Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Physical Sciences and Mathematics Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2018

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 11671 - 11700 of 11754

Full-Text Articles in Physical Sciences and Mathematics

ผลของเซลลูโลสและลิกนินต่อการผลิตน้ำมันดิบชีวภาพโดยไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันของชีวมวล, อุษณิษา จันทรวงศ์ไพศาล Jan 2018

ผลของเซลลูโลสและลิกนินต่อการผลิตน้ำมันดิบชีวภาพโดยไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันของชีวมวล, อุษณิษา จันทรวงศ์ไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พลังงานจากชีวมวลเป็นพลังงานทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความสนใจเพื่อแก้ปัญหาและข้อจำกัดจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันเป็นกระบวนการแปรรูปชีวมวลเป็นเชื้อเพลิงเหลว วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ การศึกษาผลของเซลลูโลส และลิกนินต่อร้อยละผลได้ และคุณภาพของน้ำมันดิบชีวภาพจากไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันของชีวมวล สารตั้งต้นที่ใช้ในการทดลองมีทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ ชานอ้อย เหง้ามันสำปะหลัง เซลลูโลส และลิกนิน ทำการทดลองในเครื่องปฏิกรณ์แบบแบตช์และเครื่องปฏิกรณ์แบบกึ่งต่อเนื่อง ที่อุณหภูมิ 300 และ 350 องศาเซลเซียส เวลาที่ใช้ในการดำเนินปฏิกิริยา 60 นาที ผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ได้นำไปวิเคราะห์แบบแยกธาตุ และวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยเครื่องแก๊สโครมาโทกราฟ-แมสสเปกโตรมิเตอร์ จากผลการทดลอง พบว่าเหง้ามันสำปะหลังที่มีองค์ประกอบของลิกนินมากกว่าให้ร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพสูงกว่าชานอ้อย การเพิ่มปริมาณลิกนินลงในชีวมวลทั้ง 2 ชนิดด้วยวิธีการผสมแบบกายภาพ จะให้ค่าร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพที่ได้จากการทดลองน้อยกว่าค่าที่ได้จากการทำนาย แต่อย่างไรก็ตาม การเพิ่มปริมาณลิกนินจากร้อยละ 10 เป็น 20 โดยน้ำหนัก จะให้ร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพเพิ่มขึ้น การเพิ่มปริมาณลิกนินลงในเหง้ามันสำปะหลัง ร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก ทำการทดลองที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส จะให้ร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพ คือ ร้อยละ 60.26 โดยน้ำหนัก และให้ค่าความร้อนมากที่สุด คือ 24.39 เมกะจูลต่อกิโลกรัม ซึ่งค่าความร้อนของน้ำมันดิบชีวภาพที่ได้อยู่ในช่วง 10.42-24.39 เมกะจูลต่อกิโลกรัม ส่วนการทดลองในเครื่องปฏิกรณ์แบบกึ่งต่อเนื่อง ที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส อัตราการไหลของตัวทำละลาย 1 มิลลิลิตรต่อนาที ทำการทดลองเป็นเวลา 60 นาที พบว่าการเพิ่มปริมาณเซลลูโลส และลิกนินลงในชานอ้อยและเหง้ามันสำปะหลัง จะได้ค่าร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพที่ได้จากการทดลองสูงกว่าค่าที่ได้จากการทำนาย แสดงถึงการเกิดผลเสริมกันระหว่างชีวมวลและองค์ประกอบทางเคมีในกระบวนการแบบกึ่งต่อเนื่อง จากผลของ GC-MS พบว่าองค์ประกอบของน้ำมันดิบชีวภาพมีสารประกอบประเภทไฮโดรคาร์บอน และสารที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบหลัก


ตัวแปรที่มีผลต่อราคาปิดการประมูลออนไลน์แบบมีค่าธรรมเนียมเมื่อสถานการณ์การประมูลต่างกัน, กุลภัทร์ ผาตินาวิน Jan 2018

ตัวแปรที่มีผลต่อราคาปิดการประมูลออนไลน์แบบมีค่าธรรมเนียมเมื่อสถานการณ์การประมูลต่างกัน, กุลภัทร์ ผาตินาวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประมูลออนไลน์แบบมีค่าธรรมเนียมเป็นรูปแบบที่ผู้ประมูลต้องเสียเงินที่ไม่สามารถขอคืนได้ก่อนเข้าร่วมการประมูล เพื่อใช้ซื้อจำนวนครั้งการเสนอราคาหรือสิทธิสำหรับเข้าร่วมประมูลสินค้าที่ผู้ประมูลสนใจ ทุกครั้งที่มีการเสนอราคา ราคาสินค้า และเวลาของการประมูลจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนคงที่ ผู้ให้ประมูลและผู้ประมูลต่างให้ความสำคัญต่อราคาปิด การศึกษานี้วิเคราะห์ผลของตัวแปรจำนวนห้าตัว คือ จำนวนผู้ร่วมประมูล จำนวนครั้งการเสนอราคาประมูล ระยะเวลาของการประมูล มูลค่าสินค้าที่ถูกนำมาประมูล และตัวแปรมูลค่าจัดส่งสินค้า ที่มีต่อราคาปิดของการประมูลออนไลน์แบบมีค่าธรรมเนียมในบริบทประเทศไทย และเปรียบเทียบผลดังกล่าวระหว่างสถานการณ์ที่ต่างกันในตัวแปรการจำกัดผู้ประมูล และการประกาศคืนสิทธิการเสนอราคาในลักษณะของการสืบเสาะ พร้อมทั้งวิเคราะห์สืบเสาะผลของตัวแปรทั้งห้าต่อรายได้เจ้าของเว็บไซต์การประมูลเพิ่มเติมด้วย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมการประมูลสินค้าประเภทกระเป๋า และโทรทัศน์จำนวน 254 ธุรกรรม พบว่า จำนวนผู้ร่วมประมูล ระยะเวลาของการประมูล และมูลค่าสินค้าที่ถูกนำมาประมูลมีผลต่อราคาปิดการประมูลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมูลค่าสินค้าที่ถูกนำมาประมูลเป็นตัวแปรเดียวที่มีผลต่อรายได้เจ้าของเว็บไซต์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ในตัวแปรการจำกัดผู้ประมูล และการประกาศคืนสิทธิการเสนอราคามีส่วนทำให้ตัวแปรมีผลต่อราคาปิดการประมูล และรายได้เจ้าของเว็บไซต์ต่างกัน นอกจากเป็นการต่อยอดความรู้ของสารสนเทศทางธุรกิจในบริบทการประมูลออนไลน์แล้ว ผู้ให้ประมูลหรือเจ้าของเว็บไซต์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับตัวแปรทั้งสาม และสถานการณ์ทั้งสองสถานการณ์เพื่อให้ราคาปิดการประมูลตามหวัง


การจำแนกเสียงโกรธในบทสนทนาของศูนย์ให้บริการข้อมูล, วิฎากร แซ่หว่อง Jan 2018

การจำแนกเสียงโกรธในบทสนทนาของศูนย์ให้บริการข้อมูล, วิฎากร แซ่หว่อง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ศูนย์ให้บริการข้อมูลเป็นส่วนงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเสียงโดยตรง อารมณ์โกรธของลูกค้าที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ส่งผลในด้านลบต่อองค์กร งานในการตรวจสอบอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้นให้ถูกต้องและรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญเนื่องจากมีจำนวนผู้ติดต่อเข้ามาใช้บริการจำนวนมากในแต่ละวัน จึงเป็นที่มาของการศึกษาการพัฒนาตัวแบบรู้จำอารมณ์โกรธของลูกค้าในบริบทของข้อมูลเสียงสนทนาระหว่างลูกค้าและเจ้าหน้าที่ของศูนย์ให้บริการข้อมูล การพัฒนาตัวแบบรู้จำอารมณ์มีขั้นตอนสำคัญ 4 ขั้นตอน ได้ แก่ (1) การประมวลผลข้อมูลเสียงเบื้องต้น เป็นการเตรียมข้อมูลเสียงให้พร้อมสำหรับการวิเคราะห์โดยแยกเสียงของลูกค้าออกจากสายสนทนา และตัดให้เป็นรอบการโต้ตอบ (2) การระบุอารมณ์ให้กับรอบการโต้ตอบ (3) การสกัดคุณลักษณะทางคลื่นเสียงจำนวน 1,582 คุณลักษณะที่สามารถใช้จำแนกอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในรอบการโต้ตอบ และ (4) การพัฒนาตัวแบบ โดยผู้ศึกษาได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของเทคนิค 4 เทคนิค ได้แก่ แรนดอมฟอร์เรส ดิซิสชั่นทรี ลิเนียร์เอสวีซีและโลจิสติกส์รีเกรสชั่น จากข้อมูลรอบการโต้ตอบทั้งหมดที่ใช้พัฒนาตัวแบบคือ 1,345 รอบการโต้ตอบ ที่แบ่งเป็นรอบการโต้ตอบที่เป็นอารมณ์โกรธจำนวน 517 รอบ และรอบการโต้ตอบที่ไม่พบอารมณ์โกรธหรือเป็นอารมณ์ปกติจำนวน 828 รอบ ผลการวิจัยพบว่า เทคนิคแรนดอมฟอร์เรสเป็นเทคนิคที่ให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด โดยมีค่าระลึกของอารมณ์โกรธเท่ากับ 83.49 เปอร์เซ็นต์ และค่าความถูกต้องสมดุล 85.53 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังพบว่ารอบการโต้ตอบที่มีความยาวที่ 4 วินาทีขึ้นไปจะได้ผลลัพธ์ในการทำนายที่แม่นยำมากกว่าทั้งในรอบการโต้ตอบที่เป็นอารมณ์โกรธและอารมณ์ปกติ


ผลของการตัดกันของสีในเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีต่อการรับรู้ทางอารมณ์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อของผู้เข้าชม, สุทธิพงษ์ ยุนกระโทก Jan 2018

ผลของการตัดกันของสีในเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีต่อการรับรู้ทางอารมณ์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อของผู้เข้าชม, สุทธิพงษ์ ยุนกระโทก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลกระทบของการตัดกันของสีในเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีต่อการรับรู้ทางอารมณ์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อของผู้เข้าชม ผู้วิจัยได้ศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องอันได้แก่ 1) การรับรู้ทางอารมณ์ ประกอบด้วย การรับรู้ความน่ารื่นรมย์ การรับรู้ความเร้าอารมณ์ การรับรู้ความมีอิทธิพล 2) ความไว้ใจ และ 3) ความตั้งใจซื้อ โดยมีตัวแปรกำกับ 2 ตัวแปรได้แก่ 1) เพศ ประกอบด้วย เพศชาย และเพศหญิง และ 2) เจเนอเรชัน ประกอบด้วย เจเนอเรชัน X, Y และ Z เว็บไซต์ที่ใช้ในการวิจัยจะเป็นเว็บไซต์ที่มีความแตกต่างกัน 2 ประเภทเว็บไซต์ ได้แก่ เว็บไซต์ขายเครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายสินค้าอุปโภค/บริโภค และเว็บไซต์การเดินทาง/การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเว็บไซต์การบริการ นอกจากนี้ผู้วิจัยจะนำผลการวิเคราะห์ของเว็บไซต์ทั้ง 2 ประเภทมาเปรียบเทียบว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวมพบว่าการตัดกันของสีบนเว็บไซต์ขายเครื่องใช้ภายในบ้านมีผลต่อตัวแปรการรับรู้ความน่ารื่นรมย์ การรับรู้ความเร้าอารมณ์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อ แต่ไม่มีผลต่อการรับรู้ความมีอิทธิพล ส่วนเว็บไซต์การเดินทาง/การท่องเที่ยวการตัดกันของสีมีผลต่อความตั้งใจซื้อเพียงตัวแปรเดียว เมื่อผู้เข้าชมเป็นเพศชายการตัดกันของสีบนเว็บไซต์ขายเครื่องใช้ภายในบ้าน ไม่มีผลต่อตัวแปรตามทุกตัวแปร ในขณะที่สำหรับเว็บไซต์การเดินทาง/การท่องเที่ยวการตัดกันของสีมีผลต่อความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อ เมื่อผู้เข้าชมเป็นเพศหญิงเว็บไซต์ขายเครื่องใช้ภายในบ้าน การตัดกันของสีมีผลต่อการรับรู้ความน่ารื่นรมย์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อ ส่วนเว็บไซต์การเดินทาง/การท่องเที่ยว การตัดกันของสีไม่มีผลต่อตัวแปรตามทั้ง 5 ตัวแปร เมื่อผู้เข้าชมเป็นเจเนอเรชัน X การตัดกันของสีบนเว็บไซต์ขายเครื่องใช้ภายในบ้านมีผลต่อตัวแปรตามทุกตัวแปร เมื่อผู้เข้าชมเป็นเจเนอเรชัน Z การตัดกันของสีมีผลกับการรับรู้ความน่ารื่นรมย์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อเท่านั้น สำหรับเว็บไซต์การเดินทาง/การท่องเที่ยวเมื่อผู้เข้าชมเป็นเจเนอเรชัน X การตัดกันของสีมีผลต่อการรับรู้ความน่ารื่นรมย์ การรับรู้ความมีอิทธิพล ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อ เมื่อผู้เข้าชมป็นเจเนอเรชัน Z การตัดกันของสีมีผลต่อการรับรู้ความเร้าอารมณ์ การรับรู้ความมีอิทธิพล ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อ ส่วนเมื่อผู้เข้าชมเป็นเจเนอรชัน Y สำหรับทั้ง 2 เว็บไซต์พบว่าการตัดกันของสีไม่มีผลต่อตัวแปรตามทั้ง 5 ตัวแปร


ผลของเลเซอร์พัลส์สั้นพิเศษที่มีต่อความกว้างสเปกตรัมในเส้นใยนำแสงโฟโตนิกคริสตัลชนิดความยาวคลื่นการกระจายแสงศูนย์สองค่า, พรรษกร หลุยเจริญ Jan 2018

ผลของเลเซอร์พัลส์สั้นพิเศษที่มีต่อความกว้างสเปกตรัมในเส้นใยนำแสงโฟโตนิกคริสตัลชนิดความยาวคลื่นการกระจายแสงศูนย์สองค่า, พรรษกร หลุยเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การขยายความกว้างสเปกตรัมทำโดยการให้พัลส์แสงที่มีความกว้างพัลส์สั้นพิเศษเคลื่อนผ่าน ตัวกลางที่ไม่เชิงเส้นสูง ตัวกลางที่นิยมใช้ คือ เส้นใยนำแสงโฟโตนิกคริสตัล (PCF) ในขณะที่สมบัติ ต่าง ๆ ของพัลส์ต่างก็มีผลต่อการขยายความกว้างสเปกตรัมด้วย งานวิจัยนี้จึงใช้การประมาณคลื่นที่ เปลี่ยนแปลงอย่างช้า (SEWA) ซึงเหมาะกับการแผ่ของพัลส์สั้นพิเศษ มาทำนายผลของพัลส์สั้นพิเศษ ที่เคลื่อนผ่าน PCF ความยาวคลื่นการกระจายแสงศูนย์ (ZDW) สองค่าที่ 751 nm และ 1230 nm จากการเปรียบเทียบผลการประมาณแบบ SEWA กับการประมาณซองคลื่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างช้า (SVEA) ที่ใช้กับการแผ่ของพัลส์กว้าง พบว่า ผลของการประมาณแบบ SVEA กับพัลส์กว้าง 50 fs ใกล้เคียงกับผลการทดลองมากกว่า ในทางตรงกันข้าม การประมาณแบบ SEWA กับพัลส์กว้าง 10 fs ให้ผลของพัลส์ในโดเมนเวลาใกล้เคียงกับการเปลี่ยนแปลงของโซลิตอนซึ่งเป็นพัลส์แคบจากการทดลอง มากกว่า จากการประมาณแบบ SEWA กับพัลส์ขาเข้ากว้าง 10 fs แต่มีความยาวคลื่นกลางต่างกัน พบ ว่า ความกว้างของสเปกตรัมที่ได้มีช่วงที่ใกล้เคียงกัน คือ ตั้งแต่ 500 nm ถึงมากกว่า 2000 nm ในขณะ ที่การเปรียบเทียบผลของความกว้างพัลส์ขาเข้าที่กว้าง 5 fs และ 10 fs พบว่า ความกว้างสเปกตรัม ของพัลส์ขาเข้าทั้งสองกรณีให้ผลใกล้เคียงกัน ทั้งกรณีที่ความยาวคลื่นกลางของพัลส์เป็น 780 nm และ 1200 nm แต่โซลิตอนที่ขอบหลังของพัลส์ซึ่งเกิดในกรณีความยาวคลื่นกลางเป็น 1200 nm มีความเข้ม และผันผวนเพิ่มขึ้น สำหรับการเปรียบเทียบผลของกำลังสูงสุดของพัลส์ขาเข้าขนาด 50 kW 100 kW และ 200 kW พบว่า เกิดสัญญาณรบกวนกับสเปกตรัมมากขึ้นเมื่อกำลังสูงสุดเพิ่มมากขึ้นแม้ว่าความ กว้างของสเปกตรัมจะใกล้เคียงกันก็ตาม


พลศาสตร์การจัดระเบียบเฟสภายใต้อิทธิพลของการเฉือนแบบเคลื่อนที่สลับ, สราวุธ สะสม Jan 2018

พลศาสตร์การจัดระเบียบเฟสภายใต้อิทธิพลของการเฉือนแบบเคลื่อนที่สลับ, สราวุธ สะสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เราศึกษาเกี่ยวกับพลศาสตร์การจัดระเบียบเฟสภายใต้อิทธิพลของการเฉือนแบบเคลื่อนที่สลับ โดยแบ่งศึกษาเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1.กรณีที่ไม่คำนึงถึงผลการรบกวนทางความร้อน และ 2.กรณีที่คำนึงถึงผลการรบกวนทางความร้อน โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะเน้นการหาฟังก์ชันสหสัมพันธ์ที่เวลาเท่ากัน ฟังก์ชันโครงสร้างที่เวลาเท่ากันและกฎการเติบโตของพารามิเตอร์การจัดระเบียบแบบไม่อนุรักษ์ที่เป็นปริมาณเวกเตอร์หลายองค์ประกอบในแบบจำลองเอที่นิยามโดยฮัลเพอรินและโฮเฮนเบิร์ก เราพบว่าเมื่อเวลาผ่านไปนาน การผันผวนทางความร้อนไม่มีผลต่อการสเกลเชิงพลวัตของระบบและพฤติกรรมของระบบถูกกำหนดด้วยความถี่และเฟสเริ่มต้นของการเฉือนแบบเคลื่อนที่สลับ นอกจากนี้ในงานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้ตั้งสมมติฐานว่า ระบบที่อธิบายได้ด้วยพารามิเตอร์การจัดระเบียบแบบไม่อนุรักษ์ที่เป็นปริมาณเวกเตอร์หลายองค์ประกอบและแบบจำลองไอซิงจัดอยู่ในกลุ่มความเป็นสากลเดียวกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการยืนยันความถูกต้องของผลการคำนวณ จึงทำการจำลองพฤติกรรมของแบบจำลองไอซิงภายใต้อิทธิพลของการเฉือนแบบเคลื่อนที่สลับเพื่อเปรียบเทียบกับผลการคำนวณ พบว่าผลลัพธ์ของแบบจำลองและการคำนวณสอดคล้องกันดี


การวิเคราะห์ต้นทุนของเทคนิคการเรียนรู้ด้วยเครื่องในการตรวจจับการบุกรุก, ไปรยา ตั้งจาตุรโสภณ Jan 2018

