Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Prosthodontics and Prosthodontology (74)
- Dental Materials (57)
- Oral and Maxillofacial Surgery (45)
- Oral Biology and Oral Pathology (35)
- Pediatric Dentistry and Pedodontics (31)
-
- Dental Public Health and Education (29)
- Orthodontics and Orthodontology (22)
- Endodontics and Endodontology (15)
- Periodontics and Periodontology (13)
- Medical Specialties (2)
- Oral Medicine (2)
- Oral and Maxillofacial Radiology (2)
- Alternative and Complementary Medicine (1)
- Congenital, Hereditary, and Neonatal Diseases and Abnormalities (1)
- Dental Hygiene (1)
- Dermatology (1)
- Diseases (1)
- Health and Medical Administration (1)
- Interprofessional Education (1)
- Medical Education (1)
- Orthopedics (1)
- Other Dentistry (1)
- Pathological Conditions, Signs and Symptoms (1)
- Quality Improvement (1)
- Skin and Connective Tissue Diseases (1)
- Veterinary Medicine (1)
- Veterinary Pathology and Pathobiology (1)
- Veterinary Toxicology and Pharmacology (1)
- Keyword
-
- Calcium hydroxide (5)
- Dental caries (5)
- Anxiety (4)
- Composite resin (4)
- Retention (4)
-
- Acrylic resin (3)
- CAI (3)
- Denture base (3)
- Fluoride (3)
- Microleakage (3)
- Periodontal disease (3)
- Quality of life (3)
- Resin cement (3)
- Saliva (3)
- Streptococcus mutans (3)
- Transverse strength (3)
- Treatment (3)
- Acid Production (2)
- Artificial caries-like lesion (2)
- Attrition (2)
- Caries prevalence (2)
- Chlorhexidine (2)
- Computer program (2)
- Condylar Path Angle (2)
- Deflective rupture (2)
- Demineralization inhibitory ability (2)
- Dental Anatomy (2)
- Dental Health Knowledge (2)
- Dental Report (2)
- Dental fear (2)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 631 - 660 of 1270
Full-Text Articles in Dentistry
ผลของเคซีนฟอสโฟเปปไทด์ – อะมอร์ฟัสแคลเซียมฟอสเฟตต่อความแข็งของเคลือบฟันที่ถูกสึกกร่อนโดยเครื่องดื่มโคลา, หทัยชนก สุขเกษม, มุรธา พานิช, สุชิต พูลทอง
ผลของเคซีนฟอสโฟเปปไทด์ – อะมอร์ฟัสแคลเซียมฟอสเฟตต่อความแข็งของเคลือบฟันที่ถูกสึกกร่อนโดยเครื่องดื่มโคลา, หทัยชนก สุขเกษม, มุรธา พานิช, สุชิต พูลทอง
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่าความแข็งของเคลือบฟันระหว่างเคลือบฟันปกติ เคลือบฟันที่ถูกสึกกร่อนด้วย เครื่องดื่มโคลา กับเคลือบฟันที่ถูกส่งเสริมให้มีการสะสมแร่ธาตุกลับคืนด้วยเคซีนฟอสโฟเปปไทด์ - อะมอร์ฟัส แคลเซียมฟอสเฟต (ซีพีพี - เอซีพี) และเพื่อเปรียบเทียบผลของซีพีพี - เอซีพีและน้ําลายเทียมต่อการเปลี่ยนแปลง ค่าความแข็งเคลือบฟันที่ถูกสึกกร่อนด้วยเครื่องดื่มโคลา วัสดุและวิธีการ เตรียมชิ้นตัวอย่างโดยตัดจากเคลือบฟันของฟันกรามน้อยมนุษย์ที่ถูกถอนจํานวน 11 ซี่ ทําการ สุ่มตัวอย่างโดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มทดลองเพื่อแช่ในสาร 4 ประเภทดังนี้ 1) ซีพีพี - เอซีพี 2) น้ําลายเทียม 3) ซีพีพี - เอซีพีร่วมกับน้ําลายเทียม 4) น้ําปราศจากไอออน วัดค่าความแข็งของเคลือบฟันบริเวณหน้าตัดด้านใน ของฟัน โดยกําหนดตําแหน่งกดที่ระยะห่างจากขอบนอกของเคลือบฟัน 200 ไมครอนจํานวน 5 รอยกัดต่อการ ทดสอบแต่ละครั้ง ด้วยเครื่องวัดความแข็งผิวแบบจุลภาคที่ใช้หัวกดวิกเกอร์ส 3 ครั้งต่อ 1 ชิ้นตัวอย่าง คือ ก่อน การทดลอง หลังการสึกกร่อนด้วยเครื่องดื่มโคลา และหลังการทดลอง นําค่าความแข็งที่ได้มาทดสอบด้วยสถิติแพร์ แซมเปิล ที เทสท์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษา หลังการสึกกร่อนด้วยเครื่องดื่มโคลา ค่าความแข็งของเคลือบฟันมีค่าลดลงอย่างมีนัยสําคัญ ในขณะ ที่ซีพีพี - เอซีพี น้ําลายเทียมและซีพีพี - เอซีพร่วมกับน้ําลายเทียมมีผลทําให้เคลือบฟันที่ถูกสึกกร่อนด้วยเครื่อง ดื่มโคลามีค่าความแข็งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ โดยซีพีพี - เอซีพีและซีพีพี - เอซีพีร่วมกับน้ําลายเทียม มีผลทําให้ค่าความแข็งของเคลือบฟันเพิ่มขึ้นได้มากกว่าน้ําลายเทียมอย่างมีนัยสําคัญ สรุป ซีพีพี - เอซีพีมีผลทําให้เคลือบฟันที่ถูกสึกกร่อนด้วยเครื่องดื่มโคลามีค่าความแข็งเพิ่มขึ้น และซีพีพี - เอซีพี มีความสามารถในการเพิ่มค่าความแข็งของเคลือบฟันที่ถูกสึกกร่อนด้วยเครื่องดื่มโคลามากกว่าน้ําลายเทียม (ว ทันต จุฬาฯ 2549;29:183-194)
Effect Of Mangosteen Pericarp Extract On Cell Viability In Human Gingival Fibroblasts, Kitti Torrungruang, Suchada Chutimaworapan
Effect Of Mangosteen Pericarp Extract On Cell Viability In Human Gingival Fibroblasts, Kitti Torrungruang, Suchada Chutimaworapan
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The aim of this study was to investigate the toxicity of mangosteen pericarp extract to human gingival fibroblasts in vitro. Materials and methods Human gingival fibroblasts were exposed to mangosteen extract at the concentrations of 0, 100, 200, 400, 800 or 1,600 µg/ml for 24 or 48 hours. The changes in cell viability were observed by inverted phase contrast microscopy and 3-(4,5-dimethylthiazol-2-yl)-2,5-diphenyltetrazolium bromide (MTT) assay. Results MTT assay showed that mangosteen extract at the concentrations of 200 µg/ml or less did not significantly affect cell viability. The extract at 400 µg/ml did not affect the number of viable cells …
สภาวะฟันผุ ถอน อุด ของชนกลุ่มน้อยในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง, ภฑิตา ภูริเดช, สุรสิทธิ์ เกียรติพงษ์สาร, สุนทราพงศ์ ระพีสุวรรณ, ผกาภรณ์ พิศาลธุรกิจ
สภาวะฟันผุ ถอน อุด ของชนกลุ่มน้อยในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง, ภฑิตา ภูริเดช, สุรสิทธิ์ เกียรติพงษ์สาร, สุนทราพงศ์ ระพีสุวรรณ, ผกาภรณ์ พิศาลธุรกิจ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลสภาวะทันตสุขภาพของชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยเพื่อใช้ในการวางแผนการส่งเสริมทันตสุขภาพในประชาชนกลุ่มนี้ วัสดุและวิธีการ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทําการสํารวจข้อมูลทั่วไป และสภาวะฟันผุ ถอน อุด โดยใช้เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (ค.ศ. 1997) โดยสํารวจประชากรจํานวน 5,958 คน ใน 28 พื้นที่ (26 หมู่บ้าน) ในเขตดอยตุงในปี พ.ศ. 2543 รายงานนี้ ได้นําเสนอผลของกลุ่มตัวอย่างจํานวน 2,727 คน แยกตาม กลุ่มอายุที่องค์การอนามัยโลกใช้ในการสํารวจสภาวะทันตสุขภาพ ผลการศึกษา ฟันน้ํานมของเด็กอายุ 3 ปี (จํานวน 155 คน) มีโรคฟันผุร้อยละ 68 โดยมีค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด 3.39 ซี่ต่อคน (s.d. = 4.07) ในเด็กอายุ 5-6 ปี (จํานวน 341 คน) พบว่าร้อยละ 6 เริ่มมีฟันถาวร ถอน อุด (0.33 ซี่/คน s.d. = 0.96) และร้อยละ 8 มีความจําเป็นที่จะได้รับวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันเพื่อป้องกันฟันผุ ในเด็กอายุ 12 ปี (จํานวน 145 คน) มีโรคฟันผุร้อยละ 83 มีค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุดของฟันแท้เท่ากับ 2.31 ซี่ต่อคน (s.d. = 2.51) กลุ่มอายุ 25-34 ปี (จํานวน 844 คน) มีฟันผุร้อยละ 82 โดยมีค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด เท่ากับ 3.52 ซี่ต่อคน (s.d. = 3.72) กลุ่มอายุ 35-44 ปี …
Enamel Fluoride Retention After Application Of Fluoride Gel: An In Vitro Study, Pichian Angchanpen, Supathra Amatyakul, Chalida Nakalekha, Supachai Kiatsakuntong, Nuingrutai Tuksinmanee
Enamel Fluoride Retention After Application Of Fluoride Gel: An In Vitro Study, Pichian Angchanpen, Supathra Amatyakul, Chalida Nakalekha, Supachai Kiatsakuntong, Nuingrutai Tuksinmanee
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The preliminary in vitro study was performed to determine the fluoride retention on enamel surface after topical application with 1.23 % acidulated phosphate fluoride (APF) gel. Materials and methods Thirty caries-free human third molars were used in this study. The teeth were cross sectioned at 2 millimeters below cervical line. Five specimens were randomly chosen as a control group. The fluoride content of the enamel surface was measured by using scanning electron microscope and energy dispersive spectroscopy. Other 25 specimens were topically applied with APF gel for 4 minutes and suspended in artificial saliva. Each five randomized specimens were …
การรั่วซึมของวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันประเภทเรซินผสมฟลูออไรด์กับประเภทเรซินไม่ผสมฟลูออไรด์, วรรณา โล้วพฤกษ์มณี, ทิพวรรณ ธราภิวัฒนานนท์
การรั่วซึมของวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันประเภทเรซินผสมฟลูออไรด์กับประเภทเรซินไม่ผสมฟลูออไรด์, วรรณา โล้วพฤกษ์มณี, ทิพวรรณ ธราภิวัฒนานนท์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบการรั่วซึมของวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันประเภทเรซินผสมฟลูออไรด์กับวัสดุประเภท เรซินไม่ผสมฟลูออไรด์ วัสดุและวิธีการ ศึกษาในฟันกรามน้อยบนจํานวน 30 ซี่ เลือกแบบสุ่มเพื่อทดสอบวัสดุประเภทเรซินผสมฟลูออไรด์ (เฮลิโอซิลเอฟ) และวัสดุประเภทเรซินไม่ผสมฟลูออไรด์ (เฮลิโอซิล) วัสดุละ 15 ซี่ ทาวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันและ นําลงแช่น้ํากลั่นอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนนําไปผ่านขบวนการเทอร์โมไซคลิงที่ 5 กับ 55 องศาเซลเซียส สลับไปมาทุก ๆ 30 วินาที จํานวน 500 รอบ ตรวจการรั่วซึมโดยแช่ในสารละลายเมทิลลีนบลู เข้มข้นร้อยละ 1 เป็นเวลา 24 ชั่วโมง วัดระยะทางของสีย้อมต่อระยะทางของวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันด้วยกล้อง สเตอริโอไมโครสโคปกําลังขยาย 40 เท่า และวิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติ ที่เทส ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการรั่วซึมของเฮลิโอซิลเอฟและเฮลิโอซิล มีค่าร้อยละ 26.40 + 31.29 และ 36.33 + 32.24 ของระยะทางของวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟัน พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติ (p > 0.05) สรุป การรั่วซึมของวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันประเภทเรซินผสมฟลูออไรด์ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติจากวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันประเภทเรซินไม่ผสมