Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Prosthodontics and Prosthodontology (74)
- Dental Materials (57)
- Oral and Maxillofacial Surgery (45)
- Oral Biology and Oral Pathology (35)
- Pediatric Dentistry and Pedodontics (31)
-
- Dental Public Health and Education (29)
- Orthodontics and Orthodontology (22)
- Endodontics and Endodontology (15)
- Periodontics and Periodontology (13)
- Medical Specialties (2)
- Oral Medicine (2)
- Oral and Maxillofacial Radiology (2)
- Alternative and Complementary Medicine (1)
- Congenital, Hereditary, and Neonatal Diseases and Abnormalities (1)
- Dental Hygiene (1)
- Dermatology (1)
- Diseases (1)
- Health and Medical Administration (1)
- Interprofessional Education (1)
- Medical Education (1)
- Orthopedics (1)
- Other Dentistry (1)
- Pathological Conditions, Signs and Symptoms (1)
- Quality Improvement (1)
- Skin and Connective Tissue Diseases (1)
- Veterinary Medicine (1)
- Veterinary Pathology and Pathobiology (1)
- Veterinary Toxicology and Pharmacology (1)
- Keyword
-
- Calcium hydroxide (5)
- Dental caries (5)
- Anxiety (4)
- Composite resin (4)
- Retention (4)
-
- Acrylic resin (3)
- CAI (3)
- Denture base (3)
- Fluoride (3)
- Microleakage (3)
- Periodontal disease (3)
- Quality of life (3)
- Resin cement (3)
- Saliva (3)
- Streptococcus mutans (3)
- Transverse strength (3)
- Treatment (3)
- Acid Production (2)
- Artificial caries-like lesion (2)
- Attrition (2)
- Caries prevalence (2)
- Chlorhexidine (2)
- Computer program (2)
- Condylar Path Angle (2)
- Deflective rupture (2)
- Demineralization inhibitory ability (2)
- Dental Anatomy (2)
- Dental Health Knowledge (2)
- Dental Report (2)
- Dental fear (2)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 691 - 720 of 1270
Full-Text Articles in Dentistry
ผลลัพธ์และเสถียรภาพของการขยายกระดูกขากรรไกร และส่วนโค้งแนวฟันในแนวทรานสเวอร์ส, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล
ผลลัพธ์และเสถียรภาพของการขยายกระดูกขากรรไกร และส่วนโค้งแนวฟันในแนวทรานสเวอร์ส, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล
Chulalongkorn University Dental Journal
ในบทความนี้จะนําเสนอการเจริญเติบโตตามปกติของกระดูกขากรรไกรและส่วนโค้งแนวฟันในแนวทรานสเวอร์ส ผลของการรักษาและเสถียรภาพของการขยายขากรรไกร ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์และเสถียรภาพของการรักษา คืออัตราเร็วในการขยายแบบช้าและเร็ว อายุผู้ป่วย ลักษณะของเครื่องมือที่ใช้การรักษาร่วมกับการผ่าตัดและ การคงสภาพเพื่อควบคุมเสถียรภาพภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงในแนวทรานสเวอร์ส
ผลของสารซิมวาสเตตินต่อการเพิ่มจํานวนเซลล์ และระดับการทํางานของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี 2 และ -9 ในเซลล์ไลน์มะเร็งเอชเอสซี 4 และ เซลล์ไลน์มะเร็งซีซีแอล 25, ริสา ชัยศุภรัตน์, ผกาวัลย์ มูสิกพงศ์, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล
ผลของสารซิมวาสเตตินต่อการเพิ่มจํานวนเซลล์ และระดับการทํางานของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี 2 และ -9 ในเซลล์ไลน์มะเร็งเอชเอสซี 4 และ เซลล์ไลน์มะเร็งซีซีแอล 25, ริสา ชัยศุภรัตน์, ผกาวัลย์ มูสิกพงศ์, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของสารซึมวาสเดิน ที่มีต่อการเพิ่มจํานวนเซลล์และระดับเอนไซม์เอ็มเอ็มพี-2 และ - ในเซลล์ไลน์มะเร็งเอชเอสซี -4 และ เซลล์ไลน์มะเร็งซีซีแอล-25 วัสดุและวิธีการ เซลล์จะถูกทดสอบด้วยสารซึมวาสเคดินในอาหารเลี้ยงเซลล์ที่ปราศจากซีรัม เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นวัดจํานวนเซลล์ด้วยสารเอ็มทีที เอนไซม์ที่อยู่ในอาหารเพาะเลี้ยงเซลล์ที่ได้หลังการทดสอบ จะถูกตรวจวัด ระดับการทํางานของเอนไซม์ด้วยวิธีเจลาตินไซโมกราฟฟิ ข้อมูลที่ได้จะถูกวิเคราะห์ทางสถิติแบบ One way ANOVA (α < 0.05) ผลการศีกษา สารมวาสเตตินที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 15 และ 20 ไมโครโมลาร์ มีผลยับยั้งการเพิ่ม จํานวนของเซลล์ไลน์มะเร็งเอชเอสซี-4 และเซลล์ไลน์มะเร็งซีซีแอล-25 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สารซึมวาส- เดินที่ระดับความเข้มข้น 10 ไมโครโมลาร์มีผลยับยั้งระดับการทํางานของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี 9 ในเซลล์มะเร็งซีซีแอล- 25 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และสารซึมวาสเคดินไม่มีผลอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติต่อระดับการทํางานของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี-2 และ -9 ในเซลล์มะเร็งเอชเอสซี-4 สรุป ความเป็นพิษของสารชิมวาสเตตินที่มีต่อเซลล์ไลน์มะเร็งเอชเอสซี -4 และ เซลล์ไลน์มะเร็งซีซีแอล-25 อยู่ที่ ระดับความเข้มข้น 15 และ 20 ไมโครโมลาร์ สารซึมวาสเตดินมีผลยับยั้งระดับการทํางานของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี- ในเซลล์มะเร็งซีซีแอล-25 ที่ระดับความเข้มข้น 10 ไมโครโมลาร์ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
การศึกษาอัตราความชุกของฟันที่ได้รับอันตรายจากแรงกระแทกในเด็กนักเรียนชาย, จินตนา ทุมโฆสิต
การศึกษาอัตราความชุกของฟันที่ได้รับอันตรายจากแรงกระแทกในเด็กนักเรียนชาย, จินตนา ทุมโฆสิต
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอัตราความชุกของฟันที่ได้รับอันตรายจากแรงกระแทก สาเหตุและผลกระทบต่อฟันที่ได้รับ อันตราย รวมทั้งฟันซี่ที่ได้รับอันตรายบ่อยที่สุด วัสดุและวิธีการโดยการสํารวจทางระบาดวิทยาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจากนักเรียนชายในช่วงอายุ 17-18 ปี ในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมระดับปานกลางจนถึงดี ในกรุงเทพมหานคร จํานวน 2,934 คน โดยทันตแพทย์ตรวจสภาพของฟันแท้ที่มีการแตกปั่น หัก ที่ได้รับการบูรณะแล้ว หรือยังไม่ได้รับการบูรณะ รวมทั้งฟันที่เปลี่ยนสี โยก และสูญหาย ร่วมกับการซักประวัติโดยผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ได้รับการฝึกหัดมาแล้ว ผลการศึกษา พบว่ามีความชุกของฟันที่ได้รับอันตรายจากแรงกระแทกร้อยละ 9.3 (277 คน, 354 ) โดยสาเหตุ สําคัญคือการหกล้ม (ร้อยละ 53.1) อุบัติเหตุทุกชนิดมักเกิดกับฟันตัดซี่กลางหน้าบนทั้งซ้ายและขวา (ร้อยละ 47.6) และ (ร้อยละ 43.3) ความรุนแรงที่ฟันได้รับแรงกระแทกส่วนใหญ่จะเกิดกับชั้นเคลือบฟัน (ร้อยละ 45.8) สรุป จากผลการศึกษาแสดงให้ทราบอัตราความชุกของฟันที่ได้รับอันตรายจากแรงกระแทก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมี ประโยชน์ในการกระตุ้นให้สังคมเกิดความตื่นตัวในการหามาตรการป้องกันอันตรายต่อไป
สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้กระตุ้นการเพิ่มจํานวนของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ และเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยง จากเนื้อเยื่อโพรงฟัน, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, กนกนัดดา ตะเวทีกุล, กุลวดี เทมกุญชร
สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้กระตุ้นการเพิ่มจํานวนของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ และเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยง จากเนื้อเยื่อโพรงฟัน, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, กนกนัดดา ตะเวทีกุล, กุลวดี เทมกุญชร
