Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Physical Sciences and Mathematics Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 421 - 450 of 3121

Full-Text Articles in Physical Sciences and Mathematics

การประยุกต์ใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการออกแบบถังผสมของเหลวอุตสาหกรรม, ปฏิพล คล่องยุทธ์ Jan 2024

การประยุกต์ใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการออกแบบถังผสมของเหลวอุตสาหกรรม, ปฏิพล คล่องยุทธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การผสมของเหลวในถังกวนอุตสาหกรรมเป็นกระบวนการสำคัญของหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมี อาหาร และกระบวนการทางชีวภาพ ที่มีความต้องการความเป็นเนื้อเดียวกันของสารผสมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความท้าทายในเรื่องของเวลาการผสมที่นาน ถึงแม้จะเพิ่มความปั่นป่วน (turbulent) ก็อาจทำให้เกิดบริเวณโซนตาย (dead zone) หรือบริเวณที่สารไม่เกิดการเป็นเนื้อเดียวกัน เนื่องจากกระแสวน สาเหตุมาจากการขาดการออกแบบที่ไม่เหมาะสม งานวิจัยนี้ศึกษาการประเมินวิธีการออกแบบถังผสมโดยอาศัย การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (Computational Fluid Dynamics: CFD) ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ด้วยการผสมแบบไม่ต่อเนื่อง (batch) ของของเหลวกับของเหลวโดยได้ใช้แบบจำลอง Large Eddy Simulation (LES) ในการจำลองพฤติกรรมการไหลภายในถังผสมที่ติดตั้ง ใบกวนใช้ใบกวน VISCOPROP ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และตรวจสอบผลกระทบของพารามิเตอร์ได้แก่ ความเร็วรอบของใบกวน จำนวนแผ่นกั้น จำนวนใบและชั้นของใบกวน ระยะห่างระหว่างใบกวนกับก้นถัง เส้นผ่านศูนย์กลางถังและใบกวน ระดับของเหลว และคุณสมบัติของของเหลว ต่อเวลาในการผสมให้ได้ความเป็นเนื้อเดียวกันที่ระดับ 95% การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) พบว่า ความเร็วรอบของใบกวนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.0026) ปัจจัยรองลงมาคือจำนวนชั้นของใบกวน (p = 0.0223) ในขณะที่ปัจจัยอื่นมีที่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ในขั้นต่อมา ผลการจำลอง CFD ถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลฝึกสำหรับแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) เพื่อทำนายเวลาในการผสม โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึม Levenberg-Marquardt และ Scaled Conjugate Gradient ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า ANN สามารถทำนายค่าการผสมได้อย่างแม่นยำ และมีศักยภาพในการใช้เป็นเครื่องมือช่วยออกแบบถังผสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้ CFD ร่วมกับ AI เพื่อออกแบบและพัฒนาถังผสมในระดับอุตสาหกรรมอย่างแม่นยำและประหยัดทรัพยากรการทดลองในระยะยาว


พอลิอะคริลาไมด์/เจลาตินอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งคอมพอสิตสำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, กัญญนันทน์ บุญส่งประเสริฐ Jan 2024

พอลิอะคริลาไมด์/เจลาตินอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งคอมพอสิตสำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, กัญญนันทน์ บุญส่งประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนนับเป็นเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากมีความหนาแน่นพลังงานสูงและประสิทธิภาพในการชาร์จ-คายประจุที่ดี อย่างไรก็ตาม ยังประสบข้อจำกัดหลายประการ อาทิ ความไม่ปลอดภัยจากการใช้สารอิเล็กโทรไลต์อินทรีย์ ต้นทุนการผลิตที่สูง และข้อจำกัดด้านทรัพยากรลิเธียมในธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ทางเลือกที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น หนึ่งในระบบที่ได้รับความสนใจคือแบตเตอรี่สังกะสีชนิดชาร์จซ้ำได้ซึ่งมีจุดเด่นด้านความปลอดภัยที่สูง ต้นทุนต่ำ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงทรัพยากรสังกะสีที่สะดวก อย่างไรก็ดี แอโนดสังกะสีในระบบอิเล็กโทรไลต์น้ำยังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายประการ เช่น การเกิดเดนไดรต์ การปลดปล่อยแก๊สไฮโดรเจน การก่อตัวของชั้นซิงก์ออกไซด์ที่ไม่ทำปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี และการกัดกร่อนของแอโนด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ลดทอนเสถียรภาพและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่โดยรวม ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็ง บนพื้นฐานของพอลิอะคริลาไมด์ ร่วมกับเจลาตินในอัตราส่วนร้อยละ 3, 5 และ 7 โดยน้ำหนักของอะคริลาไมด์ เพื่อยกระดับความเสถียรทางเคมีไฟฟ้าและสมรรถนะของขั้วแอโนดสังกะสี ผลการทดลองพบว่าเซลล์สังกะสีแบบสมมาตรที่ใช้อิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งฐานพอลิอะคริลาไมด์ที่เติมเจลาตินร้อยละ 5 แสดงค่าความต่างศักย์เกิน ระหว่างกระบวนการพอกพูนและละลายของสังกะสีได้อย่างมีเสถียรภาพสูงสุด พื้นผิวของขั้วแอโนดภายหลังการทดสอบยังคงความเรียบเนียน ไม่พบการเกิดเดนไดรต์ และแสดงร่องรอยการกัดกร่อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังให้ศักย์ไฟฟ้าสำหรับการเกิดปฏิกิริยาปลดปล่อยแก๊สไฮโดรเจนสูงที่สุด (-0.158 มิลลิโวลต์) และค่ากระแสต่ำที่สุดจากปฏิกิริยาดังกล่าว (-15 มิลลิแอมแปร์) สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการยับยั้งปฏิกิริยาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังแสดงค่าการนำไฟฟ้าไอออนสูงถึง 0.966 มิลลิซีเมนส์ต่อเซนติเมตร สำหรับระบบแบตเตอรี่สังกะสี-แมงกานีสไดออกไซด์ พบว่าอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งฐานพอลิอะคริลาไมด์ที่มีเจลาตินร้อยละ 5 ให้ค่ากระแสพีคจากการวัดไซคลิกโวลแทมเมทรีสูงที่สุด และมีพื้นที่ใต้กราฟมากที่สุด บ่งชี้ถึงกระบวนการสอดแทรกและละลายของไอออนสังกะสีที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถให้ค่าความจุจำเพาะสูงสุดที่ 242 มิลลิแอมแปร์ชั่วโมงต่อกรัม ที่กระแส 0.025 แอมแปร์ต่อกรัม และแสดงเสถียรภาพต่อการชาร์จ-คายประจุในระยะยาวได้อย่างน่าพึงพอใจ


การพัฒนาระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์, กลยุทธ หาญโสต Jan 2024

การพัฒนาระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์, กลยุทธ หาญโสต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์โดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อลดการพึ่งพาทักษะและประสบการณ์ของช่างพิมพ์ประสบการณ์สูง ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องความสม่ำเสมอและความคลาดเคลื่อนจากมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่สามารถใช้แถบควบคุมคุณภาพ (color bar) บนแผ่นพิมพ์ได้เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่พิมพ์ ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยอุปกรณ์ถ่ายภาพ ระบบไฟ แผ่นชาร์ตสีมาตรฐาน และอัลกอริธึมวิเคราะห์ภาพ โดย AI จะทำการเปรียบเทียบภาพจากแผ่นพิมพ์กับแผ่นต้นฉบับ (proof) ด้วยเทคนิค การวิเคราะห์ส่วนประกอบหลัก (Principal Component Analysis) ซึ่งสามารถลดมิติของข้อมูล และแยกแยะลักษณะเด่นของภาพเพื่อระบุความผิดปกติหรือข้อบกพร่องในการพิมพ์ จากการทดลอง ระบบสามารถตรวจจับความผิดปกติต่าง ๆ เช่น หมึกเลอะ จุดหมึก ความคลาดเคลื่อนของสี ลวดลายที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ รอยทับกระดาษ หรือแม้แต่ตัวหนังสือที่พิมพ์บางหรือพร่ามัวได้อย่างรวดเร็ว โดยผลลัพธ์สามารถแสดงออกเป็นรูปภาพและตัวเลข ทำให้ผู้ใช้งานสามารถประเมินคุณภาพแผ่นพิมพ์ได้อย่างเป็นระบบ ระบบนี้มีศักยภาพในการเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมคุณภาพ ลดต้นทุนจากการพิมพ์เสีย และยกระดับความน่าเชื่อถือในอุตสาหกรรมการพิมพ์ ทั้งยังสามารถขยายผลไปสู่ระบบอัตโนมัติในอนาคตได้อีกด้วย


Thermoplastic Polyurethane Filled With Carbon From Bacterial Cellulose For Electric Heating Pad, Anawil Naksomsong Jan 2024

Thermoplastic Polyurethane Filled With Carbon From Bacterial Cellulose For Electric Heating Pad, Anawil Naksomsong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Bacterial cellulose-based carbon/TPU (BC-C/TPU) electric heating pads were prepared and properties evaluated. Firstly, humic acid dyed BC was carbonized at 900 °C for 2 h to obtain BC-C which subsequently was underwent size reduction and H2SO4 treatment process to obtain fine sulphonated carbon particles (BC-C-SO₃⁻) with good dispersibility in hydrophilic medium. To improve its compatibility with hydrophobic TPU, complexation with cationic surfactant (CTAB) was carried out to obtain BC-C-SO₃⁻+CTAB complex. Then, a flexible BC-C-SO₃⁻+CTAB/TPU heating pad containing up to 14, 25 and 33 wt% BC-C-SO₃⁻+CTAB/TPU was preparable using solvent casting technique. The electrothermal performance was evaluated by applying voltages of …


การคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาจากตัวทำละลายมอนอเอทาโนลามีนในหอไล่แก๊สแบบฟลูอิไดซ์, สาทิดา ดวงศรี Jan 2024

การคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาจากตัวทำละลายมอนอเอทาโนลามีนในหอไล่แก๊สแบบฟลูอิไดซ์, สาทิดา ดวงศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์จากตัวทำละลาย มอนอเอทาโนลามีน (MEA) เชิงเร่งปฏิกิริยา โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างระบบหอไล่แก๊สแบบเบดนิ่งและแบบฟลูอิไดซ์ รวมถึงวิเคราะห์ผลของพารามิเตอร์การดำเนินการที่สำคัญในระบบฟลูอิไดซ์ ได้แก่ ฟลักซ์ป้อนเข้าของตัวทำละลาย MEA อัตราส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของ ตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อเส้นผ่านศูนย์กลางหอไล่แก๊ส และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของ ตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อความสูงหอไล่แก๊ส โดยอาศัยการออกแบบการทดลองแบบสองระดับและการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม Design Expert เพื่อค้นหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ผลการทดลองพบว่าพารามิเตอร์ดำเนินการที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดคือ ฟลักซ์ป้อนเข้าของ ตัวละลาย MEA ที่ 0.013 m3/m2·s อัตราส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง HZSM-5 ต่อ หอไล่แก๊สเท่ากับ 0.069 และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของตัวเร่งต่อความสูงหอไล่แก๊สเท่ากับ 0.500 ภายใต้สภาวะดังกล่าวให้ค่าประสิทธิภาพการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 12.24 % อัตราการคายกลับในช่วงแรกของกระบวนการเท่ากับ 0.208 mmol CO2/L·s และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปลดปล่อยในระยะเวลา 1 ชั่วโมงเท่ากับ 1.095 mol CO2 ซึ่งสูงกว่ากระบวนการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาแบบเบดนิ่งอย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ การวิเคราะห์แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ อัตราส่วนของ เส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง HZSM-5 ต่อหอไล่แก๊ส รองลงมาฟลักซ์ป้อนเข้าของตัวทำละลาย MEA และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อความสูงหอไล่แก๊ส ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบฟลูอิไดซ์ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ในการเพิ่มประสิทธิภาพการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและหมุนเวียนคาร์บอนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Structural Modification Of 4'-Aminochalcones As Α-Glucosidase Inhibitors, Emmanuel Sunday Idoko Jan 2024

Structural Modification Of 4'-Aminochalcones As Α-Glucosidase Inhibitors, Emmanuel Sunday Idoko

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Diabetes mellitus, one of the most predominant health problems worldwide, characterized by hyperglycemia, has attracted the attention of medicinal chemists. Although several therapeutic drugs have been developed and used clinically, diabetes continues to pose a growing threat to public health. One of the promising approaches for treating type 2 diabetes involves reducing the rate of carbohydrate hydrolysis by inhibiting the action of α-glucosidase. Over the years, chalcone analogues have been reported for their vast biological properties and as a promising antidiabetic agent. In this research, two series of 4'-aminochalcone derivatives were designed and synthesized as α-glucosidase inhibitors. Twenty-five alkylated 4'-aminochalcone …


ซิลิกาเจลดัดแปรด้วยเอมีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในระบบฟลูอิไดซ์เบด, เพ็ชรพิชชา บุญมาตุ่น Jan 2024

