Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Physical Sciences and Mathematics Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1651 - 1680 of 1876

Full-Text Articles in Physical Sciences and Mathematics

การผลิตน้ำมันชีวภาพจากไฮโดรเทอร์มัลโคลิควิแฟกชันของชานอ้อยและน้ำมันพืชใช้แล้ว, กัสราศ์ รอดทอง Jan 2018

การผลิตน้ำมันชีวภาพจากไฮโดรเทอร์มัลโคลิควิแฟกชันของชานอ้อยและน้ำมันพืชใช้แล้ว, กัสราศ์ รอดทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การไฮโดรเทอร์มัลโคลิควิแฟกชันเป็นกระบวนการแปรรูปชีวมวลเป็นน้ำมันดิบชีวภาพ จุดเด่นของกระบวนการนี้ คือ ชีวมวลไม่จำเป็นต้องผ่านการทำแห้งก่อน แต่ร้อยละผลได้ของเชื้อเพลิงเหลวยังมีค่าไม่สูงนัก งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการเพิ่มร้อยละผลได้ของน้ำมันชีวภาพที่ผลิตจากไฮโดรเทอร์มัลโคลิควิแฟกชันโดยใช้สารป้อนร่วมของชานอ้อยและน้ำมันพืชใช้แล้วในเครื่องปฏิกรณ์แบบกะ และประเมินผลกระทบของปัจจัยดำเนินงานต่างๆ ต่อร้อยละผลได้ของน้ำมันชีวภาพ ได้แก่ อุณหภูมิ 300 และ 350 องศาเซลเซียส อัตราส่วนโดยน้ำหนักของชานอ้อยต่อน้ำมันพืชใช้แล้วในสารป้อนร่วมเท่ากับ 1:0 3:1 1:1 1:3 และ 0:1 อัตราส่วนโดยน้ำหนักของสารป้อนต่อตัวทำละลายน้ำเท่ากับ 1:10 และ 1:20 ในการทดลองกำหนดความดันไนโตรเจนเริ่มต้นที่ 2 เมกะพาสคัล และระยะเวลาดำเนินปฏิกิริยา 1 ชั่วโมง จากการทดลองพบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบชีวภาพลดลง ที่ภาวะอุณหภูมิปฏิกิริยา 350 องศาเซลเซียส อัตราส่วนโดยน้ำหนักของชานอ้อยต่อน้ำมันพืชใช้แล้วเท่ากับ 1:3 แสดงผลเสริมกันของสารป้อนร่วมมากที่สุด องค์ประกอบของกรดไขมันในน้ำมันพืชใช้แล้วส่งผลให้ระบบมีความเป็นกรดมากขึ้น จึงทำให้เกิดการไฮโดรไลซิสของสารชีวมวลได้มากขึ้น นอกจากนี้การเพิ่มอัตราส่วนของตัวทำละลายในกระบวนการไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันของชานอ้อย จะทำให้เกิดการแตกสลายของเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนินได้มากขึ้น


การผลิตไบโอดีเซลแบบต่อเนื่องจากน้ำมันปาล์มโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาโดโลไมต์ในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งต่ออนุกรม, ธนกฤต แจ่มจำรัส Jan 2018

การผลิตไบโอดีเซลแบบต่อเนื่องจากน้ำมันปาล์มโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาโดโลไมต์ในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งต่ออนุกรม, ธนกฤต แจ่มจำรัส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตไบโอดีเซลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ไบโอดีเซลความบริสุทธิ์สูง ผ่านปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชันของน้ำมันปาล์ม และเมทานอลโดยใช้การเร่งปฏิกิริยาแบบวิวิธพันธุ์ในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งระดับต้นแบบ การเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาวิวิธพันธุ์จากโดโลไมต์ ใช้เทคนิคการผสมเชิงกายภาพระหว่างโดโลไมต์ที่ผ่านการเผากับตัวประสาน จากนั้นขึ้นรูปด้วยเครื่องอัดรีดแบบสกรูเดี่ยว แล้วทำการเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง วิเคราะห์สมบัติของตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยเทคนิคการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ (X-ray diffraction) กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (scanning electron microscopy) และเทคนิคการดูดซับทางกายภาพของแก๊สไนโตรเจน จากผลการวิเคราะห์พบว่าแคลเซียมออกไซด์เป็นวัฏภาคที่ว่องไวในการทำปฏิกิริยา ปัจจัยที่ศึกษาในงานวิจัยนี้ ได้แก่ ผลของการเติมเมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมัน C₁₀ (Fatty acid methyl ester, C₁₀ FAME) ระยะเวลาดำเนินการในช่วง start-up ของระบบ และอุณหภูมิ การใช้น้ำมัน B100 เป็นสารอิมัลซิไฟเออร์จะให้ร้อยละเมทิลเอสเทอร์สูงกว่าการใช้ C₁₀ FAME จากการทดลองพบว่าภาวะที่เหมาะสมที่ใช้ในการผลิตอย่างต่อเนื่องของไบโอดีเซลในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งระดับต้นแบบ คือ ระยะเวลาในการ start-up 3 ชั่วโมง อัตราการไหลของเมทานอล 22 มิลลิลิตรต่อนาที อัตราการไหลของน้ำมันปาล์ม 9 มิลลิลิตรต่อนาที อุณหภูมิทำปฏิกิริยา 100 องศาเซลเซียส ใช้สารป้อนเข้าสู่ระบบเป็นน้ำมันปาล์มที่ไม่ผสม C₁₀ FAME และใช้สารอิมัลซิไฟเออร์เป็นน้ำมัน B100 ในช่วง start-up โดยให้ผลได้เมทิลเอสเทอร์สูงถึงร้อยละ 98.4 โดยน้ำหนัก


การจับยึดคาร์บอนไดออกไซด์บนถ่านกัมมันต์ดัดแปรด้วยเอมีนจากไม้ไผ่, ภานุพงศ์ ประเสริฐสุข Jan 2018

การจับยึดคาร์บอนไดออกไซด์บนถ่านกัมมันต์ดัดแปรด้วยเอมีนจากไม้ไผ่, ภานุพงศ์ ประเสริฐสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ทำการศึกษาการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์บนตัวดูดซับถ่านกัมมันต์ที่ได้จากไม้ไผ่ และตัวดูดซับถ่านกัมมันต์ที่ถูกกระตุ้นและดัดแปรด้วยเตตระเอทิลีนเพนทามีนหรือพอลิเอทิลีนอิมไมด์ ตัวแปรที่ศึกษามีดังนี้ อุณหภูมิที่ใช้ในการกระตุ้นด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ อัตราส่วนน้ำหนักตัวดูดซับต่อน้ำหนักกรดฟอสฟอริก ชนิดของเอมีน ปริมาณเอมีนที่ใช้ และความชื้นในก๊าซขาเข้า ช่วงอุณหภูมิในการดูดซับตั้งแต่ 30 ถึง 110 องศาเซสเซียส ตัวดูดซับจะถูกวิเคราะห์ลักษณะพื้นที่ผิวจำเพาะด้วยเทคนิคดูดซับ/คายซับไนโตรเจนพบว่าการกระตุ้นด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ที่อุณหภูมิ 600 ถึง 800 องศาเซสเซียสจะทำให้ตัวดูดซับมีพื้นที่ผิวจำเพาะและปริมาตรรูพรุนมีค่าสูงขึ้นโดยจะมีค่าเท่ากับ 432.92 ตารางเมตรต่อกรัม 0.23 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อกรัม ตามลำดับ เมื่อใช้อัตราส่วนน้ำหนักตัวดูดซับต่อน้ำหนักกรดฟอสฟอริกสูงขึ้นจะทำให้มีปริมาตรูพรุนขนาดเมโสและมาโครมากขึ้น จากการวิเคราะห์ด้วยเทคนิควิเคราะห์องค์ประกอบขั้นสูงพบว่าเมื่อเพิ่มน้ำหนักกรดฟอสฟอริก ทำให้มีปริมาณธาตุออกซิเจนสูง เมื่อวิเคราะห์หมู่ฟังก์ชันด้วยเทคนิคฟูเรียร์ทรานฟอร์มอินฟราเรดสเปกโทรสโคปี พบว่าเมื่อกระตุ้นด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ที่อุณหภูมิสูงทำให้ตัวดูดซับเกิดการสลายตัว ส่วนการกระตุ้นด้วยกรดฟอสฟอริกจะพบหมู่ฟอสเฟสหลงเหลือที่พื้นผิวตัวดูดซับ จากการวิเคราะห์ความเป็นผลึกด้วยการเลี้ยวเบนของรังสีเอ๊กซ์ การกระตุ้นด้วยกรดฟอสฟอริกที่สัดส่วนสูงทำให้ระนาบ (001) (110) และ (002) เกิดจุดบกพร่อง จากผลการทดลอง พบว่าตัวดูดซับที่ถูกกระตุ้นด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ที่อุณหภูมิ 700 องศาเซสเซียสจะให้ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับ 0.97 มิลลิโมลต่อกรัม เมื่อนำมากระตุ้นด้วยกรดฟอสฟอริกแล้วดัดแปรด้วยเตตระเอทิลีนเพนทามีนพบว่า ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นเป็น 1.14 มิลลิโมลต่อกรัม เมื่อไม่มีความชื้นในกระแสก๊าซขาเข้าและมีค่าเป็น 1.31 มิลลิโมลต่อกรัม เมื่อมีความชื้นในกระแสก๊าซขาเข้า ในส่วนของการศึกษาการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับพบว่า ความสามารถในการดูดซับลดลงประมาณร้อยละ 1.82 ในรอบที่ 10 ของวัฏจักรการดูดซับ ในส่วนของการศึกษาจลหพลศาสตร์พบว่าแบบจำลองปฏิกิริยาอันดับหนึ่งเทียมสามารถอธิบายกลไลการเกิดการดูดซับได้เหมาะสมที่สุด จากสมการของอาร์เรเนียสพบว่าเมื่อดัดแปรด้วยเอมีนทำให้มีค่าพลังงานกระตุ้นลดลงเนื่องจากหมู่เอมีนมีความว่องไวต่อคาร์บอนไดออกไซด์


ผลของเซลลูโลสและลิกนินต่อการผลิตน้ำมันดิบชีวภาพโดยไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันของชีวมวล, อุษณิษา จันทรวงศ์ไพศาล Jan 2018

ผลของเซลลูโลสและลิกนินต่อการผลิตน้ำมันดิบชีวภาพโดยไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันของชีวมวล, อุษณิษา จันทรวงศ์ไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พลังงานจากชีวมวลเป็นพลังงานทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความสนใจเพื่อแก้ปัญหาและข้อจำกัดจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันเป็นกระบวนการแปรรูปชีวมวลเป็นเชื้อเพลิงเหลว วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ การศึกษาผลของเซลลูโลส และลิกนินต่อร้อยละผลได้ และคุณภาพของน้ำมันดิบชีวภาพจากไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันของชีวมวล สารตั้งต้นที่ใช้ในการทดลองมีทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ ชานอ้อย เหง้ามันสำปะหลัง เซลลูโลส และลิกนิน ทำการทดลองในเครื่องปฏิกรณ์แบบแบตช์และเครื่องปฏิกรณ์แบบกึ่งต่อเนื่อง ที่อุณหภูมิ 300 และ 350 องศาเซลเซียส เวลาที่ใช้ในการดำเนินปฏิกิริยา 60 นาที ผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ได้นำไปวิเคราะห์แบบแยกธาตุ และวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยเครื่องแก๊สโครมาโทกราฟ-แมสสเปกโตรมิเตอร์ จากผลการทดลอง พบว่าเหง้ามันสำปะหลังที่มีองค์ประกอบของลิกนินมากกว่าให้ร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพสูงกว่าชานอ้อย การเพิ่มปริมาณลิกนินลงในชีวมวลทั้ง 2 ชนิดด้วยวิธีการผสมแบบกายภาพ จะให้ค่าร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพที่ได้จากการทดลองน้อยกว่าค่าที่ได้จากการทำนาย แต่อย่างไรก็ตาม การเพิ่มปริมาณลิกนินจากร้อยละ 10 เป็น 20 โดยน้ำหนัก จะให้ร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพเพิ่มขึ้น การเพิ่มปริมาณลิกนินลงในเหง้ามันสำปะหลัง ร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก ทำการทดลองที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส จะให้ร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพ คือ ร้อยละ 60.26 โดยน้ำหนัก และให้ค่าความร้อนมากที่สุด คือ 24.39 เมกะจูลต่อกิโลกรัม ซึ่งค่าความร้อนของน้ำมันดิบชีวภาพที่ได้อยู่ในช่วง 10.42-24.39 เมกะจูลต่อกิโลกรัม ส่วนการทดลองในเครื่องปฏิกรณ์แบบกึ่งต่อเนื่อง ที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส อัตราการไหลของตัวทำละลาย 1 มิลลิลิตรต่อนาที ทำการทดลองเป็นเวลา 60 นาที พบว่าการเพิ่มปริมาณเซลลูโลส และลิกนินลงในชานอ้อยและเหง้ามันสำปะหลัง จะได้ค่าร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพที่ได้จากการทดลองสูงกว่าค่าที่ได้จากการทำนาย แสดงถึงการเกิดผลเสริมกันระหว่างชีวมวลและองค์ประกอบทางเคมีในกระบวนการแบบกึ่งต่อเนื่อง จากผลของ GC-MS พบว่าองค์ประกอบของน้ำมันดิบชีวภาพมีสารประกอบประเภทไฮโดรคาร์บอน และสารที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบหลัก


Molecular Dynamic Simulations On Inclusion Complexes Of Alpha-Mangostin With Beta-Cyclodextrin And Derivatives In Phospholipid Bilayer, Wiparat Hotarat Jan 2018

Molecular Dynamic Simulations On Inclusion Complexes Of Alpha-Mangostin With Beta-Cyclodextrin And Derivatives In Phospholipid Bilayer, Wiparat Hotarat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Alpha-mangostin (MGS), a traditional Thai medicine, exhibits pharmacological activities such as anti-oxidant, anticancer, antibacterial, and anti-inflammatory properties. However, the low solubility of MGS is the major problem for the use in pharmaceutical industry. To enhance the solubility of this compound, the encapsulation of MGS by the three types of cyclodextrin including beta-cyclodextrin (BCD) 2,6-dimethyl-b-cyclodextrin (DMBCD) as well as 2-hydroxypropyl-b-cyclodextrin (HPBCD) was investigated. Based on molecular dynamic (MD) simulations, the results show the existence of several association complexes where the interaction of MGS on exterior CDs prior to a formation of inclusion complex. The van der Waals interaction (vdW) is the …


Characterization Of Graphene Grown By Direct Liquid Injection Cvd Method With N2 Carrier Gas, Taworn Intaro Jan 2018

Characterization Of Graphene Grown By Direct Liquid Injection Cvd Method With N2 Carrier Gas, Taworn Intaro

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

We have studied the graphene growth on copper (Cu) foil substrate by direct-liquid-injection chemical vapor deposition (DLI-CVD). Cyclohexane (C6H12) and N2 were used as a liquid carbon precursor and carrier gas, respectively. Structural and electrical properties of graphene were characterized various techniques. Before the growth of graphene, optimization of Cu foil surface was performed as follows by: (i) etching by hydrochloric (HCl) acid to eliminate impurities and copper oxide on the Cu foil surface, then, (ii) electro-polishing process was used to remove the rolling lines and improve the surface roughness, and (iii) thermal annealing treatment was done to increase grain …


Robust Scale-Invariant Normalization And Similarity Measurement For Time Series Data, Ariyawat Chonbodeechalermroong Jan 2017

Robust Scale-Invariant Normalization And Similarity Measurement For Time Series Data, Ariyawat Chonbodeechalermroong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Classification is one of the most prevalent tasks in time series mining. Dynamic Time Warping and Longest Common Subsequence are well-known and widely used algorithms to measure similarity between two time series sequences using non-linear alignment. However, these algorithms work best when the time series pair has similar amplitude scaling. Unfortunately, sensor data and most real-world time series data usually contain noise, missing values, outlier, and variability or scaling in both axes, which is not suitable for the widely used Z-normalization. This research introduces the Local Feature Normalization (LFN) and its Local Scaling Feature (LSF), which can be used to …


Factors Influencing Intention To Purchase Local Community Product On E-Commerce Website: Case Of One Tambon One Product (Otop) In Thailand, Krittika Akasarakul Jan 2017

Factors Influencing Intention To Purchase Local Community Product On E-Commerce Website: Case Of One Tambon One Product (Otop) In Thailand, Krittika Akasarakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In Thailand, ICT and e-Commerce are using for supporting rural community people refer to Thailand policy framework which has the policy to expand the market and create opportunities in business. However, these communities mostly do not have their website to sell their products. They still have to rely on a web portal. Therefore, having the rural community official website and e-Commerce would expect to gain more attention and would be advantages to the community. Thus, in this research, we would like to study factors influencing customer's purchasing intention through internet shopping of One Tambon One Product (OTOP), derived from the …


The Relationship Between Geochemical Parameters And The Communities Of Arsenite-Oxidizing Bacteria In Rayong Groundwater Basin, Phurinat Pipattanajaroenkul Jan 2017

The Relationship Between Geochemical Parameters And The Communities Of Arsenite-Oxidizing Bacteria In Rayong Groundwater Basin, Phurinat Pipattanajaroenkul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

As is one of toxic metalloid commonly found on the earth's surface. In groundwater, arsenite (As3+) and arsenate (As5+) are most predominant As species. Arsenite is more toxic than arsenate. As removal through bioremediation technique can be applied as an alternative method. This study aimed to investigate the community of arsenite-oxidizing bacteria in As-contaminated groundwater and to correlated them to the geochemical parameters. Nineteen groundwater samples were collected from Ban-khai and Muang districts, Rayong province, Thailand. The communities of arsenite-oxidizing bacteria were detected by using PCR-cloning-sequencing techniques, targeting aioA gene. The results showed that the detected arsenite-oxidizing bacteria were associated …


Development Of Microfluidic Analytical Device For Detection Of Sulfur-Containing Compounds Using Raman Spectroscopy, Duangtip Lawanstiend Jan 2017

Development Of Microfluidic Analytical Device For Detection Of Sulfur-Containing Compounds Using Raman Spectroscopy, Duangtip Lawanstiend

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this work, microfluidic systems coupled with Raman detection for analytical applications were developed using both off-chip and on-chip synthesized nanoporous Ag microstructures (np-AgMSs) as SERS substrates. Off-chip synthesized np-AgMSs were used as on-chip SERS substrates for determination of glutathione (GSH) using a reversed reporting technique. The np-AgMSs were drop casted onto the cross channel of a microfluidic device. R6G (a Raman reporter) interacted with the embedded np-AgMSs in the microchannel to form R6G-np-AgMSs which provided high SERS signal. Then, R6G in the R6G-np-AgMSs complex was replaced by GSH, causing the decrease in SERS signal which was related to the …


Preparation Of Rigid Polyurethane Foams Catalyzed By Metal-Alkanolamine Complexes, Nuttapong Jongjitsatitmun Jan 2017

Preparation Of Rigid Polyurethane Foams Catalyzed By Metal-Alkanolamine Complexes, Nuttapong Jongjitsatitmun

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this research, the catalysts for preparation of rigid polyurethane (RPUR) foams were developed in order to reduce odor as compared with commercial catalyst as dimethyl-cyclohexylamime (DMCHA). The investigated catalysts were metal-alkanolamine complexes in ethylene glycol solution, namely Cu(OAc)₂(EA)₂ and Zn(OAc)₂(EA)₂, where OAc = acetate and EA = ethanolamine. These complexes were further used as catalysts in the preparation of rigid polyurethane foams without purification. Characterization of metal-alkanolamine complexes were done using UV-visible spectroscopy, FTIR spectroscopy and mass spectrometry. Physical and mechanical properties of RPUR foams were studied. The reaction times of the foam formation were studied. The data were …


Synthesis Of Copper-Selenium Complex, Sakvarit Nitrathorn Jan 2017

Synthesis Of Copper-Selenium Complex, Sakvarit Nitrathorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research proposed to synthesize metal-organic frameworks (MOFs) from selenium-containing ligands and to study crystal structures of synthesized MOFs. MOFs can be designed in many ways, depended on types of metal center and linkage ligands. Selenium-containing organic molecules were rarely found, but they were a good choice for medical field. In this work, we tried to synthesize selenium-containing ligands from Schiff base reaction and Friedel-Craft acylation. However, the reactions were unsuccessful. In the other hand, we synthesized a coordination compound from commercial ligands, selenite ion from sodium selenite and seleno-L-cystine, which is amino acid. The experiment results showed that dark …


Rule-Based Recommendation Model For Selecting Classifiers In Weka Based On User Specifications, Hussein Ali Azeez Jan 2017

Rule-Based Recommendation Model For Selecting Classifiers In Weka Based On User Specifications, Hussein Ali Azeez

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Machine learning field has many different algorithms; selecting an algorithm for non-expert user and aiming for maximizing empirical performance could be a tough task. This thesis considers the problem of selecting an algorithm based on the user specifications, for instance, training speed, memory, and interpretation. Specifically, considers the classification problem in the range of 20 models (2 meta-methods, 18 based classifiers) arising from 10 different families (Bayesian, Decision trees, Rule-based methods, Nearest neighbor methods, Logistic, multinomial regression, Neural networks, Support vector machines, Boosting, Bagging, and other ensembles), all implemented in WEKA. Different characteristics have been gathered for each model such …


ผลของตัวเร่งปฏิกิริยาของสารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-แอมีนกับเทอเทียรีแอมีนต่อการเตรียมโฟมพอลิยูรีเทนแบบแข็ง, ชาภิชญ์ จันทรสร Jan 2017

ผลของตัวเร่งปฏิกิริยาของสารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-แอมีนกับเทอเทียรีแอมีนต่อการเตรียมโฟมพอลิยูรีเทนแบบแข็ง, ชาภิชญ์ จันทรสร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาเกี่ยวกับผลการเสริมกันของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมระหว่างสารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-แอมีนกับตัวเร่งปฏิกิริยาทางการค้าต่อการเตรียมโฟมพอลิยูรีเทนแบบแข็ง สารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-แอมีนที่สังเคราะห์ขึ้น คือ สารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-เอทิลีนไดแอมีน [Cu(OAc)2(en)2] และ สารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-ไตรเอทิลีนเตตระมีน [Cu(OAc)2(trien)] ในรูปแบบสารละลายในเอทิลีนไกลคอล ตัวเร่งปฏิกิริยาทางการค้าที่ใช้มี 3 ชนิด คือ ไดเมทิลไซโคลเฮกซิลแอมีน (DMCHA) และไตรเอทิลีนไดแอมีน (TEDA) ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาประเภทเทอเทียรีแอมีน และโพแทสเซียมออกโทเอต (KOct) พิสูจน์เอกลักษณ์ของสารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-แอมีนโดยใช้เทคนิคยูวี-วิสิเบิลสเปกโทรสโกปี และเอฟทีไออาร์สเปกโทรสโกปี ศึกษาการเตรียมโฟมพอลิยูรีเทนแบบแข็งด้วยระบบตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม 6 ระบบ คือ Cu(OAc)2(en)2 : DMCHA, Cu(OAc)2(trien) : DMCHA, Cu(OAc)2(en)2 : TEDA, Cu(OAc)2(trien) : TEDA, Cu(OAc)2(en)2 : KOct และ Cu(OAc)2(trien) : KOct โดยศึกษาเวลาที่ใช้ในการเกิดปฏิกิริยา คือ เวลาเกิดครีม, เวลาเกิดเจล, เวลาที่โฟมไม่เกาะติดกับผิววัสดุ และเวลาที่โฟมหยุดฟู พิสูจน์เอกลักษณ์โฟมที่ได้ด้วยเอทีอาร์-เอฟทีไออาร์สเปกโทรสโกปี จากผลการทดลองพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม Cu(OAc)2(en)2 : DMCHA และ Cu(OAc)2(trien) : DMCHA สามารถเร่งปฏิกิริยาได้เร็วกว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดเดียว คือ Cu(OAc)2(en)2 หรือ Cu(OAc)2(trien) หรือ DMCHA โดยดูได้จากเวลาที่โฟมไม่เกาะติดกับผิววัสดุมีค่าลดลง โฟมพอลิยูรีเทนแบบแข็งที่เตรียมได้จาก Cu(OAc)2(en)2 : DMCHA และ Cu(OAc)2(trien) : DMCHA มีสมบัติเชิงกายภาพและสมบัติเชิงกลที่ดีเทียบเท่ากับโฟมที่เตรียมจาก DMCHA


การดูดดึงไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนูด้วยพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ จากกากโลหกรรมเหมืองแร่ทองคำ, เรวดี ศรีนุ้ยคง Jan 2017

การดูดดึงไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนูด้วยพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ จากกากโลหกรรมเหมืองแร่ทองคำ, เรวดี ศรีนุ้ยคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของการใช้ปุ๋ยต่อการดูดดึงไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนูด้วยพืชใบเลี้ยง เดี่ยว ได้แก่ หญ้าแฝก และไผ่ป่า และพืชใบเลี้ยงคู่ ได้แก่ กระถินเทพา และกระถินยักษ์ บริเวณบ่อเก็บกากโลหกรรม จากการทำเหมืองแร่ทองคำ และศึกษาปริมาณการดูดดึงและสะสมไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนู ในส่วนต่างๆ ของพืชทดลอง คือ ส่วนเหนือดิน และส่วนใต้ดิน สำหรับพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และส่วนราก ลำต้น และใบ สำหรับพืชใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งศึกษาปริมาณการสะสมไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนูในกากโลหกรรม แบ่งชุดการทดลองออกเป็นการปลูกพืชในพื้นที่แปลงทดลอง (In-situ) และการปลูกพืชในโรงเรือนทดลอง (Ex-situ) โดยได้ทำการศึกษา 180 วัน และทำการเก็บตัวอย่างทุกๆ 30 วัน ผลการศึกษาปริมาณการสะสมไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนูในกากโลหกรรม พบว่า มีแนวโน้มของการสะสมลดลงเมื่อระยะเวลาของการทดลองเพิ่มขึ้นทั้งในชุดทดลองในพื้นที่แปลงทดลอง และชุดทดลองในโรงเรือนทดลอง ส่วนปริมาณการดูดดึงและสะสมไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนู ในส่วนต่างๆ ของพืชทดลอง ที่ระยะเวลาของการทดลอง 180 วัน พบว่า หญ้าแฝก และกระถินเทพา ชุดทดลองในโรงเรือนทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมี มีความสามารถในการดูดดึงสารหนู แมงกานีส และไซยาไนด์ได้สูงกว่าชุดทดลองในโรงเรือนทดลองที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ และชุดทดลองในพื้นที่แปลงทดลอง โดยพบว่า หญ้าแฝกสามารถดูดดึงและสะสมสารหนูและแมงกานีสไว้ในส่วนใต้ดินสูงที่สุด เท่ากับ 7.07 และ 17.03 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ และสามารถดูดดึงและสะสมไซยาไนด์ได้สูงที่สุดในส่วนเหนือดิน เท่ากับ 6.43 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับกระถินเทพาสามารถดูดดึงและสะสมสารหนูและแมงกานีสไว้ในส่วนใบ เท่ากับ 5.64 และ 40.51 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ และสามารถดูดดึงและสะสมไซยาไนด์ได้สูงที่สุดในส่วนลำต้น เท่ากับ 0.24 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ดังนั้น กระถินเทพาซึ่งเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ และหญ้าแฝกซึ่งเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในการดูดดึงสารพิษ หรือช่วยในการลดปริมาณโลหะหนักดังกล่าวได้ ประกอบกับพืชดังกล่าวเป็นพืชท้องถิ่น (Native Plants) ดังนั้นผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาดินปนเปื้อนไซยาไนด์แมงกานีส และสารหนูในพื้นที่อื่นๆ ได้ และควรเพิ่มประสิทธิภาพการดูดดึงและสะสมโลหะหนักด้วยการใส่ปุ๋ยเคมี


การพัฒนาแบบจำลองปัจจัยการผลิตแบบไฮบริดของปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสีย, พิมรัตน์ มาตยานุมัตย์ Jan 2017

การพัฒนาแบบจำลองปัจจัยการผลิตแบบไฮบริดของปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสีย, พิมรัตน์ มาตยานุมัตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมผ่านกระบวนการผลิตในด้านต่างๆ โดยกิจกรรมต่างๆ ล้วนใช้น้ำเพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นและตอบสนองกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของรัฐบาล จากแผนดังกล่าวส่งผลให้มีปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ยุคที่มีปริมาณน้ำต้นทุนจำกัด หากมีการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางน้ำ งานศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและปริมาณน้ำที่ตอบสนองต่อการพัฒนา รวมถึงปริมาณน้ำเสียของภาคการผลิตต่างๆ และการพิจารณามูลค่าของน้ำ นอกจากนี้ได้มีประเมินการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียจากการพัฒนาประเทศภายใต้ภาพฉาย (scenarios) ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่างกัน 1, 3 และ 5 เปอร์เซ็นต์ โดยผนวกกับแผนนโยบายของรัฐบาลยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการศึกษานี้ได้พัฒนาแบบจำลองปัจจัยการผลิตไฮบริดเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงมิติระหว่างเศรษฐศาสตร์ ปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียเข้าด้วยกัน และใช้ข้อมูลปี พ.ศ. 2553 เป็นปีฐาน ผลจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำและมีปริมาณน้ำเสียมากขึ้น โดยปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียภาคเกษตรมีปริมาณที่สูงกว่าภาคการผลิตอื่นๆ ในขณะที่มูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำภาคบริการมีค่ามากที่สุด และมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อปริมาณน้ำเสียภาคอุตสาหกรรมมีค่ามากที่สุด นอกจากนั้นผลการประเมินสถานการณ์ของประเทศไทยเมื่อมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่างกัน คือ 1, 3 และ 5 เปอร์เซ็นต์ พบว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียมีปริมาณที่สูงกว่าความสามารถในการจัดสรรน้ำและความสามารถในการบำบัดน้ำเสียของประเทศไทย และเมื่อศึกษาความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียจากการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์มวลรวม ในกรณีฐาน 5 เปอร์เซ็นต์ จะพบว่า ด้านการลงทุนเป็นหน่วยที่มีค่าปริมาณความต้องการใช้น้ำผลิตภัณฑ์มวลรวมและปริมาณน้ำเสียต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมน้อย ดังนั้นจากผลที่กล่าวมาจึงจำเป็นที่ต้องมีการแก้ไขและหาวิธีในการลดปริมาณความต้องการใช้น้ำและการเกิดปริมาณน้ำเสียเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพต่อไป


General Pseudo-Polynomials In Fq((1/X)), Rattiya Meesa Jan 2017

General Pseudo-Polynomials In Fq((1/X)), Rattiya Meesa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this thesis, we study the integer-valued functions and pseudo-polynomials over a finite field. We establish explicit shapes of them and prove that the set of all pseudo-polynomials is an integral domain that is not a unique factorization domain. Difference and higher order differences of integer-valued functions and their properties are also presented.


