Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Economics (441)
-
- Sociology (373)
- Political Science (342)
- International Relations (255)
- Psychology (255)
- Criminology (144)
- Social Justice (144)
- International and Area Studies (105)
- Asian Studies (100)
- Demography, Population, and Ecology (84)
- Linguistics (45)
- International Economics (32)
- Finance (31)
- Sociology of Culture (26)
- Health Economics (25)
- Geography (20)
- Anthropology (19)
- Library and Information Science (17)
- Arts and Humanities (8)
- Digital Humanities (6)
- Other Economics (2)
- Agricultural and Resource Economics (1)
- Architecture (1)
- Chinese Studies (1)
- Collection Development and Management (1)
Articles 1711 - 1740 of 2614
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
ที่มาและพลวัตของนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545, อนุวัตร จินตกสิกรรม
ที่มาและพลวัตของนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545, อนุวัตร จินตกสิกรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เรื่องนี้มุ่งตอบคำถามที่ว่านโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545 มีกระบวนการก่อตัวและพัฒนาการของการดำเนินนโยบายในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร โดยใช้แนวคิดทฤษฎีการระบุปัญหาและการก่อตัวของนโยบาย และแนวคิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นแนวคิดหลักในการตอบคำถามวิจัยครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพประกอบด้วยการเก็บข้อมูลจาก 2 ส่วน ได้แก่ การศึกษาวิจัยเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย จำนวน 11 คน ผลการศึกษา พบว่า ที่มาของนโยบายเกิดขึ้นมาจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานทหารกับประชาชนในพื้นที่สงวนหวงห้ามของทหารจังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงปี พ.ศ. 2532 ที่นำไปสู่การชูประเด็นปัญหาการบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินของรัฐเหนือปัญหาสิทธิในที่ดินของประชาชน และปัญหาการสงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สาธารณะ นอกจากนี้การเกิดขึ้นของกลไก กบร. ยังเป็นการดึงอำนาจการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของประชาชนจากกลไกรัฐอื่น ๆ ที่มีอยู่เดิม มาอยู่ภายใต้กลไกของส่วนกลางที่ กบร. กำหนดขึ้น ในส่วนพลวัตของนโยบาย พบว่า การเปลี่ยนแปลงของนโยบายมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับรายละเอียดของเนื้อหาและขั้นตอนการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับกระบวนทัศน์ของนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับกลไกการพิสูจน์สิทธิในที่ดินซึ่งเป็นกลไกหลักของการแก้ไขปัญหา และเป็นกระบวนการที่มีปัญหาจำนวนมากในระดับปฏิบัติ ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะ คือ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายควรใช้โอกาสในการโอนย้ายหน่วยงานไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ทบทวนกระบวนทัศน์ในการดำเนินนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ที่ไม่ควรจำกัดอยู่แค่เพียงกระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินเท่านั้น รวมถึงควรปรับปรุงแก้ไขมาตรการและแนวทางในการดำเนินงานที่ยังมีปัญหาอุปสรรคและความล่าช้าอยู่ในปัจจุบัน ให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันมากยิ่งขึ้น
นโยบายส่งเสริมการมีบุตร : กรณีศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์, ชุติมน สุขสวัสดิ์
นโยบายส่งเสริมการมีบุตร : กรณีศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์, ชุติมน สุขสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นมา ลักษณะ และรูปแบบการดำเนินการของนโยบายส่งเสริมการมีบุตร ของประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ 2) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างของนโยบายทั้งสองประเทศ และ 3) เพื่อหาแนวทางปรับปรุงนโยบายที่เหมาะสมต่อบริบทประเทศไทยโดยใช้นโยบายจากประเทศสิงคโปร์เป็นต้นแบบ งานวิจัยนี้ใช้วิธีดำเนินการวิจัยทางเอกสาร จากผลการศึกษาพบว่านโยบายของทั้งสองประเทศมีที่มา เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน โดยทั้งสองประเทศต่างต้องการเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ในกลุ่มพ่อแม่ที่มีความพร้อมในการมีบุตรซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของประชากร นอกจากนั้นทั้งสองประเทศยังได้เลือกวิธีและเครื่องมือเชิงนโยบายที่คล้ายคลึงกัน ผ่านการใช้มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตร การส่งเสริมให้มีสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐาน และการส่งเสริมให้ปรับปรุงกฎหมายแรงงานเรื่องสิทธิการลาของพ่อและแม่ อย่างไรก็ตามทั้งสองประเทศมีแนวทางการดำเนินกิจกรรมที่แตกต่างกัน โดยกิจกรรมของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อสร้างและปรับปรุงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตร และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์จะมุ่งเน้นการจูงใจและให้ความช่วยเหลือในการเข้าถึงสวัสดิการที่มีอยู่แล้วแทน นอกจากนั้นจากการศึกษาพบว่านโยบายของประเทศสิงคโปร์มีความเป็นรูปธรรม ครอบคลุม คล่องตัว และมีการบูรณาการที่มากกว่านโยบายของประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยเชิงสถาบันที่มีความได้เปรียบมากกว่า อาทิ สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อย่างไรก็ตามประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์มีปัจจัยเชิงแนวคิดที่คล้ายคลึงกันหลายประการ ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยสามารถนำนโยบายส่งเสริมการมีบุตรจากประเทศสิงคโปร์มาเป็นต้นแบบในการปรับปรุงนโยบายให้เข้ากับบริบทของประเทศได้
ประสิทธิผลในการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยได้รับทุนวิจัยจากหน่วยทุนวิจัย กรณีศึกษา : การส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัย โดยสำนักบริหารวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โทน เวชชะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้นักวิจัยได้รับการสนับสนุนทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม และเพื่อนำผลการศึกษาไปพัฒนาแนวทางการดำเนินงานของสำนักบริหารวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยให้ได้รับทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และคัดเลือกผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผู้ให้สัมภาษณ์ได้แก่อาจารย์หรือนักวิจัย สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์และพันธกิจแหล่งทุน สำนักบริหารวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากแหล่งทุน ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ได้ถูกวิเคราะห์และนำเสนอในรูปแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยได้รับทุนวิจัยจากหน่วยทุนวิจัย ได้แก่ 1. ปัจจัยด้านลักษณะขององค์การ 2. ปัจจัยด้านลักษณะของสภาพแวดล้อมภายนอกและสภาพแวดล้อมภายใน 3. ปัจจัยด้านนโยบายการบริหารและการปฏิบัติงาน และ 4. ปัจจัยด้านหลักเกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอโครงการของแหล่งทุน โดยปัจจัยที่ 1 – 3 จะส่งผลต่อการส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์หรือนักวิจัยสามารถที่จะเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับสนับสนุนทุนจากหน่วยทุนวิจัย ส่วนปัจจัยที่ 4 จะเป็นกรอบให้อาจารย์หรือนักวิจัยเขียนข้อเสนอโครงการให้ครบถ้วนตามที่แหล่งทุนกำหนด
ประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข, ธัญจิรา เพ็ญสิริกุล
ประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข, ธัญจิรา เพ็ญสิริกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข ศึกษาการดำเนินการ และเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนา ปรับปรุงการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการ โดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยวิจัยศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study) ในเขตพื้นที่นำร่อง เขตสุขภาพที่ 6 (จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว สมุทรปราการ) และดำเนินการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ในมุมมองของผู้บริหารส่วนกลางที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการวางแผนและยุทธศาสตร์แบบ Top-down และผู้บริหารและผู้ปฏิบัติส่วนภูมิภาคที่เกี่ยวข้องในการวางแผนและยุทธศาสตร์แบบ bottom-up จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่าสำหรับประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข ผู้ให้สัมภาษณ์มีความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพในระดับปานกลางหรือพอใจในระดับนึง เนื่องจากการมีจุดแข็งของเขตสุขภาพเป็นจุดเชื่อมโยงเครือข่ายบริการให้ไร้รอยต่อมากขึ้น นำไปสู่การตอบสนองความต้องการในพื้นที่ได้รวดเร็วมากขึ้น มีการปรับปรุงกระบวนการของการผลิตอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการตามบริบทพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม มีการปรับเกลี่ยกำลังคนเกิดความคล่องตัวขึ้น ทิศทางระบบบริหารจัดการตอบสนองการพัฒนาบริการในพื้นที่เกิดความต่อเนื่องและเกิดความก้าวหน้าด้านบริการที่มีมากกว่าเดิม อย่างไรก็ดี ยังมีจุดอ่อนของความล่าช้าในระบบราชการ กฎระเบียบที่ไม่ทันสมัย และการกระจายอำนาจที่ยังไม่เบ็ดเสร็จแท้จริง กรอบกำลังคนไม่สัมพันธ์กับภาระงานจริง และข้อมูลที่มียังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงสรุปได้ว่ามีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งทั้งในมิติมีความเท่าเทียม รวดเร็วทันเวลา เพียงพอเหมาะสม เกิดความต่อเนื่อง แต่ยังมีความก้าวหน้าที่ยังต้องพัฒนาให้เกิดความเหมาะสมต่อการตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการเชิงพื้นที่ในประเด็นจุดอ่อนที่กล่าวถึงนี้ต่อไป
ประสิทธิภาพและความพึงพอใจเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ: กรณีศึกษา แอพพลิเคชั่น Rama App ของโรงพยาบาลรามาธิบดี, ปารมี จารุพันธ์
ประสิทธิภาพและความพึงพอใจเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ: กรณีศึกษา แอพพลิเคชั่น Rama App ของโรงพยาบาลรามาธิบดี, ปารมี จารุพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการนำแอพพลิเคชั่น Rama App มาใช้ในองค์การ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี เกี่ยวกับการนำแอพพลิเคชั่น Rama App มาใช้ในองค์การ ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 370 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 5 คน สำหรับผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่นมีความคิดเห็นว่าการนำแอพพลิเคชั่น Rama App มาใช้ในองค์การสามารถลดความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน และทำให้ผู้ปฏิบัติงานทราบถึงปริมาณงาน รวมถึงช่วยลดภาระงานของผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจน สามารถลดระยะเวลาในการใช้บริการที่โรงพยาบาล อีกทั้งสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 2) กลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี มีความพึงพอใจทุกฟังก์ชั่นของแอพพลิเคชั่น Rama App ในระดับมาก โดยพบว่ามีความพึงพอใจฟังก์ชั่น “คัดกรอง COVID-19” มากที่สุด และมีความพึงพอใจฟังก์ชั่น “แผนที่” น้อยที่สุด
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ของเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19), พิชาพัทธ์ ปิยเรืองวิทย์
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ของเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19), พิชาพัทธ์ ปิยเรืองวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้านที่มีปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่บ้าน และ 4) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ประจำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่ปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) จำนวน 320 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน อยู่ในระดับมาก 2) เพศ อายุ ระดับการศึกษา ลักษณะงาน สภาพความเป็นอยู่ และสถานที่ปฏิบัติงานในระหว่าง WFH แตกต่างกันมีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน คือ ปัจจัยด้านความสุขในการปฏิบัติงานที่บ้าน ปัจจัยด้านการสนับสนุน ปัจจัยด้านการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ และปัจจัยด้านความง่ายในการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานที่บ้าน ทั้ง 4 ปัจจัยมีความเชื่อมโยงกับ 3 องค์ประกอบในการปฏิบัติงานที่บ้าน ได้แก่ 1. ด้านองค์กร ที่มีผลต่อปัจจัยด้านการสนับสนุน และปัจจัยด้านความง่ายในการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานที่บ้าน 2. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง ที่มีผลต่อปัจจัยด้านการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ โดยระดับการกระจายอำนาจขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันความไว้วางใจที่หัวหน้างานมีให้แก่ลูกน้องถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสำเร็จ 3. ด้านตัวบุคคล โดยความสุขในการปฏิบัติงานที่บ้านมีผลต่อประสิทธิภาพ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของบ้านและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
The Relationship Between Social Media Influencers And Travel Intention Of Thai People During Covid-19, Teeraporn Rotjanasiripong
The Relationship Between Social Media Influencers And Travel Intention Of Thai People During Covid-19, Teeraporn Rotjanasiripong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The coronavirus pandemic has decreased the number of traveler of Thai people. As a part of marketing to help tourism industry, social media influencers become an important marketing tools on tourism segment to raise brand awareness and increase the number of people to travel. This research would like to study the relationship on social media influencers and other variable that relate to the travel intention of Thai people during the Covid-19 The survey collects 322 respondents from four generations of Thai people who intend to travel within Thailand. The method of research uses quantitative research collecting primary data by using …
