค์เมนูบนพื้นฐานของการคิดถึงห่วงโซ่อุปทานของระบบอาหารยั่งยืนที่สัมพันธ์ไปกับท้องถิ่น วัฒนธรรมและฤดูกาล (2) เมนูสร้างสรรค์ สัมพันธ์กับเรื่องราวของเชฟ ที่มาของวัตถุดิบ วิธีการปรุง วิธีปฏิบัติการเสิร์ฟอาหารและการจับคู่กับเครื่องดื่ม เป็นแนวทางการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจการกินอย่างมีหลักการภายใต้ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจอาหารและวิสาหกิจรายย่อย ควบคู่ไปกับการเชิดชูคุณค่าของวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น (3) การใช้ภูมิทัศน์อาหาร รวมถึงยกระดับอาหารท้องถิ่นมาสู่เมนูสร้างสรรค์ในร้าน เป็นแนวทางการพัฒนาการกินอย่างมีหลักการที่สามารถสร้างงานในชุมชนท้องถิ่นผ่านการผลิต/จัดหาวัตถุดิบ/แรงงานจากละแวกท้องถิ่น การศึกษาเน้นย้ำว่า การกินอย่างมีหลักการไม่เพียงแต่เป็นปฏิบัติการทางอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนภายในภูมิทัศน์อาหารไทย และยังแสดงให้เห็นว่า สามารถทำหน้าที่เป็นกรอบในการศึกษาวัฒนธรรมอาหารร่วมสมัยในมิติทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาต่อไปได้อีกด้วย