การวิเคราะห์ต้นทุนของเทคนิคการเรียนรู้ด้วยเครื่องในการตรวจจับการบุกรุก, ไปรยา ตั้งจาตุรโสภณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้นำเสนอการวิเคราะห์ต้นทุนของเทคนิคการเรียนรู้ด้วยเครื่องในการตรวจจับการบุกรุก โดยวิเคราะห์เวลาที่ใช้ในการสร้างแบบจำลองที่ใช้กับข้อมูลในการตรวจจับการบุกรุก ซึ่งการเรียนรู้ด้วยเครื่อง (machine learning) เป็นวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถทำนายหรือตัดสินใจจากข้อมูลที่เข้ามาได้ ว่าเป็นภัยคุกคามทางเครือข่ายหรือไม่ ซึ่งคุณสมบัตินี้จะช่วยให้สามารถตรวจสอบภัยคุกคามทางเครือข่ายรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยตรวจพบมาก่อนได้ ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพความถูกต้องของเครื่องมือการตรวจจับการบุกรุก กลายเป็นเรื่องที่เปิดกว้างและได้รับความสนใจจากกลุ่มการวิจัย อย่างไรก็ตามต้นทุนทางด้านเวลามักถูกมองข้ามในกลุ่มการวิจัย งานวิจัยนี้จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับวิธีเลือกฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสมสำหรับการตรวจจับการบุกรุกในสภาพแวดล้อมต่างๆ อีกทั้งได้เสนอแบบจำลองสำหรับการประมาณเวลาในการสร้างแบบจำลองระบบตรวจจับการบุกรุกของแต่ละรูปแบบ และได้นำเสนอสมรรถนะของเวลาในการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น (Speedup ratio) และสัดส่วนของงานที่สามารถประมวลผลแบบขนานได้ในแต่ละรูปแบบวิธี เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ เลือกรูปแบบเทคนิคการเรียนรู้ด้วยเครื่องในการสร้างระบบตรวจจับการบุกรุกที่เหมาะสม สำหรับการลงทุน


การสรุปใจความสำคัญแบบสกัดจากบทความโดยใช้ออนโทโลยีและวิธีการทางกราฟ, ชุลีพร ยงเกียรติพานิช Jan 2018

การสรุปใจความสำคัญแบบสกัดจากบทความโดยใช้ออนโทโลยีและวิธีการทางกราฟ, ชุลีพร ยงเกียรติพานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันผู้คนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพร่างกายกันมากขึ้น บทความปริทัศน์ทางชีวการแพทย์ซึ่งเป็นบทความที่รวบรวมงานวิจัยและนำเสนอออกมาในอีกมุมมองหนึ่ง จึงกำลังเป็นที่สนใจ ทำให้มีผลงานทางวิชาการเผยแพร่ออกมาไม่เว้นแต่ละวัน เนื่องจากสุขภาพถือเป็นเรื่องใกล้ตัว กลุ่มผู้อ่านจึงมีทั้งผู้อ่านที่มีความรู้ในด้านนี้อยู่แล้วและผู้อ่านทั่วไปที่สนใจในการรักษาสุขภาพ งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบสรุปใจความสำคัญแบบอัตโนมัติจากบทความปริทัศน์ในด้านชีวการแพทย์ เพื่อช่วยลดเวลาที่ผู้อ่านใช้ในการทำความเข้าใจและรับสาระจากบทความเหล่านั้น เพื่อให้สามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนบทความต้องการนำเสนอ โดยงานวิจัยนี้ใช้วิธีการทางกราฟร่วมกับออนโทโลยี UMLS (Unified Medical Language System) และใช้ค่าระยะห่างการเคลื่อนที่ของคำ (Word Mover's Distance : WMD) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฏในการแทนบทความด้วยกราฟ และสังเคราะห์ประโยคสำคัญออกมาเป็นบทสรุปโดยวิธีการทางกราฟ งานวิจัยนี้ใช้บทความปริทัศน์ทางด้านชีวการแพทย์เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ 5 โรค จำนวนโรคละ 400 บทความจากผับเมด (PubMed) ในการพัฒนาและทดสอบโมเดล ผลการทดลองมีค่าวัดประสิทธิภาพโดยเครื่องมือวัดผล ROUGE (Recall-Oriented Understudy for Gisting Evaluation) โมเดลที่นำเสนอมีความแม่นยำมากกว่าวิธีที่นำเสนอก่อนหน้าสูงสุดร้อยละ 22 นอกจากนี้ยังได้ทดสอบกับวิธีการทางกราฟต่าง ๆ คือ เพจแรงก์ (PageRank) ค่าความเป็นศูนย์กลาง (Degree Centrality) ค่าความใกล้ชิด (Closeness Centrality) และค่าคั่นกลาง (Betweenness Centrality) การทดลองพบว่าการใช้ค่าความใกล้ชิดสามารถสร้างบทสรุปที่มีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด วิธีการที่นำเสนอนี้สามารถประยุกต์ใช้กับบทความในด้านอื่น ๆ ได้ตามออนโทโลยีที่เลือกใช้


การเรียนรู้ค่าพารามิเตอร์ของเครื่องนับคัดธนบัตร Bps M7 เพื่อจำแนกสภาพธนบัตรด้วยวิธีซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน, ธิติ กองประเสริฐ Jan 2018

การเรียนรู้ค่าพารามิเตอร์ของเครื่องนับคัดธนบัตร Bps M7 เพื่อจำแนกสภาพธนบัตรด้วยวิธีซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน, ธิติ กองประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ธนบัตรเป็นสื่อชำระเงินหลักที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีคุณสมบัติที่สำคัญคือเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป สามารถคงมูลค่าได้ รักษาความเป็นส่วนตัววของผู้ใช้งาน และใช้งานได้ทุกที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาไฟฟ้าหรือเทคโนโลยีใด ๆ แต่สื่อชำระเงินนี้ยังมีต้นทุนการผลิตที่รัฐบาลต้องแบกรับเป็นจำวนเงินมหาศาล วิธีการหนึ่งที่จะสามารถลดต้นทุนในส่วนดังกล่าวทางหนึ่งคือ การหมุนเวียนธนบัตรสภาพดีกลับไปใช้งานได้สอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชน และสภาพแวดล้อม งานวิจัยนี้นำเสนอการเรียนรู้ค่าพารามิเตอร์ของเครื่องนับคัดธนบัตร BPS M7 เพื่อจำแนกสภาพธนบัตรให้มีความสามารถแบ่งแยกธนบัตรได้ใกล้เคียงกับธนกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านธนบัตรมากที่สุดด้วยวิธีซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน โดยงานวิจัยนี้เริ่มจากเก็บตัวอย่างธนบัตรมาให้ธนกรร่วมกันพิจารณาและลงความเห็นสภาพธนบัตรรายฉบับ เพื่อเป็นชุดข้อมูลเรียนรู้ให้กับวิธีซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน จากนั้นจึงนำสมการแบ่งแยกที่ได้มาประเมินประสิทธิภาพการแบ่งแยกด้วยค่าความแม่นยำ และความถูกต้องจากผลการวิจัยสรุปได้ว่า สมการแบ่งแยกที่ได้จากวิธีซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีนมีความสามารถแบ่งแยกธนบัตรได้แม่นยำใกล้เคียงกับธนกรมากขึ้นกว่าชุดการตัดสินใจเดิมบนเครื่องนับคัดธนบัตร BPS M7


การประยุกต์ใช้การทำเหมืองข้อความเพื่อจำแนกประเภทโรคจากอาการ, พรรณาภรณ์ เกตุภู่พงษ์ Jan 2018

การประยุกต์ใช้การทำเหมืองข้อความเพื่อจำแนกประเภทโรคจากอาการ, พรรณาภรณ์ เกตุภู่พงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวินิจฉัยโรคที่คลาดเคลื่อนถือเป็นปัญหาสำคัญในวงการแพทย์ โดยปัจจุบันการวินิจฉัยโรคของแพทย์แต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมา รวมทั้งการวินิจฉัยโรคในบางครั้งแพทย์อาจลืมนึกถึงโรคบางโรคไป เนื่องจากเป็นโรคที่พบเจอได้ยากหรือไม่ค่อยพบเจอในผู้ป่วย ส่งผลให้การวินิจฉัยโรคเกิดความคลาดเคลื่อน โดยหลังจากที่แพทย์ได้ทำการวินิจฉัยโรคแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการจำแนกรหัสไอซีดีเทนซีเอ็มให้กับคำวินิจฉัยนั้น ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากสำหรับแพทย์ส่วนใหญ่ ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงมีแนวคิดที่จะนำเสนอแบบจำลองสำหรับจำแนกประเภทโรคจากอาการ โดยการประยุกต์ใช้การทำเหมืองข้อความ เพื่อช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรคและจำแนกรหัสไอซีดีเทนซีเอ็มได้ด้วยข้อมูลอาการของผู้ป่วย ซึ่งการสร้างแบบจำลองในงานวิจัยนี้จะเลือกใช้ตัวจำแนกประเภทที่นิยมใช้ในการทำเหมืองข้อความ ได้แก่ ต้นไม้ตัดสินใจ การเรียนรู้เบส์อย่างง่าย ซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน และโครงข่ายประสาทเทียม มาเปรียบเทียบกันโดยใช้ระยะเวลาที่ใช้ในการสร้างแบบจำลอง ระยะเวลาที่แบบจำลองใช้ในการทำนาย กราฟเส้นโค้งอาร์โอซี อัตราผลบวกจริง อัตราผลบวกเท็จ ค่าความเที่ยง และค่าความแม่นมาเป็นตัวชี้วัด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้พบว่าการใช้โครงข่ายประสาทเทียมเป็นตัวจำแนกประเภทในการสร้างแบบจำลองมีความเหมาะสมที่สุดสำหรับงานวิจัยนี้ เนื่องจากให้อัตราผลบวกจริงสูงสุดที่ร้อยละ 89.03 และมีพื้นที่ใต้เส้นโค้งของกราฟเส้นโค้งอาร์โอซีมากที่สุด