Metallosalen-Based Polymers For Reduction Of Carbon Dioxide, Cherawat Kaewyai Jan 2017

Metallosalen-Based Polymers For Reduction Of Carbon Dioxide, Cherawat Kaewyai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this research, a series of novel asymmetric copper- and nickel-salens bearing thiophene-based substituents were successfully synthesized and characterized by nuclear magnetic resonance spectroscopy and mass spectrometry. Homogeneous electrocatalytic activities of these monomers toward reduction of CO2 were investigated using cyclic voltammetry technique. Electrochemical studies showed these salen monomers are able to serve as catalysts in the electrochemical reduction of CO2 due to the significantly increase of the current observed under CO2-saturated condition, compared with those found under the N2-saturated one. Results also revealed that insertion of the carbon-carbon triple-bond between the thiophene-based substituents and the salen core led to …


ไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์เป็นโอเลฟินส์บนตัวเร่งปฏิกิริยาเหล็กและโคบอลต์บนคาร์บอน, เจนจิรา รัตถิวัลย์ Jan 2017

ไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์เป็นโอเลฟินส์บนตัวเร่งปฏิกิริยาเหล็กและโคบอลต์บนคาร์บอน, เจนจิรา รัตถิวัลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมคาร์บอนทรงกลมในการนำมาใช้เป็นตัวรองรับสำหรับการเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาและศึกษากระบวนการไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์เป็นโอเลฟินส์บนตัวเร่งปฏิกิริยาเหล็กและโคบอลต์บนคาร์บอนทรงกลมที่เตรียมได้ โดยสามารถเตรียมคาร์บอนทรงกลมจากไซโลสด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มอลคาร์บอไนเซชัน โดยตัวเร่งปฏิกิริยาโคบอลต์ที่เตรียมจากตัวรองรับคาร์บอนทรงกลม (10%Co/CS-IMP) มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับตัวเร่งปฏิกิริยาโคบอลต์ที่เตรียมจากตัวรองรับเส้นใยซิลิกาและซิลิกา (10%Co/SF-IMP, 10%Co/SiO2-IMP) จากนั้นทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะเดี่ยว (10%Co/CS-IMP) และตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะคู่ที่มีตัวส่งเสริม (10%(Co-Fe)/K/CS-IMP) พบว่า ตัวส่งเสริมโพแทสเซียมช่วยทำให้ปฏิกิริยาเกิดสารไฮโดรคาร์บอนโอเลฟินส์ ทำการเปรียบเทียบการเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยวิธีเคลือบฝัง (Impregnation, IMP) และวิธีไฮโดรเทอร์มอลคาร์บอไนเซชัน (Hydrothermal carbonization, HC) พบว่าวิธีเคลือบฝังให้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพในการเร่งปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์ และจากการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการทำปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่า ที่ความดันที่ 25 บาร์, อุณหภูมิที่ใช้ทำปฏิกิริยา เท่ากับ 300 องศาเซลเซียส, ค่าอัตราส่วนของน้ำหนักตัวเร่งปฏิกิริยาต่ออัตราเร็วของสารป้อน (W/F) เท่ากับ 10 กรัม(ตัวเร่งปฏิกิริยา)·ชั่วโมง/โมล โดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา 15%(Co-Fe)/K/CS-IMP ให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในการเร่งปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์ โดยให้ค่าร้อยละการเปลี่ยนของคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงที่สุด เท่ากับ ร้อยละ 59.98 มีค่าร้อยละการเลือกเกิดและร้อยละผลผลิตของสารไฮโดรคาร์บอนโอเลฟินส์ เท่ากับ ร้อยละ 11.17 และ 6.50 ตามลำดับ และทำการศึกษาคุณลักษณะของตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยเทคนิคการวิเคราะห์อุณหภูมิของการรีดิวซ์ตัวเร่งปฏิกิริยา, เทคนิคการดูดซับทางกายภาพด้วยแก๊สไนโตรเจน, เทคนิคการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ และการศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาของด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด


Characterization Of Non-Volatile Chemical Constituents In Thai Wineusing Liquid Chromatography-Tandem Mass Spectrometry, Premkamol Karapakdee Jan 2017

Characterization Of Non-Volatile Chemical Constituents In Thai Wineusing Liquid Chromatography-Tandem Mass Spectrometry, Premkamol Karapakdee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this work, high performance liquid chromatography-tandem mass spectrometry (HPLC-MS/MS) was developed and validated for simultaneous determination of targeted non-volatile compounds, such as five organic acids and twenty phenolic compounds, in 19 wine samples including 2 imported red wines, 15 Thai red wines and 2 fruit wines, using the following HPLC-MS/MS conditions: a C18 analytical column and gradient elution of A: B mobile phase at flow rate 0.4 mL/min, where A and B are 0.1% v/v formic acid in water and 0.1% v/v formic acid in methanol. The limit of detection (LOD) and the limit of quantitation (LOQ) for these …


Anti-Angiogenic And Cytotoxic Activities Of Rotenoids From Derris Trifoliata Lour., Yanisa Mittraphab Jan 2017

Anti-Angiogenic And Cytotoxic Activities Of Rotenoids From Derris Trifoliata Lour., Yanisa Mittraphab

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to isolate metabolites of D. trifoliata stem and to evaluate their cytotoxic and anti-angiogenic activities. Chromatographic fractionation of the EtOAc led to the isolation of eight known rotenoids (1-2, 4-6, 11-12 and 15). All compounds were first evaluated for their cytotoxicity against three cancer cell lines; human cervical carcinoma (CaSki), colon cancer (HCT-116), hepato carcinoma (Hep-G2) and normal human colon epithelial (CCD841) cells. All Compounds showed cytotoxicity against HCT-116 with IC50 ranging 0.12-11.21 µM, while they were weak or no activity against Hep-G2 and CaSKi cells. Moreover, it was found that 12a-hydroxyrotenone (11) potently inhibited migration of …


Geoarchaeology Of Ancient Site Settlement At Eastern Thungkula Ronghai, Srisaket And Yasothon Provinces In Northeast Thailand, Patcharaporn Ngernkerd Jan 2017

Geoarchaeology Of Ancient Site Settlement At Eastern Thungkula Ronghai, Srisaket And Yasothon Provinces In Northeast Thailand, Patcharaporn Ngernkerd

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Archaeology in Thailand is generally associated with geological application. In this work, the relationship between ancient site settlement and geomorphology is carried out under geoarchaeological approach. Study area is located on the eastern Thungkula Ronghai (TKR) bordered between Mun and Chi Rivers in Srisaket and Yasothon where many archaeological sites have been found. The research focuses on aerial photograph and satellite imaginary interpretation, application of ground penetrating radar (GPR) on sand splays morphology and GIS software to analyze ancient site location on geomorphology for reconstructing the relationship of human past with their landscapes. Results indicate the interesting landforms of the …


