Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Dentistry Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 661 - 690 of 1270

Full-Text Articles in Dentistry

ไททาเนียมสําหรับฟันปลอมถอดได้, อาทร สุทธิวราภิรักษ์, แมนสรวง อักษรนุกิจ May 2005

ไททาเนียมสําหรับฟันปลอมถอดได้, อาทร สุทธิวราภิรักษ์, แมนสรวง อักษรนุกิจ

Chulalongkorn University Dental Journal

ไททาเนียมและโลหะผสมไททาเนียมได้ถูกนํามาใช้ในการทําโครงโลหะสําหรับฟันปลอมถอดได้เนื่องจาก มีสมบัติที่เหมาะสม ได้แก่ มีความแข็งแรงสูง น้ําหนักเบา ค่ามอดูลัสยืดหยุ่นต่ํา ความต้านทานต่อการกัดกร่อนสูง และมีความเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อสูง อย่างไรก็ตาม การใช้งานฟันปลอมที่ทําจากโลหะไททาเนียมยังคงมีข้อจํากัด บางประการซึ่งเป็นสาเหตุที่ทําให้ไททาเนียมยังได้รับความนิยมน้อย ได้แก่ การหล่อแบบยาก การเปลี่ยนแปลงรูปร่าง อย่างถาวรของตะขอ การแยกตัวของฐานฟันปลอมเรซินออกจากโครงโลหะ การเปลี่ยนสีของผิวโลหะ รวมทั้ง ปัญหาการสึกของโลหะ บทความปริทัศน์นี้ได้บรรยายถึงสมบัติและการพัฒนาโลหะไททาเนียมเพื่อนํามาใช้ทํา โครงโลหะสําหรับฟันปลอมถอดได้ นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมความแตกต่างระหว่างไททาเนียมและโลหะผสม ไททาเนียมเปรียบเทียบกับโลหะผสมโคบอลต์ โครเมียม ตลอดจนข้อได้เปรียบและข้อจํากัดในการนําโลหะไททาเนียม มาใช้ทําโครงโลหะฟันปลอมถอดได้ เพื่อเป็นแนวทางให้ทันตแพทย์สามารถพิจารณาเลือกใช้โลหะที่เหมาะสมสําหรับ ทําโครงโลหะฟันปลอมถอดได้ (ว ทันต จุฬาฯ 2548,28:155-66)


ผลของสารสกัดส่วนวุ้นและส่วนยางของว่านหางจระเข้ต่อการเพิ่มจํานวนของเซลล์สร้างกระดูกที่แยกจากไขกระดูกหนูแรทและเซลล์ไลน์สร้างกระดูกMc3t3-E1, วิจิตรา วิพิศมากูล, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล May 2005

ผลของสารสกัดส่วนวุ้นและส่วนยางของว่านหางจระเข้ต่อการเพิ่มจํานวนของเซลล์สร้างกระดูกที่แยกจากไขกระดูกหนูแรทและเซลล์ไลน์สร้างกระดูกMc3t3-E1, วิจิตรา วิพิศมากูล, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของสารสกัดส่วนวุ้นและส่วนยางของว่านหางจระเข้ที่มีต่อการเพิ่มจํานวนของเซลล์สร้าง กระดูกที่แยกจากไขกระดูกหนูแรทและเซลล์ไลน์สร้างกระดูก MC3T3-E1 วัสดุและวิธีการ เซลล์จะถูกทดสอบด้วยสารสกัดส่วนวุ้นและส่วนยางของว่านหางจระเข้ ที่ความเข้มข้นต่างๆ ในอาหารเลี้ยงเซลล์ที่ปราศจากซีรัม เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นวัดผลต่อการเพิ่มจํานวนเซลล์ด้วยการสอบวิเคราะห์ เอ็มทีที และวิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษา สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ ที่ระดับความเข้มข้น 10, 20 และ 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลกระตุ้นการเพิ่มจํานวนเซลล์สร้างกระดูกที่แยกจากไขกระดูกหนูแรท อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) ในขณะที่สารสกัดส่วนหุ้นของว่านหางจระเข้ที่ระดับความเข้มข้น 1, 5, 10, 20 และ 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผล กระตุ้นการเพิ่มจํานวนเซลล์ไลน์สร้างกระดูก MC3T3-E1 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) แต่สารสกัดส่วนยาง ของว่านหางจระเข้ ที่ระดับความเข้มข้น 20, 40 และ 60 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลลดจํานวนเซลล์สร้างกระดูกที่ แยกจากไขกระดูกหนูแรท และเซลล์ไลน์สร้างกระดูก MC3T3-E1 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) สรุป ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ ที่ความเข้มข้น 10-50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และ 1-50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ในการกระตุ้นการเพิ่มจํานวนเซลล์สร้างกระดูกที่ แยกจากไขกระดูกหนูแรทและเซลล์ไลน์สร้างกระดูก MC3T3-E1 ตามลําดับ แต่สารสกัดส่วนยางของว่านหางจระเข้ ที่ระดับความเข้มข้น 20-60 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลลดจํานวนเซลล์สร้างกระดูกที่แยกจากไขกระดูกหนูแรทและ เซลล์ไลน์สร้างกระดูก MC3T3-E1 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ว ทันต จุฬาฯ 2548;28:127-36)


ประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอกคัส มิวแทนส์ และเชื้อแอกติโนแบซิลลัส แอกติโนมัย-ซีเทมโคมิแทนส์ ของเจลโพลีแซกคาไรด์ที่สกัดจากเปลือกทุเรียน, ผกาวัลย์ มูสิกพงศ์, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, สุนันท์ พงษ์สามารถ May 2005

ประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอกคัส มิวแทนส์ และเชื้อแอกติโนแบซิลลัส แอกติโนมัย-ซีเทมโคมิแทนส์ ของเจลโพลีแซกคาไรด์ที่สกัดจากเปลือกทุเรียน, ผกาวัลย์ มูสิกพงศ์, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, สุนันท์ พงษ์สามารถ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเจลโพลีแซกคาไรด์ที่สกัดจากเปลือกทุเรียนในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโต- คอกคัส มิวแทนส์ และเชื้อแอกติโนแบซิลลัส แอกติโนมัยซีเทมโคมิแทนส์ ในหลอดทดลอง วัสดุและวิธีการ ในการศึกษาครั้งนี้ใช้เทคนิคบรอทไดลูชัน และการวิเคราะห์แบบไทม์คิลล์ โดยเลี้ยงเชื้อ สเตร็ปโตคอกคัส มิวแทนส์ ในอาหารเหลวเลี้ยงเชื้อชนิดทริพติกซอยบรอท และเลี้ยงเชื้อแอกติโนแบซิลลัส แอกติโนมัยซีเทมโคมิแทนส์ ในอาหารเหลวเลี้ยงเชื้อชนิดเบรนฮาร์ทอินฟิวชัน ที่มีความเข้มข้นต่างๆ ของเจลโพลี- แซกคาไรด์สกัดจากเปลือกทุเรียน (1, 5, 10, 20 และ 35 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร) ในตู้เพาะเลี้ยงเชื้อที่มีความเข้มข้น ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 5 ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง วิเคราะห์ผลการยับยั้ง เชื้อโดยเก็บตัวอย่างทุกๆ 4 ชั่วโมง นํามานับค่าจํานวนจุลินทรีย์ที่มีชีวิต โดยวิธีการเกลี่ยเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อ ผลการศึกษา ความเข้มข้นต่ําสุดของเจลโพลีแซกคาไรด์ที่สกัดจากเปลือกทุเรียน ที่มีผลยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอกคัส มิวแทนส์ และเชื้อแอกติโนแบซิลลัส แอกติโนมัยซีเทมโคมิแทนส์ คือ 20 และ 15 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลําดับ และความเข้มข้นต่ําสุดที่มีผลทําลายเชื้อสเตร็ปโตคอกคัส มิวแทนส์ และเชื้อแอกติโนแบซิลลัส แอกติโนมัยซีเทม- โคมิแทนส์ คือ 35 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ส่วนระยะเวลาในการทําลายเชื้อพบว่า ปริมาณเชื้อลดลงจนเป็นศูนย์ เมื่อ ทดสอบด้วยเจลโพลีแซกคาไรด์ที่ความเข้มข้น 35 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ในอาหารเลี้ยงเชื้อเป็นเวลา 4 ชั่วโมง สรุป เจลโพลีแซกคาไรด์ที่สกัดจากเปลือกทุเรียน ความเข้มข้น 35 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลทําลายเชื้อสเตร็ปโต- คอกคัส มิวแทนส์ และเชื้อแอกติโนแบซิลลัส แอกติโนมัยซีเทมโคมิแทนส์ ขณะที่ความเข้มข้นของเจลโพลีแซกคาไรด์ ที่ความเข้มข้น 20 และ 15 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอกคัส มิวแทนส์ และเชื้อแอกติโนแบซิลลัส แอกติโนมัยซีเทมโคมิแทนส์ ตามลําดับ (ว ทันต จุฬาฯ 2548;28:137-44)


3-Dimensional Radiographic Analysis For Orthodontics, John Huang, Axel Bumann, James Mah May 2005

3-Dimensional Radiographic Analysis For Orthodontics, John Huang, Axel Bumann, James Mah

Chulalongkorn University Dental Journal

This is a first of a kind attempt at a comprehensive three-dimensional orthodontic analysis based on Cone Beam CT data. It includes elements that are based in traditional orthodontic analyses which draws upon existing knowledge base, and it also includes novel approaches to the examination of volumetric 3-D perspective. The goal of this analysis is to extract pertinent details from the image volume and provide the orthodontist with clinical applications of this information. The orthodontist will then be able to better assess the patientûs malocclusion condition and develop enhanced diagnosis and treatment approaches.


