Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Economics (441)
-
- Sociology (373)
- Political Science (342)
- International Relations (255)
- Psychology (255)
- Criminology (144)
- Social Justice (144)
- International and Area Studies (105)
- Asian Studies (100)
- Demography, Population, and Ecology (84)
- Linguistics (45)
- International Economics (32)
- Finance (31)
- Sociology of Culture (26)
- Health Economics (25)
- Geography (20)
- Anthropology (19)
- Library and Information Science (17)
- Arts and Humanities (8)
- Digital Humanities (6)
- Other Economics (2)
- Agricultural and Resource Economics (1)
- Architecture (1)
- Chinese Studies (1)
- Collection Development and Management (1)
Articles 1621 - 1650 of 2614
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
The Strategic Development Of Tesla Motor's New Energy Vehicles In China, Longfei Zeng
The Strategic Development Of Tesla Motor's New Energy Vehicles In China, Longfei Zeng
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
http://doi.org/10.58837/CHULA.IS.2020.44
มุมมองต่อการเลือกเข้าทำงานในบรรษัทข้ามชาติด้านธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค: กรณีศึกษาแผนกฝ่ายขาย บริษัท Mars Thailand Inc., นฤเบศร์ ชมภูทอง
มุมมองต่อการเลือกเข้าทำงานในบรรษัทข้ามชาติด้านธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค: กรณีศึกษาแผนกฝ่ายขาย บริษัท Mars Thailand Inc., นฤเบศร์ ชมภูทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อทราบถึงองค์ประกอบของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อมุมมองการเลือกเข้าทำงานของบุคลากรแผนกฝ่ายขาย กรณีบรรษัทข้ามชาติด้านธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัท มาร์ส ไทยแลนด์ อิงค์ 2. เพื่อมีแนวทางในการนำเสนอแบรนด์นายจ้าง (Employer branding) ให้ตรงกลุ่มผู้สมัคร และ3. เพื่อสร้างความเข้มแข็งต่อการวางแผนกลยุทธ์แบรนด์นายจ้าง (Employer branding) ให้กับองค์การ กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมี 10 ราย โดยแบ่งเป็นบุคลากรแผนกฝ่ายขาย บริษัท มาร์ส ไทยแลนด์ อิงค์ จำนวน 5 ราย บุคลากรฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท มาร์ส ไทยแลนด์ อิงค์ จำนวน 3 ราย และบริษัทจัดหางาน จำนวน 2 ราย วิธีวิจัย คือการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบรายบุคคล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า 1. องค์ประกอบของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อมุมมองการเลือกเข้าทำงานของบุคลากรแผนกฝ่ายขาย คือชื่อเสียงขององค์การ การเสนอค่าจ้าง และการได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม รวมไปถึงความรู้สึกการเป็นส่วนหนึ่งขององค์การในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ 2. องค์การมีการนำเสนอภาพลักษณ์แบรนด์นายจ้างผ่านมุมมองของบุคลากรต่อความภาคภูมิใจในการได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์การผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ตามบุคลากรแผนกฝ่ายขายรับรู้ถึงภาพลักษณ์แบรนด์นายจ้างผ่านเครือข่ายสังคมออฟไลน์ หรือเครือข่ายในการทำงานของตนมากกว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ และ3. องค์การสร้างเสริมแผนกลยุทธ์แบรนด์นายจ้างผ่านการบริหารจัดการทุนมนุษย์ด้านกระบวนการสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคลากรที่มีคุณสมบัติตามที่องค์การต้องการด้วยวิธีการตรวจสอบประวัติภูมิหลัง และมุมมองในการทำงานจากบุคคลอ้างอิง
What Is The Impact Of Monetary Policy On Local Commercial Bank Profitability In Thailand From 2002 To 2020?, Wenjun Fan
What Is The Impact Of Monetary Policy On Local Commercial Bank Profitability In Thailand From 2002 To 2020?, Wenjun Fan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The paper investigated the relationship between monetary policy and commercial bank profitability in Thailand. The study used fixed effect panel model of quarterly bank data from the period of Q4/2002 to Q3/2020. The empirical results showed that changes in 14-day repurchase rate (Repo) had positive impact on the bank profitability (ROA and ROE). I also found that the size of the bank measured by total assets was only positively related to the ROE.
การสำรวจปัญหาและแนวทางพัฒนานโยบายเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย, ณัฐนันท์ เทียมเมฆ
การสำรวจปัญหาและแนวทางพัฒนานโยบายเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย, ณัฐนันท์ เทียมเมฆ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และ 2) นำเสนอแนวทางพัฒนานโยบายเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิจัยเอกสาร ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้ผลักดันนโยบายและแรงงานในกองถ่ายทำภาพยนตร์ประเภททีมงานใต้เส้น เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่ององค์ประกอบคุณภาพชีวิต 4 ด้าน มาเป็นกรอบในการศึกษาปัญหา ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม และสิ่งแวดล้อม ผลการวิจัยพบว่า แรงงานเผชิญกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้ง 4 ด้าน โดยปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดคือ ปัญหาสุขภาพและการพักผ่อน ปัญหาอุบัติเหตุในการทำงาน ปัญหาที่เกิดจากสภาวะทางจิตใจและอารมณ์ เป็นต้น โดยผู้วิจัยหยิบยกปัญหาที่มีความสำคัญเหล่านี้มานำเสนอเป็นแนวทางพัฒนานโยบายเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ในรูปแบบข้อเสนอแนะต่อ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ประกอบไปด้วยแนวทาง ส่งเสริมมาตรฐานความปลอดภัย คุ้มครองชั่วโมงการทำงานที่เป็นธรรม ส่งเสริมการศึกษาด้านภาพยนตร์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ สนับสนุนการรวมกลุ่มของแรงงาน และ พัฒนาหน่วยงานด้านภาพยนตร์ที่มีบทบาทต่อการกำกับดูแลโดยตรง ซึ่งเป็นข้อมูลสนับสนุนให้การออกแบบแนวทางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐมีเหตุผลประกอบการตัดสินใจ และมีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ครอบคลุมในหลากหลายมิติ
การสื่อสารเพื่อจัดการความขัดแย้งในการทำงานระหว่างบุคลากรต่างรุ่นในองค์กรเอกชนไทยประเภทแสวงผลกำไร, ปรภัค จุละพันธ์
การสื่อสารเพื่อจัดการความขัดแย้งในการทำงานระหว่างบุคลากรต่างรุ่นในองค์กรเอกชนไทยประเภทแสวงผลกำไร, ปรภัค จุละพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะความขัดแย้งในการทำงานระหว่างบุคลากรต่างรุ่น และ 2) แนวทางการสื่อสารเพื่อจัดการความขัดแย้งในการทำงานระหว่างบุคลากรต่างรุ่นในองค์กรเอกชนไทยประเภทมุ่งแสวงผลกำไร ใช้การเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) ผู้ที่ทำงานในองค์กรเอกชนไทยขนาดใหญ่ ซึ่งปฏิบัติงานระดับปฏิบัติการที่มีอายุงาน 3 ปีขึ้นไป จนถึงระดับอาวุโส จำนวน 10 คน ทั้งนี้เลือกศึกษาจากองค์กร 5 แห่ง โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการศึกษา พบว่า คุณลักษณะความขัดแย้งในการทำงานระหว่างบุคลากรต่างรุ่นในองค์กรเอกชนไทยเกี่ยวข้องกับความแตกต่างระหว่างรุ่นอายุใน 2 ประเด็น คือ ประเด็นงาน (ได้แก่ ความแตกต่างด้านค่านิยมในการทำงาน แนวทางปฏิบัติในการทำงาน ความเห็นต่อแนวทางการบริหารจัดการขององค์กร) และประเด็นความสัมพันธ์ (ได้แก่ ความแตกต่างด้านอุปนิสัยและสไตล์การสื่อสาร) ส่วนการสื่อสารเพื่อจัดการความขัดแย้งในการทำงานระหว่างคนต่างรุ่น กลุ่มตัวอย่างมักใช้รูปแบบการจัดการความขัดแย้งที่ผสมผสานโดยคำนึงถึงลักษณะประเด็น ลักษณะงาน ลักษณะความสัมพันธ์กับคู่ขัดแย้ง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยแนวทางที่มักเลือกใช้ ได้แก่ ใช้การร่วมมือ (Collaborating) เมื่อความขัดแย้งที่มีผลกระทบต่องานและความสัมพันธ์สูง ต่างฝ่ายต่างยืนยันเป้าหมายแต่มีลักษณะการสื่อสารที่รักษาน้ำใจ มุ่งสร้างความไว้วางใจ หรือ ประนีประนอม (Compromising) เมื่อทั้งสองฝ่ายมีอำนาจต่อรองเท่าๆ กัน แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงต้องยอมลดเป้าหมายเพื่อรักษาทั้งผลงานและความสัมพันธ์ แต่หากอำนาจต่อรอง (เช่น ตำแหน่ง อาวุโส) ต่างกัน ฝ่ายที่มีอำนาจน้อยกว่ามักยินยอม (Accommodating) ทั้งเพื่อรักษาความสัมพันธ์และหวังประโยชน์ในอนาคต และจะหลีกเลี่ยง (Avoiding) เมื่อประเมินว่าตนไม่มีโอกาสชนะ และผลกระทบของการสื่อสารทั้งต่องานและความสัมพันธ์จะเป็นไปในทางลบ
