Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
- Keyword
-
- รัฐธรรมนูญ (3)
- ไม่มี (3)
- กฎหมายขัดกัน (2)
- กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (2)
- กฎหมายแข่งขันทางการค้า (2)
-
- กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (2)
- การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (2)
- การระงับข้อพิพาท (2)
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2)
- องค์การการค้าโลก (2)
- อนุญาโตตุลาการ (2)
- ASEAN-India; ASEAN Centrality; Multipolarity; Great Power Competition; Small States (1)
- Geography; Globalisation; Ulrich Beck; Risk Society; Knowledge Production (1)
- Node; หน่วยประสานเครือข่าย; คุณลักษณะของ node; งานพัฒนาสังคม; ทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ; ประเทศไทย (1)
- Parasite; Anti-capitalism; What is (not) to be done?; Ideology; Enjoyment (1)
- กฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (1)
- กฎหมายต่อต้านทรัสต์ (1)
- กฎหมายปกครอง (1)
- กฎหมายป่าไม้ (1)
- กฎหมายป้องกันการผูกขาด (1)
- กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (1)
- กฎหมายละเมิด (1)
- กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายหนี้ (1)
- กฎหมายอวกาศ (1)
- กฎหมายอังกฤษ (1)
- กฎหมายอาญาระหว่างประเทศ (1)
Articles 61 - 90 of 118
Full-Text Articles in Legal Studies
การบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม, สุรพล ศรีวิทยา
การบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม, สุรพล ศรีวิทยา
Journal of Social Sciences
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติพัฒนาการแนวคิดและหลักพื้นฐานของพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมในประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนเพื่ออนุวัติการความตกลงอาเซียนดังกล่าว ศึกษามาตรการของการบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีตามความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมและพันธกรณีตามความตกลงสิ่งแวดล้อมพหุภาคี (MEAs) วิเคราะห์กลไกบังคับใช้กฎหมายไทยและกลไกระงับกรณีพิพาททางด้านสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมของประชาคมอาเซียนเปรียบเทียบกับสหภาพยุโรป รวมทั้งเสนอแนะนโยบายและมาตรการเพื่อพัฒนาปรับปรุงกฎหมายไทยในการอนุวัติตามความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมให้มีการบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลในบริบทของประเทศไทยและประชาคมอาเซียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสารในการเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กับวิธีการประชุมสนทนากลุ่มย่อยในการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานและผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งมีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยจำนวน 27 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มหน่วยงานภาครัฐ (2) กลุ่มหน่วยงานภาคเอกชน และ (3) กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิภาควิชาการ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบแหล่งข้อมูลแบบสามเส้า ในการเก็บรวบรวมจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้ง 3 กลุ่มตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา วิเคราะห์เชิงตรรกวิทยา และการวิเคราะห์เปรียบเทียบเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายไทยตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม กลไกบังคับใช้กฎหมาย และกลไกระงับข้อพิพาทสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลในบริบทของประเทศไทยและประชาคมอาเซียน รวมทั้งยังได้จัดการประชุมสัมมนาวิชาการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงสรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยได้ดำเนินการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค และการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความความร่วมมืออาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมและความตกลงสิ่งแวดล้อมพหุภาคี (MEAs) หากเกิดปัญหาข้อพิพาทสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีก็ยังมีกลไกบังคับใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยและสมาชิกอาเซียนอื่น กฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกลไกระงับข้อพิพาททางสิ่งแวดล้อมตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับภูมิภาคอาเซียน คือ กลไกระงับข้อพิพาทภายใต้กฎบัตรอาเซียน ค.ศ. 2008 และพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียน ค.ศ. 2004 รวมทั้งกลไกระงับข้อพิพาทในระดับโลก เช่น กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
การเมืองของขบวนการนักศึกษาเวียดนามใต้ : ชาตินิยมอันหลากหลายในยุคสงครามเย็น, มรกตวงศ์ ภูมิพลับ
การเมืองของขบวนการนักศึกษาเวียดนามใต้ : ชาตินิยมอันหลากหลายในยุคสงครามเย็น, มรกตวงศ์ ภูมิพลับ
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการเมืองของขบวนการนักศึกษาในเวียดนามใต้ในยุคสงครามเย็น และชาตินิยมที่ซับซ้อนและลื่นไหลจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมของนักศึกษา งานวิจัยนี้ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นหลักคือ พัฒนาการขบวนการนักศึกษาในเวียดนามใต้ การปลูกฝังและการจัดการศึกษาของรัฐบาลเวียดนามใต้กับความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา ตลอดจนความหลากหลายของกลุ่มขบวนการนักศึกษาที่มีผูกโยงกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมนับตั้งแต่สาธารณรัฐเวียดนามถือกำเนิดขึ้น งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์โดยใช้หลักฐานชั้นต้นและชั้นรองจากฝั่งเวียดนามและอเมริกาได้แก่ หนังสือพิมพ์ วารสาร บทกวี บทเพลงและข้อเขียนของนักศึกษาเวียดนามใต้ ในส่วนที่เป็นหลักฐานฝั่งอเมริกา ได้แก่ หนังสือพิมพ์และจดหมายที่บันทึกการตอบโต้ระหว่างนักศึกษาเวียดนามใต้และกลุ่มนักศึกษาในสหรัฐอเมริกา ผลการศึกษาพบว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ยุคสาธารณรัฐที่ 1 ภายใต้รัฐบาลโงดิ่งห์เสี่ยมและสาธารณรัฐที่ 2 ภายใต้เหงวียนวันเถี่ยว การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษามีความหลากหลายและซับซ้อนซึ่งไม่ได้เป็นไปเพื่อการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองเป็นหลักขึ้นอยู่กับบริบทของระดับปัญหาทางการเมืองภายในที่เวียดนามใต้อยู่ในสภาวะความโกลาหลทางการเมืองรวมทั้งสภาวะสงครามที่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อรูปแบบการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและการออกมาตรการในการตอบโต้โดยรัฐ ขบวนการนักศึกษามีอยู่หลากหลายกลุ่มทั้งที่ทำงานร่วมกับรัฐและต่อต้านรัฐ การเติบโตของขบวนการนักศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมากภายใต้การเปิดเสรีเรื่องการศึกษาซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ชาตินิยมในหมู่นักศึกษาเวียดนามใต้มิใช่การจำกัดกรอบเพียงแค่การต่อต้านรัฐบาลและอเมริกา ทว่ายังหมายรวมถึงการพยายามสร้างชาติภายใต้สภาวะสงครามและต่อต้านรัฐบาลอำนาจนิยมด้วยการถกเถียงเรื่องการสร้างชาติ ความรักชาติ วัฒนธรรมแห่งชาติและต่างชาติ อย่างไรก็ตามหลังปี 1975 ขบวนการนักศึกษาเวียดนามไม่ได้มีบทบาททางการเมืองเช่นในยุคสงครามเย็น
การโอบรับเดธทิวิตี : ว่าด้วยการสำรวจภูมิทัศน์ความตาย ผ่านกิจกรรมในบริบทกรุงเทพร่วมสมัย, วรากร วิมุตติไชย, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์
การโอบรับเดธทิวิตี : ว่าด้วยการสำรวจภูมิทัศน์ความตาย ผ่านกิจกรรมในบริบทกรุงเทพร่วมสมัย, วรากร วิมุตติไชย, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์
Journal of Social Sciences