ผลของยาโพรพราโนลอลต่อความเจ็บปวดในผู้ป่วยโรคข้อต่อขากรรไกร, กนกพร พะลัง, วีนัส เข็มขันธุ์, อภิญญา ศรีเลขะรัตน์, ลัคนา เหลืองจามีกร May 2005

ผลของยาโพรพราโนลอลต่อความเจ็บปวดในผู้ป่วยโรคข้อต่อขากรรไกร, กนกพร พะลัง, วีนัส เข็มขันธุ์, อภิญญา ศรีเลขะรัตน์, ลัคนา เหลืองจามีกร

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของยาโพรพราโนลอลซึ่งเป็นยาปิดกั้นเบต้าที่ไม่จําเพาะเจาะจง ในการลดความเจ็บปวดในผู้ป่วยโรคข้อต่อขากรรไกร วัสดุและวิธีการ ศึกษาในผู้ป่วยโรคข้อต่อขากรรไกรที่มีความเจ็บปวดบริเวณใบหน้าและ/หรือข้อต่อขากรรไกร จํานวน 4 คน โดยผู้ป่วยรับประทานยาโพรพราโนลอลเป็นเวลา 2 สัปดาห์ (สัปดาห์แรกได้รับยาโพรพราโนลอล 20 มิลลิกรัมต่อวันและในสัปดาห์ที่สองได้รับยาโพรพราโนลอล 40 มิลลิกรัมต่อวัน) จากนั้นหยุดพักยา 2 สัปดาห์ และรับประทานยาลวง 2 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยบันทึกระดับความเจ็บปวด (ระดับความเจ็บปวดเฉลี่ย, ความเจ็บปวดสูงสุด, ความเจ็บปวดต่ําสุด และร้อยละของเวลาในช่วงที่ตื่นที่มีความเจ็บปวด) ในแบบฟอร์มที่ผู้วิจัยจัดไว้ให้ทุกวัน ทั้งนี้ ผู้ป่วยและผู้วิจัยไม่ทราบว่าผู้ป่วยได้รับยาชนิดใดในแต่ละช่วง การเปรียบเทียบระดับความเจ็บปวดระหว่างแต่ละช่วง ของการทดลองใช้การทดสอบเชิงผลรวมและลําดับที่แบบวิลคอกชน ผลการศึกษา ยาโพรพราโนลอล 40 มิลลิกรัมสามารถทําให้คะแนนความเจ็บปวดโดยรวมของผู้ป่วยลดลง ส่วนยา โพรพราโนลอล 20 มิลลิกรัมมิได้ทําให้คะแนนความเจ็บปวดโดยรวมของผู้ป่วยลดลง อย่างไรก็ตาม ไม่พบความ แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบคะแนนความเจ็บปวดระหว่างช่วงการใช้ยาโพรพราโนลอลกับยาลวง (p < .05) เมื่อสิ้นสุดการทดลองเจ้าหน้าที่ได้สอบถามถึงช่วงที่ผู้ป่วยคิดว่าตนเองได้รับยาโพรพราโนลอล ผลปรากฏว่าผู้ป่วยทุกคนสามารถระบุได้ถูกต้อง สรุป การทดลองเบื้องต้นในผู้ป่วย 4 คนที่ทําการศึกษา พบว่า ยาโพรพราโนลอลสามารถลดความเจ็บปวดในผู้ป่วย โรคข้อต่อขากรรไกรได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบทางสถิติกับยาลวงพบว่ามีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกัน (ว ทันต จุฬาฯ 2548;28:89-98)


การศึกษาแบบแผนของการรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาลราชพิพัฒน์กรุงเทพมหานคร, ศิวพร สุขอร่าม May 2005

การศึกษาแบบแผนของการรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาลราชพิพัฒน์กรุงเทพมหานคร, ศิวพร สุขอร่าม

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแบบแผนของการรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยเด็กและประเภทของ หลักประกันทันตสุขภาพ วัสดุและวิธีการ เก็บข้อมูลชนิดของการรักษาจากแฟ้มบันทึกการรักษาผู้ป่วยเด็กที่เข้ามารับบริการที่กลุ่มงาน ทันตกรรม โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2546 รวมทั้งสิ้น 1,052 คน นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและทําการ ทดสอบไคสแควร์ที่ระดับนัยสําคัญ .05 ผลการศึกษา ผู้ป่วยเด็กได้เพิ่มปริมาณขึ้นสูงสุดในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีโครงการหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้าทั้งในด้านปริมาณคนและปริมาณงาน อายุที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่พามาพบอยู่ในช่วงอายุ 4-9 ปี พฤติกรรม การดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ปกครอง มักมาพบทันตแพทย์เมื่อมีอาการ แบบแผนการรักษาทางทันตกรรม ส่วนใหญ่เป็นการรักษามากกว่าการป้องกัน (p < .001) ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีหลักประกันทันตสุขภาพแบบใด การรักษา ส่วนใหญ่คือการอุดฟันและการถอนฟัน สรุป แบบแผนการรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยเด็กยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัดจากก่อนและหลังการมีโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ว ทันต จุฬาฯ 2548;28:145-54)


ความสัมพันธ์ระหว่างค่าต่าง ๆ ของกระบอกตาและอวัยวะรอบช่องปากในประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง, พรชัย จันศิษย์ยานนท์, พิรัตน์ การเที่ยง, แพรวไพลิน สมพีร์วงศ์ May 2005

ความสัมพันธ์ระหว่างค่าต่าง ๆ ของกระบอกตาและอวัยวะรอบช่องปากในประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง, พรชัย จันศิษย์ยานนท์, พิรัตน์ การเที่ยง, แพรวไพลิน สมพีร์วงศ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อหาค่าเฉลี่ย ค่าสัดส่วน และความสัมพันธ์ระหว่างค่าต่าง ๆ ของกระบอกตาและอวัยวะรอบช่องปาก ของตัวอย่างสุ่มประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง วัสดุและวิธีการ ในการศึกษานี้ ได้วัดระยะซึ่งได้แก่ A: ระยะระหว่างรูม่านตา B: ระยะระหว่างหัวตา C: ระยะ ระหว่างหางตา D: ระดับความแตกต่างในแนวดิ่งของด้านหัวตาและหางตา E: ความกว้างของฐานจมูก F: ความกว้าง ของริมฝีปากขณะปกติ G: ความสัมพันธ์ระหว่างมุมปากและลิมบัสในแนวระนาบ และ H ความกว้างเฉลี่ยของ ฟันตัดกลางบนสองซี่ ในตัวอย่างสุ่มคนไทยจํานวน 117 คน หญิง 71 คน และชาย 46 คน) ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการ หาค่าเฉลี่ย และสัดส่วนระหว่างค่าต่างๆ ของกระบอกตาและอวัยวะรอบช่องปาก ใช้สถิติวิเคราะห์ที่ระดับนัยสําคัญ .05 เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเพศ ความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างค่าต่างๆ ของ กระบอกตาและอวัยวะรอบช่องปาก โดยใช้สถิติการทดสอบที่ สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ตามลําดับ ผลการศึกษา ได้ค่าเฉลี่ยต่างๆ คือ A = 62.19±4.96 มิลลิเมตร B = 36.03±3.08 มิลลิเมตร C = 94.35±5.09มิลลิเมตร D = 4.17±1.45 มิลลิเมตร E = 39.56±3.02 มิลลิเมตร F = 50.164.25G = 2.42±1.75 มิลลิเมตรและ H = 8.58±0.50 มิลลิเมตร ได้สัดส่วนระหว่างค่าต่างๆ ของกระบอกตาและอวัยวะรอบช่องปาก พบค่าที่มี ความแตกต่างระหว่างเพศ ได้แก่ ค่า A, B, C, E และ F แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติ …


การศึกษาเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ภาพรังสีกะโหลกศีรษะด้านข้างด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับการวิเคราะห์ด้วยมือ, ชาตรี ชะโยชัยชนะ, สมศักดิ์ เพิ่งประภากร Jan 2005

การศึกษาเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ภาพรังสีกะโหลกศีรษะด้านข้างด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับการวิเคราะห์ด้วยมือ, ชาตรี ชะโยชัยชนะ, สมศักดิ์ เพิ่งประภากร

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความแตกต่างของค่าระยะทางและค่ามุมที่วัดได้จากภาพรังสีกะโหลกศีรษะด้านข้าง ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปสําหรับวิเคราะห์ภาพรังสีกะโหลกศีรษะ 5 โปรแกรม เปรียบเทียบกับการวิเคราะห์ด้วยมือตามเกณฑ์ของสไตเนอร์ และเกณฑ์ของริกเกทส์ วัสดุและวิธีการ เลือกกลุ่มตัวอย่างจากภาพรังสีกะโหลกศีรษะด้านข้างของผู้ป่วยที่มารับการรักษาทางทันตกรรม จัดฟันที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จํานวน 32 คน อายุระหว่าง 11-27 ปี (เฉลี่ย 16.06 ปี) ฟันอยู่ในระยะฟันแท้ ไม่มีฟันคุดหรือพยาธิสภาพมาบังคับรากฟันหน้าและฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่ง นําภาพรังสีมา ลอกลาย และกําหนดจุดอ้างอิงตามวิธีการวิเคราะห์ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูป 5 โปรแกรม คือ 1. Dentofacial planner 2. Quick-ceph image 3. RMO's Jiffy Orthodontic Evaluation 4. Compu-ceph 5. OTP รวมทั้ง วิเคราะห์ด้วยมือจากภาพลอกลาย วัดค่าระยะทางและค่ามุมตามเกณฑ์ของสไตเนอร์และเกณฑ์ของริกเกทส์ รวม 18 ตัวแปร เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานด้วยสถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวที่ระดับนัยสําคัญ 05 เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ จึงทดสอบแบบจับคู่พหุคูณตามวิธีของทุกย์ ผลการศึกษา พบความแตกต่างของค่า Pog-NB (มม.) ของโปรแกรม JOE และค่า U6-PTV (มม.), L1-APO (องศา) และ Facial axis (องศา) ของโปรแกรม Compu-ceph ซึ่งมีเพียง 4 ค่า จากค่าตัวแปรที่ใช้ทั้งหมด 18 ค่า สรุป โปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปทั้ง 5 โปรแกรม สามารถใช้ทดแทนการวิเคราะห์ด้วยมือได้ การเลือกใช้อุปกรณ์ สําหรับนําข้อมูลเข้าเครื่องควรพิจารณาความเหมาะสม ควรรู้วิธีการใช้โปรแกรมอย่างถูกต้องและควรมีความรู้ทางด้าน การวิเคราะห์ภาพรังสีของกะโหลกศีรษะ เช่น คํานิยามของจุดอ้างอิงที่ใช้และการกําหนดจุดให้ถูกต้อง ความแตกต่าง ที่พบจากการศึกษานี้เนื่องจากคํานิยามที่แตกต่างของจุดอ้างอิงของโปรแกรมสําเร็จรูปที่ใช้ และวิธีการวัดของโปรแกรม (ว ทันต จุฬาฯ 2548;28:29-38)


ภาวะใส่ท่อช่วยหายใจลําบากในผู้ป่วยศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล: รายงานผู้ป่วย, จีรวรรณ จิระกิจจา Jan 2005

ภาวะใส่ท่อช่วยหายใจลําบากในผู้ป่วยศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล: รายงานผู้ป่วย, จีรวรรณ จิระกิจจา

Chulalongkorn University Dental Journal

การให้ยาระงับความรู้สึกทั่วไปสําหรับการทําศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล วิสัญญีแพทย์มีโอกาส พบปัญหาการช่วยหายใจ และการใส่ท่อช่วยหายใจลําบากได้เสมอ การประเมินสภาพทางเดินหายใจในระยะก่อนผ่าตัดและการเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสมทําให้การระงับความรู้สึกทําได้อย่างปลอดภัยปราศจากภาวะแทรกซ้อน รายงานผู้ป่วย 2 ราย ซึ่งได้รับการจัดการกับปัญหาใส่ท่อช่วยหายใจต่างกัน ผู้ป่วยรายที่ 1 เป็นชาย อายุ 16 ปี เข้ารับการผ่าตัดเสริมสร้างขากรรไกรล่างด้วยกระดูกเชิงกรานร่วมกับใช้แผ่นโลหะไททาเนียมตามกระดูกลักษณะกายวิภาคของใบหน้าที่บ่งบอกภาวะใส่ท่อช่วยหายใจลําบาก คือ ขากรรไกรล่างสั้น หลุบเข้าด้านใน และขยับลิ้นได้น้อย ซึ่งเกิดจากการผ่าตัดหลายครั้งก่อน เลือกใช้เทคนิคการใส่ท่อช่วยหายใจโดยใช้กล้องตรวจ กล่องเสียงชนิดท่อใยแก้วนําแสง ภายใต้การสูดดมยาสลบได้อย่างปลอดภัย ผู้ป่วยรายที่ 2 เป็นหญิง อายุ 75 ปี ได้รับ การวินิจฉัยเป็นลุควิกส์แองไจนา ต้องผ่าตัดเจาะระบายหนองออก ภายใต้การดมยาสลบ วิสัญญีแพทย์วางแผน ขั้นต้นจะทําการประเมินทางเดินหายใจ และใส่ท่อช่วยหายใจโดยวิธีไดเร็กต์ลาริงโกสโคปี หลังจากให้ยาสงบประสาท เข้าหลอดเลือดดํา ผู้ป่วยหมดสติร่วมกับทางเดินหายใจส่วนบนอุดกั้นอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถช่วยการหายใจด้วย หน้ากากช่วยหายใจ ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดแดงต่ําลงมากร่วมกับชีพจรเต้นช้า ผู้ป่วยได้รับการ ผ่าหลอดลมคอฉุกเฉิน เพื่อเปิดทางเดินหายใจและช่วยหายใจจนสัญญาณชีพกลับมาปกติ หลังผ่าตัดผู้ป่วยพื้นจาก ยาสลบ รู้สึกตัวดี แต่หายใจเองไม่เพียงพอจําเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จึงย้ายผู้ป่วยไปรับการรักษาต่อใน หออภิบาลผู้ป่วยหนักของโรงพยาบาลตํารวจ ผู้ป่วยกลับบ้านได้หลังจากเข้ารับการรักษานานเกือบ 2 เดือน เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนของระบบหัวใจและหลอดเลือด (ว ทันต จุฬาฯ 2548;28:51-8)


การทําให้ผู้ป่วยสงบด้วยยาโพรพอฟอลในงานศัลยกรรมช่องปากผู้ป่วยนอก, จีรวรรณ จิระกิจจา, วัชรี จังศิริวัฒนธํารง, กอบสุข สมบัติเปี่ยม Jan 2005

การทําให้ผู้ป่วยสงบด้วยยาโพรพอฟอลในงานศัลยกรรมช่องปากผู้ป่วยนอก, จีรวรรณ จิระกิจจา, วัชรี จังศิริวัฒนธํารง, กอบสุข สมบัติเปี่ยม

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการให้ยาโพรพอฟอลหยดเข้าหลอดเลือดดํา เพื่อทําให้ผู้ป่วยสงบ ในผู้ป่วยนอกที่มารับการผ่าตัดเล็กของช่องปาก ในโรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัสดุและวิธีการ ศึกษาผู้ป่วยจํานวน 50 ราย สภาพร่างกายอยู่ในระดับ 1 หรือ 2 ตามเกณฑ์ของสมาคม วิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย อายุระหว่าง 12-77 ปี มารับการผ่าตัดเล็กของช่องปากภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ ทําให้ผู้ป่วยสงบผ่อนคลายโดยฉีดโพรพอฟอลขนาด 0.75-1.0 มก./กก. ทางหลอดเลือดดําเพื่อเริ่มนําให้สงบ แล้วตามด้วยการหยดเข้าหลอดเลือดดําแบบต่อเนื่องในอัตรา 3 มก./กก./ชม. ปรับอัตราการหยดยาในระหว่าง การผ่าตัดเพื่อรักษาระดับการสงบประสาทให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ป่วย บันทึกความดันเลือด ชีพจร อัตราการหายใจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ตลอดเวลาการผ่าตัด ประเมินคุณภาพการ สงบประสาท ภาวะเสียความจํา ความพึงพอใจของผู้ป่วย และผลข้างเคียงจากยา ผลการศึกษา ปริมาณยาโพรพอฟอลที่ใช้ฉีดเข้าหลอดเลือดดําเพื่อนําสงบเฉลี่ย (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) 51.52 (11.35) มก. (21-75 มก.) ขนาดยาโพรพอฟอลที่ใช้ในการหยดเข้าหลอดเลือดดําแบบต่อเนื่องเฉลี่ย (ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน) 3.16 (0.58) มก./กก./ชม. (2.24-4.67 มก./กก./ชม.) ระยะเวลาในการผ่าตัดเฉลี่ย (ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน) 72.34 (32.03) นาที (17-150 นาที) ศัลยแพทย์ประเมินคุณภาพของการสงบประสาทอยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 84 ปานกลางร้อยละ 16 ผู้ป่วยร้อยละ 54 เกิดภาวะเสียความจําอย่างสมบูรณ์ต่อเหตุการณ์ขณะฉีดยาชา เฉพาะที่ ไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด พบกดการหายใจในผู้ป่วย 1 ราย ซึ่งเกิด หลังจากฉีดโพรพอฟอลเข้าหลอดเลือดดําเพื่อนําสงบ ผลข้างเคียงอื่น ๆ ได้แก่ อาการปวดขณะฉีดยาโพรพอฟอล พูดมากขึ้น คัน และปวดศีรษะ สรุป การให้โพรพอฟอลหยดทางหลอดเลือดดําแบบต่อเนื่อง อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทําให้ผู้ป่วยสงบนอกจากการให้มีดาโซแลมฉีดทางหลอดเลือดดํา หรือการสูดดมไนตรัสออกไซด์ร่วมกับออกซิเจน แต่จําเป็นต้องมีการเฝ้าระวังเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย (ว ทันต จุฬาฯ 2548;28:1-10)


Proliferative Verrucous Leukoplakia: A Literature Review, Ekarat Phattarataratip Jan 2005

Proliferative Verrucous Leukoplakia: A Literature Review, Ekarat Phattarataratip

Chulalongkorn University Dental Journal

This article presents proliferative verrucous leukoplakia (PVL), a distinct form of oral leukoplakia which exhibits aggressive behavior due to its high rates of recurrence and malignant transformation. It is a disease of unknown origin. The prevalence and distribution of this lesion are different from those of other forms of oral leukoplakia, and its clinical-pathologic appearance is varied, depending on the stage of development of the lesion. PVL is resistant to most kinds of therapy; therefore, the control of this disease is difficult, especially in the late course of disease in which multiple lesions usually occur. The early diagnosis of this …


พฤติกรรมการออกกําลังกายของนิสิตทันตแพทย์, ยุทธศักดิ์ เสียงฉ่ำ, รชฏ กลับประทุม, ภฑิตา ภูริเดช Jan 2005

พฤติกรรมการออกกําลังกายของนิสิตทันตแพทย์, ยุทธศักดิ์ เสียงฉ่ำ, รชฏ กลับประทุม, ภฑิตา ภูริเดช

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการออกกําลังกายของนิสิตทันตแพทย์ และความสัมพันธ์ระหว่างนิสิต ทันตแพทย์ชั้นปีต่างๆกับเวลาที่มีสําหรับการออกกําลังกาย (2) เพื่อศึกษาความชุกของการปวดคอและปวดหลังของนิสิตทันตแพทย์ วัสดุและวิธีการ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเองจากนิสิตทันตแพทย์ชั้นปีที่ 1-6 คณะทันต แพทยศาสตร์ จุฬาฯ ปีการศึกษา 2548 กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น ผลการทดลอง นิสิตจํานวน 194 คน ตอบแบบสอบถาม คิดเป็นอัตราการตอบกลับเท่ากับ ร้อยละ 100 เป็นนิสิตชาย 57 คน หญิง 137 คน พบว่ามีนิสิตที่ออกกําลังกายเป็นประจําร้อยละ 14.4 โดยนิสิตปี 6 ออกกําลังกายมากที่สุด (ร้อยละ 27.3) และนิสิต ปี 3 ออกกําลังกายน้อยที่สุด (ร้อยละ 3.2) สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทําให้ไม่สามารถออกกําลังกายได้คือไม่มีเวลา (ร้อยละ 66) นอกจากนี้อาการปวดคอและปวดหลังยังพบได้ร้อยละ 43.8 และร้อยละ 47.4 ตามลําดับ ทั้งนี้ความถี่ในการ ออกกําลังกายของนิสิตทันตแพทย์ชั้นปีที่ 1-6 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) นอกจากนี้เพศยังมี ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกําลังกายอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) สรุป ชั้นปีการศึกษาต่างๆ กัน มีพฤติกรรมการออกกําลังกายแตกต่างกัน อาการปวดคอและปวดหลังพบได้ร้อยละ 43.8 และร้อยละ 47.4 ตามลําดับ นอกจากนี้นิสิตทันตแพทย์ชายจะมีความถี่และใช้เวลาในการออกกําลังกายสูงกว่า นิสิตทันตแพทย์หญิง (ว ทันต จุฬาฯ 2549;29:195-204)


ความชุกของฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งที่ขึ้นผิดตําแหน่งและปัจจัยที่เป็นสาเหตุ, นพปฎล จันทร์ผ่องแสง Jan 2005

ความชุกของฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งที่ขึ้นผิดตําแหน่งและปัจจัยที่เป็นสาเหตุ, นพปฎล จันทร์ผ่องแสง

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อสํารวจความชุกของการเกิดฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งที่ขึ้นผิดตําแหน่งในเด็กนักเรียนอายุ 7-10 ปีเขตกรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุ วัสดุและวิธีการ ออกตรวจสุขภาพช่องปากเด็กนักเรียนอายุ 7-10 ปี จํานวน 6,957 ราย ในโรงเรียนสังกัด กรุงเทพมหานคร รัฐบาล เอกชน เพื่อสํารวจความชุกของการเกิดฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งที่ขึ้นผิดตําแหน่งส่งแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้ผู้ปกครองของนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างและกลุ่มควบคุมตอบคําถาม จากนั้นนําข้อมูลน้ําหนัก ส่วนสูง วันเดือนปีเกิดของทั้งสองกลุ่มไปประเมินภาวะการเจริญเติบโต นําข้อมูลจาก แบบสอบถาม และภาวะการเจริญเติบโตไปวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในการเกิดฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งที่ขึ้นผิดตําแหน่ง โดยใช้สถิติไคสแควร์ และสหสัมพันธ์เครเมอร์สวี ที่ระดับนัยสําคัญ .05 ผลการศึกษา ผลการวิจัยพบฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งขึ้นผิดตําแหน่งในเด็กจํานวน 41 ราย จากเด็กนักเรียน 6,957 ราย คิดเป็นความชุกร้อยละ 0.59 และพบว่าการเกิดฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งขึ้นผิดตําแหน่งมีความสัมพันธ์กับการมีปัญหา ในการบดเคี้ยวของเด็กในช่วงอายุ 2-6 ปี (p = .027) และสัมพันธ์กับภาวะการเจริญเติบโตของเด็ก (p = .000) โดยพบมากในกลุ่มเด็กเตี้ยและในกลุ่มเด็กที่มีน้ําหนักค่อนข้างน้อย สรุป ความชุกในการเกิดฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งขึ้นผิดตําแหน่ง พบร้อยละ 0.59 และพบความสัมพันธ์ของการเกิด ฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งขึ้นผิดตําแหน่งกับปัจจัยปัญหาในการบดเคี้ยวอาหารของเด็กในช่วงอายุ 2-6 ปีและปัจจัยภาวะการเจริญเติบโตของเด็ก (ว ทันต จุฬาฯ 2548;28:39-50)


การรักษาลักษณะการสบฟันแบบคลาสทรีในระยะเริ่มแรก, ผกายพฤทธิ์ สุตังคานุ, พรทิพย์ ชิวชรัตน์ Jan 2005

การรักษาลักษณะการสบฟันแบบคลาสทรีในระยะเริ่มแรก, ผกายพฤทธิ์ สุตังคานุ, พรทิพย์ ชิวชรัตน์

Chulalongkorn University Dental Journal

การสบฟันแบบคลาสทรีเป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยในคนไทย การเลือกใช้เครื่องมือและวิธีในการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันที่เหมาะสมขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ ลักษณะความผิดปกติ อายุ และลักษณะทางพันธุกรรม ของผู้ป่วย ดังนั้น ทันตแพทย์จึงควรมีความรู้ความสามารถที่จะจําแนกความผิดปกติที่สามารถให้การรักษาในระยะ เริ่มแรกได้ การเริ่มให้การรักษาในระยะเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสําคัญที่จะทําให้ประสบผลสําเร็จ และอาจจะช่วยลดความจําเป็นในการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร บทความนี้ได้นําเสนอสาเหตุและการจําแนกลักษณะการสบฟันแบบคลาสทรี ข้อบ่งชี้และข้อห้ามในการให้การรักษาในระยะเริ่มแรก รวมถึงวิธีและระยะเวลาที่เหมาะสม ในการให้การรักษาด้วยเครื่องมือชนิดต่าง ๆ (ว ทันต จุฬาฯ 2548,28:69-80)


ผลของเครื่องดื่มชาเขียวชนิดปราศจากน้ำตาลและชนิดเติมน้ําตาล ต่ออัตราการไหลและ ความเป็นกรดด่างของน้ำลาย, ระวีวรรณ ปัญญางาม, พรศรี ปฏิมานุเกษม, ยุทธนา ปัญญางาม Jan 2005

ผลของเครื่องดื่มชาเขียวชนิดปราศจากน้ำตาลและชนิดเติมน้ําตาล ต่ออัตราการไหลและ ความเป็นกรดด่างของน้ำลาย, ระวีวรรณ ปัญญางาม, พรศรี ปฏิมานุเกษม, ยุทธนา ปัญญางาม

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของอัตราการไหลและความเป็นกรดด่างของน้ําลายภายหลังการดื่มชาเขียว ชนิดปราศจากนํ้าตาล และชนิดเติมน้ําตาล วัสดุและวิธีการ อาสาสมัครจํานวน 50 คน อายุ 20-22 ปี มีสุขภาพสมบูรณ์และไม่ใช้ยาทุกชนิดอย่างน้อย 3 เดือน ก่อนเข้ารับการทดลอง ในวันแรก ทําการเก็บน้ําลายในระยะพักเป็นเวลา 10 นาที โดยแบ่งการเก็บเป็น 3 ครั้งติดต่อกัน คือ ครั้งแรกเริ่มต้นเก็บน้ําลายครบ 1 นาที ครั้งที่สองเก็บต่อจาก 1 นาทีจนครบ 5 นาที และครั้งที่สามเก็บต่อจาก 5 นาทีจนครบ 10 นาที คํานวณอัตราการไหลของน้ําลายเป็นมิลลิลิตร/นาทีและวัดความเป็นกรดด่างของน้ําลายด้วย เครื่องวัดความเป็นกรดด่าง (pH meter, IQ125, USA.) ในวันที่สอง สาม และสี่ ให้อาสาสมัครดื่มน้ําปราศจาก แร่ธาตุ เครื่องดื่มชาเขียวสําเร็จรูปชนิดปราศจากน้ําตาล และชนิดเติมน้ําตาล ชนิดละ 250 มิลลิลิตร โดยใช้หลอดดูดเก็บน้ําลายและวิเคราะห์ด้วยวิธีการเดิม เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของอัตราการไหล และความเป็น กรดด่างของน้ําลายในระยะพัก หลังดื่มน้ํา หลังดื่มชาเขียวชนิดปราศจากน้ําตาล และชาเขียวชนิดเติมน้ําตาล ด้วย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 หากพบมีนัยสําคัญจึงทําการทดสอบหาคู่ที่มี ความแตกต่างกันทีละคู่ด้วยวิธีผลต่างอย่างมีนัยสําคัญน้อยที่สุด ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยอัตราการไหลของน้ําลายระยะพัก หลังการดื่มน้ํา หลังการดื่มชาเขียวปราศจากน้ําตาล และ ชาเขียวชนิดเติมนํ้าตาล เท่ากับ 0.40±0.15, 0.41±0.15, 0.48±0.26 และ 0.59±0.21 มล./นาที ตามลําดับ ค่าเฉลี่ย ความเป็นกรดด่างของน้ําลายในช่วงเวลาตั้งแต่ 0-1, 1-5 และ 5-10 นาที ในระยะพักเท่ากับ 7.20±0.40, 7.20±0.38 และ 7.2010.39 หลังดื่มน้ําเท่ากับ 7.21±0.40, 7.2010.38 และ 7.19±0.38 หลังดื่มชาเขียวปราศจากน้ําตาลเท่ากับ 7.71±0.39, 7.42±0.38 และ 7.41±0.49 …


Comparison Of Ultimate Tensile Strength Between Torch Soldering Joints And Laser Welding Joints In Au-Pd, Ni-Cr, And Co-Cr Alloys, Pravej Serichetaphongse Sep 2004

Comparison Of Ultimate Tensile Strength Between Torch Soldering Joints And Laser Welding Joints In Au-Pd, Ni-Cr, And Co-Cr Alloys, Pravej Serichetaphongse

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective To compare the ultimate tensile strength of the soldering joint from conventional torch technique and the welding joint from laser technology in three types of alloy, gold-palladium (Au-Pd) alloy, nickel-chrome (Ni-Cr) alloy and cobalt-chrome (Co-Cr) alloy using the ISO standard model. Materials and methods Fifty four specimens were prepared in accordance with ISO 6892 from three different alloys, Au-Pd alloy, Ni-Cr alloy and Co-Cr alloy. Six specimens of each alloy were cut and either soldered with gas propane-oxygen torch or welded with laser. The control group was six specimens without cutting (as cast specimens) of each alloy. All specimens …


Measurement Of Scattered Radiation From Dental Implants In Dry Human Jaw During Radiotherapy, Pravej Serichetaphongse, Pimnara Sitthikhunkitt, Sunantha Srisubat-Ploysongsang Sep 2004

Measurement Of Scattered Radiation From Dental Implants In Dry Human Jaw During Radiotherapy, Pravej Serichetaphongse, Pimnara Sitthikhunkitt, Sunantha Srisubat-Ploysongsang

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective To investigate the scattered radiation at bone-implant interfaces irradiated with a therapeutic radiation dose from three different dental implant surfaces in human bone model. Materials and methods Dry human mandible was used to measure the dose enhancement caused by scattered radiation from the three different implant surfaces [machined surface, titanium -coated (TiUnite) surface, hydroxyapatite (HA) -coated surface]. Radiation dose enhancement at distance of 0, 1, 2, and 3 mm from bone-implant interface was determined by thermoluminescent dosimetry using lithium fluoride single crystal chips as a radiation absorber. The absorbed radiation doses in the lithium fluoride chips at mesial, distal, …


การฟื้นฟูสภาพฟันสึกด้านใกล้แก้มด้วยเรซินคอมโพสิต : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, สุชาดา วัฒนบุรานนท์ Sep 2004

การฟื้นฟูสภาพฟันสึกด้านใกล้แก้มด้วยเรซินคอมโพสิต : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, สุชาดา วัฒนบุรานนท์

Chulalongkorn University Dental Journal

ปัญหาฟันสึกพบมากขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและผู้สูงอายุ ดังรายงานผู้ป่วยสูงอายุหญิง ที่มีฟันสึกและเสียวฟันมาก การจัดการทําได้โดยหาสาเหตุ ควบคุมป้องกันการสึก พร้อมทั้งประเมินเพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม หลีกเลี่ยง วิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อน การบูรณะด้วยวัสดุเรซินคอมโพสิตสามารถทําได้ในกรณีของการบูรณะทางด้านใกล้แก้ม เป็นทางเลือกแบบอนุรักษ์ในลักษณะวัสดุบูรณะกึ่งถาวร ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยสามารถยิ้มและเคี้ยวอาหารได้ปกติ


เปรียบเทียบความแข็งแรงพันธะเฉือนระหว่างโลหะผสมสองชนิดกับอะคริลิกเรซินชนิดบ่มด้วยตัวเองภายหลังการปรับสภาพผิวโลหะผสมด้วยวิธีการต่างๆ, อรพินท์ แก้วปลั่ง, ปณิตา เชี่ยวชาญ, ผลิกา เหลืองเรืองรอง Sep 2004

เปรียบเทียบความแข็งแรงพันธะเฉือนระหว่างโลหะผสมสองชนิดกับอะคริลิกเรซินชนิดบ่มด้วยตัวเองภายหลังการปรับสภาพผิวโลหะผสมด้วยวิธีการต่างๆ, อรพินท์ แก้วปลั่ง, ปณิตา เชี่ยวชาญ, ผลิกา เหลืองเรืองรอง

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงพันธะเฉือนระหว่างโลหะผสม 2 ชนิด เมื่อทําการยึดติดกับอะคริลิก เรซินชนิดบ่มด้วยตัวเองโดยใช้วิธีการปรับสภาพผิวโลหะผสมลักษณะต่าง ๆ เพื่อนําไปประยุกต์ในการซ่อมแซมฟันปลอมบางส่วนถอดได้ชนิดโครงโลหะ วัสดุและวิธีการ นําโลหะผสมโครบอลต์-โครเมียม (Co-Cr) และโลหะผสมไททาเนียม (Ti-6A1-7Nb) มา เหวี่ยงเป็นชิ้นตัวอย่างขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 11 มม. หนา 2.5 มม. แบ่งแต่ละชนิดออกเป็น 7 กลุ่ม กลุ่มละ 10 ตัวอย่าง: ไม่ได้ทําการปรับสภาพผิว(C), กรดกัด(E), เป่าทราย(S), กรด+เป่าทราย(ES), กรด+เป่าทราย+alloy primer[ESA], เป่าทราย alloy primer [SA] และ เป่าทราย + alloy primer + Panavin FSAP) จากนั้น ยึดด้วยอะครีลิกเรซินชนิดบ่มด้วยตัวเองทรงกระบอกเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มม. สูง 3 มม. รอ 30 นาที จนอะคริลิก เรซินแข็งเต็มที่ นําขึ้นตัวอย่างทั้งหมดไปแช่น้ําที่อุณหภูมิ 37°C นาน 24 ชม. บันทึกค่าความแข็งแรงพันธะเฉือน โดยใช้เครื่อง Lloyd@ Universal Testing ที่ความเร็วหัวทดสอบ 10 มม./นาที วิเคราะห์ผลทางสถิติโดยใช้ One-way ANOVA us: Independent Samples T-Test ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยของความแข็งแรงพันธะเฉือนสูงสุดในกลุ่มโลหะผสมโครบอลต์-ใครเมียมคือ กลุ่ม ESA (295.61 ±8.67N) และในกลุ่มโลหะผสม Ti-6A1-7Nb คือกลุ่ม SA (299.53 ± 5.14N) สรุป จากการ กษาแนะนําว่าวิธีที่เหมาะสมสําหรับการปรับสภาพผิวโลหะผสมก่อนทําการยึดกับอะครีลิกเรซินชนิดบ่มด้วยตัวเองในการซ่อมแซมฟันปลอมบางส่วนถอดได้ชนิดโครงโลหะในโลหะผสม ใครบอลต์ โครเมียมคือ การ ใช้กรดกัด ร่วมกับการเป่าทรายและการทา alloy primer และในโลหะผสม …


แนวทางการแก้ไขภาวะสบเปิดด้วยการจัดฟัน, ดวงกมล อัชทวีวรรณ, วัชระ เพชรคุปต์ Sep 2004

แนวทางการแก้ไขภาวะสบเปิดด้วยการจัดฟัน, ดวงกมล อัชทวีวรรณ, วัชระ เพชรคุปต์

Chulalongkorn University Dental Journal

บทความปริทัศน์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมเนื้อหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะสูบเปิด ได้แก่ การปรับแต่งการเจริญเติบโตของขากรรไกรด้วยเครื่องมือต่าง ๆ เช่น ไฮพูดเฮดเกียร์ เฝือกสบฟันบน ไบท์บล็อก เครื่องมือจัดฟันชนิดฟังชั่นนอล เวอร์ติคัลชิ้นแคป เป็นต้น การใช้เทคนิคต่าง ๆ ร่วมกับเครื่องมือทางทันตกรรม จัดฟันชนิดติดแน่น ได้แก่ เทคนิคเดียว และการใช้กระดูกเป็นหลักยึดในการกดฟันกราม รวมทั้งได้กล่าวถึงปัจจัย ที่มีผลต่อเสถียรภาพ และข้อแนะนําในการเพิ่มเสถียรภาพของการสบฟันภายหลังการรักษา


แนวโน้มของหลักสูตรและการจัดการศึกษา หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างปี พ.ศ. 2545 2554, พรพรรณ อัศวาณิชย์, นิตยา ภัสสรศิริ, จุมพล พูลภัทรชีวิน, รัตน์ เสรีนิราช Sep 2004

แนวโน้มของหลักสูตรและการจัดการศึกษา หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างปี พ.ศ. 2545 2554, พรพรรณ อัศวาณิชย์, นิตยา ภัสสรศิริ, จุมพล พูลภัทรชีวิน, รัตน์ เสรีนิราช

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวโน้มของหลักสูตรและการจัดการศึกษาหลักสูตร ทันตแพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะมีความเหมาะสมสําหรับบริบทของประเทศไทยในระหว่างปี พ.ศ.2545-2564 วัสดุและวิธีการ การวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิจัยเชิงพรรณนา ประเภทการวิจัยเชิงอนาคตปริทัศน์ แบบเอ็ดในกราฟฟิคเดลฟาย จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจํานวน 26 ท่าน นําคําสัมภาษณ์มาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อจัดทําแบบสอบถามเลยหายสําหรับ สอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญจํานวน 25 ท่าน การวิเคราะห์ผลทางสถิติใช้โปรแกรมสําเร็จรูป SPSS เพื่อหาค่าร้อยละ มัธยฐาน ฐานนิยม ความแตกต่างระหว่างฐานนิยมกับมัธยฐาน และพิสัยระหว่างควยไทล์ ผลการศึกษา การวิจัยครั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่าในอนาคตหลักสูตรต้องตอบสนองนโยบายปฏิรูประบบสุขภาพ สามารถผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความสามารถที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสังคม คิดเป็น ทําเป็น พูดเป็น สามารถเป็นที่พึ่งพา ของสังคม การจัดหลักสูตรจะมีการบูรณาการองค์ความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ การจัดการเรียนการสอนจะมีการฝึกปฏิบัติงานร่วมกับ วิทยาศาสตร์สุขภาพสาขาอื่น การวัดและประเมินผลจะใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียน อีกทั้งเปิดโอกาสให้นิสิตประเมินตนเอง การบริหารการศึกษาจะใช้แนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วม โดยยึดหลักธรรมาภิบาล และเศรษฐกิจพอเพียงการมีส่วนร่วมของคณาจารย์และภาวะผู้นําของคณบดีจะมีส่วนสําคัญในความสําเร็จของการพัฒนาหลักสูตร อย่างไรก็ดีการจัดหลักสูตรในอนาคตยังมีข้อจํากัดในการเสริมสร้างและปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้บังเกิดแก่บัณฑิต สรุป ในการผลิตบัณฑิตให้มี “ความรู้คู่คุณธรรม” นั้น การจัดการศึกษาในอนาคตควรคํานึงถึงการพัฒนาคนให้สอดคล้องกับ กระบวนทัศน์ของ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่มุ่งเน้นการสร้างคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อการพัฒนาที่มีดุลยภาพระหว่าง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งแนวคิดด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพต้องอยู่บนฐานของ "กระบวนทัศน์สุขภาพแบบองค์รวม” ซึ่ง มุ่งเน้นการเสริมสร้างสุขภาวะทั้งมิติของกาย ใจ สังคมและจิตวิญญาณ


ทันตกรรมบูรณะด้านความสวยงามเชิงอนุรักษ์ในฟันไมโครดอนเทียของผู้ป่วยวัยรุ่น: รายงานผู้ป่วย 1 ราย, มลิวรรณ วงศ์สิทธาจารย์ Sep 2004

ทันตกรรมบูรณะด้านความสวยงามเชิงอนุรักษ์ในฟันไมโครดอนเทียของผู้ป่วยวัยรุ่น: รายงานผู้ป่วย 1 ราย, มลิวรรณ วงศ์สิทธาจารย์

Chulalongkorn University Dental Journal

ฟันรูปหมุดเป็นความผิดปกติขนาดของฟัน โดยฟันมีขนาดเล็กกว่ามาตรฐาน ส่วนมากจะเกิดกับฟันหน้า ตัดบนข้างทําให้เกิดช่องห่างระหว่างฟันหน้าบน เป็นปัญหาต่อความสวยงามและการออกเสียง รายงานผู้ป่วยรายนี้ อธิบายถึงการวางแผนการรักษา การรักษาโดยบูรณะให้ผู้ป่วยที่มีฟันรูปหมุดได้มีฟันที่มีขนาดและสัดส่วนมาตรฐาน และปิดช่องห่างระหว่างฟัน นํามาซึ่งความสวยงามของใบหน้าและการมีบุคลิกภาพที่ดี ตลอดจนต้องทําการอธิบายสร้างความเข้าใจให้กับผู้ป่วยเพื่อให้บรรลุถึงความต้องการของผู้ป่วย โดยคํานึงถึงการรักษาเชิงอนุรักษ์เป็นสําคัญ


การรักษาทางทันตกรรมในผู้ป่วยโรคโพลีชัยฮีเมีย เวอร่า : รายงานผู้ป่วย, พรมิตร ส่งไพศาล, สุมาลี ส่งไพศาล Sep 2004

การรักษาทางทันตกรรมในผู้ป่วยโรคโพลีชัยฮีเมีย เวอร่า : รายงานผู้ป่วย, พรมิตร ส่งไพศาล, สุมาลี ส่งไพศาล

Chulalongkorn University Dental Journal

โรคโพลีชัยซีเมีย เวอร่า เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มของโรคไขกระดูกชนิดที่มีการสร้างเซลล์เพิ่มมากขึ้น อย่างผิดปกติ ทําให้มีเม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดเพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด เส้นเลือดอุดตัน ผู้ป่วยอาจได้รับยากันเลือดแข็งตัว การรักษาผู้ป่วยด้านทันตกรรมจําเป็นต้องประเมินสภาวะ ของโรคก่อนทําการรักษา และวางแผนการรักษาร่วมกับปรึกษาแพทย์ทางโลหิตวิทยาเพื่อป้องกันการเกิดภาวะ แทรกซ้อน บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อรายงานการรักษาทางทันตกรรมในผู้ป่วยโรคโพลีชัยซีเมีย เวอร่า โดยไม่เกิด ภาวะแทรกซ้อน


Air-Rotor Stripping In Orthodontic Treatment - A Literature Review, Udom Thongudomporn May 2004

Air-Rotor Stripping In Orthodontic Treatment - A Literature Review, Udom Thongudomporn

Chulalongkorn University Dental Journal

Air-rotor stripping was first introduced as an alternative to extraction or expansion therapy in orthodontic treatment in 1985. Since then, the technique has been variously modified for the improvement of its efficiency and the ease of use. Air-rotor stripping has been claimed to be advantageous for the relief of mild to moderate crowding without sacrificing premolars or violating the original arch dimension. However, the opinions on the drawback of the procedure, such as demineralization of the stripped enamel, periodontal complication, and so on, have been varied. It is suggested that clinicians should take precautions whenever the technique is clinically applied.


ไจแอนท์ เซลล์ ไฟโบรมาในช่องปาก : รายงานผู้ป่วย, ศิวพร สุขอร่าม, สมศรี โรจนวัฒน์ศิริเวช May 2004

ไจแอนท์ เซลล์ ไฟโบรมาในช่องปาก : รายงานผู้ป่วย, ศิวพร สุขอร่าม, สมศรี โรจนวัฒน์ศิริเวช

Chulalongkorn University Dental Journal

ไจแอนท์ เซลล์ ไฟโบรมา จัดเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงซึ่งพบได้น้อยในช่องปาก และโดยเฉพาะใน เด็กเล็ก บทความนี้เป็นรายงานผู้ป่วย 1 ราย ซึ่งเป็นเด็กหญิงไทยอายุ 5 ปี มารับการรักษาที่กลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เนื่องจากมีก้อนเนื้อขนาดประมาณ 0.6x0.8x0.3 เซนติเมตร บริเวณเหงือกสามเหลี่ยมระหว่าง ฟันตัด กลางแท้ซ้ายล่างและฟันตัดข้างแท้ซ้ายล่าง เป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี ไม่มีอาการใด ๆ ไม่มีเลือดออก โดยไม่พบความผิดปกติของกระดูกขากรรไกรบริเวณนั้น ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยทางคลินิกเป็นพาพิลโลมา ให้การ รักษาโดยวิธีผ่าตัด ผลการตรวจทางจุลพยาธิวิทยาเป็น ไจแอนท์ เซลล์ ไฟโบรมา รายงานนี้แสดงถึงการตรวจทาง คลินิก การวินิจฉัยแยกโรคทางคลินิก และการวินิจฉัยทางจุลพยาธิวิทยา รวมทั้งเสนอแนะการดูแลอนามัยช่องปาก ที่ไม่ให้เกิดคราบจุลินทรีย์ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นรอยโรคในผู้ป่วยและจากการติดตามผลหลังการรักษาเป็นเวลา 2 ปี ไม่พบการกลับเป็นขึ้นใหม่


การใช้บริการทันตกรรมตามประเภทของหลักประกันทันตสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยคลินิกบริการทันตกรรมพิเศษ, ชาญชัย โห้สงวน, พนิตนาฎ ปาละ, ภาวินีย์ อินทร์หล่อ May 2004

การใช้บริการทันตกรรมตามประเภทของหลักประกันทันตสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยคลินิกบริการทันตกรรมพิเศษ, ชาญชัย โห้สงวน, พนิตนาฎ ปาละ, ภาวินีย์ อินทร์หล่อ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ ในปัจจุบันประเทศไทยมีหลักประกันทันตสุขภาพหลายประเภท ซึ่งมีรูปแบบการดําเนินงานแตกต่าง กัน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงแบบแผนการใช้บริการทันตกรรมของผู้ป่วย และเพื่อประเมินผลกระทบ ของการมีหลักประกันทันตสุขภาพประเภทต่าง ๆ ต่อพฤติกรรมการใช้บริการทันตกรรม วัสดุและวิธีการ ท่าการเก็บข้อมูลโดยการแจกแบบสอบถามให้แก่ผู้ป่วย ณ คลินิกบริการทันตกรรมพิเศษ คณะ ทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการใช้บริการทันตกรรมในรอบหนึ่งปีที่ ผ่านมา (ปี พ.ศ. 2544) ได้รับการตอบแบบสอบถามกลับคืนที่นํามาวิเคราะห์ได้จํานวน 416 รายผลการศึกษา ประมาณร้อยละ 62.3 ของผู้ป่วยมีหลักประกันทันตสุขภาพประเภทใดประเภทหนึ่ง โดยที่สวัสดิการ รักษาพยาบาลข้าราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด (ร้อยละ 46.9) รองลงมาคือประกันสังคม (ร้อยละ 10.1) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 92.8) เคยใช้บริการทันตกรรมในรอบปีที่ผ่านมา ชนิดของบริการทันตกรรมที่ได้รับมาก ที่สุดได้แก่ การขูดหินน้ําลาย การอุดฟัน และการรักษารากฟัน คิดเป็นร้อยละ 66.0, 64.1 และ 36.1 ตามลําดับ พบว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสําคัญระหว่างประเภทของหลักประกันทันตสุขภาพกับความถี่ของการใช้บริการ ทันตกรรม (p = 0.024) ผู้ที่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ มีอัตราการใช้บริการทันตกรรมสูง กว่าผู้ป่วยประกันสังคมสรุป สรุปได้ว่า ประเภทของหลักประกันทันตสุขภาพมีผลกระทบต่อแบบแผนการใช้บริการทันตกรรมของผู้ป่วย หลักประกันทันตสุขภาพต่าง ๆ ที่มีชุดสิทธิประโยชน์เหลื่อมล้ํากัน อาจกระทบต่อความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการทันตกรรมของประชาชน


ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาในการแนะนํา สุขภาพช่องปากต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ป่วยในคลินิกทันตกรรม 654 สํานักอนามัย กรุงเทพมหานคร, ลาวัณย์ บุณยมานนท์ May 2004

ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาในการแนะนํา สุขภาพช่องปากต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ป่วยในคลินิกทันตกรรม 654 สํานักอนามัย กรุงเทพมหานคร, ลาวัณย์ บุณยมานนท์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบทดลองที่มีวัตถุประสงค์ทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาเรื่องคําแนะนําของทันตแพทย์ต่อการลดเลิกสูบบุหรี่ของผู้ที่ตั้งใจจะเลิกสูบบุหรี่ และมารับบริการทางทันตกรรมที่คลินิก ทันตกรรม 654 กองทันตสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร วัสดุและวิธีการ ผู้สูบบุหรี่ 90 คนถูกจัดเป็นกลุ่มทดลอง 46 คน กลุ่มควบคุม 44 คน กลุ่มทดลองจะได้รับความรู้ และคําแนะนําจากทันตแพทย์เกี่ยวกับผลเสียของการสูบบุหรี่ต่อร่างกาย และอวัยวะในช่องปาก ส่วนกลุ่มควบคุม ไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการสูบบุหรี่เมื่อเริ่มต้นการศึกษาแต่จะได้รับความรู้ดังกล่าวเมื่อสิ้นสุดการศึกษาทั้งสองกลุ่มจะได้รับการสอนวิธีควบคุมแผ่นคราบจุลินทรีย์ และการทําความสะอาดฟันเมื่อเริ่มต้นการศึกษา 1 สัปดาห์ หลังการกษา 1 เดือน และ 12 เดือน ผลการศึกษา ผลการศึกษาพบว่าจํานวนมวนที่สูบต่อวันมีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % (p<0.05) ตลอดระยะการติดตามผลที่ 1 สัปดาห์ (p=0,000) 1 เดือน (p=0.000) 3 เดือน (p=0.008) 6 เดือน (p=0.026) 9 เดือน (p=0.016) และ 12 เดือน (p=0.002) เมื่อสิ้นสุดการศึกษากลุ่มทดลองหยุดสูบบุหรี่ 32% ในขณะที่กลุ่มควบคุมหยุดสูบบุหรี่เพียง 7.4% กลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมหยุดสูบบุหรี่มากกว่าหรือเท่ากับครึ่งหนึ่งของจํานวนที่เคยสูบ 28 % และ 18.5 % ตามลําดับ ส่วนผู้ที่ สูบบุหรี่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจํานวนมวนที่เคยสูบในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีค่าเท่ากับ 28 % และ 18.5 % ตามลำดับ สรุป การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การแนะนําเรื่องผลเสียของการสูบบุหรี่ต่อร่างกายและอวัยวะในช่องปากจากทันตแพทย์มีผลต่อการลดเลิกสูบบุหรี่ของผู้สูบบุหรี่ที่มารับบริการทางทันตกรรม


การจัดคลินิกปริทันตวิทยาแบบช่วงเวลาและแบบตลอดปีของนิสิตปริญญาบัณฑิต, อรวรรณ จรัสกุลาชกูร, ชนินทร์ เตชะประเสริฐวิทยา May 2004

การจัดคลินิกปริทันตวิทยาแบบช่วงเวลาและแบบตลอดปีของนิสิตปริญญาบัณฑิต, อรวรรณ จรัสกุลาชกูร, ชนินทร์ เตชะประเสริฐวิทยา

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อเปรียบเทียบการจัดคลินิกปริทันตวิทยาของนิสิตปริญญาบัณฑิต ระหว่างแบบ ช่วงเวลาและแบบตลอดปี ในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการในคลินิก ความร่วมมือของผู้ป่วย สมรรถนะของวิชาชีพที่นิสิต ทําได้ และคุณภาพการเรียนการสอน วัสดุและวิธีการ ทําการศึกษาโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ข้อมูลเกี่ยวกับ การบริหารจัดการในคลินิก ความร่วมมือของผู้ป่วย สมรรถนะของวิชาชีพที่นิสิตทําได้ และคุณภาพการเรียนการสอน กลุ่ม ตัวอย่างจํานวน 195 คน มีผู้ตอบแบบสอบถามกลับคืนจํานวน 175 คน ประกอบด้วยนิสิตทันตแพทย์ที่มีรหัสเลขประจําตัวนิสิต 41 จํานวน 87 คน ปฏิบัติงานคลินิกปริทันตวิทยาแบบช่วงเวลา และนิสิตทันตแพทย์ที่มีรหัสเลขประจําตัวนิสิต 42 จํานวน 88 คน ปฏิบัติงานคลินิกปริทันตวิทยาแบบตลอดปี ในปีการศึกษาที่ 5 รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ SPSS- PC software package ผลการศึกษา ผลการวิเคราะห์พบมีความแตกต่างอย่างนัยสําคัญทางสถิติของการจัดคลินิกปริทันตวิทยาแบบช่วงเวลาและการ จัดคลินิกปริทันตวิทยาแบบตลอดปี ในหัวข้อนิสิตรักษาผู้ป่วยไม่เสร็จในการรักษาขั้นต้น (p-041) นิสิตของยูนิต ล่วงหน้า เพราะเลือกอาจารย์เช็คงาน (1,003) การทําเครื่องมือให้ไร้เชื้อไม่ทันเวลาทํางาน (p-003) และการนําความรู้ทางพรี คลีนิกไปประยุกต์ใช้ในคลินิก (p-01) ส่วนหัวข้ออื่น ๆ มีความแตกต่างอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติระหว่างการจัดคลินิกปริ ทันตวิทยาทั้ง 2 แบบ สรุป ผลสรุปจากคําถามปลายเปิดพบว่า การจัดคลินิกปริทันตวิทยาแบบช่วงเวลามีข้อดี คือนิสิตสามารถให้การรักษา ผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง นิสิตสามารถบริหารจัดการในการรักษาผู้ป่วยเฉพาะ 2 ภาควิชาได้ง่าย และนิสิตทุ่มเทกับการปฏิบัติงานคลินิกเฉพาะวิชาอย่างเต็มที่ ข้อเสียของการจัดคลินิกปริทันตวิทยาแบบช่วงเวลา คือช่วงเวลา 12-13 สัปดาห์ไม่เหมาะสําหรับ การรักษาลักษณะองค์รวม ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา และนิสิตมีความเครียดขณะทํางานที่มีเวลาจํากัด ส่วนข้อดีของการจัดคลินิกปริทันตวิทยาแบบตลอดปีเป็นการรักษาผู้ป่วยในลักษณะองค์รวมในทุกสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และติดตามการรักษาในช่วงเวลาคงสภาพ นิสิตรู้จักตัดสินใจ วางแผนและการบริหารจัดการผู้ป่วย ส่วนข้อเสียของการจัดคลินิก ปริทันตวิทยาแบบตลอดปี คือจํานวนคาบเวลาทํางานต่อสัปดาห์ที่มีน้อยทําให้นิสิตนัดผู้ป่วยได้ยากขึ้น เป็นผลให้เกิด ความเครียดในการบริหารจัดการผู้ป่วย ข้อสุดท้ายคือ จํานวนคาบเวลาของนิสิตทั้ง 2 กลุ่มไม่เท่ากัน ถึงแม้ว่าจํานวนชั่วโมงที่ คลินิกจะเท่ากัน ผลจากการศึกษานี้อาจใช้เป็นแนวทางหนึ่ง ในการพิจารณากําหนดการจัดคลินิกโดยวิธีแบบช่วงเวลา หรือแบบตลอดปี และเป็นข้อมูลสําหรับบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการทําความเข้าใจกับระบบดังกล่าว


การเรียนการสอนในคลินิกปริทันตวิทยาของนิสิตปริญญาบัณฑิต, ชนินทร์ เตชะประเสริฐวิทยา, อรวรรณ จรัสกุลางกูล May 2004

การเรียนการสอนในคลินิกปริทันตวิทยาของนิสิตปริญญาบัณฑิต, ชนินทร์ เตชะประเสริฐวิทยา, อรวรรณ จรัสกุลางกูล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาถึงการเรียนการสอนในคลินิกปริทันตวิทยาของนิสิตปริญญาบัณฑิต ใน เรื่องเกี่ยวกับด้านการบริหารจัดการในคลินิก ความร่วมมือของผู้ป่วย สมรรถนะของวิชาชีพที่นิสิตทําได้ และคุณภาพการเรียนการสอน วัสดุและวิธีการ ส่งแบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม ข้อมูลเกี่ยวกับด้านการบริหารจัดการ ในคลินิก ความร่วมมือของผู้ป่วย สมรรถนะของวิชาชีพที่นิสิตทําได้ และคุณภาพการเรียนการสอน ให้กับทันตแพทย์ที่มีรหัส เลขประจําตัวนิสิต 40 จํานวน 100 คน และนิสิตทันตแพทย์ที่มีรหัสเลขประจําตัวนิสิต 41 จํานวน 102 คน ผู้ตอบแบบสอบถามทั้ง2 รุ่นได้ปฏิบัติงานของคลินิกรวม และสหคลินิก โดยเฉพาะคลินิกปริทันตวิทยาในลักษณะเดียวกันในการศึกษาปีที่ 4,5 และ 6- หลังจากได้แบบสอบถามกลับคืนมา ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ด้วยการใช้ SPSS - PC software package ผลการศึกษา ได้รับแบบสอบถามกลับคืนจํานวน 156 ฉบับ พบปัญหามากและปัญหามากที่สุดในหัวข้อด้านการบริหารจัดการ ในคลินิก เรื่องการรักษาผู้ป่วยไม่เสร็จในการรักษาขั้นต้น และหัวขัดผงพิมพืชเสียง่าย ร้อยละ 36.46-40.38 สําหรับหัวข้อ ความร่วมมือของผู้ป่วย นิสิตปี 4 ปี 5 และปี 6 พบปัญหามากและปัญหามากที่สุดในเรื่องความไม่ร่วมมือในการแปรงฟัน และใช้ไหมขัดฟัน ร้อยละ 22.43, 42.95 และ 31.41 ตามลําดับ หลังจากจบการศึกษาปีที่ 4 ผู้ตอบแบบสอบถามมีสมรรถนะ ของวิชาชีพ คือสามารถจุดหินน้ําลายและเกลารากฟัน สามารถตรวจหาหินน้ําลาย และสามารถสอนและชักจูงผู้ป่วยให้ดูแล อนามัยช่องปาก ในรายที่มีร่องลึกปริทันต์ไม่เกิน 5 มิลลิเมตร ได้มากและมากที่สุดรวมร้อยละ 30.13 ส่วนหัวข้อคุณภาพ การเรียนการสอน พบว่าร้อยละ 49.01 ของจํานวนอาจารย์ประจําที่ได้สอดแทรกคุณธรรม และจริยธรรมทางทันตแพทย์ ร้อยละ 71.17 ของจํานวนอาจารย์พิเศษที่ตอบข้อซักถามของนิสิตให้เข้าใจได้ง่าย ส่วนหัวข้ออาจารย์ที่ไม่อธิบายเหตุผลในการเช็ค งานผ่านไม่ผ่าน มีจํานวนอาจารย์ประจําและอาจารย์พิเศษถูกประเมินน้อยสุด คือ ร้อยละ 5.60 และ 3.92 ตามลําดับ สรุป …


ความกว้างของขากรรไกรในโครงสร้างใบหน้าสั้นและใบหน้ายาว, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล, วัชระ เพชรคุปต์, เกตุกัญญา สุวรรณประทีป, งามพร ธัญญะกิจไพศาล May 2004

ความกว้างของขากรรไกรในโครงสร้างใบหน้าสั้นและใบหน้ายาว, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล, วัชระ เพชรคุปต์, เกตุกัญญา สุวรรณประทีป, งามพร ธัญญะกิจไพศาล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาขนาดความกว้างของขากรรไกรในกลุ่มที่มีโครงสร้างใบหน้าสั้นและใบหน้ายาว พร้อมทั้งเปรียบเทียบขนาดความกว้างขากรรไกรที่ศึกษาได้จากโครงสร้างใบหน้าทั้งสองแบบ วัสดุและวิธีการ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากภาพถ่ายรังสีกะโหลกศรีษะด้านข้างโดยใช้ค่าของมุมที่เกิดจากระนาบ กะโหลกศีรษะ (SN) กับระนาบขากรรไกรล่าง (MP) เป็นเกณฑ์ได้กลุ่มที่มีใบหน้าสั้น 38 คน หญิง 26 คน ชาย 12 คน) กลุ่มที่มีใบหน้ายาว 38 คน หญิง 23 คน ชาย 15 คน) สร้างแบบจําลองฟันของกลุ่มตัวอย่างนํามาวัดความ กว้างของขากรรไกรส่วนหน้าและส่วนหลังทั้งขากรรไกรบนและขากรรไกรล่าง ตามจุดอ้างอิงของ Korkhaus ด้วยดี ไวน์เตอร์ปลายแหลม ศึกษาค่าความกว้างต่ําสุด สูงสุด ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของขากรรไกรใน ใบหน้าแต่ละรูปแบบ และนําค่าเฉลี่ยมาเปรียบเทียบกัน การทดสอบทางสถิติใช้ t-test ผลการศึกษา ในกลุ่มใบหน้าสั้น มีค่าเฉลี่ยของขนาดความกว้างขากรรไกรบนส่วนหน้าและส่วนหลังเป็น 38,092 มม. และ 48.553 มม. ขากรรไกรล่าง ส่วนหน้าและส่วนหลังเป็น 37.750 มม. และ 48.803 มม. ในขณะที่กลุ่ม ใบหน้ายาวขากรรไกรบนส่วนหน้า และส่วนหลังมีค่าความกว้างเป็น 36,447 มม. และ 46.842 มม. ขากรรไกรล่าง ส่วนหน้าและส่วนหลังเป็น 36.137 มม. และ 47.263 มม. ตามลําดับ โดยค่าเฉลี่ยของขนาดขากรรไกรในใบหน้าทั้ง สองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทุกค่า (P < 0.05) ยกเว้นเมื่อแยกพิจารณาตามเพศ ในเทศหญิงถึงแม้ ค่าความกว้างทุกค่าจะแตกต่างในลักษณะเดียวกัน แต่จะมีนัยสําคัญ (P < 0.05) เฉพาะความกว้างส่วนหน้าของ ขากรรไกรบนและขากรรไกรล่างเท่านั้น สรุป ขนาดความกว้างของขากรรไกรบนและล่างในคนที่มีโครงสร้างใบหน้าสั้นจะมีค่ามากกว่าคนที่มีโครงสร้าง ใบหน้ายาวทุกค่า