ตัวผลิตเอกสารความต้องการเชิงระบบจากเอกสารความต้องการเชิงธุรกิจแบบอัตโนมัติ, พัฐสุดา วิทยานนท์เอกทวี Jan 2018

ตัวผลิตเอกสารความต้องการเชิงระบบจากเอกสารความต้องการเชิงธุรกิจแบบอัตโนมัติ, พัฐสุดา วิทยานนท์เอกทวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่การสร้างเอกสารความต้องการเชิงระบบจากเอกสารความต้องการเชิงธุรกิจแบบอัตโนมัติ ในขั้นตอนการวิเคราะห์ความต้องการของวงจรการพัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ธุรกิจ (BA) จะต้องรวบรวมความต้องการจากผู้ใช้งาน ออกแบบฟังก์ชันและเอกสารจำนวนมากที่ต้องทำในระหว่างการพัฒนาระบบ โดยงานวิจัยได้นำเสนอวิธีการสร้างเอกสารความต้องการเชิงระบบซึ่งพัฒนาโดยภาษา Java และ API จาก www.websequencediagrams.com โดยสร้างแผนผังการทำงานแบบลำดับปฏิสัมพันธ์ (Sequence Diagrams) จากรูปแบบเฉพาะซึ่งประกอบด้วย Actor, Message, Object และ Recall โดย BA ต้องกรอกข้อมูลในรูปแบบดังกล่าวจากความต้องการของผู้ใช้งาน ผลจากกรณีศึกษา 3 กรณีแสดงให้เห็นว่าวิธีการสามารถสร้างเอกสารและแผนผังการทำงานแบบลำดับปฏิสัมพันธ์โดยอัตโนมัติได้


การจำแนกข้อความเข้าข่ายหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์, รัชกฤต อารีราษฎร์ Jan 2018

การจำแนกข้อความเข้าข่ายหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์, รัชกฤต อารีราษฎร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย การแสดงความคิดเห็นหรือแบ่งปันข้อมูลที่มีเนื้อหาก้าวร้าว โจมตี หรือดูหมิ่นผู้ใช้งานคนอื่นบนสื่อสังคมออนไลน์ อาจส่งผลกระทบต่อสังคมในด้านลบ โดยเนื้อหาดังกล่าวอาจผิดกฎหมายอาญาหมวด 3 ความผิดฐานหมิ่นประมาท มาตรา 326 วิทยานิพนธ์นี้เสนอคุณลักษณะเพื่อใช้ในการจำแนกข้อมูลเข้าข่ายหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ด้วยขั้นตอนวิธีเพอเซ็ปตรอนหลายชั้น ซับพอร์ทเวคเตอร์แมชชีน และการถดถอยโลจิสติกส์ โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพแต่ละขั้นตอนวิธี ซึ่งการทดลองพบว่าเอ็น-แกรม คลังคำศัพท์จากศาลฎีกา และโครงสร้างไวยากรณ์แบบขึ้นต่อกันเป็นคุณลักษณะที่สามารถใช้ในการจำแนกข้อความหมิ่นประมาทได้โดยได้ค่าความเที่ยงสูง แต่ค่าเรียกคืนต่ำ แต่เมื่อมีการจัดการข้อมูลที่ไม่สมดุลด้วยแล้ว จะพบว่าการจำแนกมีประสิทธิภาพดีขึ้นโดยที่ขั้นตอนวิธีเพอเซ็ปตรอนหลายชั้นมีความสามารถในการจำแนกได้ดีที่สุดโดยมีค่าความเที่ยงเป็น 0.93 ค่าเรียกคืนเป็น 0.98 และค่าเอฟวันเป็น 0.95 นอกจากนี้จำนวนมิติของเอ็น-แกรมมีผลต่อประสิทธิภาพของการจำแนกข้อความ โดยจำนวนมิติที่เหมาะสมของเอ็น-แกรมแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับขั้นตอนวิธีที่ใช้


การแพร่กระจายคำระหว่างเฟซบุ๊กเพจในประเทศไทย, วิรวัฒน์ สุนทรชื่น Jan 2018

การแพร่กระจายคำระหว่างเฟซบุ๊กเพจในประเทศไทย, วิรวัฒน์ สุนทรชื่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เฟซบุ๊กเพจในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตและเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งด้านธุรกิจ การกระจายข่าวสาร และด้านอื่น ๆ ซึ่งผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้จึงได้นำเสนอวิธีการที่ช่วยในการวิเคราะห์กระแสของคำเพื่อหาแนวโน้มการกระจายตัวและการเลือกคำที่เป็นกระแส โดยผู้วิจัยได้เลือกข้อมูลทางด้าน เทเลคอมเพื่อใช้ในงานวิจัยนี้ โดยแบ่งออกเป็น 3 โดเมนคือ อุปกรณ์มือถือเป็นโดเมนอุปกรณ์สื่อสาร เครือข่ายมือถือ งานแสดงสินค้าทางอุปกรณ์สื่อสารเป็นโดเมนผู้ให้บริการ และ เฟซบุ๊กเพจที่มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับอุปกรณ์สื่อสาร เป็นโดเมนอื่น ๆ ผู้วิจัยได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างการหาค่าคำสำคัญ กับ การหาค่าคำสำคัญร่วมกับค่าความถี่สัมพัทธ์เพื่อดูการกระจายตัวของคำ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้พบว่าการหาค่าคำสำคัญร่วมกับค่าความถี่สัมพัทธ์ให้ผลลัพธ์การกระจายตัวของคำได้ดีกว่าการหาค่าคำสำคัญเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ผู้วิจัยยังพบว่าการเกิดกระแสของคำสามารถเกิดได้จากกลุ่มใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโดเมนอุปกรณ์สื่อสาร กลุ่มโดเมนผู้ให้บริการหรือกลุ่มโดเมนอื่นๆ แต่แนวโน้มของคำมีโอกาสเกิดจากกลุ่มโดเมนอุปกรณ์สื่อสารก่อนแพร่กระจายไปยังกลุ่มโดเมนอื่นๆหรือกลุ่มโดเมนผู้ให้บริการ


การเพิ่มประสิทธิภาพในการจำแนกประเภทข้อมูลอนุกรมเวลาโดยใช้หลักการวิเคราะห์ความถดถอยร่วมกับแนวคิดของตัวอธิบายรูปร่าง, ศิลัมพา อานุภาพแสนยากร Jan 2018

การเพิ่มประสิทธิภาพในการจำแนกประเภทข้อมูลอนุกรมเวลาโดยใช้หลักการวิเคราะห์ความถดถอยร่วมกับแนวคิดของตัวอธิบายรูปร่าง, ศิลัมพา อานุภาพแสนยากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจำแนกประเภทอนุกรมเวลา (Time Series Classification (TSC)) มีการใช้งานอย่างกว้างขวางใน ลักษณะของการใช้งานจริงมากมายหลายแขนง ซึ่งตัวจำแนกประเภทแบบเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด (Nearest Neighbor (NN)) สำหรับวิธีการไดนามิกไทม์วอร์ปปิง (Dynamic Time Warping (DTW)) ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับจัดการกับปัญหาการจำแนกประเภทอนุกรมเวลา ด้วยการวัดระยะทางแบบปรับแนวที่ไม่เป็นเส้นตรง จึงทำให้ไดนามิกไทม์วอร์ปปิงเป็นที่รู้จักกว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจับคู่อนุกรมเวลาสองชุดในการด้านทำงานได้อย่างกลมกลืนกันกับตัวจำแนกประเภทแบบเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อเท็จจริงว่า ไดนามิกไทม์วอร์ปปิงได้รับการออกแบบโดยเฉพาะเจาะจงเพื่อค้นหาการปรับแนวที่เหมาะสมที่สุด แต่วิธีการดังกล่าวอาจไม่สามารถใช้ในการปรับแนวเฉพาะส่วนได้อย่างสมเหตุสมผล ในงานวิจัยนี้จึงได้นำเอากรอบการทำงานของไดนามิกไทม์วอร์ปปิงแบบรูปร่าง หรือ shapeDTWมาใช้เพื่อจำแนกข้อมูลอนุกรมเวลาโดยอิงตามตัวอธิบายรูปร่างแบบฮิสโตแกรมของทิศทางตามค่าเกรเดียนท์ 1 มิติหรือ HOG1D รูปแบบใหม่ล่าสุด โครงสร้างเฉพาะส่วนแบบจุดต่อจุดจะได้รับการนำมาใช้งานในขั้นตอนการปรับแนว โดยโครงสร้างที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกันจะจับคู่โดยอิงตามระดับความคล้ายคลึงกัน และด้วยการนำกรอบการปรับแนวทั่วไปจาก shapeDTWมาใช้งาน จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถออกแบบตัวอธิบายรูปร่างโดยอิงตามลักษณะและขอบเขตของข้อมูลตัวอย่างของตัวอธิบายรูปร่างที่ปรับปรุงใหม่ซึ่งเรียกว่า HOG1D-L ได้รับการนำเสนอโดยอิงจากแนวคิดที่สำคัญจากHOG1D และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้น งานวิจัยดังกล่าวนี้นำเสนอผ่านการทดสอบอย่างกว้างขวางด้วยชุดข้อมูลอนุกรมเวลา UCR ถึง 84 ชุดข้อมูลและผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าสามารถรักษาระดับความแม่นยำหรือให้ผลสำเร็จในการจำแนกประเภทที่แม่นยำมากขึ้นในชุดข้อมูลส่วนใหญ่


การเตรียมขั้วแอโนดเชิงประกอบของสังกะสี/พอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์สำหรับแบตเตอรีสังกะสีไอออน, วีระพงษ์ นวลวัฒน์ Jan 2018

