Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Psychology (4121)
- Sociology (3180)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2905)
- Arts and Humanities (2776)
- Education (2563)
-
- Medicine and Health Sciences (2350)
- Library and Information Science (2132)
- Communication (2090)
- Political Science (1709)
- Economics (1564)
- Business (1469)
- International and Area Studies (1260)
- Physical Sciences and Mathematics (1120)
- Anthropology (1070)
- Life Sciences (969)
- Law (886)
- Public Health (764)
- International Relations (761)
- Higher Education (751)
- Social Work (731)
- History (688)
- Social Justice (665)
- Engineering (656)
- Scholarly Communication (629)
- Leadership Studies (607)
- Clinical Psychology (580)
- Geography (571)
- Mental and Social Health (560)
- Counseling (539)
- Institution
-
- San Jose State University (655)
- Walden University (644)
- City University of New York (CUNY) (493)
- Singapore Management University (485)
- Chulalongkorn University (473)
-
- Liberty University (454)
- Universitas Indonesia (437)
- University of Nebraska - Lincoln (437)
- The Texas Medical Center Library (412)
- Portland State University (373)
- University of South Alabama (350)
- University of Nebraska at Omaha (327)
- Brigham Young University (309)
- Old Dominion University (301)
- Nova Southeastern University (277)
- University of Arkansas, Fayetteville (261)
- University of Nevada, Las Vegas (257)
- Utah State University (245)
- Claremont Colleges (233)
- Kennesaw State University (211)
- University of Kentucky (211)
- University of Memphis (206)
- University of Central Florida (201)
- Chinese Academy of Sciences (200)
- SIT Graduate Institute/SIT Study Abroad (184)
- University of South Carolina (184)
- University of South Florida (184)
- Chapman University (181)
- Boise State University (178)
- Cal Poly Humboldt (164)
- Keyword
-
- COVID-19 (379)
- Bioarchaeology (333)
- Commingling (323)
- Age-at-death estimations (322)
- Paleodemography (322)
-
- Transition analysis (322)
- Mental health (274)
- Humans (242)
- Education (211)
- Syllabus, syllabi, journalism, communication, media, strategic media (206)
- Gender (202)
- Depression (183)
- Social media (177)
- Leadership (173)
- Trauma (144)
- Anxiety (135)
- Race (133)
- Communication (130)
- Women (128)
- Psychology (123)
- Resilience (121)
- Climate change (120)
- Stress (117)
- Mental Health (114)
- Equity (112)
- Higher education (111)
- Children (109)
- United States (107)
- Culture (100)
- Diversity (100)
- Publication
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (602)
- Theses and Dissertations (562)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (460)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (395)
- Doctoral Dissertations and Projects (343)
-
- Bolster et al. 2024 AJBA (322)
- Electronic Theses and Dissertations (218)
- Journalism and Strategic Media Syllabi Archive (206)
- Faculty, Staff and Student Publications (201)
- Bulletin of Chinese Academy of Sciences (Chinese Version) (200)
- Space and Defense (198)
- Dissertations (196)
- Honors Theses (175)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (174)
- Independent Study Project (ISP) Collection (163)
- The Qualitative Report (160)
- Faculty Publications (155)
- Electronic Theses, Projects, and Dissertations (129)
- Research outputs 2022 to 2026 (127)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (118)
- Dissertations and Theses (117)
- Expressive Therapies Capstone Theses (105)
- Publications and Research (105)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (104)
- Master's Theses (100)
- Graduate Theses and Dissertations (99)
- Research Collection School of Social Sciences (99)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (88)
- Spartan Daily, 2023 (86)
- Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications (85)
- Publication Type
Articles 20161 - 20190 of 20704
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
นโยบายต่างประเทศของไทยในการจัดการชายแดน ไทย - กัมพูชา: กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้วช่วงปี พ.ศ. 2565 - 2566, ศศิชา คงคา
นโยบายต่างประเทศของไทยในการจัดการชายแดน ไทย - กัมพูชา: กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้วช่วงปี พ.ศ. 2565 - 2566, ศศิชา คงคา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาเส้นเขตแดนไทย - กัมพูชา เป็นปัญหาสำคัญที่มีมาอย่างยาวนาน โดยสาเหตุมาจากการยึดถือแผนที่คนละฉบับที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน รวมถึงการที่หลักเขตแดนชำรุด สูญหาย และถูกเคลื่อนย้าย ทำให้ไม่สามารถหาจุดปักปันเขตแดนเดิมได้ ส่งผลกระทบและความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนตามแนวชายแดน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการใด ๆ หรือก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างได้ ทั้งนี้ฝ่ายกัมพูชาได้มีการละเมิดบันทึกข้อตกลง MOU 2543 โดยได้มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ สร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร และทำเกษตรกรรม ซึ่งการแก้ไขปัญหาของไทยคือการประท้วงโดยกระทรวงการต่างประเทศ สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุระสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดการรุกล้ำเขตแดนไทยของกัมพูชา และศึกษานโยบายการแก้ไขปัญหาของไทยต่อการละเมิดเส้นเขตแดนของกัมพูชา รวมถึงศึกษาผลกระทบด้านความมั่นคงระหว่าง ไทย - กัมพูชา ผลการวิจัยพบว่า ไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเรื่องการจัดการชายแดนไทย - กัมพูชา โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหลัก อีกทั้งยังมีกลไกในการแก้ปัญหาผ่านการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อเจรจาและหาข้อตกลงในการสำรวจและจัดทำเส้นเขตแดน รวมถึงการเคารพบันทึกข้อตกลง MOU 2543 เนื่องจากการแก้ไขปัญหาอย่างไม่ถูกต้องย่อมนำไปสู่ผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงมากยิ่งขึ้น เพื่อรักษาแผ่นดินไทยโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เอื้ออำนวยต่อการเดินทางและความร่วมมือของประชาชนตามแนวชายแดน
บทบาทของไทยในการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตั้งแต่ พ.ศ.2546 จนถึงปัจจุบัน, ภัทรศยา ฤกษ์รัตน์
บทบาทของไทยในการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตั้งแต่ พ.ศ.2546 จนถึงปัจจุบัน, ภัทรศยา ฤกษ์รัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาความพยายามของประเทศไทยในการจัดการปัญหากับการค้ายาเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบัน ผ่านการพิจารณาความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการค้ายาเสพติดยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มอาชญากรรมและลดคุณภาพชีวิตในประเทศไทย และยาเสพติดจำนวนมากเข้ามายังประเทศไทยผ่านชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลไทยนำกรอบระหว่างประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสถาบันและวางแนวทางการจัดการปัญหายาเสพติด และการพัวพันกับกรอบความร่วมมือดังกล่าวก็ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถมีส่วนในการพัฒนาบรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านยาเสพติดด้วย
การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ศุภมาส รื่นสำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เรื่อง การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเหตุปัจจัยที่ทำให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเท่าเทียมในการให้บริการด้านสุขภาพในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การศึกษานี้ใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้เทคนิคการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านกลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของโครงการก่อสร้างและผู้จัดการโครงการก่อสร้าง จำนวน 3 บริษัท ด้วยการคัดเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการทอดทิ้งอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วย รัฐ ระบบทุนนิยม และวัฒนธรรม มีบทบาทสำคัญในกระบวนการที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ภายใต้แนวคิดแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ที่เปลี่ยนคุณค่าของแรงงานข้ามชาติให้กลายเป็นเพียงสินค้าหรือเครื่องมือทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คุ้มครองดูแลและให้สิทธิต่างๆ แก่แรงงานข้ามชาติตามหลักสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในเรื่องการให้บริการทางสุขภาพ เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงทำให้สามารถมองเห็นการถูกละเลยและถูกทอดทิ้งของแรงงามข้ามชาติในไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อแรงงานข้ามชาติเป็นแรงงานกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบก่อนและมากที่สุด แต่กลับเป็นแรงงานกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับการเยียวยาให้ความช่วยเหลือ
Eu-Turkey Deal กับการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยของสหภาพยุโรปในตุรกี, ศรันรัตน์ แสนกิ่ง
Eu-Turkey Deal กับการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยของสหภาพยุโรปในตุรกี, ศรันรัตน์ แสนกิ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิกฤตผู้ลี้ภัยปี 2015 ทำให้สหภาพยุโรปต้องมีนโยบายจัดการกับผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามายังเขตแดนของตน ผ่านการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศที่สามผ่านการการเจรจานโยบายระดับทวิภาคีหรือระดับภูมิภาค นำมาซึ่งการจัดทำข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและตุรกี หรือ EU-Turkey Deal ในปี 2016 เพื่อลดจำนวนผู้ลี้ภัยและผู้อพยพที่มีการย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติและผิดกฎหมายจากกรีซกลับไปยังตุรกี โดยสหภาพยุโรปจะให้ความช่วยเหลือทางการเงิน สิทธิพิเศษทางวีซ่าของพลเมืองตุรกี และผลักดันการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปของตุรกี ดังนั้น สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาว่า EU-Turkey Deal มีนัยยะสำคัญทางการเมืองต่อการจัดการผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนระหว่างตุรกีและสหภาพยุโรปอย่างไร โดยจะวิเคราะห์ด้วยแนวทางการผลักดันนโยบาย Externalization ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การเมืองในยุโรปมีอิทธิพลต่อการจัดการผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะพรรครัฐบาลฝ่ายขวาที่มีนโยบายต่อต้านผู้ลี้ภัย และสหภาพยุโรปมีการใช้ประโยชน์จากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของตุรกีในฐานะประเทศทางผ่านของภูมิภาค และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม เพื่อผลักดันความรับผิดชอบต่อประเด็นผู้ลี้ภัยแก่ประเทศซีกโลกใต้เช่นตุรกี ทั้งในด้านการผลักภาระในการตัดสินใจส่งผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศที่สามและการส่งกลับประเทศ การผลักความรับผิดชอบในการละเมิดสิทธิมนุษยชนบริเวณชายแดนและศูนย์ส่งกลับผู้ลี้ภัย/ศูนย์กักกันของตุรกี และการเพิ่มศักยภาพควบคุมชายแดนของสหภาพยุโรป ดังนั้น บทบาทของสหภาพยุโรปในการผลักดันนโยบายการจัดการผู้ลี้ภัยในตุรกีแสดงให้เห็นถึงนโยบายที่มุ่งเน้นไปที่การปิดกลั้นพรมแดนมากกว่าการส่งเสริมพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย
บทบาทการส่งออกอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม ประเภทภาพยนตร์ สู่สากลในฐานะเครื่องมือการส่งเสริม Soft Power ภายใต้ยุครัฐบาลประธานาธิบดีสีจิ้นผิง, กนกภรณ์ ฉัตรจินดา
บทบาทการส่งออกอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม ประเภทภาพยนตร์ สู่สากลในฐานะเครื่องมือการส่งเสริม Soft Power ภายใต้ยุครัฐบาลประธานาธิบดีสีจิ้นผิง, กนกภรณ์ ฉัตรจินดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาของนโยบายการส่งออกอุตสาหกรรมภาพยนตร์สู่สากลของรัฐบาลจีนภายใต้ยุคประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่รัฐบาลมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมการสร้าง Soft Power ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้มีนโยบายการสร้าง Soft Power ให้แข็งแกร่งด้วยการใช้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและลบล้างภาพลักษณ์ภัยคุกคามที่ประชาคมโลกมีต่อจีน เพื่อบรรลุเป้าหมายการก้าวขึ้นมาอย่างสันติของจีน โดยรัฐบาลในยุคประธานาธิบดีสีจิ้นผิงดำเนินนโยบายการส่งออกภาพยนตร์จีนสู่สากลด้วยวิธีการให้เงินสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยตรง รวมไปถึงการสร้างโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดการควบรวมธุรกิจในต่างประเทศ และสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ร่วมกันระหว่างจีนและต่างประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังสนับสนุนการจัดงานสัปดาห์เทศกาลภาพยนตร์และการฝึกผู้มีความเชี่ยวชาญทางภาพยนตร์ หากแต่ความพยายามเหล่านี้ของรัฐบาลจีนกลับไม่ได้กระแสตอบรับที่ดีเท่าที่ควร เมื่อวัดจากรายได้ของการฉายภาพยนตร์จีนในต่างประเทศที่ถือว่ามีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เนื่องด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้ 1. การเข้ามามีบทบาทของรัฐที่มากเกินไป 2. มาตรวัดความสำเร็จด้าน Soft Power ของจีนไม่สอดคล้องกับเป้าหมายในการเป็นประเทศที่มีอำนาจทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง การเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความจะเพิ่ม Soft Power ได้เสมอไป 3. อำนาจ Streaming Platform ของจีนนั้นจำกัด เละ 4. นโยบายการส่งออกภาพยนตร์จีนอยู่ในระยะเริ่มต้น ด้วยเหตุ 4 ประการทั้งหมดที่กล่าวมา จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Soft Power ทางวัฒนธรรมของจีนยังคงถูกจำกัด
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มของประชาชนกรณีศึกษาสถานีหลักหก และสถานีรังสิต, กะชามาศ กลั่นเสนาะ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มของประชาชนกรณีศึกษาสถานีหลักหก และสถานีรังสิต, กะชามาศ กลั่นเสนาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการตลาดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มของผู้โดยสารสถานีหลักหกและสถานีรังสิต และเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะการพัฒนาการให้บริการ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากตัวอย่างประชากร 340 คนและการสัมภาษณ์ตัวอย่างประชากร 12 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มมากที่สุด คือ การส่งเสริมการตลาด รองลงมา คือ ช่องทางการจัดจำหน่าย และราคาค่าโดยสาร ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเหตุผลที่ผู้โดยสารเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มเนื่องจากความสะดวก รวดเร็วและตรงเวลา ทั้งนี้ หากรัฐบาลยกเลิกนโยบาย 20 บาทตลอดสาย ผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังคงเลือกใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม เนื่องจากเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษาจึงได้รับสิทธิลดหย่อนค่าโดยสารจากบัตรโดยสารประเภทนักเรียน นักศึกษา แต่ผู้โดยสารที่ต้องเดินทางหลายต่อมีแนวโน้มจะไม่ใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม เนื่องจากต้องพิจารณาความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายในการเดินทางกับความสะดวก และความรวดเร็ว ดังนั้น ผู้ให้บริการควรพัฒนาการให้บริการ ได้แก่ 1) การจัดทำโปรโมชัน และประเภทบัตรโดยสารที่หลากหลาย 2) การส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ 3) การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายบัตรโดยสารทางออนไลน์ 4) การขยายเส้นทางรถไฟฟ้า 5) การส่งเสริมให้มีนโยบายลดราคาค่าโดยสาร 6) การเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้เพียงพอ และ 7) การส่งเสริมให้มีการบริการที่รวดเร็ว
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้ามเพื่อบริการประชาชน กรณีศึกษา พื้นที่เทศบาลตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, กรณ์ วัฒนชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การก่อสร้างสะพานลอยเป็นหนึ่งในภารกิจของกรมทางหลวงที่ยังมีอุปสรรคในเชิงการบริหารจัดการอยู่ค่อนข้างมาก บ่อยครั้งเกิดความขัดแย้งกับประชาชนในบริเวณที่จะดำเนินการก่อสร้างทำให้ส่งผลกระทบต่อการบริหารงบประมาณในภาพรวม สารนิพนธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการก่อสร้างสะพานลอยให้สามารถก่อสร้างได้ในตำแหน่งที่เหมาะสมเกิดประโยชน์กับชุมชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อลดการคัดค้านจากภาคประชาชนจนสามารถก่อสร้างสะพานลอยได้ในตำแหน่งที่เหมาะสมนำไปสู่การเบิกจ่ายเงินได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่มได้แก่ ข้าราชการกรมทางหลวงที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 คน และประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ศึกษา จำนวน 5 คน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้การก่อสร้างประสบความสำเร็จประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยทางด้านการเมือง ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสังคม ด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังพบว่าการก่อสร้างสะพานลอยควรเริ่มต้นจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ผ่านการตกลงตำแหน่งที่ตั้งร่วมกันระหว่างประชาชนในพื้นที่กับเจ้าของที่ดินที่ได้รับผลกระทบจากนั้นจึงส่งต่อความต้องการไปยังผู้นำชุมชนในการผลักดันโครงการผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งการจะประสบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับบทบาทหรืออำนาจที่มีของผู้นำชุมชนในขณะนั้นด้วย อย่างไรก็ตามกรมทางหลวงควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของตำแหน่งในการก่อสร้างโดยมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดตำแหน่งที่ชัดเจน ควรปรับปรุงรูปแบบ กระบวนการหรือเทคโนโลยีใหม่ๆในการก่อสร้าง เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังควรมีการประเมินเพื่อรื้อถอนหากพฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนแปลงไป
นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ
นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาและวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ตลอดจนเสด็จประพาสยุโรป ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงล่าอาณานิคมจักรวรรดิชาติตะวันตก สยามเองถูกภัยคุกคามจากประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาล่าอาณานิคมในแถบอินโดจีนได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เป็นกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเหนือดินแดนด้านตะวันออกของสยามบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าวนำไปสู่กรณีพิพาทที่มีการใช้กำลัง แม้ว่าความขัดแย้งเรื่องดินแดนแถบแม่น้ำโขงนั้นไม่ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นสงคราม แต่ถือเป็นความท้าทายความมั่นคง ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 เปลี่ยนแปลงประเทศให้มีความทันสมัย รวมไปถึงดำนเนินนโยบายต่างประเทศแบบเชิงรุกเสด็จประพาสต่างประเทศได้แก่ ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในอาณานิคมของมหาอำนาจประเทศในยุโรป เพื่อให้สยามมีสถานะในระบบสังคมโลก และเป็นที่รู้จักรวมไปถึงไปดูความเจริญที่เกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรปและนำมาปรับให้ในสยาม ไม่ให้ประเทศใดอ้างความล้าหลังในการเข้ามายึดครองได้ โดยการวิจัยนี้ใช้กรอบแนวคิดสำนักอังกฤษ (English School) มาใช้ในการวิเคราะห์งานวิจัย
อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ, กุลชาติ รังสิมันต์
อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ, กุลชาติ รังสิมันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทุนทางจิตวิทยาและการตีตราที่มีต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมการให้โอกาสแก่ผู้พ้นโทษในด้านการจ้างงาน โดยผู้วิจัยได้ทำการวิจัยเชิงปริมาณ ทำการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามในรูปแบบออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีความสามารถในการจ้างงาน จำนวนทั้งสิ้น 380 คน ผลการวิจัยพบว่า ทุนทางจิตวิทยานั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ส่วนการตีตรานั้นก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษเช่นเดียวกัน โดยการตีตรามีขนาดอิทธิพลมากกว่าทุนทางจิตวิทยา นอกจากนี้ยังพบว่าทุนทางจิตวิทยามีความสัมพันธ์ในทางบวกกับการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การตีตรามีความสัมพันธ์ในทางลบกับการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอายุมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับทุนทางจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับข้อเสนอแนะ คือ ภาครัฐอาจมีมาตรการนำร่องในการส่งเสริมการจ้างงานผู้พ้นโทษในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีความต้องการจ้างแรงงาน โดยมีมาตรการและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น มาตรการด้านลดหย่อนภาษี มาตรการด้านการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้จ้างงานและทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อเป็นการจูงใจและสร้างความมั่นใจให้กับผู้จ้างงาน จากนั้นจึงค่อยขยายผลส่งเสริมการจ้างงานผู้พ้นโทษไปสู่กลุ่มช่วงอายุอื่น ๆ ต่อไป
บทบาทภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม: กรณีศึกษา โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, แคทลียา ศรีสวัสดิ์
บทบาทภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม: กรณีศึกษา โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, แคทลียา ศรีสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม ผ่านโครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการดำเนินการของภาครัฐไทยในการยกระดับผลไม้แปรรูป 2. เพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินการและความท้าทายของภาครัฐไทยในการยกระดับผลไม้แปรรูป โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้กรอบแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการทางนโยบาย (Policy Entrepreneurs) มาประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่า ภาครัฐ โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ประกอบการนโยบายที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้แปรรูป มีภารกิจในการพัฒนาบุคลากรให้เข้าสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม เพิ่มผลิตภาพและคุณภาพสินค้าเกษตรแปรรูปด้วยเครื่องจักร เทคโนโลยี นวัตกรรม และการจัดการ ให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีบทบาทในการส่งเสริมการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ การประกอบการนโยบายของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม อาศัยอิทธิพลของกระแสหน้าที่ กระแสนโยบาย และกระแสปัญหา ทำให้ภาครัฐต้องพัฒนานโยบายและโครงการที่เน้นการแปรรูปผลไม้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและสร้างความสามารถในการแข่งขัน
การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา
การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ สำรวจเอกสารยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาผ่านมุมมองทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ในประเด็นการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการรับประกันการอยู่รอดที่ดีที่สุด และเชื่อมโยงการคาดการณ์ของทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุกที่ชี้ว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจ ไปสู่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยหยิบยกกรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน เพื่อวิเคราะห์ว่าสหรัฐฯ กำหนดกำลังรบทางเรืออย่างไร เพื่อรักษาความได้เปรียบในสถานการณ์รบบริเวณช่องแคบไต้หวัน ในยุคสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน และนำไปสู่ข้อเสนอในการกำหนดกำลังรบทางเรือในอนาคตต่อไป จากการศึกษาพบว่า สหรัฐฯ มีนโยบายในการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุดตามทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก 6 วิธี ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ (internal balancing) การข่มขู่และการบีบบังคับ (blackmail) การถ่วงดุลอำนาจนอกชายฝั่ง (offshore balancing) การแสวงหาพันธมิตร (external balancing) การทำสงคราม (war) และการกัดเซาะอำนาจ (bloodletting) รวมทั้งการไม่ดำเนินยุทธศาสตร์เข้าร่วมเป็นพวก (bandwagoning) และไม่ดำเนินนโยบายโอนอ่อนผ่อนตาม (appeasement) กับมหาอำนาจคู่แข่ง และผลจากการจำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวันนั้น สหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะจีนและกำลังทางเรือของสหรัฐฯ ยังคงความได้เปรียบทั้งจำนวนอาวุธปล่อยนำวิถีและขีดความสามารถของเรือดำน้ำ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ต้องการเวลาล่วงหน้าเพื่อเคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่การรบ ดังนั้น การข่าวกรองเกี่ยวกับการบุกไต้หวันจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ และในกรณีที่การรบยืดเยื้อ สหรัฐฯ ควรสร้างฐานทัพเรือส่วนหน้าใกล้กับเกาะไต้หวัน เพื่อลดเวลาในการเดินทางเข้าพื้นที่การรบ และเป็นฐานส่งกำลังบำรุงเมื่อเกิดความขัดแย้งในบริเวณนี้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 ถึงแม้ว่า หลังจากการรัฐประหาร ฮุน เซน จะถูกมองว่าขาดความชอบธรรมทางการเมือง ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร จึงทำให้ ฮุน เซน ดำเนินนโยบายต่างประเทศเอนเอียงเข้าหาจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศแรกที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกัมพูชา จีนให้ความชอบธรรม ให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และให้การสนับสนุนระบบอุปถัมภ์ของ ฮุน เซน ซึ่งการช่วยเหลือของจีนมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อกัมพูชา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีนใกล้ชิดกันมากขึ้น ผลจากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 แบ่งออกเป็น ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1) แรงกดดันจากนานาชาติ และ 2) ท่าทีของประเทศที่ยอมรับรัฐบาล ฮุน เซน และ ปัจจัยภายใน ได้แก่ 1) การรักษาความชอบธรรมทางการเมือง 2) การกำจัดคู่แข่งทางการเมือง และ 3) การพึ่งพาจีนเพื่อเสริมสร้างผลประโยชน์ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของ ฮุน เซน โดยสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้นโยบายของกัมพูชาเอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น
อธิบายการก้าวกระโดดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเวียดนามในปี ค.ศ. 2008, ชวดล ศุขเจริญ
อธิบายการก้าวกระโดดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเวียดนามในปี ค.ศ. 2008, ชวดล ศุขเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลังจากสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1975 เวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจจากสังคมนิยมไปสู่เศรษฐกิจแบบตลาดเสรี โดยใช้นโยบาย โด่ย เหมย นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 เพื่อเปิดประเทศและดึงดูดการลงทุน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของตนเข้มแข็ง ในนโยบาย โด่ย เหมย นี้ เวียดนามเลือกใช้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจปี ค.ศ. 2001 - 2010 ซึ่งมีการเสริมสร้างบรรยากาศของการลงทุนที่เอื้อต่อบรรษัทข้ามชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญ นับตั้งแต่เวียดนามใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เวียดนามก็ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระหว่างปี ค.ศ. 2006 – 2008 มูลค่าการลงทุนโดยตรงมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ต่างจากช่วงเวลา 20 ปีก่อนหน้านี้ คือระหว่างปี ค.ศ. 1986 – 2005 ซึ่งมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงนำมาสู่คำถามวิจัยหลักของสารนิพนธ์ คือ เวียดนามในช่วงปี ค.ศ. 2006 – 2008 ดำเนินนโยบายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างไร จึงส่งผลให้เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สารนิพนธ์ฉบับนี้ตอบคำถามวิจัยดังกล่าวโดยใช้แนวคิดห่วงโซ่มูลค่าโลก และแนวคิดของธีโอดอร์ เอช. มอแรน ว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศยากจน โดยการเพิ่มมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนา ผู้เขียนสารนิพนธ์ฉบับนี้หวังว่า การตอบคำถามวิจัยนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจวิถีสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ความท้าทายต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2562-2566, ชยางกูร กิตติวัฒนากูล
ความท้าทายต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2562-2566, ชยางกูร กิตติวัฒนากูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยต่างๆที่สร้างความท้าทายต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลชาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ2562-2566 โดยเป็นการวิจัยในเชิงคุณภาพเนื่องจากต้องเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้กำหนดนโยบายด้านการรักษาความปลอดภัยอาคารรัฐสภารวมถึงสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัยอาคารรัฐสภา รวมถึงการศึกษาเอกสาร บทความ งานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับด้านนโยบายและการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่าพัฒนาการด้านนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เกิดขึ้นจากแผนการรักษาความปลอดภัยพ.ศ. 2555ที่ไม่ได้มีแนวทางในการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและทันสมัยประกอบกับความไม่สมบูรณ์ของระเบียบการรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาปี 2559 จึงต้องจัดทำแผนการรักษาความปลอดภัยรัฐสภา พ.ศ. 2565 และแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤตเพื่อเป็นสร้างแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการรักษาความปลอดภัยปกติหรือในกรณีเกิดเหตุการณ์ชุมนุม นอกจากนั้นผลการศึกษาในด้านปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการรักษาความปลอดภัยนั้นประกอบไปด้วย ปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัยในการชุมนุม ปัญหาด้านนโยบายการรักษาความปลอดภัย และปัญหาด้านสเถียรภาพของกระบวนการนิติบัญญัติ สุดท้ายแล้วนั้นผลการศึกษาพบว่าปัจจัยภายนอกที่เป็นอุสรรคสำคัญต่อนโยบายการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรประกอบไปด้วย ปัจจัยด้านการเมือง ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านสังคม และปัจจัยด้านเทคโนโลยี
Explaining And Understanding The Lgbtqia+ Rights Movement In Timor-Leste Through Norm Life Cycle, Yanapon Musiket
Explaining And Understanding The Lgbtqia+ Rights Movement In Timor-Leste Through Norm Life Cycle, Yanapon Musiket
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the evolution and adoption of LGBTQIA+ rights norm in Timor-Leste, employing the Norm Life Cycle model conceptualized by Martha Finnemore and Kathryn Sikkink. It highlights the historic and social advancements made by this post-conflict, newly independent Southeast Asian nation towards recognizing and promoting LGBTQIA+ rights. The study leverages qualitative research methodologies, including document analysis and case studies, to trace the trajectory from norm emergence through a tipping point marked by the inaugural pride parade in 2017 and a cascade of societal acceptance to the ongoing challenges and opportunities for norm internalization. Contrasting its progress with countries in …
ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว
ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยท่ามกลางระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนในฐานะแกนกลางและประเทศในแอฟริกาในฐานะชายขอบตามทฤษฎีระบบโลก (World Systems) โดยสารนิพนธ์จะนำเสนอบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก เพื่อเป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านมุมมองของทฤษฎีเป็นส่วนแรกก่อนนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยของจีนเพื่อทราบถึงบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนในภูมิภาคแอฟริกาภายใต้บริบทโครงสร้างการเมืองโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อการศึกษาในส่วนสุดท้ายคือ การศึกษาวิเคราะห์จีนในฐานะแกนกลางที่ดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในแอฟริกา โดยส่วนวิเคราะห์จะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและข้อได้เปรียบทางโครงสร้างการเมืองโลก รวมถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ของแกนกลางและชายขอบผ่านยุทธศาสตร์ร่วมสมัยในแต่ละมิติ ซึ่งมีลักษณะที่เป็นพลวัตเชิงมิติที่หลากหลายผ่านกรอบของทฤษฎีระบบโลก
การปรับบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลอาเบะ, ณชนก เลียดประถม
การปรับบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลอาเบะ, ณชนก เลียดประถม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามว่า บทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างไรภายใต้รัฐบาลอาเบะ ในช่วงปี 2012 ถึง 2019 และเพราะอะไรจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้น จากการศึกษาพบว่า ภายใต้รัฐบาลอาเบะได้ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นในหลายด้าน เช่น การเพิ่มอำนาจในการใช้อาวุธ การขยายขอบเขตปฏิบัติการในต่างประเทศ และการเพิ่มความร่วมมือทางทหารกับมิตรประเทศ โดยรัฐบาลอาเบะวางยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการส่งเสริมนโยบายสันติภาพเชิงรุก (proactive contributions to peace) รวมถึงการป้องกันแบบ ไร้รอยต่อ (seamless defense) ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ การขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค ปัญหาข้อพิพาทบริเวณหมู่เกาะเซนคากุ และการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง สารนิพนธ์ฉบับชี้ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทของ JSDF สะท้อนยุทธศาสตร์การถ่วงดุลอำนาจโดยละม่อม (soft balancing) ของญี่ปุ่นต่อมหาอำนาจในภูมิภาค รัฐบาลอาเบะมุ่งเสริมสร้างศักยภาพของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญมาตรา 9 และความคิดเห็นของประชาชน
บทบาทภาครัฐในการกำหนดนโยบายด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ, ฐิติพงษ์ ขนุนทอง
บทบาทภาครัฐในการกำหนดนโยบายด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ, ฐิติพงษ์ ขนุนทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาบทบาทภาครัฐในการกำหนดนโยบายด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการจัดการด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร และศึกษาผลกระทบการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์นโยบายของรัฐในการจัดการด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ และข้อเสนอแนะในการดำเนินนโยบาย ผ่านแนวคิดวงจรนโยบายสาธารณะ โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากเอกสารและสื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม จำนวน 12 คน คือ ผู้บริหารระดับนโยบาย จำนวน 2 คน ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ จำนวน 2 คน และบุคคลที่อยู่ในอาชีพ จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดของภาครัฐในการจัดการด้านอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะมีที่มาจาก 4 ประเด็นสำคัญ คือ 1) ความปลอดภัยสาธารณะ 2) ความล้มเหลวของตลาดผู้บริโภคจากการไม่มีข้อมูลเท่ากับผู้ให้บริการ 3) การรับรองความรู้ความสามารถในต่างประเทศของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และ 4) การส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพมีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง และคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะจากการทำงาน ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้ให้ข้อมูลถึงผลกระทบจากกระบวนการรับรองความรู้ความสามารถ (License) ของช่างไฟฟ้าภายในอาคาร พบว่าสามารถแยกแยะความแตกต่างของช่างไฟฟ้าทั่วไปและช่างไฟฟ้าที่มีมาตรฐานได้ และผู้รับบริการได้รับการบริการที่มีคุณภาพ แต่มีข้อจำกัดคือ การเข้าสู่อาชีพของประชาชนจะยากขึ้น ในแง่มุมของการประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย พบว่า การเกิดอัคคีภัยจากไฟฟ้าลัดวงจร และการประสบอันตรายจากการถูกไฟฟ้าช็อตหลังจากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว มีแนวโน้มคงตัวและลดลงไม่มากเท่าที่ควร จึงอาจกล่าวได้ว่านโยบายดังกล่าวไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ตรงตามวัตถุประสงค์หลัก โดยภาครัฐใช้มาตรการบังคับเชิงกฎหมายส่งผลให้มีความเข้มงวดและขาดความยืดหยุ่น ซึ่งมีแนวโน้มที่ผู้ประกอบอาชีพจะกระทำความผิดและหลีกเลี่ยงกฎหมาย ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะว่า ภาครัฐควรมีการสร้างมาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Incentive Approach) และ มาตรการใช้ความสมัครใจ (Voluntary Approach) มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดผลดีในระยะยาวต่อไป
นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ
นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันเนื่องมาจากการมีประวัติศาสตร์ร่วมกันตั้งแต่ในอดีต ความคล้ายคลึงกันทางอุดมการณ์ และความใกล้ชิดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเย็นความสัมพันธ์ ทั้ง 2 ประเทศ เรียกได้ว่าเป็นการขึ้นต่อกัน (Interdependence) ซึ่งมีลักษณะของการร่วมมือและการแข่งขัน สารนิพนธ์ฉบับนี้จะสำรวจมิติต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ดังกล่าว และปัจจัยในการดำเนินนโยบายของเวียดนามต่อจีน เวียดนามและจีนมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ทั้ง 2 ประเทศมีความเกี่ยวพันกันมาหลายศตวรรษ โดยจีนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีช่วงของความขัดแย้งและความตึงเครียดเป็นระยะ ๆ รวมถึงข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนใต้ที่ยังดำเนินอยู่ การสิ้นสุดของสงครามเย็นส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีน เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายและสหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจเดี่ยว ทั้งเวียดนามและจีนต้องทบทวนลำดับความสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศ การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีนในยุคหลังสงครามเย็น ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และวัฒนธรรม แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ยังมีความท้าทายและความตึงเครียดสำคัญที่ต้องบริหารจัดการ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนยังคงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ พลวัตความมั่นคงในภูมิภาค และอิทธิพลของประชาชน การจัดการความสัมพันธ์นี้จะต้องอาศัยการทูตอย่างระมัดระวัง การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ และความเต็มใจในการมีส่วนร่วมการเจรจาและความร่วมมือ แม้ในยามที่เผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้ง
การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการและความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน กรณีศึกษาสวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำ, ดลพร พิมลพันธุ์
การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการและความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน กรณีศึกษาสวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำ, ดลพร พิมลพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานวิจัยนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายรูปแบบสวัสดิการข้าราชการและสวัสดิการภายในส่วนราชการ 2. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน 3. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ และ 4. เพื่อเสนอแนะการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมต่อความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน โดยเป็นการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 14 คน ผลการศึกษา พบว่า 1) สวัสดิการข้าราชการสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ สวัสดิการที่ไม่มีเงื่อนไขและสวัสดิการที่มีเงื่อนไข ในขณะที่สวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำเป็นสวัสดิการที่มีการกำหนดเงื่อนไข โดยเน้นไปที่การสงเคราะห์เป็นหลัก 2) ความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ สวัสดิการเกี่ยวกับตนเอง สวัสดิการด้านเงินทุน และสวัสดิการยืดหยุ่น 3) การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการของกรมทรัพยากรน้ำเป็นการดำเนินการโดยคณะกรรมการการจัดสวัสดิการ ซึ่งมีข้อจำกัดที่สำคัญคือ การจัดหารายได้ และจำนวนเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการไม่เพียงพอ 4) การจัดสวัสดิการส่วนใหญ่เป็นรูปแบบที่มีการกำหนดเงื่อนไขการขอรับสิทธิ์ จึงทำให้สมาชิกบางคนไม่สามารถขอใช้สิทธิ์ได้ ดังนั้นการจัดสวัสดิการจึงต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม ประกอบกับการจัดหารายได้เพิ่มเติม เพื่อให้การจัดสวัสดิการสามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนได้มากที่สุด
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ, ธนพร ธาระวัย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ, ธนพร ธาระวัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณและศึกษาปัจจัยในด้านต่าง ๆ โดยจำแนกเป็น ปัจจัยส่วนบุคคล ลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ลักษณะขององค์กร ความพึงพอใจส่วนบุคคล ที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ โดยทำการศึกษาจากวิธีการรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามของข้าราชการที่ปฏิบัติงานในสำนักงบประมาณ จากกลุ่มตัวอย่าง 266 คน ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวก และนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS จากนั้นใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ รวมถึงใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมานด้วยวิธีการถดถอยแบบพหุคูณ เพื่อทดสอบปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือ เมื่อบุคคลนั้น ๆ มีอายุมากขึ้น จะส่งผลให้บุคคลนั้น ๆ มีความผูกพันต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเมื่อพิจารณาปัจจัยด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ลักษณะขององค์กร และความพึงพอใจส่วนบุคคลในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก รวมถึงเมื่อนำไปวิเคราะห์ระดับความผูกพันต่อองค์กร พบว่าปัจจัยด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ (ซึ่งประกอบด้วยความหลากหลายของงาน ความท้าทายของงาน และความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน) รวมถึงปัจจัยด้านความพึงพอใจส่วนบุคคล (ซึ่งประกอบด้วยความพึงพอใจนโยบายขององค์กร และความยุติธรรมในการทำงาน) ต่างส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของข้าราชการในสำนักงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน ดังนั้นองค์กรจึงควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาระบบงานอย่างรอบด้านเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรมีความผูกพันต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น
แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย, ธนวัฒน์ แสงสอน
แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย, ธนวัฒน์ แสงสอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของไทย และกำหนดแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาและการวิจัยเชิงปริมาณโดยการทำแบบสอบถามจากบุคลากรในหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาจำนวน 100 คน ผลการวิจัยพบว่า การส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญานั้นเน้น การส่งเสริมตามพันธกิจของกรมทรัพย์สินทางปัญญาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านคุ้มครอง การใช้กฎหมาย การสนับสนุนการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ภายใต้การดำเนินงานตามแผนที่นำทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา 20 ปี โดยปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อการการดำเนินงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของไทยนั้นผู้วิจัยได้อธิบายตามแนวทางทฤษฎีระบบออกเป็น 6 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยการวางแผน ปัจจัยนำเข้า ปัจจัยกระบวนการ ปัจจัยผลผลิต ที่ได้รับผลจาก ปัจจัยข้อมูลย้อนกลับ และสภาพแวดล้อมองค์กร โดยแนวทางในการส่งเสริมเครื่องหมายการค้าในอนาคตตามแนวคิดเรื่องประสิทธิภาพขององค์การนั้น ได้แก่ 1.ด้านโครงสร้างขององค์การ เช่น การกำหนดนโยบายที่สร้างความเป็นเอกภาพขององค์การ การดำเนินแนวทางตามกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาตามพันธกิจของกรมฯ ทั้ง 4 ด้าน และการสร้างความรู้ทรัพย์สินทางปัญญา 2.ด้านทรัพยากรบุคคลได้แก่การเพิ่มบุคลากรและอัตรากำลัง การทบทวนตัวชี้วัดของการทำงาน และเพิ่มหน่วยแปลภาษาเข้าไปในหน่วยงาน และ 3.ด้านเทคโนโลยีที่ควรมีเครื่องมือในการช่วยทำงาน เช่น การใช้เครื่องมือที่เป็น AI ตรวจสอบและการมีบุคลากรที่มีความรู้และจำนวนที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช
ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของภาพยนตร์เรื่อง "ฟอร์เรสท์ กัมพ์" ในการประกอบสร้าง สร้างความตระหนักรู้และอัตลักษณ์ทางการเมืองผ่านการฉายภาพ อุดมคติ และค่านิยมให้กับชาวอเมริกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามว่า "Forrest Gump" กำหนดเอกลักษณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็นได้อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิด "วัฒนธรรมสมัยนิยมและอัตลักษณ์ทางการเมือง" และ "บทบาทและวัตถุประสงค์ของภาพยนตร์" การศึกษาพบว่ายุคหลังสงครามเย็นซึ่งถูกมองว่าเป็นยุคแห่งชัยชนะของอเมริกา สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าอเมริกาเป็นชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ดี การไม่มีศัตรูจากภายนอกไม่ได้ทำให้ขวัญกำลังใจของชาติดีขึ้นแต่อย่างใด ประกอบกับความล้มเหลวในสงครามเวียดนามหรือที่เรียกว่า "เวียดนามซินโดรม" ชาวอเมริกันจึงต้องการบางสิ่งบางอย่างเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์กัมพ์ เติมเต็มความต้องการนี้ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ที่เรียบง่ายขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนเรื่องราวที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราวทางศีลธรรมเพื่อสร้างฉันทามติทางสังคมใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายในบริบทของศีลธรรมที่แตกร้าวในโลกยุคหลังสงครามเย็น
บทบาทของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกับการนำนโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรมไปปฏิบัติ: กรณีศึกษาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยนาท, ธรรมรัตน์ นาคสิงห์
บทบาทของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกับการนำนโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรมไปปฏิบัติ: กรณีศึกษาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยนาท, ธรรมรัตน์ นาคสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาท และความสัมพันธ์ของตัวแสดงในนโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรม ตลอดจนผลกระทบ ปัญหา และอุปสรรคของการนำนโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรมไปปฏิบัติในพื้นที่และพัฒนาข้อเสนอแนะในการพัฒนานโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรมในอนาคต โดยนำสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยนาทซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคของกระทรวงวัฒนธรรมเป็นกรณีศึกษาผ่านกรอบแนวคิดการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาเอกสาร การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบไม่มีโครงสร้างกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและชุมชนเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาวิจัยพบว่า หน้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ เนื่องจากมีความคุ้นเคยกับพื้นที่และเป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือและผลประโยชน์ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนนโยบายของพื้นที่จังหวัด กับชุมชนเครือข่ายที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย ผ่านการใช้ดุลยพินิจและการประนีประนอมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน อย่างไรก็ดีการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอาจก่อให้เกิดทางแพร่งที่นำไปสู่การนำกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ (หัวกะทิ) การปรับแต่งข้อมูลรายงานผล ตลอดจนความขัดแย้งต่อค่านิยมและจริยธรรมของทางราชการ
ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข
ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ส่งผลอย่างไรต่อยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่มีเป้าหมายคือการรักษาสมดุลของอำนาจในทะเลจีนใต้ โดยใช้กรอบทฤษฎีสัจ-นิยมเชิงป้องกันมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ปัจจัยการปรับทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ผ่านระบบพันธมิตรที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลจีนใต้เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ โดยการขยายอิทธิพลของจีนดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิของฟิลิปปินส์ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ นำมาซึ่งความต้องการของฟิลิปปินส์ที่จะรักษาอาณาเขตของฟิลิปปินส์และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาร์กอส จูเนียร์ ปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงโดยอาศัยการถ่วงดุลอำนาจทั้งจากภายในและภายนอก อาทิ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการรวมกลุ่มพันธมิตรอย่างการกลับมากระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสมดุลของอำนาจในอนาคต ฟิลิปปินส์ควรสร้างสมดุลให้มากขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือกับมหาอำนาจระดับกลางอย่างอินเดียและการผลักดันการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ภายใต้กรอบกลไกของอาเซียน
การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือในสมัยรัฐบาลมุนแจอินกับยุนซอกยอล, ธิดารัตน์ กลิ่นหอม
การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือในสมัยรัฐบาลมุนแจอินกับยุนซอกยอล, ธิดารัตน์ กลิ่นหอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เกาหลีใต้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ทุก ๆ 5 ปี เป็นที่ทราบกันดีว่าหากเกาหลีใต้ในรัฐบาลแนวก้าวหน้าอย่างเช่น ในสมัยของมุนแจอินมีท่าทีที่เป็นมิตรต่อเกาหลีเหนือและพยายามลดการพึ่งพาจากประเทศมหาอำนาจ ขณะที่หากเกาหลีใต้ภายใต้รัฐบาลแนวอนุรักษ์นิยมมีท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือและสร้างความใกล้ชิดกับประเทศมหาอำนาจมากขึ้น ในขณะเดียวกันเกาหลีเหนือปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์โดยคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวเป็นเวลายาวนาน ต่างก็มีท่าทีต่อเกาหลีใต้เปลี่ยนไปตามแต่ละสมัยของรัฐบาลเกาหลีใต้เช่นกัน โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้สำรวจถึงเหตุปัจจัยที่ส่งผลกับท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือระหว่างรัฐบาลมุนแจอินและรัฐบาลยุนซอกยอลในปัจจุบันซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน ผ่านแนวคิดสัจนิยมคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Realism) ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยภายใน ได้แก่ อุดมการณ์ทางการเมือง ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อของตัวผู้นำ รวมถึงระบอบการเมืองในประเทศ พรรคการเมือง สถานการณ์ในประเทศที่เผชิญอยู่ หรือแม้แต่ค่านิยมของประชาชน ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของเกาหลีใต้ต่อเกาหลีเหนือไม่น้อยไปกว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศระหว่างเกาหลีใต้และประเทศมหาอำนาจ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการ ของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นิชานาถ ชลิตวรกุล
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการ ของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นิชานาถ ชลิตวรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ นิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 370 คน การรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า นิสิตชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เลือกสมัครงานอื่นที่ไม่ใช่งานราชการซึ่งมีสัดส่วนที่สูงกว่าการเลือกสมัครงานราชการอย่างแน่นอนโดยการทำงานที่มีรายได้สูงคือสิ่งที่นิสิตคำนึงถึงในการเลือกสมัครงาน ซึ่งระบบค่าตอบแทนทั้งเงินเดือนและสวัสดิการของราชการยังไม่จูงใจเท่าที่ควร และปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิต พบว่า ปัจจัยด้านองค์กร เช่น ความมั่นคงในหน้าที่การงาน ความสำเร็จในหน้าที่การงาน และการเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของสังคม ปัจจัยด้านครอบครัว เช่น ความภาคภูมิใจของครอบครัว และการโน้มน้าวของครอบครัว และปัจจัยด้านเพื่อน เช่น การมีเพื่อนที่มีงานดีและมั่นคง และคำแนะนำของเพื่อน มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสมัครงานในอาชีพรับราชการของนิสิต
การเข้าถึงประกันสังคมมาตรา 40 ของกลุ่มอาชีพอิสระ: กรณีศึกษากลุ่มเจ้าของกิจการ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ, นิติ นิจนิติกุล
การเข้าถึงประกันสังคมมาตรา 40 ของกลุ่มอาชีพอิสระ: กรณีศึกษากลุ่มเจ้าของกิจการ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ, นิติ นิจนิติกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มาตรา 40 ของกลุ่มเจ้าของกิจการ โดยให้ความสนใจในพื้นที่เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ เป็นหลัก งานศึกษาอาศัยกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการทบทวนเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาจำแนก แยกแยะ และวิเคราะห์ ผู้ให้ข้อมูลในงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเจ้าของกิจการที่อยู่ในระบบประกันสังคม มาตรา 40 กลุ่มเจ้าของกิจการที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 40 และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานประกันสังคม จากการศึกษาพบว่า การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประกันสังคม มาตรา 40 อย่างถูกต้องและครบถ้วน ส่งผลต่อการเข้าร่วมระบบประกันสังคมมาตรา 40 ของกลุ่มเจ้าของกิจการ นอกจากนั้น ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ รายได้ ลักษณะและขนาดของกิจการ และทัศนคติส่วนตัว ของกลุ่มเจ้าของกิจการส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสังคม มาตรา 40 ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ของกลุ่มเจ้าของกิจการ ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ เช่นกัน
ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล
ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐก่อนและหลังการใช้ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการสำรวจปัญหาและอุปสรรคเพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไป การศึกษาครั้งนี้นับว่าเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการวิจัยทางเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคลากรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน และประชาชนผู้เสียหายจากคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกันผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาพรรณนาบรรยายข้อมูลภายใต้กรอบแนวคิดที่กำหนดขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ กล่าวคือ กระบวนการทำงานที่มีแบบแผนมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดของมนุษย์ มีการใช้เทคนิควิธีที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานให้ถูกต้อง รวดเร็ว อีกทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้เสียหายสามารถแจ้งเหตุได้ทุกที่และทุกเวลา อันก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อผู้รับบริการ นอกจากนี้ การลงทุนในการพัฒนาระบบ e-Service นี้จะส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งนี้ ปัญหาอุปสรรคที่ค้นพบ อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ยังไม่สมดุลกับปริมาณคดี ความไม่เสถียรของระบบ การสื่อสารและประชาสัมพันธ์การใช้งานระบบยังไม่ครอบคลุมกับประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ยังมีข้อจำกัดในทางกฎหมายอยู่บ้าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้การบริการประชาชนและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินไปอย่างไร้รอยต่อ
ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ
ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วัฒนธรรมในระบบการเกณฑ์ทหารของกองทัพประเทศเกาหลีใต้ ผ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit ศึกษาจุดแข็งจุดอ่อนของค่านิยมและวัฒนธรรมอันทำให้เกิดการกระทำความผิด การหนีทหาร และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงเอกสารและสื่อภาพยนตร์เป็นหลัก โดยเน้นในส่วนของวัฒนธรรม และค่านิยมของคนเกาหลีใต้ มาประกอบการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า บทของภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit อาจเป็นเครื่องมือของผู้กำกับและอุตสาหกรรมภาพยนตร์เชิงสะท้อนสังคม ในการตีแผ่ภาพลักษณ์ด้านลบของกองทัพ แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นก็ทำให้กองทัพในฐานะตัวแสดงของรัฐ มีท่าทีโต้ตอบ ในแบบของการแก้ไขเพิ่มเติมนโยบาย ข้อกฎหมาย ทางความมั่นคงของประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพเกาหลีใต้สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของการเข้ารับราชการทหารให้อยู่ในกรอบของสิทธิมนุษยชน มีมนุษยธรรมภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย จึงนับเป็นความท้าทายทั้งต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์สะท้อนสังคมและกองทัพเกาหลีใต้ ที่ต้องเดินหน้าปรับปรุงนโยบายเพื่อให้สามารถรักษาดุลยภาพระหว่างความมั่นคงแห่งชาติและสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