Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Physical Sciences and Mathematics Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2021

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 27601 - 27630 of 27663

Full-Text Articles in Physical Sciences and Mathematics

การพยากรณ์จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สะสมโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก, ทศพล นวลช่วย Jan 2021

การพยากรณ์จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สะสมโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก, ทศพล นวลช่วย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นับตั้งแต่ธันวาคม 2019 โรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 หรือ โควิด-19 เป็นโรคที่เริ่มแพร่กระจายจากคนสู่คน การแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้อันเนื่องมาจากปัจจัยส่งเสริมในหลาย ๆ ด้าน ส่วนหนึ่งคือการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ หลังจากการค้นพบการติดเชื้อระหว่างคนสู่คนครั้งแรกไม่นาน องค์การอนามัยโลกได้ประกาศในวันที่ 21 มกราคม 2020 ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วโลกต่อการแพร่กระจายที่รวดเร็วของโรคนี้ มีการสร้างโมเดลจำลองการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 เพื่อใช้ในการพยากรณ์และออกแบบนโยบายเพื่อการป้องกันต่อไป โดยเทคนิคที่ใช้ในการสร้างโมเดลมีหลายหลายแบบ ทั้งแบบคลาสสิคและการใช้เครือข่ายประสาทเทียม เพื่อความแม่นยำที่มากขึ้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้สร้างโมเดลที่ใช้ข้อมูลทางสถิติในมิติอื่น ๆ นอกเหนือจากข้อมูลทางสถิติด้านจำนวนผู้ติดเชื้อ การทดลองถูกออกแบบมาเพื่อหาวิธีการสร้างโมเดลที่ดีที่สุดและเปรียบเทียบกับโมเดลที่ใช้ข้อมูลเพียงด้านเดียวทั้งในการพยากรณ์จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมและการพยากรณ์แนวโน้มการติดเชื้อ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการใช้ข้อมูลด้านเดียวสามารถพยากรณ์จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมในอนาคตได้แม่นยำที่สุดและการใช้ข้อมูลทั้ง 14 ชนิดสามารถพยากรณ์แนวโน้มผู้ติดเชื้อรายวันได้แม่นยำที่สุด


การสังเคราะห์ข้อความเพื่อเพิ่มตัวอย่างการตรวจจับข้อความประทุษวาจาในข้อความภาษาไทย, ธโนภาส วรรณวโรทร Jan 2021

การสังเคราะห์ข้อความเพื่อเพิ่มตัวอย่างการตรวจจับข้อความประทุษวาจาในข้อความภาษาไทย, ธโนภาส วรรณวโรทร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิธีการแก้ไขปัญหาในการจำแนกข้อความประทุษวาจา ด้วยวิธีการสังเคราะห์ข้อความขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาของการเกิดชุดข้อมูลไม่สมดุลที่ปรากฏในข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจากทวิตเตอร์ ซึ่งหลังจากเก็บรวบรวม ทำความสะอาดข้อมูลและติดฉลากข้อมูลแล้ว ผู้วิจัยได้สร้างตัวอย่างเพิ่มเติม 3 วิธีคือ คือ 1. การสุ่มตัวอย่างส่วนน้อยเพิ่มด้วยการสังเคราะห์ (Synthetic Minority Over-sampling Technique: SMOTE) 2. เทคนิคการสร้างข้อความเพิ่ม (Text generation) 3.เทคนิคคำฝังตัว (Word Embedding) เป็นวิธีการในการใช้สังเคราะห์ตัวอย่างเพิ่มเติม ให้เกิดความสมดุลก่อนที่จะนำข้อมูลชุดใหม่ที่สร้างขึ้นใหม่แบ่ง ตัวอย่างเป็น 3 รูปแบบในการจำแนกข้อความประทุษวาจา คือ 1. อัลกอริทึมนาอีฟเบย์ (Navie bays) 2. หน่วยความจำระยะสั้นแบบยาว (LSTM) 3. หน่วยความจำระยะสั้นแบบยาว ร่วมกับ โครงข่ายประสาทแบบคอนโวลูชัน (LSTM + CNN) เพื่อเป็นการจำแนกข้อความประทุษวาจา ในชุดข้อความที่เป็นข้อความธรรมดา โดยผลการทดลองการจำแนกข้อความมีความหมายเชิงประทุษวาจา ซึ่งในการทดลองแรกได้ลองใช้ข้อมูลที่ไม่สมดุล จากผลการทดลองทั้ง 3 รูปแบบที่ใช้ในการจำแนกซึ่งให้ความถูกต้องไม่สูงเท่าที่ควร จากนั้นจึงทำการแก้ไขปัญหาในชุดของข้อมูลทำให้ได้ความถูกต้องสูงขึ้นในทุกชุดของทุกโมเดล


ระบบแนะนำวารสารวิชาการให้กับผู้เขียนบทความ โดยใช้ข้อมูลภาษาไทยและภาษาอังกฤษจากบทความ, นิธิรันดร์ นุ่มนนท์ Jan 2021

ระบบแนะนำวารสารวิชาการให้กับผู้เขียนบทความ โดยใช้ข้อมูลภาษาไทยและภาษาอังกฤษจากบทความ, นิธิรันดร์ นุ่มนนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันมีวารสารทางด้านวิชาการอยู่เป็นจำนวนมากหลากหลายประเภท ส่งผลให้ผู้เขียนบทความ ต้องใช้เวลามากไปกับการค้นหาคัดเลือกวารสารทางด้านวิชาการที่เหมาะสมกับเนื้อหาของแต่ละบทความของผู้เขียน ก่อนจะส่งบทความให้ทางบรรณาธิการวารสารทำการพิจารณารับบทความในลำดับถัดไป เนื่องจากทางบรรณาธิการได้รับบทความจำนวนมาก จึงทำให้ใช้เวลามากในการพิจารณาบทความ งานวิจัยฉบับนี้จึงเล็งเห็นว่าการนำระบบแนะนำเข้ามาช่วยวิเคราะห์เพื่อแนะนำวารสารที่เหมาะสมกับบทความนั้นจะทำให้กระบวนการตัดสินใจในการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะใช้ข้อมูลจาก Thai Journals Online (ThaiJO) ซึ่งจะใช้ข้อมูลจากบทความภาษาไทยและบทความภาษาอังกฤษในการวิเคราะห์ในงานวิจัยนี้ โดยในงานวิจัยนี้รวมการศึกษาข้อมูลที่ใช้ การทำความสะอาดข้อมูล และการทำแบบจำลองสำหรับระบบแนะนำ โดยจะทำแบบจำลองจากการคำนวณหาความสำคัญจากข้อความด้วยเทคนิคความถี่ของคำ-ส่วนกลับความถี่ของเอกสาร (Term Frequency - Inverse Document Frequency: TF-IDF) และการวิเคราะห์ความคล้ายคลึงระหว่างบทความและวารสารโดยใช้ Cosine Similarity แล้วจึงจัดอันดับค่าคะแนนเพื่อแนะนำบทความที่เหมาะสม จากผลการทดลองในงานวิจัยนี้การตรวจสอบความสมเหตุสมผลแบบไขว้จำนวน 10 พับ (10-fold cross-validation) พบว่าเมื่อเรานำข้อมูลคำสำคัญและบทคัดย่อจากทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมารวมกัน ระบบสามารถแนะนำออกมาได้ค่าความแม่นยำที่วัดด้วย Hit Rate ได้ค่าสูงสุดที่ 0.87965 ซึ่งมากกว่าแบบจำลองที่ใช้ข้อมูลภาษาอังกฤษอย่างเดียว (0.84948) หรือ แบบจำลองที่ใช้ข้อมูลภาษาไทยอย่างเดียว (0.80383) และได้ค่าความแม่นยำที่สูงกว่าการตรวจสอบความสมเหตุสมผลแบบไขว้จำนวน 5 พับและการทดลองแบบจำลองในลักษณะความคล้ายระหว่างบทความ


กรอบงานการตอบคำถามภาษาไทยโดยใช้แบบจำลองประเภททรานส์ฟอร์เมอร์พร้อมด้วยข้อมูลเสริม, ภูริ ฟักมงคล Jan 2021

กรอบงานการตอบคำถามภาษาไทยโดยใช้แบบจำลองประเภททรานส์ฟอร์เมอร์พร้อมด้วยข้อมูลเสริม, ภูริ ฟักมงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การตอบคำถาม (Question Answering) เป็นหนึ่งในงานด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ ที่สามารถให้อุปกรณ์เข้าใจบทความและสามารถตอบคำถามที่ให้ได้ มีงานศึกษาทางด้านตอบคำถามในภาษาอังกฤษซึ่งมีจำนวนของชุดข้อมูลที่มีจำนวนมาก แต่ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีจำนวนของชุดข้อมูลที่น้อยกว่า ทำให้ประสิทธิภาพของแบบจำลองการตอบคำถามภาษาไทยมีคะแนนเอฟวันเพียง 70% ในขณะที่แบบจำลองการตอบคำถามภาษาอังกฤษ สามารถมีคะแนนเอฟวันสูงถึง 90% ดังนั้น ในงานวิจัยชิ้นนี้ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของแบบจำลองการตอบคำถามภาษาไทย โดยการสร้างชุดข้อมูลเพิ่มด้วยแบบจำลอง Multilingual Text-to-Text Transfer Transformer (mT5) และการประมวลผลข้อมูลที่เหมาะสมกับภาษาไทย วิธีนี้ สามารถสร้างชุดข้อมูลการตอบคำถามได้มากกว่าหนึ่งแสนชุดจากบทความ Wikipedia ภาษาไทย นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ยังศึกษารูปแบบวิธีการฝึกสอนในรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ชุดข้อมูลที่สร้างขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแบบจำลองการตอบคำถามให้ได้มากที่สุด อีกทั้ง ในงานวิจัยนี้ได้เสนอการวัดผลแบบจำลองการตอบคำถามภาษาไทยโดยใช้คะแนนเอฟวันระดับพยางค์ ซึ่งมีความเหมาะสมกับภาษาไทยมากกว่าการวัดผลด้วยวิธีการดั้งเดิม โดยใช้คะแนนความถูกต้องและคะแนนเอฟวันระดับคำ ผู้วิจัยได้ทำการทดลองบนชุดข้อมูลการตอบคำถามภาษาไทยทั้ง 2 ชุด ได้แก่ Thai Wiki QA และ iApp Wiki QA พบว่าผลการทดลองโดยใช้วิธีการสร้างชุดข้อมูลของงานวิจัยชิ้นนี้ สามารถให้ประสิทธิภาพของแบบจำลองสูงขึ้นบนชุดข้อมูลทั้ง 2 ชุด โดยใช้แบบจำลองประเภท ทรานส์ฟอร์เมอร์ ได้แก่ Roberta และ mT5


