Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Legal Studies Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication

Articles 31 - 60 of 118

Full-Text Articles in Legal Studies

แนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาและวิธีการเพื่อความปลอดภัยต่อผู้กระทำความผิดซึ่งมีสภาวะจิตผิดปกติ (Guideline For Determining The Criminal Liability And Security Measures For Insane Offenders), Natchapol Jittirat Jun 2025

แนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาและวิธีการเพื่อความปลอดภัยต่อผู้กระทำความผิดซึ่งมีสภาวะจิตผิดปกติ (Guideline For Determining The Criminal Liability And Security Measures For Insane Offenders), Natchapol Jittirat

Chulalongkorn University Law Journal

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดที่มีสภาวะจิตผิดปกตินับเป็นปัญหาสำหรับศาลและนักกฎหมายมาช้านานในอดีต เนื่องจากผู้กระทำความผิดบางรายอาจกระทำความผิดไปโดยไม่รู้สึกตัว เพราะมีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางประสาท สมอง จิตใจ อารมณ์และความเครียด ซึ่งความผิดปกติทางจิตขนาดใดจึงจะนำมาพิจารณาว่าผู้นั้นไม่มีความผิด หรือมีความผิดแต่ควรยกเว้นโทษหรือลดโทษนี้ ศาลของประเทศอังกฤษได้วางหลักสำคัญไว้ในการพิจารณาคดี McNaghten’s (1843) ว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่ามนุษย์ทุกคนมีจิตปกติ เว้นแต่จะมีข้อสันนิษฐานซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าขณะกระทำความผิดจำเลยได้รับความเจ็บปวดจากโรคทางจิตจนไม่ทราบเนื้อหาและสาระสำคัญของการกระทำ กล่าวคือไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ได้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศในภูมิภาคยุโรป ซึ่งนำไปสู่การตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิดโดยศาลจะมีคำสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยไปรับการบำบัดรักษาที่สถานพยาบาล สำหรับการพิจารณาถึงความรับผิดของผู้ที่มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ตามแนวทางในการพิจารณาคดีของศาลนั้นหากผู้กระทำไม่รู้สำนึกของการกระทำย่อมไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ถ้าหากผู้กระทำรู้สำนึกแต่ไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ถือเป็นเหตุยกเว้นโทษ และถ้าผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น โดยศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตามมาตรา 65 ซึ่งจะเห็นได้ว่าในกรณีที่ศาลตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิดนี้อาศัยความตามมาตรา 59 ถือว่าผู้กระทำความผิดไม่รู้สำนึกซึ่งใช้หลักเกณฑ์เดียวกับบุคคลทั่วไปซึ่งหากไม่รู้สำนึกในการกระทำก็ย่อมไม่มีความผิด ดังปรากฏตามคำพิพากษาฎีกาที่ 8743/2544 คำพิพากษาฎีกาที่ 2590/2562 แต่สำหรับผู้กระทำความผิดที่มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือนนั้นได้กระทำความผิดไปโดยไม่รู้ถึง “สภาพ” และ “สาระสำคัญ” ของการกระทำจึงควรบัญญัติแยกไว้เป็นอีกมาตราหนึ่งให้ผู้นั้นไม่มีความผิดและหากผลของการกระทำความผิดมีความร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สินของผู้อื่นก็ควรให้เป็นดุลพินิจของศาลในการมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลได้เช่นเดียวกับที่บัญญัติความไว้ใน มาตรา 48 นอกจากนี้ หากผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบหรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้างก็ควรมีเกณฑ์ลดโทษตามความร้ายแรงของการกระทำความผิดดังเช่นหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญาของสาธารณรัฐฝรั่งเศสเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย ทั้งยังควรนำวิธีการคุมประพฤติมาใช้บังคับหลังจากที่จำเลยพ้นโทษในกรณีที่ผู้นั้นได้กระทำความผิดร้ายแรงดังเช่น สาธารณรัฐฝรั่งเศสและประเทศอังกฤษ เพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นกลับมากระทำความผิดซ้ำขึ้นอีก


การให้ความเห็นแนะนำของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากความเห็นศาล (The International Tribunal For The Law Of The Sea Advisory Opinion On Climate Change And Benefits That Thailand Receives From The Tribunal’S Advisory Opinion), Pannavit Tapaneeyakorn Jun 2025

การให้ความเห็นแนะนำของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากความเห็นศาล (The International Tribunal For The Law Of The Sea Advisory Opinion On Climate Change And Benefits That Thailand Receives From The Tribunal’S Advisory Opinion), Pannavit Tapaneeyakorn

Chulalongkorn University Law Journal

บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นศึกษาบทบาทของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศในการให้ความเห็นแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเป็นการวิเคราะห์สาระสำคัญของความเห็นแนะนำ Request for an Advisory Opinion submitted by the Commission of Small Island States on Climate Change and International Law (Request for Advisory Opinion submitted to the Tribunal) Case No.31 และวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 จะได้รับจากความเห็นของศาล โดยผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ทั้ง 2 ด้าน คือ 1. ผลประโยชน์ในแง่กระบวนการพิจารณาของศาล และ 2. ผลประโยชน์เกี่ยวกับการออกนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเลและการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


อำนาจของผู้จัดการมรดกในกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (The Power Of An Estate Administrator In Conflict Of Laws Rules), Arnon Sriboonroj Jun 2025

อำนาจของผู้จัดการมรดกในกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (The Power Of An Estate Administrator In Conflict Of Laws Rules), Arnon Sriboonroj

Chulalongkorn University Law Journal

อำนาจของผู้จัดการมรดกตามกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการณ์ปัจจุบันที่โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความไร้พรมแดนจึงอาจทำให้ทรัพย์สินของเจ้ามรดกกระจัดกระจายอยู่ได้ในหลายประเทศ การที่จะพิจารณาว่ากฎหมายของประเทศใดเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับนิติสัมพันธ์ในเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกนั้นย่อมเป็นหน้าที่ของกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย สำหรับระบบกฎหมายขัดกันว่าด้วยอำนาจของผู้จัดการมรดกนั้นอาจแบ่งได้เป็น 2 ระบบ กล่าวคือ ระบบที่แยกเรื่องผู้จัดการมรดกออกจากเรื่องทรัพย์มรดก และระบบที่ไม่แยกเรื่องผู้จัดการมรดกออกจากเรื่องทรัพย์มรดก ในขณะที่เมื่อพิจารณาถึงกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายนั้น กฎหมายขัดกันของแต่ละประเทศได้ให้การยอมรับจุดเกาะเกี่ยวในการค้นหากฎหมายที่ใช้บังคับกับเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกไว้แตกต่างกัน โดยกฎหมายขัดกันของอังกฤษได้อาศัยกฎหมายภายในกำหนดถึงอำนาจของผู้จัดการมรดก ในขณะที่กฎหมายขัดกันของประเทศจีนได้อาศัยกฎหมายแห่งถิ่นที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่เป็นจุดเกาะเกี่ยวส่วนภายใต้ระบบกฎหมายขัดกันของไทยนั้นไม่ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ในการเลือกกฎหมายเพื่อใช้บังคับกับเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องใช้กลไกการอุดช่องว่างของกฎหมายตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ซึ่งกำหนดให้ใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลบังคับ


ข้อท้าทายทางกฎหมายในการปรับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Legal Challenges In The Concurrent Application Of International Humanitarian Law And Human Rights Law To The Conflict In The Southern Border Of Thailand), Pimchanok Palasmith Mar 2025

ข้อท้าทายทางกฎหมายในการปรับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Legal Challenges In The Concurrent Application Of International Humanitarian Law And Human Rights Law To The Conflict In The Southern Border Of Thailand), Pimchanok Palasmith