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารสกัดส่วนวุ้นและส่วนยางของว่านหางจระเข้ ที่มีต่อการเพิ่มจํานวนเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ เซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโพรงฟันและเนื้อเยื่อเหงือก วัสดุและวิธีการ เซลล์จะถูกทดสอบด้วยสารสกัดส่วนวุ้นและส่วนยางของว่านหางจระเข้ และสารสกัดส่วนวันที่ถูกทําให้ แห้ง ในอาหารเลี้ยงเซลล์ที่ปราศจากรัม เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นวัดจํานวนเซลล์ด้วยสารเอ็มทีทีและวิเคราะห์ ทางสถิติแบบ One way ANOVA (α < 0.05) ผลการศึกษา สารสกัดส่วนวันที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 5, 10, 20 และ 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลกระตุ้น การเพิ่มจํานวนของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ และเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโพรงฟัน อย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติ สารสกัดส่วนยางของว่านหางจระเข้ที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 400 และ 600 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร มีผลลดจํานวนเซลล์ของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ และเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโทรงฟัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ที่ทําให้แห้งด้วยวิธีเยือกแข็ง ที่ความเข้มข้นของโปรตีน 50, 100 และ 200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลกระตุ้นการเพิ่มจํานวนเซลล์ของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ และเซลล์ สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยี่ยโพรงฟัน และสารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ที่ทําให้แห้งด้วยวิธีเชือกแข็งที่ความ เข้มข้นของโปรตีน 50 และ 100 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลกระตุ้นการเพิ่มจํานวนของเซลล์สร้างเส้นใยที่แยก จากเนื้อเยี่ยเหงือก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สรุป สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ ที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 5-50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และสารสกัด ส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ที่ทําให้แห้งด้วยวิธีเยียกแข็ง ความเข้มข้นของโปรตีน 50-200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร สามารถกระตุ้นการเพิ่มจํานวนเซลล์ของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ เซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโพรงฟัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ที่ทําให้แห้งด้วยวิธีเยือกแข็ง ความเข้มข้นของโปรตีน 50-100 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร สามารถกระตุ้นการเพิ่มจํานวนเซลล์ของเซลล์สร้างเส้นใยที่แยกจากเนื้อเยื่อเหงือก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ในขณะที่สารสกัดส่วนยางของว่านหางจระเข้ที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 400 และ 600 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลลดจํานวนเซลล์เอ็นยึดปริทันต์และเซลล์สร้างเส้นใยที่แยกจากเนื้อเยื่อโพรงฟันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
สันกระดูกขากรรไกรว่างในขากรรไกรบนและล่าง ของประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง, ภาณุรุจ อากีลาร์', วุฒิธิชา เฉียงตะวัน, อรพินท์ แก้วปลั่ง
สันกระดูกขากรรไกรว่างในขากรรไกรบนและล่าง ของประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง, ภาณุรุจ อากีลาร์', วุฒิธิชา เฉียงตะวัน, อรพินท์ แก้วปลั่ง
Chulalongkorn University Dental Journal
การคึกษาครั้งนี้เพื่อหาความกว้างเฉลี่ยในแนวใกล้แก้มถึงใกล้ลิ้นของสันกระดูกขากรรไกรว่างในขากรรไกรบนและล่างและหาความสัมพันธ์ของความกว้างเฉลี่ยกับอายุหรือเพศในประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง ทําการศึกษาโดยใช้ชิ้นหล่อวินิจฉัยของผู้ป่วยในภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์คณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระหว่างปี พ.ศ. 2536-40 จํานวน 113 คู่ เป็นชาย 45 คน หญิง 68 คน มีอายุเฉลี่ย 42.98 ปี มาวัดโดยใช้ Boyley sliding caliper จากระดับจุดสูงสุดของสั่นเหงือกลงมาทางปลายรากฟันเป็นระยะ 3, 5 และ 7 มิลลิเมตร ตามลําดับ ในแต่ละตําแหน่งทําการวัด 2 ครั้งโดยผู้ทําการศึกษาคนละครั้งซึ่งแต่ละครั้งวัด 3 จุด คือจุดที่คาดว่า เป็นกึ่งกลางของฟันที่หายไปกับระยะหน้าและหลังต่อจุดนี้ 2 มิลลิเมตรหาค่าเฉลี่ยความกว้างแล้วหักออกด้วยความ หนาเฉลี่ยของเนื้อเยื่ออ่อนที่ปกคลุมในแต่ละบริเวณซึ่งดัดแปลงมาจากรายงานที่มีการศึกษาก่อนหน้านี้ พบว่าความ กว้างเฉลี่ยของสันกระดูกขากรรไกรว่างที่ระดับ 3, 5 และ 7 มิลลิเมตรในแต่ละบริเวณมีค่าดังนี้ ฟันหน้าบนมีค่า 5.05± 1.35, 5.02 ±1.45 และ 6.76±1.51 มิลลิเมตร ฟันหลังบนขวามีค่า 7.30 ± 2.27, 8.80 ± 2.40 และ 10.03 ± 2.42 มิลลิเมตร ฟันหลังบนซ้ายมีค่า 6.98 ±1.93, 8.10 ±2.24 และ 8.68 ±2.48 มิลลิเมตร ฟันหน้าล่างมีค่า 4.54 ±1.46, 5.70±0.70 และ 5.97 ±0.19 มิลลิเมตร พื้นหลังล่างขวามีค่า 7.10 ±1.87, 8.01±1.78 และ 8.76 ±1.61 มิลลิเมตรและฟันหลังล่างซ้ายมีค่า 6.45 ±1.66, 7.32±1.68 และ 8.18±1.77 มิลลิเมตร ตามลําดับ เมื่อนาข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ two-way ANOVA พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมี …
ภาพลักษณ์ของทันตแพทย์จากทัศนะของประชากรกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ชาญชัย โห้สงวน, นภาพร วรรษา, ยุวธิดา ด้วงทองสุข, สุวพัชร บูรณ์เจริญ
ภาพลักษณ์ของทันตแพทย์จากทัศนะของประชากรกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ชาญชัย โห้สงวน, นภาพร วรรษา, ยุวธิดา ด้วงทองสุข, สุวพัชร บูรณ์เจริญ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติของประชาชนกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพมหานครที่มีต่อทันตแพทย์ และประเมินปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทันตแพทย์ วัสดุและวิธีการ ทําการเก็บข้อมูลโดยส่งแบบสอบถามให้แก่กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถม- ศึกษาปีที่ 1 - 4 โรงเรียนวัดพลับพลาชัยจํานวน 849 คน ภาพลักษณ์ทันตแพทย์ถูกวัดจากข้อความ 25 รายการ จําแนกออกเป็นมิติย่อย 4 ด้าน คือ ด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างทันตแพทย์และผู้ป่วย ด้านบุคลิกภาพของทันตแพทย์ ด้านทักษะความชํานาญของทันตแพทย์ และด้านระบบการบริการ / ค่าใช้จ่ายในการรักษา ทําการวิเคราะห์หาความ สัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์ทันตแพทย์กับปัจจัยต่าง ๆ ด้วยการทดสอบสมมุติฐานแบบนั้นพาราเมตริก ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษา มีทัศนคติในเชิงบวกต่อทันตแพทย์ และให้ น้ําหนักความสําคัญแก่มิติทางด้านทักษะความชํานาญ ด้านบุคลิกลักษณะของทันตแพทย์ และด้านการติดต่อสื่อสาร ระหว่างทันตแพทย์และผู้ป่วยอยู่ในระดับพอประมาณใกล้เคียงกัน การศึกษานี้พบว่ามีปัจจัยหลายประการที่มีความ สัมพันธ์กับภาพลักษณ์ทันตแพทย์โดยรวมหรือในมิติย่อย ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถาม ตลอดรวมถึงระยะเวลานับตั้งแต่การไปพบทันตแพทย์ครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ใช้บริการ ทันตกรรมในสถานพยาบาลเอกชนมีทัศนคติต่อทันตแพทย์ค่อนในทางบวกมากกว่ากลุ่มที่ใช้บริการในสถานพยาบาลของรัฐ (p = 0.014) สรุป ประชาชนเขตเมืองในปัจจุบันมีทัศนคติในทางที่ดีต่อทันตแพทย์ ทัศนคตินี้ถูกกําหนดโดยปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก และมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้บริการทันตกรรมของประชาชน
ความชุกของฟันเดนส์ อีแวจิเนทัสในเด็กไทยกลุ่มหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร, ศิวพร สุขอร่าม
ความชุกของฟันเดนส์ อีแวจิเนทัสในเด็กไทยกลุ่มหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร, ศิวพร สุขอร่าม
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อรายงานความชุกของฟันเดนส์ อีแวจิเนทัสในฟันกรามน้อย อายุที่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่แรก เริ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างอายุกับการสึกของปุ่มนูนและระหว่างความชุกของฟันที่มีเตนส์ แวจิเนสในฟันกรามน้อยกับเพศ วัสดุและวิธีการเก็บข้อมูลจากเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ของโรงเรียนราชวินิตบางแคปานขํา เขตบางแค กรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 1,141 คน โดยการตรวจฟันกรามน้อยและบันทึกข้อมูลสถานะของฟันกรามน้อย นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป SPSS for windows ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ความชุกของฟันเดนส์ แวจีเนทัสในฟันกรามน้อยในเด็กมัธยมศึกษาตอนต้นจํานวน 1,141 คน พบเด็กนักเรียนที่มีฟันเดนส์ แวจิเนส จํานวน 21 คน เท่ากับ ร้อยละ 1.8 พบในฟันกรามน้อยล่างมากกว่าฟัน กรามน้อยบน ฟันล่างพบในฟันกรามน้อยที่ 2 มากกว่าฟันกรามน้อยที่ 1 ส่วนฟันบนพบในฟันกรามน้อยที่ 1 มากกว่าฟันกรามน้อย 2 พบตําแหน่งของปุ่มนูนที่ร่องกลางฟันมากกว่าบนสันด้านลิ้น ปุ่มนูนส่วนใหญ่มีการสึก ไม่เผยพึ่งถึงเนื้อเยื่อฟัน เพศชายกับเพศหญิงไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ พบในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาก ที่สุดโดยที่ในช่วงอายุ 11-12 ปี มากกว่าช่วง 13-17 ปี อย่างมีนัยสําคัญ (P = 0.004) สรุป ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจัดการดูแลฟันเดนส์ อีแวจิเนทัสในฟันกรามน้อยควรเป็นอายุ 12 ปี เพื่อเป็นการป้องกันพยาธิสภาพที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการที่ปุ่มนูนของฟันที่มีความผิดปกตินี้สึกหรือหักอันอาจนํามาซึ่งรอยโรครอบปลายรากฟัน ทันตแพทย์จึงควรเข้าไปตรวจ ติดตามดูแลตั้งแต่ยังไม่ปรากฏอาการและทําการป้องกันใน ช่วงอายุที่ฟันกรามน้อยเพิ่งเริ่มขึ้น
อิทธิพลของบทบาทแห่งเพศต่อการตัดสินใจเลือกวิชาชีพของนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชาญชัย โห้สงวน, จิรวัฒน์ เกียรติบูรณกุล, ปองกานต์ สุนทรฉาย
อิทธิพลของบทบาทแห่งเพศต่อการตัดสินใจเลือกวิชาชีพของนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชาญชัย โห้สงวน, จิรวัฒน์ เกียรติบูรณกุล, ปองกานต์ สุนทรฉาย
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอิทธิพลของบทบาทแห่งเพศ ต่อการตัดสินใจเลือกเรียน วิชาชีพทันตแพทยศาสตร์ และต่อแนวโน้มของการประกอบวิชาชีพภายหลังจบการศึกษา วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งหมดจํานวน 616 คน ในปีการศึกษา 2542 ใช้แบบสอบถามชนิดตอบเองเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุผลในการ ตัดสินใจเลือกเรียนวิชาชีพทันตแพทย์ รวมทั้งการวางแผนอนาคตภายหลังจากจบการศึกษา แล้วทําการวิเคราะห์ เปรียบเทียบระหว่างนิสิตชายและหญิง ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างนิสิตส่งแบบสอบถามกลับคืน 427 คน เป็นเพศหญิง 344 คน (ร้อยละ 80.6) และ เพศชาย 83 คน (ร้อยละ 19.4) พบว่ามีจํานวนนิสิตหญิงที่เลือกคณะทันตแพทยศาสตร์เป็นอันดับที่ 1 มากกว่า นิสิตรายอย่างมีนัยสําคัญ (P < 0.05) นิสิตหญิงมักได้รับคําแนะนําในการเลือกวิชาชีพทันตแพทย์จาก บิดามารดา ในขณะที่นิสิตชายมักตัดสินใจด้วยตนเอง นิสิตหญิงมีญาติที่ประกอบอาชีพหรือกําลังศึกษาอยู่ใน วิชาชีพด้านสุขภาพมากกว่านิสิตขายอย่างมีนัยสําคัญ (P < 0.05) ในด้านแนวโน้มของการประกอบวิชาชีพ ในอนาคตนั้น พบว่า นิสิตหญิงเห็นความจําเป็นที่จะต้องลดจํานวนชั่วโมงทํางานหรืออาจหยุดประกอบวิชาชีพ ชั่วคราวเพื่อเลี้ยงดูบุตรมากกว่านิสิตขาย (P < 0.05) สรุป บทบาทแห่งเพศอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนวิชาชีพทันตแพทย์ และยังอาจมีส่วนในการกําาหนดแบบแผนการประกอบวิชาชีพภายหลังจบการศึกษาด้วย
ความสามารถในการทําซ้ําของการเอียงของศีรษะในท่านั่งและยืน เมื่อมองตรงไปด้านหน้าโดยใช้หรือ ไม่ใช้กระจกกำหนดแนวสายตา, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, ชัยวัฒน์ วราอุบล, สัมพันธ์ ติงธนากุล
ความสามารถในการทําซ้ําของการเอียงของศีรษะในท่านั่งและยืน เมื่อมองตรงไปด้านหน้าโดยใช้หรือ ไม่ใช้กระจกกำหนดแนวสายตา, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, ชัยวัฒน์ วราอุบล, สัมพันธ์ ติงธนากุล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการทําซ้ํา (reproducibility) ของการเอียงของศีรษะ (head orientation)ในท่านั่งและยืนโดยใช้และไม่ใช้กระจกเพื่อช่วยกําหนดแนวสายตา วัสดุและวิธีการ อาสาสมัครคือนิสิตทันตแพทย์จํานวน 3 คน เพศชาย 13 คน หญิง 25 คน อายุเฉลี่ยเท่ากับ 2ปี 1 เดือน ทําการถ่ายภาพหน้าด้านข้างด้วยกล้องถ่ายภาพดิจิตอลโดยใช้สภาวะแวดล้อมเดียวกันใน 4 ลักษณะคือ 1) นั่งหลังตรง มองตรง 2) นั่งหลังตรง มองตรงและใช้กระจกกําหนดระดับแนวสายตา 3) ยืนตัวตรง มองตรง 4) ยืน ตัวตรง มองตรงและใช้กระจกกําหนดระดับแนวสายตา ทําการถ่ายภาพทั้ง 4 ลักษณะจํานวน 2 ครั้งในระยะเวลา ที่ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ภาพดิจิตอลทั้งหมดจะถูกนํามาวัดค่ามุมระหว่าง Glabella-Subnasale Line (GSL) และ True Vertical Line (TVL) ด้วยโปรแกรม Photoshop 7.0 โดยมุมดังกล่าวจะถูกใช้เป็นตัวแทนของการเชียง องศีรษะของกลุ่มอาสาสมัคร ผลการศึกษา พบว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสําคัญระหว่างมุม GSL-TVL ที่ได้จากการถ่ายภาพ ทั้งสองครั้งในทั้ง 4 ลักษณะ ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของมุม GSL-TVL ระหว่างการถ่ายภาพครั้งที่หนึ่งและสองในท่านั่ง ท่านั่งมองกระจก ท่ายืนและท่ายืนมองกระจกเท่ากับ 1.16 0.50 0.14 และ 0.13 องศาตามลําดับ และมีค่า method error เท่ากับ 2.00 2.05 2.78 และ 3.46 องศาตามลําาดับ สรุป การเอียงของศีรษะในท่ายืนมีแนวโน้มที่จะทําซ้ําได้ง่ายกว่าท่านั่ง ศีรษะมีแนวโน้มที่จะเงยในท่านั่งมากกว่าในท่ายืนและการใช้กระจกกําหนดแนวสายตาอาจมีผลทําให้การทําซ้ําของการเอียงของศีรษะในท่านั่งเป็นไปได้ง่ายขึ้น
การยึดชิ้นฟันที่หักติดเข้ากับตัวฟันเดิม ในฟันหน้า : รายงานผู้ป่วย 2 ราย, มลิวรรณ วงศ์สิทธาจารย์, สุชาดา วัฒนบุรานนท์
การยึดชิ้นฟันที่หักติดเข้ากับตัวฟันเดิม ในฟันหน้า : รายงานผู้ป่วย 2 ราย, มลิวรรณ วงศ์สิทธาจารย์, สุชาดา วัฒนบุรานนท์
Chulalongkorn University Dental Journal
การใช้ชิ้นฟันที่หักติดเข้ากับตัวฟันเดิม นับเป็นทางเลือกหนึ่งในการบูรณะฟันที่แตกหัก ซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุ ก่อการบาดเจ็บของฟันหน้าในกรณีที่ผู้ป่วยเก็บชิ้นส่วนฟันที่หักไว้ได้ จัดเป็นการบูรณะฟันเชิงอนุรักษ์ เป็นการ บูรณะฟันที่แตกหักได้อย่างปัจจุบันทันด่วนทั้งในเชิงการบูรณะชั่วคราวหรือถาวร โดยอาศัยระบบบอนด์ดึง (Bonding) และวัสดุเรซินคอมโพสิตช่วยในการยึดติด ใช้เวลาในการบูรณะน้อย, ประหยัดค่าใช้จ่าย, ได้ฟันที่มีสี, รูปร่างและ ทําหน้าที่ได้ดังเดิม ดังเช่นผู้ป่วยทั้ง 2 ราย ซึ่งได้รับการบูรณะฟันด้วยวิธีนี้และประสบผลสําเร็จจากการติดตามผลการรักษาเป็นเวลา 1 ปี
การประเมินประสิทธิภาพของฟันปลอมโดยการศึกษา ความสัมพันธ์ของความสามารถในการบดเคี้ยวและ การแสดงการบดเคี้ยวในผู้ป่วยสูงอายุ, ปรารมภ์ ชาลินี, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, ดุษฎี ประดับพลอย, เกรียงไกร วรรธนะเลาหะ, ชาญวิทย์ ประพิณจารูญ, ชุติมา ธีระเรืองไชยศรี
การประเมินประสิทธิภาพของฟันปลอมโดยการศึกษา ความสัมพันธ์ของความสามารถในการบดเคี้ยวและ การแสดงการบดเคี้ยวในผู้ป่วยสูงอายุ, ปรารมภ์ ชาลินี, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, ดุษฎี ประดับพลอย, เกรียงไกร วรรธนะเลาหะ, ชาญวิทย์ ประพิณจารูญ, ชุติมา ธีระเรืองไชยศรี
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ ประสิทธิภาพในการบดเคี้ยว (masticatory efficiency) มีความสําคัญอย่างมากต่อสุขภาพร่างกาย ในผู้ป่วยที่มีการสูญเสียฟันธรรมชาติจะมีประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวอาหารลดลงซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการใส่ฟันปลอม การประเมินประสิทธิภาพของฟันปลอมให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างแท้จริงจึงมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งโดยทั่วไป ทันตแพทย์มักใช้วิธีการประเมินโดยการสอบถามจากผู้ป่วยซึ่งมิได้ให้ผลอ้างอิงที่ชัดเจน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการประเมินประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวในผู้ป่วยสูงอายุโดยการหาความสัมพันธ์ระหว่าง ความสามารถในการบดเคี้ยว (masticatory ability) ซึ่งเป็นการสอบถามจากผู้ป่วย และการแสดงการบดเคี้ยว (mas-ticatory performance) ซึ่งเป็นการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ว่าให้ผลไปในทางเดียวกันหรือไม่ วัสดุและวิธีการ ทําการศึกษาในผู้ป่วยสูงอายุ (อายุ 55 ปีขึ้นไป) ที่มารับบริการใส่ฟันปลอมในคลินิกบัณฑิตศึกษา ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ จํานวน 62 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ผู้ป่วยที่ใส่ฟันปลอมถอดได้ทั้งปากในขากรรไกรบนและล่าง (18 คน) กลุ่มที่สอง คือผู้ป่วยที่ใส่ฟันปลอมบางส่วน ถอดได้สบกับฟันปลอมบางส่วนถอดได้หรือฟันปลอมทั้งปาก (29 คน) และกลุ่มที่สามคือ ผู้ป่วยที่ใส่ฟันปลอมบาง ส่วนถอดได้สบกับฟันธรรมชาติ (15 คน) การทดสอบความสามารถในการบดเคี้ยวทําโดยการประเมินความพึง พอใจในการเคี้ยวอาหารของผู้ป่วยหลังใส่ฟันปลอมจากการตอบคําถาม ส่วนการแสดงการบดเคี้ยวทําโดยการวัด ความละเอียดของอาหารที่เคี้ยวด้วยวิธีร่อนอาหารผ่านตะแกรงโดยให้ผู้ป่วยเคี้ยวแครอทหนึ่งชิ้น (น้ําหนัก 3 กรัม) จํานวน 40 ครั้ง นํามาผ่านตะแกรงชนิดหยาบและละเอียด ตามลําดับ จากนั้นจึงพึ่งให้แห้ง ชั่งน้ําหนัก และ คํานวณการแสดงการบดเคี้ยว นําข้อมูลมาที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ จากนั้นหาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถ ในการบดเคี้ยวกับการแสดงการบดเคี้ยวทางสถิติโดยใช้การทดสอบ ไค-สแควร์ ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 โดยใช้เกณฑ์ การแสดงการบดเคี้ยวตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไปถือว่ามีประสิทธิภาพดี ผลการศึกษา การศึกษาพบว่าไม่มีความแตกต่างของการแสดงการบดเคี้ยวในกลุ่มผู้สูงอายุที่ใส่ฟันปลอมประเภท ต่าง ๆ กัน ทั้ง 3 กลุ่ม อย่างมีนัยสําคัญ และความสามารถในการบดเคี้ยวไม่มีความสัมพันธ์กับการแสดงการบดเคี้ยว สรุป ทันตแพทย์ไม่ควรประเมินประสิทธิภาพของฟันปลอมจากการสอบถามผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่ควรทําการ ทดสอบเพื่อให้เห็นถึงความสามารถของฟันปลอมในการใช้บดเคี้ยวอาหารอย่างแท้จริง
การทดสอบสมการทํานายความกว้างของฟันเขียว และฟันกรามน้อยในคลินิกทันตกรรมจัดฟัน, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล, วัชระ เพชรคุปต์
การทดสอบสมการทํานายความกว้างของฟันเขียว และฟันกรามน้อยในคลินิกทันตกรรมจัดฟัน, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล, วัชระ เพชรคุปต์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความแม่นยําในการทํานายผลรวมความกว้างของฟันเขี้ยว ฟันกรามน้อยที่หนึ่ง และฟันกรามน้อยซี่ที่สองในคนไทย เมื่อใช้สมการการทํานายที่สร้างขึ้นจากความกว้างของ ฟันกรามแท้ซี่แรกในขากรรไกรเดียวกันของวัชระและปิยารัตน์ เปรียบเทียบกับการทํานายโดยใช้ตาราง Moyers วัน และวิธีการ วัดนาดฟันจากแบบจําลองฟันของผู้ป่วยที่รับการบําบัดรักษาในคลินิกทันตกรรมจัดฟัน ภาควิชา ทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 200 ราย แบ่งเป็นเพศชาย 100 ราย และหญิ 100 ราย หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลรวมความกว้างของฟันเขี้ยวและฟันกรามน้อยทั้งสอง จากค่าจริงที่วัดจากแบบจําลองฟัน นํามาเปรียบเทียบกับค่าที่ได้จากการคํานวณโดยใช้ความกว้างของฟันกรามแท้ ซี่แรกในขากรรไกรเดียวกันตามสมการของวัชระและปิยารัตน์ และจากการใช้ตาราง Meyers (Moyers probability chart) น่าค่าที่วัดได้มาทดสอบความแตกต่าง โดยใช้สถิติ Paired T-test ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 และหาความสัมพันธ์ โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลของการศึกษา พบว่าในขากรรไกรบนของเพศชายและขากรรไกรล่างของเพศหญิงมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติระหว่างค่าของขนาดฟันที่ได้จากการใช้ตาราง Moyers กับการใช้สมการวัชระและปิยารัตน์ (P < 0.01) และการใช้ตาราง Moyers กับค่าที่ได้จากฟันจริง (P < 0.01) แต่ไม่พบความแตกต่างกันระหว่าง ขนาดฟันที่ได้รับจากสมการกับค่าจริง ส่วนขนาดฟันในขากรรไกรล่างของเพศชายและขากรรไกรบนของเทศหญิงไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติระหว่างทุกกลุ่ม แต่ค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์แสดงความสัมพันธ์ ระหว่างการใช้สมการวัชระและปิยารัตน์ ใกล้เคียงกับค่าจริงมากกว่าการใช้ตาราง Mayers เมื่อพิจารณาจากช่วง ของความคลาดเคลื่อน (ค่าแตกต่างระหว่างค่าจากการทํานายกับค่าจริง) พบว่าค่าที่ได้จากสมการใกล้เคียงกับ รองขนาดฟันจริงมากกว่าการใช้ตาราง Moyers สรุป จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าการใช้สมการวัชระและปิยารัตน์เพื่อทํานายผลรวมความกว้างของฟันเขี้ยวและ ฟันกรามน้อยทั้งสองมีค่าใกล้เคียงกับค่าของฟันจริงมากกว่าค่าใช้จากตาราง Moyers โดยเฉพาะขนาดของฟันในขากรรไกรบนของเพศชาย และขนาดของฟันในขากรรไกรล่างของเพศหญิง
การเปรียบเทียบเสถียรภาพของสีของเฟลสปาติกพอร์ซเลนที่ขัดผิวด้วยวิธีต่าง ๆ, วัลลภัทน์ แสนทวีสุข, อิศราวัลย์ บุญศิริ
การเปรียบเทียบเสถียรภาพของสีของเฟลสปาติกพอร์ซเลนที่ขัดผิวด้วยวิธีต่าง ๆ, วัลลภัทน์ แสนทวีสุข, อิศราวัลย์ บุญศิริ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อเปรียบเทียบเสถียรภาพของลีเฟลสปาติกพอร์ซเลน วิต้า โอเมก้า 900 ที่ขัดผิวด้วย วิธีต่างๆ 3 วิธี และการเคลือบผิวแบบธรรมชาติ วัสดุและวิธีการ โดยเตรียมชิ้นงานพอร์ซเลน เป็นแผ่นรูปวงกลม จํานวน 80 ชิ้น แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 20 ชิ้นนํา ไปเคลือบผิวแบบธรรมชาติ และขัดผิว 3 วิธี (หัวขัดเซราไหล, ชุดหัวขัดโซฟูและครีมขัดผสมกากเพชร, ชุดหัวขัดใช และหัวขัดไตฟินิช) ประเมินเสถียรภาพของสีตามข้อกําหนดเลขที่ 69 ว่าด้วยเซรามิกทางทันตกรรมของสมาคม ทันตแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา โดยแบ่งชิ้นงานในแต่ละกลุ่ม 10 ชิ้น จุ่มในสารละลายเมทธิลีนบลู อีก 10 ชิ้น จุ่มใน น้ํากลั่นเพื่อเป็นกลุ่มควบคุม วัดค่าสีในระบบสี ไฮยี ก่อนและหลังจุ่มสารละลายด้วยเครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ นํามาคํานวณค่าความแตกต่างของสี ประเมินความเรียบด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด และเปรียบเทียบความแตกต่างของสีของแต่ละกลุ่มด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการศึกษา กลุ่มที่เคลือบผิวแบบธรรมชาติให้ผิวเรียบที่สุดและมีเสถียรภาพของสีดีที่สุด การขัดผิวด้วยชุดหัวขัด โซฟและหัวขัดไตฟินิชให้ผิวที่เรียบกว่าวิธีอื่นและมีเสถียรภาพของสีไม่แตกต่างจากการขัดด้วยชุดหัวขัดโชฟุ และครีม ผสมกากเพชร (p > 0.05) สรุป การเปลี่ยนสีของชุดหัวขัดใชฟและหัวขัดไตฟินิชนั้นสามารถยอมรับได้ทางคลินิก แต่กลุ่มที่ขัดผิวด้วยหัวขัด เซราไพลมีการเปลี่ยนสีที่สามารถสังเกตเห็นได้ โดยความแตกต่างของสีมากกว่าทุกกลุ่ม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p < 0.05)
การประเมินภาวะการเจริญรวดเร็ว สู่วัยเริ่มเจริญพันธุ์ด้วยภาพรังสี, ดวงกมล อัชทวีวรรณ, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ
การประเมินภาวะการเจริญรวดเร็ว สู่วัยเริ่มเจริญพันธุ์ด้วยภาพรังสี, ดวงกมล อัชทวีวรรณ, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ
Chulalongkorn University Dental Journal
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมเนื้อหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินระยะการเจริญเติบโตของ ร่างกายและใบหน้าในช่วงวัยเริ่มเจริญพันธุ์ จากภาพรังสีมือ-ข้อมือ (hand-wrist radiograph) และจากกระดูก คอในภาพรังสีกะโหลกศีรษะด้านข้าง (lateral cephalometric radiograph) เปรียบเทียบความแตกต่างของ กลุ่มที่มีการเจริญเต็มที่เร็ว (early maturers) กับกลุ่มที่มีการเจริญเต็มที่ช้า (late maturers) รวมถึงความสัมพันธ์ ระหว่างการเจริญเติบโตของร่างกายกับกระดูกขากรรไกร
Pulpal Blood Flow In Streptozotocin-Induced Diabetic Rats Measured By Laser Doppler Flowmetry, Supathra Amatyakul, Daroonwan Chakraphan, Siriporn Chotipaibulpan, Suthiluk Patumraj
Pulpal Blood Flow In Streptozotocin-Induced Diabetic Rats Measured By Laser Doppler Flowmetry, Supathra Amatyakul, Daroonwan Chakraphan, Siriporn Chotipaibulpan, Suthiluk Patumraj
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The aim of this study is to investigate the pulpal blood flow in streptozotocin-induced diabetic rats by using laser Doppler flowmeter Materials and methods The animal model of streptozotocin (STZ)-induced diabetic rats (i.v. injection of STZ 55 mg/kg BW) was used. Thirty-two male Spraguep-Dawley rats weighing 200-250 g were divided equally into 2 groups; non-diabetes (CON) and diabetes (STZ). At 12 weeks (wks) and 24 wks after the STZ injection, the laser Doppler flowmeter (Model ALF 21, USA.) was used to measured pulpal blood flow of the right lower incisor while the animals were anesthetized with an intraperitoneal injection …
การรักษาฟันที่ได้รับการกระแทกในผู้ป่วยจัดฟัน รายงานผู้ป่วย 1 ราย, วันทนีย์ พฤกษ์สว่างวงศ์
การรักษาฟันที่ได้รับการกระแทกในผู้ป่วยจัดฟัน รายงานผู้ป่วย 1 ราย, วันทนีย์ พฤกษ์สว่างวงศ์
Chulalongkorn University Dental Journal
รายงานผู้ป่วยจัดฟันหนึ่งรายที่ได้รับการกระแทกในฟันตัดด้านบนและด้านล่าง อาการบาดเจ็บดังกล่าว ทําให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อประสาทฟัน การละลายด้านนอกรากฟัน และเกิดคอนเดนซิงออสทีไอติส ผู้ป่วยได้ รับการรักษาร่วมกันระหว่าง ทันตกรรมสาขาวิทยาเอ็นโดดอนต์ และทันตกรรมจัดฟัน โดยใช้แคลเซียมไฮดรอก ไซด์ และแรงจัดฟันเบาๆ พบว่าผลการรักษาเกิดการหายของแผล และไม่พบการละลายของรากฟันในขณะที่มี การเคลื่อนฟันทางทันตกรรมจัดฟัน รวมถึงไม่พบภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ภายใต้การ ติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลา 1 ปี 3 เดือน
Microbiological Quality Of The Water Used In The Dental Clinic Of Naresuan University, Nat Wongchanhan, Chareerat Jittrong, Saowaluk Dechaboon, Thosapol Piyapattamin
Microbiological Quality Of The Water Used In The Dental Clinic Of Naresuan University, Nat Wongchanhan, Chareerat Jittrong, Saowaluk Dechaboon, Thosapol Piyapattamin
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective This study was designed to assess the microbiological quality of the water used in the dental clinic of Naresuan University (NU). Materials and methods By means of standard plate counts with the use of violet red bile agar, microorganisms in water samples gathered from dental units before and after dental procedures were cultivated and examined at light microscopic level. Results The observed Gram-negative bacilli without spore formation were regarded as total coliforms. Water samples from plastic bottles attached to the dental units and from air-water syringe tips revealed few, if any, colony-forming units (cfu) of total coliforms, while those …
การให้บริการทางศัลยกรรมผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของกระดูกขากรรไกรและใบหน้าในโรงพยาบาลคณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สมชาย เศรษฐศิริสมบัติ, กรชนก วยัคฆานนท์, กิตติมา ศิริพานิช, กาญจนีย์ เตียววัฒนา, เกศกนก โชคถาวร, ขวัญเนตร ครีนุตตระกูล, วรพรรณ ตรัยไชยาพร
การให้บริการทางศัลยกรรมผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของกระดูกขากรรไกรและใบหน้าในโรงพยาบาลคณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สมชาย เศรษฐศิริสมบัติ, กรชนก วยัคฆานนท์, กิตติมา ศิริพานิช, กาญจนีย์ เตียววัฒนา, เกศกนก โชคถาวร, ขวัญเนตร ครีนุตตระกูล, วรพรรณ ตรัยไชยาพร
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์จํานวนและการให้บริการรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการสบฟัน และความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรและใบหน้า โดยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร (orthognathic surgery)ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัสดุและวิธีการ รวบรวมข้อมูลจากเพิ่มประวัติผู้ป่วยของโรงพยากรคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัยในระหว่างปีพุทธศักรา5 2539-2544 ที่ได้รับการผ่าตัดแก้ไ ความผิดปกติ ของการสบฟันจํานวน 115 คน เป็นชาย 46 คน หญิง 69 คน อยู่ในช่วงอายุ 6-45 ปี โดยแจกแจงข้อมูลและทําการวิเคราะห์สาเหตุที่มารับการ รักษา วิธีการรักษา อาการแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดระยะเวลาการติดตามผลหลังการผ่าตัดจนกระทั่งอาการทั่วไปคงที่ ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นชาย 46 คน คิดเป็น 40% หญิง 69 คน คิดเป็น 40% อายุเฉลี่ย 26 ปี เหตุ ส่วนใหญ่ที่มารับการรักษาคือขากรรไกรล่างยื่นอย่างเดียวและรวมกับความผิดปกติอื่นคิดเป็นร้อยละ 81.7 ผู้ป่วย ได้รับการรักษาโดยการจัดฟันก่อนการผ่าตัดร้อยละ 62.4. ผ่าตัดขากรรไกรสวนใหญ่ได้แก่ ไบลาเทอรอล แซเอลสปลิทเรมิสออสติโอใตมี (bilateral sagittal split ramus osteotomy) เป็นร้อยละ 91.3 อาการแทรกซ้อนที่สำคัญ 6 เดือนแรกหลังผ่าตัดกรามฝีปากล่าง คิดเป็นร้อยละ 40.7 สรุป ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของขากรรไกรและใบหน้าที่เข้ารับการผ่าตัดในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยในระยะเวลา 5 ปี พบว่าสวนใหญ่เป็นการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติของขากรรไกรล่างและผลแทรกซ้อน ที่พบมากที่สุดคือ อาการขาของริมฝีปากล่าง