ระบบแนะนําร้านอาหารในประเทศไทยแบบผสมด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, อภิสรา แซ่ลิ้ม Jan 2021

ระบบแนะนําร้านอาหารในประเทศไทยแบบผสมด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, อภิสรา แซ่ลิ้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคที่ข้อมูลมากมายมหาศาล ระบบผู้แนะนำมีบทบาทสำคัญอย่างมากตราบใดที่ผู้บริโภคยังคงมีความต้องการใช้ข้อมูลและส่งข้อมูลมากขึ้น ธุรกิจจำนวนมากได้ใช้ระบบผู้แนะนำเพื่อเป็นตัวช่วยให้แก่ผู้ใช้ได้ทำการค้นหาสินค้าหรือรายการโดยอ้างอิงจากข้อมูลการบริโภคของผู้ใช้ที่ผ่านมา โครงข่ายประสาทเชิงลึกได้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจในหลากหลายสาขาวิชา รวมถึงระบบผู้แนะนำในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวได้ละเว้นการใช้ข้อมูลเสริมในแบบจำลอง ดังนั้น ในงานวิจัยนี้จึงนำเสนอระบบการแนะนำเชิงลึกด้วยโครงข่ายประสาท ซึ่งประกอบด้วยการกรองการทำงานร่วมกันเชิงลึกเพื่อเรียนรู้ปัจจัยแฝงของการโต้ตอบของผู้ใช้และสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพของแบบจำลองด้วยข้อมูลคุณลักษณะของสินค้าโดยใช้เพอร์เซปตรอนแบบหลายชั้น และรวมทั้งสองแบบจำลองนี้เข้าด้วยกัน เรียกว่า แบบจำลอง DNNRecs นอกเหนือจากโครงสร้างของแบบจำลองแล้ว ยังได้มีการนำเสนอวิธีการทำวิศวกรรมคุณลักษณะเพื่อสร้างคุณลักษณะใหม่จากข้อความวิจารณ์โดยใช้เทคนิค tf-idf งานวิจัยนี้ได้ใช้ชุดข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยและแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของแบบจำลองที่นำเสนอ


การประยุกต์ใช้การเรียนรู้ด้วยเครื่องเพื่อตรวจจับงานเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการทดสอบฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, อรุณี ศรีดี Jan 2021

การประยุกต์ใช้การเรียนรู้ด้วยเครื่องเพื่อตรวจจับงานเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการทดสอบฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, อรุณี ศรีดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้นำเสนอเทคนิคการเรียนรู้ด้วยเครื่องในการตรวจจับงานเสียที่เกิดจากการอ่านสัญญาณเซอร์โวในกระบวนการทดสอบ ลักษณะของชุดข้อมูลมีจำนวนหลายมิติและมีความไม่สมดุลสูง มีการเลือกคุณลักษณะด้วย Filter Method และ Embedded Method เพื่อลดมิติของข้อมูล มีการประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้ด้วยเครื่อง 2 อัลกอริทึม คือ SVM และ XGBoost ร่วมกับ 3 วิธีการในการจัดการข้อมูลที่ไม่สมดุล คือ SMOTE , Different Cost Learner และ SMOTE กับ Different Cost รวมเป็น 6 วิธีการและทำการเปรียบเทียบผลการทดลอง SVM ให้ประสิทธิภาพที่ดีในการวัดด้วย ROC AUC แต่ให้ประสิทธิภาพที่ค่อนข้างต่ำในการวัดด้วย PRC AUC ขณะที่ XGB ให้ประสิทธิภาพที่ดีทั้ง ROC AUC และ PRC AUC โดยวิธีการของ XGB SMOTE ให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดที่ ROC AUC 91%, PRC AUC 73% และ Accuracy, Precision, Recall และ F1-Score ที่ 97%


วัสดุเชิงประกอบพอลิแล็คติกแอซิด/แบคทีเรียเซลลูโลส-กราฟต์-พอลิเมทิลเมทาคริเลต, ฐาปนี เพ็ชระ Jan 2021

วัสดุเชิงประกอบพอลิแล็คติกแอซิด/แบคทีเรียเซลลูโลส-กราฟต์-พอลิเมทิลเมทาคริเลต, ฐาปนี เพ็ชระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมและศึกษาสมบัติของวัสดุเชิงประกอบพอลิแล็คติกแอซิด/แบคทีเรียเซลลูโลส-กราฟต์-พอลิเมทิลเมทาคริเลต โดยสังเคราะห์แบคทีเรียเซลลูโลส-กราฟต์-พอลิเมทิลเมทาคริเลตด้วยกระบวนการพอลิเมอไรเซชันแบบอิมัลชันที่อัตราส่วนระหว่าง BC:MMA ที่ 1:1 และ 1:5 โดยมี K2S2O8 เป็นตัวริเริ่มปฏิกิริยา จาก FTIR สเปกตรัมของแบคทีเรียเซลลูโลส-กราฟต์-พอลิเมทิลเมทาคริเลต (BC1:5) พบค่าการดูดกลืนรังสีอินฟราเรดของหมู่คาร์บอนิล (C=O) ขึ้นที่ตำแหน่ง 1725 cm-1 โดยคาดว่าเป็นส่วนของ PMMA ที่ถูกกราฟต์ลงบนแบคทีเรียเซลลูโลส ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์โครงสร้างทางเคมีด้วยเทคนิค NMR รวมไปถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมทางความร้อนด้วยเทคนิค TGA และ DSC ยืนยันได้ว่ามีการกราฟต์ PMMA ลงบนแบคทีเรียเซลลูโลสได้สำเร็จ จากนั้นนำแผ่นแบคทีเรียเซลลูโลส-กราฟต์-พอลิเมทิลเมทาคริเลตที่เตรียมได้ไปทำการลามิเนตกับแผ่นพอลิแล็คติกแอซิดด้วยเครื่องอัดแบบ แล้วนำแผ่นลามิเนตพอลิแล็คติกแอซิดที่ได้ไปศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยา สมบัติทางความร้อน สมบัติเชิงกล และการย่อยสลายด้วยวิธีฝังกลบ จากการศึกษาพบว่าลักษณะสัณฐานวิทยาของแผ่นลามิเนตพอลิแล็คติกแอซิดกับแบคทีเรียเซลลูโลส-กราฟต์-พอลิเมทิลเมทาคริเลต (BC1:5) มีการยึดเกาะที่ดีกว่าแบคทีเรียเซลลูโลสบริสุทธิ์และ BC1:1 จากการศึกษาสมบัติทางความร้อนพบว่าแผ่นลามิเนตพอลิแล็คติกแอซิดกับแบคทีเรียเซลลูโลส-กราฟต์-พอลิเมทิลเมทาคริเลตสูตร BC1:5 มีเสถียรภาพทางความร้อนมากที่สุด และจากการศึกษาสมบัติเชิงกลของแผ่นลามิเนตพอลิแล็คติกแอซิดกับแบคทีเรียเซลลูโลส-กราฟต์-พอลิเมทิลเมทาคริเลตพบว่ามีค่ายังส์มอดุลัสเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับพอลิแล็คติกแอซิดบริสุทธิ์ นอกจากนี้การทดสอบการย่อยสลายด้วยวิธีการฝังกลบ พบว่าแผ่นลามิเนตพอลิแล็คติกแอซิดที่เสริมแรงด้วยแบคทีเรียเซลลูโลสส่งผลต่อการย่อยสลายที่เร็วขึ้น


ผลของอนุภาคนาโนซิลเวอร์ต่อสมบัติการให้สี การต้านเชื้อแบคทีเรียและการป้องกันรังสียูวีบนผ้าไหม, พรชีวิน บรรจง Jan 2021

ผลของอนุภาคนาโนซิลเวอร์ต่อสมบัติการให้สี การต้านเชื้อแบคทีเรียและการป้องกันรังสียูวีบนผ้าไหม, พรชีวิน บรรจง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาผลของตัวแปรต่าง ๆในการสังเคราะห์อนุภาคนาโนซิลเวอร์ที่ให้สีด้วยวิธีการแบบอินซิทู ต่อเฉดสี ความสม่ำเสมอของสี ความคงทนของสีต่อการซัก สมบัติการต้านเชื้อแบคทีเรียและการป้องกันรังสียูวีบนผ้าไหมที่ทรีตด้วยอนุภาคนาโนซิลเวอร์ที่ให้สี นอกจากนี้ยังศึกษาผลของการใช้สารยึดติดชนิดอะคริลิกและผลของการย้อมทับด้วยสีแอซิดบนผ้าไหมที่ทรีตด้วยอนุภาคนาโนซิลเวอร์ที่ให้สีต่อสมบัติต่าง ๆ ที่ศึกษาด้วยเช่นกัน จากการศึกษาพบว่าสภาวะที่เหมาะสมที่ให้สมบัติต่าง ๆ ที่ศึกษาบนผ้าไหมที่ผ่านการให้สีดีที่สุดจากการสังเคราะห์อนุภาคนาโนซิลเวอร์ที่ให้สีด้วยวิธีการแบบอินซิทูบนผ้าไหมคือ สภาวะที่ใช้ความเข้มข้นของสารละลายซิลเวอร์ไนเตรต 2.0 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักผ้า อัตราส่วนระหว่างสารละลายซิลเวอร์ไนเตรตต่อสารละลายไตรโซเดียมซิเตรตไดไฮเดรตเท่ากับ 1:3 อุณหภูมิในการ ทรีต 90 องศาเซลเซียส ที่เวลาในการทรีต 90 หรือ 120 นาที ที่ค่าพีเอชเท่ากับ 4.0 จากผลการทดลองพบว่าผ้าไหมที่ได้จากการทรีตด้วยอนุภาคนาโนซิลเวอร์ที่ให้สีเปลี่ยนจากเฉดสีขาวเป็นเฉดสีเทาอ่อนถึงเฉดสีน้ำตาลเหลืองอ่อนจนถึง สีน้ำตาลเหลืองเข้ม ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นซิลเวอร์ไนเตรตและอัตราส่วนระหว่างสารละลายซิลเวอร์ไนเตรตต่อสารละลายไตรโซเดียมซิเตรตไดไฮเดรตที่ใช้ ถ้าใช้ความเข้มข้นสูงและอัตราส่วนที่สูงจะได้ผ้าไหมที่มีเฉดสีน้ำตาลเข้มเพิ่มมากขึ้น อุณหภูมิและเวลาในการทรีตผ้าไหมก็ช่วยในการเพิ่มเฉดสีให้เข้มขึ้นด้วยเช่นกันและยังช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอของสีบน ผ้าไหมด้วย ผลของการซักล้าง 20 ครั้ง พบว่าผ้าไหมที่เกิดจากการให้สีด้วยอนุภาคนาโนซิลเวอร์มีความคงทนของสีต่อการ ซักล้างที่ต่ำมาก ความสามารถในการป้องกันรังสียูวียังคงรักษาได้ในระดับดี และความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรีย S. aureus. ลดลงมาเหลือประมาณร้อยละ 50 ส่วนผลการใช้สารยึดติดชนิดอะคริลิกและการย้อมทับด้วยสีแอซิดบนผ้าไหมที่ทรีตด้วยอนุภาคนาโนซิลเวอร์ที่ให้สีเพื่อช่วยในการปรับปรุงสมบัติที่ศึกษาให้ดีขึ้น สรุปได้ว่าการย้อมทับด้วยสีแอซิดช่วยปรับปรุงความคงทนของสีต่อการซักล้าง ความสามารถในการป้องกันกันรังสียูวี และสมบัติการต้านเชื้อแบคทีเรีย S. aureus. ได้ดีขึ้นมากกว่าการใช้สารยึดติดชนิดอะคริลิก แต่วิธีการย้อมทับด้วยสีแอซิดสีน้ำเงินส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเฉดสีของผ้าไหมที่ทรีตด้วยอนุภาคนาโนซิลเวอร์ที่ให้สีเปลี่ยนเป็นสีเขียวซึ่งเกิดจากการผสมของสี ส่วนการใช้สารยึดติดชนิดอะคริลิกไม่มีผลกระทบต่อเฉดสีบนผ้าไหมที่ทรีตด้วยอนุภาคนาโนซิลเวอร์ที่ให้สี


