Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Dentistry Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 751 - 780 of 1270

Full-Text Articles in Dentistry

ผลกระทบของการร่วมจ่ายในสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการต่อการใช้บริการ ทันตกรรมของผู้ป่วยในคลินิกนอกเวลา, ชาญชัย โห้สงวน, นิรมล ดีประเสริฐกุล, บุษกร สายสอน, เบญจวรรณ เลิศปันณะพงษ์ May 2001

ผลกระทบของการร่วมจ่ายในสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการต่อการใช้บริการ ทันตกรรมของผู้ป่วยในคลินิกนอกเวลา, ชาญชัย โห้สงวน, นิรมล ดีประเสริฐกุล, บุษกร สายสอน, เบญจวรรณ เลิศปันณะพงษ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบของการร่วมจ่ายในสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ต่อพฤติกรรมการใช้บริการทันตกรรม ของผู้ป่วยในคลินิกทันตกรรมนอกเวลาราชการ วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยอายุระหว่าง 18-60 ปี ที่มาใช้บริการทันตกรรมในคลินิกบริการทันตกรรม พิเศษ โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างเดือนมกราคม-เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลผู้ป่วยจํานวน 468 ราย แบ่งเป็นกลุ่มข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ 209 ราย และ กลุ่มอาชีพเอกชน 259 ราย ทําการวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้บริการทันตกรรมระหว่างผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่ม ผลการศึกษา อัตราการใช้บริการทันตกรรม รวมทั้งจํานวนค่าใช้จ่ายทางทันตกรรมในปี พ.ศ. 2541 เทียบกับปี พ.ศ. 2540 ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ทั้งในกลุ่มข้าราชการและกลุ่มอาชีพเอกชน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วย กลุ่มข้าราชการใช้บริการทันตกรรมลดลงในประเภทการอุดฟัน (p = 0.045) และการขูดหินน้ําลาย (p = 0.023) และ ยังพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ป่วยในด้านผลกระทบของการร่วมจ่ายใน สวัสดิการรักษาพยาบาลต่อการใช้บริการทันตกรรม (p < 0.001) สรุป การร่วมจ่ายในสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ อาจมีส่วนส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้บริการทันตกรรม ของผู้ป่วยกลุ่มข้าราชการในคลินิกบริการทันตกรรมพิเศษ


ภาวะเลือดออกง่ายหยุดยากกับงานทันตกรรม, อำไพวรรณ จวนสัมฤทธิ์ May 2001

ภาวะเลือดออกง่ายหยุดยากกับงานทันตกรรม, อำไพวรรณ จวนสัมฤทธิ์

Chulalongkorn University Dental Journal

งานทันตกรรมในผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายหยุดยากต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทันตแพทย์และแพทย์ผู้รักษา กลไกการห้ามเลือดที่ผิดปกติเกี่ยวกับหลอดเลือด เกล็ดเลือด และปัจจัยการแข็งตัวของเลือดก่อให้เกิดอาการแสดง ออกของภาวะเลือดออกง่ายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การซักประวัติ ตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ เหมาะสม จะช่วยให้การวินิจฉัยสาเหตุภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก ซึ่งจะนํามาสู่การรักษาที่จําเพาะ รวมทั้งการให้ ส่วนประกอบของเลือดทดแทน การรักษาเฉพาะที่ด้วย dental splint และกาวไฟบริน ช่วยลดภาวะเลือดออกและลด การให้ส่วนประกอบของเลือดในผู้ป่วย อย่างไรก็ตามการไฟบรินชนิดสําเร็จรูปเป็นสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาแพง เมื่อเปรียบเทียบกับกาวไฟบรินที่เตรียมจากไครโอปริซิเตทผงและธร้อมบิน (100 ยูนิต/มล.) ดังนั้น dental splint และกาวไฟบริน เป็นการรักษาเฉพาะที่ในงานทันตกรรม ลดภาวะเลือดออก ลดการรับ ส่วนประกอบของเลือดในผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายหยุดยาก หรืออาจไม่ต้องใช้ส่วนประกอบของเลือดเลย


การศึกษาเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกายภาพ ของจุฬารูทคะแนลซีลเลอร์ และ โพรโคซอลซีลเลอร์, สมไชย ลิ้มสมบัติอนันต์, วัชรี พีระวณิชกุล May 2001

การศึกษาเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกายภาพ ของจุฬารูทคะแนลซีลเลอร์ และ โพรโคซอลซีลเลอร์, สมไชย ลิ้มสมบัติอนันต์, วัชรี พีระวณิชกุล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบหาคุณสมบัติทางกายภาพที่สําคัญบางประการ ของจุฬารูทคะแนลซีลเลอร์ และเปรียบเทียบคุณสมบัติดังกล่าวกับโพรโคชอลซีลเลอร์ วัสดุและวิธีการ จุฬารูทคะแนลซีลเลอร์ ได้ถูกนํามาทดสอบหาคุณสมบัติทางกายภาพพื้นฐานที่สําคัญบางประการ อันได้แก่ ความข้น เวลาก่อตัว ความทนต่อแรงอัด ความหนาของฟิล์ม และ การละลายตัว โดยยึดถือวิธีการ ทดสอบตามมาตรฐานสากล ISO 6876 และ Revised ANSI/ADA Specification No.30 ผลการศึกษา คุณสมบัติทางกายภาพของจุฬารูทคะแนลซีลเลอร์ที่ได้จากการทดสอบ มีค่าเฉลี่ยดังนี้คือ ความข้น เท่ากับ 27.57 มม. เวลาก่อตัวเท่ากับ 49 ชั่วโมง 38 นาที ความทนต่อแรงอัด เท่ากับ 1.189 เมกกะปาสคาล ความหนาของฟิล์ม เท่ากับ 0.104 มม. และการละลายตัวในน้ํากลั่น เท่ากับ 7.57 % ในขณะที่โพรโคชอล ซีลเลอร์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30.94 มม. 12 ชั่วโมง 33 นาที 5.998 เมกกะปาสคาล 0.148 มิลลิเมตร และ 2.53% ตามลําดับ ซึ่งค่าดังกล่าวในแต่ละคุณสมบัติของซีลเลอร์ทั้งสองชนิด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุป คุณสมบัติทางกายภาพของจุฬารูทคะแนลซีลเลอร์ เมื่อเปรียบเทียบกับโพรโคชอลซีลเลอร์ เป็นดังนี้คือ มี ความข้นมากกว่า เวลาก่อตัวนานกว่าประมาณสี่เท่า ความทนต่อแรงอัดน้อยกว่าประมาณห้าเท่า ความหนา ของฟิล์มน้อยกว่า และมีการละลายตัวในน้ํากลั่นมากกว่าประมาณสามเท่า


ผลของการขัดแต่งที่มีต่อกําลังดัดขวาง ของเฟลด์สปาติกพอร์ซเลน, วรางคณา บุตรดี, กาญจนา กาญจนทวีวัฒน์ May 2001

ผลของการขัดแต่งที่มีต่อกําลังดัดขวาง ของเฟลด์สปาติกพอร์ซเลน, วรางคณา บุตรดี, กาญจนา กาญจนทวีวัฒน์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงอิทธิพลของการขัดแต่งวิธีต่าง ๆ ต่อกําลังตัดขวางของเฟลด์สปาติกพอร์ซเลน วัสดุและวิธีการ เตรียมแห่งพอร์ซเลนขนาด 2.0x1.5x25 มม. ตาม ASTM C 1161-90 จํานวน 135 ชิ้น เผาที่อุณหภูมิ 920 องศาเซลเซียส ภายใต้สุญญากาศ จากนั้นนํามาแบ่งด้วยการสุ่ม เป็น 9 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ชิ้น กลุ่มที่ 1 ไม่ได้ รับการขัดแต่ง เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 2 เคลือบผิว ที่อุณหภูมิ 910 องศาเซลเซียส ในอากาศ กลุ่มที่ 3-9 ได้รับ การปรับสภาพผิวให้ได้มาตรฐาน ก่อนรับการปรับผิววิธีอื่น โดยการขัดด้วยกระดาษซิลิกอนคาร์ไบด์ ในสภาวะที่เปียก กลุ่มที่ 4 กลุ่มเคลือบทับ ที่อุณหภูมิ 890 องศาเซลเซียส ในอากาศ กลุ่มที่ 5 กรอด้วยหัวกรอกากเพชร ขนาด 100 และ 40 ไมครอน ด้วยเครื่องกรอความเร็วสูง 120,000 รอบ/นาที โดยมีน้ําช่วยระบายความร้อน กลุ่มที่ 6-9 ขัด ด้วยเครื่องกรอความเร็วช้า 7,000 รอบ/นาที ในสภาวะแห้ง - กลุ่มที่ 6 ขัดด้วยหัวขัดยางซิลิโคนร่วมกับหัวขัดผ้า สักหลาดรูปแผ่นกลมฝังกากเพชรไว้ภายใน กลุ่มที่ 7 ขัดด้วยหัวขัดกระดาษทรายรูปแผ่นกลมร่วมกับหัวขัดผ้า สักหลาดรูปแผ่นกลมฝังกากเพชรไว้ภายใน กลุ่มที่ 8 ขัดด้วยหัวขัดยางซิลิโคนร่วมกับครีมกากเพชรขัดพอร์ซเลน และกลุ่มที่ 9 ขัดด้วยหัวขัดกระดาษทรายรูปแผ่นกลมร่วมกับครีมกากเพชรขัดพอร์ซเลน พอร์ซเลนในแต่ละกลุ่ม ไปวัดค่ากําลังตัดขวาง (MPa) ด้วยเครื่องทดสอบทั่วไปและเปรียบเทียบโดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวน แบบ ทิศทางเดียว (one way ANOVA ที่ p ≤ 0.05) และการทดสอบทูกี …


ระนาบการสบฟันของฟันหน้าบนเมื่อมองด้านหน้าตรงในนิสิตทันตแพทย์ไทยกลุ่มหนึ่ง, เจนวิทย์ เชาว์ปฏิภาณ, โฆสิต เพ็ญสุขใจ, ชุตินาฏ อินทกนก, สรรพัชญ์ นามะโน May 2001

ระนาบการสบฟันของฟันหน้าบนเมื่อมองด้านหน้าตรงในนิสิตทันตแพทย์ไทยกลุ่มหนึ่ง, เจนวิทย์ เชาว์ปฏิภาณ, โฆสิต เพ็ญสุขใจ, ชุตินาฏ อินทกนก, สรรพัชญ์ นามะโน

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ในงานทันตกรรมประดิษฐ์ การเรียงฟันหน้าบนควรจะเรียงให้มีระนาบการสบฟันของฟันหน้าบน (เมื่อ มองด้านหน้าตรง) ขนานกับเส้นระหว่างรูม่านตาทั้งสองข้าง แต่ในความเป็นจริงระนาบการสบฟันของฟันหน้าบน อาจไม่ขนานกับแนวเส้นดังกล่าวก็เป็นได้ ดังนั้นในการศึกษาครั้งนี้จึงต้องการทราบความสัมพันธ์ของเส้นระหว่างรู ม่านตาทั้งสองข้างกับระนาบของการสบฟันหน้าในฟันธรรมชาติ เพื่อเป็นแนวทางในการเรียงฟันหน้าบนในผู้ป่วย ฟันปลอมทั้งปากให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด วัสดุและวิธีการเก็บข้อมูลจากนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้จัดฟันโดยแบ่งเป็นชาย 16 คนเป็นหญิง 29 คน โดยใช้กล้องดิจิตอลถ่ายภาพเฉพาะใบหน้าด้านหน้าตรง ให้เห็นรูม่านตาทั้งสองข้างพร้อม กับระนาบฟันหน้าซึ่งได้มาจากการให้นิสิตกลุ่มตัวอย่างกัดไม้ส้ม จากนั้นจึงเก็บภาพถ่ายที่ได้ลงในคอมพิวเตอร์และ ทําการวัดมุมโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วจึงนําผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ ผลการวิจัย พบว่ามุมที่เกิดจากการเบี่ยงเบนของเส้นที่ลากระหว่างรูม่านตาทั้งสองข้างจากระนาบแนวนอนและมุมที่เกิดจากการเบี่ยงเบนของระนาบการสบฟันจากระนาบแนวนอน ในกลุ่มนิสิตทันตแพทย์ไทยกลุ่มหนึ่งมีความ แตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสําคัญ (P<0.05) สรุป เส้นที่ลากระหว่างรูม่านตาทั้งสองข้างของกลุ่มตัวอย่างไม่ขนานกับระนาบการสบฟันของฟันหน้าบนเมื่อมอง ด้านหน้าตรง


การสํารวจข้อมูลของผู้ป่วยในโครงการบริการ ทางทันตกรรมแก่ผู้สูงอายุโดยไม่คิดมูลค่า เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนม์พรรษาครบ 6 รอบ, ปรารมภ์ ซาลิมี, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, จริยา พรสุมาลี, พุฒิพร มงคลชาติ, วริศา เธียรธนู May 2001

การสํารวจข้อมูลของผู้ป่วยในโครงการบริการ ทางทันตกรรมแก่ผู้สูงอายุโดยไม่คิดมูลค่า เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนม์พรรษาครบ 6 รอบ, ปรารมภ์ ซาลิมี, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, จริยา พรสุมาลี, พุฒิพร มงคลชาติ, วริศา เธียรธนู

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาข้อมูลของผู้ป่วยสูงอายุในโครงการการบริการทางทันตกรรมแก่ผู้สูงอายุโดยไม่คิดมูลค่าเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนม์พรรษาครบ 6 รอบ และนําไปเป็นข้อมูลเบื้องต้น ในการจัดเตรียมการให้บริการทันตกรรมผู้สูงอายุของคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัสดุและวิธีการ ท่าการเก็บข้อมูลโดยการสํารวจเวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการฯ จํานวน 647 ราย ซึ่งมีอายุ ตั้งแต่ 60-88 ปี เกี่ยวกับ ประวัติทางการแพทย์ อาการสําคัญ สิ่งที่ตรวจพบทางคลินิก และการไปรับการรักษา ตามภาควิชาต่าง ๆ แล้วนําาข้อมูลมาวิเคราะห์ ผลการศึกษา จากผู้ป่วยที่สํารวจได้จํานวน 647 ราย (ขาย 300 ราย และหญิง 347 ราย) ผู้ป่วยช่วงอายุที่มารับ การรักษามากที่สุดคือ 60-64 ปี (ร้อยละ 41.0) ผู้ป่วยที่มารับการรักษาส่วนใหญ่ต้องการมาตรวจสุขภาพช่องปาก โดยไม่ระบุปัญหา (ร้อยละ 74.5) รองลงมาคือมีอาการเคี้ยวอาหารไม่สะดวกต้องการมาใส่ฟันปลอม (ร้อยละ 19.5) จากลักษณะที่ตรวจพบทางคลินิกพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคปริทันต์มากที่สุด (ร้อยละ 43.7) รองลงมาคือฟันผุและสันเหงือก ว่าง (ร้อยละ 34.0 เท่ากัน) จากประวัติทางการแพทย์พบว่าสองในสามของผู้ป่วยเป็นโรคทางระบบ (ร้อยละ 68.9) ผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด (ร้อยละ 21.6) รองลงมาคือ เบาหวาน และ โรคหัวใจ (ร้อยละ 9.9 และ 9.7 ตามลําดับ) และพบว่าผู้ป่วยไปรับการรักษาจากภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์มากที่สุด (ร้อยละ 76.5) รองลงมาคือภาควิชาทันตกรรมหัตถการและปริทันตวิทยา (ร้อยละ 53.3 และ 50.7 ตามลําดับ) สรุปผู้ป่วยสูงอายุในโครงการนี้ส่วนใหญ่ต้องการการรักษาเกี่ยวกับการใส่ฟันปลอม รักษาฟันผุและรักษาโรคปริทันต์ ตามลําดับ การให้การรักษาแก่ผู้สูงอายุควรให้ความสําคัญในการสอบถามเกี่ยวกับโรคประจําตัวทางระบบและเพื่อระมัดระวังในการให้การรักษา


Different Surface Topography Of Dental Implant, Viritpon Srimaneepong Jan 2001

Different Surface Topography Of Dental Implant, Viritpon Srimaneepong

Chulalongkorn University Dental Journal

In order to achieve the osseointegration, the surface of endosseous is considered as one factor determining the formation of bone-implant interface. Commercially pure (Cp) titanium implant has been widely to restore the missing teeth, however, nowadays there are many different surface treated implants in dentistry. They have shown the various clinical success and failure rates. Although the high success rate of using Cp machined titanium umplant is well documented, the rough surface implant has also been shown to have a crucial role on the osseointegration. Rough surface can be created by coating with hydroxyapatite, titanium or by removing titanium surface …


ความชุกของโรคฟันผุในเด็กอายุ 2-12 ปี ที่มารับการรักษาที่คณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2542, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, ปริยกมล ถาวรนันท์ Jan 2001

ความชุกของโรคฟันผุในเด็กอายุ 2-12 ปี ที่มารับการรักษาที่คณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2542, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, ปริยกมล ถาวรนันท์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุด และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดระหว่างฟันน้ํานมและฟันถาวร กับอายุและเพศของเด็กที่มารับการรักษาที่ภาควิชาทันตกรรมสําหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ในช่วงปี พ.ศ. 2537-2542 และนํามาเปรียบเทียบกับการศึกษาในปี 2536 วัสดุและวิธีการ ทําการศึกษาย้อนหลังโดยบันทึกค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดของเด็กอายุ 2-12 ปี จํานวน 1,650 คน ที่เข้ามารับการตรวจทางคลินิก และได้รับการถ่ายภาพรังสีชนิดไบท์วิ่งที่ภาควิชาทันตกรรมสําหรับเด็ก คณะทันต แพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงปี พ.ศ. 2537-2542 แล้วนําค่าเฉลี่ยที่ได้ไปวิเคราะห์โดยใช้สถิติชนิด ที-เทสต์ ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดของฟันน้ํานมเป็นซี่ คน และด้าน/คน ของเด็กอายุ 2-6 ปี ในช่วงปี พ.ศ. 2537- 2542 ลดลงจาก 7.93 เป็น 6.38 คน และ 19.53 เป็น 15.53 ด้าน/คน ยกเว้นค่าเฉลี่ยฟันผุถอนชุดเป็นด้าน/คน ในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งมีค่าสูงขึ้น ค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดของฟันถาวรเป็น คน และด้าน/คน ของเด็กอายุ 7-12 ปี ใน ช่วงปี พ.ศ. 2537-2542 ลดลงจาก 3.26 เป็น 2.54 คน และ 5.55 เป็น 3.96 ด้าน/คน เมื่อนํามาเปรียบเทียบ กับผลการศึกษาในปี พ.ศ. 2536 พบว่าค่าเฉลี่ยเหล่านี้มีค่าสูงขึ้นยกเว้นค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดของฟันน้ำนมเป็นซี่ คน ในปี พ.ศ. 2542 และค่าเฉลี่ยของฟันถาวรในปี พ.ศ. 2540 และ 2542 ความแตกต่างระหว่างเพศไม่มีความสัมพันธ์ กับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดของฟันน้ํานมและฟันถาวร อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05) ยกเว้นค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุต ของฟันน้ํานมเป็นคน ในปี พ.ศ. 2538 และ …


ผลของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่ตกค้าง ต่อการรั่วซึมปลายราก, คุณเมตตจิตต์ นวจินดา, พีรยา ภูอภิชาติดํารง Jan 2001

ผลของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่ตกค้าง ต่อการรั่วซึมปลายราก, คุณเมตตจิตต์ นวจินดา, พีรยา ภูอภิชาติดํารง

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่ตกค้างในคลองรากฟัน ที่มีต่อการเกิดการรั่วซึมที่บริเวณ ปลายรากฟัน ภายหลังการขุดคลองรากฟันนาน 30 และ 40 วัน วัสดุและวิธีการ การศึกษานี้ได้ทําการทดสอบการรั่วซึมด้วยการใช้สี และนํามาผ่านขั้นตอนการทําฟันใสเพื่อวัด ผลในห้องปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างเป็นฟันถอนจากคนที่มีคลองรากฟันเดียว รากตรง จํานวน 60 ซี่ ขยายคลองราก ฟันถึงเครื่องมือขยายขนาด 40 จากนั้นทําการขยายโดยวิธีสเตปแบคถึงเครื่องมือขยายขนาด 60 ได้มีการแบ่งกลุ่ม ตัวอย่างเป็น 2 กลุ่มแบบสุ่ม คือ กลุ่ม 1 เป็นกลุ่มทดลองที่ใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์ใส่ในคลองรากฟัน และแบ่งเป็น อีก 2 กลุ่มย่อย คือ กลุ่ม A (15 ) ภายหลังการขุดคลองรากฟันเก็บฟันไว้นาน 30 วัน กลุ่ม C (15 ) ภายหลัง การอุดคลองรากฟันเก็บฟันไว้นาน 60 วัน กลุ่ม II เป็นกลุ่มควบคุมที่มีการแบ่งเป็นอีก 2 กลุ่มย่อย คือ กลุ่ม B (15 ) ภายหลังการอุดคลองรากฟันเก็บฟันไว้นาน 30 วัน กลุ่ม D (15 ) ภายหลังการขุดคลองรากฟันไว้นาน 60 วัน แล้วน้าฟันมาทดสอบการรั่วซึมบริเวณปลายรากฟันด้วยการซึมของสีอินเดียนอิงค์ แล้วนํามาผ่านขั้นตอนการ ทําฟันใส วัดระยะการซึมสีเป็นแบบเชิงเส้นผ่านกล้องสเตอริโอนําข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ ผลการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ระหว่างกลุ่มที่ใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์และกลุ่มควบคุมไม่มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติ (p>0.01) ทั้งในกรณีที่ทดสอบการรั่วซึมภายหลังการขุดคลองรากฟันแล้วนาน 30 วัน และ 60 วัน สรุป การใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์ใส่ในคลองรากฟัน ไม่มีผลต่อการรั่วซึมที่บริเวณปลายราก หลังจากขุดคลองราก พันนาน 30 และ 60 วัน


วัสดุบูรณะแบบเซรามิคทั้งซี่, เฉลิมพล ลี้ไวโรจน์ Jan 2001

วัสดุบูรณะแบบเซรามิคทั้งซี่, เฉลิมพล ลี้ไวโรจน์

Chulalongkorn University Dental Journal

ปัจจุบันพอร์ซเลนหรือเซรามิคได้ถูกพัฒนาให้มีความแข็งแรงพอที่จะนํามาใช้ในงานบูรณะฟันแบบ เซรามิคทั้ง อีกทั้งยังมีความสวยงามสูง สามารถเลียนแบบความเป็นธรรมชาติของฟันมนุษย์ได้ บทความนี้ได้ บรรยายถึงวิธีการต่าง ๆ ที่ใช้ในการพัฒนาพอร์ซเลนให้มีความแข็งแรงสูงพอที่จะรองรับแรงต่าง ๆ ในช่องปาก และ สรุปข้อบ่งใช้ของเซรามิคแต่ละระบบให้เหมาะสมกับงานทางทันตกรรมรวมทั้งการเลือกใช้ซีเมนต์ยึดครอบฟันเซรามิค เพื่อเป็นแนวทางสําหรับการปฏิบัติงานของทันตแพทย์


การศึกษาความต้านทานต่อการลอกออกเมื่อยึดซิลิโคน อิลาสโตเมอร์เข้ากับแผ่นโพลิยูรีเทนที่ขึ้นรูปจากโพลิยูรีเทนเหลว ด้วยการทาสารไพรเมอร์ 3 ชนิด, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล, นิยม ธำรงค์อนันต์สกุล, จารุวรรณ จิรทองคำโชติ, นิรินทร์ รัตนภพ, สิริมา ลิ่มชัยชะนะ Jan 2001

การศึกษาความต้านทานต่อการลอกออกเมื่อยึดซิลิโคน อิลาสโตเมอร์เข้ากับแผ่นโพลิยูรีเทนที่ขึ้นรูปจากโพลิยูรีเทนเหลว ด้วยการทาสารไพรเมอร์ 3 ชนิด, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล, นิยม ธำรงค์อนันต์สกุล, จารุวรรณ จิรทองคำโชติ, นิรินทร์ รัตนภพ, สิริมา ลิ่มชัยชะนะ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้านทานต่อการลอกออกเมื่อยึดซิลิโคน อิลาสโตเมอร์ เข้ากับแผ่นโพลียูรีเทนที่ขึ้นรูป จากโพลียูรีเทนเหลว ด้วยการทาสารไพรเมอร์ 3 ชนิด คือ 1205 เอส-2260 และเซ-4040 วัสดุและวิธีการ ขึ้นรูปแผ่นโพลียูรีเทนจากโพลียูรีเทนเหลวโดยใช้เบ้าหล่อยิปซัมเป็นแม่แบบ แบ่งการทดสอบออก เป็น 4 กลุ่มๆ ละ 30 ชิ้น โดย 3 กลุ่มแรก ทาไพรเมอร์ แต่ละชนิดได้แก่ ไพรเมอร์ 1205 เอส-226 และ เอ-4040 ตามลําดับ และกลุ่มที่เหลือเป็นกลุ่มควบคุม อัดทับแผ่นโพลียูรีเทนของแต่ละกลุ่มด้วยซิลิโคน อิลาสโตเมอร์ ชนิด ไตรอะซีทอกซีไซเลน แล้วตัดขึ้นทดสอบให้มีขนาดตาม เอเอสทีเอ็ม ดี 1876-72 และทดสอบค่าแรงต้านทานต่อ การลอกออก โดยใช้เครื่องวัดลอยด์ รุ่น แอลอาร์ 10 เค ตามข้อกําหนด เอเอสทีเอ็ม ดี 1876-72 ผลการศึกษา พบว่าแผ่นโพลียูรีเทนที่ทาด้วยไพรเมอร์ เอส-2260 เอ-4040 และกลุ่มควบคุมไม่เกิดการยึดติดระหว่าง แผ่นโพลียูรีเทนกับซิลิโคน อิลาสโตเมอร์ ส่วนในกลุ่มที่ทาด้วยไพรเมอร์ 1205 มีค่าของแรงยึดระหว่างโพลียูรีเทน กับซิลิโคนสูงจนเกิดการฉีกขาดในเนื้อซิลิโคน อิลาสโตเมอร์ สรุป ไพรเมอร์ 1205 สามารถใช้เป็นสารยึดแผ่นโพลียูรีเทนที่ขึ้นจากโพลียูรีเทนเหลวให้ติดกับซิลิโคน อิลาสโตเมอร์ ชนิดไตรอะซีทอกซิไซเลน เพื่อประโยชน์ในการประดิษฐ์อวัยวะเทียมได้


การกระตุ้นการทํางานของ Mmp-2 โดยสารหลังจาก แบคทีเรียที่เพาะเลี้ยงจากร่องลึกปริทันต์, เกษรา ปัทมพันธุ์, ธนธร ทั่งทอง, ธนภูมิ โอสถานนท์, วรภัทร หลิ่วจุลัสจรรย์, จินตกร คูวัฒนสุชาติ, ทัศนีย์ ดรงค์สุวรรณ, ประสิทธิ์ ภวสันต์ Jan 2001

การกระตุ้นการทํางานของ Mmp-2 โดยสารหลังจาก แบคทีเรียที่เพาะเลี้ยงจากร่องลึกปริทันต์, เกษรา ปัทมพันธุ์, ธนธร ทั่งทอง, ธนภูมิ โอสถานนท์, วรภัทร หลิ่วจุลัสจรรย์, จินตกร คูวัฒนสุชาติ, ทัศนีย์ ดรงค์สุวรรณ, ประสิทธิ์ ภวสันต์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การทดลองครั้งนี้ต้องการศึกษาผลของสารหลังจากแบคทีเรียที่เพาะเลี้ยงได้จากร่องลึกปริทันต์ของผู้ป่วย ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน ที่มีต่อการกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ MMP-2 จากเซลล์เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อเหงือก ของมนุษย์ วัสดุและวิธีการ แบคทีเรียจากร่องลึกปริทันต์ของผู้ป่วยถูกเพาะเลี้ยงในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจนเป็นเวลา 5 วัน สาร หลังจากแบคทีเรียทั้งที่ผ่านและไม่ได้ผ่านการต้ม ถูกนําไปกระตุ้นเซลล์เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อเหงือกของมนุษย์เป็น เวลา 48 ชั่วโมงในสภาวะที่ไม่มีซีรัม ระดับความเป็นพิษต่อเซลล์จะวัดด้วยเทคนิค MTT assay ส่วนการกระตุ้น การทํางานของเอนไซม์จะวัดโดยเทคนิค Zymography ในอีกการทดลองหนึ่ง การกระตุ้นเซลล์ด้วยสารหลังจาก แบคทีเรียจะทําในสภาวะที่มีหรือไม่มี actinomycin D และ cycloheximide เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ผลการศึกษา สารหลังจากแบคทีเรียในระดับที่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ ทั้งที่ผ่านและไม่ผ่านการต้ม สามารถกระตุ้น การทํางานของ MMP-2 ผลของการกระตุ้นจะแปรผันตามความเข้มข้นของสารหลั่งที่ใช้ ผลของสารหลั่งในการกระตุ้น MMP-2 จะถูกยับยั้งได้ด้วย cycloheximide แต่ไม่ยับยั้งด้วย actinomycin D สรุป สารหลังจากแบคทีเรียจากร่องลึกปริทันต์ของผู้ป่วย สามารถกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ MMP-2 จากเซลล์ เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อเหงือกของมนุษย์ โดยการกระตุ้นนี้ไม่ต้องการการสร้าง mRNA ใหม่แต่ต้องการการสร้างโปรตีนใหม่


วิธีบูรณะฟันสั้น, สุวิทย์ ลิมป์ปัทมปาณี, อิศราวัลย์ บุญศิริ Jan 2001

วิธีบูรณะฟันสั้น, สุวิทย์ ลิมป์ปัทมปาณี, อิศราวัลย์ บุญศิริ

Chulalongkorn University Dental Journal

ฟันสึกอย่างรุนแรงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ตัวฟันสั้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ทันตแพทย์พบได้บ่อย การตัดสินใจ ในการวางแผนการรักษาและขั้นตอนการบูรณะค่อนข้างสลับซับซ้อน บทความนี้นําเสนอถึงสาเหตุที่ทําให้เกิดตัวฟัน สั้น ตําแหน่งที่เกิดในช่องปาก ระดับความรุนแรงของการสึกของฟันและปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อการวางแผน การรักษา รวมทั้งแนวทางเลือกในการบูรณะฟันสั้นด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อการเพิ่มการยึดอยู่ของครอบฟันตัวอย่างเช่น การเพิ่มความยาวของตัวฟันด้วยการทําศัลย์ปริทันต์ การดึงฟันด้วยแรงทางทันตกรรมจัดฟันตลอดจนการเพิ่มมิติ ในแนวดิ่งใบหน้าด้วยการบูรณะฟันชนิดติดแน่นหรือชนิดถอดได้ และอธิบายถึงข้อพิจารณาการให้การบําบัดรักษาที่เหมาะสมในแต่ละราย


การประเมินทัศนคติของนิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ไทยต่อผู้ป่วยสูงอายุ, ชาญชัย โห้สงวน Jan 2001

การประเมินทัศนคติของนิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ไทยต่อผู้ป่วยสูงอายุ, ชาญชัย โห้สงวน

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินทัศนคติของนิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ไทยต่อผู้ป่วยสูงอายุ และเพื่อพัฒนาตัวชี้วัดมิติต่างๆ ของทัศนคติต่อผู้สูงอายุ วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตนักศึกษาทันตแพทย์จากคณะทันตแพทยศาสตร์ 4 สถาบัน แบ่งเป็นชั้นปีที่ 1 จํานวน 188 คน และชั้นปีที่ 6 จํานวน 138 คน ใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเองเก็บข้อมูลทางด้านทัศนคติ ต่อผู้สูงอายุในมิติต่างๆ คือ ภาพลักษณ์ทั่วไปต่อผู้สูงอายุ ทัศนคติเชิงความชอบต่อผู้สูงอายุทั่วไป ทัศนคติต่อผู้ป่วย สูงอายุ และทัศนคติด้านความมุ่งมั่นก่อพฤติกรรม ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยศึกษาคุณสมบัติของตัวชี้วัดทัศนคติ และเปรียบเทียบทัศนคติระหว่างกลุ่มนิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ด้วยสถิตินอนพาราเมตริก ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างนิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ไทยมีทัศนคติในเชิงบวกต่อผู้ป่วยสูงอายุ ทั้งทัศนคติเชิงความ ชอบและทัศนคติด้านความมุ่งมั่นต่อพฤติกรรม โดยนิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 6 มีระดับทัศนคติเชิงความชอบต่อผู้ป่วย สูงอายุในระดับที่เป็นบวกมากกว่านิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 อย่างมีนัยสําคัญ (P<0.001) แต่มีระดับทัศนคติด้าน ความมุ่งมั่นก่อพฤติกรรมในระดับที่เป็นบวกน้อยกว่านิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 อย่างมีนัยสําคัญ (P = 0.03) สรุป นิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์ทางคลินิกแสดงระดับทัศนคติต่อผู้ป่วยสูงอายุแตกต่างไปจากนิสิตนักศึกษาที่ยังไม่มีประสบการณ์ทางคลินิก


ความแข็งแรงของครอบและสะพานฟันชั่วคราว, ยงยุธ พงศ์ศิลามณี, สรรพัชญ์ นามะโน Sep 2000

ความแข็งแรงของครอบและสะพานฟันชั่วคราว, ยงยุธ พงศ์ศิลามณี, สรรพัชญ์ นามะโน

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ของบทความนี้เพื่ออธิบายถึงความสําคัญของความแข็งแรงของครอบและสะพานฟันชั่วคราว ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าครอบฟันและสะพานฟันที่ดีสามารถรักษาอวัยวะปริทันต์ให้อยู่ในสภาพดี และใช้บดเคี้ยวได้ วัสดุที่ใช้ทํามีหลายชนิดได้แก่ โลหะ พลาสติก และคอมโพสิตเรซิน ซึ่งการเลือกใช้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ การใช้งาน ระยะเวลาในการใส่ แรงที่กัด ตําแหน่งของครอบและสะพานฟัน ช่วงเวลาในการใช้งาน ฯลฯ ในกรณีที่จําเป็นต้องใช้งานในระยะเวลาที่ยาวนาน หรือ ต้องรับแรงที่มากกว่าปกติ ครอบและสะพานฟันนั้นจําเป็นต้องเสริมความแข็งแรงแก่วัสดุที่ใช้ทําด้วยเส้นใยโพลีเอทิลีนหรือเส้นใยแก้ว เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและต้านการแตกหักจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความล้มเหลวของครอบและสะพานฟันชั่วคราว


Practical Guide Line-Ethical Of Researcher(ปกิณกะ : แนวทางปฏิบัต จรรยาบรรณนักวิจัย), สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ Sep 2000

Practical Guide Line-Ethical Of Researcher(ปกิณกะ : แนวทางปฏิบัต จรรยาบรรณนักวิจัย), สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

Chulalongkorn University Dental Journal

No abstract provided.


รากฟันด้านเพดานปากสองรากในฟันกรามบนซี่ที่สอง : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, แอนนา เทพวนังกูร Sep 2000

รากฟันด้านเพดานปากสองรากในฟันกรามบนซี่ที่สอง : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, แอนนา เทพวนังกูร

Chulalongkorn University Dental Journal

รายงานกล่าวถึงฟันกรามบนซี่ที่สองของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษารากฟัน เป็นฟันกรามบนสี่ราก โดยเป็นรากฟันด้านเพดานปากสองราก และรากฟันด้านแก้มสองราก ซึ่งการมีจํานวนรากฟันด้านเพดานปากมากกว่าปกติเป็นลักษณะที่พบได้น้อยที่สุดของฟันกรามบน พื้นของโพรงในตัวฟันมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีรูเปิดเข้าสู่คลองรากฟันอยู่ที่มุมทั้งสี่ การพิจารณาภาพรังสีก่อนการรักษาเป็นสิ่งสําคัญ เนื่องจากสามารถเห็นลักษณะผิดปกติของรากฟันได้ก่อนการรักษา การค้นหาและรักษารากฟันได้ครบทุกคลองรากฟันเป็นสิ่งหนึ่งที่ทําให้การรักษารากฟัน ประสบความสําเร็จ จากการติดตามผลการรักษาเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน พบว่าฟันอยู่ในสภาพใช้งานได้ดี ไม่มี พยาธิสภาพเกิดขึ้น


โรคท่อน้ำดีตีบตัน : สภาพช่องปากกับการรักษา ทางทันตกรรม : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, บังอร จิระเกียรติ์ Sep 2000

โรคท่อน้ำดีตีบตัน : สภาพช่องปากกับการรักษา ทางทันตกรรม : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, บังอร จิระเกียรติ์

Chulalongkorn University Dental Journal

ชายไทยอายุ 16 ปี ป่วยเป็นโรคท่อน้ำดีตีบตันและมีอาการตับแข็งในระยะสุดท้ายของโรคตับ และจําเป็นต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ ส่งมาที่โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อรับการตรวจพิเคราะห์สภาพช่องปาก และรับบริการทันตกรรม โดยเน้นควบคุมการเกิดแผ่นคราบจุลินทรีย์และป้องกันฟันผุด้วย ก่อนที่จะผ่าตัดเปลี่ยนตับ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยต้องได้รับยากดภูมิต้านทานเป็นเวลานานทําให้อัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพิ่มขึ้น การรักษาเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 2 เดือน ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยรายนี้มีสภาพช่องปากที่เปลี่ยนแปลงสัมพันธ์กับโรคนี้ ปัญหาทางการแพทย์ของผู้ป่วยเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด ข้อบ่งชี้การใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันตลอดจนยาที่มีผลทําลายตับ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเกิดปัญหากับการรักษาทางทันตกรรมได้หากไม่ได้ป้องกัน และทราบวิธีแก้ไขปัญหาล่วงหน้าโดยปรึกษากับแพทย์ผู้ทําการรักษาอย่างใกล้ชิด การดูแลรักษาทางทันตกรรมใน ผู้ป่วยที่รอการเปลี่ยนตับมีความสําคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผลการรักษาและคุณภาพชีวิตหลังการเปลี่ยนตับดียิ่งขึ้น และป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนตับ


Verruciform Xanthoma, Kittipong Dhanuthai Sep 2000

Verruciform Xanthoma, Kittipong Dhanuthai

Chulalongkorn University Dental Journal

Verruciform xanthoma is a rare, benign entity which preferentially affects the oral mucosa than any other tissue. The most frequent site of involvement is the gingiva. It affects mostly the middleaged person with a predilection for male gender. Clinically, verruciform xanthoma appears as papillary or verrucous, flat or slightly raised lesions. Aggregates of lipid-laden foam cells confined to the connective tissue papillae between epithelial rete ridges in association with papillary or verrucous epithelial hyperplasia are the histolopathologic hallmark of this lesion. These foam cells are actually of macrophage/monocyte lineage. The histopathological distinction of verruciform xanthoma from other lesions, which it …


ไวรัสตับอักเสบกับทันตแพทย์, ยง ภู่วรวรรณ Sep 2000

ไวรัสตับอักเสบกับทันตแพทย์, ยง ภู่วรวรรณ

Chulalongkorn University Dental Journal

No abstract provided.


Giant Cell Fibroma Of The Oral Cavity. Ii. An Immunohistochemical Study, Somporn Swasdison, Kittipong Dhanuthai Sep 2000

Giant Cell Fibroma Of The Oral Cavity. Ii. An Immunohistochemical Study, Somporn Swasdison, Kittipong Dhanuthai

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective The purpose of this study was to investigate the phenotype of the mononuclear and the multinucleated cells in the oral giant cell fibroma. Materials and methods The study was performed in thirty-one cases of the oral giant cell fibroma. The surgical specimens of the lesions were stained with a panel of antibodies using indirect immunoperoxidase technique. Results The mononuclear and multinucleated giant cells of the giant cell fibroma showed positive staining by antibodies against vimentin and proliferating cell nuclear antigen (PCNA) while demonstrating negative staining by antibodies against S-100 antigen, leukocyte common antigen (LCA), macrophage marker (LNS), smooth muscle …


Carotid Cavernous Sinus Fistula: A Literature Review, Poramate Pitak-Arnnop Sep 2000

Carotid Cavernous Sinus Fistula: A Literature Review, Poramate Pitak-Arnnop

Chulalongkorn University Dental Journal

Carotid cavernous sinus fistula is an uncommon complication of craniocervical trauma which is usually associated with a skull base, frontal or midface fractures; besides it may also be a spontaneous phenomenon of a congenital, degenerative or iatrogenic origin. The blood shunts from either internal or external carotid arteries to the cavernous sinus resulting the blurred vision, ophthalmoparesis, pulsating exophthalmos, glaucoma, ocular ischemic syndrome, orbital headache and periorbital pain. The diagnosis is made by clinical features and radiography for differentiating from superior orbital fissure syndrome, orbital apex syndrome, retrobulbar hematoma and cavernous sinus thrombosis. In unspontaneous closure cases with progressive findings, …


กําลังตัดขวางและความสามารถในการถูกดัดงอ ของอะคริลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยความร้อนและสารเคมีที่มีจําหน่ายในประเทศไทย, สิทธิโชค รัตนสุวรรณ, กุสสี ทองปุสสะ, ปิยะวัฒน์ พันธุ์โกศล May 2000

กําลังตัดขวางและความสามารถในการถูกดัดงอ ของอะคริลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยความร้อนและสารเคมีที่มีจําหน่ายในประเทศไทย, สิทธิโชค รัตนสุวรรณ, กุสสี ทองปุสสะ, ปิยะวัฒน์ พันธุ์โกศล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบค่ากําลังตัดขวางและค่าความสามารถในการดัดงอของอะคริ ลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยความร้อนและสารเคมีจํานวน 10 ชนิด ซึ่งมีจําหน่ายในประเทศไทยเพื่อ ที่จะเป็นแนวทางในการเลือกใช้อะคริลิกกับงานชนิดต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม วัสดุและวิธีการ นําอะครีลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยความร้อนจํานวน 7 ชนิด ได้แก่ Rodex, Majorbase, How medica, Meliodent, G.C Luxon, Takilon ชนิดใสและ Lang และอะครีลิกเรซินชนิดกระตุ้น ปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยสารเคมีจํานวน 3 ชนิด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ Meliodent, How medica และ Orthoresin มา ทดสอบหาค่ากําลังตัดขวาง และค่าความสามารถในการตัดงอ โดยทําชิ้นตัวอย่างให้ได้ตามมาตรฐาน ISO R-1567 สร้างชิ้นตัวอย่างชนิดละ 5 ชิ้น แล้วนําไปทดสอบโดยใช้เครื่องทดสอบ ลอยด์ ยูนิเวอร์ซัล รุ่น 10K นําค่าที่ได้ไปศึกษาหา ค่าความแตกต่างทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการศึกษา อะครีลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยความร้อน ผลิตภัณฑ์ Rodex มีค่ากําลังตัดขวางและ ค่าความสามารถในการดัดงอก่อนหักสูงกว่าอะครีลิกเรซินทั้งหมดที่นํามาทดสอบอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และมีค่า ความสามารถในการดัดงอสูงที่สุดแต่ไม่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ Lang อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05) และ อะครีลิกเรซิน ผลิตภัณฑ์ Meliodent มีค่ากําลังตัดขวาง อะครีลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยสารเคมีและค่าความสามารถในการดัดงอก่อนหักสูงสุดในกลุ่มของ สรุป อะครีลิกเรซินที่มีขายในประเทศไทยมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีค่ากําลังตัดขวางและความสามารถในการถูกตัดงอแตกต่างกัน ทันตแพทย์ควรเลือกใช้ให้เหมาะสม


การซ่อมพอร์สเลนในฟันปลอมชนิดติดแน่น, สโรชา ชโลธร, อิศราวัลย์ บุญศิริ May 2000

การซ่อมพอร์สเลนในฟันปลอมชนิดติดแน่น, สโรชา ชโลธร, อิศราวัลย์ บุญศิริ

Chulalongkorn University Dental Journal

สมัยก่อนการซ่อมพอร์สเลนมักไม่ค่อยประสบความสําเร็จเนื่องจากมีการแตกหักของคอมโพสิตเรซินจากการเชื่อมที่ไม่ดีพอ แต่ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ในการซ่อมพอร์สเลนได้พัฒนาขึ้นมาก โดยการใช้ คอมโพสิตเรซินที่มีการเชื่อมกับผิวโลหะหรือพอร์สเลนด้วยการยึดทางกลศาสตร์และทางเคมีซึ่งมีความสําคัญมาก การใช้สารไซเลนเป็นตัวเชื่อมด้วยระบบซิลิโคทเตอร์ร่วมกับสารเชื่อมซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากบริษัทต่างๆ ทําให้การซ่อมพอร์สเลนที่แตกใช้ งานได้นานขึ้น วัตถุประสงค์ของบทความนี้เพื่อให้ทราบถึงวิธีการเตรียมพื้นผิวพอร์สเลนและโลหะในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้หัวกรอ การเป่าทราย การใช้กรดกัด การใช้สารเชื่อม ซึ่งมีผลต่อการเชื่อมติดกับคอมโพสิตเรซิน รวมทั้งชนิดของคอมโพสิตเรซิน และวิธีการซ่อมพอร์สเลนในปากเมื่อเกิดการแตกของพอร์สเลนซึ่งมีหลายระดับขึ้นกับพื้นผิวของครอบฟันบริเวณที่ซ่อมเป็นอย่างไร แต่ถ้ามีการแตกมากขึ้นต้องทําขั้นตอนในห้องปฏิบัติการทําเป็นครอบฟันคร่อมทับบนโครงโลหะและยึดด้วยซีเมนต์


การอธิบายส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้า, วันทนี มุทิรางกูร, บดินทร์ กังวานณรงค์กุล, พิศาล คุณธาราภรณ์, รุจน์ โรจน์อัศวเสถียร May 2000

การอธิบายส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้า, วันทนี มุทิรางกูร, บดินทร์ กังวานณรงค์กุล, พิศาล คุณธาราภรณ์, รุจน์ โรจน์อัศวเสถียร

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการอธิบายส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้า ระหว่างนิสิตทันตแพทย์และ บุคคลทั่วไป วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยอาสาสมัครสองกลุ่ม คือ นิสิตฝึกปฏิบัติงานคลินิก คณะทันตแพทย ศาสตร์ จํานวน 70 คน และบุคคลทั่วไปที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาใดๆ ที่ไม่เคยผ่านการศึกษาวิชามหกาย วิภาคศาสตร์ จํานวน 82 คน ทําแบบทดสอบอธิบายส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้าจากภาพ โดยมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ 1. ลากเส้นโยงชื่อไปยังตําแหน่งที่ถูกต้อง 2. บอกชื่ออวัยวะหรือตําแหน่งที่ลูกศรชี้ 3. ระบายสีให้ได้บริเวณของ อวัยวะหรือตําแหน่งที่กําหนด และ 4. (เฉพาะนิสิตทันตแพทย์) บอกชื่อทางกายวิภาคศาสตร์ของตําแหน่งที่กําหนด ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งสองระบุส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้าเหมือนกันในตําแหน่งต่อไปนี้คือ กกหู แก้ม ขมับ ติ่งหู หน้าผาก หน้าหู หลังหู หว่างคิ้ว โหนกแก้ม และกราม แต่แตกต่างกันในการชี้ภาพและ ระบายสีบอกบริเวณในตําแหน่งของข้อต่อขากรรไกร ขากรรไกร และมุมคาง รวมทั้งเรียกชื่อต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ในส่วนที่ตรงกับมุมของขากรรไกรล่าง ยิ่งหน้าหู และหน้าต่อรูหู 13 มิลลิเมตร (p<0.001) ทั้งนี้กลุ่มนิสิตทันตแพทย์ ได้แสดงว่ามีความรู้ทางมหกายวิภาคศาสตร์อย่างดี (ร้อยละ 90.1) สรุป นิสิตทันตแพทย์และบุคคลทั่วไปอธิบายส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้าเหมือนกันในตําแหน่งหรือบริเวณที่ มองเห็น และ/หรือรู้จักเป็นคําสามัญ แต่แตกต่างกันในบริเวณซึ่งต้องการความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ ได้แก่ ข้อต่อ ขากรรไกร และส่วนของขากรรไกร ดังนั้นทันตแพทย์จึงควรระมัดระวังในการสื่อสารกับผู้ป่วยเกี่ยวกับความเจ็บป่วย ของบริเวณเหล่านี้


ทัศนคติทันตแพทย์ต่อหลักสูตรวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รำไพ โรจนกิจ, พิไลพร วิวัฒน์บุตรสิริ, ธนรัตน์ เธียรโกศล May 2000

ทัศนคติทันตแพทย์ต่อหลักสูตรวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รำไพ โรจนกิจ, พิไลพร วิวัฒน์บุตรสิริ, ธนรัตน์ เธียรโกศล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อให้ทราบทัศนคติของทันตแพทย์ที่จบและกําลังศึกษาหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิตจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ ที่จัดสอนในหลักสูตรปัจจุบันว่ามีความเหมาะสม และเพียงพอ ต่อความต้องการของทันตแพทย์ในการประกอบอาชีพเป็นทันตแพทย์ทั่วไปหรือไม่ เพื่อที่จะนําข้อมูลที่ได้มาสรุปเป็นแนวทางปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมยิ่งขึ้น วัสดุและวิธีการ จัดส่งแบบสอบถามจํานวน 400 ชุด ให้กับทันตแพทย์ที่สําเร็จการศึกษาแล้ว และทันตแพทย์ชั้น ปี 5 และ 6 ของคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งแบบสอบถามที่ใช้ในการสํารวจ แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ข้อมูลความรู้เชิงทันตกรรมประดิษฐ์ ข้อมูลความเหมาะสมและ ความทันสมัยของหลักสูตรวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ ทั้ง 4 วิชา คือ วิชาฟันปลอมบางส่วนชนิดติดแน่น ฟันปลอม บางส่วนชนิดถอดได้ ฟันปลอมทั้งปาก ทันตวัสดุศาสตร์ และข้อมูลเสนอแนะ ผลการศึกษา จากตัวอย่างแบบสอบถามทั้งหมด มีข้อมูลที่สามารถนํามาวิเคราะห์ได้ 148 ชุด จากทันตแพทย์ที่ สําเร็จการศึกษาแล้ว 60 ราย คิดเป็นร้อยละ 40.5 และนิสิตทันตแพทย์ จํานวน 88 ราย คิดเป็นร้อยละ 59.5 ให้ ความคิดเห็นว่า วิชาบรรยาย และวิชาฝึกปฏิบัติการ อยู่ในระดับดี คือ ฟันปลอมบางส่วนชนิดติดแน่น ฟันปลอม บางส่วนชนิดถอดได้ และฟันปลอมทั้งปาก ส่วนทันตวัสดุศาสตร์อยู่ในระดับพอใช้ สําหรับวิชาฝึกปฏิบัติการคลินิก อยู่ในระดับดีคือ ฟันปลอมทั้งปาก ส่วนฟันปลอมบางส่วนชนิดติดแน่น และฟันปลอมบางส่วนชนิดถอดได้ อยู่ในระดับพอใช้ สรุป หลักสูตรวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี และทันตแพทย์ส่วนใหญ่เห็นควรให้มีการทบทวน บทเรียน และมีหนังสือคู่มือสําหรับการฝึกปฏิบัติการคลินิกให้มากขึ้น


การเปรียบเทียบการรั่วซึมบริเวณปลายราก ของจุฬาซีลเลอร์กับซิงค์ออกไซด์ยูจีนอลซีลเลอร์ ชนิดอื่นในการอุดคลองรากฟัน, สุรสิทธิ์ เกียรติพงษ์สาร, วีรวัฒน์ สัตยานุรักษ์, วิภา วิชิตจารุกุล May 2000

การเปรียบเทียบการรั่วซึมบริเวณปลายราก ของจุฬาซีลเลอร์กับซิงค์ออกไซด์ยูจีนอลซีลเลอร์ ชนิดอื่นในการอุดคลองรากฟัน, สุรสิทธิ์ เกียรติพงษ์สาร, วีรวัฒน์ สัตยานุรักษ์, วิภา วิชิตจารุกุล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของซีลเลอร์ในด้านการรั่วซึมบริเวณปลายรากของจุฬาซีลเลอร์กับซิงค์ออกไซด์ ยูจีนอลซีลเลอร์ชนิดอื่นในการอุดคลองรากฟันร่วมกับกัตตาเปอร์ชาด้วยวิธีแลเทอรัลคอนเดนเซชัน วัสดุและวิธีการ ศึกษาในฟันรากเดียวที่ถูกถอนแล้วจํานวน 55 ปี หลังจากทําการขยายและทําความสะอาดคลอง รากฟันแล้ว แบ่งฟันออกเป็น 5 กลุ่ม โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 3 กลุ่ม ๆ ละ 15 ซี่ กลุ่มควบคุม 2 กลุ่ม ซึ่งแบ่งเป็น กลุ่มควบคุมผลบวกและกลุ่มควบคุมผลลบอย่างละ 5 ปี ในกลุ่มทดลองแต่ละกลุ่มอุดคลองรากโดยใช้กัตตาเปอร์ชา และซีลเลอร์ร่วมชนิดต่าง ๆ คือ จุฬาซีลเลอร์ โพรโคชอลซีลเลอร์ และพัลป์เดนท์ซีลเลอร์ ส่วนกลุ่มควบคุมอุดคลองราก โดยไม่ใช้ซีลเลอร์ เก็บฟันไว้ในความชื้น 48 ชั่วโมง แล้วแช่ในอินเดียนอิงค์เป็นเวลา 7 วัน นําฟันมาทําให้ใสแล้ว ตรวจสอบการรั่วซึมของสีที่บริเวณปลายรากด้วยกล้องจุลทรรศน์สเตอริโอ ผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าไม่มีความแตกต่างของการรั่วซึมของสีระหว่างซีลเลอร์แต่ละชนิดอย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05)สรุป จุฬาซีลเลอร์มีประสิทธิภาพในการต้านทานการรั่วซึมของสีบริเวณปลายรากไม่แตกต่างจากซิงค์ออกไซด์ยูจีนอลซีลเลอร์ชนิดอื่นเมื่อขุดคลองรากฟันด้วยวิธีแลเทอรัลคอนเดนเซชัน


การศึกษาเปรียบเทียบผลของการวัดความเป็นพิษต่อเซลล์ด้วยวิธีการย้อมสีเมทิลีนบลูกับวิธีวิเคราะห์ด้วยสารเอ็มทีที, กนกวรรณ จรูญภัทรพงษ์, เกษรา ปัทมพันธุ์ May 2000

การศึกษาเปรียบเทียบผลของการวัดความเป็นพิษต่อเซลล์ด้วยวิธีการย้อมสีเมทิลีนบลูกับวิธีวิเคราะห์ด้วยสารเอ็มทีที, กนกวรรณ จรูญภัทรพงษ์, เกษรา ปัทมพันธุ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลการวัดความเป็นพิษด้วยวิธีการย้อมเซลล์ด้วยสีเมทิลีนบลูกับวิธีวิเคราะห์ด้วย สารเอ็มทีที วัสดุและวิธีการ วัดความเป็นพิษของโซเดียมฟลูออไรด์ที่มีต่อเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเหงือกและวัดความเป็นพิษของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ที่มีต่อเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโพรงฟันของมนุษย์ โดยใช้วิธีวิเคราะห์ทั้ง 2 วิธีดังกล่าว เปรียบเทียบผลของความเป็นพิษของสารทั้งสองชนิดที่ได้จากการวัดในวิธีวิเคราะห์ด้วย วิธีการย้อมสีเซลล์ด้วยสีเมทิลีนบลูหรือวิธีวิเคราะห์ด้วยสารเอ็มทีที โดยใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว เพื่อหาระดับความเป็นพิษของสารทดสอบในแต่ละความเข้มข้นที่มีต่อเซลล์ในแต่ละวิธีวิเคราะห์ จากนั้นจึงนําผลที่แสดงระดับความเป็นพิษของวิธีวิเคราะห์ทั้ง 2 วิธีมาเปรียบเทียบกัน ผลการศึกษา พบว่าการวัดความเป็นพิษของโซเดียมฟลูออไรด์ที่มีต่อเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเหงือกด้วยสารเอ็มทีทีและการย้อมเซลล์ด้วยสีเมทิลีนบลู แสดงระดับความเป็นพิษอย่างมีนัยสําคัญที่ความเข้มข้นเดียวกันของฟลูออไรด์ (100 พีพีเอ็ม, p<0.05) และในทํานองเดียวกัน ผลจากการวัดความเป็นพิษทั้งสองวิธี แสดงระดับความ เป็นพิษของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ต่อเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโพรงฟันที่ระดับความเข้มข้น ≥ 25 ไมโครโมลาร์ เช่นเดียวกัน (p<0.05) สรุป วิธีการย้อมเซลล์ด้วยสีเมทิลีนบลูให้ผลในการวัดความเป็นพิษไม่แตกต่างกันกับวิธีการมาตรฐานที่วัดผลด้วยสารเอ็มทีที


การหยุดยั้งการลุกลามของรอยผุเริ่มแรกของฟลูออไรด์วานิชในเด็กก่อนวัยเรียน, อรุณี ลายธีระพงศ์, สุภาพรณ์ จงวิศาล May 2000

การหยุดยั้งการลุกลามของรอยผุเริ่มแรกของฟลูออไรด์วานิชในเด็กก่อนวัยเรียน, อรุณี ลายธีระพงศ์, สุภาพรณ์ จงวิศาล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้ฟลูออไรด์วานิชดูราแฟต ในการหยุดยั้งการลุกลามของรอยผุเริ่มแรกในฟันหน้า น้ํานมบนในเด็กก่อนวัยเรียน เมื่อทาทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี วัสดุและวิธีการ ประชากรตัวอย่าง ได้แก่ เด็กอายุ 2.5-5 ปี (อายุเฉลี่ย 3.5 ปี) จํานวน 160 คน (ชาย 90 คน และหญิง 70 คน) ที่มีฟันตัดข้างน้ํานมบนด้านขวา (หรือซ้าย) ผุในระยะเริ่มแรก โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมกลุ่มละ 80 คน มีค่าเฉลี่ยฟันน้ํานมผุ ถอน อุด เท่ากับ 3.60 และ 3.69 ซี่/คน ตามลําดับ กลุ่มทดลอง ได้รับการทาดูราแฟตบนฟันหน้าน้ํานมบนทุก 3 เดือน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการทาน้ําสะอาดแทน เปรียบเทียบ ความแตกต่างของการลุกลามต่อของรอยผุเริ่มแรกระหว่างกลุ่มด้วยสถิติไค-สแควร์ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 พบว่าตัวอย่างในกลุ่มทดลองมีการลุกลามต่อของรอยผุเริ่มแรกน้อยกว่ากลุ่มควบคุมร้อยละ 10.5 ซึ่ง ไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุเท่ากับหรือต่ํากว่า 3.5 ปี จะมีการลุกลามต่อของรอยผุเริ่มแรก น้อยกว่า กลุ่มที่มีอายุมากกว่า 3.5 ปีอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.01) และพบการลุกลามต่อของรอยผุเริ่มแรก ในกลุ่มตัวอย่างที่มีค่าเฉลี่ยฟันน้ํานมผุ ถอน อุดเท่ากับ 0-4 น้อยกว่า กลุ่มที่มีค่าเฉลี่ยฟันน้ํานมผุ ถอน อุดมากกว่า 4 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.005) อีกด้วย ผลการศึกษา สรุป ฟลูออไรด์วานิชให้ผลในการหยุดยั้งการลุกลามต่อของรอยผุเริ่มแรกในฟันหน้าน้ํานมบนด้านริมฝีปากในกลุ่ม เด็กที่มีอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3.5 ปี และในกลุ่มที่มีค่าเฉลี่ยฟันน้ํานมผุ ถอน อุดเท่ากับ 0-4 อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติ เมื่อทาทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี


ความคิดเห็นของผู้ป่วยใหม่เกี่ยวกับการบริการทางทันตกรรมในคลินิกรวม คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พรทิพย์ วตะกูลสิน, วาสนา พัฒนพีระเดช Jan 2000

ความคิดเห็นของผู้ป่วยใหม่เกี่ยวกับการบริการทางทันตกรรมในคลินิกรวม คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พรทิพย์ วตะกูลสิน, วาสนา พัฒนพีระเดช

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินด้านความคิดเห็นของผู้ป่วยใหม่ที่มาติดต่อ เกี่ยวกับการบริการรักษาพยาบาลทางทันตกรรม ในคลินิกรวมคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัสดุและวิธีการ เก็บข้อมูลในผู้ป่วยใหม่ที่มาติดต่อเพื่อขอรับการรักษาทางทันตกรรมที่คลินิกรวมในระหว่างเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2542 โดยใช้แบบสอบถามจํานวน 500 ฉบับ และนําข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มีประเภทของคลินิกให้เลือก 3 ประเภท รวมทั้งไม่ทราบว่าแต่ละประเภทของคลินิก ผู้ให้การรักษาและเวลาในการมารับการรักษาแตกต่างกัน ผู้ป่วย ส่วนใหญ่คาดหวังว่าเมื่อมาติดต่อที่คลินิกรวมผู้ป่วยจะได้รับการรักษาเลย และเมื่อพิจารณาถึงความพึงพอใจของ ผู้ป่วยต่อระบบงานของคลินิกรวม ผู้ป่วยไม่พึงพอใจในด้านการเข้าคิวของการรักษา ส่วนในด้านช่วงเวลา ความถี่ ของเวลาในการมารับการรักษา ตลอดจนผู้ให้การรักษา ส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใจปานกลาง สรุป ผู้ป่วยใหม่ส่วนใหญ่ไม่ทราบเกี่ยวกับระบบงานในการบริการรักษาพยาบาลทางทันตกรรมในคลินิกรวม คณะ ทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนไม่ทราบถึงระบบงานทั่วๆ ไปของคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ด้วย ซึ่งสาเหตุนี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้เกิดปัญหากับการทํางาน รวมทั้งผู้ป่วยและผู้เกี่ยวข้อง