การเตรียมขั้วแอโนดเชิงประกอบของสังกะสี/พอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์สำหรับแบตเตอรีสังกะสีไอออน, วีระพงษ์ นวลวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนที่เหมาะสมในการเตรียมขั้วแอโนดเชิงประกอบของสังกะสี/พอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ และศึกษาสมบัติทางไฟฟ้าเคมีของขั้วเชิงประกอบที่เตรียมได้เพื่อใช้เป็นขั้วแอโนดในระบบแบตเตอรีสังกะสีไอออนโดยทำการศึกษาจำนวนรอบในการสังเคราะห์พอลิพีร์โรลโดยเทคนิคไซคลิกโวแทมเมทรีที่จำนวนรอบ 0, 3, 5 และ 7 รอบ และความเข้มข้นของแกรฟีนออกไซด์ที่ใช้ในการฝังตัวร่วมทางเคมีไฟฟ้าที่ 0.01, 0.05 และ 0.1 กรัมต่อมิลลิลิตร ลักษณะสัณฐานวิทยาบริเวณพื้นผิวของขั้วแอโนดสังกะสีห่อหุ้มด้วยพอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ที่เตรียมได้ถูกตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด พบการปกคลุมผิวของพอลิพิร์โรลและการแทรกตัวของรีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์อยู่บนพื้นผิวของผิวสังกะสี ระนาบผลึกของสังกะสี/พอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ถูกยืนยันด้วยเทคนิคเอกซ์เรย์ดิฟแฟรกชันสเปกโทรสโกปี สมบัติทางไฟฟ้าเคมีสามารถตรวจสอบได้โดยเทคนิคไซคลิกโวลแทมเมทรี จากการศึกษาพฤติกรรมการกัดกร่อนทางเคมีไฟฟ้า พบว่า ขั้วแอโนดสังกะสีห่อหุ้มด้วยพอลิพิร์โรลจำนวนรอบการสังเคราะห์ที่ 5 รอบ และใช้แกรฟีนออกไซด์ที่ความเข้มข้น 0.05 กรัมต่อมิลลิลิตร สามารถให้ค่าประสิทธิภาพการยับยั้งการกัดกร่อนที่ดีที่สุดถึงร้อยละ 69.88 และเมื่อนำไปทดสอบหาค่าความสามารถในการเก็บประจุโดยเทคนิคกัลป์วาโนสแตติกชาร์ท-ดิสชาร์ท ที่กระแสไฟฟ้า 0.1 แอมแปร์ต่อกรัม ในสารละลายซิงค์ซัลเฟต 2 โมลาร์ พบว่าสามารถในการเก็บประจุสูงถึง 325.69 มิลลิแอมแปร์ชั่วโมงต่อกรัม และเมื่อนำไปทดสอบเสถียรภาพต่อรอบ พบว่าขั้วไฟฟ้าแอโนดสังกะสีห่อหุ้มด้วยพอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ความเข้มข้นที่ 0.05 มีวัฎจักรชีวิตที่สามารถให้ประสิทธภาพต่อรอบสูงที่สุดโดยคงประสิทธิภาพอยู่ที่ร้อยละ 41.83 หลังการอัดและคายประจุพลังงานไฟฟ้าที่ 50 รอบ ผลการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่าวัสดุขั้วแอดโนดชนิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ในแบตเตอรีสังกะสีไอออนที่มีประสิทธิภาพสูงได้


การพัฒนาผ้าที่มีสมบัติป้องกันการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า, สิรภพ ถาวร Jan 2018

การพัฒนาผ้าที่มีสมบัติป้องกันการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า, สิรภพ ถาวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาประสิทธิภาพปิดกั้นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของพอลิอะนิลีนที่เคลือบลงบนซับสเตรตสองชนิดอันได้แก่ ผ้าเอ็มอะรามิดและผ้าเอ็มอะรามิดที่ถูกดัดแปรผ่านปฏิกิริยาไนเตรชัน/รีดักชัน โดยใช้ความเข้มข้นของอะนิลีนมอนอเมอร์ที่ 1% ถึง 20% โดยปริมาตร อีกทั้งศึกษาผลของการซักและการโดปที่ภาวะต่างๆ แล้วนำไปทดสอบสมบัติต่างๆ คือการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้า ความแข็งกระด้างเมื่อดัดโค้ง และความคงทนของสีต่อการซัก จากผลการทดลองได้ภาวะที่เหมาะสมที่ทำให้ได้ผ้าที่มีสมบัติป้องกันการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าคือการเคลือบพอลิอะนิลีน ที่ความเข้มข้นอะนิลีนมอนอเมอร์ 10% ลงบนผ้าเอ็มอะรามิดที่ไม่ได้ดัดแปร ให้ค่าความต้านทานที่ผิวอยู่ที่ 0.034 กิโลโอห์มต่อตาราง คิดเป็นประสิทธิภาพปิดกั้นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ที่ 20.99 เดซิเบล ภายหลังการซักและการโดปซ้ำ ประสิทธิภาพปิดกั้นมีแนวโน้มลดลงในทุกกรณี ในกรณีที่เคลือบที่ความเข้มข้น 10% โดยปริมาตร ความแข็งกระด้างดัดโค้งมีค่า 204.60 มิลลิกรัมเซนติเมตร การเปื้อนติดภายหลังการซักอยู่ที่ระดับ 5


คุณลักษณะดินและจุลินทรีย์ดินของแปลงฟื้นฟูป่าที่เหมืองสังกะสี จังหวัดตาก, ชุติมา กันตรง Jan 2018

คุณลักษณะดินและจุลินทรีย์ดินของแปลงฟื้นฟูป่าที่เหมืองสังกะสี จังหวัดตาก, ชุติมา กันตรง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การฟื้นฟูป่าไม้ในพื้นที่ทำเหมืองสังกะสีจำเป็นต้องพิจารณาคุณลักษณะดินที่มีผลต่อการพัฒนาของป่าฟื้นฟู การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะดินและจุลินทรีย์ดินของแปลงป่าฟื้นฟูบนพื้นที่เหมืองแร่สังกะสี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยดินที่นำมาศึกษาเก็บตัวอย่างมาจากแปลงป่าฟื้นฟูอายุแตกต่างกัน ได้แก่ ป่าอายุ 0-5 ปี 6-15 ปี และมากกว่า 15 ปี ผลการศึกษาพบว่าคุณลักษณะดินโดยเฉพาะสัดส่วนดินทรายเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 22.4±6.1 32.7±2.6 และ 64.4±15.4 ตามลำดับ ความชื้นและธาตุอาหารอื่น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตามอายุของการฟื้นฟูป่า นอกจากนี้ยังพบว่าโลหะหนักในดินเพิ่มขึ้นตามอายุป่าโดยมีปริมาณสังกะสี 73.86±13.7 250.3±166.8 และ1,416.2±698.4 mg/kg ตามลำดับ และปริมาณแคดเมียม 0.74±0.2 2.72±2.4 และ12.02±5.7 mg/kg ตามลำดับ รวมทั้งปริมาณจุลินทรีย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุป่าโดยมีปริมาณราในดิน 5.13x104±1.37x104 33.00x104±18.9x104 และ47.1x104±7.88x104 cfu/g ตามลำดับ ปริมาณแอคติโนมัยซีทในดิน 2.51x105±0.35x105 12.26x105±2.86x105 และ28.08x105±4.22x105 cfu/g ตามลำดับ และปริมาณแบคทีเรียในดิน 8.05x105±0.80x105 250.0x105±11.0x105 และ754.0x105±18.0x105 cfu/g ตามลำดับ การเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะดินยังส่งผลให้พบชนิดเห็ดบนดิน 11 ชนิด โดยคุณลักษณะดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ดคือดินที่ร่วนซุยและระบายน้ำได้ดี อย่างไรก็ตามพบการถูกชะล้างของดินตะกอนและร่อยรอยของไฟป่าซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะดิน กล่าวโดยสรุปคือการพัฒนาของแปลงป่าฟื้นฟูสามารถพัฒนาคุณลักษณะดินได้หลากหลายและมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์


การดูดซับไอออนสังกะสีจากน้ำเสียด้วยผงเหล็กช็อตบลาสท์และตะกรันอลูมิเนียมเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, นราทิพย์ รักษ์เดช Jan 2018

การดูดซับไอออนสังกะสีจากน้ำเสียด้วยผงเหล็กช็อตบลาสท์และตะกรันอลูมิเนียมเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, นราทิพย์ รักษ์เดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบำบัดไอออนสังกะสีในน้ำเสียโดยใช้ของเสียอุตสาหกรรม 2 ชนิด ได้แก่ ผงเหล็กช๊อตบลาสท์และตะกรันอลูมิเนียม ทำการทดลองแบบกะ โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ชุดหลัก ๆ ได้แก่ การทดลองที่ไม่ควบคุมพีเอชและควบคุมพีเอชของน้ำเสียซึ่งใช้น้ำเสียสังเคราะห์ 50 มิลลิลิตร ที่ความเข้มข้น 400 มิลลิกรัมต่อลิตร ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบำบัดไอออนสังกะสี ได้แก่ เวลา (0-48 ชั่วโมง สำหรับผงเหล็กช็อตบลาสท์ และ 0-8 ชั่วโมง สำหรับตะกรันอลูมิเนียม) ปริมาณวัสดุดูดซับ (0.1-2 กรัม) และพีเอชเริ่มต้น (3-6) ผลการทดลองพบว่า ที่พีเอช 6 ให้ประสิทธิภาพการบำบัดสูงสุดทุกกรณี โดยผงเหล็กช็อตบลาสท์ 2 กรัม ใช้เวลาในการเข้าสู่สมดุลเท่ากับ 28 และ 40 ชั่วโมง ให้ประสิทธิภาพร้อยละ 38.35 และ 90.00 สำหรับการทดลองที่ไม่ควบคุมพีเอชและควบคุมพีเอชของน้ำเสีย ตามลำดับ ส่วนตะกรันอลูมิเนียม 2 กรัม ใช้เวลาเข้าสู่สมดุลเท่ากับ 2 และ 6 ชั่วโมง ให้ประสิทธิภาพร้อยละ 95.04 และ 19.74 สำหรับการทดลองที่ไม่ควบคุมพีเอชและควบคุมพีเอชของน้ำเสีย ตามลำดับ เมื่อใช้ปริมาณวัสดุดูดซับเพิ่มขึ้นจาก 0.1 เป็น 2 กรัม ประสิทธิภาพในการบำบัดเพิ่มขึ้นทุกการทดลอง จลนพลศาสตร์การดูดซับของวัสดุดูดซับทั้ง 2 ชนิดสอดคล้องกับสมการอัตราเร็วปฏิกิริยาอันดับสองเทียมทั้ง 2 การทดลอง ไอโซเทอร์มการดูดซับของการทดลองที่ควบคุมพีเอชสอดคล้องทั้งไอโซเทอร์มการดูดซับของแลงเมียร์และฟรุนด์ลิช โดยผงเหล็กช็อตบลาสท์มีค่าคงที่สมดุลการดูดซับตามไอโซเทอร์มการดูดซับของแลงเมียร์ (qm) และฟรุนด์ลิช (kf) เท่ากับ 39.08 และ 2.85 มิลลิกรัมต่อกรัม ตามลำดับ ส่วนตะกรันอลูมิเนียมมีค่า qm และ kf เท่ากับ 1.51 และ 0.28 มิลลิกรัมต่อกรัม ตามลำดับ นอกจากนั้นได้ศึกษาการบำบัดไอออนสังกะสีในน้ำเสียอุตสาหกรรมโดยการทดลองแบบคอลัมน์ พบว่าตะกรันอลูมิเนียมสามารถกำจัดสังกะสีจากน้ำเสียจากโรงงานชุบโลหะได้ปริมาณ 12.27 ลิตร …


การบำบัดน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้วด้วยกระบวนการเฟนตันประยุกต์โดยใช้ของเสียจากอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, ปรีชาพัฒน์ พัวสุวรรณ Jan 2018

การบำบัดน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้วด้วยกระบวนการเฟนตันประยุกต์โดยใช้ของเสียจากอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, ปรีชาพัฒน์ พัวสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะที่เหมาะสมในการบำบัดน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้วจากอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยกระบวนการเฟนตันประยุกต์ โดยการใช้ผงเหล็ก ช็อตบลาสท์และตะกรันอะลูมิเนียมเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยผงเหล็ก ช็อตบลาสท์จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการเฟนตันแทนการใช้สารละลายเกลือเหล็ก ส่วนตะกรันอะลูมิเนียมจะทำหน้าที่เป็นตัวสนับสนุนปฏิกิริยา ภาวะที่ทำการศึกษา ได้แก่ เวลาในการบำบัดช่วง 5 – 180 นาที พีเอชเริ่มต้นช่วง 3 - 5 ปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ช่วง 0.5 – 1.5 มิลลิลิตร ผงเหล็กช็อตบลาสท์ช่วง 0.25 – 3.5 กรัม และตะกรันอะลูมิเนียมช่วง 0.25 – 2 กรัม การเลือกภาวะที่เหมาะสมจะพิจารณาจากประสิทธิภาพในการบำบัดซีโอดีเป็นหลัก หลังจากได้ภาวะที่เหมาะสมแล้วจะทำการศึกษาประสิทธิภาพในการบำบัดพารามิเตอร์อื่น ๆ เช่น บีโอดี และปริมาณของแข็งแขวนลอย รวมทั้งศึกษาการนำตะกอนจากการบำบัดกลับมาใช้ซ้ำ และเปรียบเทียบประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายในการบำบัดระหว่างกระบวนการเฟนตันประยุกต์และ เฟนตันปกติ ผลการศึกษาพบว่าภาวะที่เหมาะสมในการบำบัดน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้วด้วยกระบวนการเฟนตันประยุกต์ คือ เวลา 60 นาที พีเอชเริ่มต้น 3 ปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 มิลลิลิตร ปริมาณผงเหล็กช็อตบลาสท์ 2.5 กรัม และปริมาณตะกรันอะลูมิเนียม 1 กรัม ต่อน้ำมันหล่อเย็น 50 มิลลิลิตร ประสิทธิภาพในการบำบัดซีโอดี บีโอดี และปริมาณของแข็งแขวนลอยในน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้ว ณ ภาวะที่เหมาะสม เฉลี่ยร้อยละ 47.31, 53.34 และ 74.96 ตามลำดับ ตะกอนหลังบำบัดของกระบวนการเฟนตันประยุกต์สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีก 1 ครั้งโดยที่ประสิทธิภาพไม่ต่างจากเดิม และจากการเปรียบเทียบพบว่ากระบวนการเฟนตันประยุกต์มีประสิทธิภาพเฉลี่ยในการบำบัดซีโอดีในน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้วมากกว่าเฟนตันปกติอยู่ประมาณร้อยละ 28 และมีค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้อยกว่าประมาณ 340 บาทต่อน้ำเสีย 1 ลูกบาศก์เมตร


ผลกระทบของแสงเทียมต่ออัตราการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในพืชสกุล Ocimum ที่พบในไทย, วิจิตรา จันอุทัย Jan 2018

ผลกระทบของแสงเทียมต่ออัตราการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในพืชสกุล Ocimum ที่พบในไทย, วิจิตรา จันอุทัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประชากรในเขตเมืองบริโภคผักในปริมาณน้อยส่งผลให้ได้รับคุณค่าทางโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากการขาดแคลนพื้นที่เกษตรกรรมในเขตเมือง จึงเกิดแนวคิดในการปลูกพืชผักในอาคาร แต่ปัญหาสำคัญของแนวคิดนี้คือแสงในอาคารที่มีจำกัด งานวิจัยนี้จึงศึกษาการประยุกต์ใช้แสงเทียมจากไดโอดเปล่งแสง ซึ่งปล่อยแสงในช่วงความยาวคลื่นจำเพาะ เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการของพืชสวนครัวที่ปลูกในอาคาร ได้แก่ โหระพา กะเพรา และแมงลัก โดยวิเคราะห์ผลกระทบของแสงเทียมสีแดง น้ำเงิน และสีผสมระหว่างแดงและน้ำเงินด้วยอัตราส่วน 1:2 1:1 และ 2:1 ต่อค่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด (Amax) ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สารประกอบฟีนอล และการเจริญเติบโตของพืชสวนครัวดังกล่าว พบว่า Amax ของแมงลักภายใต้แสงสีแดงน้อยกว่าแสงควบคุม (แสงขาว) โดยภายใต้เงื่อนไขทางแสงสีขาวหรือแสงสีแดงผสมแสงสีน้ำเงินมี Amax ดีกว่าภายใต้เงื่อนไขทางแสงสีแดงล้วนและแสงสีน้ำเงินล้วน นอกจากนี้ ผลการทำนาย Amax จากการวิเคราะห์สมการความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์กับคาร์บอนไดออกไซด์ในใบของพืชแต่ละชนิดในแต่ละเงื่อนไขทางชนิดแสงที่คาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศสูงขึ้นตามภาพการณ์จำลองของ IPCC พบว่า Amax ในกรณีศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามการทำนายความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มมากขึ้นตามภาพการณ์จำลอง ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของแมงลักและสารประกอบฟีนอลของกะเพราภายใต้แสงผสมระหว่างแสงแดงต่อน้ำเงิน 2:1 มากกว่าแสงควบคุม แสงสีน้ำเงินส่งผลเชิงบวกต่อความสูงของโหระพาและแมงลัก ในขณะที่แสงสีแดงส่งผลให้ใบกะเพราและใบแมงลักมีน้ำหนักสดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การตอบสนองภายใต้เงื่อนไขทางแสงในแต่ละชนิดพันธุ์แตกต่างกันอย่างเฉพาะเจาะจง และควรมีการศึกษาเกี่ยวกับเงื่อนไขทางแสงชนิดอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมถึงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อตัวแปรศึกษาเหล่านี้


ผลของการเติมผงกระดูกหมูในการยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมของข้าวดอกมะลิ 105, ศศิธร เพชรแสน Jan 2018

ผลของการเติมผงกระดูกหมูในการยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมของข้าวดอกมะลิ 105, ศศิธร เพชรแสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาผลของผงกระดูกหมูในการยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมที่ของข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ปลูกในดินปนเปื้อนจากพื้นที่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แบ่งการศึกษาออกเป็นสองส่วนได้แก่การศึกษาลักษณะทางกายภาพและเคมีของผงกระดูกหมูและการศึกษาประสิทธิภาพของผงกระดูกหมูในการยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมของข้าวดอกมะลิ 105 การศึกษาโครงสร้างทางด้านกายภาพและเคมีของผงกระดูกหมู ประสิทธิภาพในการกำจัดแคดเมียมในสารละลาย รวมถึงการศึกษาไอโซเทอมการดูดซับ พบว่า โครงสร้างทางด้ายกายภาพและเคมีของผงกระดูกหมู มีลักษณะโครงสร้างเป็นแบบเฮกซาโกนัล มีแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ เป็นองค์ประกอบหลัก เมื่อศึกษาไอโซเทอมการดูดติดผิวในสารละลายแคดเมียมเข้มข้น 10 มิลลิกรัมต่อลิตร เวลาสัมผัส 1 ชั่วโมง มีประสิทธิภาพในการกำจัดแคดเมียมสูงสุด 22.12 มิลลิกรัมต่อกรัม ไอโซเทอมการดูดซับเป็นแบบแลงมัวร์ การศึกษาผลของการใช้ผงกระดูกหมูในการยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมของข้าวดอกมะลิ 105 ทำการปลูกข้าวในกระถางที่มีการเติมผงกระดูกหมูที่ระดับอัตรา 0%, 5%, 10% และ15% ตามลำดับ ทดลองในสภาวะโรงเรือนทดลอง ทำการเพาะปลูก 2 ฤดูกาล ผลการทดลอง พบว่า ในฤดูกาลเพาะปลูกที่ 1 ข้าวเจริญเติบโตตามปกติ และออกรวงในทุกระดับความเข้มข้น ขณะที่ในฤดูกาลเพาะปลูกที่ 2 ข้าวเริ่มมีการเจริญเติบโตได้ค่อนข้างต่ำ และเจริญเติบโตได้เพียงในระยะ 4 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นเกิดอาการต้นเหลืองและยืนต้นตาย การสะสมแคดเมียมในส่วนต่างๆ พบว่า มีการสะสมในรากมากกว่าลำต้น ใบ เมล็ด และเปลือก ความสามารถในการดูดดึงแคดเมียม (%) ของข้าวขาวดอกมะลิ 105 อยู่ในช่วง 0.18-0.20 % และ 0.41-1.18 % ทั้งในฤดูกาลเพาะปลูกที่ 1 และ 2 ตามลำดับ สำหรับค่าการสะสมของปริมาณแคดเมียมในส่วนของพืชระหว่างรากและดิน (BCF) มีค่าต่ำกว่า 1 และค่าการเคลื่อนย้ายแคดเมียมจากรากไปสู่ลำต้น (TF) มีค่าต่ำกว่า 1 แสดงถึงศักยภาพของผงกระดูกหมูในการสามารถยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมของพืชได้