Chulalongkorn University Law Journal

สถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เดิมถูกจัดเป็นการขัดกันทางอาวุธที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้มีการประเมินการจำแนกประเภทการขัดกันทางอาวุธดังกล่าวใหม่ โดยพิจารณาจากพัฒนาการของสถานการณ์ความรุนแรง ประกอบกับองค์ประกอบของการขัดกันทางอาวุธที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ กล่าวคือ เกณฑ์ความรุนแรงและเกณฑ์การจัดตั้งของกลุ่มติดอาวุธ นอกจากนี้ บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากการปรับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำเสนอว่าการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าว ก่อให้เกิดข้อท้าทายทางกฎหมายในการให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบ กล่าวคือ สิทธิในชีวิต, สิทธิในเสรีภาพและสิทธิที่จะได้รับการเยียวยา ซึ่งข้อท้าทายเหล่านี้ส่งผลเป็นการลดทอนความคุ้มครองแก่บุคคลดังกล่าวภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมทั้งมีผลกระทบในเชิงลบต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง


การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เพื่อรองรับและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Legislative Proposals For Amendments To The Energy Industry Act B.E. 2550 (2007) For Supporting And Promoting Energy Transition), Piti Eiamchamroonlarp, Bunyapatt Chukiat Mar 2025

การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เพื่อรองรับและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Legislative Proposals For Amendments To The Energy Industry Act B.E. 2550 (2007) For Supporting And Promoting Energy Transition), Piti Eiamchamroonlarp, Bunyapatt Chukiat

Chulalongkorn University Law Journal

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีข้อจำกัดในการกำกับดูแลการประกอบกิจการไฟฟ้าเพื่อรองรับและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 (“พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงานฯ”) ฉบับปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่อาจออกใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าสำหรับกิจการที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น การประกอบกิจการนำเข้าและการส่งออกไฟฟ้า การรวบรวมโหลดไฟฟ้า การจัดการระบบจัดเก็บไฟฟ้า การประกอบกิจการโรงไฟฟ้าเสมือน และการประกอบกิจการไฟฟ้าและการให้บริการไฟฟ้าโดยผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้น จึงควรมีการแก้ไขนิยามของกิจการไฟฟ้าตามกฎหมายให้ครอบคลุมการประกอบกิจการเหล่านี้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงานฯ ควรถูกแก้ไขเพื่อรองรับสถานะของผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าได้เองให้ชัดเจน และมีบทบัญญัติที่รองรับสิทธิของบุคคลเหล่านี้ในการผลิต ใช้ และขายไฟฟ้าส่วนให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นได้ นอกจากนี้ เพื่อให้กฎหมายมีศักยภาพในการรับรองและคุ้มครองสิทธิในการเชื่อมต่อและใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อการส่งผ่านไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนซึ่งมิได้เป็นเจ้าของโครงข่ายไฟฟ้าเอง กฎหมายจึงควรเพิ่มบทบัญญัติกำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีระบบโครงข่ายให้คำนึงถึงการใช้ระบบโครงข่ายของผู้ผลิตไฟฟ้าจากทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนอีกด้วย โดยยังคงรักษาความเชื่อถือได้ของระบบโครงข่ายไฟฟ้าเอาไว้ เมื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์และการทำธุรกรรมแบบกระจายศูนย์ซึ่งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าซื้อขายและส่งมอบไฟฟ้ากันโดยแบบที่มีการแข่งขันกัน กกพ. จึงควรมีอำนาจเพิ่มเติมในการเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติให้ความเห็นชอบการตั้งตลาดพลังงาน และเพื่อส่งเสริมตลาดไฟฟ้าในประเทศไทย พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงานฯ และควรเพิ่มบัญญัติซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการระบบโครงข่ายไฟฟ้ามีพฤติกรรมหรือการประกอบการอันมีลักษณะเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งและพัฒนาของตลาดไฟฟ้า เพื่อให้การกำกับดูแลการประกอบกิจการไฟฟ้าสามารถก้าวตามพลวัตการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระดับสากล กกพ. จึงควรมีอำนาจกำกับกิจการพลังงานให้เป็นไปตามมาตรฐานตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่มีผลผูกพันประเทศไทย ในมิติของอัตราค่าบริการ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงานฯ ควรถูกแก้ไขให้เป็นฐานทางกฎหมายให้ กกพ. สามารถกำกับดูแลอัตราค่าบริการให้เหมาะสมกับกิจการไฟฟ้าแต่ละประเภท นอกจากนี้ กฎหมายควรกำหนดให้สัญญาเพื่อจัดหาไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนข้อสัญญาที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการคิดอัตราค่าไฟฟ้าซึ่งอาจลดต่ำลงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจ สังคม การลงทุน หรือเทคโนโลยีในมาตรฐานของสัญญาเกี่ยวกับการให้บริการพลังงาน


ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรปและไทยในบริบทของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (The Problems And Obstacles Regarding The Compliance On The Eu Personal Data Protection Law And The Thai Personal Data Protection Law In The Context Of The Tourism Authority Of Thailand), Auntika Na Pibul Mar 2025

ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรปและไทยในบริบทของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (The Problems And Obstacles Regarding The Compliance On The Eu Personal Data Protection Law And The Thai Personal Data Protection Law In The Context Of The Tourism Authority Of Thailand), Auntika Na Pibul

Chulalongkorn University Law Journal

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซึ่งมีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ททท. มีสำนักงานสาขาที่ตั้งอยู่ในเขตสหภาพยุโรป รวมทั้งมีสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคหลายสำนักงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในเขตของสหภาพยุโรปและในประเทศไทย ดังนั้น ททท. จึงอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรปและของไทย แต่อย่างไรก็ตาม ททท. มีการดำเนินกิจกรรมที่มีความหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล จึงก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติตามภาระหน้าที่ตามกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น การบ่งชี้ว่า ททท. มีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลหรือผู้ประมวลผลข้อมูล การบ่งชี้ฐานทางกฎหมายสำหรับการประมวลผลข้อมูลในแต่ละกิจกรรม งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาประเด็นปัญหาและอุปสรรคของ ททท. ในการปฏิบัติตามข้อบังคับทั่วไปเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูล หรือที่เรียกกันว่า General Data Protection Regulation (GDPR) และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมทั้งมุ่งเสนอแนะวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารจัดการปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว เช่น การจัดทำคู่มือกำหนดแนวปฏิบัติขององค์กรในการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่ ททท. จะมีความรับผิดที่เกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อันจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของ ททท. และประเทศไทยต่อไป


กระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัยของประเทศไทย: การริเริ่มให้ความคุ้มครองแก่ประชากรพลัดถิ่นในรัฐที่มิได้เป็นภาคีต่ออนุสัญญาผู้ลี้ภัย (Thailand’S National Screening Mechanism: Initiating ‘Asylum’ Procedures In A Non-Signatory To The 1951 Refugee Convention), Prima Sukmanop Mar 2025

กระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัยของประเทศไทย: การริเริ่มให้ความคุ้มครองแก่ประชากรพลัดถิ่นในรัฐที่มิได้เป็นภาคีต่ออนุสัญญาผู้ลี้ภัย (Thailand’S National Screening Mechanism: Initiating ‘Asylum’ Procedures In A Non-Signatory To The 1951 Refugee Convention), Prima Sukmanop

Chulalongkorn University Law Journal

ประเทศไทยมิได้มีกฎหมายภายในประเทศที่รับรองคุ้มครองสิทธิในการแสวงหาที่ลี้ภัยจากการประหัตประหาร (Right to Seek Asylum from Persecution) ของผู้พลัดถิ่น (Forcibly Displaced Persons) ซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัย (Refugees) เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2566 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้เริ่มคัดกรอง “ผู้ได้รับการคุ้มครอง” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 หรือที่รู้จักกันในนาม National Screening Mechanism (NSM) โดยคนต่างด้าวที่ผ่านการคัดกรองจะได้รับการคุ้มครองจากการถูกบังคับส่งกลับไปยังประเทศต้นทางที่อาจมีภยันตราย (Protection Against Refoulement) แม้ประเทศไทยจะมิได้เป็นภาคีต่ออนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 และพิธีสารที่เกี่ยวข้องก็ตาม แต่กระบวนการคัดกรอง NSM ปรากฏลักษณะสำคัญที่คล้ายคลึงกับกระบวนการพิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัย (Refugee Status Determination: RSD) ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ดำเนินการในประเทศไทยมาหลายทศวรรษ อย่างไรก็ดี เมื่อกระบวนการคัดกรอง NSM ถูกดำเนินงานโดยหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งเป็นกระบวนการภายใต้กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองซึ่งยึดโยงกับความมั่นคงของชาติและผลประโยชน์ทางการเมืองในระดับภูมิภาค จึงอาจมีข้อพิจารณาอื่นนอกเหนือไปจากความเสี่ยงต่อการประหัตประหาร แตกต่างไปจากบริบทความคุ้มครองระหว่างประเทศ อันเป็นเจตนารมณ์ของกระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัยโดยทั่วไป ดังนั้น จึงเกิดข้อถกเถียงว่ากระบวนการคัดกรอง NSM อาจมิใช่กระบวนการพิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัยในระดับชาติตามความคาดหวังของประชาคมโลก แต่เป็นเพียงข้อโต้แย้งภายใต้กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองที่ยังคงปรากฏข้อจำกัดแก่การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และอาจยังมิใช่วิธีการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างยั่งยืน


ปัญหาการวินิจฉัยคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญของศาลปกครอง (Judgment Issues Of The Administrative Court In Community Rights Cases Under The Constitution Of The Kingdom Of Thailand), Adisorn Kongphunpin Mar 2025

ปัญหาการวินิจฉัยคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญของศาลปกครอง (Judgment Issues Of The Administrative Court In Community Rights Cases Under The Constitution Of The Kingdom Of Thailand), Adisorn Kongphunpin

Chulalongkorn University Law Journal

แม้สิทธิชุมชนจะเป็นสิทธิระดับรัฐธรรมนูญมากว่าสองทศวรรษก็ตาม แต่การขาดความชัดเจนในรายละเอียดของสิทธิ นับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการที่ศาลปกครองจะวินิจฉัยรับรองสิทธิชุมชนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จากปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของงานวิจัยฉบับนี้ที่มุ่งศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิชุมชน และคำวินิจฉัยคดีปกครองเกี่ยวกับสิทธิชุมชนของต่างประเทศ เพื่อนำมากำหนดเป็นแนวทางทางกฎหมายในการวินิจฉัยคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิชุมชนในศาลปกครองของไทย ผลการศึกษาพบว่า “สิทธิชุมชน” เป็น “สิทธิเชิงกลุ่ม” ซึ่งมีพัฒนาการมาจากกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดย “ชุมชน” สามารถใช้สิทธิทางศาลได้โดยการมอบหมายให้ปัจเจกบุคล และ/หรือ นิติบุคคล ที่เป็นตัวแทนหรือผู้แทนของชุมชนนำคดีไปฟ้องต่อศาลในนามของชุมชน และในกรณีที่ศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทรงสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญและมีสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น มีสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตในพื้นที่ป่า เป็นต้น แม้ว่าจะมีข้อจำกัดที่ทำให้ศาลไม่สามารถออกคำบังคับให้ผู้ฟ้องคดีเข้าไปดำรงวิถีชีวิตอยู่ในพื้นที่ป่าได้ก็ตาม หากแต่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอค่าสินไหมทดแทนจากการที่ต้องสูญเสียสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง และ/หรือ สิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาด้วย ศาลปกครองย่อมสามารถกำหนดให้ฝ่ายปกครองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีจากการที่ต้องสูญเสียสิทธิดังกล่าวในการดำรงวิถีชีวิตตามจารีตประเพณี ตามบรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลต่างประเทศได้


องค์การการค้าโลกกับวิกฤตโลกร้อน: วิเคราะห์มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (The World Trade Organization And Global Warming Crisis: Analysis On The Carbon Border Adjustment Mechanism Of The European Union), Sakda Thanitcul Mar 2025

องค์การการค้าโลกกับวิกฤตโลกร้อน: วิเคราะห์มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (The World Trade Organization And Global Warming Crisis: Analysis On The Carbon Border Adjustment Mechanism Of The European Union), Sakda Thanitcul

Chulalongkorn University Law Journal

ในปี พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) องค์กรอุทธรณ์ขององค์การการค้าโลก (the World Trade Organization) ได้ให้ความสำคัญของค่านิยมเรื่อง “การอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์” ได้แก่ เต่าทะเล ว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับค่านิยมเรื่อง “ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ” ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เรื่องความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) โดยตัดสินคดีข้อพิพาทระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศอินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย และไทย ว่ามาตรการของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ห้ามนำเข้ากุ้งจากประเทศอินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย และไทยนั้น แม้จะเป็นมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับข้อ 11 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade หรือ GATT) ก็ตาม แต่ก็ได้รับการนิรโทษตามข้อ 20 (จี) ของความตกลงฉบับดังกล่าวเนื่องจากเต่าทะเลเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วสูญสิ้นหมดไป เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างคำตัดสินในข้อพิพาทดังกล่าวกับมาตรการเก็บคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (European Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ EU-CBAM) แล้ว อาจชี้ให้เห็นได้ว่าในอนาคต หากมีข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าวเข้าสู่กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลกแล้ว คณะพิจารณาข้อพิพาทและองค์กรอุทธรณ์ขององค์การการค้าโลกซึ่งตระหนักดีถึงปัญหา “วิกฤตโลกร้อน” ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็มีแนวโน้มสูงที่จะให้ความสำคัญกับค่านิยมสากลเรื่อง “การอนุรักษ์ชั้นบรรยากาศโลก” อันได้แก่ การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกเพื่อไม่ให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส ภายใน พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ไม่น้อยไปกว่าค่านิยมเรื่อง “ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ” และคงจะตัดสินให้มาตรการ EU-CBAM ได้รับการนิรโทษตามข้อ 20 (จี) ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าเช่นเดียวกัน


ปัจจัยเชิงกลยุทธ์และบทบาทของของภาครัฐในการขับเคลื่อนความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจ : กรณีศึกษาองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย, แววไพลิน พันธุ์ภักดี Jan 2025

ปัจจัยเชิงกลยุทธ์และบทบาทของของภาครัฐในการขับเคลื่อนความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจ : กรณีศึกษาองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย, แววไพลิน พันธุ์ภักดี

Journal of Social Sciences

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยเชิงกลยุทธ์และบทบาทของภาครัฐที่ส่งผลต่อความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ภาวะผู้นำ นโยบายองค์กร บุคลากร และการทำงานเป็นทีม และนวัตกรรมและเทคโนโลยี จากการเก็บข้อมูลจากพนักงาน 680 คน ในองค์กรขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการปัจจัยเชิงกลยุทธ์และการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคงและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งสามารถกระตุ้นแรงจูงใจของพนักงาน ส่งผลต่อความยั่งยืนขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ นโยบายองค์กรที่มีแผนกลยุทธ์ชัดเจนและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้องค์กรปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม การลงทุนในนวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนา (R&D) ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างองค์กรให้ยั่งยืน ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายสนับสนุนภาวะผู้นำ การให้สิทธิ ประโยชน์ทางภาษี และการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา อีกทั้งการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ยังช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านขององค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างเป็นระบบ


การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในฐานะการปฏิบัติการทางสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนท้องถิ่นกับผู้อพยพภายใต้ยุคสมัยแห่งการเคลื่อนย้าย : ข้อค้นพบจากการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเข้ามาของผู้อพยพในเอเชียตะวันออก, ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา Jan 2025

การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในฐานะการปฏิบัติการทางสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนท้องถิ่นกับผู้อพยพภายใต้ยุคสมัยแห่งการเคลื่อนย้าย : ข้อค้นพบจากการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเข้ามาของผู้อพยพในเอเชียตะวันออก, ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

Journal of Social Sciences

จุดมุ่งหมายหลักของการวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ คือ การศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับระดับการยินยอมให้ผู้อพยพเข้ามาในเอเชียตะวันออกของ พลเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ผู้วิจัยเลือกใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลด้านวัฒนธรรมของคลังข้อมูลการสำรวจทางสังคมในเอเชียตะวันออก (EASSDA) ฐานข้อมูลดังกล่าวเกิดจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างในภูมิภาคดังกล่าวจำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งมีจำนวนตัวอย่างรวมทั้งหมด 9,029 ราย เมื่อพิจารณาถึงผลการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างโดยส่วนใหญ่ยังไม่เปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมเท่าที่ควร และยินยอมระดับน้อยที่จะให้มีผู้อพยพเข้ามาในภูมิภาคของตน ในส่วนของผลการวิเคราะห์ สถิติเชิงอนุมานด้วยเทคนิคการวิเคราะห์การถดถอยพหุด้วยแบบจำลองโพรบิต ผู้วิจัยพบว่า พฤติกรรมการเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมเกือบทุกรูปแบบ (ยกเว้นการเปิดรับสื่อต่างประเทศ) ได้แก่ การพูดคุยเกี่ยวกับ ประเด็น/ปัญหาระหว่างประเทศกับผู้อื่น การเดินทางไปต่างประเทศ และการมีคนรู้จักเป็นชาวต่างชาติ ต่างเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการยินยอมระดับมากที่จะให้มีผู้อพยพเข้ามาในภูมิภาคดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า ระดับการศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้นมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการยินยอมระดับมากที่จะให้มีผู้อพยพในพื้นที่ของตน แต่ในทางตรงกันข้าม การยึดมั่นในความเป็นชาตินิยมเป็นอย่างมากเข้าข่ายเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งต่อการยินยอมระดับมากที่จะให้มีผู้อพยพเข้ามาในภูมิภาคดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด


สำนักงบประมาณ ของรัฐสภา (Pbo) กับการปรับดุลอำนาจงบประมาณในประเทศไทย, จรัส สุวรรณมาลา, วีระศักดิ์ เครือเทพ, อุมาพร บึงมุม Jan 2025

สำนักงบประมาณ ของรัฐสภา (Pbo) กับการปรับดุลอำนาจงบประมาณในประเทศไทย, จรัส สุวรรณมาลา, วีระศักดิ์ เครือเทพ, อุมาพร บึงมุม

Journal of Social Sciences

ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายถือว่า บทบาทของรัฐสภาในการจัดทำและควบคุมงบประมาณของรัฐเป็นเรื่องสำคัญและไม่อาจทดแทนด้วยกลไกอื่นได้ แต่ในช่วงกว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารมีบทบาทนำในการจัดทำงบประมาณของรัฐ เมื่อไม่นานมานี้เองที่รัฐสภาในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งรัฐสภาไทย เริ่มตื่นตัว และปรับปรุงกระบวนการงบประมาณของรัฐสภา เพื่อกระชับอำนาจของรัฐสภาในการควบคุมงบประมาณให้มากขึ้น หนึ่งในเครื่องมือที่ฝ่ายนิติบัญญัติในประเทศต่าง ๆ นำมาใช้ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในทำหน้าที่ควบคุมงบประมาณของรัฐ คือ การจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภาขึ้น บทความวิจัยนี้ต้องการศึกษาบทบาทของสำนักงบประมาณของรัฐสภาไทย ตลอดจนถึงผลสืบเนื่องที่เกิดจากการจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภาต่อการกระชับอำนาจในการควบคุมงบประมาณของรัฐสภา ผู้วิจัยได้สำรวจเอกสารสัมภาษณ์ บุคลากรของสำนักงบประมาณของรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการฝ่ายบริหาร และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการและการสัมมนา เพื่อสอบทานข้อมูลและแปลความหมายข้อมูลร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลักที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการงบประมาณของรัฐสภา บทความวิจัยนี้บ่งชี้ว่า สำนักงบประมาณของรัฐสภามีส่วนสนับสนุนให้กระบวนการงบประมาณของฝ่ายนิติบัญญัติมีความเข้มแข็งมากขึ้น และมีส่วนช่วยให้รัฐสภาควบคุมงบประมาณของรัฐได้เพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง น่าสังเกตว่า สำนักงบประมาณของรัฐสภาได้ใช้ความสามารถของหน่วยงานในการทำหน้าที่จนถึงขีดจำกัดสูงสุดที่สามารถทำได้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้ครอบคลุมครบถ้วนทุกด้าน รัฐสภาจึงควรแสวงหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถของสำนักงบประมาณของรัฐสภาให้เพิ่มขึ้น


การศึกษาภาพลักษณ์ของประเทศจีนผ่านอีสปอร์ต : การสื่อสาร กลยุทธ์การทูต และการตลาดเชิงเนื้อหา ผ่าน Honor Of Kings และ Arena Of Valor, ธีรติร์ บรรเทิง, พร้อมพรรณ แจ้งการดี Jan 2025

การศึกษาภาพลักษณ์ของประเทศจีนผ่านอีสปอร์ต : การสื่อสาร กลยุทธ์การทูต และการตลาดเชิงเนื้อหา ผ่าน Honor Of Kings และ Arena Of Valor, ธีรติร์ บรรเทิง, พร้อมพรรณ แจ้งการดี

Journal of Social Sciences

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาพลักษณ์รูปแบบการสื่อสารกลยุทธ์การทูตของจีน และศึกษาการตลาดเชิงเนื้อหาผ่านเกม Arena of Valor และ Honor of Kings (2) เปรียบเทียบความสอดคล้อง และความแตกต่างของทั้ง 2 เกม และ (3) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาเนื้อหา รูปแบบการสื่อสาร และกลยุทธ์การทูตผ่านอีสปอร์ตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพโดย การวิจัยเอกสาร (documentary research) และการวิเคราะห์เนื้อหาที่ถูกนำเสนอบนเฟซบุ๊ก 4 เพจ ได้แก่ Honor of Kings, HoK Global Esports, Garena RoV Thailand, และ KingSauce Legends รวบรวมได้ ทั้งหมด 5,300 โพสต์  ผลการศึกษาพบว่า (1) รูปแบบการสื่อสารและการนำเสนอเนื้อหาของเกม Honor of Kings และ Arena of Valor มีความแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของแต่ละเพจเกม Honor of Kings เน้นการนำเสนอให้เห็นถึงรูปแบบการเล่น การประกาศเปิดให้บริการในต่างประเทศ โดยใช้ตัวละครภายในเกมเป็นตัวนำเสนอผ่านรูปแบบวิดีโอความยาวประมาณ 1-3 นาที ด้านกิจกรรมการแข่งขันอีสปอร์ตและเงื่อนไขการแข่งขันของเกม Honor of Kings นำเสนอโดยการใช้ภาพนิ่งของนักกีฬาและภาพอินโฟกราฟิก (Infographic) ในขณะที่เกม Arena of Valor เน้นการนำเสนอเพื่อโฆษณาสินค้าและบริการของเกม รวมถึงการสร้างชุมชนผู้เล่น (communities) ผ่านการใช้ภาพนิ่งและผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ (influencer) (2) การนำเสนอเกม Honor of Kings สามารถสะท้อนภาพของวัฒนธรรมและความสร้างสรรค์ (creativity) เนื่องจากผู้ให้บริการเกมเป็นบริษัทภายในประเทศจีนที่ดำเนินนโยบายของบริษัทตามนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรม (Ministry of Cultural) ของประเทศจีน ในขณะที่การนำเสนอเนื้อหาของเกม Arena of Valor ดำเนินการจากผู้ให้บริการภายนอกประเทศจีน จึงไม่ได้ดำเนินนโยบายของบริษัทตามทิศทางของกระทรวงวัฒนธรรม (Ministry of Cultural) …


Asean Centrality In The Era Of Great Power Competition: Hedging For Survival And Prosperity, William J. Jones, Chanya Supakul Jan 2025

Asean Centrality In The Era Of Great Power Competition: Hedging For Survival And Prosperity, William J. Jones, Chanya Supakul

Journal of Social Sciences

The Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) was formed in 1967 with the Bangkok Conference as a bulwark against the spread of Communism in Southeast Asia. In its 57 years of existence, ASEAN has proven to be a durable organization capable of organizational change. Furthermore, as the oldest and only standing regional organization with full membership of its region, or sub-region, ASEAN has a large degree of credibility in international affairs. With the end of the Unipolar moment where the ‘West’ led by the United States exercised hegemony and the beginning of a multipolar world, ASEAN and its member states …


การเมืองในนโยบายกัญชาของประเทศไทย, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์ Jan 2025

การเมืองในนโยบายกัญชาของประเทศไทย, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์

Journal of Social Sciences

บทความวิจัยนี้ศึกษานโยบายกัญชาของประเทศไทยภายในทิศทางเป็นเสรีนิยมมาก มีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้กัญชาในประเทศไทย และมีความสับสนในความพยายามย้อนกลับไปเป็นอนุรักษนิยมอีกครั้งด้วย จุดประสงค์ศึกษากระบวนการนโยบายกัญชาของประเทศไทยในรายละเอียด มีคำถามวิจัยว่า นโยบายกัญชาของไทยมีลักษณะอย่างไร มีสมมติฐานว่า มีข้อห่วงใยอย่างมากในนโยบายลักษณะเสรีนิยมนี้มีความสับสนที่นโยบาย อาจย้อนกลับเป็นอนุรักษนิยมอีกครั้ง และมีการเมืองอยู่ภายในกระบวนการนโยบายกัญชา งานวิจัยใช้แนวคิดด้านความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์และความชาญฉลาดของประชาธิปไตยเป็นกรอบการศึกษา ประกอบการวิเคราะห์ตอบคำถามวิจัย ขอบเขตด้านเวลาในการศึกษาอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2561-2567 งานวิจัยใช้ข้อมูลทุติยภูมิในการศึกษาประกอบด้วย หลักฐานการรายงานของสื่อมวลชนถึงกระบวนการนโยบายกัญชาไทย และเอกสารนโยบายสาธารณะด้านกัญชา เช่น ประกาศกระทรวง สำหรับข้อค้นพบและการวิเคราะห์ บทความวิจัยถกแถลงถึงความกำกวมในการเป็นสารเสพติดเป็นลักษณะของพืชกัญชา ที่อธิบายด้วยแนวคิดความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ กัญชาได้รับการตีความว่าสามารถใช้ได้ทั้งในทางการแพทย์และในทางสันทนาการด้วย เกิดข้อห่วงใย และจำเป็นต้องติดตามดูแลการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์กัญชาในอาหาร งานวิจัยวิเคราะห์อภิปรายการเมืองภายในนโยบายกัญชาของประเทศไทย เช่น ความพยายามผลักดันให้นโยบายกลับไปเป็นอนุรักษนิยมอีกครั้ง เป็นอีกส่วนหนึ่งของความสับสนของนโยบาย และงานวิจัยถกแถลงว่าความชาญฉลาดของประชาธิปไตยมีความสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายกัญชา


การเล่นพนันออนไลน์บนแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผู้สูงอายุ, ประชาธิป กะทา Jan 2025

การเล่นพนันออนไลน์บนแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผู้สูงอายุ, ประชาธิป กะทา

Journal of Social Sciences

งานวิจัยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาลักษณะพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์บนแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผู้สูงอายุ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดแรงจูงใจในการเล่นพนันออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ และผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่นิยมเล่นพนันออนไลน์ งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการชาติพันธุ์วรรณนาในกลุ่มผู้สูงอายุหลากหลายกลุ่มที่เล่นพนันออนไลน์ งานวิจัยมีข้อค้นพบสำคัญ คือ ผู้สูงอายุที่เล่นพนันออนไลน์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) กลุ่มผู้สูงอายุที่นิยมเล่นการพนันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 2) กลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่เคยเล่นการพนันอย่างจริงจังมาก่อน แต่เล่นพนันออนไลน์ด้วยเหตุผลว่ามีเวลาว่างและคาดหวังรายได้เพิ่ม ปัจจัยที่สร้างแรงจูงใจมีอยู่ 4 ปัจจัยหลัก คือ 1) ความชื่นชอบเล่นพนันเป็นทุนเดิม 2) วิถีชีวิตของผู้สูงอายุ 3) รายได้ที่ลดลงหลังเกษียณ 4) กลยุทธ์การตลาด ส่วนผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่นิยมเล่นพนันออนไลน์ ผู้สูงอายุประเมินตนเองว่าไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่ชัดเจน มีผู้สูงอายุจำนวนน้อยได้รับผลกระทบด้านจิตใจและความสัมพันธ์ในครอบครัว


แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี, อัญชนา สายสร้อย, ดารัณ พราหมณ์แก้ว Jan 2025

แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี, อัญชนา สายสร้อย, ดารัณ พราหมณ์แก้ว

Journal of Social Sciences

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดสวัสดิการสังคมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี 2) ศึกษาการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี 3) เสนอแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี ในเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี จำนวน 374 คน ด้วยตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ส่วนวิธีวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบ สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน โดยเลือกแบบเจาะจงจากปลัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคมเทศบาลเมืองเพชรบุรี และตัวแทนผู้สูงอายุในชุมชน ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุและผลการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยทางการจัดสวัสดิการสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย (R) = 0.728 ซึ่งส่งทางบวกทุกตัว มีประสิทธิภาพในการทำนาย ร้อยละ 53.10 นำมาเขียนเป็นสมการถดถอยได้ดังนี้ tot = 0.271 (X4) + 0.241 (X3) + 0.143 (X2) และ 3) แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คือ 1) ควรส่งเสริมกิจกรรมการสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว 2) ควรจัดตั้งศูนย์บริการผู้สูงอายุเพื่อแก้ปัญหาผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง 3) ควรจัดตั้งศูนย์เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และ 4) ควรจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละช่วงอายุ


การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและความต้องการในวาระท้ายของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์ Jan 2025

การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและความต้องการในวาระท้ายของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม, ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

Journal of Social Sciences

บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะของบริการด้านสุขภาพ และการเข้าถึงของระบบราชทัณฑ์ไทยในการดูแลแบบประคับประคองและการดูแลในวาระท้าย โดยอาศัยแนวคิดสิทธิมนุษยชน สิทธิผู้ต้องขัง แนวคิดการดูแลแบบประคับประคอง และกรอบข้อบังคับระดับสากลและข้อกฎหมายระดับประเทศ ทั้งนี้ ยังมุ่งศึกษาแนวทางการให้บริการด้านสุขภาพในมิติของการดูแลในระยะท้าย ความต้องการของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ และรูปแบบการจัดการกับการตายในเรือนจำ ผ่านกลไกของราชทัณฑ์ไทยที่มีทีมสหวิชาชีพต่าง ๆ เข้ามาให้บริการผู้ต้องขังในระยะท้าย การศึกษาครั้งนี้อาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพ และมีข้อค้นพบประการสำคัญว่า สภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังป่วยต้องเผชิญความยากลำบากในเรือนจำ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อความเจ็บป่วยได้ง่าย สภาพแวดล้อมของเรือนจำไม่สอดรับกับวัยสูงอายุ อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องขังสูงวัยในวาระท้ายของชีวิตได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสากลเทียบเท่าการรักษาในโรงพยาบาลภายนอก ด้วยทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งยังมีบริการระบบการให้เยี่ยมออนไลน์สำหรับผู้ต้องขังในวาระท้ายในเรือนจำ และความต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำ คือ การได้ “กลับบ้าน” ที่นับเป็นข้อค้นพบสำคัญ และเป็นความหวังสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจ


ตัวคูณทางการคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย, ภาวิน ศิริประภานุกูล Jan 2025

ตัวคูณทางการคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย, ภาวิน ศิริประภานุกูล

Journal of Social Sciences

งานศึกษานี้ประเมินค่าตัวคูณทางการคลังโดยอาศัยกระบวนการทางเศรษฐมิติที่เป็นที่ยอมรับวงกว้างในปัจจุบัน โดยทดลองใช้ข้อมูลสะท้อนการใช้จ่ายของรัฐบาลที่แตกต่างกัน 5 ลักษณะ งานศึกษาพบว่าค่าตัวคูณการใช้จ่ายของรัฐบาลอยู่ที่ 0.25-0.49 ซึ่งมีค่าต่ำกว่า 1 อย่างชัดเจน ค่าตัวคูณดังกล่าวสะท้อนความไม่มีประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็กและมีสัดส่วนของภาคเศรษฐกิจนอกระบบในระดับสูง ทั้งนี้ ค่าตัวคูณการใช้จ่ายของรัฐบาลดังกล่าวประเมินขึ้นจากข้อมูลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของรัฐบาลที่มิได้คำนวณรวมการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนของการชำระคืนต้นเงินกู้และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง/ชดใช้ทุนสำรองจ่าย ซึ่งมีความสอดคล้องการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในทางปฏิบัติมากกว่าข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ประเมินค่าตัวคูณทางการคลังในงานศึกษาในอดีต


การสังเคราะห์ภาวะความเป็นเจ้าบ้านบนพื้นฐานของการวิจัยสังคมเชิงประจักษ์ : กรณีศึกษามุมมองเกี่ยวกับผู้อพยพเข้ามาในพื้นที่ปลายทางยอดนิยมของทวีปยุโรป, ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา Jan 2025

การสังเคราะห์ภาวะความเป็นเจ้าบ้านบนพื้นฐานของการวิจัยสังคมเชิงประจักษ์ : กรณีศึกษามุมมองเกี่ยวกับผู้อพยพเข้ามาในพื้นที่ปลายทางยอดนิยมของทวีปยุโรป, ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

Journal of Social Sciences

จุดมุ่งหมายหลักของงานวิจัยนี้คือการสังเคราะห์นิยามและองค์ประกอบของแนวคิด “ภาวะความเป็นเจ้าบ้าน” ซึ่งมีรากฐานจากผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงพหุระหว่างทัศนคติต่อผู้อพยพเข้ามาในประเทศของตนกับภูมิหลังทางประชากร การเมือง และสังคม ของเจ้าบ้านในพื้นที่ปลายทางยอดนิยมของทวีปยุโรป โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลการสำรวจทางสังคมชาวยุโรป ผลการสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่าภาวะความเป็นเจ้าบ้านคือภาวะทางจิตสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นทั้งสำนึกร่วมทางสังคมและความพึงพอใจส่วนบุคคลในฐานะเจ้าบ้าน เกี่ยวกับการยึดถือและปฏิบัติตามเป้าหมายและแนวปฏิบัติว่าด้วยการอาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติ เพื่อนำไปสู่การเปิดใจยอมรับและให้การต้อนรับผู้อพยพอย่างมีไมตรีจิต นอกจากนี้ บุคคลที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อผู้อพยพหรือมีภาวะความเป็นเจ้าบ้านอย่างเด่นชัด ประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมทางการเมือง 2) การได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานอย่างเพียงพอ 3) การมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์อย่างรอบด้าน ตลอดจนรู้เท่าทันอารมณ์และความรู้สึก 4) การคำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะและผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างสมดุล 5) การไม่ยึดติดกับอัตลักษณ์ของตน/พวกพ้องมากเกินไป และ 6) การมีความเห็นอกเห็นใจ/เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น รวมถึงมีมนุษยธรรมและให้ความสนใจแก่สิ่งรอบตัว


วัฏจักรแห่งอำนาจกับวิถีทางการเมืองของชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดีย ภายใต้นโยบายพหุวัฒนธรรม, อภิรัฐ คำวัง Jan 2025

วัฏจักรแห่งอำนาจกับวิถีทางการเมืองของชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดีย ภายใต้นโยบายพหุวัฒนธรรม, อภิรัฐ คำวัง

Journal of Social Sciences

บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาอิสระ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดียในฐานะชุมชนลำดับที่ 3 ภายใต้บริบทนโยบายพหุวัฒนธรรม โดยศึกษาบูรณาการด้านประวัติศาสตร์ สังคมวัฒนธรรม และรัฐศาสตร์ มุ่งพิจารณาถึงการเลือกตั้งทั่วไปกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผลการศึกษาในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ก) สิงคโปร์เปิดพื้นที่เชิงอำนาจทางการเมืองการปกครอง เชื้อสายอินเดียได้เข้าถึงอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติผ่านการเลือกตั้งทั่วไป ระบบกำหนดให้มีเขตเลือกตั้งแบบรายกลุ่มที่มีเชื้อสายอินเดียเป็นสมาชิก (ตั้งแต่ ค.ศ. 1988) ในปัจจุบันสังกัดอยู่ในทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่การสร้างกลุ่มที่มีเชื้อสายตามอุดมการณ์และดำเนินตามนโยบายก็เป็นเรื่องยาก ข) ชุมชนเชื้อสายอินเดียมีประวัติศาสตร์ที่ได้เข้าถึงตำแหน่งระดับสูงในฝ่ายรัฐบาล และการได้เข้าถึงตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดห้าในหกตำแหน่ง นั่นคือ ประธานาธิบดี รัฐมนตรีอาวุโส รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าผู้พิพากษาสูงสุด และประธานรัฐสภา อย่างไรก็ดี ชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดียยังไม่ได้เข้าถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชื้อสายจีนมีจารีตสืบทอดในตำแหน่งนี้มาโดยตลอด


การจัดสวัสดิการเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสร้างความเป็นธรรมทางดิจิทัลแก่ผู้สูงอายุ, เบญจรัตน์ สัจกุล, สุธีรา แสนมนตรีกุล, เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์, โกสิน เทศวงษ์, เบญจพร พุดซา Jan 2025

การจัดสวัสดิการเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสร้างความเป็นธรรมทางดิจิทัลแก่ผู้สูงอายุ, เบญจรัตน์ สัจกุล, สุธีรา แสนมนตรีกุล, เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์, โกสิน เทศวงษ์, เบญจพร พุดซา

Journal of Social Sciences

ความเป็นธรรมทางดิจิทัล เป็นประเด็นที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงมากนักในประเทศไทย ถึงแม้ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งในการเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร บริการ และสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานของรัฐที่ประชาชนควรได้รับ ส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม ผู้คนมักกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางสังคมในภาพกว้าง ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมถูกซ่อนไว้ในทุกมิติของชีวิต ดังนั้น การกล่าวถึงประเด็นชี้เฉพาะเรื่อง “ความเป็นธรรมทางดิจิทัลด้านสื่อและเทคโนโลยี” จึงมีไม่มากนัก นับว่าเป็นช่องว่างขององค์ความรู้ทางวิชาการที่ควรศึกษาทำความเข้าใจเพิ่มเติม พร้อมทั้งหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อจัดสวัสดิการที่เป็นธรรมให้แก่สมาชิกในสังคมอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะประชากรกลุ่มหลักที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ นั่นคือ กลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการเปิดมุมมองทัศนคติที่หลากหลายและกว้างขวางขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดวยาคติ (ageism) ของผู้คนในสังคมที่มีความเชื่อว่า ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มวัยที่ล้าหลัง และตีตรา (stigma) ว่าเป็นกลุ่มประชากรที่ใช้งานสื่อเทคโนโลยีไม่เป็น ในขณะที่สถานการณ์สังคมปัจจุบันมิได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป ซึ่งจากข้อมูลที่ผู้เขียนได้ร่วมกันศึกษาวิจัยในประเด็นนี้ ทำให้ค้นพบองค์ความรู้ชุดใหม่ที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากที่สามารถใช้สื่อเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว ชำนาญ และหมั่นพัฒนาทักษะตนเอง ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ เพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ในทางตรงข้าม มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ยังขาดความรู้และทักษะใช้งานสื่อเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ทำให้พวกเขาถูกตัดขาดจากสังคมบางกลุ่มไปโดยปริยาย รวมทั้งไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและสวัสดิการของภาครัฐได้


การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรกับเส้นทางสู่ความยากจนข้ามรุ่น: กรณีศึกษาครัวเรือนเกษตรกรจังหวัดอำนาจเจริญ, ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ Jan 2025

การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรกับเส้นทางสู่ความยากจนข้ามรุ่น: กรณีศึกษาครัวเรือนเกษตรกรจังหวัดอำนาจเจริญ, ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ

Journal of Social Sciences

เกษตรกรถูกระบุว่าเป็นกลุ่มอาชีพที่ประสบปัญหาความยากจนมากที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะครัวเรือนในชนบทซึ่งมีรายได้น้อย บทความนี้วิเคราะห์การเลื่อนชั้นของเกษตรกรในสังคมชนบทผ่านกรณีศึกษาครัวเรือนเกษตรกร โดยการถกเถียงกับแนวคิดการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรที่ส่งผลต่อการเลื่อนชั้นทางสังคมและความยากจนข้ามรุ่น พบว่าครัวเรือนยากจนมีความพยายามในการยกระดับฐานะทางสังคมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทว่าแต่ละครัวเรือนก็มีข้อจำกัดและเงื่อนไขในการเลื่อนชั้นทางสังคมที่แตกต่างกันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตรที่โอกาส ทรัพยากร และเงินทุน รวมถึงช่องทางการศึกษาของบุตรหลานเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจด้านการพัฒนาครัวเรือน นอกจากปัจจัยส่วนบุคคลแล้ว ปัจจัยเชิงโครงสร้างมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ผลกระทบต่อความยากจนของเกษตรกร และปัญหาด้านการผลิตซ้ำนโยบายที่ส่งผลให้เกิดความยากจนมักจะไม่ได้รับความสนใจในการเป็นข้อถกเถียงในเชิงนโยบาย