การเปิดรับข่าวสารทางการเงิน ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการออมเพื่อการเกษียณของแรงงานนอกระบบ ในการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์, จิรายุ ชัยจิรวิวัฒน์
การเปิดรับข่าวสารทางการเงิน ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการออมเพื่อการเกษียณของแรงงานนอกระบบ ในการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์, จิรายุ ชัยจิรวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการออมเงิน การเปิดรับข่าวสารทางการเงิน ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการออมเพื่อการเกษียณของแรงงานนอกระบบ และศึกษาความแตกต่างระหว่างลักษณะประชากรกับการเปิดรับข่าวสารทางการเงิน ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการออมเพื่อการเกษียณ รวมถึงศึกษาอิทธิพลของการเปิดรับข่าวสารทางการเงิน ความรู้ ทัศนคติ ต่อพฤติกรรมการออมเพื่อการเกษียณ ด้วยระเบียบวิธีเชิงปริมาณโดยการใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างแรงงานนอกระบบจำนวน 400 คน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 60 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่อยู่อาศัย/ทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่มีการเปิดรับข่าวสารทางการเงินอยู่ในระดับปานกลาง โดยเปิดรับผ่านสื่อออนไลน์ ในช่วงเวลา 18.01 – 21.00 น. และมีเวลาโดยเฉลี่ยในการเปิดรับข้อมูล 1 – 2 ชั่วโมงมากที่สุด มีความรู้ทางการเงินอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5 คะแนน ซึ่งมีความรู้ด้าน “การกระจายความเสี่ยง” มากที่สุด และมีความรู้ในด้าน “อัตราดอกเบี้ย” และ “การคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากทบต้น” น้อยที่สุด ส่วนทัศนคติทางการเงินอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีทัศนคติในเรื่อง “การออมทรัพย์เป็นการสร้างความมั่นคงให้ตนเองและ/หรือครอบครัวอย่างหนึ่ง” ระดับมากที่สุด และมีพฤติกรรมการออมเพื่อการเกษียณอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมใน “การวางแผนที่จะชำระหนี้สินให้หมดก่อนที่จะเกษียณอายุ” มากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า แรงงานนนอกระบบที่มีเพศแตกต่างกัน มีการเปิดรับข่าวสารทางการเงิน ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการออมเพื่อการเกษียณไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทางกลับกัน แรงงานนนอกระบบที่มีระดับการศึกษา และรายได้ส่วนบุคคลโดยเฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีการเปิดรับข่าวสาร ความรู้ และทัศนคติทางการเงิน รวมถึงพฤติกรรมการออมเพื่อการเกษียณ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านของอิทธิพลของตัวแปร พบว่า ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัวแปร ได้แก่ การเปิดรับข่าวสารทางการเงิน ความรู้ทางการเงิน และทัศนคติทางการเงิน ล้วนสามารถอธิบายพฤติกรรมการออมเพื่อการเกษียณของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 28 ในทิศทางเดียวกัน โดยตัวแปรอิสระที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการออมเพื่อการเกษียณได้ดีที่สุด คือ การเปิดรับข่าวสารทางการเงิน รองลงมาได้แก่ ทัศนคติทางการเงิน และความรู้ทางการเงิน ตามลำดับ
พฤติกรรมและปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้นวัตกรรมแอปพลิเคชันแกร็บ (แกร็บฟู้ด)ในภาวะวิกฤตโควิด-19, ปิยภัสสร์ ดรจันแดง
พฤติกรรมและปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้นวัตกรรมแอปพลิเคชันแกร็บ (แกร็บฟู้ด)ในภาวะวิกฤตโควิด-19, ปิยภัสสร์ ดรจันแดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.) การรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการใช้นวัตกรรมแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ด ในภาวะวิกฤตโควิด-19 2.) ความแตกต่างทางลักษณะประชากรกับพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการใช้นวัตกรรมแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ด 3.) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การรับรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการใช้นวัตกรรมแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ด และ 4.) ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการใช้นวัตกรรมแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ด โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ชุด ผลการวิจัยพบว่า 1.) กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ถึงผลประโยชน์ของแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ดในภาวะวิกฤตโควิด-19 อยู่ในระดับสูง มีทัศนคติที่มีต่อแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ดในภาวะวิกฤตโควิด-19 อยู่ในระดับทัศนคติดีมาก และมีพฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ดสูงกว่าในช่วงเวลาปกติ 2.) พฤติกรรมการใช้นวัตกรรมแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ดในภาวะวิกฤตโควิด-19 แตกต่างกันในด้านลักษณะประชากร ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา และรายได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3.) การรับรู้ และทัศนคติที่มีต่อแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ด มีความสัมพันธ์ในเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอยู่ในระดับที่ต่ำมากกับพฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ด ส่วนด้านทัศนคติที่มีต่อแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ด มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกและอยู่ในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับการรับรู้ถึงผลประโยชน์ของแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ด และ 4.) ปัจจัยที่อธิบายพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการใช้นวัตกรรมแอปพลิเคชันแกร็บฟู้ด ในภาวะวิกฤตโควิด-19 ได้ดีที่สุด คือ ทัศนคติด้านการตัดสินใจใช้งานแอปพลิเคชันฟู้ด
Impact Of Bank Competition On Bank Stability In China, Hanyang Liu
Impact Of Bank Competition On Bank Stability In China, Hanyang Liu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impact of bank competition on bank stability of China over the 2006–2019 period. We use unbalanced panel data from 38 Chinese commercial banks. We employ the natural logarithm of the Z-score to measure bank stability, and the NPL ratio to measure bank credit risk. Meanwhile, the competition was measured through Panzar-Rosse H-statistic. The study uses both the linear and non-linear regression models and investigates effect of the interest rate liberalization in China. The results show that the degree of bank competition in China is on a rise trend. More competition has caused a decrease in stability …
การเปลี่ยนแปลงความหมายเชิงการอ้างถึงของสรรพนาม “มัน” ในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์, จิณวัฒน์ แก่นเมือง