การประยุกต์ใช้การรับรู้จากระยะไกลแบบไฮเปอร์สเปกตรัลเพื่อจำแนกพันธุ์ข้าวและโรคขอบใบแห้งในข้าว, ปฏิวิชช์ สาระพิน Jan 2018

การประยุกต์ใช้การรับรู้จากระยะไกลแบบไฮเปอร์สเปกตรัลเพื่อจำแนกพันธุ์ข้าวและโรคขอบใบแห้งในข้าว, ปฏิวิชช์ สาระพิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ เพื่อเปรียบเทียบความถูกต้องของการจำแนกข้าวเจ้าพันธุ์กข41 กข31 และปทุมธานี 1 และแยกพื้นที่ปลูกข้าวที่เป็นโรคขอบใบแห้งในข้าวเจ้าพันธุ์กข41 ออกจากพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เป็นโรค ด้วยข้อมูลการรับรู้จากระยะไกลแบบมัลติ สเปกตรัลและแบบไฮเปอร์สเปกตรัล ร่วมกับการสำรวจภาคสนามด้วยเครื่องวัดค่าการสะท้อนแสงแบบไฮเปอร์สเปกตรัล (Field Spectroradiometer) บริเวณพื้นที่นาชลประทานของเกษตรกร จังหวัดชัยนาท และแปลงทดลองโรคข้าว ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท โดยค่าการสะท้อนพลังงานที่ได้จะถูกนำมาหาช่วงคลื่นที่เหมาะสมด้วยวิธีเชิงพันธุกรรม (Genetic Algorithm) เพื่อลดปัญหาจำนวนมิติของข้อมูล (Dimension reduction) ร่วมกับวิธีการจำแนกข้อมูลแบบ Maximum Likelihood Classifier และ Spectral Angle Mapper ผลการศึกษา พบว่า ค่าความถูกต้องของการจำแนกข้าวเจ้าพันธุ์กข41 กข31 และปทุมธานี 1 ทั้ง 3 ช่วงการเจริญเติบโต จากเครื่อง Field Spectroradiometer ด้วยวิธี GA ร่วมกับวิธี SAM ให้ค่าความถูกต้องโดยรวม (OA) และค่าสัมประสิทธิ์ Kappa สูงกว่าวิธี GA ร่วมกับวิธี MLC ทั้งในระดับภาคสนามและระดับภาพถ่ายดาวเทียม (EO-1 Hyperion) หากเปรียบเทียบการใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมแบบไฮเปอร์สเปกตรัล (EO-1 Hyperion) ในการจำแนก จะให้ค่าความถูกต้องโดยรวมสูงกว่าข้อมูลแบบมัลติสเปกตรัล (EO-1 ALI) ส่วนผลการเปรียบเทียบค่าความถูกต้องของการแยกพื้นที่ปลูกข้าวที่เป็นและไม่เป็นโรคขอบใบแห้ง ด้วยวิธี GA ร่วมกับวิธี SAM พบว่า ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม EO-1 ระบบ Hyperion ให้ค่าความถูกต้องโดยรวมและค่าสัมประสิทธิ์ Kappa สูงกว่า EO-1 ระบบ ALI จากผลการศึกษาทั้งในส่วนของการจำแนกพันธุ์ข้าวและโรคขอบใบแห้งในข้าว เป็นที่ยืนยันได้ว่าการใช้ข้อมูลการรับรู้จากระยะไกลแบบไฮเปอร์สเปกตรัล ให้ค่าความถูกต้องสูงกว่าการจำแนกด้วยข้อมูลแบบมัลติสเปกตรัล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อย่างไรก็ตามผู้วิจัยหวังว่าวิธีการที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้จะสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการจำแนกพันธุ์ข้าวและโรคชนิดอื่นๆ ต่อไป


การกระจายสัดส่วนและชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูในดินในพื้นที่เกษตรกรรม บริเวณคลองน้ำฮวย ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย, อภิชญา ดวงทอง Jan 2018

การกระจายสัดส่วนและชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูในดินในพื้นที่เกษตรกรรม บริเวณคลองน้ำฮวย ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย, อภิชญา ดวงทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่เกษตรกรรมบริเวณคลองน้ำฮวย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสารหนูในดิน ลักษณะการใช้พื้นที่เกษตรกรรมที่แตกต่างกันอาจทำให้การกระจายสัดส่วนและชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูเปลี่ยนแปลงไป การศึกษานี้ได้ดำเนินการในดินบริเวณที่ราบลุ่มที่มีการเพาะปลูกข้าว และดินบริเวณที่เนินเขาที่มีการปลูกยางพารา โดยศึกษาลักษณะทางกายภาพและเคมีของดิน และใช้เทคนิคการสกัดตามลำดับส่วนแบบ Modified Tessier รวมถึงศึกษาชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูในดินโดยการสกัดด้วย EDTA จากการศึกษาพบว่าดินทั้งสองบริเวณมีลักษณะทางกายภาพและเคมีที่คล้ายคลึงกัน คือ ดินมีค่าพีเอชเป็นกรด (พีเอชประมาณ 5) ค่าอีเอชสูง (เฉลี่ย +635.71 มิลลิโวลต์) ปริมาณอินทรียวัตถุสูง (เฉลี่ยร้อยละ 2.47) ยกเว้นความเข้มข้นของสารหนูที่พบว่าดินบริเวณที่ราบลุ่ม (เฉลี่ย 30.71 มก./กก.) สูงกว่าบริเวณเนินเขา (เฉลี่ย 12.32 มก./กก.) ผลการกระจายสัดส่วนพบสารหนูในส่วนที่คงตัว (F5) มากที่สุด (เฉลี่ยร้อยละ 77.07) รองลงมาคือส่วนที่ชะละลายได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เกิดปฏิกิริยารีดักชัน (F3) (เฉลี่ยร้อยละ 14.77) ในขณะที่พบสารหนูส่วนที่ชะละลายได้ง่าย (F1) ส่วนที่ชะละลายได้ในกรด (F2) และส่วนที่ชะละลายได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (F4) ต่ำ (เฉลี่ยร้อยละ 0.45 0.24 และ 7.48 ตามลำดับ) และพบว่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูก็มีค่าต่ำเช่นเดียวกัน (เฉลี่ยร้อยละ 4.69) อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูกับการกระจายสัดส่วนของสารหนูโดยการวิเคราะห์ความถดถอยมีค่าต่ำ (R2<0.6) อาจกล่าวได้ว่ากิจกรรมทางการเกษตรที่เกิดขึ้นในสองบริเวณไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการกระจายสัดส่วนและชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูในดินซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์ การจำลองดินให้อยู่ในสภาวะไร้อากาศดำเนินการเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงในกรณีที่ดินอยู่ในสภาพไร้อากาศ ภายหลังการจำลองพบว่า ดินมีค่าอีเอชต่ำจนเป็นค่าติดลบ (เฉลี่ย -79.93 มิลลิโวลต์) ค่าพีเอชของดินสูงขึ้นจนมีค่าพีเอชเป็นกลาง และตรวจพบ AVS ในดิน (เฉลี่ย 829.83 มก./กก.) ซึ่งแตกต่างจากดินก่อนการจำลองอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) และเป็นไปตามเป้าหมายของการจำลอง สำหรับผลการกระจายสัดส่วนพบว่าสารหนูในส่วน F5 F4 F1 ลดลง โดย F3 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่พบ F2 มากขึ้น (เฉลี่ยร้อยละ 16) ซึ่งคาดว่าเกิดจากการที่สารหนูถูกดูดซับหรือตกตะกอนไปกับสารประกอบของ Fe2+ สอดคล้องกับชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูที่มีค่าสูงขึ้น โดยพบว่ามีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่สูงมาก (R2=0.92) จึงสามารถสรุปได้ว่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูในงานวิจัยนี้คือ F2 ซึ่งสารหนูในส่วนนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกปลดปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ จากการศึกษาบ่งชี้ได้ว่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูจะเพิ่มขึ้นเมื่อดินอยู่ในสภาวะไร้อากาศ ดังนั้นเกษตรกรควรมีการปลูกพืชชนิดอื่นสลับกับการปลูกข้าว หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น นอกจากนี้ อาจหลีกเลี่ยงโดยการปลูกพืชที่ไม่ใช้ในการบริโภค


การเปรียบเทียบความแม่นยําของการประเมินค่าความพยายามในการ พัฒนาซอฟต์แวร์ระหว่างวิธีการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญ (Expert Judgment) และ วิธีตัวแบบขั้นตอนวิธี (Algorithmic Model) ภายใต้สภาวะแวดล้อมในประเทศไทย, ชานน จรัสสุทธิกุล Jan 2018

การเปรียบเทียบความแม่นยําของการประเมินค่าความพยายามในการ พัฒนาซอฟต์แวร์ระหว่างวิธีการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญ (Expert Judgment) และ วิธีตัวแบบขั้นตอนวิธี (Algorithmic Model) ภายใต้สภาวะแวดล้อมในประเทศไทย, ชานน จรัสสุทธิกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินค่าความพยายามในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความคลาดเคลื่อนสูง อาจส่งผลให้ต้นทุนการจัดการโครงการ และเวลาที่ใช้ในการทำโครงการซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความแม่นยำการประเมินค่าความพยายามในการพัฒนาซอฟต์แวร์ระหว่างวิธีประเมินที่ได้รับความนิยม 2 วิธี คือ วิธีตัวแบบขั้นตอนวิธี และวิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญ สำหรับวิธีตัวแบบขั้นตอนวิธี ในปัจจุบันมีตัวแบบให้เลือกใช้อยู่เป็นจำนวนมาก ผู้วิจัยได้เลือกใช้เฉพาะตัวแบบโคโคโม่ ฟังก์ชันพอยต์ และยูสเคสพอยต์ เนื่องจากเป็นตัวแบบที่ได้รับความนิยมสูงในการใช้งาน และสำหรับวิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยได้เชิญผู้ประเมินที่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการซอฟต์แวร์ไม่น้อยกว่า 10 ปี จำนวน 5 คน มาเป็นผู้ประเมิน โดยการทดลองในงานวิจัยนี้จะใช้โครงการซอฟต์แวร์จำนวน 10 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนาเสร็จแล้ว แม้ผลการทดลองจะแสดงให้เห็นว่าการประเมินด้วยตัวแบบยูสเคสพอยต์มีความแม่นยำมากกว่าวิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญ แต่วิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญก็แม่นยำมากกว่าตัวแบบฟังก์ชันพอยต์ และ โคโคโม่ ดังนั้นจึงไม่สามารถสรุปได้ว่าวิธีใดมีความแม่นยำมากกว่ากัน ระหว่างวิธีตัวแบบขั้นตอนวิธี และวิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ทำการทดลองเพื่อทดสอบว่าหากผู้เชี่ยวชาญได้เห็นผลลัพธ์จากตัวแบบขั้นตอนวิธี และนำค่าดังกล่าวมาประกอบการประเมินค่าความพยายามในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้เชี่ยวชาญจะเปลี่ยนแปลงค่าประเมินหรือไม่และค่าประเมินที่เปลี่ยนแปลงนั้นจะช่วยให้การประเมินแม่นยำขึ้นหรือไม่ ผลการทดลองสรุปได้ว่าผู้เชี่ยวชาญมีการเปลี่ยนแปลงค่าประเมินประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนการทดลองทั้งหมดและการเห็นผลลัพธ์จากการประเมินด้วยวิธีตัวแบบขั้นตอนวิธีไม่ได้ช่วยให้การประเมินด้วยวิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญแม่นยำขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


กลยุทธ์การลงทุนส่วนบุคคลบนพื้นฐานเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้, ปิยวดี สุขชาติ Jan 2018

กลยุทธ์การลงทุนส่วนบุคคลบนพื้นฐานเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้, ปิยวดี สุขชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตามที่กรมสรรพากรได้ระบุไว้ใน แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2559 สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (1) - (8) แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด.90) จะสามารถนำเงินไปลงทุนในแหล่งต่าง ๆ เพื่อลดเงินได้สุทธิก่อนที่จะนำไปคำนวณภาษี ในที่นี้ผู้ทำวิจัยสนใจการวางแผนการลงทุนเพื่อจะได้รับประโยชน์ทางภาษีและผลตอบแทนสูงสุดโดยการนำเงินไปลงทุนใน 3 แหล่ง ประกอบด้วย ประกันชีวิต (Life insurance) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF) โดยการหากลยุทธ์การลงทุนเพื่อแนะนำแหล่งลงทุนและหาสัดส่วนจำนวนเงินที่เหมาะสมที่ใช้ในการลงทุนในแหล่งต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับแผนการลงทุนที่มีอยู่ในตลาดและนำเสนอแผนการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล โดยที่ผู้ลงทุนไม่เสียสภาพคล่องทางการเงิน อีกทั้งยังได้รับประโยชน์ทางภาษีและผลตอบแทน นั่นคือการเสียภาษีน้อยลงจากเดิมและได้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุด เริ่มจากการหาแหล่งลงทุนที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ สร้างตัวแบบทางคณิตศาสตร์เพื่อทำนายราคากองทุนต่าง ๆ แล้วทำนายผลตอบแทนกองทุนต่าง ๆ ตามแหล่งลงทุนที่เหมาะสมนั้นเพื่อหาว่ากองทุนใดให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมที่สุดที่เหมาะกับบางช่วงของรายได้ เพื่อคำนวณสัดส่วนจำนวนเงินที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลที่จะต้องใช้ในการลงทุนในแหล่งต่าง ๆ และนำเสนอแผนการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดสามอันดับของแต่ละแหล่งลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ เมื่อผู้มีเงินได้นำเงินได้สุทธิไปลงทุนแล้วนั้น จะเป็นการลดเงินได้สุทธิให้น้อยลงหรือปรับลดขั้นเงินได้สุทธิ ทำให้อัตราภาษีที่จะต้องเสียในปีนั้น ๆ ลดลงและได้ผลตอบแทนสูงสุด


Column Generation With Heuristic For Two-Dimensional Guillotine Cutting Stock Problem With Usable Leftover, Supphakorn Sumetthapiwat Jan 2018

Column Generation With Heuristic For Two-Dimensional Guillotine Cutting Stock Problem With Usable Leftover, Supphakorn Sumetthapiwat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The two-dimensional cutting stock problem with usable leftover (2DCSPUL) aims to minimize the waste from cutting in two aspects. The first aspect focuses on the suitable cutting patterns that provide the minimum waste while satisfying a requirement. The second aspect is to utilize the waste in the cutting process by turning the waste with sufficient size into a raw material or an item for the next cutting period. In this dissertation, the common two-stage guillotine cutting pattern which is found in many large industries is considered in this problem. Two definitions of fixed size usable leftover are introduced. A column …


Aryl Quinoline Derivatives From Iodine-Mediated Cyclization And Palladium-Catalyzed Coupling Reactions, Chantipa Lerswipapat Jan 2018

Aryl Quinoline Derivatives From Iodine-Mediated Cyclization And Palladium-Catalyzed Coupling Reactions, Chantipa Lerswipapat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Quinoline derivatives are significant and interested heterocyclic aromatic compounds which have been used in medicinal and agricultural fields. Besides, quinoline has also been used as dyes, catalysts and materials in optoelectronic applications. Herein, several quinoline derivatives bearing different substitution pattern at the 3- and 4-positions are designed and synthesized from aromatic amines such as aniline, 1-napthylamine and 1-aminopyrene. The 4-step synthetic process relies on the alkylation of aromatic amine with propagyl bromide, the Sonogashira coupling with an aryl halide, the iodine-mediated quinoline ring formation, and the Suzuki coupling with an aryl boronic acid. The structures of all new compounds are …


Metallophthalocyanine Polymers On Carbon-Based Materials For Carbon Dioxide Conversion, Permsak Chairat Jan 2018

Metallophthalocyanine Polymers On Carbon-Based Materials For Carbon Dioxide Conversion, Permsak Chairat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this work, synthesis and investigation on catalytic activities for electrochemical reduction (ECR) of carbon dioxide (CO2) of amino-substituted Cu(II)- and Ni(II)-phthalocyanines and their polymers were described. The amino-functionalized monomers were electropolymerized on indium tin oxide-coated glass (ITO-glass), carbon paper, electrochemically reduced graphene oxide-modified ITO-coated glass (ErGO/ITO-glass) and chemically reduced graphene oxide-modified carbon paper (CrGO/carbon paper) by means of cyclic voltammetry (CV). Studies on homogeneous ECR of CO2 using the phthalocyanine monomers as electrocatalysts indicated promising catalytic performance of the monomers in terms of current enhancement under ambient light at the potentials higher than –1.38 V and –1.09 V vs. …


Preparation Of Coating Materials With Antifungal Property From Hemp Nanocellulose And Clove Essential Oil Nanoemulsions, Papatsorn Rattanapet Jan 2018

Preparation Of Coating Materials With Antifungal Property From Hemp Nanocellulose And Clove Essential Oil Nanoemulsions, Papatsorn Rattanapet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to offer an alternative solution to solve Black stripe disease in rubber tree which causes by Phytophthora palmivora by preparing antifungal coating materials from hemp nanocellulose and clove essential oil nanoemulsion. Hemp nanocellulose was used as a matrix which prepared by chemi-mechanical method that hemp was treated with alkaline and bleaching solution before being reduced hemp fibers into nanoscale by microfluidization. Antifungal property of coating materials was developed by the addition of clove essential oil nanoemulsion which prepared by spontaneous emulsification. Tween 20, Span 20, and coconut oil were used as main surfactant, co-surfactant, and carrier oil. …


Halogenated Parabens And Halogenated Phenoxyethanols As Antibacterial Agents In Cushion Products, Lalisa Dechnitirat Jan 2018

Halogenated Parabens And Halogenated Phenoxyethanols As Antibacterial Agents In Cushion Products, Lalisa Dechnitirat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Halogenated compounds are interesting as antimicrobial agents for cosmetic product. The bromination of methyl paraben and 2-phenoxyethanol were carried out under mild conditions using NaBr and 30% H2O2 yielding methyl 3,5-dibromo-4-hydroxybenzoate and p-bromo-2-phenoxyethanol, respectively. Three parameters including the ratio of brominating agent and oxidizing agent, type of solvents, and temperature were optimized. These synthesized products were used as antibacterial agent in cushion product as individual or blend. The challenge test results revealed that methyl 3,5-dibromo-4-hydroxybenzoate and p-bromo-2-phenoxyethanol could effectively inhibit Staphylococcus aureus, Candida. albicans, and Aspergillus brasiliensis more than their parents. For stability test, there was no change of the …