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ Work From Home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส Covid-19, ประภาสี โพธิปักขิย์
ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ Work From Home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส Covid-19, ประภาสี โพธิปักขิย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19” มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ และแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ 2) เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ และ 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ ประชากร คือ พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ จำนวน 360 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Samples T-Test และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่อยู่ในระดับมาก และ ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่อยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เท่ากับระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ 3) ปัจจัยด้านความเชื่อใจไว้วางใจ ปัจจัยด้านความคาดหวังในความพยายาม และ ปัจจัยด้านอิทธิพลทางสังคม มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่
ปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลเเละบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านเเหลม จังหวัดเพชรบุรี, ทียารัชต์ นิลนัครา
ปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลเเละบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านเเหลม จังหวัดเพชรบุรี, ทียารัชต์ นิลนัครา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาว่าปัจจัยใดที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง 2) ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลนำไปใช้ในการพัฒนานักงานส่วนตำบลและบุคลากรในสังกัดให้รู้จักพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 80 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ส่วนสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis Testing) คือ สถิติการการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) การทดสอบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน (t-test for Independent Samples) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way Anova) พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความต้องการในการพัฒนาตนเองในภาพรวมอยู่ในระดับมากและมีแรงจูงใจอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากด้วย การทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยด้านความพึงพอใจในการทำงาน การสอบเข้ารับราชการและระดับการศึกษามีผลต่อความต้องการในการพัฒนาตนเองของพนักงานส่วนตำบลและบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีส่วนตำบลและบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่.05
ปัจจัยที่พัฒนาเกษตรเชิงนวัตกรรม: กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรในจังหวัดราชบุรี, สโรชินี เตียวธนโชติ
ปัจจัยที่พัฒนาเกษตรเชิงนวัตกรรม: กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรในจังหวัดราชบุรี, สโรชินี เตียวธนโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยที่พัฒนาการเกษตรเชิงนวัตกรรม: กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรในจังหวัดราชบุรี การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยสองประเด็น ประเด็นแรกเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเกษตรสู่เกษตรเชิงนวัตกรรมประเด็นที่สองเพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการเกษตรสู่เกษตรเชิงนวัตกรรม ผลการศึกษาพบว่า คือ กลุ่มเกษตรกรได้รับรางวัลการปฎิบัติทางการเกษตรที่ดี มีความเห็นว่าปัจจัยการตลาดเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดและในยุคปัจจุบันเทคโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้กับการเกษตรถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ปัจจัยรองลงมาคือปัจจัยเรื่องการบริหารงานส่งเสริมการเกษตรให้ภาครัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องมีการบูรณาการร่วมกันในการส่งสริม ปัจจัยที่มีผลน้อยที่สุดคือปัจจัยส่วยบุคคล กลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับรางวัลการปฎิบัติทางการเกษตรที่ดี แต่ได้รางวัลรับรองมาตราฐานอื่นๆนั้นมีมุมมองความคิดที่ต่างจากกลุ่มเกษตรกรได้รับรางวัลการปฎิบัติทางการเกษตรที่ดีโดยให้ความสำคัญกับเรื่องของการบริหารงานส่งเสริมของภาครัฐมากกว่าเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม คณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จังหวัดราชบุรี มองว่าภาคการเกษตรเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการและช่วยกันการส่งเสริมพัฒนาโดยต้องช่วยเกษตรกรในเรื่องการตลาดและเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเกษตรกรได้มากในการพัฒนาการเกษตรเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ข้อเสนอแนะจากการวิจัย การบริหารงานส่งเสริมการเกษตรให้เกิดการพัฒนาการเกษตรสู่เกษตรเชิงนวัตกรรมนั้นภาครัฐควรให้ความสำคัญกับเรื่องการตลาดมากขึ้นเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกษตรกรให้ความสำคัญและยังมองว่าปัจจุบันยังคงเป็นปัญหา
ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ กรณีศึกษา งานสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร กรมศุลกากร, สโรชา สาตร์บำรุง
ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ กรณีศึกษา งานสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร กรมศุลกากร, สโรชา สาตร์บำรุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ซี่งกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือผู้ใช้งานระบบ จำนวน 567 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ด้วยสถิติหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ T-Test สถิติ One-Way ANOVA และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ส่วนกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพคือผู้ใช้งานระบบ จำนวน 8 คน ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและแปรผลโดยการวิเคราะห์จากเนื้อหา จากนั้นจะนำผลของทั้งสองวิธีมาเปรียบเทียบกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการยอมรับของผู้ใช้งานอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การใช้ระบบ ที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ใช้งานมีระดับการยอมรับระบบที่แตกต่างกัน แต่สำหรับสถานภาพในการทำงาน ในการวิจัยเชิงปริมาณพบว่าไม่มีผล แต่การวิจัยเชิงคุณภาพพบว่ามีผล 3) ปัจจัยหลัก ได้แก่ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือของระบบ และการสนับสนุนจากองค์กร เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับของผู้ใช้งาน ส่วนการรับรู้ประโยชน์ของการใช้งาน ในเชิงปริมาณพบว่าไม่มีผล แต่ในเชิงคุณภาพพบว่ามีผล 4) ในการพัฒนาระบบ ต้องคำนึงถึงผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ให้ข้อมูลวิธีใช้งานอย่างง่ายและข้อมูลด้านความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ ประชาสัมพันธ์ถึงประโยชน์ของระบบ ตลอดจนผลักดันให้องค์กรของผู้ใช้สนับสนุนระบบ
ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว, ทิพย์ชนก เสนผดุง
ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว, ทิพย์ชนก เสนผดุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านองค์กรกับความผูกพันต่อองค์กรและการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการข้าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรกรมการข้าวส่วนกลาง จำนวน 186 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติโดยวิธีหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานการวิจัยด้วยสถิติ t-test สถิติ F-test และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson correlation coefficient) ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคลใดที่มีผลต่อความผูกพันมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ประสบการณ์ในการทำงาน รองลงมาคือ เพศ และระดับการศึกษา ตามลำดับ (2) ข้อมูลความคิดเห็นของปัจจัยด้านองค์กร ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ด้านความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน ด้านการมีส่วนร่วมในการบริหารงาน ด้านการได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถผู้ปฏิบัติงาน ด้านการกระจายอำนาจ และด้านสวัสดิการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและความคิดเห็นของความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากได้แก่ ด้านความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ด้านการทุ่มเทในการปฏิบัติงาน และด้านความต้องการในการทำงานอย่างยาวนานโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากเช่นกัน (3) ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันที่ประกอบไปด้วย เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และระยะเวลาในการปฏิบัติงานนั้น ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 (4) ปัจจัยทางด้านองค์กร เช่น ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน การมีส่วนร่วมในการบริหารงาน การได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถผู้ปฏิบัติงาน การกระจายอำนาจ และสวัสดิการ มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กร ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05
ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันธ์ในองค์การของบุคลากร: กรณีศึกษาสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, คนธรัตน์ อ้นขวัญเมือง
ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันธ์ในองค์การของบุคลากร: กรณีศึกษาสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, คนธรัตน์ อ้นขวัญเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันในองค์การของบุคลากร กรณีศึกษา : สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษาถึงระดับความผูกพันที่มีต่อองค์การของบุคลากร ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันที่มีต่อองค์การของบุคลากร และปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันที่มีต่อองค์การของบุคลากร โดยกลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ พนักงานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยในสายงานด้านความปลอดภัยทางการบินพลเรือน ด้านการรักษาความปลอดภัย การกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมอุตสาหกรรมการบิน จำนวน 157 คน และใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่มีความเป็นอิสระต่อกัน (Independent Sample T-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) การวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) และการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และช่วงอายุอยู่ส่วนใหญ่ ได้แก่ กลุ่มคนช่วงอายุ 31 – 40 ปี สถานภาพส่วนใหญ่แล้วมีสถานภาพสมรส ระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีอายุงานส่วนใหญ่อยู่ที่ 3 ปี ในส่วนของการวิเคราะห์ระดับความผูกพันต่อองค์การของบุคลากร สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย พบว่ามีระดับความผูกพันต่อองค์การอยู่ในระดับมาก และการพิจารณาถึงปัจจัยที่ทำให้บุคลากรมีความรู้สึกผูกพันต่อองค์การ ได้แก่ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ เป็นปัจจัยที่บุคลากรให้ความสำคัญมาก ในส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การที่มีความสัมพันธ์กับผลของความผูกพันต่อองค์การของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้แก่ ได้แก่ ปัจจัยวัฒนธรรมหรือจุดมุ่งหมายขององค์การ ลักษณะงานที่ปฏิบัติ ค่าตอบแทน และคุณภาพชีวิต
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการ: กรณีศึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ณัฐชา สังข์แป้น
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการ: กรณีศึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ณัฐชา สังข์แป้น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่อิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเพื่อศึกษาแนวโน้มการตัดสินใจโอนออกจากส่วนราชการของข้าราชการสังกัด สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยใช้กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ ข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 155 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และ การสัมภาษณ์ข้าราชการที่เคยสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 คน และนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ โดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ โดยผลการศึกษา พบว่า 1) ข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีระดับคุณภาพชีวิตการทำงาน โดยรวมอยู่ในระดับดี 2) ปัจจัยคุณภาพชีวิตการทำงาน ด้านค่าตอบแทนที่มีความเป็นธรรมและเพียงพอ ด้านลักษณะงานที่ตั้งอยู่บนฐานของกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรม และด้านความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานโดยส่วนรวม มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ปัจจัยลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ภูมิลำเนา รายได้ต่อเดือน รายจ่ายต่อเดือน สำนัก/กองที่สังกัด และระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจโอนของข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), พิณนภา เพชรศิริ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), พิณนภา เพชรศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อศึกษาระดับการรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้วิจัยได้เลือกใช้การวิจัยเชิงสำรวจด้วยแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษากับพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จำนวน 288 คน และใช้สถิติเชิงพรรณนาด้วยการบรรยายในลักษณะค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ด้วยการใช้ T-test และการวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่าการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้แก่ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร คือ ด้าน Accountability และปัจจัยด้านสื่อ คือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลาออกของพนักงานสายงานวิศวะกรรม : กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย, วรินทร การเดิม
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลาออกของพนักงานสายงานวิศวะกรรม : กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย, วรินทร การเดิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม ของหน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม ของหน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสายงานวิศวกรรมที่ลาออกจากหน่วยงาน และพนักงานสายงานวิศวกรรมที่ลาออกจากหน่วยงาน ผลการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จากการสัมภาษณ์ พบว่าสาเหตุของการลาออกของผู้บริหารสายงานวิศวกรรมและพนักงานสายวิศวกรรม มีประเด็นหลัก 5 ประเด็น คือ 1. ด้านความน่าสนใจในงาน/ด้านลักษณะงานในการบริหารงาน 2. ด้านความสัมพันธ์ต่อผู้บังคับบัญชา 3. ด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ 4. ด้านนโยบายและการบริหารงาน 5. ด้านโอกาสและความก้าวหน้าในสายงาน จากผลการศึกษาในครั้งนี้ หน่วยงานสามารถนำผลการศึกษามาเป็นแนวทางในการวางแผนและปรับปรุงแผนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรักษาพนักงานสายงานวิศวกรรมให้คงอยู่ในหน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
The Relationship Of Agricultural Growth, Price, Wages And Poverty Reduction Of Thai Rice Farmers, Pitcha Pongpanstaporn
The Relationship Of Agricultural Growth, Price, Wages And Poverty Reduction Of Thai Rice Farmers, Pitcha Pongpanstaporn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In recent years Thai population has increased year by year, this would also increase the demand for food as well. The sources of those foods come from agriculture. Agricultural production has been a great interest to economists studying the process of development and growth. There are many types of agricultural productivity which are interesting, I would like to focus specifically on rice which is the major economic crop in Thailand and have the largest farm area. The objective of this study is to study the relationship of agricultural growth by considering the relationship between productivity with price, wage and poverty …
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) กรณีศึกษา : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), พิชชาพร สงวนศักดิ์โยธิน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) กรณีศึกษา : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), พิชชาพร สงวนศักดิ์โยธิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้ออนไลน์ กฟผ. หรือ EGAT Learning Space (ELS) 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาบุคลากรผ่านระบบ ELS ผู้วิจัยใช้การดำเนินการวิจัย 2 รูปแบบ ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงาน กฟผ. ที่ผ่านการฝึกอบรมในระบบ ELS จำนวน 409 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเฉลี่ย 1 กลุ่มตัวอย่างกับค่าทดสอบ การทดสอบค่าเฉลี่ยของ 2 กลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวเพื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยในประชากร 3 กลุ่มขึ้นไป และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ เครื่องมือในการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงาน กฟผ. ที่มีประสบการณ์การฝึกอบรมในระบบ ELS จำนวน 10 คน และวิเคราะห์เนื้อหาพร้อมเขียนสรุปผลในเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้ออนไลน์ กฟผ. หรือ EGAT Learning Space (ELS) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกันมีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS ไม่แตกต่างกัน 3) ปัจจัยด้านคุณลักษณะของผู้เข้าอบรมมีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS 4) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานมีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในการมาเที่ยวชมสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี, กรกนก หะวานนท์
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในการมาเที่ยวชมสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี, กรกนก หะวานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในการมาเที่ยวชมสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านกายภาพมีอิทธิพลมากที่สุด ในขณะที่ปัจจัยด้านการตลาดและเทคโนโลยีมีอิทธิพลน้อยที่สุด สะท้อนถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของสวนสัตว์ตามลำดับ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดการจัดส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix : 7Ps) นำไปสู่การสร้างกลยุทธ์ในการพัฒนากิจการสวนสัตว์เปิดเขาเขียวในรูปแบบของ TOWS Matrix พบ 4 กลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ 1) กลยุทธ์เชิงรุก การสร้างคอนเทนต์ใหม่และการทำตลาดเชิงรุก 2) กลยุทธ์เชิงแก้ไข การพัฒนาสวนสัตว์รูปแบบใหม่ (Smart Zoo) 3) กลยุทธ์เชิงป้องกัน การโฆษณาและประชาสัมพันธ์เพื่อรักษากลุ่มลูกค้าเดิม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เพิ่งเริ่มต้นสร้างครอบครัวและมีบุตรเล็กเดินทางมาจากกรุงเทพและชลบุรี รวมทั้งการขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ 4) กลยุทธ์เชิงรับ การวิจัยทางการตลาดเพื่อหาจุดขาย ในขณะเดียวกันการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กำลังจะมาพร้อมกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงถือเป็นโอกาสในการพัฒนากิจการสวนสัตว์ แต่การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ (Aged Society) เป็นหนึ่งภัยคุกคามที่น่าจับตามอง สวนสัตว์เปิดเขาเขียวจึงควรหากลยุทธ์ในการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างสถานีรถไฟฟ้ากับแหล่งท่องเที่ยวอื่นในชุมชน รวมทั้งออกแบบพื้นที่ใช้สอยสำหรับผู้สูงอายุ ท้ายที่สุดแล้วทุกกลยุทธ์ที่กล่าวมาจะเป็นแนวทางในการพัฒนากิจการสวนสัตว์เปิดเขาเขียวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่ช่วยสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าของคนไทยและชาวต่างชาติในภูมิภาคอาเซียนต่อไป
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงาน กรณีศึกษา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสำนักงานกลาง, บุรพัชร์ ด่านวิไล
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงาน กรณีศึกษา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสำนักงานกลาง, บุรพัชร์ ด่านวิไล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง "ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงาน กรณีศึกษา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานกลาง" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการคงอยู่ของพนักงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำนักงานกลาง และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานฯ ใน กฟผ. การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม คือ พนักงานประจำที่ปฏิบัติงานอยู่ใน กฟผ. สำนักงานกลาง จำนวน 376 คน และกลุ่มตัวอย่างในการสัมภาษณ์ คือ พนักงานฯ จำนวน 10 คน เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจึงนำมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และพยากรณ์ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า ระดับการคงอยู่ของพนักงานฯ อยู่ในระดับมาก ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานฯ มี 6 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปัจจัยความต่อเนื่องในการจ่ายค่าตอบแทนและความมั่นคงในงาน ปัจจัยการจ่ายค่าตอบแทน ปัจจัยโอกาสก้าวหน้าในงาน และปัจจัยความมุ่งมั่นและภาวะผู้นำของผู้บังคับบัญชาส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 และปัจจัยความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศในยุค New Normal กรณีศึกษา ศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเส้นทางบินกรุงเทพ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, เมธา สุธาพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศในยุค New Normal 2) พัฒนาปรับปรุงลักษณะการทำงานจากปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไป และ 3) หาแนวทางจัดการความเครียด โดยได้ทำการศึกษาผ่านแบบสอบถามจำนวน 152 คน และบทสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 10 คน ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศส่วนใหญ่มีระดับความเครียดในการปฏิบัติงานยุค New Normal อยู่ในระดับเครียดปานกลาง 2) ปัจจัยที่เกี่ยวกับงาน ปัจจัยที่เกี่ยวกับปัจเจกบุคคล ปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และปัจจัยที่มีผลมาจากยุค New Normal มีความสัมพันธ์กับความเครียด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยปัจจัยที่เกี่ยวกับปัจเจกบุคคล มีความสัมพันธ์กับความเครียดในการปฏิบัติงานมากที่สุด มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.586 3) ปัจจัยที่เกี่ยวกับปัจเจกบุคคล ปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และปัจจัยที่มีผลมาจากยุค New Normal ส่งผลต่อความเครียดในการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยตัวแปรต้นหรือปัจจัยที่สนใจในการวิจัยทั้ง 4 ตัวนี้ สามารถทำนายตัวแปรตามหรือระดับความเครียดในการปฏิบัติงานได้ 45.6% และ 4) วิธีการจัดการความเครียดในการปฏิบัติงานส่วนมากคือ การพักผ่อนและทำกิจกรรมกับครอบครัว ส่วนวิธีการจัดการความเครียดขององค์การคือ การจัดตารางปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับปริมาณเที่ยวบินที่ลดน้อยลง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อทัศนคติการคงอยู่ของข้าราชการชั้นสัญญาบัตร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, พิชญา แสงแก้ว
ปัจจัยที่ส่งผลต่อทัศนคติการคงอยู่ของข้าราชการชั้นสัญญาบัตร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, พิชญา แสงแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาสถานภาพส่วนบุคคลที่มีผลต่อทัศนคติการคงอยู่ของข้าราชการชั้นสัญญาบัตร 2. เพื่อศึกษาปัจจัยแรงจูงใจและปัจจัยการรับรู้การสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีต่อทัศนคติการคงอยู่ของข้าราชการชั้นสัญญาบัตร ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยเป็นการวิจัยแบบผสมในเชิงปริมาณและคุณภาพ ผลการศึกษาเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างข้าราชการชั้นสัญญาบัตร จำนวน 360 คนพบว่าปัจจัยสถานภาพส่วนบุคคลด้านชั้นการศึกษาและชั้นยศมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ ปัจจัยแรงจูงใจด้านความรับผิดชอบและปัจจัยการรับรู้การสนับสนุนจากหน่วยงานด้านการเห็นคุณค่าการปฏิบัติงานเป็นปัจจัยภายในที่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติการคงอยู่ ทั้งนี้ ผลการศึกษาเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ข้าราชการชั้นสัญญาบัตรที่ลาออกจำนวน 3 คน พบว่าปัจจัยที่ส่งเสริมต่อการคงอยู่ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยภายนอก ได้แก่ ปัจจัยแรงจูงใจด้านการมีส่วนร่วมและด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา และปัจจัยการรับรู้การสนับสนุนด้านสภาพแวดล้อมภายในหน่วยงาน ส่วนปัจจัยที่ไม่เกื้อกูลต่อการคงอยู่ ได้แก่ ปัจจัยแรงจูงใจด้านกฎระเบียบที่เข้มงวด ปัจจัยการรับรู้การสนับสนุนด้านการประเมินผลภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ทั้งนี้ ระบบการคัดเลือกกำลังพลที่มีความสามารถและทัศนคติเชิงบวก ถือเป็นกลไกสำคัญที่มีต่อการส่งเสริมปัจจัยแรงจูงใจและปัจจัยการรับรู้การสนับสนุนที่มีต่อทัศนคติการคงอยู่ในองค์กร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการในสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร, ปิยวรรณ บรรพชาติ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการในสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร, ปิยวรรณ บรรพชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงระดับประสิทธิภาพและปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการในสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เพื่อนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพในปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ ข้าราชการในสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร รวมจำนวนทั้งสิ้น 225 คน การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม คือการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent Samples t-test, One-Way ANOVA และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน จากการวิจัยพบว่า 1) ข้าราชการในสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร มีความเห็นด้วยมากที่สุดด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน 2) ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านระดับการศึกษาส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานมากที่สุด 3) ปัจจัยด้านแรงจูงใจ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยด้านค่าจ้างและผลตอบแทนส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานมากที่สุด และ 4) ปัจจัยด้านการบริหารจัดการองค์การเพื่อประสิทธิภาพตามแนวคิดกระบวนทัศน์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานมากที่สุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่บ้าน(Work From Home) ของพนักงานของรัฐในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19: กรณีศึกษาสถาบันพระปกเกล้า, เบญจมาศ บุ้งรุ่ง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่บ้าน(Work From Home) ของพนักงานของรัฐในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19: กรณีศึกษาสถาบันพระปกเกล้า, เบญจมาศ บุ้งรุ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ของพนักงานของรัฐในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19: กรณีศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเป็นการศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ประกอบด้วยการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ซึ่งผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มประชากรที่เป็นพนักงานของรัฐสังกัดสถาบันพระปกเกล้า จำนวน 178 คน โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ของพนักงานสถาบันพระปกเกล้าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 2. เพื่อศึกษาถึงระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ และการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ของพนักงานสถาบันพระปกเกล้า 3. เพื่อเปรียบเทียบระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ และการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ของพนักงานสถาบันพระปกเกล้า 4. เพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางในการส่งเสริมประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ของพนักงานสถาบันพระปกเกล้าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from home) ในภาพรวม WFH ครั้งที่ 1 (เดือนมีนาคม-เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563) อยู่ในระดับมาก (Mean=3.43, S.D. = 0.59) ส่วน WFH ครั้งที่ 2 (เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564) อยู่ในระดับมาก (Mean=3.42, S.D. = 0.60) และระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ (Onsite) ในภาพรวมอยู่ในระดับมา (Mean=3.78, S.D. = 0.58) กับการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ในภาพรวม WFH ครั้งที่ 1 …
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณของจังหวัดสระบุรี, ปราณี เรืองอรุณกิจ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณของจังหวัดสระบุรี, ปราณี เรืองอรุณกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีเป็นการศึกษาประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนของงบจังหวัด (Area) ที่จังหวัดสระบุรีได้รับการจัดสรร เนื่องจากงบจังหวัดเป็นงบที่ใช้สำหรับภารกิจในเชิงพื้นที่ กระจายลงสู่พื้นที่เป้าหมายโดยตรง และประชาชนในพื้นที่ มีส่วนร่วมในกระบวนการงบประมาณ อันเป็นรากฐานสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ในปีงบประมาณ 2562- 2563 จังหวัดสระบุรีมีผลการเบิกจ่ายงบประมาณจังหวัดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยมีผลการเบิกจ่ายสูงถึงร้อยละ 100 ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ควรนำมาถอดเป็นบทเรียน ผู้วิจัยในฐานะเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมีความสนใจศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเบิกจ่าย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลปฐมภูมิ และข้อมูลทุติยภูมิ และทำการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมาย ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณของจังหวัดสระบุรี ได้ยึดหลักการบริหาร POLC อันประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การนำ (Leading) และการควบคุม (Controlling) สำหรับปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณของจังหวัดสระบุรี คือ จังหวัดสระบุรี มีข้อได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ของพื้นที่ นอกจากนี้ จังหวัดสระบุรีมีผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้นำที่มีลักษณะโดดเด่น คือ มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้ฟังที่ดี มีความยืดหยุ่น ใช้คนเป็น ทำงานเก่ง เชี่ยวชาญพื้นที่ มุ่งเน้นผลลัพธ์ในการทำงาน และมีส่วนสำคัญในการดึงศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่นำไปใช้ในการบริหารงานคลังและการบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการคดีค้ามนุษย์ กรณีศึกษาหน่วยปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ตทีม 2, วิภู อิทธิกมลกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษา “ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการคดีค้ามนุษย์ กรณีศึกษาหน่วยปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ตทีม 2” มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการคดีค้ามนุษย์ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคในการบริหารจัดการคดีค้ามนุษย์ และเพื่อเสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการคดีค้ามนุษย์ของหน่วยปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ตทีม 2 การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม จำนวน 40 ชุด และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 8 ราย เครื่องมือที่ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการคดีค้ามนุษย์มากที่สุด คือ การสอบสวน 2) ปัญหาอุปสรรคในการบริหารจัดการคดีค้ามนุษย์ คือ วัสดุครุภัณฑ์ และ 3) สำหรับข้อเสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการคดีค้ามนุษย์ควรประกอบด้วยการสร้างความร่วมมือแบบเครือข่ายภาคี การลดขั้นตอน การสำรวจความพึงพอใจเพื่อความโปร่งใส
ปัจจัยทุนจิตวิทยาเชิงบวกที่ส่งผลต่อการหมดไฟในการทำงานของข้าราชการรุ่นใหม่ในสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง, พิรุฬห์พร เพียงพิมพ์
ปัจจัยทุนจิตวิทยาเชิงบวกที่ส่งผลต่อการหมดไฟในการทำงานของข้าราชการรุ่นใหม่ในสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง, พิรุฬห์พร เพียงพิมพ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยทุนจิตวิทยาเชิงบวกที่ส่งผลต่อการหมดไฟในการทำงานของข้าราชการรุ่นใหม่ในสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกที่มีความสำคัญมากที่สุดที่ทำให้ข้าราชการรุ่นใหม่เกิดความรู้สึกหมดไฟในการทำงาน เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการหมดไฟต่อการทำงานของข้าราชการรุ่นใหม่ และเพื่อเสนอแนะนโยบายในการแก้ปัญหาการหมดไฟต่อการทำงานของข้าราชการรุ่นใหม่ในสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ผ่านการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกของกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มข้าราชการ Gen-Y ช่วงต้น ช่วงกลาง และช่วงปลาย ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเชิงสาเหตุและลักษณะการหมดไฟพบว่า ข้าราชการกลุ่ม Gen-Y ช่วงต้น ช่วงกลาง และช่วงปลายมีปัจจัยทุนจิตวิทยาเชิงบวกทั้ง 4 ด้าน แต่ปัจจัยทุนจิตวิทยาเชิงบวกด้านความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง (Confidence) เป็นด้านที่ควรส่งเสริมและพัฒนามากที่สุดในองค์กร ถัดมาคือปัจจัยทุนจิตวิทยาเชิงบวกด้านความหวัง (Hope) และการมองโลกในแง่ดี (Optimism) และปัจจัยทุนจิตวิทยาเชิงบวกด้านความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Resilience) เป็นสิ่งที่องค์กรควรพัฒนาและรักษาไว้ให้คงอยู่กับข้าราชการ Gen-Y ในองค์กร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันลักษณะการหมดไฟด้านความเหนื่อยด้านอารมณ์ (Emotional Exhaustion) การลดค่าหรือศักดิ์ศรีความมีตัวตนในองค์กร (Depersonalization) การลดความสำเร็จส่วนบุคคล (Decreased Occupational Accomplishment) โดยการพัฒนาปัจจัยทุนจิตวิทยาเชิงบวกนอกจากจะช่วยป้องกันการหมดไฟในการทำงานได้แล้ว ยังช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรด้วย
ปัญหาสำหรับการกำกับดูแลกิจการ การพนัน:กรณีศึกษาการเล่นพนันชนไก่ในประเทศไทย, ภูมิพัฒน์ ตุ้ยสาร
ปัญหาสำหรับการกำกับดูแลกิจการ การพนัน:กรณีศึกษาการเล่นพนันชนไก่ในประเทศไทย, ภูมิพัฒน์ ตุ้ยสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาการคอร์รัปชันในแวดวงธุรกิจการพนันบ่อนชนไก่ สาเหตุมาจากระบบบริหารราชการแบบดั้งเดิมบนพื้นฐานวัฒนธรรมสังคมอุปถัมภ์ โดยมีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เอื้อต่อการโกงกินอย่างเป็นระบบของขบวนการคอร์รัปชัน เปิดช่องให้ผู้ประกอบการผูกขาด (Monopoly) การใช้ทรัพยากรของรัฐ (ใบอนุญาต/เจ้าหน้าที่รัฐ) เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง และเอื้อต่อการใช้ดุลยพินิจ (Discretion) อนุมัติ/อนุญาตของผู้มีอำนาจในระบบราชการ เพื่อแสวงหารายได้จากงานบริการประชาชนและนำรายได้จากเศรษฐกิจนอกระบบที่ผิดกฎหมายนั้นต่อยอดแสวงหายศถาบรรดาศักดิ์ ฉะนั้นหากคาดหวังให้การคอร์รัปชันบรรเทาเบาบางลง ต้องลดช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ประกอบกิจการบ่อนชนไก่ โดยนำเอาแนวทางการบริหารระบบราชการที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ประชาชน ในฐานะเป็นพลเมือง สร้างกลไกในการเข้าถึงบริการจากหน่วยงานภาครัฐที่สะดวก เช่น จัดตั้งสำนักงานให้บริการแบบครบวงจร เป็นต้น รวมทั้ง การถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจบางเรื่องที่อยู่กับผู้บริหารระดับสูง ให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ซึ่งจะทำให้ลดช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ประกอบกิจการบ่อนชนไก่ ทั้งนี้ การพัฒนาระบบการบริหารงานราชการให้สอดคล้องและคล่องตัวกับงานบริการประชาชนในยุคปัจจุบันจะทำให้เกิดงานให้บริการแก่ประชาชนมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจบ่อนชนไก่ ซึ่งนำไปสู่การประกอบธุรกิจบ่อนชนไก่อย่างถูกกฎหมาย
มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กไทย, วรรัมภา ศรีปานันท์
มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กไทย, วรรัมภา ศรีปานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษามาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวทางการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยจากการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดให้มีประสิทธิภาพในการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า โดยใช้วิธีการวิจัยทางเอกสาร และการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ประกอบด้วย ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานในกองปกป้องและตอบโต้ทางการค้า หัวหน้าแผนกวิจัยและข้อมูลอุตสาหกรรม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย และผู้บริโภค มีกรอบแนวคิดในการศึกษาคือตัวแบบ CIPP (Context-Input-Process-Product Model) ผลการศึกษาพบว่าองค์ประกอบในการใช้มาตรการ ได้แก่สภาพแวดล้อม ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต มีผลต่อความสำเร็จในการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเพื่อขจัดความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อุตสาหกรรมเหล็ก ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศกลับมามีส่วนแบ่งตลาดและยอดขายเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลต่อเนื่องให้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศได้มีการพัฒนานวัตกรรม
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) : ความเชื่อมั่นและผลลัพธ์ด้านการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์, ธนภูมิ เครื่องทิพย์
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) : ความเชื่อมั่นและผลลัพธ์ด้านการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์, ธนภูมิ เครื่องทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามที่ว่า ผู้ผลิตและผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทต่าง ๆ มีความเชื่อมั่นในเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) มากน้อยเพียงใด เพราะเหตุใด และการพัฒนาเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนมีคุณภาพสูงขึ้นและแข่งขันได้มากขึ้นหรือไม่ อย่างไร โดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานในฐานะเครื่องมือเชิงนโยบายของภาครัฐ และแนวคิดเกี่ยวกับการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการแข่งขันในตลาดมาเป็นแนวทางการทำวิจัย งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ ข้อค้นพบของงานวิจัยชิ้นนี้คือ การได้มาซึ่งเครื่องหมาย มผช. เป็นประโยชน์ต่อการสร้างแบรนด์และกิจกรรมทางการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่ต้องอาศัยหน้าร้าน ผู้ผลิตรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดมานานแล้วมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการขอ มผช. มากกว่าผู้ผลิตหน้าใหม่หรือผู้ผลิตรายเล็ก ในส่วนของผู้บริโภค แม้ว่าเครื่องหมาย มผช.จะไม่เป็นที่รู้จักหรือสนใจมากนัก เพราะผู้บริโภคสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนมักเลือกซื้อสินค้าจากความประทับใจในอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชนมากกว่าการดูเครื่องหมาย แต่ผู้บริโภคสินค้าบางชนิด เช่น ผ้าไหม เห็นว่าเครื่องหมาย มผช. จะช่วยให้ตัวเองเลือกซื้อสินค้าได้ดีขึ้น ในส่วนของกระบวนการขอมาตรฐาน พบว่า ผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองเครื่องหมาย มผช. พึงพอใจกับการให้บริการของภาครัฐในกระบวนการรับรองค่อนข้างมาก ซึ่งความพึงพอใจนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเครื่องหมาย มผช. ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะคือ สมอ. ควรปรับระยะเวลาการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ให้สั้นลงเพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้ผลิตชุมชน เนื่องจาก เครื่องหมาย มผช.ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันและช่องทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น และควรดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้เครื่องหมาย มผช. เป็นที่รู้จัก ผู้บริโภคเชื่อมั่นและสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีคุณภาพสูงขึ้น