Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Prosthodontics and Prosthodontology (74)
- Dental Materials (57)
- Oral and Maxillofacial Surgery (45)
- Oral Biology and Oral Pathology (35)
- Pediatric Dentistry and Pedodontics (31)
-
- Dental Public Health and Education (29)
- Orthodontics and Orthodontology (22)
- Endodontics and Endodontology (15)
- Periodontics and Periodontology (13)
- Medical Specialties (2)
- Oral Medicine (2)
- Oral and Maxillofacial Radiology (2)
- Alternative and Complementary Medicine (1)
- Congenital, Hereditary, and Neonatal Diseases and Abnormalities (1)
- Dental Hygiene (1)
- Dermatology (1)
- Diseases (1)
- Health and Medical Administration (1)
- Interprofessional Education (1)
- Medical Education (1)
- Orthopedics (1)
- Other Dentistry (1)
- Pathological Conditions, Signs and Symptoms (1)
- Quality Improvement (1)
- Skin and Connective Tissue Diseases (1)
- Veterinary Medicine (1)
- Veterinary Pathology and Pathobiology (1)
- Veterinary Toxicology and Pharmacology (1)
- Keyword
-
- Calcium hydroxide (5)
- Dental caries (5)
- Anxiety (4)
- Composite resin (4)
- Retention (4)
-
- Acrylic resin (3)
- CAI (3)
- Denture base (3)
- Fluoride (3)
- Microleakage (3)
- Periodontal disease (3)
- Quality of life (3)
- Resin cement (3)
- Saliva (3)
- Streptococcus mutans (3)
- Transverse strength (3)
- Treatment (3)
- Acid Production (2)
- Artificial caries-like lesion (2)
- Attrition (2)
- Caries prevalence (2)
- Chlorhexidine (2)
- Computer program (2)
- Condylar Path Angle (2)
- Deflective rupture (2)
- Demineralization inhibitory ability (2)
- Dental Anatomy (2)
- Dental Health Knowledge (2)
- Dental Report (2)
- Dental fear (2)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 721 - 750 of 1270
Full-Text Articles in Dentistry
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารต่างๆ ที่ใช้ในการดึงเกลือแร่, วิจิตรา วิพิตมากูล, จุลจักร ตั้งยิ่งยง, สุชีรา พงษ์พันธ์
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารต่างๆ ที่ใช้ในการดึงเกลือแร่, วิจิตรา วิพิตมากูล, จุลจักร ตั้งยิ่งยง, สุชีรา พงษ์พันธ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารที่ใช้ดึงเกลือแร่ 3 ชนิด คือ เอทิลีน ไตเอมีน เตตรา อะซิติก แอซิด (อีดีทีเอ) กรดฟอร์มิก และกรดไนตริกฟอร์มาลีน โดยพิจารณาจากระยะเวลาที่ใช้ ราคา วิธีการเตรียมสาร และการสูญเสียของเนื้อเยื่อ วัสดุและวิธีการ ใช้ฟันกรามใหญ่ที่สาม จํานวน 12 ซี่ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ดึงเกลือแร่โดยใช้อีดีทีเอ กลุ่ม ที่ 2 ใช้กรดฟอร์มิก และกลุ่มที่ 3 ใช้กรดไนตริกฟอร์มาลีน เปรียบเทียบระยะเวลาที่ใช้ดึงเกลือแร่จนสมบูรณ์ซึ่ง ตรวจสอบโดยวิธีการใช้สารเคมี เปรียบเทียบราคาของสารแต่ละชนิดและศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อฟัน หลังจากถูกดึงเกลือแร่ ผลการศึกษา กรดไนตริก ฟอร์มาลีนดึงเกลือแร่จากฟันได้เร็วที่สุดคือ 102.0 ชั่วโมง รองลงมาคือ กรดฟอร์มิก 148.5 ชั่วโมง และ อีดีทีเอ 696.8 ชั่วโมง การเปรียบเทียบราคาต่อขบวนการ คือ อีดีทีเอ 395.43 บาท กรดฟอร์มิก 89.10-148.50 บาท และกรดไนตริกฟอร์มาลีน 21.17-30.26 บาท กรดไนตริกฟอร์มาลีนเป็นสารเพียงชนิดเดียว ที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนสีและเกิดการสูญเสียเนื้อเยื่อฟัน สรุป กรดไนตริกฟอร์มาลีนใช้เวลาน้อยที่สุดในการดึงเกลือแร่และมีราคาถูกที่สุดแต่มีข้อเสีย คือ อาจทําให้มีการ สูญเสียเนื้อเยื่อฟัน กรดฟอร์มิกซึ่งใช้เวลามากกว่า และมีราคาสูงกว่า เหมาะสมในการใช้งานด้านบริการ เนื่องจาก ไม่ทําให้เกิดการสูญเสียเนื้อเยื่อ แต่อีดีทีเอไม่เหมาะในการใช้งานด้านบริการเพราะใช้เวลานานมากและมีราคาสูง
ผลของแคลเซียมและความเป็นกรดของนมต่อการแตกตัวของฟลูออไรด์, พรศรี ปฏิมานุเกษม, ยุทธนา ปัญญางาม, ชนัญญา เกษประเสริฐ, พธู สุระประเสริฐ
ผลของแคลเซียมและความเป็นกรดของนมต่อการแตกตัวของฟลูออไรด์, พรศรี ปฏิมานุเกษม, ยุทธนา ปัญญางาม, ชนัญญา เกษประเสริฐ, พธู สุระประเสริฐ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบการแตกตัวของฟลูออไรด์ที่เติมลงในนมชนิดธรรมดา นมชนิดแคลเซียมสูง และนม เปรี้ยวซึ่งมีความเป็นกรดสูง วัสดุและวิธีการ สุ่มผลิตภัณฑ์นมที่มีจําหน่ายในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ นมธรรมดา นมแคลเซียมสูง และนมเปรี้ยว จํานวน 10, 5 และ 11 ผลิตภัณฑ์ ตามลําดับ วัดความเป็นกรด-ด่างและปริมาณฟลูออไรด์ตั้งต้นในตัวอย่างนม โดยใช้พีเอชอีเล็คโทรดและฟลูออไรด์อิเล็คโทรด แบ่งนมจํานวน 100 มล เติมฟลูออไรด์ 0.5 มก แล้ววัดปริมาณ ฟลูออไรด์และคํานวณร้อยละของปริมาณฟลูออไรด์ไอออนอิสระที่ปล่อยออกมา เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยปริมาณฟลูออไรด์และค่าเฉลี่ยร้อยละของปริมาณฟลูออไรต์ไอออนอิสระที่ปล่อยออกมาระหว่างนมแต่ละชนิดด้วยการ วิเคราะห์ความแปรปรวนที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา นมธรรมดา นมแคลเซียมสูง และนมเปรี้ยว มีค่าความเป็นกรด-ด่าง เท่ากับ 6,470 + 0.086, 6.676 + 0.125 และ 3.869 + 0.121 และมีปริมาณฟลูออไรด์ตั้งต้นเท่ากับ 0.108 ± 0.034, 0.157 ± 0.149 และ 0.314 + 0.140 ส่วนในล้านส่วน ตามลําดับ ภายหลังการเติมฟลูออไรต์ 0.5 มก พบว่านมธรรมดา นมแคลเซียมสูง และ นมเปรี้ยวมีค่าเฉลี่ยร้อยละของปริมาณฟลูออไรด์ไอออนอิสระที่ปล่อยออกมาเท่ากับ 21.36 + 6.67, 13.43 + 10.94 และ 25.70 + 12.78 ตามลําดับ การทดสอบทางสถิติ พบว่า นมแคลเซียมสูงมีร้อยละของปริมาณฟลูออไรด์ไอออน อิสระที่ปล่อยออกมาน้อยกว่านมธรรมดาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่นมเปรี้ยวมีร้อยละของปริมาณ ฟลูออไรด์ไอออนอิสระที่ปล่อยออกมาไม่แตกต่างจากนมธรรมดาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สรุป ผลิตภัณฑ์นมชนิดแคลเซียมสูงมีผลทําให้ฟลูออไรด์ที่เติมลงไปแตกตัวได้น้อยลง ในขณะที่ความเป็นกรดของนมไม่มีผลต่อการแตกตัวของฟลูออไรด์
การบูรณะฟันแท้แบบเฉพาะกาลในเด็กที่เป็น อะมิโลเจเนซิส อิมเพอร์เฟกตา : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, บังอร จิระเกียรติ์
การบูรณะฟันแท้แบบเฉพาะกาลในเด็กที่เป็น อะมิโลเจเนซิส อิมเพอร์เฟกตา : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, บังอร จิระเกียรติ์
Chulalongkorn University Dental Journal
อะมิโลเจเนซิส อิมเพอร์เฟกตา เป็นกลุ่มของความผิดปกติทางด้านพันธุกรรมที่มีผลต่อการสร้างเคลือบ ฟันน้ํานมและฟันแท้ ความผิดปกติเกิดเฉพาะที่เนื้อเยื่อชั้นเอ็กโตเดิร์ม รายงานผู้ป่วยนี้อธิบายถึงลักษณะความ ผิดปกติของฟันที่ตรวจพบทางคลินิก ลักษณะภาพรังสี ผลของการวินิจฉัย และการรักษาแบบเฉพาะกาลในฟันแท้ ของเด็กชายไทยอายุ 9 ปี ซึ่งกระทําโดยมีวัตถุประสงค์หลักของการรักษาทางทันตกรรมแก่ผู้ป่วยในรายนี้คือ เพื่อ ป้องกันถึงการสูญเสียของเนื้อเยื่อโครงสร้างฟันจากความผิดปกติดังกล่าว และทําให้การบดเคี้ยวมีประสิทธิภาพดี รวมทั้งทําให้เกิดความสวยงามของใบหน้าและช่องปาก
ความสัมพันธ์ระหว่างการปรากฏของกระดูกทอรัส ที่เพดานปาก และที่ขากรรไกรล่างกับจํานวนฟัน ในคนไทยกลุ่มหนึ่ง, วันดี อภิณหสมิต, ดอลลี่ เมธาธราธิป, สมพร สวัสดิสรรพ์, สุชาติ กาลวสุกุล
ความสัมพันธ์ระหว่างการปรากฏของกระดูกทอรัส ที่เพดานปาก และที่ขากรรไกรล่างกับจํานวนฟัน ในคนไทยกลุ่มหนึ่ง, วันดี อภิณหสมิต, ดอลลี่ เมธาธราธิป, สมพร สวัสดิสรรพ์, สุชาติ กาลวสุกุล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการปรากฏของกระดูกทอรัสที่เพดานปาก (TP) และที่ขากรรไกรล่าง (TM) กับจํานวนฟันในคนไทยกลุ่มหนึ่ง วัสดุและวิธีการ ท่าการตรวจช่องปากคนไทย จํานวน 1,350 คน ณ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสํารวจการปรากฏของ TP และ TM ร่วมกับการบันทึกจํานวนฟัน เพศ และอายุ แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 4 กลุ่ม อายุ คือ 13-19, 20-29, 30-39, 40-49, 50-59 และ 60 ปีขึ้นไป ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการปรากฏของ กระดูกทอรัสทั้งสองกับจํานวนฟันด้วยการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างจํานวนฟันของคนที่พบและไม่พบ กระดูกทอรัสทั้งสอง วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยสถิติทดสอบแมนน์ วิทนีย์ยู ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 ผลการศึกษา พบว่าค่าเฉลี่ยของจํานวนฟันบนในคนที่พบและไม่พบ TP ไม่แตกต่างกัน (p = 0.974) ส่วน ค่าเฉลี่ยของจํานวนฟันล่างในคนที่พบ TM มีค่ามากกว่าคนที่ไม่พบ TM (p = 0.001) เมื่อศึกษาในแต่ละเพศ ปรากฏว่าเฉพาะในเพศชายเท่านั้นที่ค่าเฉลี่ยของจํานวนฟันล่างในคนที่พบ TM มีค่ามากกว่าคนที่ไม่พบ TM (p = 0.010) ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าจํานวนฟันที่สูญเสียไปในเพศชายที่พบ TM น้อยกว่าในเพศชายที่ไม่พบ TM (p = 0.010) เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุปรากฏว่าค่าเฉลี่ยของจํานวนฟันบนแตกต่างกันในคนที่พบและไม่พบ TP เฉพาะในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ในขณะที่เมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป ค่าเฉลี่ยของจํานวนฟันล่างในคนที่พบ TM มีค่า มากกว่าคนที่ไม่พบ TM (p < 0.05) ยกเว้นในกลุ่มอายุ 40-49 ปี สรุป พบความสัมพันธ์ระหว่างการปรากฏของกระดูกทอรัสที่ขากรรไกรล่างกับจํานวนฟันล่างในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และในเพศชาย
เทคนิคการทําครอบฟันรับฟันปลอมบางส่วนถอดได้ชนิดโครงโลหะชุดเดิม, อรพินท์ แก้วปลั่ง
เทคนิคการทําครอบฟันรับฟันปลอมบางส่วนถอดได้ชนิดโครงโลหะชุดเดิม, อรพินท์ แก้วปลั่ง
Chulalongkorn University Dental Journal
หลายครั้งทันตแพทย์มีความจําเป็นที่จะต้องทําครอบฟันหรือทําครอบฟันใหม่ให้แก่ฟันหลักของชิ้นงาน ฟันปลอมบางส่วนถอดได้ชนิดโครงโลหะชิ้นเดิม ปัญหาที่พบมักได้แก่การที่ผู้ป่วยปฏิเสธที่จะทิ้งชิ้นงานฟันปลอม เดิมให้แก่ทันตแพทย์ระหว่างการสร้างครอบฟันและความยากของขบวนการที่จะทําครอบฟันเพื่อให้มีรายละเอียดเข้ากันได้ดีกับชิ้นงานฟันปลอมเดิม บทปริทัศน์วรรณกรรมได้นําเสนอเทคนิคและวิธีการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา ดังกล่าว บางเทคนิคทําขั้นตอนบางส่วนนอกช่องปากและใช้เวลาปรับแต่งในคลินิกเพิ่มเติม บางเทคนิคทําการแต่ง โดยตรงในช่องปาก และบางเทคนิคอาจอาศัยทั้งสองวิธีการ รายละเอียด ข้อดี ข้อด้อยของแต่ละวิธีการได้อธิบายไว้เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ทันตแพทย์ในการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดให้กับผู้ป่วย
ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นของภาพรังสีพานอรามิก ในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุรีรัตน์ ธนกิจยิ่งยง, วิเวียน รมณีอุทยาน, สุนทรา พันธ์มีเกียรติ
ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นของภาพรังสีพานอรามิก ในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุรีรัตน์ ธนกิจยิ่งยง, วิเวียน รมณีอุทยาน, สุนทรา พันธ์มีเกียรติ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาหาความถี่ของข้อผิดพลาดของภาพรังสีพานอรามิก และหาความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอายุและเพศของผู้ป่วยกับชนิดของความผิดพลาดที่เกิดขึ้น วัสดุและวิธีการ ศึกษาย้อนหลังของภาพรังสีพานอรามิกที่มีคุณภาพผิดพลาดจํานวน 53 ภาพที่ถ่ายในคลินิกรังสีวิทยา คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม พ.ศ. 2543 โดยมีทันตแพทย์ที่ มีประสบการณ์ทางรังสีวิทยาอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป 2 คนเป็นผู้ทําการประเมินภาพรังสี และบันทึกถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นผลการศึกษา พบว่าจํานวนภาพรังสีที่มีคุณภาพผิดพลาดจํานวน 53 ภาพคิดเป็นร้อยละ 2.01 ของภาพรังสีของ ผู้ป่วยทั้งหมดจํานวน 2642 ภาพ พบว่าข้อผิดพลาดจะเกิดจากการจัดตําแหน่งของผู้ป่วยโดยพบว่าผิดพลาดจาก การจัดตําแหน่งในแนวดิ่งมีมากที่สุดร้อยละ 22.64 รองลงมาคือข้อผิดพลาดในการจัดตําแหน่งในแนวหน้าหลังร้อย ละ 16.98 และความเข้มของภาพต่ําเกินไปร้อยละ 16.98 พบข้อผิดพลาดจะเกิดในกลุ่มอายุ 16-30 ปี ร้อยละ 41.51 มากที่สุด ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเรื่องเพศและอายุกับชนิดของข้อผิดพลาดนั้นจะไม่มีความสัมพันธ์กันแต่อย่างใดสรุป ข้อผิดพลาดของภาพรังสีพานอรามิกส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในขั้นตอนของการถ่ายภาพรังสีมากกว่าในขบวนการล้างฟิล์มและองค์ประกอบทางการถ่ายภาพรังสี และเพศกับอายุของผู้ป่วยซึ่งควรมีการศึกษาเรื่องนี้ต่อไปในกลุ่มตัวอย่างที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามการศึกษาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อหาวิธีการแก้ไขปรับปรุงไม่ให้เกิด ข้อผิดพลาดดังกล่าว
ผลของการสูญเสียความชื้นและการดูดซับน้ำต่อ ความแข็งแรงของวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิกเรซิน ชนิด บ่มตัวด้วยความร้อนและชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมี, ไพจิตร หัมพานนท์, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล, กุสลี ทองปุสสะ, นันทยา สามยอด, พรทิพา อุ่นมี
ผลของการสูญเสียความชื้นและการดูดซับน้ำต่อ ความแข็งแรงของวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิกเรซิน ชนิด บ่มตัวด้วยความร้อนและชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมี, ไพจิตร หัมพานนท์, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล, กุสลี ทองปุสสะ, นันทยา สามยอด, พรทิพา อุ่นมี
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอัตราการเปลี่ยนแปลงของน้ําหนักและเปรียบเทียบความแข็งแรงของวัสดุฐานฟันปลอม อะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยความร้อน และชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมี เมื่อมีการสูญเสียความชื้นและการดูด ซับน้ําหลังจากสูญเสียความชื้นในระยะเวลาต่างๆ กัน วัสดุและวิธีการ ทําชิ้นทดสอบโดยใช้อะครีลิกเรซิน (Howmedica) ชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมีและชนิดบ่มตัวด้วย ความร้อนขนาด 10x65x2.5 มิลลิเมตร ชนิดละ 50 ชิ้น นําชิ้นทดสอบชนิดละ 25 ขึ้นไปทดสอบการสูญเสีย ความชื้นด้วยเครื่องดูดสุญญากาศที่ระยะเวลา 1 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง 7 ชั่วโมง และ 14 ชั่วโมง ตามลําดับ และอีก 25 ชิ้น ไปทดสอบการดูดซับน้ําโดยนําไปดูดความชื้นก่อนเป็นเวลา 7 ชั่วโมงแล้วจึงนําไปแช่น้ําที่ระยะเวลา 1 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 1 วัน และ 8 วัน ตามลําดับ แล้วนําไปหาอัตราการเปลี่ยนแปลงของน้ําหนักและหาค่ากําลังตัดขวางรวมทั้ง ค่าความสามารถในการดัดงอก่อนหักโดยเครื่องทดสอบสากล (Lloyd Universal testing machine รุ่น LR 10 K) จาก นั้นท่าการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ แมนวิทนีย์ ยู เทสต์ (Mann-whitney U test) และคริสคัลวัลลิส เทสต์ (Kruskal- Wallis test) ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติจากการสูญเสียความชื้นและการดูดซับน้ําของอะครีลิกเรซินทั้งสองชนิด พบว่า อะครีลิกเรซินชนิดนุ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมีมีการเปลี่ยนแปลงน้ําหนักได้มากกว่าชนิดบ่มตัวด้วยความร้อน และยังมีค่ากําลังตัดขวางรวมทั้งมีความสามารถในการดัดงอก่อนหักน้อยกว่าอะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยความร้อนอย่างมีนัยสําคัญ การสูญเสียความชื้นของอะครีลิกเรซินทั้งสองชนิดจะทําให้ค่ากําลังตัดขวางเพิ่มขึ้นและมีค่า ความสามารถในการดัดงอก่อนหักลดลง แต่หากมีการสูญเสียความชื้นก่อนแล้วนําไปแช่น้ําเพื่อให้มีการดูดซับน้ำเข้าไป จะทําให้มีค่ากําลังตัดขวางลดลงและมีค่าความสามารถในการดัดงอก่อนหักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ อะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวปฏิกิริยาเคมีมีอัตราการดูดซับน้ํามากกว่าอะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยความร้อน
อัตราการหลั่งของน้ําลาย และค่าความเป็นกรดด่างของน้ำลายภายหลังการกระตุ้นด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่ง, อารีย์ เจนกิตติวงศ์, ชลธิชา พิพิธพัฒนากร, นิศา จิตติวัฒนพงศ์, หทัยชนก เจริญพงศ์
อัตราการหลั่งของน้ําลาย และค่าความเป็นกรดด่างของน้ำลายภายหลังการกระตุ้นด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่ง, อารีย์ เจนกิตติวงศ์, ชลธิชา พิพิธพัฒนากร, นิศา จิตติวัฒนพงศ์, หทัยชนก เจริญพงศ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราการหลั่งน้ําลายและค่าความเป็นกรดด่างของน้ําลายภายหลัง การกระตุ้นด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่ง วัสดุและวิธีการ การทดสอบทําในกลุ่มอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี 16 คน โดยใช้หมากฝรั่งที่มีจําหน่ายในตลาด ประเทศไทย 5 ชนิด ได้แก่ หมากฝรั่งเคล็ท สละไซเตอร์ เดนทีน บลูเบอรี่ เดนทีน เมนโทลิปตัส ล็อตเต บลูเบอรี่ และล็อตเต้ คูลมินท์ บันทึกอัตราการหลั่งน้ําลายและค่าความเป็นกรดด่างของน้ําลายระยะที่ไม่ได้รับการกระตุ้น และระยะกระตุ้นจากการเคี้ยวหมากฝรั่งแต่ละครั้ง ผลการศึกษา อัตราการหลั่งน้ําลายภายหลังการกระตุ้นด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งทุกชนิดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.001) โดยอัตราการหลั่งน้ําลายเพิ่มขึ้นประมาณ 5-7 เท่า หมากฝรั่งเดนทีน บลูเบอรี่ กระตุ้นน้ําลายได้มาก ที่สุด รองลงมาคือหมากฝรั่ง เคล็ท สละไซเดอร์ หมากฝรั่งทุกชนิดเพิ่มความเป็นกรดของน้ําลายระยะกระตุ้นอย่าง มีนัยสําคัญ โดยหมากฝรั่งเดนทีน บลูเบอรี่ เพิ่มความเป็นกรดในน้ําลายมากที่สุด (21.1%) รองลงมาคือ หมากฝรั่ง เคล็ท สละไซเดอร์ (18.3%) และเพิ่มมากกว่าหมากฝรั่งอีก 3 ชนิดอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.001) สรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งมีประโยชน์ในการกระตุ้นการหลั่งน้ําลาย แต่หมากฝรั่งทุกชนิด ที่ใช้ในการทดสอบเพิ่มความเป็นกรดในน้ําลาย ดังนั้นจึงไม่เหมาะที่จะแนะนําให้ใช้หมากฝรั่งที่มีน้ําตาลกระตุ้น น้ําลายในผู้ป่วยที่มีอาการปากแห้ง
อิทธิพลของน้ํายาทําความสะอาดฟันปลอม ต่อคุณสมบัติทางกายภาพของวัสดุปรับสภาพเนื้อเยื่อ, รําไพ โรจนกิจ, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล, พนารัตน์ ขอดแก้ว
อิทธิพลของน้ํายาทําความสะอาดฟันปลอม ต่อคุณสมบัติทางกายภาพของวัสดุปรับสภาพเนื้อเยื่อ, รําไพ โรจนกิจ, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล, พนารัตน์ ขอดแก้ว
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ ศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของวัสดุปรับสภาพเนื้อเยื่อ เมื่อทําความสะอาดด้วยน้ํายาทําความ สะอาดฟันปลอมตามคําแนะนําของบริษัทผู้ผลิต และแช่วัสดุในน้ําประปาตลอดเวลาในระยะเวลา 3 สัปดาห์ วัสดุและวิธีการ ทําการศึกษาวัสดุปรับสภาพเนื้อเยื่อ 4 ชนิด (โค ซอฟท์ ดูรา คอนดิชั่นเนอร์ ทรูซอฟท์ และ วิสโค เจล) โดยใช้น้ํายาทําความสะอาดฟันปลอม 3 ชนิด (โพลิเดนท์ สเตอราเดนท์ และคลื่น อะ เดนท์) ทําชิ้น ทดสอบรูปดัมเบลล์ตามมาตรฐาน ไอเอสโอ 37 ทั้งหมด 520 ชิ้น แบ่งเป็น 52 กลุ่ม ตามวัสดุปรับสภาพเนื้อเยื่อ น้ํายาทําความสะอาดฟันปลอม และระยะเวลาในการแช่ ทําการวัดสีของชิ้นทดสอบในวันเริ่มต้นและวันครบรอบ ระยะเวลาทดสอบ ด้วยเครื่องอัลตราสแกน เอ็กซ์ ซี แล้วนํามาคํานวณหาค่าการเปลี่ยนแปลงของสี ทดสอบความ แข็งผิวของวัสดุด้วยเครื่องดูโรมิเตอร์ แบบ เอ ทดสอบค่าแรงดึงสูงสุดของวัสดุด้วยเครื่องทดสอบสากลลอยด์ รุ่น แอลอาร์ 10 เค นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว เพื่อหาความ แตกต่างระหว่างกลุ่ม และวิเคราะห์อิทธิพลของน้ํายาทําความสะอาดฟันปลอม น้ําประปา และระยะเวลาในการแช่ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง แล้วหาความแตกต่างระหว่างคู่ด้วยการเปรียบเทียบเชิงซ้อน Duncan 's New Multiple Range Test ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการทดลอง พบการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางกายภาพของวัสดุปรับสภาพเนื้อเยื่อทั้งในกลุ่มควบคุมที่แช่วัสดุ ในน้ําประปาตลอดเวลา และกลุ่มทดลองที่ทําความสะอาดด้วยน้ํายาทําความสะอาดฟันปลอม ตามคําแนะนําของ บริษัทผู้ผลิต และตามด้วยการแช่วัสดุในน้ําประปาตลอดเวลา โดยการเปลี่ยนสีในระยะเวลาศึกษา 3 สัปดาห์ อยู่ ในระดับที่ยอมรับได้ทางคลินิก ค่าความแข็งผิวของวัสดุเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาโดยมีค่าสูงสุดในสัปดาห์ที่สาม ค่าแรงดึงสูงสุดเพิ่มขึ้นจากวันเริ่มต้นการทดลองจนมีค่ามากที่สุดในสัปดาห์ที่ 1, 2 หรือ 3 ตามชนิดของวัสดุ สรุป วัสดุปรับสภาพเนื้อเยื่อทุกชนิดที่ศึกษามีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางกายภาพ โดยเกิดการเปลี่ยนสี ค่าความ แข็งผิวและค่าแรงดึงสูงสุดของวัสดุ ในระดับที่แตกต่างกัน เนื่องจากอิทธิพลของน้ํายาทําความสะอาดฟันปลอม น้ำ ประปา และระยะเวลาในการแช่
ผลของการบ่มตัวภายใต้ความดันต่อกําลังตัดขวาง ของอะคริลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมี, ไพจิตร หัมพานนท์, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล, กุลลี ทองปุสสะ, ณวรรณวดี แก้วผลึก
ผลของการบ่มตัวภายใต้ความดันต่อกําลังตัดขวาง ของอะคริลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมี, ไพจิตร หัมพานนท์, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล, กุลลี ทองปุสสะ, ณวรรณวดี แก้วผลึก
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของอะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมี ในสภาวะปกติที่อุณหภูมิห้องกับในสภาวะภายใต้ความดัน วัสดุและวิธีการ ทําแท่งชิ้นทดสอบขนาด 10x65x2.5 มิลลิเมตร โดยใช้อะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมี จํานวน 3 ผลิตภัณฑ์ คือ เกทซ์ (Getz) ทาคิลอน (Takilon) พาลาเพรส Palapress เมื่อทําการบ่มตัวด้วยสภาวะปกติ ที่อุณหภูมิห้อง และการบ่มตัวด้วยสภาวะภายใต้ความดัน เปรียบเทียบกับอะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยความร้อน เมลิโอเดนท์ (Meliodent) นําชิ้นทดสอบไปทดสอบค่ากําลังตัดขวางและความสามารถดัดงอก่อนหักโดยเครื่องทดสอบ สากล (Lloyd Universal testing machine รุ่น LR 10K) นําผลที่ได้มาวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและวิธีทดสอบ แบบตันแคน มัลติเปิล เรนจ์ ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ในสภาวะปกติอะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยความร้อน Meliodent มีค่ากําลังตัดขวางและค่าความ สามารถดัดงอก่อนหักสูงกว่าอะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมีอย่างมีนัยสําคัญ การบ่มตัวภายใต้ความดัน โดยใช้หม้ออัดความดันทําให้อะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมี Getz มีค่าความแข็งแรงตัดขวางสูงขึ้น ใกล้เคียงกับอะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยความร้อน Meliodent ในขณะที่การบ่มตัวของอะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัว ด้วยปฏิกิริยาเคมี Takilon ภายใต้ความดันไม่ทําให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญ นอกจากนี้การบ่มตัวภายใต้ ความดันไม่ทําให้ค่าความสามารถดัดงอก่อนหักของอะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมีสูงขึ้น สรุป การบ่มตัวภายใต้ความดันของอะครีลิกเรซินชนิดบ่มตัวด้วยปฏิกิริยาเคมี ทําให้ความแข็งแรงของอะครีลิกเรซิน สูงขึ้นเฉพาะบางผลิตภัณฑ์ และไม่ทําให้ทุกผลิตภัณฑ์ในการทดสอบนี้มีความยืดหยุ่นดีขึ้น
การตกผลึกปิดท่อเนื้อฟันของสารลดการเสียวฟันที่ผสมในยาสีฟัน, ศิริพร โชติไพบูลย์พันธุ์, สุภัทรา อมาตยกุล, ชฎา รัตนาวิวัฒน์พงศ์, ชลิดา นาคเลขา, ปิยะนุช ชาญช่างเหล็ก
การตกผลึกปิดท่อเนื้อฟันของสารลดการเสียวฟันที่ผสมในยาสีฟัน, ศิริพร โชติไพบูลย์พันธุ์, สุภัทรา อมาตยกุล, ชฎา รัตนาวิวัฒน์พงศ์, ชลิดา นาคเลขา, ปิยะนุช ชาญช่างเหล็ก
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ จากทฤษฎีการเคลื่อนไหวของน้ําที่ใช้อธิบายการเกิดอาการเสียวฟัน ถ้าสามารถลดอัตราการไหลของ ของเหลวในท่อเนื้อฟัน โดยทําให้มีการตกผลึกของสารมาปิดท่อเนื้อฟันจะสามารถลดการเสียวฟันได้ งานวิจัยนี้จึง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตกผลึกปิดท่อเนื้อฟันของสารลดการเสียวฟันที่ผสมในยาสีฟันชนิดต่าง ๆ วัสดุและวิธีการ ฟันกรามใหญ่จํานวน 24 ซี่ นํามาตัดตามแนวแกนของฟันให้ถึงขั้นเนื้อฟัน แบ่งกลุ่มตัวอย่างฟัน ออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ตัวอย่าง คือกลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้รับการแปรงฟัน อีก 5 กลุ่มทดลองจะได้รับการแปรงฟันทุก วัน วันละ 2 ครั้งด้วยยาสีฟันแต่ละชนิด คือชนิดที่ 1 ไม่มีสารลดการเสียวฟันเป็นส่วนผสม ชนิดที่ 2 มีสารลดการ เสียวฟันคือ 5 % โปแตสเซียมไนเตรต และ 0.45 % แสตนนิสฟลูออไรต์ ชนิดที่ 3 มีสารลดการเสียวฟันคือ 5 % โปแตสเซียมไนเตรต และ 0.80 %. โซเดียมไมในฟลูออโรฟอสเฟต ชนิดที่ 4 มีสารลดการเสียวฟันคือ 5 % โปแตสเซียม - ไนเตรต และ 0.24 % โซเดียมฟลูออไรด์ ชนิดที่ 5 มีสารลดการเสียวฟันคือ 10 % สตรอนเซียมคลอไรด์โดย แต่ละกลุ่มทดลองจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อยคือ กลุ่มที่ได้รับการแปรงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ (กลุ่มละ 2 ตัวอย่าง) และ 4 สัปดาห์ (กลุ่มละ 2 ตัวอย่าง) นําตัวอย่างฟันไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด เพื่อศึกษาขนาด ปริมาณ และลักษณะของผลึก ผลการศึกษา พบว่าในกลุ่มทดลองมีการตกผลึกปิดท่อเนื้อฟันและรอบ ๆ ท่อเนื้อฟัน โดยยาสีฟันแต่ละชนิดมีผล ทําให้เกิดการตกผลึกที่แตกต่างกันทั้งขนาด ปริมาณและลักษณะของผนึก พบว่ายาสีฟันชนิดที่ 2, 3, 4 …
ความสามารถในการแยกความเอียงของระนาบสบฟัน จากระนาบตาดําในบุคลากรวิชาชีพทันตแพทย์, ชัยสุรัติ ถกลภักดี, ญาดา วชิรศรีสุนทรา, สรรพัชญ์ นามะโน
ความสามารถในการแยกความเอียงของระนาบสบฟัน จากระนาบตาดําในบุคลากรวิชาชีพทันตแพทย์, ชัยสุรัติ ถกลภักดี, ญาดา วชิรศรีสุนทรา, สรรพัชญ์ นามะโน
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การศึกษาครั้งนี้ต้องการทราบว่า ประสบการณ์ด้านวิชาชีพทันตแพทย์และเพศในบุคลากรวิชาชีพ ทันตแพทย์มีผลต่อความสามารถในการแยกความเอียงระหว่างระนาบตาดํา ออกจากระนาบการสบฟันหน้าบน หรือไม่ ผลของการศึกษาจะเป็นแนวทางในการจัดทําระนาบของแท่นกัด วัสดุและวิธีการ ทําการเก็บข้อมูลจากนิสิตชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 6 อาจารย์และทันตแพทย์ ในคณะทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวมทั้งสิ้น 150 คน โดยให้กลุ่มทดลองดูรูปภาพตัวอย่างซึ่งแต่ละรูปจะมีความเอียง ระหว่างระนาบของตาดํา กับเส้นที่ลากระหว่างมุมปากทั้งสองข้างต่างกัน รูปละ 10 วินาที และตอบคําถามในแต่ละ รูปว่า ระนาบของตาดําขนานกับเส้นที่ลากระหว่างมุมปากทั้งสองข้างหรือไม่ นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดย ใช้ one-way ANOVA และ two sample independent t-test ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ผลการศึกษา พบว่าความสามารถในการแยกความเอียงระหว่าง ระนาบของตาดํากับเส้นที่ลากระหว่างมุมปากทั้ง สองข้าง ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญระหว่างกลุ่มการทดลอง สรุป ประสบการณ์และเพศ ไม่มีผลต่อการแยกความเอียงระหว่างระนาบตาดําและระนาบการสบฟันหน้าบน ใน บุคลากรวิชาชีพทันตแพทย์
การติดตามและพัฒนาความรู้ทางการรักษา คลองรากฟันของทันตแพทย์ไทยกลุ่มหนึ่ง, วีระ เลิศจิราการ, ภควัตร ชาคริยานุโยค, วิชชา พิชิตพิเชษฐกุล, ชาญชัย สุนพคุณศรี
การติดตามและพัฒนาความรู้ทางการรักษา คลองรากฟันของทันตแพทย์ไทยกลุ่มหนึ่ง, วีระ เลิศจิราการ, ภควัตร ชาคริยานุโยค, วิชชา พิชิตพิเชษฐกุล, ชาญชัย สุนพคุณศรี
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา เปรียบเทียบขั้นตอน ในการรักษาคลองรากฟันของทันตแพทย์ไทยกลุ่มหนึ่งที่ปฏิบัติอยู่ ในปัจจุบัน กับขั้นตอนที่ปฏิบัติขณะที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนทันตแพทย์ วัสดุและวิธีการ ส่งแบบสอบถาม 600 ชุด ไปยังกลุ่มทันตแพทย์ไทยทั่วประเทศโดยการสุ่ม (Convenience Sampling) จากรายชื่อสมาชิกของทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และทําการเปรียบเทียบข้อมูลในสมัยเรียน กับในปัจจุบันที่ปฏิบัติในทางคลินิก ผลการศึกษา พบว่าทันตแพทย์ในประเทศไทยกลุ่มที่ตอบแบบสอบถามมีวิธีการรักษาคลองรากฟันในปัจจุบัน แตกต่างจากวิธีการรักษาคลองรากฟันที่ใช้ปฏิบัติกันในขณะศึกษาอยู่ในโรงเรียนทันตแพทย์ในระดับปริญญาตรี อย่างมีนัยสําคัญ (P<0.001) ทั้งในขั้นตอนการล้างคลองรากฟันและการใส่ยาในคลองรากฟัน รวมทั้งพบว่ามี ทันตแพทย์ถึง 91.95% ซึ่งติดตามพัฒนาความรู้ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา สรุป ทันตแพทย์ในประเทศไทยกลุ่มที่ตอบแบบสอบถามมีการติดตามและพัฒนาความรู้อยู่ตลอดเวลา จากการฟัง บรรยายต่าง ๆ ซึ่งจัดโดยสมาคม ชมรม หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การจัดอบรมระยะสั้น มีความ สําคัญต่อการพัฒนาความรู้ของทันตแพทย์ในปัจจุบัน
การรักษาฟันเดนซ์อีแวกจิเนทัสในฟันกรามน้อย ซี่ที่ 2 ล่างขวา ซึ่งมีรอยโรคในช่องปากร่วมด้วย : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, ผ่องผุด หาญนรเศรษฐ์
การรักษาฟันเดนซ์อีแวกจิเนทัสในฟันกรามน้อย ซี่ที่ 2 ล่างขวา ซึ่งมีรอยโรคในช่องปากร่วมด้วย : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, ผ่องผุด หาญนรเศรษฐ์
Chulalongkorn University Dental Journal
ฟันเดนซ์อีแวกจิเนทัสเป็นฟันที่มีความผิดปกติของผิวเคลือบฟัน ซึ่งมีลักษณะเป็นปุ่มนูนยื่นออกมาจาก ผิวเคลือบฟัน มักพบว่าเนื้อเยื่อในฟันตายเพราะปุ่มฟันหักทําให้ แบคทีเรียแทรกซึมเข้าไปได้ ก่อให้เกิดพยาธิสภาพ ที่ปลายรากฟันและอาจทําให้มีรอยโรคในช่องปากร่วมด้วย โดยทั่วไปมักจะเกิดในฟันที่ปลายรากฟันยังไม่ปิด ใน รายงานนี้แสดงผลการรักษาคลองรากฟันเดนซ์อีแวกจีเนทัสในฟันกรามน้อยที่ 2 ล่างขวาซึ่งมีรอยโรคในช่องปาก ร่วมด้วย โดยใช้ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ เพื่อกระตุ้นให้มีการเสริมสร้างการปิดที่ปลายรากฟัน และอุดคลองรากฟัน ด้วยวิธี Lateral condensation จากการติดตามผลการรักษาเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน พบว่ามีการสร้างกระดูกที่บริเวณ ปลายรากฟัน ฟันใช้งานได้ดี ไม่มีรอยโรค หรือพยาธิสภาพเกิดขึ้นใหม่
The Distribution Of Severe Periodontitis In Urban (Bangkok) And Rural (Payao Province) High Risk To Stress Group Of Thai Population, Varaporn Buatongsri, Yupin Songpaisan, Naulchavee Hongprasong, Pratheep Phantumvanit, Nigel Clarke
The Distribution Of Severe Periodontitis In Urban (Bangkok) And Rural (Payao Province) High Risk To Stress Group Of Thai Population, Varaporn Buatongsri, Yupin Songpaisan, Naulchavee Hongprasong, Pratheep Phantumvanit, Nigel Clarke
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The purpose of this study was to compare the periodontal status of rural and urban Thai population who were at high risk in stress. Materials and Methods The cross-sectional study for severe periodontal destructive condition was carried out in over 35 years old Thai population. All first, second molars and central incisors of the total 1167 rural farmers from 4 villages in Payao province and 654 urban bank employees and secondary school teachers in Bangkok were examined using CPITN index. Only those having at least one tooth with CPITN score 4 received a full month examination and answered questionnaires …
ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อประสิทธิภาพของฟันปลอมบางส่วนถอดได้ข้างเดียวชนิดโครงโลหะ, ร่าโพ โรจนกิจ
ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อประสิทธิภาพของฟันปลอมบางส่วนถอดได้ข้างเดียวชนิดโครงโลหะ, ร่าโพ โรจนกิจ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อให้ทราบถึงความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อประสิทธิภาพของฟันปลอมบางส่วนถอดได้ข้างเดียวชนิด โครงโลหะ ที่ใช้ทดแทนฟันกรามที่ขาดหายไป 1-2 ซี่ ว่าช่วยในการบดเคี้ยวได้เพียงใด และเป็นข้อมูลประกอบการ ตัดสินใจสําหรับทันตแพทย์ที่จะเลือกทําฟันปลอมชนิดนี้ให้แก่ผู้ป่วย วัสดุและวิธีการ จัดส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ จํานวน 150 ชุด ให้กับผู้ป่วยที่ได้รับการใส่ฟันปลอมบางส่วน ถอดได้ข้างเดียวชนิดโครงโลหะ ที่ผู้วิจัยเป็นผู้ทําให้ แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม ข้อมูลทางทันตกรรมของผู้ตอบแบบสอบถาม ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อประสิทธิภาพของ ฟันปลอมที่ใช้อยู่ และสรุปความเห็นในการเลือกชนิดของฟันปลอมในอนาคตของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยนํามา วิเคราะห์เป็นอัตราร้อยละ และหาความสัมพันธ์ของความพึงพอใจรวมทั้งหมดกับความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ ของ ชิ้นฟันปลอมทางสถิติด้วยเปียร์สัน ไค สแควร์ (Pearson Chi-square test) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (α = 0.05) ผลการศึกษา แบบสอบถามส่งกลับมาและสามารถนํามาวิเคราะห์ได้ 121 ชุด โดยระดับความรู้ของผู้ตอบแบบ สอบถามเฉลี่ยอยู่ในระดับปริญญาตรี มีอายุเฉลี่ย 50.5 ปี และรายได้เฉลี่ย 30,966 บาทต่อเดือน จํานวนชิ้นงาน ฟันปลอมบางส่วนถอดได้ข้างเดียวที่ผู้ตอบแบบสอบถามใส่อยู่มีทั้งหมด 166 ชิ้น โดยผู้ป่วยมีความพอใจประสิทธิภาพ ของฟันปลอมในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี และความพึงพอใจในภาพรวมทั้งหมดต่อชิ้นฟันปลอม มีความสัมพันธ์ กันกับความพอใจในด้านต่าง ๆ ของชิ้นฟันปลอมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (α = 0.05) เมื่อทดสอบด้วยเปียร์สัน ได สแควร์ และผู้ป่วยถึงร้อยละ 62 เลือกที่จะใส่ฟันปลอมแบบเดิมในกรณีที่เลือกทําฟันปลอมใหม่ในอนาคต สรุป ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อประสิทธิภาพของฟันปลอมบางส่วนถอดได้ข้างเดียวชนิดโครงโลหะอยู่ในเกณฑ์ดี และถึงแม้จะให้เลือกชนิดของฟันปลอมในอนาคต ผู้ป่วยส่วนมากยังตัดสินใจที่จะใช้ฟันปลอมชนิดนี้ต่อไป ดังนั้นจึงน่า จะเป็นทางเลือกหนึ่งของทันตแพทย์ที่จะทําฟันปลอมชนิดนี้ให้แก่ผู้ป่วยได้ในกรณีที่เหมาะสม
การรักษาทางทันตกรรมในผู้ป่วย ซิสเท็มมิกสเคลอโรซิส : รายงานผู้ป่วย, สุวิมล ปิติพานิช
การรักษาทางทันตกรรมในผู้ป่วย ซิสเท็มมิกสเคลอโรซิส : รายงานผู้ป่วย, สุวิมล ปิติพานิช
Chulalongkorn University Dental Journal
ซิสเท็มมิกสเคลอโรซิส จัดเป็นความผิดปกติที่เกิดจากภูมิต้านเนื้อเยื่อตนเอง รอยโรคที่พบในความผิดปกติ นี้คือมีภาวะพังผืดขึ้นในหลายอวัยวะ เป็นผลให้ผู้ป่วยเกิดความบกพร่องของสภาพร่างกายและการทํางานของ อวัยวะที่เกิดความผิดปกติเหล่านั้น ซิสเท็มมิกสเคลอโรซิสที่เกิดขึ้นกับอวัยวะของช่องปากในผู้ป่วยมักทําให้เกิด ปัญหาเกี่ยวกับสุขอนามัยในช่องปาก แต่การรักษาทางทันตกรรมในผู้ป่วยกระทําได้ยาก เนื่องจากช่องปากที่แคบ เล็กกว่าปกติ บทวิทยาการนี้เป็นการรายงานผู้ป่วยด้วยโรคซิสเท็มมิกสเคลอโรซิส ซึ่งผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับโรคฟันผุ โรคเหงือกอักเสบและการใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดีกับช่องปาก ในบทวิทยาการจะได้กล่าวถึงลักษณะอาการของโรคใน ผู้ป่วย วิธีดําเนินการรักษาทางด้านทันตกรรม การทําความเข้าใจกับผู้ป่วยถึงปัญหาที่ผู้ป่วยประสบจากการเกิดโรค และความสําคัญของการรักษาอนามัยของช่องปาก นอกจากนี้ยังบรรยายถึงปริทัศน์วรรณกรรมของโรคซิสเท็มมิกสเคลอโรซิสอย่างละเอียดไว้ด้วย
ผลของสารสกัดจากส่วนวุ้นและส่วนยางจาก ว่านหางจระเข้ต่อการเพิ่มจํานวนของเซลล์สร้างเส้นใย ที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อเหงือกและเซลล์สร้างเคอราตินในห้องปฏิบัติการ, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, ดำรง ดำรงค์ศรี, นฤมล เจริญเวชธรรม, สุภีพันธุ์ บุณยรัตนสุนทร, สุรีรัตน์ อุดมกิจธนสาร
ผลของสารสกัดจากส่วนวุ้นและส่วนยางจาก ว่านหางจระเข้ต่อการเพิ่มจํานวนของเซลล์สร้างเส้นใย ที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อเหงือกและเซลล์สร้างเคอราตินในห้องปฏิบัติการ, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, ดำรง ดำรงค์ศรี, นฤมล เจริญเวชธรรม, สุภีพันธุ์ บุณยรัตนสุนทร, สุรีรัตน์ อุดมกิจธนสาร
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของสารสกัดจากว่านหางจระเข้ที่มีต่อการเพิ่มจํานวนของเซลล์สร้างเส้นใยและเซลล์ สร้างเคอราติน CCL-25 วัสดุและวิธีการ เซลล์ถูกทดสอบด้วยสารสกัดจากส่วนวุ้นและส่วนยางที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีนต่าง ๆ กัน เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นจํานวนเซลล์จะถูกคํานวณโดยวิธีการย้อมเซลล์ด้วยสีเมทิลีนบลู และผลการทดลองจะถูกวิเคราะห์ทางสถิติแบบ One-way Analysis of Variance ผลการศึกษา สารสกัดจากส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีนตั้งแต่ 1-50 ไมโครกรัมต่อ มิลลิลิตร สามารถกระตุ้นการเพิ่มจํานวนเซลล์สร้างเส้นใยอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติแต่ไม่มีผลต่อเซลล์สร้างเคอราติน ส่วนสารสกัดจากส่วนยางที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 20-400 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร สามารถกระตุ้นการเพิ่ม จํานวนเซลล์ของเซลล์สร้างเส้นใย ในขณะที่ความเข้มข้นของโปรตีนในสารสกัดจากส่วนยางของว่านหางจระเข้ที่ 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร กระตุ้นการเพิ่มจํานวนของเซลล์สร้างเคอราติน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุป สารสกัดจากส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 1-50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และสาร สกัดจากยางที่ระดับความเข้มข้น 20-400 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร สามารถกระตุ้นการเพิ่มจํานวนของเซลล์สร้างเส้นไย
การให้บริการทางทันตกรรมในคลินิกทันตกรรม โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุวิมล ปิติพานิช, มลิวรรณ วงศ์สิทธาจารย์
การให้บริการทางทันตกรรมในคลินิกทันตกรรม โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุวิมล ปิติพานิช, มลิวรรณ วงศ์สิทธาจารย์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อสํารวจข้อมูลของผู้ป่วยที่มารับบริการทางทันตกรรมในคลินิกทันตกรรมบริการ คณะทันต แพทยศาสตร์ จุฬาฯ และนําไปกําหนดเป็นนโยบายและวางแผนการให้บริการที่เหมาะสม และสอดคล้องกับ ความต้องการของผู้ป่วย วัสดุและวิธีการ การศึกษาทําโดยสํารวจจากแฟ้มประวัติและรายงานบันทึกการรักษาของผู้ป่วย ในช่วง 6 เดือน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2542 จํานวน 6,354 ราย นําข้อมูลการให้บริการทางทันตกรรมที่ได้มา คํานวณเป็นร้อยละ และเปรียบเทียบความแตกต่างของชนิดการให้บริการแบ่งตามช่วงอายุและเพศ ผลการทดลองและสรุป พบว่าการให้บริการทางทันตกรรมที่มากที่สุด คือ การอุดฟันคิดเป็นร้อยละ 40.84 การ ขูดหินน้ําลายและรักษาโรคปริทันต์คิดเป็นร้อยละ 23.17 และการบําบัดรักษาเร่งด่วนคิดเป็นร้อยละ 13.95 แสดงว่าผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับโรคฟันผุและโรคปริทันต์มากที่สุด และผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมาหาทันตแพทย์เมื่อปวด จึงควรรณรงค์เรื่องทันตกรรมป้องกันและให้ผู้ป่วยมารับการตรวจฟันทุก 6 เดือน
รอยโรคไลเคนนอยด์ที่สัมพันธ์กับวัสดุอุดอมัลกัม : รายงานผู้ป่วย 2 ราย, มลิวรรณ วงศ์สิทธาจารย์, สุชาดา วัฒนบุรานนท์
รอยโรคไลเคนนอยด์ที่สัมพันธ์กับวัสดุอุดอมัลกัม : รายงานผู้ป่วย 2 ราย, มลิวรรณ วงศ์สิทธาจารย์, สุชาดา วัฒนบุรานนท์
Chulalongkorn University Dental Journal
รายงานผู้ป่วยหญิงวัยกลางคน 2 รายที่มีรอยโรคไลเคนนอยด์ที่บริเวณเยื่อเมือกกระพุ้งแก้มที่สัมผัสกับ วัสดุอุดอมัลกัม การเกิดของโรคเป็นแบบค่อยๆ ดําเนินไป รอยโรคมีลักษณะเป็นฝ้าสีขาวมีอาการปวดแสบปวด ร้อนเมื่อรับประทานอาหารรสจัด การรักษาด้วยการรื้อวัสดุอุดอมัลกัมออก แล้วเปลี่ยนเป็นวัสดุคอมโพสิตเรซิน พบว่ารอยโรคและอาการปวดแสบปวดร้อนหายไป จากการติดตามผลการรักษาเป็นระยะ ๆ เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน ไม่พบรอยโรคปรากฏอีกเลย
วัสดุฉาบฐานชนิดนุ่ม และวัสดุปรับสภาพผิวเนื้อเยื่อ, อรพินท์ แก้วปลั่ง
วัสดุฉาบฐานชนิดนุ่ม และวัสดุปรับสภาพผิวเนื้อเยื่อ, อรพินท์ แก้วปลั่ง
Chulalongkorn University Dental Journal
ทันตแพทย์ได้มีการใช้วัสดุฉาบฐานชนิดนุ่มและวัสดุปรับสภาพผิวเนื้อเยื่อในงานทันตกรรมมาเป็นเวลานาน หลายทศวรรษ อาจกล่าวได้ว่าวัสดุเหล่านี้มีคุณสมบัติอ่อนนุ่ม คืนตัว และมีสภาพยืดหยุ่นที่ดี โดยจะก่อตัวเป็นชั้น กันกระแทกระหว่างฐานฟันปลอมอะคริลิกกับเนื้อเยื่อที่รองรับข้างใต้ โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งวัสดุนี้ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกเป็นวัสดุฉาบฐานชนิดนุ่มแบบชั่วคราวซึ่งรวมถึงวัสดุปรับสภาพผิวเนื้อเยื่อซึ่งโดยพื้นฐาน แล้วมักจะประกอบไปด้วยพอลิเอทิลเมทาคริเลต เอสเทอร์หอมและเอทิลแอลกอฮอล์ ในกลุ่มที่สองเป็นพวกวัสดุฉาบ ฐานชนิดนุ่มแบบกึ่งถาวรอันมีองค์ประกอบโดยพื้นฐานจําพวกซิลิโคนหรืออะคริลิกเรซิน ได้มีการศึกษาและพัฒนาถึงคุณสมบัติที่มีประโยชน์ของวัสดุนี้ในงานวิจัยหลายด้าน ในบทความนี้ประสงค์ที่จะกล่าวทบทวนถึงประวัติความ เป็นมา คุณสมบัติที่สําคัญ ข้อบ่งชี้ในการใช้ตลอดจนงานวิจัยในระยะนี้ที่เกี่ยวข้องกับวัสดุกลุ่มนี้โดยเฉพาะเกี่ยวกับ ด้านการดูดซับและกระจายแรงสู่เนื้อเยื่อที่รองรับข้างใต้
ความยาวส่วนโค้งแนวฟันที่ต้องการสําหรับการปรับระดับโค้งสปี, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, กรพินท์ มหาทุมะรัตน์, กัญญา หิรัญภาณุพงศ์, ทศพร ปิยะกุลวรวัฒน์, รุ่งอรุณ อภินันทน์
ความยาวส่วนโค้งแนวฟันที่ต้องการสําหรับการปรับระดับโค้งสปี, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, กรพินท์ มหาทุมะรัตน์, กัญญา หิรัญภาณุพงศ์, ทศพร ปิยะกุลวรวัฒน์, รุ่งอรุณ อภินันทน์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความยาวส่วนโค้งแนวฟันที่ต้องการกับความลึกของโค้งสปี ในการปรับ ลดระดับโค้งสปี วัสดุและวิธีการ กระทําโดยการปรับฟันล่างในเตนโตฟอร์มให้มีความลึกของโค้งสปีเพิ่มขึ้นจากระดับปกติทั้งหมด 11 ระดับ ตั้งแต่ 1.55 ถึง 6.95 มิลลิเมตร วัดความยาวส่วนโค้งแนวฟันที่ปรากฏจริงจากแบบจําลองศึกษาที่พิมพ์ จากเดนโตฟอร์มที่ปรับระดับความลึกของโค้งสปีแต่ละระดับ นํามาลบออกจากผลรวมของค่าความกว้างในแนว ใกล้กลางไกลกลางของฟันทุกซี่ในขากรรไกรล่าง ได้เป็นค่าความยาวส่วนโค้งแนวฟันที่ต้องการสําหรับความลึกของโค้งสปีแต่ละระดับ ผลการศึกษา พบความสัมพันธ์ระหว่างความยาวส่วนโค้งแนวฟันที่ต้องการกับความลึกของโค้งสปีเป็นสมการเส้น ตรง Y = 0.820 X -1.376 สรุป ผลการศึกษานี้สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์แบบจําลองศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวินิจฉัยและ การวางแผนการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
ผลของการปรับสภาพผิวต่อความแข็งแรงพันธะเฉือนของพอร์ซเลนที่มีลูไซท์ปริมาณสูงกับอะลูมินัสพอร์ซเลน, กาญจนา กาญจนทวีวัฒน์, บุญเลิศ กู้เกียรติตระกูล
ผลของการปรับสภาพผิวต่อความแข็งแรงพันธะเฉือนของพอร์ซเลนที่มีลูไซท์ปริมาณสูงกับอะลูมินัสพอร์ซเลน, กาญจนา กาญจนทวีวัฒน์, บุญเลิศ กู้เกียรติตระกูล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาค่าความแข็งแรงพันธะเฉือนของพอร์ซเลนที่มีลูไซท์ปริมาณสูง ยึดติดกับอะลูมินัสพอร์ซเลนด้วยเรซินซีเมนต์ ภายใต้การปรับสภาพผิวต่างกัน วัสดุและวิธีการ เตรียมแผ่นกลมพอร์ซเลนที่มีลูไซท์ปริมาณสูง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.5 มม. หนา 1 มม. จํานวน 300 ชิ้น แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ๆ ละ 60 ชิ้น มีการปรับสภาพดังนี้ คือ แบบ A) ไม่ปรับสภาพผิว เป็นกลุ่มควบคุม แบบ B) ขัดเรียบด้วยกระดาษซิลิกอนคาร์ไบด์ แบบ C) กรอด้วยเข็มกรอกากเพชรชนิดหยาบ แบบ D) กัดด้วย กรดไฮโดรฟลูออริก เป็นเวลา 5 นาที และแบบ E) กัดด้วยเจลเอพีเอฟ เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นเตรียมแผ่นกลม อะลูมินัสพอร์ซเลน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 มม. หนา 1.5 มม. อย่างละ 300 ชิ้น แล้วแบ่งเป็น 6 กลุ่ม ๆ ละ 50 ชิ้น มีการปรับสภาพผิว ดังนี้ คือกลุ่ม 1) แบบ A กลุ่ม 2) แบบ B กลุ่ม 3) แบบ C กลุ่ม 4) เป่าทรายด้วยผง อะลูมิเนียมออกไซด์ เป็นเวลา 20 วินาที กลุ่ม 5) แบบ D และกลุ่ม 6) แบบ E จากนั้นนําแผ่นกลมอะลูมินัส พอร์ชเลนฝังในอะครีลิกเรซินใสเพื่อเป็นที่ยึดจับ แล้วยึดกับแผ่นกลมพอร์ชเลนที่มีลูไซท์ปริมาณสูงด้วยเรซินซีเมนต์ ภายใต้แรงกด 200 กรัม …
การศึกษาความสัมพันธ์ของจุดอ้างอิงต่าง ๆบริเวณแนวกลางของแบบฟันบน กับแนวกลางฟันหน้าบน, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, นิรมล ชำนาญนิธิอรรถ, ชัยศรี ธัญพิทยากุล, ธีรา ธรรมวาสี, ปิยะรัตน์ เฉลิมสุขสันต์
การศึกษาความสัมพันธ์ของจุดอ้างอิงต่าง ๆบริเวณแนวกลางของแบบฟันบน กับแนวกลางฟันหน้าบน, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, นิรมล ชำนาญนิธิอรรถ, ชัยศรี ธัญพิทยากุล, ธีรา ธรรมวาสี, ปิยะรัตน์ เฉลิมสุขสันต์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของจุดอ้างอิงต่าง ๆ บริเวณแนวกลางของแบบฟันบน กับแนวกลางฟัน หน้าบนในผู้ป่วยที่มีการเบี่ยงเบนของแนวกลางฟันหน้าบนไปจากแนวกลางใบหน้า วัสดุและวิธีการ ศึกษาในแบบฟันของผู้ป่วยที่มารับการตรวจที่ภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จํานวน 60 ราย ที่มีแนวกลางของฟันหน้าบนไม่ตรงกับแนวกลางของใบหน้า โดยวัด ระยะตั้งฉากจากจุดอ้างอิง 3 จุดที่อยู่บริเวณแนวกลางของแบบฟันบน ได้แก่ เนื้อยึดริมฝีปากบน จุดกึ่งกลางของ อินไซซีฟ แพพิลล่า และจุดกึ่งกลางของรูที่คู่ที่ 2 มายังเส้นสมมติแนวกลางของขากรรไกรบนที่ได้จากเส้นที่ลากผ่าน จุดกึ่งกลางของไฟเวียพาสาติใน กับจุดหน้าสุดบนมีเตียน พาลาดิน ราเฟ ก่อนที่จะเอียงขึ้นไปเป็นระนาบเอียงบน สันกระดูกเบ้าฟัน เปรียบเทียบกับระยะตั้งฉากจากแนวกลางฟันหน้าบน มายังแนวกลางของขากรรไกรบน ผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้ค่าสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 พบว่าแนว กลางฟันหน้าบน มีความสัมพันธ์กับตําแหน่งของเนื้อยึดริมฝีปากบน และอินไซซีฟ แพพิลล่า แต่ไม่สัมพันธ์กับ ตําแหน่งของจุดกึ่งกลางของรูที่คู่ที่ 2 สรุป ในบรรดาจุดอ้างอิงบริเวณแนวกลางขากรรไกรบน ได้แก่ เนื้อยึดริมฝีปากบน จุดกึ่งกลางของอินไชซีฟ แพพิลล่า และจุดกึ่งกลางของรูที่คู่ที่ 2 ตําแหน่งจุดกึ่งกลางของรูที่คู่ที่ 2 เป็นตําแหน่งที่มีการเบี่ยงเบนตามแนวกลาง ฟันหน้าบนน้อยที่สุด จึงน่าจะเป็นจุดอ้างอิงที่สามารถนํามาใช้กําหนดแนวกลางขากรรไกรบนในการวิเคราะห์แบบฟันได้
ความต้องการของประชาชนที่มารับการรักษาของโรงพยาบาล คณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุชาดา วัฒนบุรานนท์, ผ่องผุด หาญนรเศรษฐี
ความต้องการของประชาชนที่มารับการรักษาของโรงพยาบาล คณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุชาดา วัฒนบุรานนท์, ผ่องผุด หาญนรเศรษฐี
Chulalongkorn University Dental Journal
ศึกษาความต้องการของประชาชนที่มารับการรักษาทางทันตกรรมของโรงพยาบาลคณะทันตแพทย ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนําผลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนและพัฒนางานด้านบริการทางทันตกรรมของ คลินิกทันตกรรมบริการ โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มีประสิทธิภาพต่อไป วัสดุและวิธีการ ศึกษาจากแฟ้มประวัติผู้ป่วย และจากใบคําบอกกล่าวสําคัญของประชาชนที่มารับการตรวจและ รักษาที่คลินิกทันตกรรมบริการ โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2542 จํานวน 11,533 ราย ซึ่งเป็นประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 13-60 ปีขึ้นไป ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มอายุช่วง 21-30 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มารับการรักษาทางทันตกรรมมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 28.2 และจํานวนประชาชนที่มารับการรักษาจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยประชาชนเพศหญิงจะมารับการรักษา มากกว่าเพศชาย เป็นอัตราส่วน 2:1 และอาชีพของประชาชนส่วนใหญ่ที่มารับการรักษา คือ อาชีพอิสระหรือเอกชน คิดเป็นร้อยละ 37.9 สําหรับความต้องการในการรักษาส่วนใหญ่คือ การอุดฟันคิดเป็นร้อยละ 26.0 การขูดหิน น้ําลายหรือรักษาโรคปริทันต์ คิดเป็นร้อยละ 24.7 ตามลําดับ สรุป ความต้องการในการรักษาทางทันตกรรมของประชาชนยังมีอยู่ ดังนั้นจึงควรให้การบริการรักษาทางทันตกรรม เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการบูรณะฟัน และการรักษาโรคเหงือก
การให้ความสวยงามในฟันที่รักษาคลองรากฟัน, พรรณอุษา ตั้งงามสกุล, ปรารมภ์ ซาลิมี
การให้ความสวยงามในฟันที่รักษาคลองรากฟัน, พรรณอุษา ตั้งงามสกุล, ปรารมภ์ ซาลิมี
Chulalongkorn University Dental Journal
การเปลี่ยนสีของฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟันแล้วเป็นปัญหาด้านความสวยงามปัญหาหนึ่งโดย เฉพาะในฟันหน้า การเปลี่ยนสีนี้อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน แต่ปัญหานี้สามารถป้องกันและแก้ไขได้ บทความนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมวิธีการและวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ในการบูรณะฟันที่รักษาคลองรากฟันเพื่อความ สวยงาม โดยพิจารณาจากหลักการและเหตุผลในการใช้ของแต่ละวิธี ได้แก่ การฟอกสีฟัน การบูรณะฟันเดือย รวม ทั้งวิธีการบูรณะครอบฟันเซรามิกร่วมกับการใช้เดือยและแกนฟันเซรามิก
การจัดการมูลฝอยติดเชื้อของ ผู้ช่วยทันตแพทย์และคนงานคลินิกทันตกรรม กองทันตสาธารณสุข สํานักอนามัยกรุงเทพมหานคร, กรกมล หลักศิลา
การจัดการมูลฝอยติดเชื้อของ ผู้ช่วยทันตแพทย์และคนงานคลินิกทันตกรรม กองทันตสาธารณสุข สํานักอนามัยกรุงเทพมหานคร, กรกมล หลักศิลา