แม้ว่าคุณลักษณะหนึ่งของสังคมสมัยใหม่ คือ การเป็นสังคมปฏิเสธความตายที่การแพทย์และสถาบันทางศาสนาเข้ามามีอำนาจเหนือการตัดสินใจต่อความตายของปัจเจก ในบทความนี้ ผู้เขียนจะใช้แนวคิดของ Tony Walter ที่มองว่าแต่ละสังคมมีวิถีความตาย (Deathway) เฉพาะของตนที่เป็นผลมาจากปัจจัยและประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่การศึกษาวิถีความตายของแต่ละท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ ผู้เขียนสำรวจปรากฏารณ์การโอบรับกิจกรรมเรื่องตายในบริบทของสังคมเมืองสมัยใหม่ เช่น งานเทศกาลความตาย การจัดแสดงประติมากรรมเรื่องตาย และ คาเฟ่เรื่องตาย เป็นต้น เพื่อชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญของการโอบรับ “มรณิจกรรม” หรือ เดธทิวิตี (Deathivity) ของคนเมืองที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของความตายด้วยการประกอบสร้างความหมายใหม่ผ่านตัวแสดง คือ เทคโนโลยีดิจิทัล การทำให้เป็นสาธารณะ และการทำความตายให้เป็นกิจกรรมมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนจะชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์ต่อความตายสมัยใหม่ (modern death) ซึ่งเป็นการจัดประกอบหรือเรียนรู้ความตายด้วยประสบการณ์ของปัจเจก ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือการพยายามค้นหาความหมายและคุณค่าของการมีชีวิตทำให้การโอบรับอาสัญทนาการที่ปรากฏให้เห็นกลายเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลง (transformative space) หนึ่ง คือ พื้นที่ของการเติบโตภายใน และ สอง คือพื้นที่ของการเปลี่ยนผ่านภูมิทัศน์ความตายสู่กลไกของการกล่อมเกลา ถกเถียงและตั้งคำถามเรื่องตายที่สอดรับกับความเป็นสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนยังมองว่าแม้ภูมิทัศน์ความตายจะมีตัวแสดงใหม่เข้ามา แต่รากฐานที่ทำให้สังคมไทยไม่ได้เป็นสังคมปฏิเสธความตายอย่างสิ้นเชิง คือสองรากของความเปิดกว้างและการมีส่วนร่วม ที่ทำให้เดธทิวิตีกลายเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้เรื่องตายของสังคมสมัยใหม่
ระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง : กรอบแนวคิด, การเลือกตั้งในระบอบอำนาจนิยม และการควบคุมบงการ, อุเชนทร์ เชียงเสน
ระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง : กรอบแนวคิด, การเลือกตั้งในระบอบอำนาจนิยม และการควบคุมบงการ, อุเชนทร์ เชียงเสน
Journal of Social Sciences
บทความนี้เป็นการสำรวจแนวความคิดที่อธิบายปรากฎการณ์ระบอบการเมืองโลกหลัง “คลื่นลูกที่สามของประชาธิปไตย” ซึ่งพบว่าประเทศจำนวนมากไม่ได้เป็นไปตามกระบวนทัศน์การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย แต่ตกอยู่ภายใต้ระบอบการเมืองที่เรียกว่า “อำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง (Electoral Authoritarianism)” ที่เป็นการปกครองแบบอำนาจนิยมแต่ยังคงมีการเลือกตั้งแบบหลายพรรคและสถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตยไว้ นอกจากนั้นยังพยายามอภิปรายถึงบทบาทของการเลือกตั้ง ที่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นเครื่องมือในระบอบประชาธิปไตยหรือเป็นกลไกสำคัญในการทำให้เป็นประชาธิปไตย ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองแบบอำนาจนิยม เพื่อสร้างความชอบธรรมและการยอมรับจากประชาคมทั้งในและนอกประเทศ และสุดท้าย สำรวจวิธีการควบคุมบงการการเลือกตั้งและสถาบันการเมืองเพื่อรักษาอำนาจของผู้ครองครองแบบอำนาจนิยมไว้ต่อไป
บทสำรวจชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ : กรณีศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
บทสำรวจชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ : กรณีศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “บทสำรวจเบื้องต้นชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ:กรณีศึกษา คนจนเช่าบ้าน/เช่าห้องในเขตกรุงเทพมหานคร”ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่ม เฉพาะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โครงการวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยช่วงที่สอง ที่สืบ เนื่องมาจากงานวิจัย “การทบทวนสถานการณ์ปัญหาของคนจนเมืองหลุดระบบในประเทศไทย” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเดียวกัน เป้าหมายหลักของการวิจัยคือ การสังเคราะห์ปัญหาของคนจน เมืองที่หลุดระบบการช่วยเหลือจากรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคนจนเมืองทั้งหมด คนจนเมืองหลุดระบบ เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ถูกสำรวจในฐานข้อมูลของรัฐ ไม่มีนโยบายภาครัฐเพื่อดูแลโดยตรงและขาดการ ศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ การระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้มีสภาพความเป็นอยู่ของคนจน เมืองหลุดระบบให้แย่ลง การวิจัยครั้งนี้ใช้กรณีศึกษา และเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจชีวิตกลุ่ม คนจนเช่าบ้าน/ห้องในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเน้นศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องราคาถูก ทั้งในและนอกชุมชนแออัด เพื่อเข้าใจระบบบ้าน/ห้องเช่าของคนจนเมือง และวิถีชีวิตของคนจนที่เช่าบ้าน/ห้อง การเก็บข้อมูล ดำเนินการผ่านการทบทวนวรรณกรรม ทบทวนเอกสาร และสัมภาษณ์ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ผู้เช่าบ้าน และผู้ให้เช่า งานวิจัยค้นพบว่า กลุ่มคนจนเช่าบ้าน/เช่าห้องมีลักษณะขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ขาดนโยบาย และหน่วยงานดูแลโดยตรง งานวิจัยมีข้อเสนอว่า ภาครัฐควรกำหนดนโยบายด้านบ้านเช่าห้องเช่าและ ตั้งกระทรวงที่กำหนดนโยบายที่ครอบคลุมด้านที่อยู่อาศัยโดยตรง ทั้งควรขยายอำนาจการดูแลบ้าน/ห้องเช่า ให้รัฐบาลท้องถิ่น
การประเมินผลระบบอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปีงบประมาณ 2566, อุดม ทุมโฆสิต, จันทรานุช มหากาญจนะ, อลงกต สารกาล, สุพัฒน์จิตร ลาดบัวขาว, กรณ์ หุวะนันทน์
การประเมินผลระบบอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปีงบประมาณ 2566, อุดม ทุมโฆสิต, จันทรานุช มหากาญจนะ, อลงกต สารกาล, สุพัฒน์จิตร ลาดบัวขาว, กรณ์ หุวะนันทน์
Journal of Social Sciences
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดในปีงบประมาณ 2566 ผลแห่งการทบทวนวรรณกรรมทำให้เกิดกรอบแนวคิดการวิจัยโดยการผสมผสานตัวแบบอภิบาลขององค์การอนามัยโลกกับตัวแบบระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยประกอบกัน ในด้านระเบียบวิธีวิจัย คณะวิจัยได้เลือกใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบสำรวจและอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น (Exploratory with Descriptive Case Study) ผลการวิจัยพบว่า การอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยยังอยู่ในฐานะเริ่มต้น กลไกต่าง ๆ ยังมีลักษณะเป็นเพียงรูปแบบมากกว่าแก่นแท้ที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งมีความจำเป็นต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นทั้งในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และระดับชาติ
ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 และข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ทางจิตเวชศาสตร์, พร ทิสยากร, ธันวัน เจริญไชยเนาว์, เหมือนเพชร ราชายนต์, วิชยุตม์ เพศยนาวิน, พิมพ์ประพันธ์ อุไรกุล
ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 และข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ทางจิตเวชศาสตร์, พร ทิสยากร, ธันวัน เจริญไชยเนาว์, เหมือนเพชร ราชายนต์, วิชยุตม์ เพศยนาวิน, พิมพ์ประพันธ์ อุไรกุล
Journal of Social Sciences
เหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสร้างความสูญเสีย ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างฐานข้อมูลของการเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนะข้อคิดเห็นจากมุมมองทางจิตเวชศาสตร์ ผู้วิจัยทำการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังโดยรวบรวมเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2537 - 2566 โดยใช้คำจำกัดความทางวิชาการสากล แล้วเก็บข้อมูลลักษณะทางประชากรและทางคลินิก รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุและเหยื่อ ผลการวิจัยพบมีเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงเกิดขึ้นรวม 78 ครั้งใน 30 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ 65 ครั้ง และเหตุการณ์กราดยิง 49 ครั้ง ผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (89.23%) ใช้อาวุธปืนก่อเหตุ (66.16%) มีประวัติการใช้สารเสพติด (27.69%) มีประวัติการฝึกใช้ปืน (20%) มีประวัติโรคทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (7.7%) มีผู้เสียชีวิต 348 รายจากเหตุการณ์รวมทั้งหมด โดยสรุปคือเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นประจำและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ปัจจัยสำคัญของเหตุการณ์สังหารหมู่ในประเทศไทยคือการเข้าถึงและฝึกใช้อาวุธปืน ปัญหายาเสพติด ส่วนประวัติโรคทางจิตเวชพบไม่มาก การสร้างฐานข้อมูลและศึกษาเหตุการณ์เหล่านี้ทางวิชาการต่อไป อาจนำไปสู่แนวทางป้องกันที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต
แนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมและกรณีศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุพิชฌาย์ ปัญญา
แนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมและกรณีศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุพิชฌาย์ ปัญญา
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจแนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมหรือหลังคอมมิวนิสต์กับการอธิบายการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศอดีตสังคมนิยมและประเทศสังคมนิยม และการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของระบอบสังคมนิยมในประเทศสังคมนิยม ผ่านการศึกษาประเทศสังคมนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สปป.ลาวและเวียดนาม ด้วยการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า หลังสังคมนิยม หรือ หลังคอมมิวนิสต์ เกิดขึ้นในยุคปลายสงครามเย็นที่หลายประเทศสังคมนิยมปฏิรูประบบเศรษฐกิจและพัฒนาประชาธิปไตย จนนำไปสู่การศึกษาการเปลี่ยนผ่านและการทำให้(ประชาธิปไตย)เข้มแข็ง ที่เชื่อเรื่องความเป็นสากล โดยนักรัฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบ แต่แนวทางดังกล่าวกลับได้รับการโต้แย้งโดยนักวิชาการด้านอาณาบริเวณศึกษาที่เชื่อเรื่องความหลากหลายและการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลังจากนั้นการศึกษาหลังสังคมนิยมจึงมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศอดีตสังคมนิยมและสังคมนิยมปัจจุบัน
จากจอบสู่จาน : เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และ ภูมิทัศน์อาหารไทย, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
จากจอบสู่จาน : เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และ ภูมิทัศน์อาหารไทย, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
Journal of Social Sciences
การวิจัยเรื่อง “จากจอบสู่จาน: เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และภูมิทัศน์อาหารไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการกินอย่างมีหลักการและรูปแบบภูมิทัศน์อาหารไทย (2) ศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจการกินอย่างมีหลักการ และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการกินอย่างมีหลักการสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กลุ่มตัวอย่าง คือ เชฟที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารที่ให้บริการประเภทเชฟส์ เทเบิล และหรือเป็นผู้ที่มีการนำหลักเรื่องการกินอย่างมีหลักการมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ จำนวน 5 คน วิธีการวิจัยใช้การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์กลุ่มบุคคลสำคัญ ผลการวิจัย พบว่า (1) จริยธรรมด้านอาหารเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกที่เราเชื่อว่าดีและถูกต้องเกี่ยวกับอาหารที่เรากิน เชฟและผู้ร่วมงานสร้างสรรค์เมนูบนพื้นฐานของการคิดถึงห่วงโซ่อุปทานของระบบอาหารยั่งยืนที่สัมพันธ์ไปกับท้องถิ่น วัฒนธรรมและฤดูกาล (2) เมนูสร้างสรรค์ สัมพันธ์กับเรื่องราวของเชฟ ที่มาของวัตถุดิบ วิธีการปรุง วิธีปฏิบัติการเสิร์ฟอาหารและการจับคู่กับเครื่องดื่ม เป็นแนวทางการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจการกินอย่างมีหลักการภายใต้ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจอาหารและวิสาหกิจรายย่อย ควบคู่ไปกับการเชิดชูคุณค่าของวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น (3) การใช้ภูมิทัศน์อาหาร รวมถึงยกระดับอาหารท้องถิ่นมาสู่เมนูสร้างสรรค์ในร้าน เป็นแนวทางการพัฒนาการกินอย่างมีหลักการที่สามารถสร้างงานในชุมชนท้องถิ่นผ่านการผลิต/จัดหาวัตถุดิบ/แรงงานจากละแวกท้องถิ่น การศึกษาเน้นย้ำว่า การกินอย่างมีหลักการไม่เพียงแต่เป็นปฏิบัติการทางอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนภายในภูมิทัศน์อาหารไทย และยังแสดงให้เห็นว่า สามารถทำหน้าที่เป็นกรอบในการศึกษาวัฒนธรรมอาหารร่วมสมัยในมิติทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาต่อไปได้อีกด้วย
ขบวนการเอกราชใน Catalonia, มารค ตามไท, งามศุกร์ รัตนเสถียร
ขบวนการเอกราชใน Catalonia, มารค ตามไท, งามศุกร์ รัตนเสถียร
Journal of Social Sciences
บทความนี้ศึกษาขบวนการเอกราช Catalonia โดยศึกษาเรื่อง ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ความรุนแรงในช่วงต่างๆของการเคลื่อนไหว ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชกับรัฐธรรมนูญ เหตุผลของประชาชนที่สนับสนุนเอกราช และสถานการณ์ปัจจุบัน ความสำคัญพิเศษของขบวนการเอกราช Catalonia เพราะ Catalonia อยู่ในประเทศสเปนซึ่งมีลักษณะคล้ายประเทศไทยหลายอย่าง (เป็นประเทศประชาธิปไตยใหม่-ประมาณ 50 ปี / ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข / มีมาตราห้ามแบ่งแยกดินแดนในรัฐธรรมนูญ) ปัจจุบันรัฐบาลสเปนใช้กฎหมายเพื่อห้ามการทำประชามติเกี่ยวกับเอกราข และจับผู้นำขบวนไปขังโดยตั้งข้อหากบฏเพราะทำขัดกับรัฐธรรมนูญ ขบวนการเอกราชจึงมีความเห็นว่าต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเอง คำถามที่ถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญคือ ในเมื่อรัฐธรรมนูญกล่าวในมาตรา 1 ว่าประเทศสเปนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการจัดประชามติเรื่องเอกราชโดยอิงสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักการประชาธิปไตย) จะขัดกับรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ส่วนประเด็นของการที่มาตรา 2 กล่าวว่าประเทศสเปนเป็นรัฐเดี่ยวไม่สามารถแบ่งแยก ก็แสดงว่ามาตราในรัฐธรรมนูญขัดกันเองและต้องแก้ที่จุดนี้ สิ่งที่ค้นพบจากการศึกษาการต่อสู้เพื่อเอกราชใน Catalonia คือ เมื่อขบวนการเอกราชมีที่ยืนในพื้นที่การเมืองและมีการถกกันเองภายในอย่างเปิดเผยเรื่องจะเอาเอกราชหรือไม่กลุ่มใช้ความรุนแรงผลักดันเอกราชก็ค่อยๆสลายไป ความรุนแรงที่เหลือคือการแสดงอารมณ์แรงในการถกเถียงกัน
รัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองไทยในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล (ค.ศ. 1885 – 1932), พลอยใจ ปิ่นตบแต่ง
รัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองไทยในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล (ค.ศ. 1885 – 1932), พลอยใจ ปิ่นตบแต่ง
Journal of Social Sciences
โครงการวิจัยนี้ศึกษาประวัติการก่อร่างของแนวคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองในสยาม/ไทย ในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่สากล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบประวัติภูมิปัญญาของโลก (global intellectual history) โดยมุ่งศึกษาพัฒนาการแนวคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนิยมและความเป็นพลเมืองระหว่างปี ค.ศ. 1885 (เมื่อคำกราบบังคมทูลความเห็นเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2428 ถูกเผยแพร่) จนถึงปี ค.ศ. 1932 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โครงวิจัยชิ้นนี้เสนอว่า ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญนิยมเผยความเชื่อมโยงระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวกับกระแสการปฏิวัติ-ปฏิรูปของโลกในช่วงเวลาเดียวกันได้โดยการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญนิยมกับสาธารณรัฐนิยมสมัยใหม่และชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในการจัดวางแนวคิดเรื่องพลเมืองอันรวมไปถึงความคิดเรื่องสิทธิและหน้าที่ต่อสังคมการเมืองในไทย/สยามลงในบริบทของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาสากล
ประธานาธิบดีอินเดีย : พหุลักษณ์และปณิธาน, อภิรัฐ คำวัง
ประธานาธิบดีอินเดีย : พหุลักษณ์และปณิธาน, อภิรัฐ คำวัง
Journal of Social Sciences
บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาอิสระและนำเสนอเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินเดีย ตั้งแต่การสถาปนาประเทศถึงปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สังคมพหุลักษณ์ของอินเดียและปณิธานทางสังคมผ่านตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเก็บข้อมูลระดับทุติยภูมิและระดับตติยภูมิ จากหน่วยงานรัฐและสำนักข่าวอินเดีย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึง (ก) ความสำคัญของการคัดผู้สมัครที่เหมาะสมโดยพรรคการเมืองและพันธมิตร ซึ่งเป็นตัวแปรในการกำหนดหรือไม่ว่าจะส่งเสริมอัตลักษณ์ทางการเมือง (ข) การเลือกของคณะเลือกตั้ง เป็นขั้นตอนตัดสิน มุ่งเป้าตามความโน้มเอียงของพรรค (ค) บริบททางการเมือง สังคม และการเปลี่ยนยุค ส่งผลให้เกิดการปรับสูตรการคัดบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางสังคมตามปรารถนา นี่จึงเป็นการแสดงออกถึงพหุลักษณ์และเอื้อให้อัตลักษณ์ของบุคคลเป็นต้นแบบ เป็นปณิธานทางสังคม และสร้างแรงกระเพื่อมเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้น ตำแหน่งประธานาธิบดีอินเดียจึงมีบทบาทสำคัญในการเชิดชูสังคมพหุลักษณ์ เคารพต่อวรรณะ ชาติพันธุ์ และศาสนา โดยเฉพาะกรณีหลัง ค.ศ.2000 เมื่อตำแหน่งประธานาธิบดีได้แสดงออกมากขึ้นและน่ายกย่องกับบทบาททางสังคมวัฒนธรรมในอินเดีย
Revisiting The Geography Of Globalisation In The Covid-19 Pandemic Using Risk Theory, Kunphatu Sakwit
Revisiting The Geography Of Globalisation In The Covid-19 Pandemic Using Risk Theory, Kunphatu Sakwit
Journal of Social Sciences
My review paper is part of Covid-IAS Project, funded by National Research Council of Thailand. The paper focuses on the geography of globalisation in the Covid -19 pandemic. I employ Ulrich Beck’s concept of risk society to critically examine geography. Although Beck is not a geography theorist, his theory can be used extensively and alternatively to study the geography of globalisation. By drawing upon Beck, I argue that the geography of globalisation in the context of Covid -19 displays forms of dependency upon the politics of knowledge about Covid -19 vaccines. With the production of knowledge, the vaccines have caused …
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง : กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ, พิชยารัชต์ กิติวุฒิศักย์, ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง : กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ, พิชยารัชต์ กิติวุฒิศักย์, ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ
Journal of Social Sciences
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เมืองรอง กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบกรอบแนวคิดและเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดกรณีศึกษาเพื่อให้เกิดตัวอย่างรูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในการขยายผลต่อไปยังจังหวัดและพื้นที่อื่น ผ่านการวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงพื้นที่ โดยสำรวจข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านทรัพยากรในพื้นที่ และด้านโครงสร้างพื้นฐาน จากข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) และ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดอีสานใต้สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จำเป็นต้องพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวให้มีสิ่งที่ดึงดูดใจหรือตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างครบถ้วน ผ่านการทดลองปฏิบัติหรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานทรัพยากรและอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (creative tourism activity) การเรียนรู้ (learning) การทดลองปฏิบัติ (testing) การดู (seeing) และการซื้อ (buying) ที่ได้มีการนำเสนอในผลการศึกษาครั้งนี้
เศรษฐกิจพอเพียงกรอบคิดการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ของรัฐไทย : ศึกษาความเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและชุมชนของชนเผ่าในบริเวณศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่, วสันต์ ปวนปันวงศ์
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยฉบับนี้สะท้อนให้เห็นความซับซ้อนด้านอุดมการณ์ของรัฐผ่านวาทกรรมการพัฒนาพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ชายขอบ และกลุ่มชาติพันธุ์ ว่าท้ายสุดแล้วประเด็นเรื่องการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางพัฒนานั้นมีความเป็นไปได้มากเพียงใดและความสัมพันธ์ระหว่างโครงการหลวงหนองหอยกับชุมชนชาติพันธุ์มีทิศทางการพัฒนาและการตอบสนองอย่างไร จึงนำไปสู่วัตุประสงค์กล่าวคือ เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและชุมชนของชนเผ่าในบริเวณศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่บนกรอบคิดการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ของรัฐไทยภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาดังกล่าวเลือกนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั้งภาครัฐและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ข้อค้นพบในงานวิจัย คือ หน่วยงานภาครัฐและนโยบายรัฐส่วนกลางก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต และระบบเศรษฐกิจ อย่างมากต่อชาติพันธุ์ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นลักษณะของการคุกคามและบังคับแต่เป็น “การเกื้อหนุนกัน” ซึ่งกันและกันระหว่างโครงการหลวงในฐานะหน่วยงานของรัฐในการนำนโยบายจากรัฐเข้าสู่พื้นที่ชายขอบที่ห่างไกลอำนาจรัฐผ่านวาทกรรมการพัฒนา
การเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการส่วนกลางที่มีผลต่อการใช้เงินสะสมของ อปท. ขนาดใหญ่ในการจัดบริการสาธารณะ, ชฎิล โรจนานนท์, นภา วรวรางกูร
การเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการส่วนกลางที่มีผลต่อการใช้เงินสะสมของ อปท. ขนาดใหญ่ในการจัดบริการสาธารณะ, ชฎิล โรจนานนท์, นภา วรวรางกูร
Journal of Social Sciences
เงินสะสมของ อปท. ในปัจจุบันมีปริมาณอยู่ในระดับสูง ถือเป็นการสูญเสียโอกาสการพัฒนาของท้องถิ่น โดยเฉพาะ อปท. ขนาดใหญ่ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ปี พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมก่อนปี พ.ศ. 2561 เป็นระเบียบส่วนกลางกำหนดโครงสร้างเงินสะสมที่ซ้ำซ้อน ขาดความยืดหยุ่น มีพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) ที่จำกัด การออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ (ฉบับที่ 4) ปี พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นระเบียบส่วนกลางที่ปรับโครงสร้างสัดส่วนในการกันทุนสำรองเงินสะสมมาอยู่ที่ร้อยละ 15 นำไปสู่การเพิ่มพื้นที่การคลังในการจัดบริการสาธารณะ จากการทดสอบทางสถิติจากกลุ่ม อปท. ขนาดใหญ่ จำนวน 30 แห่ง พบว่าระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ พ.ศ. 2561 มีส่วนทำให้พื้นที่การคลังเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมให้ อปท. ได้ใช้เงินสะสมเพิ่มขึ้น การใช้เงินสะสมส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อการบริหารองค์กรซึ่งเป็นการใช้เงินสะสมนอกโครงสร้างเงินสะสม นอกจากนี้ อาจมีปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากระเบียบส่วนกลางที่มีเป็นปัจจัยผลักดันให้ อปท. ได้นำเงินสะสมมาใช้จ่าย
ถกคิด ‘การอภิบาล’ (Governance) ในประเทศไทยผ่านงานวิจัยและหลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย, เอกวีร์ มีสุข, ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, วีระ หวังสัจจะโชค, ชุติเดช เมธีชุติกุล
ถกคิด ‘การอภิบาล’ (Governance) ในประเทศไทยผ่านงานวิจัยและหลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย, เอกวีร์ มีสุข, ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, วีระ หวังสัจจะโชค, ชุติเดช เมธีชุติกุล
Journal of Social Sciences
‘การอภิบาล’ (governance) เป็นคำศัพท์ทางวิชาการที่สร้างความสับสนให้กับสังคมไทยมาตั้งแต่ช่วงหลังทศวรรษที่ 1990 อันเนื่องมาจากการแปลและนิยามความหมายที่แตกต่างหลากหลายกัน รวมไปถึงบริบทในการนำไปปฏิบัติที่มีเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะของการใช้แต่ละความหมายของการอภิบาล บทความวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนและวิเคราะห์สถานะความรู้เรื่องการอภิบาลในประเทศไทยที่ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลงานวิจัยสำคัญและหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา โดยงานวิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดเวทีระดมความคิดเห็น ผลการศึกษาค้นพบว่าทั้งการวิจัยและการเรียนการสอนด้านการอภิบาลให้น้ำหนักอย่างมากกับมุมมองหรือแนวคิด ‘ธรรมาภิบาล’ และถูกนำไปปฏิบัติในการบริหารงานภาครัฐตามแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่เป็นสำคัญ ส่งผลให้สถานะองค์ความรู้การอภิบาลในประเทศไทยเกิดวงจรปัญหาที่ทำให้องค์ความรู้การอภิบาลจำกัดหรือลดรูปเหลือเพียง ‘หลักธรรมาภิบาล’ และถูกนำไปสร้าง ถ่ายทอด และผลิตซ้ำผ่านสถาบันทางวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ การออกแบบนโยบาย แผน และวิธีการปฏิบัติงานที่มุ่งใช้กรอบธรรมาภิบาลนี้สะท้อนสภาวะการขาดการนำแนวคิดการอภิบาลในลักษณะอื่นที่เป็นไปได้เข้ามาใช้อย่างเพียงพอหรือการไม่ให้ความสำคัญต่อความรู้การอภิบาลแบบอื่นในทางปฏิบัติ ปัญหานี้ส่งผลต่อทิศทางการแสวงหาความรู้และการพัฒนาการวิจัยที่เกี่ยวกับการอภิบาล ความรู้ในแบบอื่นนอกจาก ‘ธรรมาภิบาล’ ถูกทำให้ไม่สำคัญและหายไป
พลวัตของปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง : กรณีศึกษาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563-2564, บุญเลิศ วิเศษปรีชา, อุเชนทร์ เชียงเสน
พลวัตของปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง : กรณีศึกษาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563-2564, บุญเลิศ วิเศษปรีชา, อุเชนทร์ เชียงเสน
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยชิ้นนี้ นำเสนอสันติวิธีในทางปฏิบัติในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง กรณีการเคลื่อนไหวของขบวนการเยาวชนช่วงปี 2563-2564 เพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขในทางปฏิบัติที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวที่เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะใช้สันติวิธี แต่ต่อมามีผู้ใช้ความรุนแรงเชิงตอบโต้แบบไม่มีอาวุธร่วมด้วย งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูล 60 คน จัดกิจกรรมสนทนากลุ่ม และใช้แนวคิดปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงที่ให้ความสำคัญกับความรู้จากประสบการณ์ของผู้เคลื่อนไหว และการรับมือของรัฐ
บทความนำเสนอสามประเด็น คือ หนึ่ง การยกระดับความรุนแรงเกิดจากปฏิสัมพันธ์โต้ตอบระหว่างฝ่ายรัฐกับผู้ชุมนุม ทั้งสองฝ่ายจึงมีส่วนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น สอง ความรู้จากภาคปฏิบัติของนักกิจกรรมพบว่า ผู้ร่วมเคลื่อนไหวบางส่วนต้องการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ การห้ามปรามจึงไร้ผล ทางเลือกที่ทำได้คือ ช่วยให้ผู้ชุมนุมที่ไม่ต้องการปะทะได้ออกจากพื้นที่เสี่ยง สาม รัฐสามารถสลายการเคลื่อนไหวแล้วไม่เสียความชอบธรรม เพราะใช้วิธีการปราบปรามอย่างชาญฉลาด
การศึกษาวิเคราะห์บทบาทบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยองต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนผ่านแนวคิด “การทูตสามเหลี่ยม”, พรภวิษย์ หล้าพีระกุล, แอนนี คำสร้อย
การศึกษาวิเคราะห์บทบาทบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยองต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนผ่านแนวคิด “การทูตสามเหลี่ยม”, พรภวิษย์ หล้าพีระกุล, แอนนี คำสร้อย
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทและความสำคัญของบริษัทข้ามชาติจีนในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยอง ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ผ่านแนวคิด“การทูตสามเหลี่ยม” เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการและการวางนโยบายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมบทบาทของบริษัทข้ามชาติจีนในไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ(Qualitative Research) โดยทำการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) ผู้ที่เกี่ยวข้องและข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารและงานวิจัย จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis)
ผลการศึกษาพบว่า เหตุปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติจีนในนิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน จังหวัดระยอง มีบทบาทและความสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน คือ การเป็นนิคมอุตสาหกรรมจีนแห่งแรกในต่างประเทศของจีน ได้รับการผลักดันและสนับสนุนผ่านนโยบายจากรัฐบาลจีนทั้งในอดีต (Going Out) และปัจจุบัน (BRI) โดยมีการให้บทบาทสำคัญแก่บริษัทข้ามชาติจีนในฐานะตัวแสดงของรัฐบาลจีนในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ กอปรกับนโยบายของไทยในปัจจุบัน เช่น ไทยแลนด์ 4.0 และโครงการ EEC นั้นสอดรับกับนโยบายของจีนอย่าง BRI ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มจำนวนการเข้ามาลงทุนของบริษัทข้ามชาติจีนในประเทศไทย เกิดเป็นสภาพการพึ่งพาอาศัยกันและการแข่งขันกัน ทำให้ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างไทยกับจีนนั้นมีขอบเขตที่กว้างและเป็นไปในทิศทางที่ดีมากยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ
รอคอยข้ามรุ่น : มานุษยวิทยาว่าด้วยเวลาที่รอคอยของคนยากจนกับนโยบายสังคมของไทย, ฐานิดา บุญวรรโณ
รอคอยข้ามรุ่น : มานุษยวิทยาว่าด้วยเวลาที่รอคอยของคนยากจนกับนโยบายสังคมของไทย, ฐานิดา บุญวรรโณ
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้นำเสนอผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลบางส่วนที่ได้จากการทำงานภาคสนามทางมานุษยวิทยาใน 10 ครัวเรือนในจังหวัดพิษณุโลกที่มีฐานะยากจน ขาดเงินออม มีอัตราการพึ่งพิงกันในครัวเรือนสูงและการศึกษาต่ำอันเป็นคุณลักษณะของครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นที่ระบุไว้ในหมุดหมายที่ 9 ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) โดยบทความวิจัยนี้มีข้อถกเถียงหลักคือ ความยากจนข้ามรุ่นนั้นยังดำรงอยู่เพราะนโยบายการศึกษาและนโยบายสังคมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ในระหว่างเวลาของการรอคอยนโยบายสังคมที่ช่วยหยุดการส่งผ่านความยากจนข้ามรุ่นนี้ คนยากจนจากหนึ่งรุ่นสู่อีกรุ่นหนึ่งได้สูญเสียโอกาสในชีวิตมากมาย จากการปริทัศน์วรรณกรรมเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเวลาที่รอคอย (waiting time) ผู้วิจัยสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยในการวิเคราะห์ข้อมูลจากภาคสนามเพื่ออธิบายว่าเวลาที่คนยากจนข้ามรุ่นรอคอยนั้นสามารถอธิบายได้สามนัยยะสำคัญ คือ หนึ่ง ความยากจนยังดำรงอยู่และถูกส่งผ่านข้ามรุ่น สอง ช่วงเวลาของการรอคอยนโยบายการศึกษาที่จะช่วยตัดตอนวงจรความยากจนข้ามรุ่นเป็นช่วงเวลาที่คนยากจนรุ่นแล้วรุ่นเล่าสูญเสียโอกาสบางอย่างในชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา เช่น หลุดออกจากระบบการศึกษาและกลายเป็นแรงงานกึ่งทักษะกึ่งไร้ทักษะ สาม นโยบายการศึกษาที่ผ่านมามีส่วนช่วยขยายโอกาสในชีวิตของคนยากจน แต่อาจยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการตัดตอนวงจรความยากจนข้ามรุ่น บทความนี้จะสะท้อนนัยยะทั้งสามประการข้างต้นผ่านข้อมูลจากภาคสนาม รวมทั้งนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากการสังเคราะห์ข้อมูลจากภาคสนาม
ความรับผิดรับชอบและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุรัชนี ศรีใย
ความรับผิดรับชอบและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุรัชนี ศรีใย
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้ศึกษาถึงความเชื่อมโยงระหว่างความรับผิดรับชอบของรัฐบาลและปฏิกิริยาต่อวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยผ่านกรอบคิดเรื่อง competing principals ที่ชี้ให้เห็นว่าความรู้สึกรับผิดรับชอบของรัฐบาลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ นั้นอาจไม่เท่ากัน และอาจส่งผลต่อผลิตผลเชิงนโยบายด้วยเช่นกัน ในกรณีของการระบาดของโรคโควิด-19นั้น ผลเชิงนโยบายนั้นแสดงออกมาในรูปแบบที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะทุ่มเททรัพยากรเพื่อให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนกลุ่มไหน มากน้อยเพียงใด โดยอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณและการเก็บสถิติเรื่องการให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจาก The Oxford COVID-19 Government Response Tracker (OxCGRT) และตัวชี้วัดแบบมหภาคอื่นๆ งานศึกษาชิ้นนี้พบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีความแตกต่างจากที่อื่น ๆ ในโลก กล่าวคือ ความรู้สึกรับผิดรับชอบของรัฐบาลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ แบบเดียวที่มีผลต่อระดับการให้การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่อประชาชนของรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ แบบแนวทแยง (diagonal accountability) ซึ่งเกิดจากการที่สื่อมวลชนและภาคประชาสังคมเปิดเผยและให้ข้อมูลต่อสาธารณชนเพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐอีกทางหนึ่ง ข้อค้นพบนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่รัฐต้องเผชิญเมื่อมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากในกระบวนการกำหนดนโยบายแต่ยังสะท้อนอีกด้วยว่า 1) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดรับชอบต่อประชาชนโดยตรงมากนัก 2) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดรับชอบต่อกลไกเชิงบริหาร เช่น การตรวจสอบและคานอำนาจเช่นเดียวกัน และ 3) รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบสนองหรือให้การช่วยเหลือประชาชนก็ต่อเมื่อสื่อและภาคประชาสังคมเริ่มตีแผ่ปัญหาและให้ข้อมูลแก่สาธารณชน
วัฒนธรรมที่มีกลิ่น : การสำรวจกลิ่นหอม การปรุงน้ำหอม และมิติทางสังคมของกลิ่น, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
วัฒนธรรมที่มีกลิ่น : การสำรวจกลิ่นหอม การปรุงน้ำหอม และมิติทางสังคมของกลิ่น, ปิยรัตน์ ปั้นลี้
Journal of Social Sciences
บทความนี้ เริ่มจากการตั้งคำถามว่า สังคมต่าง ๆ ให้ความหมายกับกลิ่นอย่างไร กลิ่นสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไร และเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของมนุษย์ที่ซับซ้อนอย่างไร จากนั้นสำรวจความเป็นไปได้ของคำตอบผ่านการทำความเข้าใจพลวัตของกลิ่น บทความแบ่งเป็นห้าส่วน โดยส่วนแรก เป็นการกล่าวถึงกลิ่น ในฐานะผัสสะที่ (เคย) ถูกหลงลืม คุณลักษณะและการทำงานของผัสสะด้านกลิ่นของมนุษย์ในการรับรู้กลิ่น ส่วนที่สอง เป็นการสำรวจพัฒนาการทางการศึกษากลิ่น อันนำมาสู่การศึกษาที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยาอย่างเป็นระบบ ส่วนที่สาม ตรวจสอบน้ำหอมประเภทต่าง ๆ โดยสรุปคุณลักษณะ ส่วนประกอบทางเคมี และวิธีการที่ใช้อธิบายคุณลักษณะและกระบวนการเหล่านี้ ส่วนที่สี่ ย้อนทบทวนประวัติศาสตร์แบบย่นย่อของน้ำหอม ส่วนที่ห้าส่วนสุดท้าย กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมกลิ่นหอม บทความนี้เสนอว่า วัฒนธรรมกลิ่นหอมและน้ำหอมให้ความกระจ่างถึงความสัมพันธ์อันมีพลวัตระหว่างกลิ่นและสังคม โลกแห่งกลิ่นจึงสมควรได้รับความสนใจและการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจคุณค่าของประสบการณ์ที่หลากหลายของมนุษย์มากขึ้น
องค์การการค้าโลกกับบทบาทในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, วิลาสินี วดีศิริศักดิ์, นิศาชล พรหมรินทร์
องค์การการค้าโลกกับบทบาทในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม, วิลาสินี วดีศิริศักดิ์, นิศาชล พรหมรินทร์
Journal of Social Sciences
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา 1. มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลกในการพิทักษ์รักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 2. ผลกระทบของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลกต่อการค้าระหว่างประเทศ และ 3. ความสำเร็จของการบูรณาการการค้าระหว่างประเทศและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลก ผลการศึกษาพบว่า 1. มาตรการที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้องค์การการค้าโลกเพื่อพิทักษ์รักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประกอบด้วย กลไกคณะกรรมาธิการด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม กลไกองค์กรระงับข้อพิพาท และกลไกข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ 2. คณะกรรมาธิการด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ของประเทศสมาชิกที่มีต่อประเด็นด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ส่วนแนวทางการตัดสินคดีสิ่งแวดล้อมขององค์กรระงับข้อพิพาททำให้ประเทศสมาชิกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้มีการออกมาตรการการค้าเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างชอบธรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออก ในขณะที่ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ส่งผลทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้มาตรการเหล่านี้เป็นเครื่องมือเพื่อกีดกันทางการค้า และ 3. องค์การการค้าโลกยังไม่ประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในธรรมนูญ คือ การบูรณาการการค้าระหว่างประเทศและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยกัน แต่ในขณะเดียวกันมิได้ถือว่าล้มเหลว เพราะแม้มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นขององค์การการค้าโลกจะถูกพิจารณาว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่การมีมาตรการและมีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงว่าองค์การการค้าโลกได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อที่พยายามที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
การจัดสรรบริการทางการศึกษาอย่าง (ไม่) เป็นธรรม? การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเอกสารนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วงอร พัวพันสวัสดิ์
การจัดสรรบริการทางการศึกษาอย่าง (ไม่) เป็นธรรม? การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเอกสารนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วงอร พัวพันสวัสดิ์
Journal of Social Sciences
การรับนักเรียนเข้าเรียนถือเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยตรง เพราะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการจัดสรรบริการด้านการศึกษาที่ไม่เป็นธรรม งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งคำถามต่อนโยบายการจัดสรรที่นั่งเรียนในหน่วยบริการการศึกษาของรัฐไทยในระดับมัธยมศึกษา โดยมุ่งศึกษาว่าตัวแบบนโยบาย (Policy design) ของนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีการประกอบสร้างภาพลักษณ์ของโรงเรียนและนักเรียนไว้อย่างไร? และการประกอบสร้างดังกล่าวมีส่วนช่วยบรรเทาหรือซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาอย่างไร? ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์นโยบายเชิงตีความ (Interpretive Policy Analysis) การวิเคราะห์กรอบการจำแนกแยกแยะ (Category Analysis) และใช้กรอบแนวคิดการประกอบสร้างกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย (Social construction of target population) ของ Schneider and Ingram ที่มองว่า “ภาพลักษณ์” ของกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย (ในที่นี้คือโรงเรียน) มีอิทธิพลต่อการออกแบบนโยบาย ซึ่งสุดท้ายจะมีผลตอกย้ำความไม่เป็นธรรมที่มีมาแต่เดิมในสังคม งานวิจัยพบว่า เนื้อหาของนโยบายการรับนักเรียนเข้าเรียนของสพฐ. มีการประกอบสร้างภาพลักษณ์ของโรงเรียนบนมโนทัศน์ของหลักกลไกตลาด ที่แยกแยะ “โรงเรียนอัตราแข่งขันสูง” ออกจาก “โรงเรียนทั่วไป” และสร้างแนวปฏิบัติที่เป็นการผลิตซ้ำภาพลักษณ์ทางสังคมที่มีมาก่อนของโรงเรียนทั้งสองประเภท กล่าวคือ ภาพลักษณ์ของโรงเรียนอัตราแข่งขันสูงถูกประกอบสร้างให้เป็นผู้ให้บริการการศึกษาของรัฐคุณภาพสูง ส่วนภาพลักษณ์ของโรงเรียนทั่วไปถูกประกอบสร้างให้เป็นผู้ให้บริการการศึกษาของรัฐคุณภาพต่ำ ในกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ดังกล่าว นโยบายมีการจัดสรรภาระให้แก่โรงเรียนประเภททั่วไปที่สูงกว่าโรงเรียนประเภทอัตราแข่งขันสูงอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น โรงเรียนประเภทอัตราแข่งขันสูงมีสิทธิ์ในการคัดกรองผู้เรียนที่มีศักยภาพทางวิชาการ “สูง” ไปก่อนโรงเรียนประเภททั่วไป ในทางกลับกัน โรงเรียนประเภททั่วไปต้องรับภาระการจัดสรรสวัสดิการขั้นพื้นฐานและภาระในการพัฒนาผู้เรียนที่มีศักยภาพแตกต่างหลากหลาย
การวิเคราะห์เครือข่ายนโยบายในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร, แพรพลอย วัฒนะโชติ, ปรีชญาณ์ นักฟ้อน
การวิเคราะห์เครือข่ายนโยบายในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร, แพรพลอย วัฒนะโชติ, ปรีชญาณ์ นักฟ้อน
Journal of Social Sciences
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงในเครือข่ายนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า การขับเคลื่อนงานเป็นในลักษณะตามแนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่ โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นตัวแสดงหลัก เนื่องด้วยเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่แก้ไขปัญหาและพัฒนาในเขตพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์ในลักษณะของการประสานความร่วมมือจากการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานในสังกัด หน่วยงานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ และหน่วยงานที่มาสนับสนุนการดำเนินงานทั้งในทางตรงและในทางอ้อม ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและนอกภาครัฐ ทั้งภาคเอกชน ภาคีวิชาการ ภาคีวิชาชีพ ภาคประชาสังคม และสมาคม/ชุมชนที่อยู่ในย่าน เพื่อเสริมเติมองค์ประกอบของเครือข่ายในส่วนที่เป็นช่องว่างการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยอิสระจากกรุงเทพมหานคร ที่มาจากการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวโดยเจ้าของพื้นที่ซึ่งเป็นเอกชนหรือปัจเจก โดยเครือข่ายการประสานความร่วมมือที่เกิดขึ้น ประกอบด้วยตัวแสดงต่างๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ที่พัฒนา
การเมืองของชนชั้นนำในเวียดนามกับสิ่งท้าทายใหม่ในโลกปั่นป่วน, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์
การเมืองของชนชั้นนำในเวียดนามกับสิ่งท้าทายใหม่ในโลกปั่นป่วน, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์
Journal of Social Sciences
การเมืองของชนชั้นนำเวียดนามคือ การเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่อาศัยความชอบธรรม 2 ชนิดที่ค้ำจุนให้อยู่ในอำนาจนับแต่ได้เอกราชในปี 1945 คือ ประการแรก ความชอบธรรมทางอุดมการณ์ที่อ้างอิงจากการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศจากการเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสและเปลี่ยนแบบแผนทางการเมืองให้เป็นแบบอำนาจนิยมรวมศูนย์อยู่ที่พรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น และมีแบบแผนทางเศรษฐกิจเป็นแบบสังคมนิยม ประการที่สอง ความชอบธรรมทางด้านผลงานจากความสำเร็จทางเศรษฐกิจหลังการปฏิรูปโด่ยเหมยในปี 1986 ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจากแบบวางแผนเป็นเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาด เปิดโอกาสให้ประชาชนเวียดนามได้สะสมความมั่งคั่งขึ้นมาได้อย่างมาก บทความนี้ใช้แนวคิดของ Samuel Huntington ที่ว่าความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจจะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยเพราะกลุ่มคนที่มั่งคั่งมักจะเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้รัฐตอบสนองความต้องการและทำให้การสะสมความมั่งคั่งทำให้ราบรื่นมากขึ้น แต่ได้โต้แย้งว่า แม้ความสำเร็จทางเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ในเวียดนาม แต่กลุ่มพลังทางสังคมกลุ่มนี้ไม่ได้แสดงความเป็นปรปักษ์หรือท้าทายต่ออำนาจนำทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด เพราะเหตุที่พวกเขาล้วนอาศัย โครงสร้างอำนาจ นโยบาย และเส้นสายในกลไกรัฐและพรรคคอมมิวนิสต์ในการสร้างฐานะขึ้นมา กล่าวในอีกแง่หนึ่งการรวมศูนย์อำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการสะสมความมั่งคั่งของชนชั้นใหม่นี้แต่อย่างใด ในอีกทางหนึ่งความสำเร็จทางธุรกิจของชนชั้นใหม่นี้มีส่วนอย่างมากในการเกื้อหนุนความชอบธรรมในเชิงผลงานแก่พรรคคอมมิวนิสต์ทำให้มีแรงสนับสนุนให้อยู่ในอำนาจได้ต่อไป สิ่งที่ท้าทายอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยุคปัจจุบัน คือกลุ่มคนที่ถูกละเลยหรือพลาดโอกาสในการใช้โครงสร้างทางอำนาจของพรรคและรัฐเพื่อสนองความต้องการของตนเองหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นอกจากจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการพัฒนาหากแต่ยังอาจจะได้รับผลกระทบให้เกิดความเสียหายอีกด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ได้อาศัยสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการแสดงออกและเรียกร้องสิทธิของตนเอง ซึ่งทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ต้องหาทางตอบโต้ จำกัด และกำจัดในที่สุด บทความนี้พัฒนาจาก“โครงการชนชั้นนำและแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:องค์ประกอบ โครงสร้างและพลวัตในยุคเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งศึกษาและสำรวจการเมืองชนชั้นนำของเวียดนามจากเอกสารของภาครัฐ รายงานขององค์กรเอกชน หนังสือ วารสารและรายงานของสื่อมวลชนเป็นหลัก
ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบอบ คสช. : เครือข่ายใหม่ในรูปแบบที่เก่าแก่กว่า, เวียงรัฐ เนติโพธิ์
ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบอบ คสช. : เครือข่ายใหม่ในรูปแบบที่เก่าแก่กว่า, เวียงรัฐ เนติโพธิ์
Journal of Social Sciences
งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการสำรวจความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ (clientelism) ภายใต้ระบอบ คสช. (ปี พ.ศ. 2557-2562) เป็นการศึกษาเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ ระหว่างตัวแสดงต่าง ๆ ทางการเมือง โดยใช้กรอบความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์กับระบอบการเมือง คำถามหลักของงานวิจัยนี้วางไว้ในระดับรัฐกับประชาชน เพื่อดูว่าเครือข่ายระหว่างผู้มีอำนาจรัฐกับประชาชน และเครือข่ายระหว่างนักการเมืองกับประชาชนนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในระบอบ คสช. ความสัมพันธ์ในด้านนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองในการระดมคะแนนเสียงเท่านั้น แต่มันคือตัวกำหนดแบบแผนความสัมพันธ์ของตัวแสดงต่าง ๆ ทางการเมือง กำหนดความเป็นองค์กรของพรรคการเมือง และแบบแผนการปฏิบัติที่ส่งผลต่อพลวัตทางการเมือง ผู้วิจัยได้ใช้ข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ พบว่าภายใต้ระบอบนี้ได้ใช้ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อทำลายความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน และพรรคการเมือง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงสถาบันที่สำคัญอันหนึ่ง การเมืองเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการกลับคืนสู่การเมืองแบบเก่าที่ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลและการพึ่งพาระบบราชการ อันทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ยากยิ่งขึ้น
ห้องแห่งเสียงสะท้อนออนไลน์กับผู้ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562, พิรงรอง รามสูต, พิมลพรรณ ไชยนันท์, วิโรจน์ สุทธิสีมา
ห้องแห่งเสียงสะท้อนออนไลน์กับผู้ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562, พิรงรอง รามสูต, พิมลพรรณ ไชยนันท์, วิโรจน์ สุทธิสีมา
Journal of Social Sciences
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สำรวจภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อนจากการสื่อสารทางการเมืองในพื้นที่ออนไลน์ของผู้ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก ในช่วงของการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2562 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะของห้องแห่งเสียงสะท้อนในพื้นที่ออนไลน์กับทัศนคติทางการเมือง 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อน โดยใช้พหุวิธีวิจัย การศึกษาพบว่าองค์ประกอบหนึ่งของห้องแห่งเสียงสะท้อนในแง่ข้อมูลหรือชุดความคิดหลักหนึ่ง ๆ ได้รับการตอกย้ำและกระจายออกไปผ่านการทำซ้ำและการสนับสนุนในกลุ่มแบ่งขั้ว ส่วนลักษณะการกลั่นกรองและคัดสรรข้อมูลโดยระบบอัลกอริทึมพบในบางวิธีศึกษา ขณะเดียวกัน ภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อนมีความสัมพันธ์กับทัศนคติทางการเมืองของบุคคล ซึ่งสร้างภูมิทัศน์ทางความคิดรายรอบแต่ละบุคคลเอาไว้ เมื่อผนวกกับประเด็นเรื่องปัจจัยทางเทคโนโลยีและการรวมกลุ่มสังคมจะทำให้เกิดการสร้าง “พื้นที่ทางความคิด” ขึ้นมา สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะห้องแห่งเสียงสะท้อนในการวิจัยนี้ ได้แก่ 1) อัลกอริทึมสร้างภาวะฟองสบู่ตัวกรอง 2) แนวทางในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารทางการเมืองของผู้ใช้ออนไลน์ 3) ทัศนคติทางการเมืองและบริบท/สถานการณ์แวดล้อมทางการเมือง และ 4) รูปแบบเครือข่ายทางการสื่อสารที่มีส่วนร่วมในพื้นที่ออนไลน์
เงื่อนไขไตรลักษณ์ของความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐต่อมุสลิมชนกลุ่มน้อย : ศึกษาเทียบเคียงกรณีโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมากับกรณีมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย, อันวาร์ กอมะ, เอกรินทร์ ต่วนศิริ
เงื่อนไขไตรลักษณ์ของความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐต่อมุสลิมชนกลุ่มน้อย : ศึกษาเทียบเคียงกรณีโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมากับกรณีมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย, อันวาร์ กอมะ, เอกรินทร์ ต่วนศิริ
Journal of Social Sciences
งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาความแตกต่างของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับมุสลิมชนกลุ่มน้อยในประเทศเมียนมาและไทย โดยใช้กรณีของโรฮีนจาในรัฐยะไข่เทียบเคียงกับกรณีของมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ แม้ว่าเมียนมาและไทยเป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นชนส่วนใหญ่ แต่ผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและมุสลิมชนกลุ่มน้อยของทั้งสองประเทศก็มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ในกรณีของโรฮีนจาปรากฏความรุนแรงสุดโต่ง ส่วนในกรณีของมลายูมุสลิมเกิดความรุนแรงต่ำที่กระทำโดยรัฐ นัยยะของการเทียบเคียงของทั้งสองกรณีคือการค้นหาปัจจัยที่ทำให้เกิดและไม่เกิดความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐต่อชนกลุ่มน้อยมุสลิม ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งสองกรณีแตกต่างกันคือ ‘เงื่อนไขไตรลักษณ์’ ซึ่งประกอบด้วยมุมมองของรัฐต่อมุสลิมชนกลุ่มน้อย อิทธิพลของขบวนการพุทธชาตินิยม และความอ่อนแอของมุสลิมชนกลุ่มน้อย ฉะนั้น เมื่อรัฐมีมุมมองที่ปิดกั้นต่อชนกลุ่มน้อยประกอบกับขบวนการพุทธชาตินิยมมีอิทธิพลสูงและสถานะของมุสลิมชนกลุ่มน้อยมีความอ่อนแอแล้ว โอกาสที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงสุดโต่งก็มีสูงตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยเสนอว่าการปรากฏหรือไม่ปรากฏของเงื่อนไขไตรลักษณ์สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังการใช้ความรุนแรงสุดโต่งที่กระทำโดยรัฐต่อมลายูมุสลิมในประเทศไทย และต่อชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและชาติพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การสร้างรัฐเสนานุภาพของไทยจากรัฐประหาร 2490 ถึงรัฐประหาร 2557, พวงทอง ภวัครพันธุ์
การสร้างรัฐเสนานุภาพของไทยจากรัฐประหาร 2490 ถึงรัฐประหาร 2557, พวงทอง ภวัครพันธุ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้ต้องการวิเคราะห์อำนาจทางการเมืองของทหารไทยนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2490 จนถึง 2557 ด้วยมโนทัศน์รัฐเสนานุภาพ (praetorianism) โดยพิจารณาการพยายามสถาปนาอำนาจของทหารผ่านระบบกฎหมาย การใช้อำนาจบริหารประเทศ และอำนาจเหนือกิจการความมั่นคงภายใน โดยอำนาจของกองทัพในแต่ละยุคสมัยมีระดับที่แตกต่างกัน การปกป้องสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญสูงสุดสำหรับรัฐเสนานุภาพไทย ทั้งในแง่ที่ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เป็นทั้งอุดมการณ์ พันธกิจ และเป็นแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมของกองทัพ การสร้างรัฐเสนานุภาพไทยเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างกองทัพกับพันธมิตรในเครือข่ายรอยัลลิสต์ รัฐเสนานุภาพไทยสามารถผลักดันนโยบายการพัฒนาไปในทิศทางที่ต้องการ ขยายอำนาจหน้าที่ของทหารในปัญหาความมั่นคงภายในออกไปอย่างกว้างขวาง จำกัดอำนาจพลเรือนเหนือกิจการภายในของกองทัพ พร้อม ๆ กับทำให้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอ่อนแอลง ประการสำคัญ นับตั้งแต่การรัฐประหาร พ.ศ. 2490 กลไกอำนาจของกองทัพได้ถูกสถาปนาลงสู่โครงสร้างส่วนบนของอำนาจ ทำให้กองทัพสามารถบ่อนเซาะเสถียรภาพของรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้อย่างง่ายดาย ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลพลเรือนหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549