การเปลี่ยนแปลงความหมายเชิงการอ้างถึงของสรรพนาม “มัน” ในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์, จิณวัฒน์ แก่นเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงความหมายเชิงการอ้างถึงของสรรพนาม มัน ในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ และศึกษากลไกที่ทำให้สรรพนาม มัน เปลี่ยนแปลงความหมายเชิงการอ้างถึงเป็นอบุรุษสรรพนาม ผู้วิจัยแบ่งสมัยของข้อมูลออกเป็น 5 สมัย สมัยละ 50 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2301 – 2550 สำหรับสมัยที่ 1 – 4 ผู้วิจัยใช้ข้อมูลตัวบทร้อยแก้วจำนวน 40 ตัวบทจากรายการตัวบทของคลังข้อมูลภาษาไทยเชิงประวัติแห่งชาติ ส่วนสมัยที่ 5 ผู้วิจัยใช้ข้อมูลจากคลังข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติ ผู้วิจัยมีสมมติฐาน 2 ข้อ กล่าวคือ 1) สรรพนาม มัน เริ่มแสดงความหมายเชิงวัจนปฏิบัติในช่วงที่ 3 (พ.ศ. 2401 – 2450) และเริ่มไม่แสดงความหมายเชิงการอ้างถึงในสมัยที่ 4 (ตั้งแต่ พ.ศ. 2451เป็นต้นมา) และ 2) การกลายเป็นอัตวิสัยเป็นกลไกที่ทำให้สรรพนาม มัน เกิดการขยายความหมายเชิงการอ้างถึงจนเปลี่ยนจากสรรพนามอ้างถึงไปเป็นอบุรุษสรรพนาม ผลการศึกษาปฏิเสธสมมติฐานข้อแรก ผู้วิจัยพบว่าสรรพนาม มัน แสดงความหมายหมายเชิงการอ้างถึงในทุกตำแหน่งการปรากฏ ผลการศึกษาพบว่าความหมายเชิงการอ้างถึงของสรรพนามมันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ความหมายอ้างถึงเชิงอรรถศาสตร์ และความหมายอ้างถึงเชิงวัจนปฏิบัติ ความหมายอ้างถึงเชิงอรรถศาสตร์จะเกิดเมื่อสรรพนาม มัน ปรากฏร่วมกับรูปอ้างอิงนำแสดงรูป รูปอ้างอิงนำแสดงรูปแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ นามวลี กริยาวลี อนุพากย์ และข้อความ รูปอ้างอิงนำแต่ละประเภทจะแสดงสิ่งอ้างถึงแตกต่างกันไป กล่าวคือ สรรพสิ่ง การกระทำ เหตุการณ์เดี่ยว และเหตุการณ์ซับซ้อนตามลำดับ ส่วนความหมายอ้างถึงเชิงวัจนปฏิบัติจะเกิดเมื่อสรรพนาม มัน ปรากฏร่วมกับรูปอ้างอิงนำโดยนัย ผู้ฟังต้องทำความเข้าใจสิ่งอ้างถึงด้วยการอนุมานจากปริบท สิ่งอ้างถึงที่ปรากฏในความหมายแสดงการอ้างถึงเชิงวัจนปฏิบัติแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สิ่งอ้างถึงจากปริบท ประธานผู้กล่าวถ้อย และความรู้ร่วมระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายืนยันสมมติฐานข้อที่สอง ผู้วิจัยพบว่ากลไกที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงประกอบด้วย 3 กลไก ได้แก่ การวางนัยยะทั่วไป การกลายเป็นอัตวิสัย และการกลายเป็นสหวิสัย การวางนัยยะทั่วไปเป็นกลไกที่ทำให้ความหมายเชิงการอ้างถึงของสรรพนาม มัน เกิดการขยายขอบเขตของรูปอ้างอิงนำ …
การนำแนวคิดการร่วมผลิตไปใช้ในการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรัง, มัลลิกา แหมะหวัง
การนำแนวคิดการร่วมผลิตไปใช้ในการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรัง, มัลลิกา แหมะหวัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำแนวคิดการร่วมผลิตไปใช้ในการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรัง โดยพิจารณาถึงบทบาทของตัวแสดงหลักว่าสอดคล้องกับแนวคิดร่วมผลิตหรือไม่ พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการนำแนวคิดการร่วมผลิตไปใช้ในการจัดการศึกษาในท้องถิ่น ผู้วิจัยได้เลือกเก็บข้อมูลจากโรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรัง ได้แก่ โรงเรียนสังกัดเทศบาลตำบล 1 แห่ง โรงเรียนสังกัดเทศบาลเมือง 1 แห่ง และโรงเรียนสังกัดเทศบาลนคร 2 แห่ง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจาก 3 แหล่ง คือ 1) ศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ นโยบายกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นโยบายการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แผนปฏิบัติการต่าง ๆ ของโรงเรียน 2) การสังเกตการณ์ในวันที่มีการเรียนการสอนปกติ และ 3) การสัมภาษณ์เชิงลึกกับตัวแทนเทศบาล ผู้บริหารโรงเรียน ครู จำนวน 15 คน และตัวแทนจากสมาชิกในชุมชน ผู้ปกครอง นักเรียน จำนวน 8 คน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ถึงมกราคม พ.ศ. 2563 ผลจากการวิจัยโดยสรุปมีดังนี้ ประการแรก การจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรังได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลาย โดยมีผู้ผลิตหลัก คือ ส่วนราชการกำกับดูแล เทศบาลต้นสังกัด โรงเรียน และผู้ร่วมผลิตได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ข้าราชการในจังหวัด สมาชิกในชุมชน พระ/องค์กรศาสนา คหบดี ผู้ปกครอง ศิษย์เก่าฯ ผู้เรียน และหน่วยงานเอกชนอื่น ๆ โดยในขั้นของการร่วมริเริ่ม (Co-initiation) และขั้นการร่วมส่งมอบบริการ (Co-delivery) คณะกรรมการสถานศึกษา พระ คหบดี ศิษย์เก่า ผู้ปกครอง นักเรียน มีส่วนร่วมในระดับสูง (High) ขณะที่ในขั้นของการร่วมออกแบบ (Co-design) คณะกรรมการสถานศึกษาและบุคคลในชุมชนเป็นตัวแสดงสำคัญโดยมีส่วนร่วมในระดับกลาง (Medium) และท้ายสุดในขั้นการร่วมประเมิน (Co-assessment) มีคณะกรรมการสถานศึกษาศึกษาเป็นตัวแสดงสำคัญโดยมีส่วนร่วมในระดับต่ำ (Low) ผลการวิจัยประการที่สอง พบว่า โรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรังได้นำแนวคิดการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น (School-Based Management for Local Development) มาใช้ ซึ่งส่งผลให้คณะกรรมการสถานศึกษาเป็นตัวแสดงที่มีบทบาทมากกว่าตัวแสดงอื่น ๆ เหตุเพราะมีลักษณะเป็นองค์กรที่เกิดจากการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย จึงจัดได้ว่าการจัดการศึกษาโดยโรงเรียนเทศบาลภายใต้แนวคิดดังกล่าว เป็นการร่วมผลิตประเภทการร่วมผลิตในรูปแบบส่วนรวม …
ความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับอารมณ์ด้วยวิธีการทางความคิด รูปแบบความผูกพัน ปัจจัยทางความสัมพันธ์ กับความทุกข์ใจจากการเลิกรา ในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ผ่านประสบการณ์การเลิกรา, ศุภวรรณ นารถ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และความสามารถในการทำนายความทุกข์ใจจากการเลิกรา ด้วยการกำกับอารมณ์ด้วยวิธีการทางความคิด รูปแบบความผูกพัน และปัจจัยทางความสัมพันธ์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงอนุมาน และเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่ โดยกลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ผ่านประสบการณ์การเลิกรามาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จำนวน 211 คน กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปซึ่งครอบคลุมถึงปัจจัยทางความสัมพันธ์ มาตรวัดความทุกข์ใจจากการเลิกรา มาตรวัดรูปแบบความผูกพันฉบับย่อ และมาตรวัดการกำกับอารมณ์ด้วยวิธีการทางความคิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการถดถอยพหุคูณแบบ Enter ผลการวิจัยสนับสนุนสมมติฐานโดยรวม ทั้งนี้ พบสหสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างความทุกข์ใจจากการเลิกรากับการใช้การกำกับอารมณ์ด้วยวิธีการทางความคิดแบบไม่เอื้อประโยชน์ (r = .41, p < .01) การมีรูปแบบความผูกพันแบบกังวล อันประกอบด้วย ความต้องการการยอมรับ (r = .25, p < .01) และความหมกมุ่นถึงความสัมพันธ์ (r = .39, p < .01) ในทางกลับกัน ความทุกข์ใจจากการเลิกรามีสหสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการมีคนรักใหม่ (r = -.16, p < .05) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบกว่าการกำกับอารมณ์ด้วยวิธีการทางความคิด รูปแบบความผูกพัน และปัจจัยทางความสัมพันธ์ร่วมกันทำนายความทุกข์ใจจากการเลิกราได้ร้อยละ 26 (p < .001) โดยมีเฉพาะการกำกับอารมณ์ฯ แบบไม่เอื้อประโยชน์ (β = .28, p < .001) รูปแบบความผูกพันด้านความหมกมุ่นถึงความสัมพันธ์ (β = .35, p < .001) และการมีคนรักใหม่ (β = -.18, p < .01) เท่านั้นที่สามารถทำนายความทุกข์ใจดังกล่าวได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแนวทางในการทำความเข้าใจและลดความทุกข์ใจจากการเลิกราในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีได้ในอนาคต
ความสัมพันธ์ระหว่างการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกกับความเหนื่อยหน่าย โดยมีแรงงานทางอารมณ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน, ณัฐพร ปานเกิดผล
ความสัมพันธ์ระหว่างการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกกับความเหนื่อยหน่าย โดยมีแรงงานทางอารมณ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน, ณัฐพร ปานเกิดผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกที่มีต่อความเหนื่อยหน่าย โดยมีแรงงานทางอารมณ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์จากพนักงานบริการโรงพยาบาล 1 แห่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 185 คน ผลการวิจัย พบว่า แรงงานทางอารมณ์มิติการแสดงออกระดับพื้นผิวมีอิทธิพลส่งผ่านระหว่างการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกกับความเหนื่อยหน่ายในทุกมิติ ได้แก่ ความอ่อนล้าทางอารมณ์ การลดคุณค่าความเป็นบุคคลในผู้อื่น และความสำเร็จส่วนบุคคล กล่าวคือ ความเหนื่อยหน่ายในตัวพนักงานในองค์กรนั้นมีอิทธิพลมากจากการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกในตัวพนักงาน ผ่านตัวแปรส่งผ่านด้านความไม่สอดคล้องทางอารมณ์ที่พนักงานแสดงออกระดับพื้นผิว แรงงานทางอารมณ์มิติการแสดงออกระดับพื้นผิวนี้ พนักงานจะแสร้งแสดงออกมาในสิ่งที่ตนไม่ได้รู้สึก เพียงเพื่อให้ตรงกับบทบาทและความคาดหวังขององค์การ ในขณะที่แรงงานทางอารมณ์มิติการแสดงออกระดับลึกเป็นตัวแปรส่งผ่านอิทธิพลของการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกที่ส่งไปยังความเหนื่อยหน่าย ในมิติด้านการลดค่าความเป็นบุคคลในผู้อื่น และความสำเร็จส่วนบุคคล กล่าวคือ ค่าความเหนื่อยหน่ายในตัวพนักงานในองค์กรมีผลจากอิทธิพลการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกและการแสดงออกระดับลึกของพนักงาน แรงงานทางอารมณ์มิติการแสดงออกระดับลึกนี้ พนักงานจะปรับความรู้สึกภายในกับการแสดงออกทางอารมณ์ภายนอกให้เกิดความสอดคล้องกัน จากการพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผู้รับบริการรู้สึก และสามารถตอบสนองต่อตวามต้องการในแต่ละสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม ส่งอิทธิพลต่อค่าคะแนนที่ต่ำในด้านการลดค่าความเป็นบุคคลในผู้อื่น และค่าคะแนนที่สูงในด้านความสำเร็จส่วนบุคคล
ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม ความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม และสุขภาวะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ขจิตพันธ์ ธีรวรวัชร์
ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม ความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม และสุขภาวะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ขจิตพันธ์ ธีรวรวัชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นักเรียนมัธยมเป็นช่วงวัยรุ่นที่อาจเกิดความเครียดได้ง่าย จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทั้งทางร่างกายอารมณ์จิตใจและสังคม จึงควรได้รับการสนับสนุนทางสังคม ความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม และ การมีทักษะกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุก ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญที่ทำให้วัยรุ่นมีสุขภาวะที่ดี งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการสนับสนุนทางสังคม และความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม ต่อสุขภาวะ โดยมีกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,168 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามกระดาษ ในช่วงเดือนธันวาคม 2563 และทางออนไลน์ ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เดือนมกราคม 2564 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพื้นฐานและโมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modelling: SEM) โดยโปรแกรม Mplus ผลการวิจัย พบว่า โมเดลเชิงสาเหตุของความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม และความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม ที่มีต่อสุขภาวะ โดยมีกลวิธีจัดการปัญหาเชิงรุกเป็นตัวแปรส่งผ่าน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ χ2= 176.414, df =29, p <.001, RMSEA = .066, CFI = .978, TLI = .966, SRMR = .027 โดยการสนับสนุนทางสังคม สามารถอธิบายความแปรปรวนของกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกได้ร้อยละ 29.9 ส่วนการสนับสนุนทางสังคม ความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม และกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุก ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของสุขภาวะได้ร้อยละ 74.2 กลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบบางส่วนของอิทธิพลระหว่างการสนับสนุนทางสังคมต่อสุขภาวะ (อิทธิพลทางตรง=.539 ทางอ้อม=.177 รวม=.716) ส่วนความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม และกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุก มีอิทธิพลทางตรงต่อสุขภาวะ (ทางตรง = .170, .324 ตามลำดับ) และการสนับสนุนทางสังคม มีอิทธิพลทางตรงต่อกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุก (ทางตรง =.547) จากผลการวิจัยดังกล่าวชี้ให้ผู้ปกครอง และครู เห็นความสำคัญของการส่งเสริมการสนับสนุนทางสังคม และความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม ซึ่งทำให้วัยรุ่นมีกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกมากขึ้น และนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี
ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาททางเพศ รูปแบบความผูกพัน กับความเมตตากรุณาต่อตนเองในกลุ่มนิสิตนักศึกษา, คงพล แวววรวิทย์
ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาททางเพศ รูปแบบความผูกพัน กับความเมตตากรุณาต่อตนเองในกลุ่มนิสิตนักศึกษา, คงพล แวววรวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาททางเพศ รูปแบบความผูกพัน กับความเมตตากรุณาต่อตนเองในกลุ่มนิสิตนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตนักศึกษา จำนวน 199 คน อายุเฉลี่ย 20.32±.01 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) มาตรวัดบทบาททางเพศ (2) มาตรวัดรูปแบบความผูกพันในความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั่วไป ฉบับภาษาไทย และ (3) มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า บทบาททางเพศแบบความเป็นชายกับบทบาททางเพศแบบความเป็นหญิงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเมตตากรุณาต่อตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .22, p < .01) (r = .185, p < .01) ส่วนลักษณะความผูกพันแบบวิตกกังวลกับลักษณะความผูกพันแบบหลีกหนีมีความสัมพันธ์ทางลบกับความเมตตากรุณาต่อตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.318, p < .01) (r = -.346, p < .01) โดยที่บทบาททางเพศแบบความเป็นชาย บทบาททางเพศแบบความเป็นหญิง ลักษณะความผูกพันแบบวิตกกังวล และลักษณะความผูกพันแบบหลีกหนีสามารถร่วมกันทำนายความเมตตากรุณาต่อตนเองในกลุ่มนิสิตนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยร่วมกันทำนายความแปรปรวนของความเมตตากรุณาต่อตนเองร้อยละ 23.2 (R2 = .232, p < .001) เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐานของแต่ละตัวแปรทำนายลักษณะความผูกพันแบบวิตกกังวลมีน้ำหนักค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐานสูงที่สุด (β = -.31, p < .001) ตามด้วยลักษณะความผูกพันแบบหลีกหนี (β = -.30, p < .001) ส่วนบทบาททางเพศแบบความเป็นชาย ไม่สามารถทำนายความเมตตากรุณาต่อตนเองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .06, p = .375) เช่นเดียวกับบทบาททางเพศแบบความเป็นหญิง (β = .09, p = .244)
อิทธิพลของสภาวะลื่นไหลต่อการพร่องในการควบคุมตน โดยมีความต้องการทางปัญญาเป็นตัวแปรกำกับ, ปรางค์ทิพย์ พงษ์ประเสริฐ
อิทธิพลของสภาวะลื่นไหลต่อการพร่องในการควบคุมตน โดยมีความต้องการทางปัญญาเป็นตัวแปรกำกับ, ปรางค์ทิพย์ พงษ์ประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ากิจกรรมที่ไม่ต้องออกแรง เช่น การพักผ่อนชั่วคราวหรือการทำในสิ่งที่นำไปสู่อารมณ์ทางบวกนั้นสามารถลดสภาวะการพร่องในการควบคุมตนเอง (ego depletion) กิจกรรมที่ใช้ความกระตือรือร้น เช่น สภาวะลื่นไหล (flow state) จากการเล่นเกมที่สมดุลกับความสามารถของบุคคลก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถลดสภาวะพร่องได้เช่นกัน การศึกษาครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาว่ากิจกรรมรูปแบบใดจะสามารถช่วยให้เรากลับมาควบคุมตนเองได้ดีเช่นเดิม การศึกษาครั้งนี้เป็นการทดลองออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวน 134 คน อายุระหว่าง 18-25 ปี ผู้เข้าร่วมการทดลองจะถูกจัดกระทำให้เกิดการพร่องในการควบคุมตนเองด้วยการกดทับความคิดจากคำสั่งห้ามคิดถึงหมีขาว จากนั้นทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเข้าสู่เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งจากสี่เงื่อนไข ดังนี้ ก) พักผ่อนตามอัธยาศัย 6 นาที ข) เล่นเกม Tetris ในระดับปานกลาง ค) เล่นเกม Tetris ในระดับยาก หรือ ง) ดูวิดีโอตลก จากนั้น ผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องทำการสลับอักษรสุภาษิตไทยในระดับยาก ประสิทธิภาพในการลดสภาวะพร่องนั้นจะถูกวัดจากคะแนนและเวลาการสลับอักษร เพื่อทดสอบว่ากลุ่มตัวอย่างในเงื่อนไขใดสามารถสลับอักษรได้ดีที่สุดและมีความอดทนในการทำงานมากที่สุด ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการทางปัญญามีอิทธิพลต่อคะแนนการสลับอักษรอย่างมีนัยสำคัญ (F(1,126) = 20.33, p < 0.001) แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างเงื่อนไขทั้งสี่เงื่อนไข ในขณะเดียวกัน พบว่ามีผลปฏิสัมพันธ์ระหว่างเงื่อนไขการทดลองและความต้องการทางปัญญาอย่างมีนัยสำคัญต่อเวลาเฉลี่ยในการสลับอักษร (F(3,126) = 2.77, p < 0.05) และยังพบอิทธิพลหลักของความต้องการทางปัญญาต่อเวลาเฉลี่ยในการสลับอักษรอย่างมีนัยสำคัญ (F(3,126) = 5.67, p < 0.05) ผลของการทดลองยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสภาวะลื่นไหลมีอิทธิพลต่อความถูกต้องและเวลาที่ใช้ในการสลับอักษร อย่างไรก็ดีผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าประสิทธิผลของการทำงานสลับอักษรหลังจากกิจกรรมการกดทับทางความคิดนั้นขึ้นอยู่กับระดับความต้องการทางปัญญาของบุคคล
A Case Study On Financial Analysis Of Sunsweet Public Company Limited, Nuttakritta Neamaum
A Case Study On Financial Analysis Of Sunsweet Public Company Limited, Nuttakritta Neamaum
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Sunsweet Public Company Limited, a Thai manufacturers/export, is listed capital of 215 Million Baht and is located in Sanpatong district, Chiang Mai province. The nature of business is to manufacture and distribute processed sweet corn and agricultural products, including sourcing the food and agricultural products. Its vision is to lead a sweet corn business that operates the vertically integrated business and focuses on innovation, modern technology, and enhancement to international standards. The company had success in foreign markets in over 50 countries worldwide with more than 200 customers with the export value's market share at 4% in 2019. This paper …
การออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.), ธวัช เวศตัน
การออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.), ธวัช เวศตัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องการออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัย 2 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อวิเคราะห์การออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และ (2) เพื่อวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผลวิจัยพบว่าเมื่อเกิดภาวะวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รัฐบาลได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการภาวะวิกฤตดังกล่าว ในการสื่อสารกับประชาชนนั้น การออกแบบสารประกอบไปด้วยการให้ข้อมูล และการโน้มน้าวใจในกระบวนการออกแบบสารนอกจากการเลือกประเด็นที่นำเสนอโดยคณะทำงาน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ มีลักษณะสร้างความเข้าใจในปัญหา โดยมีความจำเป็นเร่งด่วน โดยใช้แนวคิดการสื่อสารจากแหล่งเดียวอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะสามารถควบคุมความถูกต้องของเนื้อหา สร้างความชัดเจนในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหลักการที่ทีมงานออกแบบสาร ของ ศบค. ได้จัดทำไว้ ส่วนเนื้อหา มีลักษณะสร้างความเข้าในในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลได้เตรียมไว้ ซึ่งการรายงานข้อมูลเท็จจริง สารต้องมีความน่าสนใจ เข้าถึงได้ง่าย สามารถตีความได้ ประมวลผลได้ ทําให้ผู้รับสารมีความเข้าใจในความหมายที่สารกํากับไว้ได้ และส่วนสรุป มีลักษณะเป็นการนำเสนอแนวทางแก้ไข สร้างทัศนคติให้ผู้รับสารได้ตระหนักถึงความอันตรายกับเหตุการณ์การแพร่ของโรคระบาดที่เกิดขึ้น ผู้ออกแบบสารจะต้องตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เพราะสารที่รออกแบบย่อมส่งกระทบกับผู้รับสารนอกเหนือจากความเข้าใจในสารที่ตรงแล้ว สารนั้นจะต้องสร้างความรู้ สร้างการรับรู้ และสร้างทัศนคติกับผู้รับสาร แล้วยังมีการใช้ทำเนียบภาษาทางการแพทย์ และสาธารณสุข รวมถึงการใช้คำคล้องจองอีกด้วย
ความสัมพันธ์ของการเล่าเรื่องของตราสินค้า The History Of Whoo กับภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อ, วรัญญู ศิริวัฒน์
ความสัมพันธ์ของการเล่าเรื่องของตราสินค้า The History Of Whoo กับภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อ, วรัญญู ศิริวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงผสมผสานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะการเล่าเรื่องของตราสินค้า The History of Whoo 2) การรับรู้คุณลักษณะการเล่าเรื่องของตราสินค้า The History of Whoo ในมิติต่าง ๆ 3) ภาพลักษณ์ตราสินค้าของผู้บริโภคที่ได้รับรู้ถึงเรื่องเล่าของตราสินค้า The History of Whoo 4) ความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่ได้รับรู้ถึงเรื่องเล่าของตราสินค้า The History of Whoo และ 5) ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ของผู้บริโภคต่อต่อคุณลักษณะการเล่าเรื่องในมิติต่าง ๆ ของตราสินค้า The History of Whoo กับภาพลักษณ์ตราสินค้าและความตั้งใจซื้อ ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาคุณลักษณะของเรื่องเล่าของตราสินค้า The History of Whoo โดยการศึกษาเอกสารจากเว็บไซต์ทางการของตราสินค้า The History of Whoo จากประเทศสิงคโปร์และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และบทความเชิงโฆษณาจากเว็บไซต์นิตยสาร Vogue Thailand, Harper’s BAZAAR Thailand และ Hello Magazine Thailand และใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาการรับรู้เรื่องเล่า ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อตราสินค้า The History of Whoo อีกทั้งเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างเพศชายและเพศหญิง อายุระหว่าง 25-45 ปี ที่เป็นสมาชิกแฟนเพจรีวิวเครื่องสำอางแพง by jeban.com และอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 205 คน เคยได้ยินหรือรู้จักเรื่องเล่าของตราสินค้า The History of Whoo จากการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ เรื่องเล่าของตราสินค้า The History of Whoo ประกอบไปด้วยมิติต่าง ๆ ดังนี้ 1) ด้านที่มาของผลิตภัณฑ์ กล่าวถึงความเป็นเครื่องสำอางชั้นสูงสำหรับจักรพรรดินี โดยมีต้นกำเนิดจากราชสำนักเกาหลีโบราณที่สืบทอดจากบรรพบุรุษและส่งต่อมายังยุคปัจจุบันจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งยังมีการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีโดยการใช้ส่วนผสมจากสมุนไพรซึ่งเป็นตำรับยาโบราณเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ …
ทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อเนื้อหาบนเฟซบุ๊กแฟนเพจกับการตัดสินใจซื้อสินค้าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในช่วงการระบาดของไวรัส Covid-19, ฐิติวัลยา ไทยมงคลรัตน์
ทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อเนื้อหาบนเฟซบุ๊กแฟนเพจกับการตัดสินใจซื้อสินค้าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในช่วงการระบาดของไวรัส Covid-19, ฐิติวัลยา ไทยมงคลรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “ทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อเนื้อหาบนเฟซบุ๊กแฟนเพจกับการตัดสินใจซื้อสินค้าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในช่วงการระบาดของไวรัส Covid-19” เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ โดยเลือกเก็บข้อมูลเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจที่เป็นทางการของลาซาด้า ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิรซ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Lazada.co.th, 2563) จำนวน 216 คน ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2563 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 53) เป็นเพศหญิง สถานภาพโสด มีช่วงอายุระหว่าง 26-30 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี ประกอบอาชีพรับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 15,000 - 25,000 บาท ทัศนคติที่มีต่อเนื้อหาสาร และการจัดการภาวะวิกฤตของลาซาด้า ประเทศไทยบนสื่อสังคมออนไลน์บนเฟซบุ๊กแฟนเพจที่เป็นทางการของลาซาด้าในเชิงบวกทั้งหมด ในด้านของการออกแบบสาร กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติในเชิงบวก กล่าวคือเนื้อหาที่นำเสนอในเฟซบุ๊กแฟนเพจนั้นมีภาพประกอบสวยงาม สะดุดตา ชวนมอง มีเอกลักษณ์และความเป็นต้นฉบับของตนเอง เป็นเชิงบวกเช่นกัน ทำให้เกิดความต้องการที่จะซื้อสินค้าออนไลน์ได้ สำหรับการตัดสินใจซื้อพบว่า มีการแนะนำให้ผู้อื่นซื้อสินค้าออนไลน์จากลาซาด้ามากที่สุด รองลงมาคือมักจะหาข้อมูลสินค้าจากแหล่งข้อมูลอื่นๆก่อนการซื้อทุกครั้ง และพบว่าในอนาคตมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากลาซาด้า จากการทดสอบสมมติฐานพบว่า ทัศนคติของผู้บริโภคต่อเนื้อหาบนเฟซบุ๊กมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อสินค้าจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซในช่วงการระบาดของไวรัส Covid-19 เชิงบวกในระดับสูง เพราะฉะนั้น ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการทำเนื้อหาบนเฟซบุ๊กแฟนเพจถ้าหากกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงตามลักษณะประชากรที่กล่าวมาข้างต้น ควรเน้นการทำเนื้อหาที่มีความแปลกใหม่ ใกล้เคียงกับความเป็นจริงหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง ภาพประกอบสวยงาม มีเอกลักษณ์ และมีความเป็นต้นฉบับของตนเอง เนื้อหาควรมีส่วนช่วยให้ระลึกถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นในช่วงนั้นได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งหากเกิดภาวะวิกฤตอย่างเช่นโรคระบาด ต้องสื่อสารด้วยความรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และนำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และสร้างคุณค่าต่อกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย
กลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน ของเทศบาลนครเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี, วิภาวี บุญพา
กลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน ของเทศบาลนครเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี, วิภาวี บุญพา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “กลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี” มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาคือ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความตระหนักต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการรับรู้ตามนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี กับกลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรค และกลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเพื่อนำเสนอแนวทางการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการขยะชุมชนอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mix Method) ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test One Way- ANOVA และสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน โดยประชากรในครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัด สุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 398 คน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยความตระหนักต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และปัจจัยการรับรู้ตามนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีความสอดคล้องกับกลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยพบว่ามีปัญหาเชิงลึก 2 ประการ ได้แก่ 1) ประชาชนขาดความตระหนักต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และ 2) บทบาทของเทศบาลนคร เกาะสมุยในการผลักดันนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนยังไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานภาครัฐจึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาเชิงนโยบาย โดยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้สู่ชุมชนในกระบวนการและกลไกการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน และแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยให้มีความสอดคล้องกับต้นทุนการบริหารจัดการขยะทั้งระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จตามวาระแห่งชาติเป็นสำคัญ
การรับรู้และตอบสนองต่อภาวะวิกฤตองค์กรของพนักงานระดับปฏิบัติการในกลุ่ม Generation X และ Millennials: กรณีศึกษา บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน), ภูริตา เพรียวพานิช
การรับรู้และตอบสนองต่อภาวะวิกฤตองค์กรของพนักงานระดับปฏิบัติการในกลุ่ม Generation X และ Millennials: กรณีศึกษา บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน), ภูริตา เพรียวพานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ เรื่อง "การรับรู้และตอบสนองต่อภาวะวิกฤตองค์กรของพนักงานระดับปฏิบัติการในกลุ่ม Generation X และ Millennials: กรณีศึกษา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบว่า ช่วงวัยที่แตกต่างกันมีผลต่อการรับรู้และตอบสนองต่อภาวะวิกฤตองค์กรเหมือนหรือแตกต่างกัน หรือไม่ อย่างไร โดยการศึกษาครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม โดยใช้แบบสอบถาม ประกอบการสัมภาษณ์ในการเก็บข้อมูล ทั้งนี้ ได้มีการศึกษาปัจจัยอื่น รวมด้วย อันได้แก่ เพศ ประสบการณ์ทำงาน และลักษณะงาน โดยผลการศึกษาพบว่า ช่วงวัยที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อการรับรู้และตอบสนองภาวะวิกฤตองค์กร ทว่า ลักษณะงานที่แตกต่างกันมีการตอบสนองต่อการจัดการภาวะวิกฤตองค์กรแตกต่างกัน ทั้งนี้ ในส่วนของการสัมภาษณ์พบว่า การสื่อสารหรือการประชาสัมพันธ์ภาวะวิกฤตองค์กร ทั้งการมีช่องทางที่หลากหลาย และการให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และชัดเจน จะเป็นประโยชน์ต่อพนักงานและช่วยให้พนักงานเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง, พิทยุตม์ แสงประเสริฐ
ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง, พิทยุตม์ แสงประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง 3) ศึกษาแนวทางในการเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง จำนวนประชากร 2,441 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 344 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า Independent Samples t-test ค่า One-Way ANOVA และ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นด้านความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลางอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคลของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลางที่มีผลต่อความสัมพันธ์ต่อความผูกพันต่อองค์การแตกต่างกันเพียงบางประการเท่านั้น โดยผลการทดสอบความแตกต่างปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ และระยะเวลาการทำงาน ที่แตกต่างกันมีความผูกพันต่อองค์การไม่แตกต่างกัน ส่วนระดับการศึกษา ตำแหน่งในการทำงาน และหน่วยงานที่สังกัด ที่แตกต่างกันมีความผูกพันต่อองค์การแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ปัจจัยลักษณะงาน มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง 4) ปัจจัยประสบการณ์ในงาน มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง ภายใต้การบริหารงานของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.), ปานธิดา วัชระคิรินทร์