ไมโครแคปซูลวัสดุเปลี่ยนเฟสสำหรับสีทากล่องโฟมเพื่อรักษาอุณหภูมิเกล็ดเลือด, พสธร ลิมปธนโชติ Jan 2021

ไมโครแคปซูลวัสดุเปลี่ยนเฟสสำหรับสีทากล่องโฟมเพื่อรักษาอุณหภูมิเกล็ดเลือด, พสธร ลิมปธนโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้กล่าวถึงการเตรียมไมโครแคปซูลวัสดุเปลี่ยนเฟสโดยมีเฮปตะเดกเคนเป็นแกนและเมลามีนฟอร์มัลดีไฮด์เป็นเปลือก เปลือกของไมโครแคปซูลสังเคราะห์ด้วยกระบวนการพอลิเมอไรเซชันแบบอินซิทู เริ่มจากเตรียมอิมัลชันของเฮปตะเดกเคนด้วย Tween 80 จากนั้นเติมเมลามีนฟอร์มัลดีไฮด์คอนเดนเสทขณะมีการกวนสารตลอดเวลาตามด้วยกรดซิตริก 1 หยดทุก 1 นาทีเพื่อปรับสภาวะกรด เมื่อเวลาผ่านไปเมลามีนฟอร์มัลดีไฮด์คอนเดนเสทรวมร่างเป็นเปลือกล้อมรอบหยดเฮปตะเดกเคน ผลของการเปลี่ยนแแปลงอัตราการกวน (1000, 1250, 1500 รอบต่อนาที) และปริมาณของเมลามีนฟอร์มัลดีไฮด์ (0.5:1, 1:1, 1.5:1) มีผลต่อขนาดของไมโครแคปซูลทดสอบโดยเทคนิค SEM พบว่าไมโครแคปซูลมีรููปร่างเป็นทรงกลมและมีขนาดตั้งแต่ 1 ถึง 5 ไมโครเมตร ความร้อนแฝงของไมโครแคปซูลวัสดุเปลี่ยนเฟสวัดโดยเทคนิค DSC เท่ากับ 120.89 จูลต่อกรัมและมีประสิทธิภาพของไมโครแคปซูลเท่ากับ 89.31 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับ 135.85 จูลต่อกรัมของเฮปตะเดกเคน ยิ่งไปกว่านั้นไมโครแคปซูลมีเสถียรภาพเมื่อผ่านวัฏจักรการให้ความร้อนและความเย็นสูงถึง 50 รอบ หลังจากนั้นเตรียมกล่องโฟมทาสีซุปเปอร์ชิลด์ดัดแปรด้วยเฮปตะเดกเคน 40 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักให้ได้ความหนา 0.38 มิลลิเมตรและปิดด้วยฟิล์มแบคทีเรียเซลลูโลสที่ผิวภายใน จากนั้นวางถุงไมโครแคปซูล ถุงน้ำปราศจากประจุและเครื่องบันทึกอุณหภูมิในกล่องโฟมที่เตรียมไว้ที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียสนาน 12 ชั่วโมง จากนั้นนำกล่องที่เตรียมไว้มาทดสอบที่อุณหภูมิ 25 ถึง 27 องศาเซลเซียสนาน 24 ชั่วโมง โดยเครื่องจะบันทึกการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิระหว่าง 20 ถึง 24 องศาเซลเซียสเทียบกับเวลาผลพบว่าที่ไมโครแคปซูล 200 กรัมสามารถเก็บรักษอุณหภูมิภายในกล่องโฟมมากกว่า 24 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับเฮปตะเดกเคนและกล่องควบคุมตัวแปร


ผลผลิตขั้นปฐมภูมิสุทธิและการบริโภคซากใบไม้โดยกลุ่มหอยฝาเดียวในแปลงปลูกป่าชายเลนที่มีอายุแตกต่างกัน, ธนพล พงศ์สุวโรจน์ Jan 2021

ผลผลิตขั้นปฐมภูมิสุทธิและการบริโภคซากใบไม้โดยกลุ่มหอยฝาเดียวในแปลงปลูกป่าชายเลนที่มีอายุแตกต่างกัน, ธนพล พงศ์สุวโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ป่าชายเลนมีบทบาทในการสร้างผลผลิตขั้นปฐมภูมิสุทธิ (net primary productivity, NPP) ที่สูง ปัจจุบันมีการปลูกฟื้นฟูป่าชายเลนอย่างกว้างขวาง ถึงกระนั้นการประมาณ NPP ที่มีค่าผันแปรตามอายุของแปลงปลูกยังมีค่อนข้างจำกัด อีกทั้งการศึกษาเชิงปริมาณด้านการกินซากใบไม้โดยหอยฝาเดียวยังมีอยู่น้อย การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการประมาณ NPP ควบคู่กับอัตราการกินซากใบไม้โดยหอยฝาเดียวแปลงปลูกป่าชายเลนที่มี Avicennia alba เป็นพืชเด่นจำนวน 4 แปลง ได้แก่ Y1, Y5, Y7, และ Y9 ปี ที่มีอายุ 14, 10, 8 และ 6 ปี ตามลำดับ (ในปี พ.ศ. 2562) บริเวณศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบกบางปู ผลการศึกษาพบว่าความหนาแน่นต้นไม้ลดลงมากยกเว้นแปลง Y1 แต่ผลรวมพื้นที่หน้าตัดต้นไม้และมวลชีวภาพเพิ่มขึ้นเมื่อแปลงปลูกมีอายุเพิ่มขึ้น NPP ผกผันกับอายุแปลงปลูก พบหอยฝาเดียวทั้งหมด 14 ชนิด โดยที่ความหนาแน่นหอยฝาเดียววงศ์ที่กินซากใบไม้ (Littorinidae, Iravadiiae และ Potamididae) มีค่ามากที่สุดในแปลง Y1 ถึงแม้ความหนาแน่นนี้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอัตราการกินซากใบไม้โดยหอยฝาเดียว แต่ไม่พบความแตกต่างของอัตราการกินซากใบไม้ระหว่างแปลงทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่าโครงสร้างพืชพรรณที่แตกต่างกันจากอายุของแปลงปลูกป่าชายเลนส่งผลให้มวลชีวภาพ NPP และสังคมหอยฝาเดียวแตกต่างกันระหว่างแปลง ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้วางแผนปลูกฟื้นฟูและจัดการแปลงปลูกป่าชายเลนบนหาดเลนงอกใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางนิเวศวิทยาและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบเวลาที่จำกัดของการฟื้นฟูป่าชายเลน


ประสิทธิภาพของสารลดแรงตึงผิวและสารไบโอพอลิเมอร์ในการลดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในห้องทดสอบจำลองแบบปิด, ขวัญศินีย์ เบ็ญหีม Jan 2021