การพัฒนาตัวบ่งชี้ผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21, อัศวิน เสนีชัย Jan 2017

การพัฒนาตัวบ่งชี้ผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21, อัศวิน เสนีชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวบ่งชี้ผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่สร้างและพัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) เพื่อตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดความเป็นผู้บริหารสถานศึกษาในเขตและนอกเขตกรุงเทพมหานคร 4) เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาในการเป็นผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือผู้บริหารสถานศึกษาจากทั่วประเทศจำนวน 783 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย ด้วยโปรแกรม SPSS และ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองด้วยโปรแกรม Lisrel ผลการวิจัยสรุปได้ด้งนี้ 1. โมเดลการวัดผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก 13 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1) องค์ประกอบภาวะผู้นำใหม่ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ มีพลังความคิด พลังขับเคลื่อน การสร้างสรรค์และผลิตภาพ และบทบาทเชิงรุกในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน 2) องค์ประกอบการบริหารเชิงกลยุทธ์ ประกอบด้วย 4 ตัวบ่งชี้ คือ ผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่น การสร้างทางเลือกเชิงกลยุทธ์ การตัดสินใจภายใต้สภาวการณ์ที่ผันผวน และ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 3) องค์ประกอบการบริหารเชิงวิชาการ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ การสร้างครูต้นแบบ การสร้างนวัตกรรมและการวิจัย และการพัฒนาสารสนเทศทางการเรียนรู้ 4) องค์ประกอบคุณธรรมจริยธรรม ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ ความเมตตากรุณา ความยุติธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต 2. โมเดลการวัดผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( ꭓ² =32.99 , df =26 , p= .16 , และ RMSEA = 0.02) 3. โมเดลการวัดผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีความไม่แปรเปลี่ยนของรูปแบบโมเดล ( ꭓ² = 66.49, df = …


การอ่านเลขสายรถประจำทางจากภาพ, พิชชากร วงศ์ต๊ะ Jan 2017

การอ่านเลขสายรถประจำทางจากภาพ, พิชชากร วงศ์ต๊ะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากข้อจำกัดในการเดินทางด้วยตนเองโดยใช้ระบบขนส่งสาธารณะของผู้พิการสายตาเลือนราง ที่มักมองเลขสายรถประจำทางไม่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้ช่วยหรือสอบถามจากคนรอบข้าง จึงสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดงานวิจัยชิ้นนี้ เพื่อช่วยให้ผู้พิการสายตาเลือนรางสามารถเดินทางโดยรถประจำทางได้อย่างอิสระยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้นำเสนอระบบตรวจจับเลขสายรถประจำทางจากภาพ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องที่สามารถเรียนรู้และสกัดคุณลักษณะจากชุดข้อมูลสอนได้ และใช้เทคนิคการประมวลผลภาพประกอบกับใช้ข้อมูลจีพีเอสของป้ายรถประจำทางที่มีข้อมูลบอกว่าป้ายรถประจำทางนั้นมีรถประจำทางสายใดผ่าน วิเคราะห์และประมวลผลจนได้เลขสายรถประจำทางออกมา โดยขั้นตอนของระบบตรวจจับเลขสายรถประจำทางจากภาพ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก คือ ขั้นตอนการตรวจจับบริเวณแผงด้านบนรถประจำทาง ขั้นตอนการตรวจหาบริเวณที่มีข้อความ ขั้นตอนการรู้จำข้อความ และขั้นตอนการประมวลผลหลังเพื่อปรับปรุงความแม่นยำ โดยขั้นตอนการตรวจจับบริเวณแผงด้านบนรถประจำทางจะใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องวิธีการฟาสเตอร์อาร์ซีเอ็นเอ็น ในการเรียนรู้ตัวสกัดคุณลักษณะแผงด้านบนรถประจำทางจากชุดข้อมูลสอน และส่งต่อไปยังขั้นตอนการหาบริเวณที่มีข้อความโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องวิธีการฟาสเตอร์อาร์ซีเอ็นเอ็น จากนั้นนำเข้าสู่กระบวนการรู้จำข้อความกูเกิลคลาวด์วิชัน และตัวรู้จำข้อความวิธีหน่วยความจำระยะสั้นระยะยาว สุดท้ายนำผลลัพธ์ที่ได้เข้าสู่ขั้นตอนการประมวลผลหลังเพื่อปรับปรุงความแม่นยำ โดยทำการตัดตัวอักษรที่ไม่เกี่ยวข้อง และใช้ข้อมูลจีพีเอสป้ายรถประจำทาง ในการช่วยแก้ไขคำตอบที่ผิดจากวิธีรู้จำข้อความให้ถูกต้องมากขึ้น จากผลการทดลองในการอ่านสายรถประจำทางพบว่าสามารถอ่านเลขรถประจำทางได้ถูกต้อง 62 เปอร์เซ็นต์ โดยประเมินความถูกต้องจากจำนวนค่าความจริงของแผงรถประจำทาง และจำนวนเลขสายรถประจำทางที่อ่านได้ถูกต้องจากขั้นตอนวิธีที่นำเสนอ


แบบจำลองการสูญหายของการแพร่กระจายในมุมอับสายตาสำหรับมาตรฐานไอทริปเปิ้ลอี 802.11 พี, สัญชัย จักรธีรังกูร Jan 2017

แบบจำลองการสูญหายของการแพร่กระจายในมุมอับสายตาสำหรับมาตรฐานไอทริปเปิ้ลอี 802.11 พี, สัญชัย จักรธีรังกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เครือข่ายแอดฮอกสำหรับยานพาหนะถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มคุณภาพการคมนาคมทางถนน ไอทริปเปิ้ลอี 802.11 พีเป็นมาตรฐานสำหรับการสื่อสารระหว่างยานพาหนะ ซึ่งจะทำให้เกิดแอพพลิเคชันของยานพาหนะที่เชื่อมต่อกัน หนึ่งในแอพพลิเคชันคือแอพพลิเคชันเพื่อความปลอดภัย ที่จะสามารถลดจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อการสื่อสารเกิดขึ้นที่บริเวณมุมอับสายตา ประสิทธิภาพของการสื่อสารอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะนำมาซึ่งการลดลงของประสิทธิภาพของแอพพลิเคชัน หลังจากการสร้างแอพพลิเคชัน และโปรโตคอลแล้ว ประสิทธิภาพจะต้องถูกประเมินด้วย โปรแกรมจำลองเครือข่ายเป็นหนึ่งในวิธีสำหรับการประเมินประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแบบจำลองการสูญหายของการแพร่กระจายที่สามารถแสดงคุณลักษณะของการสื่อสารที่บริเวณมุมอับสายตาได้ใกล้เคียงกับการทดลองจริง ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงเสนอแบบจำลองการสูญหายของการแพร่กระจายในมุมอับสายตาสำหรับมาตรฐานไอทริปเปิ้ลอี 802.11 พี ระยะทางที่สั้นที่สุดถูกใช้เป็นตัวประกอบหลักในแบบจำลอง นอกจากนั้น ยังมีตัวประกอบที่ใช้สำหรับปรับปริมาณการกีดขวางในแบบจำลองได้อีกด้วย การทดลองจริงจำนวนมากได้ทำขึ้นเพื่อประเมินแบบจำลอง ผลการทดลองแสดงว่าแบบจำลองที่เสนอสามารถแสดงคุณลักษณะของการสื่อสารในการทดลองจริงได้อย่างใกล้เคียง แบบจำลองสำหรับมุมอับสายตาสามารถนำไปใช้จำลองในโปรแกรมจำลองเครือข่ายได้อย่างสมจริง


การวิเคราะห์ผลกระทบอินสแตนซ์ฐานข้อมูลจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนำเข้าของความต้องการเชิงฟังก์ชัน, กฤษฎา แก่นเฉลียว Jan 2017

การวิเคราะห์ผลกระทบอินสแตนซ์ฐานข้อมูลจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนำเข้าของความต้องการเชิงฟังก์ชัน, กฤษฎา แก่นเฉลียว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความต้องการเชิงฟังก์ชันถูกนำมากำหนดฟังก์ชันการทำงานของซอฟต์แวร์ ซึ่งความต้องการดังกล่าวสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทุกช่วงของการพัฒนาซอฟต์แวร์ บางฟังก์ชันสัมพันธ์ฐานข้อมูล หากข้อมูลนำเข้าของฟังก์ชันเกิดการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบไปยังสคีมาฐานข้อมูล เมื่อสคีมาฐานข้อมูลได้รับผลกระทบอาจจะเกิดผลกระทบกับอินสแตนซ์ฐานข้อมูลด้วย ในการทดสอบฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล กรณีทดสอบจะถูกสร้างขึ้นโดยมีรายการข้อมูลนำเข้าเป็นไปตามฟังก์ชัน และมีค่าข้อมูลทดสอบที่มาจากอินสแตนซ์ฐานข้อมูล และตารางการตามรอยจะถูกนำมาใช้เพื่อบอกความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการเชิงฟังก์ชันกับกรณีทดสอบ ดังนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนำเข้าข้องความต้องการเชิงฟังก์ชัน จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ผลกระทบต่อสคีมาฐานข้อมูล อินสแตนซ์ฐานข้อมูล ความต้องการเชิงฟังก์ชัน กรณีทดสอบ และตารางการตามรอยความต้องการ วิทยานิพนธ์จึงเสนอวิธีการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสคีมาฐานข้อมูล อินสแตนซ์ฐานข้อมูล ความต้องการเชิงฟังก์ชัน กรณีทดสอบ และตารางการตามรอยความต้องการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนำเข้าของความต้องการเชิงฟังก์ชัน 3 ประเภทคือ เพิ่ม ลบ แก้ไข โดยผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการวิเคราะห์ผลกระทบตามที่นำเสนอ โดยเครื่องมือมีความสามารถนำเข้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถร้องขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลนำเข้าของความต้องการเชิงฟังก์ชัน ซึ่งเครื่องมือสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและสามารถปรับปรุงสิ่งที่กระทบได้อย่างอัตโนมัติ สุดท้ายเครื่องมือถูกนำไปทดสอบความถูกต้องกับกรณีศึกษาที่แบ่งการทดสอบออกเป็น 4 กรณี ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องมือสามารถวิเคราะห์ผลกระทบและปรับปรุงสิ่งที่ได้รับผลกระทบได้อย่างถูกต้อง


การแปลงไทมด์เพทริเน็ตให้เป็นอีเวนท์บีโดยอัตโนมัติสำหรับการทวนสอบเชิงรูปนัย, ชลิกา ศักดิ์สุภาวัฒนกุล Jan 2017

การแปลงไทมด์เพทริเน็ตให้เป็นอีเวนท์บีโดยอัตโนมัติสำหรับการทวนสอบเชิงรูปนัย, ชลิกา ศักดิ์สุภาวัฒนกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โดยทั่วไปการออกแบบซอฟต์แวร์เป็นขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ ความถูกต้องของพฤติกรรมของระบบซอฟต์แวร์แบบเรียลไทม์มีความสัมพันธ์กับเวลาของการทำงานของระบบ หากพบข้อผิดพลาดหลังจากการพัฒนาซอฟต์แวร์จะทำให้มีผลกระทบที่ต้องสูญเสียอย่างมาก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำการทวนสอบแบบจำลองของการออกแบบ เพื่อหาจุดผิดพลาดก่อนที่จะลงเมื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ วิทยานิพนธ์นี้จึงนำเสนอทางเลือกในการทวนสอบเชิงรูปนัยโดยใช้ไทมด์เพทริเน็ตในการสร้างแบบจำลองเชิงรูปนัย ซึ่งในปฏิบัติแล้วไทมด์เพทริเน็ตเป็นวิธีการเชิงรูปนัยที่ใช้สัญลักษณ์กราฟิกสำหรับจำลองโครงสร้างของระบบ ซึ่งทำให้สามารถเข้าใจพฤติกรรมของระบบได้ง่าย แต่ไทมด์เพทริเน็ตยังขาดการแสดงส่วนของข้อมูลที่ใช้ภายในระบบและยังไม่ได้มีการปรับแต่งใดๆ หากระบบมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมาก อาจจะเกิดปัญหาการระบบของสถานะได้ State explosion อีกทางเลือกของวิธีการเชิงรูปนัยพบว่าอีเวนท์บี เป็นวิธีการเชิงรูปนัยที่นิยมสำหรับการทวนสอบการทำงานของระบบโดยสนใจข้อมูลภายในระบบอีกทั้งสนับสนุนการปรับแต่งของระบบซอฟต์แวร์แบบเรียลไทม์ โดยใช้วิธีการพิสูจน์ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดปัญหาการระเบิดของสถานะในระหว่างการทวนสอบ อย่างไรก็ตามการเขียนอีเวนท์บีไม่ง่ายนักเนื่องจากต้องมีทักษะทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับการเขียนอีเวนท์บีเพื่อทวนสอบระบบ งานวิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอเครื่องมือการแปลงไทมด์เพทริเน็ตให้เป็นอีเวนท์บีโดยอัตโนมัติสำหรับการทวนสอบเชิงรูปนัย โดยสนใจแบบจำลองไทมด์เพทริเน็ตที่มีค่าน้ำหนักโทเค็นที่มีค่าเท่ากับ 1 เท่านั้น และกฎการแปลงส่วนประกอบไทมด์เพทริเน็ตให้เป็นอีเวนท์บีทั้งหมด 7 ข้อ ข้อมูลนำเข้าเครื่องมือการแปลงจะเป็นแบบจำลองไทมด์เพทริเน็ตที่อยู่ในรูปแบบแฟ้มเอกสารเอกซ์เอ็มแอล และเครื่องมือจะดำเนินการแปลงโดยใช้กฎการแปลงที่ได้นิยามขึ้นมา เพื่อแปลงแบบจำลองไทมด์เพทริเน็ตให้เป็นอีเวนท์บีได้โดยอัตโนมัติ เมื่อได้ผลลัพธ์การแปลงอีเวนท์บีเรียบร้อยแล้ว จะดำเนินการทวนสอบด้วยเครื่องมือโรดิน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของวิธีการแปลงโดยใช้เครื่องมือการแปลงและทวนสอบการทำงานของระบบ


การปรับปรุงแบบจำลองเสียงเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมชาติของเสียงสังเคราะห์ภาษาไทย, ศุภเดช ฉันจรัสวิชัย Jan 2017

การปรับปรุงแบบจำลองเสียงเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมชาติของเสียงสังเคราะห์ภาษาไทย, ศุภเดช ฉันจรัสวิชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เสียงสังเคราะห์เป็นเทคโนโลยีทางเลือกสำหรับการรับรู้ข้อมูลประเภทข้อความ ความชัดเจน และความเป็นธรรมชาติของเสียงสังเคราะห์ส่งผลโดยตรงกับความเข้าใจของผู้ฟังที่มีต่อข้อมูลในสัญญาณเสียง ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาด้านความเป็นธรรมชาติ และความชัดเจนของเสียงสังเคราะห์ที่สร้างมาจากค่าพารามิเตอร์ของตัวเข้ารหัสเสียง STRAIGHT ซึ่งค่าพารามิเตอร์เหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาจากแบบจำลองฮิดเดนมาร์คอฟ และแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมแบบลึก โดยการนำเสนอแนวคิด 3 แนวคิด ได้แก่ 1) แนวคิดการแยกกันของแบบจำลองคุณลักษณะความถี่มูลฐาน และค่าคุณลักษณะสเปกตรัม โดยทั้งสองแบบจำลองถูกฝึกฝนแยกกันเพื่อสร้างเป็นแบบจำลองฮิดเดนมาร์คอฟสำหรับสร้างค่าพารามิเตอร์ของตัวเข้ารหัสเสียง STRAIGHT ที่สอดคล้องกับแบบจำลองดังกล่าว ในวิทยานิพนธ์นี้ได้นำเสนอขั้นตอนวิธีในการปรับแนวเวลาของค่าพารามิเตอร์ที่สร้างขึ้นมาจากการใช้สองแบบจำลอง 2) เสนอการปรับเปลี่ยนค่าคุณลักษณะส่วนรับเข้าของโครงข่ายประสาทเทียมแบบลึกที่ถูกใช้ในการสร้างค่าพารามิเตอร์ของตัวเข้ารหัสเสียง STRAIGHT จากเดิมที่ใช้ค่าคุณลักษณะทางบริบท เป็นแบบจำลองฮิดเดนมาร์คอฟที่เป็นผลลัพธ์จากต้นไม้ตัดสินใจที่ใช้ในการจัดกลุ่มบริบท 3) นำเสนอวิธีการนอร์มัลไลเซชันค่าคุณลักษณะส่วนส่งออกของแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมแบบลึก ที่ใช้ค่ากลาง และค่าความแปรปรวนจากแบบจำลองฮิดเดนมาร์คอฟที่เป็นผลลัพธ์จากต้นไม้ตัดสินใจ ในการทดสอบได้ทำการทดสอบ 2 รูปแบบ คือ 1) การทดสอบปรนัยที่ใช้ตัวชี้วัดค่าความเพี้ยนของเซปตรัลในระดับเมลของค่าสัมประสิทธิ์เมลเคปสตรัม (MGC_MCD) ค่าความเพี้ยนของเซปตรัลในระดับเมลของค่าแถบคลื่นความถี่ของความไม่เป็นคาบ (BAP_MCD) ความไม่สอดคล้องกันของสถานะความก้องของเสียง (LF0_UVU) และความผิดพลาดกำลังสองเฉลี่ยของค่าความถี่มูลฐาน (LF0_RMSE) 2) การทดสอบอัตนัยที่ใช้ผู้ทดสอบ 9 คน โดยวัดในด้านของความชัดเจน และความเป็นธรรมชาติของเสียงสังเคราะห์ ผลการทดสอบปรนัยการใช้แนวคิดที่ 2 และ 3 กับแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมแบบลึก สามารถสังเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ของตัวเข้ารหัสเสียง STRAIGHT ได้ใกล้เคียงกับเสียงต้นฉบับมากกว่าการใช้แนวคิดที่ 1 กับแบบจำลองฮิดเดนมาร์คอฟ และแบบจำลองดั้งเดิมทั้งในส่วนของแบบจำลองฮิดเดนมาร์คอฟ และแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมแบบลึก สำหรับในการทดสอบอัตนัยพบว่าการใช้แนวคิดที่ 1 กับแบบจำลองฮิดเดนมาร์คอฟสามารถสังเคราะห์ค่าคุณลักษณะที่มีความเป็นธรรมชาติ และชัดเจนมากกว่าการใช้แนวคิดอื่น และแบบจำลองดั้งเดิมทั้งสองแบบจำลอง


การเปรียบเทียบตัวแบบอนุกรมเวลาแบบผสมสำหรับการพยากรณ์ข้อมูลอนุกรมเวลาที่มีปัจจัยเชิงฤดูกาล, อนุธิดา อนันต์ทรัพย์สุข Jan 2017

การเปรียบเทียบตัวแบบอนุกรมเวลาแบบผสมสำหรับการพยากรณ์ข้อมูลอนุกรมเวลาที่มีปัจจัยเชิงฤดูกาล, อนุธิดา อนันต์ทรัพย์สุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบความแม่นยำของค่าพยากรณ์ที่ได้จาก 3 ตัวแบบ คือ ตัวแบบ ARIMA ที่มีฤดูกาล(SARIMA), ตัวแบบผสมระหว่างตัวแบบ ARIMA ที่มีฤดูกาลกับตัวแบบโครงข่ายประสาทเทียม(SARIMA-ANN) และตัวแบบผสมระหว่างตัวแบบ ARIMA ที่มีฤดูกาลกับตัวแบบซัพพอร์ทเวกเตอร์แมชชีน(SARIMA-SVM) โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบทั้งในส่วนของข้อมูลจริงและข้อมูลจำลอง ในส่วนของข้อมูลจริงนั้นได้มีการนำราคาขายปลีกมะนาวเบอร์ 1-2 (หน่วยเป็นบาท/ผล) จากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นราคาผลผลิตทางการเกษตรซึ่งอยู่ในรูปแบบอนุกรมเวลาที่มีปัจจัยเชิงฤดูกาลมาทำการเปรียบเทียบ โดยใช้เกณฑ์รากของค่าคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย(Root Mean Square Error : RMSE) เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบตัวแบบ ผลการศึกษาพบว่าตัวแบบผสมระหว่างตัวแบบ SARIMA กับตัวแบบโครงข่ายประสาทเทียม(SARIMA-ANN) และตัวแบบผสมระหว่างตัวแบบ SARIMA กับตัวแบบซัพพอร์ทเวกเตอร์แมชชีน(SARIMA-SVM) ให้ผลการพยากรณ์ที่แม่นยำกว่าตัวแบบ SARIMA ทั้งในชุดข้อมูลจริง และชุดข้อมูลจำลอง และสำหรับการพยากรณ์ด้วยชุดข้อมูลจริงราคาขายปลีกมะนาวที่มีลักษณะอนุกรมเวลาที่มีปัจจัยเชิงฤดูกาลสอดคล้องกับตัวแบบ ARIMA(1,1,2)x(0,1,1)12 ตัวแบบผสมระหว่าง ARIMA(1,1,2)x(0,1,1)12 กับตัวแบบโครงข่ายประสาทเทียมให้ค่าพยากรณ์ที่แม่นยำที่สุด รองลงมาคือตัวแบบผสมระหว่าง ARIMA(1,1,2)x(0,1,1)12 กับตัวแบบซัพพอร์ทเวกเตอร์แมชชีน และตัวแบบ ARIMA(1,1,2)x(0,1,1)12 มีความแม่นยำในการพยากรณ์ต่ำที่สุด ซึ่งให้ผลสอดคล้องกับผลการพยากรณ์ด้วยชุดข้อมูลจำลอง


New Location Recommendation Technique On Network, Sutarat Choenaksorn Jan 2017

New Location Recommendation Technique On Network, Sutarat Choenaksorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Nowadays, recommender systems play a crucial role in our daily life as can be seen from numerous websites that utilize the systems to recommend interesting items for their visitors, such as lonelyplanet.com, netfliex.com etc. From operational viewpoint, the recommender system is embedded in several domains by which it is categorized based on their usage. For example, lonelyplanet.com is categorized as a Location-Domain while netflex.com is in a Movie-Domain. In fact, the interesting attractions from traveling websites or movie selections from movie online sites are part of the recommendation outcome. To analyze the user's preferences, many methods have been widely used …