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง ภายใต้การบริหารงานของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.), ปานธิดา วัชระคิรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ และสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ การวิจัยใช้แนวทางเชิงคุณภาพ ด้วยการค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ นโยบายและกฎหมายด้านยาเสพติด ใช้เทคนิควิจัยการสัมภาษณ์ โดยสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ส. ที่ทำงานในการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ รวมทั้งสิ้น 20 คน จากผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านทิศทางการปรับเปลี่ยนของนโยบายยาเสพติดโลก ปัจจัยด้านผู้บริหารฝ่ายการเมือง ปัจจัยด้านผู้บริหาร ป.ป.ส. ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน ป.ป.ส. ปัจจัยด้านกลุ่มทุน ปัจจัยด้านเกษตรกร และปัจจัยด้านกฎหมาย เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง โดยทุกปัจจัยจะส่งผลต่อกันในลักษณะ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 กระแสปัญหา ส่งผลต่อระดับที่ 2 กระแสนโยบายและการเมืองของชนชั้นนำ และส่งผลต่อระดับที่ 3 การตอบสนองนโยบายของ สำนักงาน ป.ป.ส. ปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวยในการขับเคลื่อนกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจ การขาดหน่วยงานหลักในการผลักดันกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจ และการขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับกัญชง ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะ คือ ควรมีแนวทางการพัฒนาด้านผู้บริหาร ควรให้การผลักดันนโยบายส่งเสริมกัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ด้านผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานเชิงรุกและขับเคลื่อนนโยบายให้บรรลุตามเป้าหมาย ด้านกลุ่มทุน ความรู้เกี่ยวกับระเบียบ การอนุญาต การผลิต และกระบวนการผลิต ควรมีการอบรมแก่ผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย ด้านเกษตรกร ควรศึกษากฎหมายกัญชงให้ชัดเจน และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หน่วยงานหลัก ควรเป็นสำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกรณีศึกษาสายงานการไฟฟ้า ภาค 3, พฤกษา พฤทธิสาริกร
ภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกรณีศึกษาสายงานการไฟฟ้า ภาค 3, พฤกษา พฤทธิสาริกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความต้องการของงาน ระดับทรัพยากรในงานและระดับภาวะหมดไฟในการทำงาน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความต้องการของงานและทรัพยากรในงานกับภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรณีศึกษาสายงานการไฟฟ้าภาค 3 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในสังกัดสายงานการไฟฟ้าภาค 3 จำนวน 1,010 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มตัวอย่าง (Independent t-test) การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแปรปรวน (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Correlation) ผลการศึกษา พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีระดับความต้องการของงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีระดับทรัพยากรในงานโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานต่ำ ซึ่งเมื่อพิจารณาภาวะหมดไฟในการทำงานเป็นรายด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเสี่ยงที่เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานต่ำ ทั้ง 3 ด้าน ; ด้านความรู้สึกอ่อนล้า ด้านการเมินเฉย และด้านการลดคุณค่าความสำเร็จในตนเอง 2) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ อายุ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ระดับตำแหน่ง 3) ความต้องการของงานโดยรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะหมดไฟในการทำงาน 4) ทรัพยากรในงานโดยรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะหมดไฟในการทำงาน
กลวิธีทางภาษาในการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของ สินธุเสน เขจรบุตร, วริฏฐา ศรีช่วย
กลวิธีทางภาษาในการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของ สินธุเสน เขจรบุตร, วริฏฐา ศรีช่วย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประเภทและลักษณะของทำเนียบภาษา ตลอดจนสังเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทำเนียบภาษากับเนื้อหาต่างประเภทในการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของ สินธุเสน เขจรบุตร ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์ตัวบท และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเนื้อหาจากคลิปวีดิทัศน์ที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กแฟนเพจของสินธุเสน เขจรบุตร ภายใต้ชื่อว่า K.S. Khunkhao จำนวน 30 คลิป ก่อนนำมาตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าเพื่อความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ประเภทและลักษณะของทำเนียบภาษาที่ สินธุเสน เขจรบุตร ใช้ในการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ประกอบด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลและจำแนกประเภทการใช้คำในมิติทำเนียบออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) ทำเนียบภาษาตามประเภทไวยากรณ์ พบการใช้คำที่ปรากฎเป็นลักษณะเด่นจำนวนทั้งสิ้น 11 ประเภท โดย 3 อันดับแรกที่พบการใช้สูงสุด ได้แก่ การใช้คำซ้ำ การใช้คำลักษณวิเศษณ์ การใช้คำสัมผัสคล้องจอง และ 2) ทำเนียบภาษาตามกลุ่มความหมาย แบ่งเป็นจำนวนทั้งสิ้น 6 กลุ่มความหมาย ได้แก่ หมวดคำที่เกี่ยวข้องจิตใจ สติปัญญา ความคิด ความรู้สึกของมนุษย์ในเชิงจิตวิทยา หมวดคำที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์ในเชิงพฤติกรรม หมวดคำที่เกี่ยวข้องกับการมีหรือการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ หมวดคำที่เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่ง สัจธรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ หมวดคำที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมือง สภาพสังคมและเศรษฐกิจ และหมวดคำที่เกี่ยวข้องกับเวลา การสังเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทำเนียบภาษากับเนื้อหาต่างประเภทในการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของ สินธุเสน เขจรบุตร ประกอบด้วยเนื้อหาต่างประเภทจำนวน 2 กลุ่มหลัก คือ 1) ประเภทเนื้อหาด้านการดำเนินชีวิต และ 2) ประเภทเนื้อหาด้านความสัมพันธ์ ที่ส่งผลต่อลักษณะการใช้ทำเนียบภาษาตามประเภทไวยากรณ์และทำเนียบภาษาตามกลุ่มความหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งลักษณะการใช้ภาษาดังกล่าวข้างต้นมีความสำคัญต่อการสร้างเอกลักษณ์ของผู้พูดในฐานะนักสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟังหลากหลายกลุ่มอย่างครอบคลุม และได้รับความนิยมในสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ พบว่า โครงสร้างการออกแบบสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของสินธุเสน เขจรบุตร มีลักษณะเด่น กล่าวคือ ส่วนนำ เริ่มต้นการพูดด้วยการถามนำหรือการตั้งคำถามก่อนนำเข้าสู่เรื่องที่จะพูด เพื่อกระตุ้นให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมตลอดจนเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง ส่วนเนื้อหา เป็นการเล่าตามลำดับเวลาแบบเรื่องเล่าหรือเป็นการอธิบาย แต่จะมีการลงรายละเอียดที่มากกว่าหรือเป็นการขยายสิ่งที่เกิดขึ้นจากส่วนนำ ส่วนสรุป ผู้พูดใช้อนุพากย์บอกเล่าที่มีรูปแบบของการฝากหรือทิ้งด้วยถ้อยคำอย่างวลี “เพราะฉะนั้น จงจำไว้ว่า” สอดคล้องกับความคุ้นเคยของคนไทยคล้ายการฟังนิทานอีสปที่ทิ้งท้ายด้วยข้อคิด หลังจากนั้นจะเป็นการกล่าวลาด้วยการอวยพรเพื่อแสดงความปรารถนาดี
การสื่อสารตราสินค้าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ ทัศนคติและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันมี, พิชชาภา พุทธจรูญ
การสื่อสารตราสินค้าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ ทัศนคติและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันมี, พิชชาภา พุทธจรูญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและอธิบายการเปิดรับ ทัศนคติต่อการสื่อสารตราสินค้าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ และการตัดสินใจซื้อผู้บริโภคเจเนอเรชันมี เป็นการวิจัยนำร่องใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันมี ที่อาศัย ทำงาน ศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 200 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับการสื่อสารตราสินค้าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศโดยรวมในระดับบางครั้ง มีทัศนคติเชิงบวกต่อตราสินค้าที่สื่อสารประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ และมีการตัดสินใจซื้อตราสินค้าที่มีการสื่อสารประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศโดยรวมอยู่ในระดับสูง การตัดสินใจซื้ออยู่ในระดับสูงและเมื่อตัดสินใจเลือกซื้อแล้วจะไม่เปลี่ยนใจอยู่ในระดับสูงเช่นกัน ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า ผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันมีที่ไม่ระบุเพศมีทัศนคติต่อการสื่อสารตราสินค้าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศเชิงบวกมากกว่าเพศชายและหญิง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทัศนคติต่อการสื่อสารตราสินค้าในประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ มีความสัมพันธ์ กับการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูงและมีทิศทางแปรตามกัน
การเปิดรับ และการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในของพนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต, อิสรีย์ ลาวัง
การเปิดรับ และการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในของพนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต, อิสรีย์ ลาวัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและอธิบายความสัมพันธ์ของการเปิดรับ และการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในของพนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำนวน 300 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรโดยรวมในระดับมากที่สุด โดยเป็นการเปิดรับข่าวสารจากสื่อบุคคลในการประชุมกับผู้บริหาร ทีมงาน การสนทนากับหัวหน้างาน และสื่ออินเทอร์เน็ต เช่น อีเมล ไลน์ ในระดับมากที่สุด และสื่อกิจกรรม เช่น กิจกรรมในสถานที่ทำงาน การอบรมสัมมนา ในระดับมาก ในด้านการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในองค์กรโดยรวมอยู่ระดับมาก ทั้งนี้มีการใช้ประโยชน์ด้านการรับรู้เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวในองค์กร (Surveillance) อยู่ในระดับมากที่สุด และมีการใช้ประโยชน์ด้านการใช้ประกอบการตัดสินใจ (Decision Making) ด้านสังคมและการมีส่วนร่วม (Social and Participation) การบ่งบอกถึงความเป็นตัวตน (Identity) และ ด้านการผ่อนคลาย (Relaxation) อยู่ในระดับมากกลุ่มตัวอย่างต้องการรูปแบบข้อมูลข่าวสารประเภทข้อความประกาศในระดับมากที่สุด และประเภทกิจกรรม ภาพ การประชุม วิดีทัศน์ และอบรมสัมมนา ในระดับมาก นอกจากนี้มีความต้องการเนื้อหาเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงาน ข้อมูลผลิตภัณฑ์ การแจ้งเกี่ยวกับการทำงาน สาระความรู้และประสบการณ์จากผู้บริหาร และแจ้งเรื่องทั่วไป อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า พนักงานที่เพศ และ ตำแหน่งงานแตกต่างกันเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรด้วยความถี่ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับพนักงานมีอายุงานแตกต่างกันมีความถี่ในการเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรไม่แตกต่างกัน ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรกับการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในองค์กรพบว่า การเปิดรับข่าวสารภายในองค์กร มีความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์จากเนื้อหาข่าวสารภายในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นความสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูง (r=0.67) และมีทิศทางแปรตามกัน
การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ "ถอดรหัสไทย"ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้, ผุสชา งามจรัสกชกร
การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ "ถอดรหัสไทย"ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้, ผุสชา งามจรัสกชกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ 2. เพื่อศึกษาวิธีการเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารการสัมภาษณ์เชิงลึกภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ และการวิเคราะห์ตัวบทของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ทั้ง 14 ห้องจัดแสดง ผลการวิจัยพบว่า ด้านการเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการถอดรหัสไทย แบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. ด้านการนำเสนอเนื้อหา พบว่าเป็นการนำเสนอเรื่องราวความเป็นไทยจากมุมมองที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน นำเสนอความจริงตามข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ โดยมีการออกแบบเรื่องราว และโครงสร้างของเรื่องราวในนำเสนอที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดยังอยู่ภายใต้โลกของเรื่องราวเดียวกัน 2. ด้านการนำเสนอโดยใช้สื่อประสม พบว่า ในการนำเสนอการเล่าเรื่อง มีการกำหนดสื่อหลักและสื่อเสริม โดยแต่ละสื่อมีความสัมพันธ์ระหว่างสื่อ และตัวบท แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังพบว่า การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย”มีการออกแบบเลือกประเด็นเนื้อหาจากประเด็นที่เป็นกระแสในสังคม และนำเสนอในรูปแบบการตั้งคำถามเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมชวนให้ผู้ชมได้สำรวจความคิดมุมมอง “ความเป็นไทย”และตีความเรื่องราวจากการนำประสบการณ์ของผู้ชมมาประกอบกับเนื้อหาของนิทรรศการ
ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่, สิริมา ชำนาญศิลป์
ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่, สิริมา ชำนาญศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่ 2) เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่ และ 3) เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 200 คน ซึ่งเป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 18 – 40 ปี อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และต้องมีบัญชีสมาชิกโพเมโล่ (Pomelo Account) ที่สมัครผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของตราสินค้าโพเมโล่ อีกทั้งยังต้องเคยเข้าไปดูสินค้า สอบถามข้อมูล หรือรับบริการต่าง ๆ ที่หน้าร้านโพเมโล่ รวมถึงต้องเคยซื้อสินค้าโพเมโล่อย่างน้อย 1 ชิ้น ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา โดยผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลายมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อสินค้าโพเมโล่ของกลุ่มตัวอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และภาพลักษณ์ตราสินค้าโพเมโล่ก็มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับความตั้งใจซื้อสินค้าโพเมโล่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน นอกจากนี้ ยังพบว่า มิติด้านเฉพาะบุคคลของประสบการณ์ลูกค้าที่หลากหลายมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับภาพลักษณ์ตราสินค้าโพเมโล่ และความตั้งใจซื้อมากที่สุด ในขณะที่มิติด้านความใกล้ชิดของภาพลักษณ์ตราสินค้าโพเมโล่มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับความตั้งใจซื้อสินค้าโพเมโล่ของกลุ่มตัวอย่างมากที่สุด
Planned Retirement Age In Thai People In Aging Society, Borinya Thongmanee
Planned Retirement Age In Thai People In Aging Society, Borinya Thongmanee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of the aging society with the increase of life expectancy and low fertility in Thailand, there are over 30 per cent of the young-old population in Thailand who require to work even after they passed the retirement age in Thailand (NSO, 2018). Since Thailand has already entered an aging society and the effect on the aging society will impact the retirement age in Thailand, this study’s objective is to find the relationship whether if there is a relationship between the planned retirement age and the aging society awareness which it is found that there is no relationship …