ซิลิกาเจลดัดแปรด้วยเอมีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในระบบฟลูอิไดซ์เบด, เพ็ชรพิชชา บุญมาตุ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบัน คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยในปี ค.ศ. 2023 พบว่าระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้นถึง 420 ppm ซึ่งนับว่าเป็นสถิติใหม่ที่สูงที่สุด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และความรุนแรงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันคือ การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศโดยตรง หรือ Direct Air Capture (DAC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศในสภาวะที่พบในธรรมชาติ กระบวนการสำคัญในเทคโนโลยีดังกล่าวคือ “กระบวนการดูดซับ” ซึ่งใช้ตัวดูดซับในสถานะของแข็ง โดยได้รับความนิยมเนื่องจากสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณสูง ใช้พลังงานต่ำในการฟื้นฟูสภาพ และมีต้นทุนไม่สูง งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตัวดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผ่านการปรับปรุงด้วยเอมีน โดยตัวดูดซับที่ใช้ในการศึกษา คือ ซิลิกาเจล ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ได้แก่ พื้นที่ผิวจำเพาะสูง หาง่ายในท้องตลาด และมีต้นทุนต่ำ ลักษณะของตัวดูดซับที่มีพื้นที่ผิวมากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ และเมื่อซิลิกาเจลผ่านการปรับปรุงด้วย มอนอเอทาโนลามีน จะทำให้ความสามารถในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจาก 0.26 เป็น 24.52 มิลลิกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกรัมตัวดูดซับ ซึ่งสูงกว่าตัวดูดซับที่ไม่ได้ผ่านการปรับปรุงถึง 94 เท่า นอกจากนี้ยังสูงกว่าตัวดูดซับที่ผ่านการปรับปรุงด้วยไดเอทาโนลามีน อย่างไรก็ตาม ตัวดูดซับควรคงประสิทธิภาพในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้แม้ผ่านกระบวนการฟื้นฟูหลายรอบ เพื่อลดต้นทุนในการสังเคราะห์ซ้ำ และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน นอกจากนี้ เพื่อให้การฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยังจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมในการฟื้นฟู รวมถึงภาวะที่เหมาะสมในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำงานของตัวดูดซับ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง


การประเมินประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับซีโอไลต์ 13x สำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ, ภคอร อมรสิน Jan 2024

การประเมินประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับซีโอไลต์ 13x สำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ, ภคอร อมรสิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก โดยในปี พ.ศ. 2562 มีการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 58 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง (Direct Air Capture: DAC) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องจัดการกับก๊าซที่มีความเข้มข้นต่ำมาก งานวิจัยนี้ศึกษาการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับซีโอไลต์ 13X ในระบบเบดนิ่ง โดยเปรียบเทียบวิธีฟื้นฟูสภาพ 3 วิธี ได้แก่ การให้ความร้อนด้วยรังสีไมโครเวฟ การให้ความร้อนแบบดั้งเดิม และการใช้ความดันสุญญากาศ ผลการทดลองพบว่า การฟื้นฟูสภาพด้วยรังสีไมโครเวฟที่กำลังไฟ 300 วัตต์ เป็นเวลา 10 นาที (ประมาณ 350 องศาเซลเซียส) ให้ประสิทธิผลการฟื้นฟูสภาพสูงสุดที่ร้อยละ 97.17 และใช้พลังงานเพียง 0.05 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อรอบ เทียบกับ 0.62 และ 0.34 กิโลวัตต์-ชั่วโมงของวิธีให้ความร้อนแบบดั้งเดิมและการใช้ความดันสุญญากาศ ตามลำดับ การประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์แสดงให้เห็นว่าวิธีการใช้รังสีไมโครเวฟให้ประสิทธิภาพสูงสุดต่อต้นทุนของตัวดูดซับ และมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าต่ำกว่าวิธีการให้ความร้อนดั้งเดิมถึง 12 เท่า จึงแสดงศักยภาพในการเป็นกระบวนการฟื้นฟูสภาพที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสำหรับระบบ DAC ในอนาคต


Modeling Of Solar Collector With Hybrid Nanofluids Utilizing Machine Learning And Computational Fluid Dynamics, Phongpapop Kitisomkiat Jan 2024

Modeling Of Solar Collector With Hybrid Nanofluids Utilizing Machine Learning And Computational Fluid Dynamics, Phongpapop Kitisomkiat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The rise in global energy consumption emphasizes the need for clean and renewable energy sources to tackle this problem. Solar collectors could harness energy while minimizing environmental impact, offering a potential solution by increasing efficiency without modifying the equipment’s topology using nanofluids. Hybrid nanofluid, created by dispersing 2 nanoparticles into conventional liquid, have shown improving in strengths and reduce the weaknesses of single particle nanofluid. However, it’s difficult to predict its properties due to the complex interaction between particles and the fluid. This study addresses this challenge by integrating machine learning for the prediction of hybrid nanofluids properties into computational …


การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลเพื่อเพิ่มสมรรถนะของแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหลด้วยอิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึกและตัวทำละลายร่วม, พงศ์ภรณ์ พิพัฒนชัยนันท์ Jan 2024

การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลเพื่อเพิ่มสมรรถนะของแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหลด้วยอิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึกและตัวทำละลายร่วม, พงศ์ภรณ์ พิพัฒนชัยนันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึก (deep eutectic electrolytes, DEEs) เป็นระบบที่มีเสถียรภาพทางเคมีสูง ออกแบบองค์ประกอบได้หลากหลาย และมีศักยภาพในการทดแทนอิเล็กโทรไลต์แบบดั้งเดิมในแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหล (zinc flow batteries, ZFBs) อย่างไรก็ตาม ความหนืดที่สูงของ DEEs จำกัดการเคลื่อนที่ของไอออนในระบบ จึงต้องเติมตัวทำละลายร่วม (co-solvents) เพื่อปรับปรุงสมบัติเหล่านี้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของชนิดและอัตราส่วนของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและสมบัติเชิงพลวัตของไอออนในระบบ DEEs โดยใช้การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุล (molecular dynamics simulations, MD) ระบบที่ศึกษาประกอบด้วยเกลือสังกะสีคลอไรด์ (zinc chloride, ZnCl2) ความเข้มข้น 0.5 M ในตัวทำละลายผสมระหว่าง โคลีนคลอไรด์ (choline chloride, ChCl) กับเอทิลีนไกลคอล (ethylene glycol, EG) ในอัตราส่วน 1:4 โดยปริมาตร (ChCl:EG = 1:4 v/v) และเติมตัวทำละลายร่วม ได้แก่ อะซีโตไนไตรล์ (acetonitrile, ACN) ไดเมทิลซัลฟอกไซด์ (dimethyl sulfoxide, DMSO) และน้ำ (water, H2O) ในอัตราส่วน ChCl:EG:ตัวทำละลายร่วม = 1:4:X (X = 0, 1, 2, 4) ผลการจำลองแสดงให้เห็นว่า โครงสร้างการละลายของ Zn2+ ส่วนใหญ่เป็นคู่ไอออนสัมผัส (contact ion pairs, CIPs) ยกเว้นระบบที่เติม H2O ในอัตราส่วน 1:4:4 (H2O-4) ที่แสดงลักษณะเป็นคู่ไอออนแยกด้วยตัวทำละลาย (solvent separated ion pairs, SSIPs) เนื่องจาก H2O มีค่าคงที่ไดอิเล็กตริก (dielectric constant) สูงกว่าตัวทำละลายอื่น การเติม DMSO ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ (diffusion …


การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลของผลกระทบของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและการถ่ายโอนไอออนในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน, นุชกร ศุภกำเนิด Jan 2024

การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลของผลกระทบของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและการถ่ายโอนไอออนในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน, นุชกร ศุภกำเนิด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่ใช้ในแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนมักประกอบด้วยตัวทำละลายฐานคาร์บอเนต เช่น เอทิลีนคาร์บอเนต (ethylene carbonate, EC) และโพรพิลีนคาร์บอเนต (propylene carbonate, PC) ซึ่งมีความไวไฟสูง ส่งผลต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ หนึ่งในแนวทางแก้ไขคือการเติมตัวทำ-ละลายร่วม (co-solvent) ที่ไม่ติดไฟลงในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ งานวิจัยนี้ใช้การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุล (molecular dynamics simulations, MD) เพื่อศึกษาผลของตัวทำละลายร่วมสองชนิด ได้แก่ ไตรเฮกซิล-ฟอสเฟต (trihexyl phosphate, THP) และไดเมทิลซัลฟอกไซด์ (dimethyl sulfoxide, DMSO) ต่อพฤติกรรมของ Li+ ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่ประกอบด้วยเกลือลิเทียมเฮกซะฟลูออโรฟอสเฟต (lithium hexafluorophosphate, LiPF6) ความเข้มข้น 1.0 M ในตัวทำละลายผสม EC:PC อัตราส่วน 1:1 (v/v) โดยพิจารณาผลของการเติมตัวทำละลายร่วม 0-50 wt.% ผลการจำลองพบว่าในระบบที่เติม THP พบว่าโครงสร้างการละลายของ Li+ มีลักษณะเป็นคู่ไอออนสัมผัส (contact ion pairs, CIPs) โดย Li+ ถูกล้อมรอบด้วย EC หรือ PC 4 โมเลกุล THP 1 โมเลกุล และ PF6- 1 ไอออน ซึ่งไม่ส่งผลต่ออันตรกิริยาระหว่างคู่ไอออน Li+-PF6- อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การเติม DMSO ซึ่งมีค่าคงที่ไดอิเล็กตริกสูง (dielectric constant, ε ≈ 46.7) โครงสร้างการละลายของ Li+ เปลี่ยนเป็นแบบคู่ไอออนแยกด้วยตัวทำละลาย (solvent-separated ion pairs, SSIPs) โดย Li+ ถูกล้อมรอบด้วยตัวทำละลายทั้งหมด 6 โมเลกุล และไม่พบ PF6- ในชั้นการละลายแรก การเติม THP ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ …


Green Materials For Electromembrane Microextraction For Determination Of Norfloxacin, Thidarat Samkumpim Jan 2024

Green Materials For Electromembrane Microextraction For Determination Of Norfloxacin, Thidarat Samkumpim

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The gel electro membrane extraction (G-EME) has undergone many developments, including the in-gel electro membrane extraction (IG-EME) and the minimization of G-EME. First, IG-EME is a two-phase version of G-EME; its development started with suppressing the electroendoosmosis phenomenon (EEO). The EEO effect is a major problem in G-EME, which is caused by the induced water movement of the agarose membrane during the extraction. A removal acceptor phase can reduce the chance of excessive water movement. IG-EME enhances the extraction efficiency and moves the extraction to the sensing platform. In this work, IG-EME was studied with fluorescence detection for the first …


Alginate-Reduced Graphene Oxide Composite Hydrogel For Rotating Bar Sorptive Extraction Of Organophosphate Pesticides In Water, Kotchawan Prommanok Jan 2024

Alginate-Reduced Graphene Oxide Composite Hydrogel For Rotating Bar Sorptive Extraction Of Organophosphate Pesticides In Water, Kotchawan Prommanok

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A novel green preconcentration technique, rotating bar sorptive extraction (RBSE), was developed using an alginate-reduced graphene oxide (alginate-rGO) composite hydrogel as a green sorbent for the extraction of organophosphate pesticides (OPPs) from environmental water samples, followed by gas chromatography-mass spectrometry (GC-MS) analysis. The optimal configuration of the sorbent was shaped into a 12 × 12 mm cylindrical structure with 6 holes like a revolver cylinder to enhance surface area and mass transfer. The sorbent was prepared from a composite hydrogel of 15% w/v of alginate and 8% w/v of reduced graphene oxide. The alginate-rGO was then applied for RBSE of …


Planning And Production Improvement In Original Equipment Manufacturer Company Using Odoo Erp, Pharadon Suwannatara Jan 2024

Planning And Production Improvement In Original Equipment Manufacturer Company Using Odoo Erp, Pharadon Suwannatara

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Original Equipment Manufacturer (OEM) is one solution for starting a new business in this era due to the difficulties of managing the supply chain, manufacturing processes, and high startup costs. However, the majority of Thai industries operate relying on human labor and basic mechanization, leading to inefficiencies. This paper presents the implementation of Enterprise Resource Planning (ERP) systems using Odoo, an open-source ERP software, to address these inefficiencies. This research focuses on implementing the Odoo ERP system on the shop floor of an OEM company, addressing challenges in the planning and production departments. The current business process (As-is process) …


Design Of Web-Based Application To Increase Corporate Income Tax Planning Knowledge Of Small And Medium Enterprises’ Entrepreneurs In Thailand, Chanyanut Atjanapotjanee Jan 2024