การเมืองและยุทธศาสตร์ของการรวมกลุ่มชาวนา : จาก “นาแปลงใหญ่” สู่ความยืดหยุ่นด้วย “กลุ่มขนาดย่อม, วีระ หวังสัจจะโชค Jan 2025

การเมืองและยุทธศาสตร์ของการรวมกลุ่มชาวนา : จาก “นาแปลงใหญ่” สู่ความยืดหยุ่นด้วย “กลุ่มขนาดย่อม, วีระ หวังสัจจะโชค

Journal of Social Sciences

บทความวิจัยนี้ศึกษาความยืดหยุ่นปรับตัวของชาวนาต่อบทบาทของรัฐในการส่งเสริมการรวมกลุ่ม ผ่านนโยบายนาแปลงใหญ่และการตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ว่า การรวมกลุ่มของชาวนาผ่านนโยบายนาแปลงใหญ่มีการเมืองและยุทธศาสตร์ตอบสนองต่อนโยบายรัฐในมิติของตัวเอง ผ่านการแย่งชิงทรัพยากรและงบประมาณของรัฐ โดยดำเนินการวิจัยด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ อย่างการสำรวจเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และการจัดเสวนากลุ่ม โดยใช้กรณีศึกษา 5 พื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลก ผลการศึกษาพบว่า ชาวนามีความยืดหยุ่นปรับตัวต่อนโยบายรวมกลุ่มของรัฐ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มในมิติที่หลากหลายและไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐ จนอาจกล่าวได้ว่า การรวมกลุ่มของนโยบาย “นาแปลงใหญ่” เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ตั้งใจ กลับทำให้เกิดการรวมกลุ่ม “ขนาดย่อม” ของชาวนา เพราะสอดคล้องกับการปรับตัวและผลประโยชน์ของกลุ่มขนาดย่อมที่เห็นชัดเจนมากกว่ากลุ่มขนาดใหญ่ ด้วยการรวมกลุ่มขยาดย่อมสามแนวทาง ประกอบด้วย (1) การรวมกลุ่มขนาดย่อมด้วย “ความจำเป็น” ทางวิถีการผลิต การตลาด และสังคม (2) การรวมกลุ่มด้วยยุทธศาสตร์ในการช่วงชิงทรัพยากรและผลประโยชน์จากภาครัฐ และ (3) การปรับตัวสู่การรวมกลุ่ม เพื่อสร้างฐานทางการเมืองท้องถิ่นและการเคลื่อนไหวทางสังคม


เปรียบเทียบการสร้างรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศตะวันตกและตะวันออก : แนวทางในการทำความเข้าใจการพัฒนารัฐสวัสดิการ, วรรณภา ลีระศิริ, ภาคภูมิ แสงกนกกุล Jan 2025

เปรียบเทียบการสร้างรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศตะวันตกและตะวันออก : แนวทางในการทำความเข้าใจการพัฒนารัฐสวัสดิการ, วรรณภา ลีระศิริ, ภาคภูมิ แสงกนกกุล

Journal of Social Sciences

บทความวิจัยฉบับนี้ศึกษาพัฒนาการของรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศตะวันตกและตะวันออกเพื่อตอบคำถามว่าการนำเอาความสำเร็จของรัฐสวัสดิการตะวันตกมาเป็นต้นแบบเพียงพอและเหมาะสมต่อการสร้างรัฐสวัสดิการของไทยหรือไม่ผ่านการศึกษาพัฒนาการของรัฐสวัสดิการในยุโรปตะวันตก ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และกลุ่มสแกนดิเนเวีย และประเทศที่พัฒนาแล้วในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหมือนและความต่างของทั้งสองกลุ่ม การวิจัยนี้ใช้แนวทางการวิจัยประวัติศาสตร์เชิงสถาบัน (Historical Institutional Approach) เน้นไปที่ปัจจัยทางด้านอุดมการณ์และปัจจัยโครงสร้างเชิงสถาบันเป็นสำคัญ ผลการศึกษาพบว่ารัฐสวัสดิการมีหลากหลายรูปแบบและประวัติศาสตร์เชิงสถาบันมีอิทธิพลต่อการกำหนดเส้นทางการพัฒนารัฐสวัสดิการ การก่อร่างสร้างรัฐสวัสดิการไทยจึงมิอาจลอกเลียนแบบรัฐอื่นได้ทั้งหมดแต่ต้องเข้าใจบริบทและประวัติศาสตร์ของตนเอง ประยุกต์ปรับปรุงให้เหมาะสมกับปัญหาสังคมที่ประสบอยู่ และจำเป็นต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันซึ่งต้องใช้เวลาหลายทศวรรษหรือศตวรรษในการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านอุดมการณ์รัฐสวัสดิการ โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม


พลังแห่งการอดอาหารประท้วง : การอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร?, เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ Jan 2024

พลังแห่งการอดอาหารประท้วง : การอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร?, เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์

Journal of Social Sciences

บทความนี้ศึกษาการอดอาหารประท้วง (hunger strike) ผ่านการรวบรวมและประมวลข้อค้นพบจากงานศึกษาต่าง ๆ บทความอภิปรายใน 3 ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน ได้แก่ ประการแรก โต้แย้งต่อความเข้าใจที่ว่า การอดอาหารประท้วงจะทำงานได้ผลก็เฉพาะในบางเงื่อนไขอย่างการอดอาหารในบริบทประชาธิปไตยหรือการใช้การอดอาหารต่อผู้ที่รักในตัวผู้อดอาหาร  ประการที่สอง เสนอว่าการอดอาหารประท้วงทำงานอย่างไร  และ ประการสุดท้าย การสำรวจปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของการอดอาหารประท้วง  บทความสำรวจภาพรวมกรณีการอดอาหารประท้วงสมัยใหม่เพื่อยืนยันว่า การอดอาหารประท้วงถูกใช้ในบริบทที่หลากหลาย  รวมทั้งในเชิงผลลัพธ์การอดอาหารประท้วงอาจนำไปสู่การได้รับการตอบสนองข้อเรียกร้องแม้ภายใต้ระบอบเผด็จการ  บทความเสนอว่า การอดอาหารประท้วงมีกลไกการทำงานที่สำคัญประกอบด้วย การระดมความสนใจในการสื่อสาร, การระดมการสนับสนุนและความเห็นอกเห็นใจ, การบีบบังคับ, และการเบี่ยงเบนสถานะ ความรับผิด เหล่านี้ทำให้การอดอาหารประท้วงยังคงทำงานได้แม้ถูกใช้ในบริบทที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือใช้ต่อผู้ที่เห็นว่า ผู้อดอาหารเป็นศัตรู


การปรับตัวและการต่อรองของชุมชนชาติพันธุ์ต่อนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านฮ่าง จังหวัดลำปาง, วัชรารินทร์ วงศ์ษานิติ Jan 2024

การปรับตัวและการต่อรองของชุมชนชาติพันธุ์ต่อนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านฮ่าง จังหวัดลำปาง, วัชรารินทร์ วงศ์ษานิติ