ประสิทธิภาพของสารลดแรงตึงผิวและสารไบโอพอลิเมอร์ในการลดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในห้องทดสอบจำลองแบบปิด, ขวัญศินีย์ เบ็ญหีม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการลด PM2.5 ของการฉีดพ่นสารเคมีที่มีคุณสมบัติช่วยการเกาะรวมของอนุภาค (Agglomerations) และปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในห้องทดสอบจำลองแบบปิด ทำการศึกษาปัจจัยของสารที่มีต่อประสิทธิภาพการลด PM2.5 ได้แก่ ชนิดของสาร ความเข้มข้น และปริมาตรของสาร โดยศึกษาประสิทธิภาพของสารไบโอพอลิเมอร์ (เพคติน) สารลดแรงตึงผิว (Tween-80) สารสูตรตำรับ 5 ชนิด (A-E) และน้ำ เปรียบเทียบความเข้มข้นและปริมาตรที่แตกต่างกัน 3 ระดับ ได้แก่ 0.05, 0.1 และ 0.5% (W/V, V/V) และ 75, 100 และ 150 มิลลิลิตร ทำการวิเคราะห์ลักษณะการกระจายตัวตามขนาดของอนุภาคฝุ่นที่เปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณและการรวมตัวทางกายภาพของฝุ่นหลังผ่านการฉีดพ่นผ่านกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราด (SEM) ผลการศึกษาพบว่า สารเพคตินที่ความเข้มข้น 0.5% W/V ปริมาตร 100 มิลลิลิตร มีประสิทธิภาพในการลด PM2.5 สูงที่สุด เท่ากับ 66.2±0.2% ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า Tween-80 และน้ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (p < 0.05) และมีอัตราการลด PM2.5 เท่ากับ 5 µg/m3.min ซึ่งลดลงเร็วกว่าสารอื่นๆ แต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และสูตรตำรับ E ที่ปริมาตร 100 มิลลิลิตร ให้ประสิทธิภาพสูงกว่าสารตำรับอื่นๆ การกระจายตัวตามขนาดของอนุภาคหลังจากฉีดพ่นด้วยสารเพคติน Tween-80 สารสูตรตำรับ E มีแนวโน้มการกระจายตัวของอนุภาคฝุ่นที่ใหญ่กว่า 2.5 ไมครอน (ช่วงขนาด 3.3-5.8 ไมครอน) อย่างชัดเจน แสดงถึงสารดังกล่าวสามารถส่งเสริมการเกาะรวมของอนุภาค และลักษณะสัณฐานวิทยาของอนุภาคฝุ่นละอองที่ฉีดพ่นด้วยสารเพคตินและสารสูตรตำรับ E ซึ่งมีองค์ประกอบพื้นฐานเป็นสารพอลิเมอร์มีลักษณะการเกาะรวมเป็นกลุ่มอนุภาคชัดเจนมากกว่าที่ผ่านการฉีดพ่นด้วยสาร Tween-80 และน้ำ แสดงให้เห็นว่าสารพอลิเมอร์มีประสิทธิภาพในการลดฝุ่นผ่านกลไกการเกาะรวมกันของอนุภาคฝุ่นได้ดีกว่าสารลดแรงตึงผิวและน้ำเปล่า


ประสิทธิภาพของสารลดแรงตึงผิวในการลดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในห้องทดสอบจำลองแบบกึ่งปิด, นพรุจ นาคจันทร์ Jan 2021

ประสิทธิภาพของสารลดแรงตึงผิวในการลดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในห้องทดสอบจำลองแบบกึ่งปิด, นพรุจ นาคจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการใช้อุปกรณ์ฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อลด PM2.5 โดยการปรับเปลี่ยนลักษณะวิธีการฉีดพ่นละอองน้ำ ได้แก่ ขนาดหัวฉีดพ่น แรงดันฉีดพ่น และจำนวนหัวฉีด และทำการทดสอบประสิทธิภาพในการลด PM2.5 ด้วยสารลดแรงตึงผิว 4 ชนิด ได้แก่ Tween-80, Linear alkyl benzene sulfonate, Benzalkonium chloride และ Cocamidopropyl betaine โดยทำการทดสอบในห้องทดสอบจำลองพื้นที่แบบกึ่งปิด พร้อมทั้งวิเคราะห์ลักษณะการกระจายตัวตามขนาดของอนุภาคฝุ่นหลังจากผ่านกระบวนการฉีดพ่นน้ำและสารลดแรงตึงผิว ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของการเกาะรวมกันของฝุ่นละอองที่เปลี่ยนแปลงไป และลักษณะการไหลของฝุ่นละอองในระบบทดสอบด้วยเทคนิคพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ ผลการศึกษาพบว่า การฉีดพ่นละอองน้ำด้วยหัวฉีดพ่นขนาด 0.6 มิลลิเมตร ที่ระดับแรงดันฉีดพ่น 0.4 เมกะปาสคาล ด้วยหัวฉีดพ่นจำนวน 1 หัว มีประสิทธิภาพในการลด PM2.5 สูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 22 ± 1.4 ซึ่งปัจจัยที่เพิ่มประสิทธิภาพในการลด PM2.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระดับแรงดันฉีดพ่นและขนาดหัวฉีดพ่น (r = 0.775 และ 0.388 ตามลำดับ) ผลการทดสอบด้วยสารลดแรงตึงผิวพบว่า Tween-80 ที่ความเข้มข้น 1% w/v มีประสิทธิภาพในการลด PM2.5 สูงกว่าสารลดแรงตึงผิวชนิดอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (p-value < 0.05) โดยมีประสิทธิภาพในการลด PM2.5 เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 23.6 ± 1.4 แต่ประสิทธิภาพดีกว่าน้ำเพียงเล็กน้อย การกระจายตัวตามขนาดของอนุภาคเมื่อฉีดพ่น Tween-80, Cocoamidopropyl betaine และ Benzalkonium chloride พบการกระจายของอนุภาคฝุ่นอยู่ในช่วงชั้นขนาดใหญ่กว่า 2.5 ไมครอน แสดงถึงสารทั้ง 3 ชนิดมีคุณสมบัติเป็นสารเกาะรวมที่ทำให้อนุภาค PM2.5 มีขนาดใหญ่ขึ้น และลักษณะสัณฐานวิทยาของอนุภาคฝุ่นละอองที่ฉีดพ่นด้วย Tween-80 มีลักษณะการเกาะรวมกันทางกายภาพของอนุภาคชัดเจนที่สุด แบบจำลองการไหลของฝุ่นละอองในสภาวะทดสอบแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มระดับแรงดันฉีดพ่นและขนาดหัวฉีดพ่นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นการเคลื่อนที่ของฝุ่นละอองที่ผ่านละอองน้ำได้ โดยส่งผลชัดเจนที่สุดเมื่อฉีดพ่นละอองน้ำด้วยหัวฉีดพ่นขนาด 0.6 มิลลิเมตร ระดับแรงดัน 0.4 เมกะปาสคาล


การประยุกต์ใช้กากหม้อกรองเหลือทิ้งจากโรงงานน้ำตาลด้วยกระบวนการไฮโดรเทอร์มอลคาร์บอไนเซชันเพื่อบำบัดน้ำเสียของโรงงาน, รัชมล วิธูวัฒนา Jan 2021

การประยุกต์ใช้กากหม้อกรองเหลือทิ้งจากโรงงานน้ำตาลด้วยกระบวนการไฮโดรเทอร์มอลคาร์บอไนเซชันเพื่อบำบัดน้ำเสียของโรงงาน, รัชมล วิธูวัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กากหม้อกรองเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานน้ำตาลซึ่งมีจำนวนมาก และมีปริมาณคาร์บอนที่สูง งานวิจัยนี้ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำกากหม้อกรอง มาผลิตเป็นวัสดุดูดซับด้วยกระบวนการไฮโดรเทอร์มอลคาร์บอไนเซชัน โดยศึกษาปัจจัยที่มีผล ได้แก่ อุณหภูมิ (200, 250, 300 °C) ระยะเวลาทำปฏิกิริยา (1, 2, 3 ชั่วโมง) และอัตราส่วนกากหม้อกรองต่อน้ำ (1:5, 1:10, 1:15) โดยผลผลิตที่ได้เรียกว่า ไฮโดรชาร์ และนำไฮโดรชาร์ที่ได้มาทดสอบการดูดซับสีในน้ำเสียจริงจากโรงงานน้ำตาลที่สภาวะค่าความเป็นกรด-ด่างจริง (pH = 4.18) และ ±2 จากค่าความเป็นกรด-ด่างจริง (pH = 6.18, 2.18) ผลการศึกษาพบว่า ไฮโดรชาร์ที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส เวลาทำปฏิกิริยา 1 ชั่วโมง และอัตราส่วนชีวมวลต่อน้ำกลั่น 1:10 สามารถใช้เป็นตัวดูดซับที่ดี โดยไฮโดรชาร์ดังกล่าวมีค่าผลผลิตที่ได้ร้อยละ 57.73 โดยน้ำหนัก ค่าไอโอดีนนัมเบอร์เท่ากับ 273.37 มิลลิกรัมต่อกรัม และค่าไอโอดีนนัมเบอร์สุทธิเท่ากับ 153.09 มิลลิกรัมต่อกรัม ในส่วนของการศึกษาการดูดซับ พบว่า เวลาเข้าสู่สมดุลการดูดซับสีของไฮโดรชาร์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (น้อยกว่า 1 นาที) และประสิทธิภาพในการกำจัดสีในน้ำเสียจริงจากโรงงานน้ำตาลในสภาวะปกติได้ร้อยละ 70.84 นอกจากนี้ได้ทำการทดลองในคอลัมน์จำลอง พบว่าปริมาตรน้ำเสียที่ไฮโดรชาร์สามารถดูดซับสีได้ค่าสีต่ำกว่ามาตรฐานน้ำทิ้งเท่ากับ 40 มิลลิลิตร ที่อัตราการไหล 0.5 มิลลิลิตรต่อนาที โดยมีค่าสีเท่ากับ 274 ADMI


ความสัมพันธ์เชิงอัลโลเมตริกระหว่างความหนาของกระพี้และเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของชนิดพันธุ์ไม้เด่นในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่, ศิริพงศ์ แย้มพุ่ม Jan 2021

ความสัมพันธ์เชิงอัลโลเมตริกระหว่างความหนาของกระพี้และเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของชนิดพันธุ์ไม้เด่นในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่, ศิริพงศ์ แย้มพุ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการสร้างสมการอัลโลเมตริกระหว่างความหนากระพี้กับเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของพันธุ์ไม้เด่นจำนวน 14 ชนิดพันธุ์ ในป่าปฐมภูมิและป่าทุติยภูมิ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยวัดความหนาของกระพี้ไม้และเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก และใช้เทคนิควิเคราะห์การถดถอย เพื่อหารูปแบบสมการที่เหมาะสมในการสร้างสมการอัลโลเมตริก ผลการศึกษาพบว่า ชนิดพันธุ์ไม้เหล่านี้มีความหนาของกระพี้โดยเฉลี่ย 7.6 – 24.8 เซนติเมตร คิดเป็น 46.7% – 99.3% ของรัศมีของลำต้น เมื่อวิเคราะห์โดยแยกชนิดพันธุ์ พบว่า สมการยกกำลังและสมการเส้นตรงเป็นสมการอัลโลเมตริกที่เหมาะกับชนิดพันธุ์ที่ทำการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ มีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (r2) ในช่วง 0.46 -0.99 มีค่า p น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.04 และเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทุกชนิดพันธุ์ยกเว้น ยางเสียน (Dipterocarpus gracilis blume ) พบว่าสามารถสร้างสมการอัลโลเมตริกเพื่อใช้กับทุกชนิดพันธุ์ได้ (r2 = 0.86, p < 0.0001) โดยมีรูปแบบสมการดังนี้ y= 0.57x0.91 นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบความเหมาะสมของสมการเพิ่มเติมโดยใช้การวิเคราะห์เศษเหลือ (Residual analysis) เพื่อยืนยันความแม่นยำของสมการ โดยสมการอัลโลเมตริกของกระพี้ไม้ที่ได้จากงานวิจัยนี้จะช่วยในการประเมินอัตราการคายน้ำในระดับพื้นที่ของป่าเขตร้อนในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่


กลไกการเคลื่อนย้ายและการกระจายตัวของสารหนูในหญ้าเนเปียร์แคระ ด้วยจลนศาสตร์ไฟฟ้าและสารช่วยเร่ง, อุดมศักดิ์ บุญมีรติ Jan 2021

กลไกการเคลื่อนย้ายและการกระจายตัวของสารหนูในหญ้าเนเปียร์แคระ ด้วยจลนศาสตร์ไฟฟ้าและสารช่วยเร่ง, อุดมศักดิ์ บุญมีรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาปริมาณการดูดดึงและสะสม และกลไกการเคลื่อนที่และการกระจายตัว ของสารหนูในหญ้าเนเปียร์แคระที่ปลูกในกากโลหกรรมจากเหมืองแร่ทองคำที่ปนเปื้อนสารหนู ร่วมกับการให้สนามไฟฟ้ากระแสตรงขนาด 1 โวลต์ต่อเซนติเมตร เป็นเวลา 3 ชั่วโมงต่อวัน และการเติมสารช่วยเร่ง 2 ชนิด คือ สารฟอสเฟต และสารอีดีทีเอ โดยทำการศึกษาผลของระดับความเข้มข้นของสารฟอสเฟตที่ 0.7, 1.4 และ 2.8 มิลลิโมลต่อกิโลกรัม และสารอีดีทีเอที่ 2.5, 5 และ 10 มิลลิโมลต่อกิโลกรัม ต่อปริมาณการดูดดึงและสะสมสารหนู และการเจริญเติบโตของพืช โดยทำการเก็บตัวอย่างกากโลหกรรมและพืช (ส่วนใต้กากโลหกรรม-ราก และส่วนเหนือกากโลหกรรม-ลำต้นและใบ) ทุก 15 วัน เป็นระยะเวลา 60 วัน จากผลการศึกษา พบว่า การเติมสารฟอสเฟตที่ระดับความเข้มข้น 1.4 มิลลิโมลต่อกิโลกรัม และสารอีดีทีเอที่ระดับความเข้มข้น 2.5 มิลลิโมลต่อกิโลกรัม ทำให้หญ้าเนเปียร์แคระมีปริมาณการดูดดึงและสะสมสารหนูในส่วนเหนือกากโลหกรรมเพิ่มขึ้นสูงที่สุด โดยเมื่อสิ้นสุดการทดลองมีค่าเท่ากับ 2.62 และ 2.27 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ โดยมีค่าสูงกว่าชุดการทดลองควบคุมที่ไม่มีการให้สนามไฟฟ้าและการเติมสารช่วยเร่งคิดเป็น 2 และ 1.7 เท่า ตามลำดับ ในขณะที่การเติมสารผสมระหว่างฟอสเฟตและอีดีทีเอที่ระดับความเข้มข้นที่เหมาะสม ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 โดยปริมาตร ไม่ส่งผลให้ปริมาณการดูดดึงและสะสมสารหนูมีค่าเพิ่มขึ้น แต่ทำให้หญ้าเนเปียร์แคระแสดงความเป็นพิษเพิ่มขึ้น โดยจากผลการวิเคราะห์รูปฟอร์มทางเคมีของสารหนูในกากโลหกรรมบริเวณขั้วแอโนดซึ่งเป็นบริเวณที่ทำการปลูกหญ้าเนเปียร์แคระด้วยเทคนิค Synchrotron Radiation Based Bulk-XANES (SR-Bulk-XANES) พบว่า การเติมสารฟอสเฟตที่ระดับความเข้มข้น 1.4 มิลลิโมลต่อกิโลกรัม ทำให้สารหนูเกิดการออกซิไดส์เปลี่ยนไปอยู่ในรูปของอาร์เซเนตได้มากกว่าชุดการทดลองอื่น โดยมีค่าพลังงานที่ขอบการดูดกลืนรังสีเอกซ์ (E0) และค่าพลังงานที่ White Line สูงที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 11,866.10 และ 11,873.55 อิเล็กตรอนโวลต์ ตามลำดับ โดยผลการวิเคราะห์การสะสมและการกระจายตัวของสารหนูในหญ้าเนเปียร์แคระด้วยเทคนิค Synchrotron Based Micro-XRF Imaging (SR-µ-XRF Imaging) แสดงให้เห็นว่าการเติมสารฟอสเฟตที่ระดับความเข้มข้น 1.4 มิลลิโมลต่อกิโลกรัม …


ไมโครพลาสติกในหอยสองฝาที่เพาะเลี้ยงตามชายฝั่งอ่าวไทย, อัจฉรียา สัมพันธ์พร Jan 2021

ไมโครพลาสติกในหอยสองฝาที่เพาะเลี้ยงตามชายฝั่งอ่าวไทย, อัจฉรียา สัมพันธ์พร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไมโครพลาสติกนับเป็นมลพิษที่ได้รับความสนใจมากในปัจจุบันเนื่องจากพบการแพร่กระจายกว้างขวางและสามารถสะสมผ่านห่วงโซ่อาหารได้ และมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศมากขึ้นในอนาคต ซึ่งหอยสองฝาเป็นหนึ่งในสัตว์กรองกินอาหารที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณไมโครพลาสติกเพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นอาหารทะเลที่สำคัญ ดังนั้นจึงถูกนำมาใช้เป็นดัชนีชีวภาพ (bioindicator) สำหรับไมโครพลาสติกในทะเล ซึ่งการศึกษาปริมาณไมโครพลาสติกในหอยสองฝาเศรษฐกิจที่เพาะเลี้ยงตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยครั้งนี้มีความสำคัญเพื่อเป็นข้อมูลคาดการณ์ปริมาณไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนเข้าสู่ทะเลในแต่ละพื้นที่ และเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับใช้วางแผนจัดการปัญหาไมโครพลาสติกบริเวณชายฝั่งอ่าวไทย โดยศึกษาในหอยสองฝาทั้งสิ้น 4 ชนิด ได้แก่ หอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยแครงและหอยตลับ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ชุมพรและสุราษฎร์ธานี ผลการศึกษาพบ หอยสองฝามี ไมโครพลาสติกเฉลี่ย 1.87±0.86 ชิ้น/ตัว หรือ 0.46±0.31 ชิ้น/กรัม นน.สด โดยจังหวัดสมุทรสาครพบไมโครพลาสติกในหอยสองฝาเฉลี่ยสูงสุด และจังหวัดชลบุรีมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ซึ่งไมโครพลาสติกส่วนใหญ่ที่พบอยู่ในรูปของเส้นใย (filament/fiber) ขนาดไมโครพลาสติกเฉลี่ย 389 ไมครอน โดยพบมากที่สุดอยู่ในช่วง 100–500 ไมครอน ทั้งนี้ หอยสองฝาที่อาศัยในชั้นดินและชั้นน้ำมีการสะสมไมโครพลาสติกแตกต่างกันขึ้นกับแหล่งกำเนิดและปัจจัยทางธรรมชาติ ซึ่งการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าตามชายฝั่งอ่าวไทยมีการสะสมไมโครพลาสติกที่แตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นในการติดตามตรวจสอบและวางมาตรการเพื่อจัดการปัญหาไมโครพลาสติก


ขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรมแบบกระชับชนิดควอนตัมสำหรับปัญหายาก, กมลลักษณ์ สุขเสน Jan 2021

ขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรมแบบกระชับชนิดควอนตัมสำหรับปัญหายาก, กมลลักษณ์ สุขเสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยทางด้านคอมพิวเตอร์เชิงควอนตัม (Quantum computer) ยังคงเป็นความท้าทายสำหรับนักวิจัยในการพัฒนาเทคนิคต่างๆเพื่อให้การประมวลผลข้อมูลควอนตัมขนาดใหญ่สามารถทำได้จริง มีงานวิจัยหลากหลายสาขาเกี่ยวกับการจำลองระบบควอนตัม โดยเฉพาะด้านอัลกอริทึมควอนตัมสำหรับแก้ปัญหา NP-hard ซึ่งใช้เวลาแก้ปัญหานานเกินกว่าจะเป็นไปได้จริงในเครื่องคอมพิวเตอร์ดั้งเดิม งานวิจัยนี้นำเสนอขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรมแบบกระชับชนิดควอนตัม ซึ่งเป็นการนำข้อได้เปรียบจากการประมวลผลเชิงควอนตัม ได้แก่ สภาวะซ้อนทับของสถานะควอนตัม และการประมวลผลควอนตัมแบบขนานในอัลกอริทึมการค้นหาของโกรเวอร์ (Grover's search algorithm) มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการคัดเลือกโครโมโซมของขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรมแบบกระชับชนิดดั้งเดิมที่มีการคัดเลือกโครโมโซมที่ดี เพื่อให้ได้ขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรมแบบกระชับชนิดควอนตัมที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นในแง่ของความถูกต้องของคำตอบ ขั้นตอนวิธีที่นำเสนอสามารถแก้ปัญหา traveling salesman ขนาดเล็กได้บนเครื่องจำลองคอมพิวเตอร์ควอนตัม เนื่องจากจำนวนคิวบิตที่มีอย่างจำกัดจึงไม่สามารถทำการทดลองกับปัญหา traveling salesman ขนาดใหญ่ได้ แม้ว่าจำนวนฟังก์ชันที่ใช้ในการประเมินค่าความเหมาะสมของขั้นตอนวิธีที่นำเสนอมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นเอ็กโปเน็นเชียลเมื่อจำนวนเมืองเพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้ดีกว่าขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรมแบบกระชับชนิดดั้งเดิม นอกจากนี้ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าจำนวนรอบของโกรเวอร์ที่เหมาะสมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด ในขณะที่จำนวนช็อตหรือจำนวนรอบที่รันอัลกอริทึมช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคำตอบที่ได้จากการวัดค่าสถานะคิวบิต


การตัดไทม์เพทริเน็ตโดยใช้คุณสมบัติตรรกะเชิงเวลาแบบเมตริก, ปฏิมากร จริยฐิติพงศ์ Jan 2021

การตัดไทม์เพทริเน็ตโดยใช้คุณสมบัติตรรกะเชิงเวลาแบบเมตริก, ปฏิมากร จริยฐิติพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไทม์เพทริเน็ตเป็นเครื่องมือสำหรับการสร้างแบบจำลองและทวนสอบระบบเวลาจริง ปริภูมิสถานะของไทม์เพทริเน็ตนั้นมีอัตราการเติบโตแบบเอกโพเนนเชียลเนื่องจากความซับซ้อนของระบบเวลาจริง ซึ่งปริภูมิสถานะที่มีขนาดใหญ่มากอาจทำให้เกิดการระเบิดของปริภูมิสถานะในการทำโมเดลเช็กกิง งานวิจัยนี้จึงนำเสนออัลกอริทึมการตัดไทม์เพทริเน็ตโดยใช้สูตรตรรกะเชิงเวลาแบบเมตริกเพื่อลดขนาดไทม์เพทริเน็ตโดยการกำจัดเพลสและทรานสิชันที่ไม่เกี่ยวข้องกับมาร์คกิงเริ่มต้นและคุณสมบัติของสูตรตรรกะเชิงเวลาแบบเมตริก นอกจากนี้อัลกอริทึมที่นำเสนอยังนำเสนอกราฟพึ่งพาซึ่งแสดงเป็นกราฟพึ่งพาที่แสดงช่วงเวลาโกลบอลของการยิงของทรานสิชันเพื่อแสดงพฤติกรรมการทำงานของไทม์เพทริเน็ต โดยไทม์เพทริเน็ตผลลัพธ์นั้นยังคงเส้นทางการทำงานที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับการทำโมเดลเช็กกิง ดังนั้น โมเดลเช็กกิงสามารถสร้างปริภูมิสถานะที่เพียงพอต่อการทวนสอบเมื่อเทียบกับไทม์เพทริเน็ตที่ไม่ได้ตัด


ซอฟต์แวร์เฟรมเวิร์กสำหรับระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการฝึกฝนแบบปรับเหมาะได้ พร้อมด้วยส่วนประเมินตัวสร้างคำถาม, ปณิดา วิริยะชัยพร Jan 2021

ซอฟต์แวร์เฟรมเวิร์กสำหรับระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการฝึกฝนแบบปรับเหมาะได้ พร้อมด้วยส่วนประเมินตัวสร้างคำถาม, ปณิดา วิริยะชัยพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ระบบสำหรับการฝึกฝนแบบปรับเหมาะ (adaptive practicing) สามารถส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีระบบนี้อยู่บ้าง แต่การสร้างระบบนี้ยังคงมีความซับซ้อนแม้ว่าปัจจุบันจะมีเครื่องมือต่าง ๆ มาช่วยเหลือก็ตาม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอซอฟต์แวร์เฟรมเวิร์กสำหรับระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการฝึกฝนแบบปรับเหมาะได้ พร้อมด้วยส่วนประเมินตัวสร้างคำถาม โดยใช้ระบบการจัดอันดับของ Elo โดยเฟรมเวิร์กนี้สามารถนำตัวสร้างคำถามมาสร้างเป็นระบบสำหรับการฝึกฝนแบบปรับเหมาะได้อย่างง่ายดายในรูปแบบบริการเอพีไอ (Application Programming Interface; API) บนเว็บไซต์ ซึ่งในเฟรมเวิร์กนี้ประกอบไปด้วย 4 โมเดล ได้แก่ ตัวชี้วัดการเรียนรู้ ผู้เรียน โจทย์คำถาม และบทคำสั่ง นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วย 7 มอดูล ได้แก่ ส่วนเลือกโจทย์คำถาม ส่วนสร้างโจทย์คำถาม ส่วนคำนวณความแตกต่างระหว่างคำถาม ส่วนแสดงผลโจทย์คำถาม ส่วนตรวจสอบคำตอบ ส่วนแสดงผลย้อนกลับ (feedback) และส่วนปรับโจทย์คำถามให้เป็นปัจจุบัน การแยกส่วนสร้างโจทย์คำถามออกมานั้น ส่งผลให้เฟรมเวิร์กรองรับคำถามสำหรับหลายหัวข้อ อาทิ คำถามวิชาภาษาไทย คำถามวิชาคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ส่วนสร้างโจทย์คำถามยังทำให้ระบบที่สร้างภายใต้เฟรมเวิร์กนี้ มีทรัพยากรโจทย์คำถามที่ไม่จำกัด และขยายฐานข้อมูลโจทย์คำถามได้อย่างอัตโนมัติ อีกทั้งเฟรมเวิร์กนี้ยังรองรับคำถามได้หลากหลายประเภทที่สามารถประเมินผลเป็นถูกและผิด อาทิ คำถามปรนัย คำถามเลือกจับคู่ เนื่องจากการออกแบบให้ส่วนแสดงผลโจทย์คำถามเป็นส่วนที่สามารถปรับแต่งได้ เฟรมเวิร์กนี้รองรับการออกรายงานทั้งหมด 5 ประเภทเพื่อใช้วิเคราะห์ทั้งในฝั่งผู้เรียนและฝั่งของระบบ ระบบที่สร้างภายใต้เฟรมเวิร์กนี้ถูกออกแบบให้เป็นเอพีไอจึงทำให้สามารถเชื่อมต่อกับโปรแกรมประยุกต์อื่น ๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ระบบที่สร้างภายใต้เฟรมเวิร์กนี้สามารถรองรับการเรียนการสอนทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์สำหรับกลุ่มผู้เรียนทุกขนาด และทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยความเร็วตามความสามารถของตนเอง และผู้สอนไม่จำเป็นต้องสร้างคำถามสำหรับป้อนเข้าในระบบ


แบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการจำแนกประเภทภาพแบบละเอียด, สรนันท์ พยัตศุภร Jan 2021

แบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการจำแนกประเภทภาพแบบละเอียด, สรนันท์ พยัตศุภร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจำแนกประเภทภาพแบบละเอียดเป็นปัญหาการจำแนกประเภทภาพที่อยู่ในหมวดหมู่หลักเดียวกัน เช่น ชนิดของนก, รุ่นของรถยนต์และรุ่นของเครื่องบิน โดยปัญหาหลักของการจำแนกประเภทภาพแบบละเอียดคือมีความผันผวนภายในประเภทและความเหมือนระหว่างประเภทสูง ทำให้งานวิจัยส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การระบุตำแหน่งของวัตถุหรือชิ้นส่วนสำคัญของภาพด้วยการออกแบบโครงสร้างแบบจำลองที่มีความซับซ้อนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ในงานวิจัยนี้ได้นำเสนอวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของความแม่นยำในการจำแนกประเภทซึ่งประกอบด้วยแบบจำลองสองระดับที่ทำหน้าที่แยกกันในการระบุตำแหน่งและจำแนกประเภท โดยการระบุตำแหน่งวัตถุทำหน้าที่หาพื้นที่ในรูปภาพที่มีวัตถุอยู่ด้วยสมมติฐานพื้นที่ต่อเนื่องที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนการรวมของผังฟีเจอร์ ซึ่งสกัดมาจากหลังจากคอนโวลูชันนิวรอลเน็ตเวิร์ค หลังจากนั้นในขั้นตอนการจำแนกประเภท ได้ปรับปรุงฟังก์ชันสูญเสียค่าสูงสุดอย่างอ่อนด้วยการเพิ่มมาจินเชิงมุมปรับค่าได้ในค่ามุมระหว่างฟีเจอร์เวกเตอร์และเวกเตอร์ศูนย์กลางประจำแต่ละประเภทในระหว่างการฝึกสอนแบบจำลอง วิธีการในงานวิจัยนี้สามารถฝึกสอนแบบจำลองได้แบบเอ็นทูเอ็นโดยไม่ต้องใช้กล่องขอบเขตในการฝึกสอนเพิ่มเติม ทั้งนี้ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า เทคนิคที่งานวิจัยนี้นำมาใช้มีประสิทธฺภาพที่ดีบนชุดข้อมูลสามชุดที่มีการใช้อย่างกว้างขวางในการทดลองเกี่ยวกับการจำประแนกประเภทภาพแบบละเอียด


โมเดลควอนตัมโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับปัญหาการถดถอย, สุรพันธุ์ เหล่าคนดี Jan 2021

โมเดลควอนตัมโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับปัญหาการถดถอย, สุรพันธุ์ เหล่าคนดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เหนือกว่าคอมพิวเตอร์แบบคลาสสิคในการแก้ไขปัญหาบางประเภทด้วยการใช้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมและด้วยการรวมเอาความรู้ทางด้านการเรียนรู้ของเครื่องและควอนตัมคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่เรียกว่าการเรียนรู้ของเครื่องแบบควอนตัม ควอนตัมโครงข่ายประสาทเทียมเป็นหนึ่งในรูปแบบของการใช้ความรู้ของการเรียนรู้ของเครื่องและคอมพิวเตอร์ควอนตัมด้วยการดัดแปลงความคิดจากการทำโครงข่ายประสาทเทียมแบบคลาสสิคและการใช้ควอนตัมเกทแบบปรับค่าได้มาเป็นค่าน้ำหนักของโครงข่ายประสาทเทียม ในงานวิจัยนี้ได้นำเสนอการประยุกต์ใช้ควอนตัมโครงข่ายประสาทเทียมด้วยข้อมูลจากโลกจริงเพื่อแก้ไขปัญหาการถดถอยเพื่อทำนายจำนวนโทเคนที่ใช้ในระบบประมูลรายวิชา โดยการทดลองจะถูกทำบนเครื่องจำลองคอมพิวเตอร์ควอนตัมของไอบีเอ็ม(Qiskit) ผลลัพธ์ของการทดลองได้แสดงให้เห็นว่าควอนตัมโครงข่ายประสาทเทียมสามารถบรรลุผลที่ดีในการทำนายเมื่อเปรียบเทียบกับโครงข่ายประสาทเทียมแบบคลาสสิคโดยโมเดลที่ดีที่สุดมีค่ารากที่สองของค่าเฉลี่ยความผิดพลาดกำลังสอง(RMSE) ที่ 6.38% วิธีการนี้ทำให้เกิดการเปิดกว้างสำหรับโอกาสที่จะสำรวจผลประโยชน์ของการเรียนรู้ของเครื่องแบบควอนตัมในการทำวิจัยในอนาคต


การประยุกต์การวิเคราะห์เครือข่ายสังคมเพื่อปรับปรุงกระบวนการทดสอบซอฟต์แวร์, พรรณธิภา บุญมาพบ Jan 2021

การประยุกต์การวิเคราะห์เครือข่ายสังคมเพื่อปรับปรุงกระบวนการทดสอบซอฟต์แวร์, พรรณธิภา บุญมาพบ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Jira Software เป็นโซลูชันการจัดการโครงการแบบอไจล์ ซึ่งเดิมออกแบบมาให้เป็นเครื่องมือในการติดตามข้อบกพร่องและปัญหาที่เกิดขึ้นภายในโครงการ การค้นหาปัญหาหรือข้อมูลข้อบกพร่องสามารถทำได้โดยใช้ Jira Query Language (JQL) อย่างไรก็ตาม การสืบค้นปัญหาหรือข้อบกพร่องจากแหล่งที่เก็บข้อมูลจะคืนค่าข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมาอย่างง่ายและธรรมดาทั่วไป ในงานวิจัยนี้ ได้นำเสนอแนวทางการสร้างภาพข้อมูลเครือข่ายเพื่อเปิดเผยความสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างตัวบทบาท เช่น คุณสมบัติของซอฟต์แวร์ ข้อบกพร่อง และบุคลากร โดยเทคนิคการวิเคราะห์เครือข่ายโซเชียลใช้สำหรับวิเคราะห์ข้อบกพร่องที่รวบรวมจากโครงการซอฟต์แวร์ภายในธนาคาร และ Gephi ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างเครือข่ายของบทบาทที่ระบุเป็นโหนดและการเชื่อมโยงของโหนดเหล่านั้น ซึ่งแนวทางของการวิเคราะห์เครือข่ายภาพนั้นใช้ได้จริงและให้ข้อมูลเชิงลึกในการวิเคราะห์ข้อบกพร่องที่จำเป็นสำหรับกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ในเชิงรุก


Prioritization Of Mutation Test Case Generation With Centrality Measures, ศุภชัย ทรัพย์มาก Jan 2021

Prioritization Of Mutation Test Case Generation With Centrality Measures, ศุภชัย ทรัพย์มาก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทดสอบการกลายพันธุ์สามารถนำไปใช้กับการประเมินคุณภาพของกรณีทดสอบได้ การจัดลำดับความสำคัญของการสร้างการทดสอบการกลายพันธุ์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของแนวปฏิบัติทางอุตสาหกรรมที่จะมีส่วนช่วยในการประเมินกรณีทดสอบ โดยทั่วไปแล้ว อุตสาหกรรมจะส่งมอบผลิตภัณฑ์ภายใต้เงื่อนไขของเวลาสู่ตลาด ดังนั้นจึงต้องเสียสละงานทดสอบซอฟต์แวร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าจะต้องใช้กรณีทดสอบจำนวนมากสำหรับการตรวจสอบซอฟต์แวร์ การใช้การวัดศูนย์กลางเครือข่ายสังคม เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการสร้างการทดสอบการกลายพันธุ์ ซอร์สโค้ดที่มีค่าเพจแรงก์สูงสุด จะถูกเน้นก่อนเมื่อพัฒนากรณีทดสอบ เนื่องจากโมดูลเหล่านี้เสี่ยงต่อข้อบกพร่องหรือความผิดปกติซึ่งอาจทำให้เกิดข้อบกพร่องที่ตามมาในโมดูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวจะช่วยระบุกรณีทดสอบที่ลดได้ในชุดทดสอบ โดยยังคงรักษาเกณฑ์เดียวกันกับจำนวนกรณีทดสอบเดิม


การเปรียบเทียบวิธีในการพยากรณ์ราคาหุ้นด้วยแบบจำลองอารีม่า, โครงข่ายประสาทเทียม และตัวแบบผสม, กาญจน์ภิวรรณ จงศิริวิโรจ Jan 2021

การเปรียบเทียบวิธีในการพยากรณ์ราคาหุ้นด้วยแบบจำลองอารีม่า, โครงข่ายประสาทเทียม และตัวแบบผสม, กาญจน์ภิวรรณ จงศิริวิโรจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวิธีการพยากรณ์ราคาปิดหุ้นรายวันในอนาคต โดยใช้ตัวแบบอารีม่าซึ่งสร้างจากวิธีการค้นหาแบบกริด โครงข่ายประสาทเทียมและตัวแบบผสมในการพยากรณ์ราคาของหุ้น ภายใต้ตัวอย่างหุ้นที่ถูกเลือกมาตามระดับความผันผวนจากสูงไปต่ำ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ HANA, DELTA และ SVI ตามลำดับ โดยเก็บข้อมูลราคาปิดรายวันของหุ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ( 5 ปีย้อนหลัง ) ซึ่งอาศัยการแบ่งชุดข้อมูลฝึกสอนด้วยวิธี ตรวจสอบไขว้ (rolling forward validation) ทั้งวิธีตรวจสอบไขว้แบบสะสม และวิธีตรวจสอบไขว้แบบ moving window ซึ่งผลการวิจัยพบว่า เมื่อใช้ค่าเฉลี่ยของร้อยละความผิดพลาดสัมบูรณ์เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกตัวแบบ ทั้งสองวิธีการแบ่งชุดข้อมูลย่อยนั้น โครงข่ายประสาทเทียมมีความแม่นยำมากที่สุดในการพยากรณ์ราคาปิดของหุ้น HANA, DELTA และ SVI รวมถึงตัวแบบผสมดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้แต่ละตัวแบบเพียงลำพังเสมอไป ตัวแบบอารีม่าซึ่งสร้างจากวิธีการค้นหาแบบกริดสามารถพยากรณ์ได้ดีกว่าในหุ้นที่มีระดับความผันผวนกลางและระดับต่ำ ในขณะที่โครงข่ายประสาทเทียมสามารถพยากรณ์ได้ดีในทุกระดับความผันผวนราคาหุ้น


โครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นตามบริบทนัยทั่วไป, ชยานนท์ ขัตติยาภิรักษ์ Jan 2021

โครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นตามบริบทนัยทั่วไป, ชยานนท์ ขัตติยาภิรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาความสัมพันธ์เชิงเส้นตามบริบท คือปัญหาที่มีตัวแปรต้นที่แบ่งข้อมูลออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ โดยในแต่ละกลุ่มจะมีความสัมพันธ์กับผลเฉลยในลักษณะเชิงเส้นที่แตกต่างกัน ทางผู้วิจัยได้สนใจที่จะนำวิธีโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) มาแก้ไขปัญหาประเภทดังกล่าว โดยพัฒนาโครงสร้างที่ชื่อว่า Generalized Contextual Regression (GCR) และเปรียบเทียบกับโครงสร้างที่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Feedforward Neural Networks (FNN) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้่นฐาน และ Contextual Regression (CR) ซึ่งนำเสนอโดย Liu และ Wang (2017) งานวิจัยนี้จะศึกษาเฉพาะปัญหาการถดถอยเชิงเส้น ที่ตัวแปรต้นไม่เกิน 10 ตัว ซึ่งมีตัวแปรเชิงบริบทไม่เกิน 3 ตัวเท่านั้น โดยจากผลการวิจัยพบว่าวิธี GCR มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์เชิงเส้นตามบริบทเมื่อเปรียบเทียบกับวิธี FNN และ CR


การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการสร้างช่วงความเชื่อมั่นสำหรับสัมประสิทธิ์การถดถอยลอจิสติกในข้อมูลที่มีมิติสูง โดยใช้การประมาณสองขั้นตอนด้วยวิธี Lasso + Mle And A Bootstrap Lasso + Partial Ridge, ณิชากร ไทยวงษ์ Jan 2021

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการสร้างช่วงความเชื่อมั่นสำหรับสัมประสิทธิ์การถดถอยลอจิสติกในข้อมูลที่มีมิติสูง โดยใช้การประมาณสองขั้นตอนด้วยวิธี Lasso + Mle And A Bootstrap Lasso + Partial Ridge, ณิชากร ไทยวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวิธีการสร้างช่วงความเชื่อมั่นสำหรับสัมประสิทธิ์การถดถอยลอจิสติกในข้อมูลที่มีมิติสูง โดยใช้การประมาณสองขั้นตอนด้วยวิธี Lasso+MLE และวิธี Lasso+ Partial Ridge ซึ่งในการศึกษานี้จะจำลองข้อมูลทั้งหมด 8 ชุด และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของช่วงความเชื่อมั่นที่ได้จากการสร้างช่วงความเชื่อมั่นทั้งหมด 4 วิธี ได้แก่ วิธี Parametric Bootstrap Lasso+MLE, วิธี Parametric Bootstrap Lasso+Partial Ridge, วิธี Paired Bootstrap Lasso+MLE และวิธี Paired Bootstrap Lasso+Partial Ridge โดยใช้เกณฑ์ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของช่วงความเชื่อมั่น คือ ความกว้างเฉลี่ยของช่วงความเชื่อมั่น ค่าความน่าจะเป็นครอบคลุม ค่าความแม่นยำ และค่าความไว จากการศึกษาภายใต้ขอบเขตดังกล่าวผลปรากฏว่า วิธี Parametric Bootstrap Lasso+Partial Ridge มีประสิทธิภาพในการสร้างช่วงความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือ วิธี Paired Bootstrap Lasso+Partial Ridge และวิธี Paired Bootstrap Lasso+MLE ตามลำดับ และวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสร้างช่วงความเชื่อมั่นน้อยที่สุด ก็คือ วิธี Parametric Bootstrap Lasso+MLE ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การสร้างช่วงความเชื่อมั่นสำหรับสัมประสิทธิ์การถดถอยลอจิสติกโดยใช้การประมาณสองขั้นตอนด้วยวิธี Lasso+Partial Ridge มีประสิทธิภาพมากกว่าวิธี Lasso+MLE


การแบ่งส่วนรูปภาพดอกไม้ด้วยการใช้ซาเลียนซีแมปร่วมกับการประยุกต์ใช้ปริภูมิสีเอชเอสวีและหน้ากากสี, ธนณัฏฐ์ หงษ์ทอง Jan 2021