Design Of Web-Based Application To Increase Corporate Income Tax Planning Knowledge Of Small And Medium Enterprises’ Entrepreneurs In Thailand, Chanyanut Atjanapotjanee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Small and medium enterprises (SMEs) play an important role in Thailand’s economy, however, many entrepreneurs lack sufficient knowledge of corporate income tax planning, with three main issues in deductible expense, tax calculation, and filing a tax report. This study aimed to design and to evaluate a web-based application that improves corporate income tax planning knowledge among SME entrepreneurs, and indicate factors impacting the tax planning knowledge. The methodologies consisted of user requirement gathering, web-based application design and testing, and hypothesis testing. Eleven SME entrepreneurs from manufacturing, merchandise, and service business type participated in the study. Knowledge gains were measured through …


Certain Incident Matrices For Lines Intersecting On Plane, Anawin Chongaumklang Jan 2024

Certain Incident Matrices For Lines Intersecting On Plane, Anawin Chongaumklang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This work studies arrangements of lines on the plane, focusing on Fourier’s 17 lines problem, which involves constructing 101 intersection points with 17 lines. We use code notation and incident matrices to classify possible configurations and develop algorithms to determine which codes are drawable. Special attention is given to the role of multiple points and parallel families in these arrangements. Out of 924 possible codes, 658 are confirmed drawable using a combination of theoretical analysis and computer verification. For the remaining cases, new lemmas are proposed to construct additional intersection points. Our findings offer both theoretical insights and practical algorithms …


Synthesis And Biophysical Properties Of Zwitterionic Pyrrolidinyl Peptide Nucleic Acid, Wachiraya Pinthongnoi Jan 2024

Synthesis And Biophysical Properties Of Zwitterionic Pyrrolidinyl Peptide Nucleic Acid, Wachiraya Pinthongnoi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Pyrrolidinyl peptide nucleic acid (pyrrolidinyl PNA) is a synthetic DNA mimic featuring a conformationally constrained backbone comprising alternating proline and cyclic b-amino acid dipeptide subunits. AcpcPNA is a typical example of pyrrolidinyl PNA that demonstrates excellent binding specificity to DNA targets along with high chemical and biological stability. Although pyrrolidinyl PNA holds strong promises for biological applications, it also has limitations due to its hydrophobic nature, which leads to poor water solubility and non-specific binding to hydrophobic molecules such as proteins, lipids, plastics, or even other PNA molecules. To address these issues, the pyrrolidinyl PNA backbone was modified to become …


Splitness Of The Characteristic Polynomial Of 2×2 Normal Matrices Over A Finite Field, Sarawut Therdchanthuk Jan 2024

Splitness Of The Characteristic Polynomial Of 2×2 Normal Matrices Over A Finite Field, Sarawut Therdchanthuk

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เราได้ทฤษฎีบทสเปกตรัมสำหรับเมทริกซ์ขนาด 2x2 เหนือฟีลด์จำกัดที่มีลักษณะเฉพาะเท่ากับ 2 โดยการตรวจสอบการแตกตัวของพหุนามลักษณะเฉพาะเหนือฟีลด์ดังกล่าว ซึ่งใช้ข้อเท็จจริงเสริมบางประการเกี่ยวกับพหุนามกำลังสองและเมทริกซ์เหนือฟีลด์ดังกล่าว พหุนามลักษณะเฉพาะจะสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบบัญญัติของเมทริกซ์เหล่านี้ เป็นผลให้สามารถแยกชั้นความคล้ายของเมทริกซ์ปรกติได้ และสำหรับเมทริกซ์ปรกติที่แปลงเป็นทแยงมุมได้ เราให้ข้อความที่สมมูลกับการทำให้เป็นเมทริกซ์ที่แปลงเป็นทแยงมุมแบบยูนิแทรีได้


Developing Test Statistics For Familial Dna Searches Through Multinomial Logistic Regression Model, Akaraphon Jantaraphum Jan 2024

Developing Test Statistics For Familial Dna Searches Through Multinomial Logistic Regression Model, Akaraphon Jantaraphum

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In hypothesis testing for familial DNA searches, the likelihood ratio (LR) is a commonly used statistic that requires allele frequency distributions. However, since the population background of a forensic sample is generally unknown, the appropriate allele frequency distribution is uncertain. To address this issue, various LR-based methods—such as those using local allele frequencies (LRLAF), or selecting maximum, minimum, or average LRs (LRMAX, LRMIN, LRAVG), and Naive Bayes classification (LRNB)—have been developed. In this study, we introduce a family of LR-based statistics incorporating multinomial logistic regression classification (LRMLR). DNA samples are classified into subpopulations using multinomial logistic regression, and the likelihood …


Two-Step-Change Pivot Rule For Simplex Method, Rawit Chaiareekij Jan 2024

Two-Step-Change Pivot Rule For Simplex Method, Rawit Chaiareekij

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The simplex method is a fundamental method for solving linear programming problems proposed by George B. Dantzig in 1963. The simplex method’s efficiency hinges on the choice of the entering variable, determined by the pivot rule. Dantzig’s original pivot rule, while effective in many cases, can exhibit exponential behavior on certain problems. To address this problem, this thesis proposes a new pivot rule for the simplex method, called the two-step-change pivot rule. The idea is to obtain the two-step-change improvement from the objective value by computing the direction of change for each entering variable to determine the cost per unit. …


การประมาณค่าพารามิเตอร์ของระบบที่สามารถซ่อมแซมได้ที่มีระบบย่อยหลายระบบภายใต้ผลกระทบจากการช็อก, ปวิชญา ปรีชา Jan 2024

การประมาณค่าพารามิเตอร์ของระบบที่สามารถซ่อมแซมได้ที่มีระบบย่อยหลายระบบภายใต้ผลกระทบจากการช็อก, ปวิชญา ปรีชา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ของระบบที่สามารถซ่อมแซมได้ภายใต้ผลกระทบจากการช็อก (shock effect) โดยจำลองระบบที่มีองค์ประกอบย่อยสององค์ประกอบ ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กัน การจำลองข้อมูลใช้แบบจำลอง Power Law Process (PLP) พร้อมกำหนดระดับ shock effect แบบคูณในช่วง 1.00–1.03 เพื่อสะท้อนอิทธิพลระหว่างองค์ประกอบ จากนั้นทำการประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธี Maximum Likelihood Estimation (MLE) ภายใต้สี่รูปแบบ ได้แก่ 1) องค์ประกอบ มีความสัมพันธ์กัน 2) มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด 3) ไม่มีความสัมพันธ์กัน และ 4) ไม่มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด โดยศึกษาในกรณีที่จำนวนการล้มเหลวสูงสุด n = 25, 35 และ 50 ผลการวิเคราะห์พบว่า พารามิเตอร์ k มีแนวโน้มถูกประมาณสูงเกินจริงเมื่อข้อมูลมีจำนวนน้อย ขณะที่ shock effect สามารถประมาณได้ใกล้เคียงค่าจริงมากขึ้นเมื่อข้อมูลเพิ่มขึ้น การประเมินความแม่นยำ ของการทำนายเวลาเกิดเหตุการณ์ถัดไปใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ (P5–P95) และค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) พบว่า วิธี องค์ประกอบไม่มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด ให้ผลดีที่สุดเมื่อ shock ต่ำ (1.00–1.01) โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลจำกัด ส่วนวิธีองค์ประกอบมีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด เหมาะสมกว่าเมื่อ shock สูง (1.02–1.03) และข้อมูลมาก นอกจากนี้ ทุกวิธีมีแนวโน้มการกระจายเบ้ขวา โดยเฉพาะวิธีที่ไม่ทราบค่าพารามิเตอร์ขนาดซึ่งเบ้รุนแรงกว่าวิธีอื่น ในขณะที่วิธี องค์ประกอบไม่มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด ให้การกระจายแคบและเบ้น้อยที่สุด สะท้อนความเสถียรและความต้านทาน ต่อ outlier


การศึกษาเปรียบเทียบแบบจำลองโครงข่ายปฏิปักษ์เชิงกำเนิดในการสร้างภาพความละเอียดสูงเพื่อการตรวจจับวัตถุขนาดเล็ก, ภัทรชนน สกุลคู Jan 2024

การศึกษาเปรียบเทียบแบบจำลองโครงข่ายปฏิปักษ์เชิงกำเนิดในการสร้างภาพความละเอียดสูงเพื่อการตรวจจับวัตถุขนาดเล็ก, ภัทรชนน สกุลคู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การตรวจจับวัตถุขนาดเล็ก (Small Object Detection) เป็นหนึ่งในความท้าทายด้านคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เนื่องจากภาพที่มีความละเอียดต่ำมักมีข้อจำกัดด้านการระบุขอบเขตและรายละเอียดของวัตถุ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลอง Super-Resolution GAN คือ SRGAN ESRGAN Real-ESRGAN และ BSRGAN กับวิธีการสร้างภาพความละเอียดสูงแบบดั้งเดิม คือ Bilinear และ Bicubic เพื่อศึกษาว่าการเพิ่มความละเอียดของภาพสามารถช่วยให้การตรวจจับวัตถุขนาดเล็กมีความแม่นยำสูงขึ้นหรือไม่ โดยการทดลองดำเนินการกับภาพต้นฉบับขนาด 160 × 160 พิกเซล และสร้างภาพความละเอียดสูงขนาด 640 × 640 พิกเซลก่อนนำไปประเมินผลการตรวจจับวัตถุผ่านตัวชี้วัด mAP@50 และ mAP@50-95 ในสามชุดข้อมูล ได้แก่ ภาพสายเคเบิล Microglia และวัชพืช Ridderzuring ผลการทดลองพบว่า SRGAN ให้ค่า mAP@50 สูงสุดในทุกชุดข้อมูล ในขณะที่ Real-ESRGAN และ BSRGAN มีค่าต่ำกว่าวิธีอื่นในบางกรณี อย่างไรก็ตาม แม้ว่า SRGAN จะมีความแม่นยำสูงสุด แต่ใช้เวลาในการสร้างภาพมากกว่าวิธี Bicubic ประมาณ 4-7 เท่า ทำให้ต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างความเร็วและความแม่นยำ ทั้งนี้ ภาพต้นฉบับความละเอียดสูง (HR) ยังคงให้ค่าคะแนนสูงสุดในทุกชุดข้อมูล ซึ่งสะท้อนว่าการใช้ Super-Resolution สามารถลดช่องว่างระหว่างภาพความละเอียดต่ำและภาพต้นฉบับได้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานเกี่ยวกับการตรวจจับวัตถุจากภาพความละเอียดต่ำได้จริง


การศึกษาเปรียบเทียบการแทนค่าน้ำหนักสูญหายด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงลึกกับวิธีดั้งเดิมด้วยวิธีการจำลองข้อมูลในบริบทของผู้ป่วยในและหอผู้ป่วยหนักภายในโรงพยาบาล, เมธัส ม่วงนาค Jan 2024

การศึกษาเปรียบเทียบการแทนค่าน้ำหนักสูญหายด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงลึกกับวิธีดั้งเดิมด้วยวิธีการจำลองข้อมูลในบริบทของผู้ป่วยในและหอผู้ป่วยหนักภายในโรงพยาบาล, เมธัส ม่วงนาค

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสูญหายของข้อมูลในเวชระเบียนโรงพยาบาล โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยหนัก (ICU) และหอผู้ป่วยใน (IPD) เป็นปัญหาที่พบบ่อยและส่งผลต่อการดูแลผู้ป่วยและความถูกต้องของงานวิจัย การศึกษานี้เปรียบเทียบวิธีการแทนค่าสูญหาย 10 วิธี ได้แก่ เทคนิคแบบดั้งเดิม (Mean, Median, k-NN, MICE, MissForest), วิธีแบบผสม (HyperImpute) และวิธีแบบการเรียนรู้เชิงลึกหรือ DL (MLPRegressor, AEImputer, MIWAE, GAIN) โดยใช้ข้อมูลจำลอง 63 ตัวแปร ภายใต้เงื่อนไขควบคุม ได้แก่ ขนาดตัวอย่าง 3 ระดับ (5,000, 25,000, 50,000), กลไกการสูญหาย 3 รูปแบบ (MCAR, MAR, MNAR) และอัตราการสูญหาย 6 ระดับ (10% ถึง 60%) โดยประเมินผลด้วย RMSE, MAPE, เวลาในการประมวลผล และการใช้หน่วยความจำ ผลการศึกษาพบว่า Mean และ Median ยังให้ผลลัพธ์ที่ดี พร้อมความเร็วและใช้ทรัพยากรต่ำ MissForest และ HyperImpute ให้ความแม่นยำที่สมดุลกับประสิทธิภาพ เหมาะกับกรณีที่ข้อมูลขาดในระดับปานกลาง วิธีที่นิยมอย่าง MICE กลับมีข้อจำกัดกับชุดข้อมูลที่ไม่เป็นพาราเมตริก ทำให้ผลลัพธ์ด้อยกว่าในหลายเงื่อนไข ด้าน DL แม้บางวิธีให้ผลลัพธ์ดี แต่ต้องอาศัยการปรับแต่งพารามิเตอร์อย่างละเอียด และใช้ทรัพยากรมาก โดยวิธีกลุ่ม AEs มีความเสถียรที่สุด ส่วน GAIN มีความไวต่อรูปแบบข้อมูลและขนาดตัวอย่าง ให้ผลลัพธ์ไม่สม่ำเสมอ โดยสรุป แม้ DL จะมีศักยภาพ แต่ในหลายกรณี วิธีดั้งเดิมหรือแบบผสมยังคงเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงและคุ้มค่า


Parameter Tuning Of Information Directed Sampling In Credit Scoring Problems Under Ungeneralizable Contextual Logistic Bandit Model, Sorawit Panjapiyakul Jan 2024

Parameter Tuning Of Information Directed Sampling In Credit Scoring Problems Under Ungeneralizable Contextual Logistic Bandit Model, Sorawit Panjapiyakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the tuning parameter of Information Directed Sampling (IDS) in credit scoring problems under an ungeneralizable contextual logistic bandit framework. Decision-making scenarios, such as credit scoring and underwriting, involve balancing the tradeoff between exploration and exploitation, which is essential for optimizing learning efficiency in the environment while minimizing costs. The IDS algorithm offers a principled framework that leverages mutual information to enhance the decision-making process. However, its learning performance is dependent on the tuning parameter, denoted as gamma, which plays a key role in balancing information gain and expected regret. Extensive simulation experiments were conducted to identify the …


โครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นตามบริบท, พศุตม์ รัตนศรีมงคล Jan 2024

โครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นตามบริบท, พศุตม์ รัตนศรีมงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาการถดถอยเชิงเส้นตามบริบท คือปัญหาที่ข้อมูลมีโครงสร้างแบ่งเป็นกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มถูกกำหนดโดยตัวแปรบริบท งานวิจัยนี้ศึกษาการนำ ตัวแบบ Contextual Neural Network (CtxtNN) มาใช้วิเคราะห์ปัญหาประเภทนี้ และเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับ ตัวแบบพื้นฐานอย่าง Feedforward Neural Networks (FNN) ทั้งโครงสร้างขนาดเล็ก (FNN-Small) และขนาดใหญ่ (FNN-Large) ผ่านการทดลอง 3 กรณี โดยงานวิจัยนี้จะศึกษาเฉพาะปัญหาการถดถอยเชิงเส้นตามบริบท ที่ตัวแปรต้นไม่เกิน 8 ตัว ซึ่งมีตัวแปรเชิงบริบทไม่เกิน 3 ตัว และบริบทข้อมูลไม่เกิน 3 บริบทเท่านั้น โดยจากผลการวิจัยนี้สามารถสรุปได้ว่า ตัวแบบ CtxtNN เป็นตัวแบบที่สามารถเรียนรู้ความสัมพันธ์เชิงเส้นตามบริบทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการแก้ปัญหาการถดถอยเชิงเส้นตามบริบทเมื่อเทียบกับตัวแบบ FNN-Small และตัวแบบ FNN-Large แม้ใช้จำนวนพารามิเตอร์ที่น้อยกว่า จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับงานวิเคราะห์ปัญหาข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เชิงบริบทกับผลเฉลย


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหารที่ขายไม่หมด, พัชรพรรณ จิตไพศาลโสภณ Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหารที่ขายไม่หมด, พัชรพรรณ จิตไพศาลโสภณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ขยะอาหารเป็นปัญหาที่สำคัญระดับโลก แม้ในขณะที่อาหารจำนวนมากยังสามารถบริโภคได้ กลับถูกทิ้งไป ส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหาร จากบริบทนี้ แอปพลิเคชันสั่งอาหารที่ขายไม่หมดจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกในการลดปริมาณขยะอาหาร โดยการนำอาหารส่วนเกินมาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารคุณภาพดีในราคาย่อมเยา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานแอปพลิเคชันสั่งอาหารที่ขายไม่หมด โดยอิงจากทฤษฎีรวมของการยอมรับและการใช้เทคโนโลยี 2 (UTAUT2) และแนวคิดพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2524–2539 และไม่เคยใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าว จำนวน 230 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมนผลการศึกษาพบว่า ตัวแปรต้นทั้งหมด ได้แก่ ความคาดหวังในประสิทธิภาพ ความคาดหวังในความพยายามใช้งาน อิทธิพลทางสังคม สิ่งสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อม ความคาดหวังในความสนุกสนาน คุณค่าด้านราคา และความเคยชิน มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจใช้งานแอปพลิเคชันสั่งอาหารที่ขายไม่หมดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะในภาพรวม และกลุ่มที่มีพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมต่ำพบว่า ความคาดหวังในคุณค่าด้านราคา มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงสุด ขณะที่กลุ่มที่มีพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมสูง ปัจจัยที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงสุดคือ ความคาดหวังในความสนุกสนาน ทั้งนี้ ทุกตัวแปรในกลุ่มที่มีพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมต่ำมีค่าสัมประสิทธิ์สูงกว่ากลุ่มที่มีพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมสูง ผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืนในสังคมที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น


อิทธิพลของประสบการณ์การท่องเที่ยวเสมือนจริงต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมสถานที่จริง, นรินทร์ ขำแจ่ม Jan 2024

อิทธิพลของประสบการณ์การท่องเที่ยวเสมือนจริงต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมสถานที่จริง, นรินทร์ ขำแจ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของประสบการณ์การท่องเที่ยวเสมือนจริงต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมสถานที่จริง โดยใช้โมเดลเอส-โอ-อาร์ (Stimulus-Organism-Response) โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 338 คือ คนไทยเจเนอเรชันวาย จำนวน 192 คน และเจเนอเรชันแซด จำนวน 146 คน ที่ไม่เคยท่องเที่ยวในสถานที่ที่ใช้ในการศึกษามาก่อน แบ่งหน่วยตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่รับประสบการณ์การท่องเที่ยวเสมือนจริง และ 2) กลุ่มที่รับชมวิดีโอ เพื่อวิเคราะห์ตัวแปร 6 ด้าน ได้แก่ การรับรู้คุณภาพของข้อมูล การรับรู้คุณภาพของการบริการ การรับรู้คุณภาพของระบบ การรับรู้ความสนุกสนาน การปรากฏตัวทางไกลเสมือนจริง และความจดจ่อ ที่มีต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมสถานที่จริง ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่รับประสบการณ์การท่องเที่ยวเสมือนจริง มีค่าตัวแปรทั้ง 6 ด้าน และความตั้งใจเยี่ยมชมสถานที่จริง สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับชมวิดีโออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยตัวแปรทั้ง 6 ตัวแปรมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจเยี่ยมชมสถานที่จริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า มีเพียงตัวแปรเดียว ที่สามารถทำนายความตั้งใจในการเยี่ยมชมสถานที่จริง คือ ความจดจ่อ ซึ่งผู้วิจัยหวังว่าผลการวิเคราะห์จากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยไปใช้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น และผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวสามารถนำผลการวิจัยมาใช้สร้างกลยุทธ์ เพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจที่จะมาเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวจริง รวมถึงนำไปใช้ปรับปรุงการท่องเที่ยวเสมือนจริงให้มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน


ประสิทธิภาพการพยากรณ์ของการวิเคราะห์เชิงฟังก์ชันและการเรียนรู้เชิงลึก, บุณฑริกา พรหมสถิตย์ Jan 2024

ประสิทธิภาพการพยากรณ์ของการวิเคราะห์เชิงฟังก์ชันและการเรียนรู้เชิงลึก, บุณฑริกา พรหมสถิตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เปรียบเทียบประสิทธิภาพการพยากรณ์ของตัวแบบ Functional Principal Component Regression (FPCR) กับตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก (Recursive Neural Network: RNN, Long Short-term Memory: LSTM, Gated Recurrent Unit: GRU) ภายใต้สถานการณ์ที่มีความผันผวนแตกต่างกัน โดยใช้ชุดข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ (อุณหภูมิเฉลี่ยรายวัน), ปานกลาง (ปริมาณ PM 2.5 รายชั่วโมง) และสูง (อัตราการแลกเปลี่ยน Bitcoin รายนาที) ศึกษาการพยากรณ์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยใช้ตัวชี้วัด Mean Squared Error (MSE) และ Mean Integrated Squared Error (MISE) ผลการศึกษาพบว่า สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ FPCR ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก โดยเฉพาะในการพยากรณ์ระยะกลางและระยะยาว ในทางกลับกัน สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนสูง FPCR เหนือกว่าการเรียนรู้เชิงลึกเฉพาะการพยากรณ์ระยะกลางเท่านั้น สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนปานกลางและสูง ขนาดของชุดข้อมูลฝึกไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อประสิทธิภาพของตัวแบบทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ในกรณีของข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ เมื่อมีชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า FPCR ในขณะที่ FPCR มีความแม่นยำสูงกว่าหากใช้ข้อมูลจำนวนน้อยและทำการพยากรณ์ในระยะกลางถึงระยะยาว นอกจากนี้ ในการพยากรณ์ระยะสั้น FPCR มักให้ผลลัพธ์ที่ด้อยกว่าตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกในทุกกรณี


การเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหายสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ กรณีศึกษาดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พงษ์พล ยิ่งประทานพร Jan 2024

การเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหายสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ กรณีศึกษาดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พงษ์พล ยิ่งประทานพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหายสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ และประเมินผลเพื่อเลือกวิธีการใส่ค่าสูญหายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 8 กลุ่มอุตสาหกรรม จากฐานข้อมูล SETSMART ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึง 1 มกราคม พ.ศ. 2567 รวมทั้งสิ้น 4877 วัน ซึ่งได้มีการกำหนดรูปแบบการสูญหายออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ การสูญหายรูปแบบสุ่ม การสูญหายรูปแบบช่วงตามลำดับ และการสูญหายรูปแบบบล็อก และกำหนดสัดส่วนการสูญหายของข้อมูลที่ร้อยละ 5 10 20 30 40 และ 50 ตามลำดับ โดยจำแนกวิธีการใส่ค่าสูญหายออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ การใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีการเชิงสถิติ ประกอบไปด้วย ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน ข้อมูลสุดท้ายก่อนการสูญหาย (LOCF) ข้อมูลล่าสุดหลังการสูญหาย (NOCB) และการประมาณค่าช่วงเส้นตรง (Linear Interpolation) การใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง ประกอบไปด้วย ค่าคาดหวังสูงที่สุด (EM) การใส่ค่าสูญหายด้วยการทดแทนแบบพหุคูณด้วยสมการลูกโซ่ (MICE) เพื่อนบ้านใกล้เคียงที่สุด (KNN) และป่าสุ่ม (Random Forest) และการใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงลึก ประกอบไปด้วย GP-VAE USGAN และ SAITS นอกจากนี้ผู้วิจัยใช้ค่ารากที่สองของค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองโดยเฉลี่ย (RMSE) ค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์โดยเฉลี่ย (MAE) และค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์โดยเฉลี่ย (MAPE) ในการวัดประสิทธิภาพการใส่ค่าสูญหาย ผลการศึกษาพบว่าที่รูปแบบการสูญหายทั้ง 3 รูปแบบ และสัดส่วนการสูญหายที่น้อยกว่าร้อยละ 50 การใสค่าสูญหายด้วยการประมาณค่าช่วงเส้นตรง (Linear Interpolation) มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ในขณะที่สัดส่วนการสูญหายร้อยละ 50 ของรูปแบบการสูญหายทั้ง 3 รูปแบบ การใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีป่าสุ่ม (Random Forest) มีประสิทธิภาพสูงที่สุด


ผลกระทบของฟังก์ชันกระตุ้นต่อประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลของเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์, จินจุ เจริญยิ่งไพศาล Jan 2024

ผลกระทบของฟังก์ชันกระตุ้นต่อประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลของเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์, จินจุ เจริญยิ่งไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์เป็นหนึ่งในแนวทางที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพข้อมูล อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า ผลลัพธ์ทางทฤษฎีจากการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์ที่มีข้อจำกัด กับ เครือข่ายประสาทเทียมแบบผลลัพธ์เดียว และผลลัพธ์เชิงปฏิบัติจากการเปรียบเทียบเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์ กับเครือข่ายประสาทเทียมแบบผลลัพธ์เดียวยังคงมีความแตกต่างกัน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาผลกระทบของฟังก์ชันกระตุ้นในชั้นซ่อนที่มีต่อประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลของเครือข่ายประสาทเทียมในการจำแนกประเภทแบบไบนารี โดยทำการศึกษาในฟังก์ชันกระตุ้น 4 ชนิด ได้แก่ ฟังก์ชัน Sigmoid, ReLU, Leaky ReLU (LReLUs) และ Exponential Linear Units (ELUs) ภายใต้โครงสร้างประสาทเทียม 2 ประเภทที่ใช้เกณฑ์ในการกำหนดโหนดซ่อนแตกต่างกัน โดยจากผลการวิจัยพบว่า ฟังก์ชัน sigmoid เป็นฟังก์ชันกระตุ้นที่สามารถทำให้ประสิทธิภาพเชิงปฏิบัติมีค่าใกล้เคียงกับผลลัพธ์เชิงทฤษฎีมากที่สุดในโครงสร้างทั้ง 2 ประเภท