การรักษาคลองรากฟันซ้ําในฟันตัดล่างซ้ายซึ่งมีการระบาย ของหนองสู่ภายนอกช่องปาก : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, ผ่องผุด หาญนรเศรษฐี
การรักษาคลองรากฟันซ้ําในฟันตัดล่างซ้ายซึ่งมีการระบาย ของหนองสู่ภายนอกช่องปาก : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, ผ่องผุด หาญนรเศรษฐี
Chulalongkorn University Dental Journal
การรักษาคลองรากฟันซ้ํา หมายถึงการรื้อวัสดุอุดคลองรากฟันออก และดําเนินการรักษาคลองรากฟันใหม่ อย่างถูกวิธีทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทําความสะอาด ตกแต่งรูปร่าง และอุดคลองรากฟัน รายงานผู้ป่วยนี้ แสดง ผลสําเร็จของการรักษาคลองรากฟันซ้ํา ที่ไม่ต้องใช้วิธีการผ่าตัดร่วมด้วย ในฟันตัดล่างซ้ายซึ่งมีการระบายของ หนองสู่ภายนอกช่องปาก โดยกล่าวถึงลักษณะที่ตรวจพบในคลินิก ลักษณะภาพรังสี รวมถึงการรักษาคลอง รากฟันซ้ําในฟันทั้ง 2 ซี่ จากการติดตามผลการรักษาเป็นเวลา 1 ปี พบว่า รอยแผลที่เกิดขึ้นภายนอกช่องปาก หายเป็นปกติ ฟันทั้ง 2 สามารถใช้งานได้ดี
ผลของการรักษารากฟันในรอยโรคเอนโดดอนต์ปริทันต์ : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, แอนนา เทพวนังกูร
ผลของการรักษารากฟันในรอยโรคเอนโดดอนต์ปริทันต์ : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, แอนนา เทพวนังกูร
Chulalongkorn University Dental Journal
ความวิการของกระดูกเบ้าฟันตามแนวยืนพบได้ทั้งในโรคปริทันต์ และโรคที่เกิดจากพยาธิสภาพของเนื้อเยื่อ ในโพรงฟัน การรักษารอยโรคนี้อาจต้องการการรักษาคลองรากฟัน หรือปริทันต์บําบัดอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ทั้งสองอย่างร่วมกัน ขึ้นกับผลการตรวจความมีชีวิตของเนื้อเยื่อในโพรงฟัน การตรวจร่องลึกปริทันต์ และภาพรังสี ในรายงานนี้กล่าวถึงการรักษาคลองรากฟันในฟันกรามล่างซ้ายซี่ที่สองของผู้ป่วย ที่มีร่องลึกปริทันต์ในด้านแก้มไกล กลางและด้านลิ้นไกลกลางมากกว่า 10 มิลลิเมตร จากการตรวจความมีชีวิตของฟันพบว่าเป็นฟันตาย การโยก ของฟันอยู่ในระดับ 2 จากภาพรังสีมีการละลายของกระดูกเบ้าฟันเฉพาะที่อย่างรุนแรง การรักษาคลองรากฟัน มีผลทําให้อวัยวะปริทันต์กลับเข้าสู่สภาพปกติได้ เนื่องจากสาเหตุของรอยโรคมาจากพยาธิสภาพของเนื้อเยื่อใน โพรงฟัน จากการติดตามผลการรักษา เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน ฟันอยู่ในสภาพปกติใช้งานได้ดี และไม่พบพยาธิ สภาพในภาพรังสี
ความรู้และพฤติกรรมในการสร้างเสริมป้องกัน ทันตสุขภาพของประชาชนในชุมชนเขตบางรักกรุงเทพมหานคร, มยุรี ตติยกวี
ความรู้และพฤติกรรมในการสร้างเสริมป้องกัน ทันตสุขภาพของประชาชนในชุมชนเขตบางรักกรุงเทพมหานคร, มยุรี ตติยกวี
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรู้และพฤติกรรมในการสร้างเสริมและป้องกันทันตสุขภาพของประชาชนในชุมชน เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร วัสดุและวิธีการใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลโดยสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม SPSS ใช้ค่าสถิติ 2. test กําหนดค่านัยสําคัญ p < 0.05 ผลการศึกษา พบว่าจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 235 ราย มีความรู้ในเรื่องการแปรงฟันที่ถูกวิธี สาเหตุโรคฟันผุ และโรคเหงือก การป้องกันโรคฟันผุ การป้องกันโรคเหงือก คิดเป็นร้อยละ 74, 35.1, 86, และ 70.2 ตามลําดับ มี ความรู้ในเรื่องการเคลือบฟันด้วยฟลูออไรด์ในเด็ก การเคลือบหลุมร่องฟัน การรับประทานฟลูออไรด์เสริม และ การตรวจฟันด้วยตนเอง คิดเป็นร้อยละ 39.6, 57.9, 62.6, และ 38.7 ตามลําดับ ในด้านพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ฟันนั้น พบว่าร้อยละ 91.1แปรงฟันวันละ 2 ครั้งขึ้นไป ร้อยละ 64.3 พบทันตแพทย์เมื่อมีปัญหาทันตสุขภาพ และ ร้อยละ 16.2 ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันประจําปี จากการวิเคราะห์ทางสถิติในกลุ่มตัวอย่างนี้พบว่า ผู้หญิง ผู้มี การศึกษาสูง และผู้ที่มีรายได้เพียงพอ มีความรู้และพฤติกรรมทางทันตสุขภาพดีกว่า ผู้ชาย ผู้มีการศึกษาที่ต่ํากว่า และผู้ที่มีรายได้ไม่เพียงพอ การเรียนรู้ทันตสุขภาพจากโทรทัศน์และจากโฆษณา มีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้วิธี แปรงฟันที่ถูกต้องและการป้องกันโรคเหงือก และความต้องการให้สอนทันตสุขศึกษาทางสื่อต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กับ การเรียนรู้จากโทรทัศน์ อย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05)สรุป ประชาชนในชุมชนเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ยังขาดความรู้ด้านการสร้างเสริมและป้องกันทันตสุขภาพอีก หลายประการ ความรู้และพฤติกรรมในการสร้างเสริมป้องกันทันตสุขภาพมีความสัมพันธ์ กับ เพศ อายุ ระดับ การศึกษา และรายได้ของบุคคล สื่อโทรทัศน์มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของประชาชน
การสูญเสียฟันในผู้ป่วยทันตกรรมสูงอายุและความสัมพันธ์กับโรคทางระบบ, อารีย์ เจนกิตติวงศ์
การสูญเสียฟันในผู้ป่วยทันตกรรมสูงอายุและความสัมพันธ์กับโรคทางระบบ, อารีย์ เจนกิตติวงศ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ข้อมูลของอุบัติการและรูปแบบของการสูญเสียฟันในผู้ป่วยทันตกรรมสูงอายุ และเพื่อหาความสัมพันธ์ของการสูญเสียฟันกับโรคทางระบบประชากร กษาและวิธีการ การศึกษาทําในผู้ป่วยที่มาขอรับการรักษาทางทันตกรรมที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุ 60 ปีหรือมากกว่า จํานวน 510 คน โดยการสัมภาษณ์เกี่ยวกับโรคทางระบบ และ ตรวจช่องปากบันทึกซี่ฟันที่หายไป ผลการศึกษา อุบัติการของการสูญเสียฟัน ภาวะสูญเสียฟันทั้งปาก และจํานวนพื้นที่หายไปเพิ่มตามอายุที่สูงขึ้น - อย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.001) ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (83.1%) มีฟันหายไปอย่างน้อย 1 ปี ขณะที่ 12.5% ของผู้ สูงอายุไม่มีฟันทั้งปาก ค่าเฉลี่ยจํานวนฟันที่หายไปในผู้สูงอายุจํานวน 510 คน คือ 16.7 ต่อคน ไม่พบความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ยจํานวนฟันที่หายไประหว่างเพศ พบว่าฟันที่หายไปบ่อยที่สุดคือ ฟันกรามใหญ่ ฟันที่หายไปน้อยที่สุดคือ ฟันเขี้ยว ค่าเฉลี่ยจํานวนรากฟันเหลือค้างในช่องปากของผู้สูงอายุ 136 คนคือ 2.3 รากต่อคน พบรากฟันเหลือค้าง ในขากรรไกรบนมากกว่าขากรรไกรล่าง ไม่พบความแตกต่างของอุบัติการและค่าเฉลี่ยจํานวนรากฟันเหลือค้างระหว่างเพศและอายุ ผู้สูงอายุจํานวน 421 คนมีโรคทางระบบอย่างน้อยหนึ่งชนิด ค่าเฉลี่ยจํานวนฟันที่หายไปใน ผู้สูงอายุที่มีโรคทางระบบไม่แตกต่างจากผู้สูงอายุที่ไม่มีโรคใด ๆ และไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะสูญเสียฟันทั้งปากกับการที่มีโรคทางระบบสรุป การศึกษานี้สนับสนุนการศึกษาอื่น ๆ ที่รายงานว่าอุบัติการของการสูญเสียฟันและจํานวนพื้นที่หายไปสูงใน ผู้สูงอายุ และแปรตามอายุที่สูงขึ้น แต่การศึกษานี้ไม่พบความสัมพันธ์ของการสูญเสียฟันกับโรคทางระบบ
เปรียบเทียบปริมาณฟลูออไรด์ที่ขับออกภายหลัง การกินยาเม็ดฟลูออไรด์พร้อมน้ํา นมธรรมดา และนมแคลเซียมสูง, ยุทธนา ปัญญางาม, พรศรี ปฏิมานุเกษม, กฤษนันท์ ประคองทรัพย์, สานเดิม มุทธสกุล
เปรียบเทียบปริมาณฟลูออไรด์ที่ขับออกภายหลัง การกินยาเม็ดฟลูออไรด์พร้อมน้ํา นมธรรมดา และนมแคลเซียมสูง, ยุทธนา ปัญญางาม, พรศรี ปฏิมานุเกษม, กฤษนันท์ ประคองทรัพย์, สานเดิม มุทธสกุล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบปริมาณฟลูออไรด์ที่ขับออกมาในปัสสาวะภายในเวลา 3 ชั่วโมงหลังกินยาเม็ดไซเดียม ฟลูออไรด์พร้อมน้ํา นมธรรมดา และนมแคลเซียมสูง วัสดุและวิธีการ อาสาสมัครสุขภาพสมบูรณ์ อายุระหว่าง 19-21 ปี จํานวน 10 คนกินยาเม็ดโซเดียมฟลูออไรด์ 0.25 มิลลิกรัม 1 เม็ด พร้อมน้ํา 250 มิลลิลิตร เก็บปัสสาวะทุก 30 นาที หลังกินยาจนครบ 3 ชั่วโมง วัดปริมาตร ของปัสสาวะและความเข้มข้นของฟลูออไรด์อิออนในปัสสาวะด้วยฟลูออไรด์อีเล็คโทรด จํานวนปริมาณฟลูออไรด์ เฉลี่ยที่ถูกขับออกมาในปัสสาวะในเวลา 3 ชั่วโมง และร้อยละเฉลี่ยเมื่อเทียบกับปริมาณฟลูออไรด์ที่กิน ทําการ ทดลองซ้ําโดยให้กินยาเม็ดไซเดียมฟลูออไรด์พร้อมนมธรรมดา 2 ชนิด และนมแคลเซียมสูง 2 ชนิด โดยเว้นระยะ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงสําหรับนมแต่ละชนิด เปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติของปริมาณฟลูออไรด์เฉลี่ยที่ถูกขับออกมาในปัสสาวะภายหลังการกินพร้อมน้ําและนมแต่ละชนิดด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจําแนกทางเดียว (One-way ANOVA) และเปรียบเทียบคู่ที่แตกต่างกันด้วยวิธีนัยสําคัญน้อยที่สุด (Least significance difference) ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ปริมาณฟลูออไรด์เฉลี่ยที่ถูกขับออกมาในปัสสาวะในเวลา 3 ชั่วโมงหลังกินยาเม็ดโซเดียมฟลูออไรด์ พร้อมน้ํา นมธรรมดาชนิดที่ 1 นมธรรมดาชนิดที่ 2 นมแคลเซียมสูงชนิดที่ 1 และนมแคลเซียมสูงชนิดที่ 2 เท่ากับ 0.139 + 0.014, 0.114 + 0.026, 0.113 + 0.034, 0.079 + 0.022 และ 0.080 4 0.024 มิลลิกรัม คิดเป็นร้อยละ ของปริมาณฟลูออไรด์ทั้งหมดที่กินเท่ากับ 55.6, 45.6, 45.2, 31.6 และ 32.0ตามลําดับ ปริมาณเฉลี่ยของฟลูออไรด์ ที่ถูกขับออกมาในปัสสาวะหลังกินพร้อมน้ํามากกว่าปริมาณเฉลี่ยของฟลูออไรด์ที่ถูกขับออกมาหลังกินพร้อม นมทั้ง 4 ชนิดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) ปริมาณเฉลี่ยของฟลูออไรด์ที่ถูกขับออกมาหลังกินพร้อม นมธรรมดาทั้ง 2 ชนิดมากกว่าปริมาณฟลูออไรด์ที่ถูกขับออกมากหลังกินพร้อมนมแคลเซียมสูงทั้ง 2 ชนิดอย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) สรุป ปริมาณแคลเซียมในนมที่เพิ่มขึ้นเป็นผลให้ปริมาณฟลูออไรด์ที่ถูกขับออกมาในปัสสาวะลดลง
ผลของเอพิแกลโลคาเทชิน แกลเลต ในการยับยั้งการกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ Mmp-2 ที่เหนี่ยวนําโดยสารละลายคอลลาเจนในเซลล์ไลน์ ของมะเร็งชนิดสแควร์มัสเซลล์ที่ได้จากช่องปาก, นิรชา สารชวนะกิจ, อมรรัตน์ สุวรรณชัย, อรฉัตร บุณยเกียรติ, อาทิพันธ์ พิมพ์ขาวขำ, ประสิทธิ์ ภวสันต์
ผลของเอพิแกลโลคาเทชิน แกลเลต ในการยับยั้งการกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ Mmp-2 ที่เหนี่ยวนําโดยสารละลายคอลลาเจนในเซลล์ไลน์ ของมะเร็งชนิดสแควร์มัสเซลล์ที่ได้จากช่องปาก, นิรชา สารชวนะกิจ, อมรรัตน์ สุวรรณชัย, อรฉัตร บุณยเกียรติ, อาทิพันธ์ พิมพ์ขาวขำ, ประสิทธิ์ ภวสันต์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของเอพีแกลโลคาเทชิน แกลเลต (Epigallocatechin gallate; EGCG) ซึ่งเป็นสารสกัด จากใบชาในกลุ่มโพลีฟีนอล ในการยับยั้งการกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ MMP-2 ในเซลล์ไลน์จากมะเร็ง ชนิดสแควร์มัสเซลล์ที่พบในช่องปาก วัสดุและวิธีการ ทําการศึกษาในห้องปฏิบัติการ โดยใช้ HSC-3 และ HSC-7 ซึ่งเป็นเซลล์ไลน์ของมะเร็ง ชนิดสแควร์มัสเซลล์ และ HFF ซึ่งเป็นเซลล์ไลน์ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เซลล์ไลน์ทั้งสามถูกเลี้ยงในสภาวะที่เดิม สารละลายคอลลาเจน 200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เพื่อเหนี่ยวนําการกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ MMP-2 จากนั้นเติม EGCG ที่ความเข้มข้น 0, 1, 10 ไมโครโมลาร์ เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ระดับของ แอคทีฟ MMP-2 ถูก ตรวจวัดจากอาหารเลี้ยงเซลล์ด้วยเทคนิคเจลาตินไซโมกราฟฟิผลการศีกษา พบว่า EGCG ที่ความเข้มข้น 10 ไมโครโมลาร์ ลดระดับการกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ MMP-2 ใน HSC-3 และ HFF และยับยั้งการกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ MMP-2 ใน HSC-7 สรุป ผลการศึกษาแสดงให้เห็นความสามารถของ EGCO ในการลดการกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ MMP-2 ซึ่งมีบทบาทสําคัญในกระบวนการแพร่กระจายของมะเร็งโดยทั่วไปรวมทั้งมะเร็งชนิดสแควร์มัสเซลล์ ซึ่งเป็น คุณสมบัติอีกด้านหนึ่งของ EGCG นอกเหนือจากการเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ด้านการเกิดมะเร็งดังที่เคยมี รายงานในมะเร็งหลายๆชนิด
Enamel Shear Bond Strength Of Different Sealants: In Vitro Study, Supaporn Chongvisal, Piyanuch Saisuwan, Thipawan Tharapiwattananon
Enamel Shear Bond Strength Of Different Sealants: In Vitro Study, Supaporn Chongvisal, Piyanuch Saisuwan, Thipawan Tharapiwattananon
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The aim of this study was to investigate the enamel shear bond strength of four sealants in vitro. Materials and methods Sixty caries-free human premolars were randomly divided into four groups of 15. The materials used were a local-made sealant (LM), Super-Bond C&B (SB), Delton® (D) and Concise™(C). Each material was prepared according to the instruction of the manufacturer. The sealant was placed in a mold, cured, stored in distilled water for 24 hr and shear bond strength determined by the Instron Universal Testing Machine at a crosshead speed of 0.5 mm/min. Results The results in MPa were: LM, …
ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการควบคุมระดับ น้ําตาลในเลือดกับการเกิดโรคปริทันต์อักเสบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2, จินตนา โพคะรัตน์ศิริ, วิรัตน์ โพคะรัตน์ศิริ
ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการควบคุมระดับ น้ําตาลในเลือดกับการเกิดโรคปริทันต์อักเสบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2, จินตนา โพคะรัตน์ศิริ, วิรัตน์ โพคะรัตน์ศิริ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดกับการเกิดโรคปริทันต์อักเสบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในคนไทย วัสดุและวิธีการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จํานวน 205 ราย ในคลินิกโรคเบาหวาน ของโรงพยาบาลเมือง ฉะเชิงเทรา โดยผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างนี้ ต้องเป็นผู้ป่วยที่มารับการรักษาจากคลินิกดังกล่าว ติดต่อกันอย่างน้อย สองครั้ง ต้องเป็นผู้ป่วยที่มีฟันดัชนีที่จะสามารถประเมินสภาวะต่าง ๆ ทางปริทันต์ได้ครบ 6 ปี ในวันที่ทําการศึกษา หลังจากเจาะเลือดเพื่อตรวจหาค่า บ่งชี้ความสามารถในการควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดโดยวัดระดับฮีโมโกลบินที่ มีน้ําตาลเกาะ (Hemoglobin A : HbA) จึงทําการตรวจและจดบันทึกสภาวะต่าง ๆ ทางปริทันต์ ผลจากการ ตรวจวัดค่าเฮโมโกลบินเอวัน พบว่าในผู้ป่วย 205 รายนี้มีผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดได้ 46 ราย จึงนํารายละเอียดจากแบบบันทึกสภาวะปริทันต์ของกลุ่มตัวอย่างอีก 45 ราย ที่มีอายุและเวลาป่วยเป็นเบาหวาน ใกล้เคียงกับกลุ่มแรกมากที่สุดแต่ควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดไม่ได้มาศึกษาเปรียบเทียบโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป เอสทีเอส.บล/ที ผลการศึกษา พบว่าเมื่อศึกษารวมทั้งกลุ่ม โดยสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ค่าเฉลี่ยฮีโมโกลบินเอวัน สัมพันธ์กับ ค่าเฉลี่ยการสูญเสียการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ p = 0.01 (p < 0.05) โดยมีค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (1) = 0.3 เมื่อใช้การทดสอบไค-สแควร์หาความสัมพันธ์ของความสามารถในการควบคุม ระดับน้ําตาลในเลือดกับการเกิดโรคปริทันต์อักเสบ โดยเปรียบเทียบจํานวนผู้ป่วยที่มีการสูญเสียการยึดเกาะของ อวัยวะปริทันต์ 25 มิลลิเมตรมากกว่าร้อยละ 10 ของด้านฟันขึ้นไป พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติ ที่ความเชื่อมั่นร้อยละ 95 p = 0.012 (p < 0.05) ค่า odds ratio - 3.96 (95% CI = 11.43, 1.37) สรุป ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ความสามารถในการควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค ปริทันต์อักเสบ โดยผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดไม่ได้มีโอกาสเป็นโรคปริทันต์อักเสบคิดเป็น 4 เท่าของผู้ป่วยเบาหวานที่สามารถควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดได้
รอยโรคไลเคนอยด์ในช่องปากที่เกิดจาก ยานาพรอกเซน: รายงานผู้ป่วย 1 ราย, สโรชรัตน์ ปิตุวงศ์
รอยโรคไลเคนอยด์ในช่องปากที่เกิดจาก ยานาพรอกเซน: รายงานผู้ป่วย 1 ราย, สโรชรัตน์ ปิตุวงศ์
Chulalongkorn University Dental Journal
รายงานผู้ป่วยรอยโรคไลเคนอยด์ในช่องปาก ที่มีความสัมพันธ์กับการได้รับยานาพรอกเซนที่ใช้รักษาโรค ข้ออักเสบ ผู้ป่วยได้รับประทานยานี้เป็นเวลานานประมาณ 2-3 ปีติดต่อกัน อาการและลักษณะทางคลินิกของ รอยโรคภายในช่องปากดีขึ้นภายหลังที่ให้ผู้ป่วยหยุดยานี้ จากการติดตามผลการรักษาเป็นระยะ ๆ เป็นเวลา 1 ปีไม่พบว่ามีรอยโรคนี้เกิดขึ้นอีก
โรควอนวิลลีแบรนด์ กับปัญหาทางทันตกรรม, พูนสุข ปรีชาพานิช
โรควอนวิลลีแบรนด์ กับปัญหาทางทันตกรรม, พูนสุข ปรีชาพานิช
Chulalongkorn University Dental Journal
โรควอนวิลลีแบรนด์ (von Willebrand's Disease) เป็นโรคเลือดออกผิดปกติที่เป็นมาแต่กําเนิด ถ่ายทอด ทางพันธุกรรมแบบออโตโซมอล โดมิแนนท์ (autosomal dominant) เกิดในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของวอลวิลลี - แบรนด์แฟคเตอร์ และไปทําให้มีความผิดปกติของแฟคเตอร์ 8 แอนติฮีมโมฟิลิค กลอบบูลีน (antihemophilic globulin ) และมีความผิดปกติในหน้าที่ของเกร็ดเลือด ในโรคนี้มีจํานวนเกร็ดเลือดและการแข็งตัวของลิ่มเลือดปกติ แต่ระยะเวลาเลือดออกจะยาวนานกว่าปกติ ดังนั้นการทําฟันจะต้องทําด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะการถอนฟัน หรือขูดหินปูน จําเป็นจะต้องทําการรักษาร่วมกับแพทย์ทางโลหิตวิทยา แก้ไขปัญหาทางการแพทย์ ก่อนการให้ การรักษาทางทันตกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเลือดออกผิดปกติ ในบทความนี้ได้รายงานผู้ป่วย 2 ราย ที่เป็นโรควอนวิลลีแบรนด์ร่วมกับการรักษาทางทันตกรรม
การบูรณะฟันที่ถูกตัดแบ่งรากฟันด้วยฟันปลอมชนิดติดแน่น : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, สิทธิเดช นิลเจริญ, สรรพัชญ์ นามะโน
การบูรณะฟันที่ถูกตัดแบ่งรากฟันด้วยฟันปลอมชนิดติดแน่น : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, สิทธิเดช นิลเจริญ, สรรพัชญ์ นามะโน
Chulalongkorn University Dental Journal
ทันตแพทย์มักจะประสบปัญหาค่อนข้างมากในการวางแผนการรักษาเพื่อบูรณะฟันที่มีการสูญเสียการยึด เกาะของอวัยวะปริทันต์ หรือในกรณีที่มีฟันผุหรือมีจุดแตกหักบริเวณจุดแยกรากในฟันกรามหลายราก ถึงแม้ว่าปัญหาดังกล่าวจะมีผลต่อการพยากรณ์โรคในระยะยาวของฟันที่ได้รับผลกระทบ การถอนฟันออกก็ไม่ใช่ทางเลือก ที่ดีเสมอไป การตัดแบ่งรากฟัน โดยเอาส่วนรากฟันและตัวฟันที่มีปัญหาออกไป มักเป็นทางเลือกหนึ่งใน การให้การรักษากรณีดังกล่าว รายงานฉบับนี้เป็นรายงานผู้ป่วยหนึ่งรายที่ใช้ฟันกรามล่างที่ทําการผ่าตัดแยกรากฟันออกไปหนึ่งรากร่วมกับฟันกรามอีกหนึ่งซี่เป็นฟันหลักในการบูรณะด้วยสะพานฟันที่เป็นโลหะล้วน ชนิด semi- precious และออกแบบฟันแขวน (pontic) เป็นแบบ sanitary pontic เพื่อให้ง่ายต่อการทําความสะอาด และได้ ติดตามผลการรักษาเป็นระยะทุกๆ 6 เดือน เป็นเวลา 3 ปี 3 เดือน (นับถึงวันที่เขียนรายงานฉบับนี้) ผลปรากฏ ว่าผู้ป่วยสามารถใช้งานฟันปลอมได้ดี ไม่มีอาการเจ็บปวด สะพานฟันอยู่ในสภาพดี ไม่โยกขยับ ไม่มีการรอบ คอฟัน ไม่มีคราบจุรินทรีย์เกาะติดรอบสะพานฟัน
ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ที่ระดับค่าความเป็นกรด-ด่างที่แตกต่างกันในห้องปฏิบัติการ, อังสนา ใจแน่น, เมตตจิตต์ นวจินดา, รัตน์ เสรีนิราช
ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ที่ระดับค่าความเป็นกรด-ด่างที่แตกต่างกันในห้องปฏิบัติการ, อังสนา ใจแน่น, เมตตจิตต์ นวจินดา, รัตน์ เสรีนิราช
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาว่าที่ระดับค่าความเป็นกรด-ด่างและระยะเวลาเท่าใดของแคลเซียมไฮดรอกไซด์จึงจะ สามารถฆ่าเชื้อ 4 ตัวได้ วัสดุและวิธีการ เตรียมแคลเซียมไฮดรอกไซด์ผสมกับน้ํากลั่นให้ได้ระดับค่าความเป็นกรด-ด่าง 12.5, 12.0, 11.5, 10.5, 9.5, 8.5 และ 7.5 ใส่ลงไปในหลอดที่เตรียมเชื้อทั้ง 4 ตัวคือ เชื้อเอนเทอโรคอคคัส ฟิคัลลิส, เชื้อ แอคติโนมัยชีส วิสโคซุส, เชื้อสแตฟฟีโลคอคคัส ออเรียสและเชื้อสเตรปโตคอคคัส มิวแทนส์ ที่มีความเจือจาง เท่ากับแมคฟาแลนด์นัมเบอร์ 1 ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง เมื่อครบ 10 นาที, 30 นาที, 1 ช.ม., 6 ซ.ม., 24 ซ.ม., 48 ซ.ม. และ 72 ซ.ม. นําสารในหลอด ใส่ในอาหารเลี้ยงเชื้อ 2 หลอดทุก ๆ ระดับค่าความเป็นกรด-ด่าง โดยมี น้ําเกลือเป็นตัวควบคุม นําอาหารเลี้ยงเชื้อเข้าตู้อบ 37°C เป็นเวลา 48 ช.ม. แล้วอ่านผลโดยดูจากความขุ่น ถ้าขุ่น แสดงว่ามีการเจริญของเชื้อ ทําซ้ํา 3 ครั้ง ตอนที่ 2 เตรียมแคลเซียมไฮดรอกไซด์ให้ได้ค่าความเป็นกรด-ด่าง เหมือนในตอนแรก นําเชื้อที่เจือจางแล้ว ใส่ลงไปในสารที่เตรียมไว้ อ่านค่าความเป็นกรด-ด่างตามเวลาที่เปลี่ยน ไปเหมือนตอนแรก ทําการทดลองซ้ํา 3 ครั้งนํามาหาค่าเฉลี่ย ผลการศึกษา เชื้อทั้ง 4 ตัวสามารถถูกทําลายโดยแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่ระดับค่าความเป็นกรด-ด่าง 12.5 โดย ค่าเฉลี่ยการลดลงของความเป็นกรด-ด่างเริ่มต้นที่ 12.5 มีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (Repeated-Measures ANOVA ที่ p0.00) ส่วนค่าความเป็นกรด-ด่างที่ต่ํากว่า 10 ไม่สามารถทําลายเชื้อตัวใดได้เลย โดยใช้เวลาในการสัมผัสกับแคลเซียมไฮดรอกไซด์แตกต่างกัน เชื้อสเตรปโตคอคคัส มิวแทนส์ ใช้เวลา 30 นาที เชื้อแอคติโนมัยชีส วิสโคซุส …