การแบ่งส่วนรูปภาพดอกไม้ด้วยการใช้ซาเลียนซีแมปร่วมกับการประยุกต์ใช้ปริภูมิสีเอชเอสวีและหน้ากากสี, ธนณัฏฐ์ หงษ์ทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจำแนกประเภทรูปภาพดอกไม้เป็นสิ่งที่ท้าทาย เนื่องจากความคล้ายคลึงกันทางกายภาพของดอกไม้ เทคนิคการแบ่งส่วนรูปภาพ (Image segmentation) สามารถลดความซับซ้อนขององค์ประกอบภายในพื้นหลังภาพ ทำให้การจำแนกประเภทรูปภาพดอกไม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้ได้นำเสนอแนวคิดการแบ่งส่วนรูปภาพ โดยอิงการใช้ประโยชน์จากซาเลียนซีแมป (Saliency map) ในการเลือกบริเวณที่สนใจภายในภาพ และการใช้ปริภูมิสีเอชเอสวี (HSV) ผนวกกับการใช้หน้ากากสี (Color mask) ในการช่วยลดรายละเอียดที่ไม่สำคัญภายในพื้นหลังของรูปภาพ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าวิธีการที่นำเสนอให้ผลลัพธ์การแบ่งส่วนรูปภาพโดยวัดจากค่าเฉลี่ย IoU เท่ากับ 54% (ซึ่งมากกว่างานวิจัยก่อนหน้า 13 %) ในขณะที่ค่าความถูกต้อง ความแม่นยำ ค่าความครบถ้วน และค่า F1 เมื่อจำแนกประเภทดอกไม้ด้วยแบบจำลอง VGG16 ที่ผ่านการปรับโครงสร้างเท่ากับ 87 %


การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยภาพเพื่อการจัดซื้อหนังสือด้วยข้อมูลบรรณานุกรมของสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธนศาสตร์ ทักษิณ Jan 2021

การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยภาพเพื่อการจัดซื้อหนังสือด้วยข้อมูลบรรณานุกรมของสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธนศาสตร์ ทักษิณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการจัดซื้อหนังสือของสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะจัดซื้อตามคำแนะนำของผู้ใช้งานและประสบการณ์ของบรรณารักษ์ โดยส่วนมากจะจัดซื้อหนังสือที่สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนการสอนซึ่งยังไม่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน การวิจัยนี้เป็นการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการจัดซื้อหนังสือก่อนและหลังการใช้โปรแกรมเพื่อตัดสินใจซื้อ ซึ่งสามารถวางแผนการจัดซื้อหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแสดงภาพปริมาณและราคาที่เหมาะสมของหนังสือแต่ละเล่มที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้จริง ผู้วิจัยได้คัดเลือกบรรณารักษ์ของสำนักงานวิทยทรัพยากรฯ แบบเจาะจงในการทําวิจัยและศึกษาความต้องการของผู้ใช้งานในการซื้อหนังสือของสำนักงานวิทยทรัพยากรฯ และพัฒนาโปรแกรมการแนะนำหนังสือโดยให้บรรณารักษ์เป็นผู้ทดสอบคุณภาพโปรแกรม การทดสอบใช้ข้อมูลหนังสือจากสำนักงานวิทยทรัพยากรฯ ที่ตีพิมพ์ในช่วงปี ค.ศ. 2010-2019 โดยใช้ค่าดัชนีแจ็คการ์ดวัดประสิทธิภาพการแนะนำหนังสือของโปรแกรมซึ่งคือค่าความคล้ายคลึงของการเลือกหนังสือก่อนและหลังใช้ภาพแสดงข้อมูลจากโปรแกรมในสถานการณ์ต่าง ๆ 8 สถานการณ์ ผลการทดสอบคือบรรณารักษ์สามารถเลือกหนังสือคล้ายคลึงกับภาพที่โปรแกรมแนะนำคือการใช้ภาพแสดงข้อมูลสามารถบอกข้อดีและข้อเสียของการเลือกซื้อหนังสือด้วยวิธีปัจจุบันและสามารถแนะนำเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อให้วิธีการเลือกซื้อหนังสือในปัจจุบันมีประสิทธิภาพมากขึ้น


การเรียนรู้การถ่ายทอดสำหรับการจำแนกภาพด้วยโครงข่ายคอนโวลูชัน: กรณีศึกษาภาพถ่ายรังสีทรวงอกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด19, ธัญญ์ชวิน โพธิวัฒน์ธนัต Jan 2021

การเรียนรู้การถ่ายทอดสำหรับการจำแนกภาพด้วยโครงข่ายคอนโวลูชัน: กรณีศึกษาภาพถ่ายรังสีทรวงอกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด19, ธัญญ์ชวิน โพธิวัฒน์ธนัต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เทคนิคการประมวลผลจากภาพถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในหลากหลายอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยการนำมาประยุกต์ใช้กับทางการแพทย์ก็เป็นอีกหนึ่งอุสาหกรรมที่ได้รับความนิยม ทั้งนี้ปัญหาในการจำแนกภาพสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือการนำการเรียนรู้เชิงลึกมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหา โดยการจำแนกประเภทผ่านการเรียนรู้เชิงลึกสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำผ่านการนำโครงข่ายการเรียนรู้เชิงลึกแบบคอนโวลูชั่น หรือ ซีเอ็นเอ็น (Convolutional Neural Networks หรือ CNN) มาใช้กับเทคนิคการเรียนรู้ถ่ายทอด (Transfer Learning) งานวิจัยนี้จึงนำเสนอวิธีการประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้ถ่ายทอดในการฝึกสอนแบบจำลองโครงข่ายคอนโวลูชั่นเชิงลึกเพื่อจำแนกภาพถ่ายรังสีทรวงอกออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) ภาพถ่ายรังสีทรวงอกของผู้ป่วยปกติ 2) ภาพถ่ายรังสีทรวงอกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด19 3) ภาพถ่ายรังสีทรวงอกของผู้ติดเชื้อปอดอักเสบจากไวรัส ผ่านแบบจำลองที่ถูกฝึกมาเรียบร้อย (Pre-trained Model) แล้วสามแบบจำลอง ประกอบด้วย โมไบล์เน็ตวี2 (MobileNetV2) เรสเน็ต50 (Resnet50) และอินเซปชันวี3 (InceptionV3) ซึ่งได้ถูกเลือกมาใช้ในการทดสอบเพื่อสร้างแบบจำลองทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วย ซีเอ็นเอ็น+โมไบล์เน็ตวี2 ซีเอ็นเอ็น+เรสเน็ต50 และ ซีเอ็นเอ็น+อินเซปชันวี3 ซึ่งพบว่า สมรรถนะแบบจำลองซีเอ็นเอ็น+อินเซปชันวี3 ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จึงถูกเลือกนำไปปรับรายละเอียด การประเมินผลบนชุดข้อมูลทดสอบของแบบจำลองซีเอ็นเอ็น+อินเซปชันวี3 หลังจากทำการปรับรายละเอียด (Fine Tuning) ทั้งหมดด้วยกัน 8 ชั้น คือ ชั้นที่ 280, 250, 230, 200, 160, 150, 130 และ 120 ซึ่งแตกต่างจากบทความวิจัยส่วนใหญ่ที่ทำการละทิ้งการตรึงเพียงชั้นเดียว โดยเห็นได้ว่าการปรับรายละเอียดของแบบจำลองที่ทำการละทิ้งการตรึงตั้งแต่ชั้น 150 ให้ผลการทดสอบการจำแนกภาพถ่ายรังสีทรวงอกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด19 ได้ความแม่นยำที่ดีที่สุดที่ 95% ซึ่งเห็นได้ว่าแนวทางการจำแนกประเภทภาพที่นำเสนอมีความหวังสามารถนำไปพัฒนาต่อยอด เพื่อเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการแพทย์ได้


การฝึกปรปักษ์เสมือนด้วยการรบกวนแบบถ่วงน้ำหนักโทเค็นในการจัดประเภทข้อความ, ธีรพงศ์ แซ่ลิ้ม Jan 2021

การฝึกปรปักษ์เสมือนด้วยการรบกวนแบบถ่วงน้ำหนักโทเค็นในการจัดประเภทข้อความ, ธีรพงศ์ แซ่ลิ้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดประเภทข้อความ (Text classification) เป็นกระบวนการคัดแยกข้อความให้เป็นหมวดหมู่อย่างถูกต้อง ตัวแบบจำลองการฝึกอบรมล่วงหน้าโดยใช้ตัวเข้ารหัสแบบสองทิศจากทรานฟอร์เมอร์ หรือเรียกว่า BERT ช่วยทำให้ตัวแบบจำลองเรียนรู้บริบทของคำแบบสองทิศทาง ส่งผลให้สามารถจัดประเภทข้อความได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ ถึงแม้ว่าตัวแบบจำลอง BERT และตัวแบบจำลองที่เกิดขึ้นจากสถาปัตยกรรมนี้ จะสามารถจัดการงานด้านการประมวลผลทางธรรมชาติได้อย่างยอดเยี่ยม แต่กลับพบว่าตัวแบบจำลองนี้ยังพบเจอปัญหา Overfitting กล่าวคือ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ชุดข้อมูลในการฝึกอบรมมีจำนวนตัวอย่างน้อย ตัวแบบจำลอง BERT จะให้ความสนใจไปที่คำบางคำมากเกินไปจนไม่สนใจบริบทของประโยค จนทำให้ตัวแบบจำลองไม่สามารถทำนายข้อมูลในชุดการทดสอบได้ถูกต้อง ซึ่งส่งผลในประสิทธิของตัวแบบจำลองลดลง ดังนั้นในงานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนวทาง วิธีการฝึกปรปักษ์เสมือนด้วยการรบกวนแบบถ่วงน้ำหนักโทเค็น ซึ่งรวมการรบกวนสองระดับเข้าด้วยกัน ได้แก่ การรบกวนระดับประโยค และการรบกวนแบบถ่วงน้ำหนักโทเค็น เพื่อสร้างการรบกวนที่มีความละเอียดกว่าการฝึกปรปักษ์เสมือนแบบดั้งเดิม ที่อาศัยเพียงการรบกวนระดับประโยคเท่านั้น วิธีการนี้จะช่วยให้ตัวแบบจำลองสามารถเรียนรู้โทเค็นที่สำคัญในประโยค จากการทดลองบนเกณฑ์มาตรฐานการประเมินความเข้าใจภาษาทั่วไป (GLUE) แสดงให้เห็นว่าวิธีการที่นำเสนอสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของตัวแบบจำลองโดยได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 79.5 ซึ่งมีประสิทธิภาพเหนือกว่าตัวแบบจำลอง BERT และสามารถแก้ไขปัญหา Overfitting ในชุดข้อมูลขนาดเล็ก