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในคลินิกทันตกรรมของผู้ช่วยทันตแพทย์และคนงาน การจัดการ นี้ได้แก่ การแยกทิ้ง การเก็บรวบรวม การเคลื่อนย้าย การรับรู้ความเสี่ยงอันตรายที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติของผู้ช่วย และความมีเพียงพอของวัสดุอุปกรณ์ที่จําเป็นต้องใช้ วัสดุและวิธีการ ใช้การสัมภาษณ์และการสังเกต ผู้ช่วยทันตแพทย์และคนงานคลินิกทันตกรรม 65 แห่ง กอง ทันตสาธารณสุข สํานักอนามัย กรุงเทพมหานคร จํานวน 130 คน เป็นผู้ช่วยทันตแพทย์และคนงานเท่ากันอย่างละ 65 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้น คําถามทางด้านประชากรศาสตร์ ประเภทของมูลฝอยติดเชื้อ และการ ปฏิบัติในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ผลการศึกษา ผู้ช่วยทันตแพทย์และคนงานมีคะแนนเฉลี่ยความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของมูลฝอยติดเชื้อร้อยละ 91.28 และ 88.08 คะแนนไม่มีความแตกต่างที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 กลุ่มศึกษาส่วนใหญ่แยกทิ้งมูลฝอยติดเชื้อ ชนิดไม่มีคมได้ถูกต้อง กลุ่มศึกษาส่วนน้อยแยกทิ้งมูลฝอยติดเชื้อมีคม การรวบรวมและการเคลื่อนย้ายมูลฝอยติด เชื้อไม่เหมาะสม สรุป แม้ว่าคะแนนความเข้าใจประเภทของมูลฝอยติดเชื้อของกลุ่มศึกษาค่อนข้างสูง แต่การจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ยังไม่เหมาะสม ซึ่งจะทําให้เป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติและสิ่งแวดล้อม ผลการศึกษาได้เสนอแนะแนวทางการจัดการ มูลฝอยติดเชื้อของคลินิกทันตกรรม 3 ด้าน คือ การอบรมให้ความรู้ผู้ปฏิบัติ การมีอุปกรณ์ที่เพียงพอและเหมาะสม มีการปรับปรุงแก้ไขและการนิเทศงานเพื่อให้สามารถดําเนินการจัดการมูลฝอยติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การยับยั้งขบวนการผลิตกรดแลกติกและ โพลีแซคคาไรด์ของเชื้อสเตร็พโตคอคคัสมิวแทนส์ โดยสารสกัดจากใบชา, เกรียงไกร คุ้มไพโรจน์, มาลี แซ่ก๊วย, วิธวรรณ แผ้วชนะ, อโนชา ชื่อสุวรรณ, อมรรัตน์ อิงคเศรษฐ์
การยับยั้งขบวนการผลิตกรดแลกติกและ โพลีแซคคาไรด์ของเชื้อสเตร็พโตคอคคัสมิวแทนส์ โดยสารสกัดจากใบชา, เกรียงไกร คุ้มไพโรจน์, มาลี แซ่ก๊วย, วิธวรรณ แผ้วชนะ, อโนชา ชื่อสุวรรณ, อมรรัตน์ อิงคเศรษฐ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัถตุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของสารสกัดจากใบชาที่ความเข้มข้นต่างๆ ต่อการยับยั้งการสร้างโพลีแซคคาไรด์และกรด แลกติกของเชื้อสเตร็พโตคอคคัส มิวแทนส์ สายพันธุ์ KPSK-2 ในหลอดทดลองเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม เพื่อนํา ข้อมูลนี้ไปเป็นแนวทางหนึ่งในการป้องกันโรคฟันผุ วัสดุและวิธีการ การทดลองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มทดสอบเลี้ยงเชื้อในอาหารเลี้ยงเชื้อทอด ซีเวต (Todd Hewitt) ที่เดิม 4% กลูโคส และมีสารสกัดจากใบชา (4.5 กรัม ในน้ํา 100 มิลลิลิตร) ความเข้มข้น 50.0, 33.3, 25.0, 20.0, 16.7 และ 14.2% โดยปริมาตร กลุ่มควบคุมเลี้ยงเชื้อในอาหารเลี้ยงเชื้อทอด อีเวต ที่เติมน้ํากลั่นแทน สารสกัดจากใบชา นําไปบ่มที่ 37 องศาเซลเซียสใน 5% คาร์บอนไดออกไซด์เป็นเวลา 48 ชั่วโมง เก็บเชื้อโดยนํา ไปปั่นที่ 3,000 รอบต่อนาที นําส่วนใสมาตรวจหาปริมาณโพลีแซคคาไรด์และปริมาณกรดแลกติก ผลการศึกษา โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยอะโนวา (ANOVA) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% พบว่าสารสกัดจากใบชา ที่ความเข้มข้นต่างๆ สามารถยับยั้งการสร้างโพลีแซคคาไรด์และกรดแลกติกของแบคทีเรียได้อย่างมีนัยสําคัญ (p<0.05) ยกเว้นสารสกัดจากใบชาที่ความเข้มข้น 14.2% ที่ไม่สามารถยับยั้งการสร้างกรดแลกติกได้ แต่สารสกัดจากใบชาทุก ความเข้มข้นที่ได้ทําในการทดลองนี้ ยับยั้งการสร้างโพลีแซคคาไรด์ของแบคทีเรียได้อย่างไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ส่วนผลต่อการสร้างกรดแลกติกพบว่ามีความแตกต่างกันในทุกความเข้มข้นโดยเมื่อความเข้มข้นของสารสกัด เพิ่มขึ้น การสร้างกรดแลกติกจะค่อย ๆ ลดลง สรุป สารสกัดจากใบชาทีความเข้มข้นที่เหมาะสมสามารถยับยั้งการสร้างโพลีแซคคาไรด์และกรดแลกติกของแบคทีเรีย จากเชื้อสเตร็พโตคอคคัส มิวแทนส์ ในหลอดทดลองได้
การเปรียบเทียบผลการระงับปวดของยา Ibuprofen และ Mefenamic Acid หลังผ่าตัดฟันคุด, วนิดา เตชาวัฒนวิศาล, วรรณวลี เจริญกุล, วลีรัตน์ ศุกรวรรณ, วัชรียา ทองรัตนาศิริ, วิธูวรรณ แผ้วชนะ, สมชาย เศรษฐศิริสมบัติ
การเปรียบเทียบผลการระงับปวดของยา Ibuprofen และ Mefenamic Acid หลังผ่าตัดฟันคุด, วนิดา เตชาวัฒนวิศาล, วรรณวลี เจริญกุล, วลีรัตน์ ศุกรวรรณ, วัชรียา ทองรัตนาศิริ, วิธูวรรณ แผ้วชนะ, สมชาย เศรษฐศิริสมบัติ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เปรียบเทียบผลการระงับปวดหลังผ่าตัดถอนฟันคุดของยาแก้ปวดประเภท NSAIDs 2 ชนิด คือ ibuprofen และ mefenamic acid และวิธีบริหารยาใน 2 ลักษณะ คือ รับประทานเป็นช่วงเวลาอย่างสม่ําเสมอหลัง การผ่าตัด และรับประทานเมื่อปวด วัสดุและวิธีการ เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองจํานวน 40 ราย ที่เข้ารับ การผ่าตัดเพื่อถอนฟันคุด #38 หรือ 148 ชนิดที่ตัวฟันบางส่วนโผล่เหนือเหงือกโดยนิสิตชั้นปีที่ 5 และได้รับยา แก้ปวดในรูปแบบต่าง ๆ กันหลังการผ่าตัด โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน นัดผู้ป่วยกลับมาตรวจ 1 สัปดาห์ ภายหลังการผ่าตัดเพื่อตัดไหมและให้ตอบแบบสอบถามอาการปวดภายหลังผ่าตัด และนับจํานวนยาแก้ปวดที่เหลือแล้วนําข้อมูลที่ได้มาทําการเปรียบเทียบด้วยวิธีการทางสถิติ โดยใช้วิธี one-way ANOVA ผลการศึกษา ยา mefenamic acid และยา ibuprofen มีปริมาณยาที่เหลือเฉลี่ยไม่ต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ และเมื่อ เปรียบเทียบวิธีบริหารยาที่แตกต่างกันพบว่าวิธีการรับประทานยาทุก 4 ชั่วโมงของยาทั้ง 2 ชนิดจะเหลือปริมาณยาเฉลี่ยต่อคนมากกว่าการรับประทานยาเมื่อปวด สรุป แนะนําให้จ่ายยา ibuprofen โดยวิธีให้รับประทานทุก 6 ชั่วโมง หลังจากการผ่าตัดฟันคุดเนื่องจากยา ibuprofen มีผลไม่พึงประสงค์ของยาน้อยกว่าและมีราคาถูกกว่ายา mefenamic acid แต่ให้ผลในการระงับปวดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ
คอลลาเจนชนิดที่ I : การสร้างและการควบคุม, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล
คอลลาเจนชนิดที่ I : การสร้างและการควบคุม, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล
Chulalongkorn University Dental Journal
คอลลาเจนชนิดที่ I เป็นโปรตีนชนิดเส้นใยแบบไม่ละลาย ที่พบมากที่สุดในกระดูก เนื้อฟัน ผิวหนังแท้และ เอ็นกล้ามเนื้อ ในบทความปริทัศน์นี้ จะเน้นถึงกลไกการสร้างและการควบคุมคอลลาเจนชนิดที่ 1 ซึ่งประกอบไปด้วย กระบวนการถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อสร้างสายอาร์เอ็นเอนํารหัส การเคลื่อนย้ายสายอาร์เอ็นเอนรหัสจากนิวเคลียสไปสู่ไซโทพลาสซึม, การแปลสัญญาณของนิวคลีโอไทด์บนอาร์เอ็นเอนํารหัสไปเป็นสายคอลลาเจน และ การปรับปรุงสายคอลลาเจนเพื่อให้เหมาะสมกับการทํางาน การมีส่วนเกี่ยวข้องของนิวเคลียร์โปรตีน อาทิเช่น Spl, CAT binding protein (CBF), NF-I และ NP/NMP4 ในการควบคุมการถอดรหัสพันธุกรรม รวมทั้งการศึกษาที่นําไป สู่แนวความคิดที่เสนอว่าเซลล์ของแต่ละเนื้อเยื่อมีการสร้างและควบคุมคอลลาเจนชนิดที่ 1 ที่แตกต่างกัน ดังนั้น ความรู้ที่ได้จึงอาจนํามาประยุกต์ใช้ในการป้องกันการเกิดโรคเช่น ภาวะเกิดพังผืด ภาวะกระดูกพรุน และโรคปริทันต์อักเสบ