Journal of Social Sciences

จากการศึกษา พบว่า นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของรัฐ เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) มาตรการการใช้ที่ดินในเขตลุ่มน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างได้รับผลกระทบทำให้เกิดการสูญเสียที่ดินทำกิน การสูญเสียวิถีไร่หมุนเวียนที่มาแต่เดิม และมีการห้ามใช้ประโยชน์จากป่า ซึ่งผลกระทบที่ชุมชนได้รับนำมาสู่การปรับตัวและการต่อรอง ผลการวิจัยพบว่า การปรับตัวของชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างมีทั้งที่เป็นไปในลักษณะคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน การปรับตัวที่คล้ายคลึงกัน คือ การลดจำนวนปีของไร่หมุนเวียน และการลดขนาดพื้นที่แปลง หรือเลิกการทำไร่หมุนเวียน แต่ความแตกต่างคือชุมชนบ้านกลางยังคงยืนหยัดทำไร่หมุนเวียนอยู่แม้จะต้องปรับรูปแบบและรอบเวลา ในขณะที่ชุมชนบ้านแม่ฮ่างหันมาปลูกพืชเกษตรกรรมผสมผสานและนำการท่องเที่ยวมาเป็นแหล่งรายได้เสริม จึงนำมาสู่การต่อรองของชุมชนทั้งสอง ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวชุมนุม การต่อรองผ่านสื่อออนไลน์ การจัดทำข้อมูลชุมชน และการจัดการทรัพยากรของชุมชน ซึ่งการต่อรองเหล่านี้เป็นการเรียกร้องสิทธิของชุมชน และแสดงให้เห็นถึงการยืนหยัดต่อสู้ในการรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเองที่ชุมชนพิสูจน์ว่าคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล ส่วนผลที่เกิดขึ้นหลังจากการปรับตัวและการต่อรองของชุมชน คือหน่วยงานรัฐประนีประนอมให้ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างมีสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แบ่งพื้นที่ในการเข้าไปเก็บของป่าโดยไม่ต้องขออนุญาตแต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัด และพื้นที่บางส่วนของชุมชนได้รับการกันออกจากพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท นอกจากนี้ทั้งสองชุมชนได้มีส่วนร่วมกับกรมป่าไม้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูป่าไม้ การปลูกป่า รวมถึงการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ข้อมูลร่วมกันกับรัฐ ตลอดจนการบวชป่าที่รัฐได้เข้ามาร่วมพิธีกรรมด้วย ผลที่เกิดขึ้นทำให้รัฐไม่เข้ามาแทรกแซงการจัดการป่าของชุมชนมากนัก เนื่องจากเป็นประเพณีของชุมชนที่มีการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานและรัฐเริ่มเข้าใจในแนวทางการดูแลป่าตามแบบแผนของชุมชนมากขึ้น อย่างไรก็ดี รัฐก็ยังมีบทบาทหลักในการจัดการทรัพยากรผ่านกลไกของกฎหมายหรือนโยบาย และชุมชนยังไม่มีความมั่นคงในถิ่นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างยังเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน และกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรสู่ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และถึงแม้บางส่วนของชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างจะได้รับการกันออกจากพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานฯ แต่ยังมีพื้นที่ส่วนใหญ่ยังอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท โดยอยู่ในขั้นตอบการตรวจสอบสิทธิ์เป็นลำดับไป


นโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน, ปิยะพร ตันณีกุล, วชิรวิชญ์ อิทธิธนาศุภวิชญ์ Jan 2024

นโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน, ปิยะพร ตันณีกุล, วชิรวิชญ์ อิทธิธนาศุภวิชญ์

Journal of Social Sciences

จากการศึกษาวิจัยเรื่องนโยบายและการสร้างเครือข่ายลดความรุนแรงจากอาวุธปืน พบว่ามีนโยบายเกี่ยวกับการลดความรุนแรงจากอาวุธปืนมากมายหลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่มีลักษณะชัดเจนและใช้ได้ผลจริงได้แก่ กฎหมายในรูปแบบใหม่ ๆ การนำนโยบายด้านสาธารณสุขมาปรับใช้ การใช้ชุมชนเป็นฐาน ส่วนนโยบายการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนที่เหมาะสมจะนำมาใช้กับประเทศไทยได้แก่ นโยบายที่ใช้ชุมชนและเครือข่ายเป็นฐาน นโยบายด้านการปรับพฤตินิสัยและสันติวิธี นโยบายด้านการใช้สื่ออย่างมีวิจารณญาณ นโยบายด้านการสาธารณสุขและสุขภาพจิต นโยบายการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย นโยบายด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการสร้างชุมชนต้นแบบการลดความรุนแรงจากอาวุธปืนด้วยการทำข้อตกลงร่วมกันในชุมชน เรียกว่า “ธรรมนูญชุมชนลดความรุนแรงจากอาวุธปืน”


การเรียนรู้ของผู้เข้าชมคนไทยในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิมพ์สิริ อรุณศรี Jan 2024

การเรียนรู้ของผู้เข้าชมคนไทยในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิมพ์สิริ อรุณศรี

Journal of Social Sciences

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีศักยภาพในการเป็นสถานที่บ่มเพาะความรู้และแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สนับสนุนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า การดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์นี้จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทางวิทยาศาสตร์ให้มีลักษณะ รูปแบบและเนื้อหาของนิทรรศการให้สนองต่อการเรียนรู้และความต้องการของประชาชนผู้เข้าชม งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาระดับการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการวิทยาศาสตร์ของผู้เข้าชมชาวไทย พร้อมทั้งปัจจัยบริบทที่มีผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อการเรียนรู้ในนิทรรศการวิทยาศาสตร์ จากผู้เข้าชมกลุ่มครอบครัวจำนวน 25 คู่ (50 คน) ภายใต้บริบทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อกำหนดขอบเขตความรู้ความเข้าใจในปัจจุบันเกี่ยวกับพฤติกรรมการเข้าชมที่บ่งชี้ระดับความลึกของการเรียนรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับนิทรรศการ ตลอดจนปัจจัยที่ผู้เข้าชมระบุว่าส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการ ผลการวิจัยพบว่าผู้เข้าชมกลุ่มผู้ปกครองและกลุ่มบุตรหลานร้อยละ 80 ขึ้นไปมีระดับการปฏิสัมพันธ์ต่อนิทรรศการอยู่ที่ระดับเปลี่ยนผ่านไปสู่ปฏิสัมพันธ์ที่ลึกขึ้น (Transitioning behavior) ถึงระดับปฏิสัมพันธ์ขั้นลึก (Breakthrough behavior) นอกจากนี้ผลการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการชี้ให้เห็นว่านิทรรศการวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันต้องเพิ่มเติมเรื่องสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้ผู้เข้าชมเข้าใจการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และความเกี่ยวข้องของวิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวันของตน รวมไปถึงการรักษาสมดุลการมอบความรู้และความบันเทิงในการออกแบบนิทรรศการ


ผลกระทบ ผลสะเทือน และสิ่งที่ตามมา ขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่ ปี 2563-2564 ต่อการเมืองและสังคมไทย, กนกรัตน์ เลิศชูสกุล Jan 2024

ผลกระทบ ผลสะเทือน และสิ่งที่ตามมา ขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่ ปี 2563-2564 ต่อการเมืองและสังคมไทย, กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

Journal of Social Sciences

ขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ไทยปี 2563-2564 เป็นตัวอย่างขบวนการเคลื่อนไหวที่สามารถระดมการสนับสนุนของมวลชนคนรุ่นใหม่ได้จำนวนมาก แต่ไม่สามารถผลักดันข้อเรียกร้องในการรื้อถอนโครงสร้างและความเป็นอนุรักษ์นิยมของรัฐไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมดังที่ตั้งใจไว้ในช่วงเริ่มต้นการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการล้มรัฐบาลที่นำโดยอดีตผู้นำการรัฐประหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แต่จากการวิจัยกลับพบว่า การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ส่งผลกระทบและสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและการเมืองไทยในมิติอื่น ๆใน 5 มิติ ได้แก่ หนึ่ง การสร้างพลเมืองหนุ่มสาวที่มีความตื่นตัวและพร้อมผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะยาว สอง ความตื่นตัวอย่างต่อเนื่องของแกนนำเก่าและการสร้างแกนนำการเคลื่อนไหวทางการเมืองรุ่นใหม่ในการผลักดันการเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะต่อ ๆไป สาม ความสำเร็จในการผลักดันแนวคิดเสรีนิยมให้กลายเป็นแนวคิดกระแสหลักในสังคมวงกว้างทั้งในสื่อมวลชนและคนรุ่นอื่น ๆ สี่ ความสำเร็จในการสร้างความเป็นสถาบันให้กับพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ และ ห้า การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและนโยบายในระยะยาว