Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social and Behavioral Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 20251 - 20280 of 20619

Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences

การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ: กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, เพียงฟ้า เชาวนะ Jan 2024

การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ: กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, เพียงฟ้า เชาวนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เพื่อศึกษาวิเคราะห์ระบบของการบริหาร การจัดการศึกษาพิเศษในโรงเรียนประชาบดี ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท และเพื่อศึกษาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการบริหารจัดการศึกษาพิเศษของโรงเรียนประชาบดี ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิจัยเชิงเอกสารและวิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 7 คน ผลการศึกษาพบว่า องค์ประกอบของการบริหารจัดการศึกษาพิเศษของโรงเรียนประชาบดีที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท ได้แก่ 1) บุคลากร 2) งบประมาณ 3) เทคโนโลยี 4) นโยบายที่สนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษ 5) การพัฒนาหลักสูตรเฉพาะบุคคล (IEP) 6) การอบรมครูการศึกษาพิเศษ 7) การจัดการเรียนการสอน ดังนั้น ผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ผ่านกระบวนการตามหลักของทฤษฎีระบบ (System Theory) โดยวิเคราะห์สิ่งที่ใช้เป็นทรัพยากรหรือข้อมูลตั้งต้นที่เป็นปัจจัยนำเข้า (Input) ซึ่งได้แก่ บุคลากร งบประมาณ เทคโนโลยี และนโยบายที่สนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษ และใช้ปัจจัยนำเข้ากำหนดกระบวนการ (Process) ในการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะบุคคล (IEP) การอบรมครูการศึกษาพิเศษ และการจัดการเรียนการสอน ได้ส่งผลให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภทในบริบทของโรงเรียนประชาบดีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี และสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของการจัดการศึกษาพิเศษที่มีคุณภาพ


การสำรวจความพึงพอใจ ต่อโครงการฝึกอบรมสัมมนาร่วมกัน ”หลักสูตรต้นกล้าข้าราชการ“ กรมการปกครอง, พัชรพล ธีรานุกูลชัย Jan 2024

การสำรวจความพึงพอใจ ต่อโครงการฝึกอบรมสัมมนาร่วมกัน ”หลักสูตรต้นกล้าข้าราชการ“ กรมการปกครอง, พัชรพล ธีรานุกูลชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

No abstract provided.


ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารและความผูกพันองค์กร กรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, ภัสรานันท์ ทองประสาร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารและความผูกพันองค์กร กรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, ภัสรานันท์ ทองประสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารกับความผูกพันองค์กรของบุคลากรในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลในรูปแบบของแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานภายในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมจำนวน 174 คน มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานภายในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 1 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวก จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่าระดับความผูกพันองค์กรของกลุ่มตัวอย่าง ในภาพรวมและรายด้าน (จำนวน 3 ด้าน) อยู่ในระดับมาก และระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวมและรายด้าน (จำนวน 6 ด้าน) อยู่ในระดับมาก ในส่วนของปัจจัย ส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง (เพศ กลุ่มอายุ กลุ่มระดับตำแหน่งงานที่ปฏิบัติ และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน) พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้พบว่า ปัจจัยภาวะผู้นำภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์กับความผูกพันองค์กรในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภาวะผู้นำรายด้านกับความผูกพันองค์กรรายด้าน พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยภาวะผู้นำด้านการเสริมสร้างจิตสำนึกต่อสังคม มีความสัมพันธ์กับความผูกพันองค์กรในทุกมิติมาเป็นลำดับที่ 1 ดังนั้น ผู้บริหารควรกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาลในองค์กร จัดกิจกรรมอันจะส่งผลให้เกิดการเสียสละเพื่อส่วนรวมและสังคม อาทิ การเพิ่มจำนวนครั้งในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรม “จิตอาสา สำนักงาน ก.ค.ศ.” อย่างต่อเนื่องและหลากหลายรูปแบบ


ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือภัยพิบัติ: กรณีศึกษาการพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการรับมือกับอุทกภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลพุคา จังหวัดลพบุรี, รชาดา พงศ์พีรเดช Jan 2024

ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือภัยพิบัติ: กรณีศึกษาการพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการรับมือกับอุทกภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลพุคา จังหวัดลพบุรี, รชาดา พงศ์พีรเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยการจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือต่อภัยพิบัติ ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับมือต่อภัยพิบัติ และเสนอแนะแนวทางในการเสริมสร้างการทำงานและกลยุทธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัติให้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากขึ้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Methodology) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสัมภาษณ์ร่วมแบบกลุ่ม (Focus Group Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 18 คนจากการศึกษาพบว่า ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์การบริหารส่วนตำบลพุคาต่อการรับมือต่ออุทกภัยทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การวางแผน การบริหารจัดการองค์การ ภาวะผู้นำ การควบคุมการดำเนินการตามขั้นตอน และเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมภาครัฐ ล้วนมีส่วนสนับสนุนในการทำให้เกิดความร่วมมือของประชาชนและ ภาคส่วนต่าง ๆ ในการรับมือกับภัยพิบัติ โดยความร่วมมือดังกล่าวยังเกิดครอบคลุมระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้แก่ การให้ข้อมูลข่าวสาร การรับฟังความคิดเห็น การให้ความเกี่ยวข้อง การสร้างความร่วมมือ และการเสริมอำนาจของประชาชน และวัฏจักรการเกิดภัยพิบัติทั้ง 3 ระยะ คือ ระยะเกิดเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย ซึ่งจากการศึกษาได้พบปัญหาและอุปสรรคของการสร้างความร่วมมือตามปัจจัยในแต่ละด้านที่นำไปสู่การเสนอแนะแนวทางในการเสริมสร้างการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น


ความท้าทายของชุมชนในการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพ, ภิชญทิพย์ โภคา Jan 2024

ความท้าทายของชุมชนในการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพ, ภิชญทิพย์ โภคา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาและเติบโตของเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครทำให้ชุมชนเกิดผลกระทบจากเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การจะอนุรักษ์เอกลักษณ์และคุณค่าทางภูมิปัญญาไว้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายของชุมชน การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยความท้าทายที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพ (2) เพื่อศึกษาแนวทางในการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพ ในบริบทของงานวิจัยนี้ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ประชาชนในชุมชนประชานฤมิตร จำนวน 10 คน ได้แก่ คณะกรรมการชุมชน จำนวน 2 คน ผู้ประกอบการ จำนวน 5 คน ช่างไม้ จำนวน 2 คน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 1 คน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยใช้การวินิจฉัยระบบองค์การของ Cumming & Worley (2015) ปัจจัยจำนวน 7 ด้าน เป็นกรอบในการศึกษา ซึ่งผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพมากที่สุด 4 ด้านตามลำดับ คือ 1. ด้านวัฒนธรรมองค์การ 2. ด้านกลยุทธ์ 3. ด้านระบบทรัพยากรบุคคล และ 4. ด้านสภาพแวดล้อม ซึ่งแนวทางในการอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพ คือ การส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และการมีจิตสาธารณะจะส่งผลให้การจัดการชุมชนประสบความสำเร็จมากที่สุด อีกทั้งการสร้างความเข้มแข็งจากภายในชุมชน จะทำให้การอนุรักษ์ถนนสายไม้บางโพเป็นไปอย่างยั่งยืน


ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสังกัดกรมการปกครอง กรณีศึกษา ปลัดอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดสระบุรี, รัฐกิต กลปราณีต Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสังกัดกรมการปกครอง กรณีศึกษา ปลัดอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดสระบุรี, รัฐกิต กลปราณีต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

No abstract provided.


การศึกษาความล้มเหลวของนโยบายการลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย, รัชรัญญา รุ่งแสวงทรัพย์ Jan 2024

การศึกษาความล้มเหลวของนโยบายการลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย, รัชรัญญา รุ่งแสวงทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย รวมถึงการศึกษากรอบการวิเคราะห์กระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่นำไปสู่ความล้มเหลวของนโยบายการลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากหนังสือที่เกี่ยวข้อง กับแนวคิดเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ แนวคิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการนโยบายสาธารณะและการเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้วิจัยได้ศึกษากรอบกระบวนการนโยบายสาธารณะ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การก่อตัวนโยบาย (2) การกำหนดนโยบาย (3) การตัดสินใจนโยบาย (4) การนำนโยบายไปปฏิบัติ และ (5) การประเมินผลนโยบาย มาวิเคราะห์นโยบายการลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในประเทศไทย ร่วมกับการประเมินผลนโยบาย CIPP Model ของ Stufflebeam โดยประเมิน 4 ด้าน คือ (1) ด้านบริบท (2) ด้านปัจจัยนําเข้า (3) ด้านกระบวนการ และ (4) ด้านผลผลิต ผลการศึกษาพบว่า เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถนำไปใช้ในการเลือกตั้ง ตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ การนำนโยบายไปปฏิบัติจึงไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์และไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นไปตามระดับความสำเร็จ ตามแนวคิดไล่ระดับสีเทาของพื้นที่ระหว่างกลาง (Grey Areas in Between) ของ McConnell คือนโยบายนี้เข้าใกล้ระดับที่ 4 ความสำเร็จแบบสุ่มเสี่ยง คือระดับความสำเร็จที่ปริ่มจะล้มเหลว มีการบรรลุเป้าหมายเพียงเล็กน้อย โดยสาระหลักของนโยบายหันเหออกจากเป้าหมายเดิม และระดับที่ 5 ความล้มเหลว คือระดับที่นโยบายหรือโครงการมีผลตามมาตรวัดที่ล้มเหลวซึ่งบดบังความสำเร็จที่น้อยกว่ามาก และจากการศึกษาการประเมินผลผลิต (Product Evaluation) พบว่าวัตถุประสงค์ในการนำเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ไปปฏิบัตินั้นคือการนำไปใช้ใน การเลือกตั้งระดับชาติ (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา) การเลือกตั้งระดับท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร พัทยา) รวมทั้งการออกเสียงประชามติ แต่ในการนำไปปฏิบัติในความเป็นจริงได้นำไปใช้ในการเลือกตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ การเลือกตั้งในสถานศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ ที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ในหน่วยงาน เมื่อเปรียบเทียบวัตถุประสงค์ที่กำหนดกับการนำนโยบายไปปฏิบัติแล้วจะเห็นได้ว่าการนำนโยบายไปปฏิบัติไม่เป็นไปตามวัตถุระสงค์ กล่าวโดยสรุปคือ เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นได้และไม่ได้ทำให้ประชาชน เกิดความพึงพอใจ เนื่องจากนโยบายนี้ไม่ได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ได้กล่าวไว้ในด้านบริบท หลังจากที่ได้มีนโยบายและได้มีการจัดสร้างเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น การจัด การเลือกตั้งในเวลาต่อมาก็ยังคงใช้บัตรเลือกตั้งในการออกเสียงลงคะแนน เนื่องจากกฎหมายบัญญัติให้ใช้บัตรเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้น นโยบายดังกล่าวจึงไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน


แรงจูงใจกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง) สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรณีศึกษา: จังหวัดนนทบุรี, รุจน์รวี ศรีวิสุทธิลักษณ์ Jan 2024

แรงจูงใจกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง) สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรณีศึกษา: จังหวัดนนทบุรี, รุจน์รวี ศรีวิสุทธิลักษณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจของปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงาปกครอง) ในจังหวัดนนทบุรี 2) ศึกษาแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง) ในจังหวัดนนทบุรี และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง) ในจังหวัดนนทบุรี การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจากปลัดอำเภอในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 52 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 6 คน ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของปลัดอำเภอในจังหวัดนนทบุรีในทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยปัจจัยจูงใจที่ส่งผลมากที่สุด ได้แก่ ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ด้านความสำเร็จของงาน และด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ส่วนปัจจัยค้ำจุนที่ส่งผลมากที่สุด ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านค่าตอบแทนและผลประโยชน์ และด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน


ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการสู่ความยั่งยืนในระดับพื้นที่กรณีศึกษา : การบริหารจัดการน้ำขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี, รัตนชาติ ทองดี Jan 2024

ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการสู่ความยั่งยืนในระดับพื้นที่กรณีศึกษา : การบริหารจัดการน้ำขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี, รัตนชาติ ทองดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาวิธีการขับเคลื่อนการดำเนินงานในการบริหารทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย ในมิติของการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้การดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้ายประสบความสำเร็จ และเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวม ข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และข้อมูลภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้วิจัยใช้การเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อให้ได้กลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลที่สามารถตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ ประกอบด้วย 1.ผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย2.นายอำเภอเลาขวัญและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 3.ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำบาลเขต2 สุพรรณบุรี และผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานทรัพยากรน้ำ เขต7 ราชบุรี และ 4.สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์ข้อค้นพบที่ เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรน้ำและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อที่ในอนาคตจะได้มีการต่อยอดองค์ความรู้ต่อไปเพื่อพัฒนาชุมชน ผลการศึกษาพบว่า การบริหารทรัพยากรน้ำขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองฝ้าย มีการบริหารจัดการที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน การทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย มีขับเคลื่อนการบริหารงานผ่านกลุ่มผู้ใช้น้ำ เน้นไปที่การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชนมีบทบาทสูงในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดอยู่ อัตราค่าน้ำที่ไม่เพียงพอกับต้นทุน ขาดแคลนองค์ความรู้และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มีปัญหาการลักขโมยใช้น้ำและขโมยอุปกรณ์ ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำสำหรับประชาชนในภาคการเกษตร และปัญหาขาดแคลนแหล่งงบประมาณก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารทรัพยากรน้ำ ข้อเสนอแนะหากต้องการที่มีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีความเข้มแข็งต้องส่งเสริมให้ผู้นำชุมชนที่มีความเข้มแข็ง สร้างเครือข่ายการทำงานที่เข้มแข็ง ควรมีการส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการบริหารจัดการน้ำไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตั้งอยู่ตำบลข้างเคียง เพราะในบางกรณีเรื่องของการบริหารจัดการน้ำมีลักษณะของการข้ามเขตตำบล ดังนั้นหากสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ได้จะสามารถทำให้ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำในระดับอำเภอมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้


ความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณเพื่อรองรับการเป็นหน่วยรับงบประมาณตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561, วัชรพงศ์ ขจร Jan 2024

ความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณเพื่อรองรับการเป็นหน่วยรับงบประมาณตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561, วัชรพงศ์ ขจร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณในการรองรับการเป็นหน่วยรับงบประมาณตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) เพื่อประเมินความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณในการรองรับการเป็นหน่วยรับงบประมาณตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3) เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการสำรวจความคิดเห็นและใช้การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 140 คน ที่มาจากการสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) จากเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ครบตามจำนวนที่กำหนด จากนั้นนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS และใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อีกทั้งในกรณีวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ได้เลือกใช้เทคนิคการทดสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient)) เพื่อวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ ผลการศึกษาพบว่า ระดับความพร้อมของเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณในปฏิบัติงานตามกระบวนการงบประมาณ และความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะในการปฏิบัติงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยด้านสมรรถนะในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับระดับความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในปฏิบัติงานตามกระบวนการงบประมาณ โดยมีความสัมพันธ์ภาพรวมอยู่ในระดับสูง ซึ่งหากนำมาพิจารณารายด้านทั้ง 5 ขั้นตอน พบว่า ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเองมากที่สุด โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ด้านความรู้น้อยที่สุด โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางใกล้เคียงกัน อยู่ในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโต เขตพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล สังกัด กรมกิจการเด็กและเยาวชน, วรรณรัตน์ แสงศรี Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโต เขตพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล สังกัด กรมกิจการเด็กและเยาวชน, วรรณรัตน์ แสงศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาความยากจนในประเทศไทยส่งผลให้หลายครอบครัวไม่สามารถเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กได้อย่างทั่วถึง เด็กจึงต้องได้รับการประสานส่งต่อมายังสถานรองรับ สังกัด กรมกิจการเด็กและเยาวชนเพื่อการดูแล พัฒนาเด็กให้มีความเหมาะสมตามช่วงวัยโดยทีมสหวิชาชีพ แต่อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสหวิชาชีพ ต้องประสบปัญหาความยากลำบากในการรับผิดชอบดูแลเด็กจำนวนมาก ในแต่ละสถานรองรับ ทำให้เกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพในการให้คำปรึกษาและเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กอย่างทั่วถึง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโต เขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน การวิจัยนี้เป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักจิตวิทยาและผู้มีประสบการณ์ด้านจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโตจำนวน 5 แห่งในพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่า นักจิตวิทยาที่ปฏิบัติงานในสถานรองรับเด็กโตมีความจำเป็นต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อม การทำงานที่ส่งเสริมการปฏิบัติงาน เช่น การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน การเข้าถึงข้อมูลและเทคนิคที่ทันสมัย รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ความพร้อมในด้านทรัพยากร เช่น อุปกรณ์ที่เหมาะสมและพื้นที่ปฏิบัติงานที่เป็นส่วนตัว ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นใจและคุณภาพของการทำงาน ในด้านวัฒนธรรมองค์กร พบว่า การสร้างวัฒนธรรมที่เน้นความร่วมมือทั้งในระดับบุคคล และระดับทีม รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเจ้าหน้าที่ในระดับต่างๆ จะช่วย เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และลดความตึงเครียดในสถานที่ทำงาน ปัจจัยจูงใจ เช่น การมองเห็นผลลัพธ์ของงาน ในเชิงบวก การได้รับการยอมรับจากหน่วยงานและครอบครัวของเด็ก รวมถึงโอกาสในการพัฒนาความรู้ผ่านการ ฝึกอบรมหรือการสัมมนาเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นักจิตวิทยามุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กใน ความดูแลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การสนับสนุนเชิงนโยบายจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน เช่น การจัดอบรมเฉพาะทางการเพิ่มทรัพยากร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในสถานรองรับให้ดียิ่งขึ้นและเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของนักจิตวิทยาในระยะยาว


ความรู้ความเข้าใจของบุคลากรสำนักงบประมาณเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในการทำงานภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562, วีระพนธ์ ชื่นเช้า Jan 2024

ความรู้ความเข้าใจของบุคลากรสำนักงบประมาณเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในการทำงานภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562, วีระพนธ์ ชื่นเช้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “ความรู้ความเข้าใจของบุคลากรสำนักงบประมาณเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในการทำงานภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์และความท้าทายของบุคลากรสำนักงบประมาณในการทำงาน ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (2) ศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจของบุคลากรสำนักงบประมาณเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (3) หาความสัมพันธ์ของช่องทางการรับรู้ข้อมูลที่มีผลต่อความรู้ความเข้าใจของบุคลากรสำนักงบประมาณเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยเป็นงานวิจัยแบบผสม ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ โดยวิธี การเก็บแบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก มีกลุ่มประชากรเป็นบุคลากร สำนักงบประมาณ จำนวน 31 คน ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรสำนักงบประมาณมีระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในระดับปานกลาง โดยปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีผลต่อความรู้ความเข้าใจของบุคลากรสำนักงบประมาณ สำหรับปัจจัยสภาพแวดล้อม พบว่าสื่อสังคมออนไลน์และโทรทัศน์ มีอิทธิพลต่อความรู้ความเข้าใจของบุคลากร สำนักงบประมาณ ในส่วนข้อเสนอแนะ (1) หน่วยงานควรมีนโยบายในการเสริมสร้างความตระหนักรู้ของบุคลากรเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (2) หน่วยงานควรมีแนวทางการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างชัดเจนและเป็นระบบ (3) หน่วยงานควรมีการปรับเปลี่ยนวิธีการกำหนดเป็นชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านในการเข้าถึงระบบงานต่าง ๆ


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการกรณีศึกษากองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11, ศิริประภา ศิริวัฒนะกุล Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการกรณีศึกษากองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11, ศิริประภา ศิริวัฒนะกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ และเพื่อเสนอรูปแบบหรือมาตรการต่าง ๆ ในการส่งเสริมให้เกิดการสมัครใจเข้าเป็นทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยการใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลการวิจัย โดยประชากรในการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือทหารกองประจำการ กองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 ที่เข้ามาด้วยวิธีการสมัครใจหรือร้องขอ และการจับสลากใบแดงจำนวน 350 นาย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป (SPSS) ประมวลผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยการใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที (Independent – Sample t-test) และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression Analysis) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ทหารกองประจำการกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 ส่วนใหญ่เข้ามาเป็นทหารกองประจำการด้วยวิธีการสมัครใจหรือร้องขอ มีช่วงอายุ 22 – 25 ปี จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาหรือปวช. มีสถานภาพโสด มีการประกอบอาชีพรับจ้างเป็นอาชีพก่อนเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,100.57 บาท โดยปัจจัยจูงใจที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการ ทั้ง 4 ด้านคือ ปัจจัยด้านสื่อประชาสัมพันธ์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์ ปัจจัยด้านความเจริญก้าวหน้า และปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับ มีค่าเฉลี่ยในภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับสูงที่สุด สามารถจัดลำดับค่าเฉลี่ยปัจจัยจากมากไปน้อยได้ดังนี้ กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญต่อปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับเป็นลำดับแรก รองลองมาคือปัจจัยด้านความเจริญก้าวหน้า ปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์ และปัจจัยด้านสื่อประชาสัมพันธ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามลำดับ การทดสอบสมมติฐานพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีวิธีการเข้ามาเป็นทหารกองประจำการที่แตกต่างกันมีระดับจูงใจจากปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการที่แตกต่างกัน และการทดสอบหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการด้วยการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพบว่าปัจจัยด้านสื่อประชาสัมพันธ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการ ในขณะที่ปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับไม่มีผลที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value > 0.05) จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับมีผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการของกลุ่มประชากรตัวอย่างที่เข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 ซึ่งมาจากการที่ตัวแปรด้านสังคมและการยอมรับมีค่าคล้ายคลึงกันระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้งผู้ที่สมัครใจและไม่สมัครใจ ทำให้ตัวแปรเหล่านี้ขาดความแปรปรวนที่เพียงพอสำหรับการแสดงความสัมพันธ์เชิงสถิติที่ชัดเจนในโมเดลโลจิสติกรีเกรสชัน จึงส่งผลให้ผลการวิเคราะห์ไม่แสดงความสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยในครั้งนี้ สามารถนำข้อมูลที่ได้เสนอให้กับกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนา รูปแบบหรือมาตรการในการส่งเสริมให้เกิดการสมัครใจเข้าเป็นทหารกองประจำการ นำมาซึ่งกำลังทหารกองประจำการที่มีประสิทธิภาพ มีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถและด้วยความเต็มใจ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป


ประสิทธิภาพของการใช้งานระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการบริหารงานบุคคลระดับกรม (Dpis) ต่อกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล กรณีศึกษา: กรมการปกครอง, ศิริบวร สุวบวรกุล Jan 2024

ประสิทธิภาพของการใช้งานระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการบริหารงานบุคคลระดับกรม (Dpis) ต่อกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล กรณีศึกษา: กรมการปกครอง, ศิริบวร สุวบวรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการใช้งานระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการบริหารงานบุคคลระดับกรม (DPIS) ต่อกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยใช้กรณีศึกษาจากกรมการปกครอง การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นถึงประสิทธิภาพที่เกิดจากการใช้งานระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการบริหารงานบุคคลระดับกรม (DPIS) ต่อกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรมการปกครอง ปัญหาและอุปสรรค รวมถึงแนวทางในการพัฒนาระบบของการใช้งานระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการบริหารงานบุคคลระดับกรม (DPIS) ของกองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) จากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบ ทั้งด้านความคิดเห็น ประสบการณ์แนวทางการใช้ระบบ DPIS ในการบริหารทรัพยากรบุคคล การใช้งานระบบ DPIS รวมถึงปัญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการใช้งานระบบดังกล่าว โดยใช้แนวทางการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยนำเสียงที่ได้บันทึกจากการสัมภาษณ์มาถอดเทป และนำเนื้อหาที่ได้มาทำการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ที่ปรากฏในการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีความคิดเห็นตอการเปิดใช้งานระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการบริหารงานบุคคลระดับกรม (DPIS) ในทางที่ดี โดยมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การเปิดใช้งานระบบดังกล่าวช่วยให้กระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยผู้บริหารมองว่าการนำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการบริหารงานบุคคลระดับกรม (DPIS) มาใช้ในกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคลเป็นการยกระดับการทำงานให้มีความทันสมัย ตอบสนองการทำงานรูปแบบใหม่ และยังช่วยให้การทำงานมีความสะดวก รวดเร็ว ส่งผลให้การวางแผนและการตัดสินใจเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนผู้ปฏิบัติงานมองว่าการใช้ระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการบริหารงานบุคคลระดับกรม (DPIS) สามารถช่วยให้ การทำงานความรวดเร็ว ลดขั้นตอนไม่จำเป็นได้ และสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีความถูกต้องแม่นยำได้ในทันที ซึ่งก็จะช่วยให้ลดทั้งระยะเวลาในการดำเนินงาน รวมถึงลดงบประมาณที่สิ้นเปลืองจากการทำงานรูปแบบเดิมได้อีกด้วย สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มองว่าระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ การบริหารงานบุคคลระดับกรม (DPIS) ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลมีความเป็นระบบมากขึ้น ระบบช่วยให้เข้าถึงข้อมูลที่มีความถูกต้องแม่นยำได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดระยะเวลาในการดำเนินการ และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่ไม่จำเป็นได้การจัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะ การใช้งานระบบให้แก่บุคลากร และการจัดทำคู่มือการใช้งานระบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่คนในองค์กร


แรงจูงใจในการให้บริการประชาชนด้านงานทะเบียนและบัตรของที่ทำการปกครองอำเภอ กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของสำนักทะเบียนอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี, สิริยาภา พัฒนาภรณ์ Jan 2024

แรงจูงใจในการให้บริการประชาชนด้านงานทะเบียนและบัตรของที่ทำการปกครองอำเภอ กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของสำนักทะเบียนอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี, สิริยาภา พัฒนาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

-


ประสิทธิผลการใช้ระบบการให้บริการงานทะเบียนออนไลน์ (Bora Web Portal) ของกรมการปกครอง กรณีศึกษา สำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นในจังหวัดสระบุรี, สาวิตรี แก้วกูล Jan 2024

ประสิทธิผลการใช้ระบบการให้บริการงานทะเบียนออนไลน์ (Bora Web Portal) ของกรมการปกครอง กรณีศึกษา สำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นในจังหวัดสระบุรี, สาวิตรี แก้วกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาประสิทธิผล ปัญหา และอุปสรรค การใช้ระบบการให้บริการงานทะเบียนออนไลน์ (BORA Web Portal) ของกรมการปกครอง ในขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบสำนักทะเบียนอำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี และสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี โดยการสัมภาษณ์บุคลากรของสำนักบริหารการทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับระบบ BORA Web Portal เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ณ สำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่น ประชาชนผู้ใช้บริการงานทะเบียนด้วยออนไลน์ และประชาชนที่ไม่ได้ใช้ระบบการให้บริการงานทะเบียนออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า การใช้ระบบการให้บริการงานทะเบียนออนไลน์ (BORA Web Portal) ของกรมการปกครอง ในขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบสำนักทะเบียนอำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี และสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ก่อให้เกิดประสิทธิผลในการใช้ระบบการให้บริการงานทะเบียนออนไลน์ 4 ประการ ได้แก่ ประเด็นที่หนึ่ง ความสะดวกในการเข้าถึงระบบการให้บริการงานทะเบียนออนไลน์ เจ้าหน้าที่มีความพร้อมและอุปกรณ์เพียงพอสำหรับบริการประชาชน ประเด็นที่สอง การอำนวยความสะดวกในการรับบริการของประชาชนและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เป็นการลดขั้นตอนและภาระการบริการของเจ้าหน้าที่ และประชาชนสามารถใช้บริการได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องไปติดต่อที่สำนักทะเบียน ประเด็นที่สาม การยกระดับคุณภาพของการบริการให้กับประชาชนได้อย่างเท่าเทียมและหลากหลาย เนื่องจากประชาชนมีทางเลือกในการรับบริการจากภาครัฐเพิ่มขึ้น และประเด็นสุดท้าย เป็นการลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งภาครัฐและประชาชน


การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประโยชน์เกื้อกูลกับพฤติกรรมและเป้าหมายการออมเงินของข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่น Y สังกัด สำนักงานสรรพากรภาค 3, อนันตญา มะลิหอม Jan 2024

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประโยชน์เกื้อกูลกับพฤติกรรมและเป้าหมายการออมเงินของข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่น Y สังกัด สำนักงานสรรพากรภาค 3, อนันตญา มะลิหอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล และความสามารถในการออมกับพฤติกรรมและเป้าหมายการออมเงินของข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่น Y สังกัด สำนักงานสรรพากรภาค 3 และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประโยชน์เกื้อกูลกับพฤติกรรมและเป้าหมายการออมเงินของข้าราชการกลุ่มดังกล่าว ซึ่งเป็นการวิจัยในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่น Y สังกัด สำนักงานสรรพากรภาค 3 จำนวน 260 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Chi-square ผลการศึกษา พบว่า มีปัจจัยส่วนบุคคล ด้านเพศ อายุ สถานภาพ ระดับทางวิชาการ และความสามารถในการออม ด้านการควบคุมตนเอง และความยับยั้งชั่งใจ มีความสัมพันธ์กับการออมเงินเป็นประจำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในส่วนของจำนวนเงินออม มีปัจจัยส่วนบุคคล ด้านอายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ระดับทางวิชาการ และความสามารถในการออม ด้านการควบคุมตนเอง และความยับยั้งชั่งใจ มีความสัมพันธ์กับจำนวนเงินออม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล และความสามารถในการออม กับเป้าหมายการออมเงิน มีปัจจัยส่วนบุคคล ด้านเพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ระดับทางวิชาการ และความสามารถในการออม ด้านความยับยั้งชั่งใจ มีความสัมพันธ์กับเป้าหมายการออมเงิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการได้รับประโยชน์เกื้อกูลจากการทำงานมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมและเป้าหมายการออมเงิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการ : กรณีศึกษาสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.), สุวิดา มหาเดชะกุล Jan 2024

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการ : กรณีศึกษาสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.), สุวิดา มหาเดชะกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการของสำนักงาน ก.พ. ที่มีต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในสังกัดสำนักงาน กปร. และเพื่อวิเคราะห์หาแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการให้เหมาะสมกับบริบทของส่วนราชการขนาดเล็ก งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 11 คน ผลการศึกษาพบว่า การปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการ ทำให้เกิด 1) ผลกระทบด้านระยะเวลา กล่าวคือกระบวนการสรรหามีขั้นตอนเพิ่มขึ้น ทำให้ใช้ระยะเวลาในการสรรหาเพิ่มมากขึ้น และ 2) ผลกระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือผู้รักษาการในตำแหน่งประเภทอำนวยการที่ว่างต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากการทำงานควบสองตำแหน่ง ในขณะเดียวกัน การทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาก็มีความติดขัดไม่คล่องตัวในการทำงานจากการที่ผู้บังคับบัญชาของตนที่เป็นตำแหน่งประเภทอำนวยการยังคงว่าง โดยแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการให้เกิดความคล่องตัวลดระยะเวลา มีความยืดหยุ่น และยังคงไว้ซึ่งความโปร่งใสไว้ ทำได้โดยการทบทวนระยะเวลาในการประกาศรับสมัครข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรอง และทบทวนข้อดีและข้อเสียของการเลือกระยะเวลาในการขึ้นอายุบัญชีผู้ผ่านการกลั่นกรอง


ปัจจัยความสำเร็จในงานของเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคูคต, อภิรัฐ วรรณา Jan 2024

ปัจจัยความสำเร็จในงานของเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคูคต, อภิรัฐ วรรณา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในงานของเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคูคต ในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมปัญหา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนะ ด้านต่าง ๆ รวมทั้งแนวทางการสนับสนุนความสำเร็จในงานและการพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคูคต โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน ซึ่งทำหน้าที่พนักงานสอบสวนเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ รองผู้กำกับการ (สอบสวน), สารวัตร (สอบสวน) และรองสารวัตร (สอบสวน) โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การวางแผน เป็นกระบวนการที่ช่วยกำหนดขั้นตอนที่ชัดเจน และลดความซ้ำซ้อน 2) การจัดการองค์กร โดยการกำหนดโครงสร้างหน้าที่ ความรับผิดชอบ การบริหารทรัพยากรและการบริหารบุคลากรอย่างเหมาะสม สามารถป้องกันความล่าช้าในคดีและลดความซ้ำซ้อน 3) การสั่งการ โดยการบังคับบัญชาตามลำดับชั้นยศ คำสั่งจากผู้บังคับบัญชาต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน มีระเบียบแบบแผน มีหลักการ มีเหตุผลรองรับ เป็นไปตามหลักยุติธรรมและชอบด้วยกฎหมาย ไม่เอารัดเอาเปรียบ หรือดูถูกผู้ใต้บังคับบัญชา โดยผู้บังคับบัญชามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการปฏิบัติงาน ต้องกำกับดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร 4) การประสานงาน จำเป็นต้องประสานงานกับหน่วยงานอื่นบ่อยครั้งในการรวบรวมแสวงหาข้อมูลและพยานหลักฐานที่สำคัญในการดำเนินคดีและส่วนใหญ่ได้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เพื่อยืนยันความผิดของผู้ต้องหา หรือยืนยันความบริสุทธิ์ 5) การควบคุม โดยการควบคุม การสอบสวน ควบคุมระยะเวลาที่เหมาะสมในการรวบรวมหลักฐาน สามารถปฏิบัติตามแนวทาง มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เพื่อพัฒนาการดำเนินงานเพื่อพัฒนาความสำเร็จในงานของเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคูคต ควรมีการเพิ่มเติมพัฒนาปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้านทักษะความรู้ เทคโนโลยี ทรัพยากร กำลังบุคลากร การประเมิน ซึ่งสอดคล้องกับการให้รางวัลหรือให้ปรับปรุงและความหลากหลายทางช่วงอายุ ผู้บริหารจึงควรมีการปรับรูปแบบและพัฒนาการบริหารงาน ให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจงานประจำตำแหน่งในหน้าที่ของพนักงานสอบ[WS1] สวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมความเชื่อมั่นในองค์กร สร้างความปลอดภัย และความเป็นธรรมในสังคม [WS1]ย่อหน้านี้เหมือนมาจากบทที่ 2 มากกว่างานของนิสิตค่ะ ให้ใส่ข้อสรุปสิ่งที่นิสิตพบเลยค่ะ เช่นเรื่องความต่างของวัยผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้ฯ เรื่องทรัพยากร รวมไปถึงแนวทางการพัฒนาแต่ละเรื่องค่ะ ตามบทที่ 4 และ 5 ค่ะ อย่าเขียนเพียงรายละเอียดทั่วไปค่ะ


แนวทางการแก้ไขปัญหาภาครัฐในประเด็นความยากจน กรณีศึกษา ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.), อัญชราภรณ์ ไทยทอง Jan 2024

แนวทางการแก้ไขปัญหาภาครัฐในประเด็นความยากจน กรณีศึกษา ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.), อัญชราภรณ์ ไทยทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาภาครัฐในประเด็นความยากจน กรณีศึกษา ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เป็นการศึกษาผ่านงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ผู้ศึกษาได้ศึกษาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของภาครัฐไทย และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจน ผลการศึกษาพบว่า การคงอยู่ของการคณะกรรมการฯ ระดับนโยบายมีผลต่อการดำเนินการ ประกอบกับระบบราชการไทย ที่มีโครงสร้างการบริหารและการดำเนินการที่ชัดเจนเป็นแบบแผน การบริหารบุคลากรมีหน้าที่ชัดเจน และเน้นการดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ระบบราชการไทยยังมีวัฒนธรรมที่เน้นระบบอาวุโสและความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในอาชีพมากกว่าผลสัมฤทธิ์ บุคลากรยึดมั่นในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่ละหน่วยงานมีระบบบังคับบัญชาเป็นเอกเทศ รวมไปถึงการแบ่งอำนาจหน้าที่ที่มีความชัดเจนภายใต้กฎหมาย ถึงแม้ว่าภารกิจของหน่วยงานมีการแต่งตั้งผ่านกฎหมาย แต่ยังพบความซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการดำเนินงาน ขาดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และความคิดริเริ่มจากความยึดถือในระเบียบปฏิบัตินอกจากนี้ ในส่วนของการแก้ไขปัญหาความยากจนพบว่า ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาเป็นปัญหาระดับชาติมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการเป็นตัวกลางในการบูรณาการการแก้ไขปัญหาความอยากจน โดยในปัจจุบัน ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เป็นกลไกกลางที่มุ่งเน้นให้มีการบูรณาการในการแก้ไขปัญหาความยากจน อย่างไรก็ดี ศจพ. เป็นกลไกแบบคณะกรรมการซึ่งอาศัยอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการคงอยู่ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้การดำเนินการไม่เป็นอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนสำคัญหลักที่ทำให้เกิดการการบูรณาการที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน


เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันการคลังอิสระ, เกียรติกร อัตรสาร Jan 2024

เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันการคลังอิสระ, เกียรติกร อัตรสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเมืองและการคลังไทยส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการงบประมาณให้ควรมีการจัดตั้งสถาบันการคลังอิสระเพื่อสนับสนุนการพิจารณาอนุมัติและติดตามการบริหารงบประมาณ รวมถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ งานชิ้นนี้จึงมุ่งศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการจัดตั้งด้วยแนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมืองที่วิเคราะห์บทบาทหน้าที่ ระบบสถาบัน ประโยชน์หรือผลกระทบ อุปสรรคหรือความอ่อนไหว รวมถึงวิธีการและรูปแบบในการจัดตั้งขึ้นใหม่หรือพัฒนาสู่สถาบันการคลังอิสระ โดยใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพจากข้อมูลปฐมภูมิที่สัมภาษณ์แบบเจาะลึกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา/ศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี นักวิชาการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 11 คน ร่วมกับข้อมูลทุติยภูมิจากการรวบรวมเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า สถาบันการคลังอิสระจะส่งผลดีต่อกระบวนการงบประมาณ โดยเฉพาะการตัดสินใจพิจารณาอนุมัติงบประมาณบนพื้นฐานข้อมูลสารสนเทศจากสถาบันที่มีความเป็นอิสระ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์ด้านการเงิน การคลัง และการงบประมาณ วิเคราะห์ การบริหารงบประมาณ ความคุ้มค่า และผลกระทบ รวมถึงวิเคราะห์ระดับมหภาคและร่างกฎหมายด้านการเงินการคลัง ทั้งนี้ ภายใต้ความเหมาะสมกับบริบททางการเมือง การคลัง เศรษฐกิจและสังคมของไทย ซึ่งมีอิทธิพลต่อการจัดตั้งขึ้นใหม่หรือพัฒนาสำนักงบประมาณของรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สู่สถาบันการคลังอิสระ


ความเป็นเมืองและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในบริบทของไทย, ศุภสิน อิทธิพัทธ์วงศ์ Jan 2024

ความเป็นเมืองและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในบริบทของไทย, ศุภสิน อิทธิพัทธ์วงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเมืองและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในระดับจังหวัดของไทย โดยแยกวิเคราะห์ความเป็นเมืองออกเป็นสองมิติ ได้แก่ ประชากรและเศรษฐกิจ รวมถึงพิจารณาอิทธิพลเชิงเปรียบเทียบระหว่างการพัฒนาเมืองตามกลไกรัฐและกลไกตลาดต่อความเหลื่อมล้ำทางรายได้ การวิเคราะห์ยังใช้ข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ประกอบ ซึ่งได้แก่ เซลล์กริดประชากรและแสงสว่างในยามกลางคืน ร่วมกับแบบจำลองเศรษฐมิติเชิงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจพลวัตเชิงพื้นที่ระหว่างจังหวัด ผลการศึกษาพบว่า ความเป็นเมืองในมิติด้านประชากรมีความสัมพันธ์ในรูปแบบตัว N กับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในจังหวัดตนเองและจังหวัดเพื่อนบ้าน ส่วนความเป็นเมืองในมิติด้านเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์ในรูปแบบตัว N กลับด้านกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในจังหวัดตนเอง และมีความสัมพันธ์ในรูปแบบตัว N กับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในจังหวัดเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังพบว่าการพัฒนาเมืองตามกลไกรัฐช่วยให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของจังหวัดในกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมการพัฒนาลดลงร่วมกัน หากขนาดของกลุ่มจังหวัดไม่ใหญ่เกินไป ดังนั้น นโยบายการส่งเสริมการพัฒนาจึงควรมุ่งเน้นไปที่การกระจายทรัพยากรจากจังหวัดที่มีความเป็นเมืองสูงเกินไปสู่จังหวัดที่มีความเป็นเมืองต่ำเกินไป โดยเฉพาะ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่าง พร้อมทั้งกำหนดขนาดกลุ่มจังหวัดที่ได้รับการส่งเสริมตามนโยบายไม่เกินประมาณสิบจังหวัด


พลวัตของค่าเช่าทางเศรษฐกิจในห่วงโซ่มูลค่าโลกและการจัดสรรโดยรัฐ: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยระหว่างการเปลี่ยนผ่าน, ดอม กัณฑ์พินิจชา Jan 2024

พลวัตของค่าเช่าทางเศรษฐกิจในห่วงโซ่มูลค่าโลกและการจัดสรรโดยรัฐ: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยระหว่างการเปลี่ยนผ่าน, ดอม กัณฑ์พินิจชา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในห่วงโซ่มูลค่าโลก (GVC) ความสามารถของบริษัทในการเก็บรับและสะสมค่าเช่าทางเศรษฐกิจ อันหมายถึงผลกำไรที่เพิ่มเติมพิเศษจากผลตอบแทนขั้นพื้นฐาน มีความสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ค่าเช่าภายนอกจากการจัดสรรโดยรัฐมีบทบาทในการกำหนดโครงสร้างของอุตสาหกรรมเช่นกัน งานวิจัยนี้สำรวจพลวัตของค่าเช่าในห่วงโซ่มูลค่าโลกผ่านกรณีศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการมุ่งเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างค่าเช่าเชิงนโยบายกับค่าเช่าในห่วงโซ่มูลค่าโลก โดยพิจารณาพลวัตดังกล่าวนี้ตลอดเส้นทางที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การก่อตั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมาจนถึงการเปลี่ยนผ่านที่สร้างความพลิกผันสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งขับเน้นภูมิทัศน์ของผลประโยชน์และอำนาจในอุตสาหกรรม ข้อค้นพบของการศึกษาเผยความสัมพันธ์ระหว่างวิถีการจัดสรรค่าเช่าของรัฐกับอำนาจต่อรองของรัฐในฐานะตัวแทนของอุตสาหกรรมท้องถิ่นต่อบริษัทข้ามชาติในห่วงโซ่มูลค่าโลก การศึกษาวิจัยนี้แสดงบทบาทของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนโยบายรัฐกับการลงทุนจากต่างชาติในการสร้างวงจรที่มีอิทธิพลในการประกอบสร้างอุตสาหกรรมที่พัฒนาตามหลัง โดยเสนอมุมมองเกี่ยวกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในเศรษฐกิจเกิดใหม่


การสะสมทุนของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ ผลกระทบจากการเติบโตและการกระจายรายได้, บุญวิศษา ไชยรัตนะ Jan 2024

การสะสมทุนของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ ผลกระทบจากการเติบโตและการกระจายรายได้, บุญวิศษา ไชยรัตนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะของกระบวนการสะสมทุนของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ และวิเคราะห์ผลกระทบของการสะสมทุนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ในประเทศไทย โดยศึกษาข้อมูลการประกอบธุรกิจใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมของกลุ่มการเมือง "บ้านใหญ่" ทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ จากฐานข้อมูล Orbis และ CredanData ซึ่งทำให้ทราบถึงข้อมูลการเปลี่ยนแปลง ลักษณะการผลิตของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ในระหว่างปี พ.ศ. 2491-2566 โดยการวิจัยในครั้งนี้ได้รวบรวมข้อมูลของธุรกิจกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่จำนวน 1,244 แห่ง โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์การเติบโตและการกระจายรายได้ของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ ซึ่งการวิเคราะห์จะใช้ทฤษฎีการสะสมทุนและเทคโนโลยีถดถอย ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มการเมืองบ้านใหญ่มีการสะสมทุนผ่านการลงทุนในธุรกิจหลากหลายประเภท โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี การผลิตมีลักษณะที่ถดถอยไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ทุนเป็นหลักแต่ไม่มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม


ลักษณะการสะสมทุนของกลุ่มทุนค้าปลีกรายใหญ่ของไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545-2565: กรณีศึกษา กลุ่มเซ็นทรัล, กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่มทีซีซี, อดิศา ชูดวง Jan 2024

ลักษณะการสะสมทุนของกลุ่มทุนค้าปลีกรายใหญ่ของไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545-2565: กรณีศึกษา กลุ่มเซ็นทรัล, กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่มทีซีซี, อดิศา ชูดวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาลักษณะการสะสมทุนของกลุ่มทุนค้าปลีกสมัยใหม่ของไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2545-2565 ผ่านกรณีศึกษา 3 ราย ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่มทีซีซี โดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับทุนของปิแอร์ บูดิเออ มาวิเคราะห์ลักษณะของทุนที่สะสม และใช้ Structure Conduct Performance Model มาเป็นส่วนประกอบ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ภาพการสะสมทุนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบว่าลักษณะการสะสมทุนของกลุ่มทุนค้าปลีกสมัยใหม่ของไทยมี 6 รูปแบบ คือ 1) สะสมทุนผ่านขยายสาขาภายในประเทศ 2) สะสมทุนผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี 3) สะสมทุนผ่านการสะสมเครือข่ายทางการเมือง 4) สะสมทุนจากส่วนเกินของซัพพลายเออร์ 5) สะสมทุนผ่านการขูดรีดแรงงาน และ 6) สะสมทุนผ่านการลงทุนในต่างประเทศ


การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : กรณีศึกษาสามย่านสมาร์ทซิตี้, พรรษวุฒิ พวงสุวรรณ Jan 2024

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : กรณีศึกษาสามย่านสมาร์ทซิตี้, พรรษวุฒิ พวงสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในบริบทของการพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21 แนวคิด "เมืองอัจฉริยะ" (Smart City) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย ผ่านกรณีศึกษาสามย่านสมาร์ทซิตี้ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การบริหารของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานวิจัยชิ้นนี้ใช้กรอบแนวคิด 3RC (Restrictive, Reflective, Rationalistic/Pragmatic และ Critical Schools of Thought) ในการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาเมือง พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาในต่างประเทศ เช่น Songdo (เกาหลีใต้), Amsterdam (เนเธอร์แลนด์) Medellín (โคลอมเบีย) และ Silicon Valley (สหรัฐอเมริกา) เพื่อสังเคราะห์บทเรียนที่สามารถนำมาปรับใช้ในบริบทไทย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี การมีส่วนร่วมของชุมชน และ การรักษาความยั่งยืน งานวิจัยชิ้นนี้ยังเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยที่ถอดบทเรียนจากต่างประเทศ เพื่อให้การพัฒนาสามย่านสมาร์ทซิตี้สามารถเป็นต้นแบบสำหรับโครงการเมืองอัจฉริยะอื่น ๆ ในอนาคต โดยตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนอย่างแท้จริงและยั่งยืนในระยะยาว


Structural Analysis Of Thailand's Economy During The “Developmental Era” From 1957 To 1997 Using The Social Structure Of Accumulation Theory, Paworn Kiatyutthachart Jan 2024

Structural Analysis Of Thailand's Economy During The “Developmental Era” From 1957 To 1997 Using The Social Structure Of Accumulation Theory, Paworn Kiatyutthachart

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis tried to describe the progress of growth and recession of the Thai economy during the “developmental era” of the 1950s to 2000s. The main objective of this thesis is to find Thailand’s Social Structure of Accumulation, using it to trace back to the “critical junctures” and then describe the trajectory of Thailand’s economic development. The Social Structure of Accumulation is obtained by calculating the rate of profit to identify “long waves” of changes in the rate of profit, and also through documentary research of both primary and secondary sources to find a “set of structures” related to the …


กระบวนการกำหนดนโยบายจัดการ ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ, อิษยา อนิวรรตน์ Jan 2024

กระบวนการกำหนดนโยบายจัดการ ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ, อิษยา อนิวรรตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษาชิ้นนี้ใช้กรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่เป็นกรอบการวิเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงแนวคิดของรัฐต่อการกำหนดนโยบายด้านการให้ความคุ้มครองทางสังคมด้านสุขภาพ รวมถึงศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านการจัดการ ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ผ่านการอธิบายถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนร่วมในตลาดการเมืองของการกำหนดนโยบาย ได้แก่ อุปสงค์ (กลุ่มผลักดันเรียกร้องนโยบาย) และอุปทาน (กลุ่มมีอำนาจที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจ) งานชิ้นนี้ใช้การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ร่วมการสัมภาษณ์เชิงลึกกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า ภายใต้กระบวนการกำหนดนโยบาย ตัวแสดงในฝั่งอุปทานมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตั้งแต่การก่อตัว การตัดสินใจแบบรวมศูนย์ และนำนโยบายไปบังคับใช้ เนื่องจาก รัฐให้อำนาจและได้ใช้องค์ความรู้เฉพาะทางเป็นตัวชี้นำ ในขณะที่ตัวแสดงฝั่งอุปสงค์ยังต้องอยู่ภายใต้สภาวะพึ่งพิงจากรัฐ ทำให้ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายในตอนต้น แต่กลุ่มดังกล่าวจะเริ่มมีบทบาทนำและพลังการต่อรองกับรัฐเพิ่มขึ้นในช่วงการสะท้อนกลับของนโยบาย จึงส่งผลลบต่อการกระจายทรัพยากร ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ และการเลือกปฏิบัติกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ รวมถึงต้นทุนธุรกรรม ทั้งนี้ การตัดสินใจเลือกนโยบายของกลุ่มอุปทานนโยบายเป็นผลโดยตรงจากโครงสร้างการให้คุณค่าของสถาบันไม่ทางการ (วัฒนธรรม ค่านิยม จารีตประเพณี) ที่ฝังลึกมีกรอบคิดและการให้คุณค่าที่ไม่สนับสนุนความเท่าเทียมเชิงสุขภาพของสถาบันทางการ ส่งผลให้แม้จะมีกฎ กติกา (สถาบันทางการ) ระบุถึงประเด็นด้านความเท่าเทียม แต่ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประสิทธิภาพของสถาบันในการจัดสรรทรัพยากรและการให้บริการด้านสาธารณสุขจึงสามารถไม่เป็นธรรมและมีความแตกต่างระหว่างแรงงานไทยกับแรงงานข้ามชาติตามการเลือกให้ความสำคัญกับกลุ่มคนซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้ ข้อเสนอแนะสำหรับงานคือ เสนอให้ปรับเปลี่ยนกลไกทางสถาบันเพื่อให้เกิดความเสมอหน้าและปรับโครงสร้างให้สามารถรองรับกับวิกฤตทางสุขภาพในอนาคต


การศึกษาผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบในตลาดแรงงานไทย, ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์ Jan 2024

การศึกษาผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบในตลาดแรงงานไทย, ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบในตลาดแรงงานไทย โดยจะแบ่งผลลัพธ์ของตลาดแรงงานเป็น 2 ตัว คือ ชั่วโมงการทำงานต่อวัน และค่าจ้างต่อวันของแรงงานนอกระบบ และทำการศึกษาผ่านการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค Difference-in-Differences (DiD) Regression โดยการศึกษานี้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มโดยใช้เกณฑ์ระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในระดับจังหวัดเป็นเกณฑ์ในการแบ่งกลุ่ม คือ กลุ่มทรีตเมนต์และกลุ่มเปรียบเทียบ และศึกษาผ่านตัวแปรควบคุม ประกอบด้วย ภาคที่อยู่อาศัย เขตการปกครอง อายุเพศ ระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส สถานะการทำงาน ประเภทอาชีพ และประเภทอุตสาหกรรม การศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร (Labor Force Survey: LFS) และการสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2561 พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2564 ที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในส่วนของข้อมูลความรุนแรงของสถานการณ์โควิดระดับจังหวัด ใช้ข้อมูลจากประกาศคำสั่งการกำหนดเขตพื้นที่ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ตามคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อประเมินผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ Difference-in-Differences (DiD) Regression โดยผลการวิจัย พบว่า การแพร่ระบาดของโควิด 19 นั้นส่งผลกระทบเชิงลบต่อค่าจ้างต่อวันและจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อวันของแรงงานนอกระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดย ค่าจ้างต่อวันของแรงงานนอกระบบในกลุ่มทรีตเมนต์ลดลงเฉลี่ย -53.97 บาท และ ชั่วโมงทำงานต่อวันของแรงงานนอกระบบในกลุ่มทรีตเมนต์ลดลงเฉลี่ย 0.09 ชั่วโมง (5.4 นาที) เมื่อเทียบกับแรงงานนอกระบบในกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับร้อยละ 1 และระดับร้อยละ 10 ตามลำดับ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อชั่วโมงการทำงานและค่าจ้างของแรงงานนอกระบบ พบว่า แรงงานนอกระบบที่ทำงานในกรุงเทพมหานครนั้นจะมีค่าจ้างต่อวันและชั่วโมงการทำงานต่อวันที่มากกว่าแรงงานนอกระบบในภูมิภาคอื่น ๆ แรงงานเพศหญิงจะมีค่าจ้างต่อวันและชั่วโมงการทำงานต่อวันที่น้อยกว่าแรงงานเพศชาย นอกจากนี้ในส่วนของระดับการศึกษา พบว่า ระดับการศึกษาของแรงงานมีความสัมพันธ์กับงานที่แรงงานทำ หากมีระดับการศึกษาที่สูงย่อมมีทางเลือกในการเลือกงานที่ทำที่มีระดับของค่าจ้างที่มากกว่าแรงงานที่มีการศึกษาต่ำกว่า เพราะแรงงานนอกระบบที่มีระดับการศึกษาไม่สูงมากอาจมีทางเลือกในการเลือกทำงานที่น้อยกว่า และงานอาจไม่ได้มีความมั่นคงมากนัก ซึ่งการศึกษาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการ แผน และนโยบาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ


การสะสมทุนและการเลื่อนสถานะทางสังคมของไอดอลเกาหลี, พัทธนันท์ ทรัพย์เจริญ Jan 2024

การสะสมทุนและการเลื่อนสถานะทางสังคมของไอดอลเกาหลี, พัทธนันท์ ทรัพย์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษาชิ้นนี้มุ่งศึกษากระบวนการสะสมทุนและการเลื่อนระดับทางสังคมของไอดอลเกาหลี โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการสะสมทุนของไอดอลเกาหลีที่มีช่วงระยะเวลาเดบิวท์ที่ใกล้เคียงกันจำนวนสองวง ได้แก่ วง EXO ซึ่งเป็นกลุ่มไอดอลที่มีพื้นฐานของทุนทางเศรษฐกิจสูง และวง BTS ซึ่งเป็นกลุ่มไอดอลที่มีพื้นฐานของทุนทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า เพื่อนำมาวิเคราะห์กระบวนการสะสมทุนในมิติต่าง ๆ ที่เป็นผลทำให้ตำแหน่งทางสังคมจากไอดอลในฐานะศิลปินของประเทศเกาหลีใต้เลื่อนระดับ ทางสังคมไปสู่การเป็นไอดอลที่มีชื่อเสียงระดับโลกผ่านการใช้แนวคิดเรื่องทุนของบูดิเยอร์ ผลการศึกษาพบว่าความแตกต่างทางสังคมในช่วงแรกเกิดจากความแตกต่างของทุนทางเศรษฐกิจจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทต้นสังกัด โดยวง EXO เป็นกลุ่มที่มีความได้เปรียบจากการเป็นไอดอลของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์สูง ซึ่งเอื้อต่อการสร้างทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมที่สูงไปด้วย และทำให้วง EXO สามารถสร้างทุนทางสัญลักษณ์ทางด้านชื่อเสียงจนเลื่อนระดับทางสังคมได้อย่างรวดเร็ว ในส่วนของวง BTS เป็นไอดอลของบริษัทขนาดเล็กที่มีทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมที่ต่ำกว่า แต่นำเอาประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสร้างเครือข่ายทางสังคมจนทำให้วง BTS ได้รับการยอมรับจากสังคมและเกิดการเลื่อนระดับทางสังคมสู่การเป็นไอดอลที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้ในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ชื่อเสียงที่เกิดขึ้นสามารถแปรสภาพจากทุนทางสัญลักษณ์กลับไปสู่ทุนทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน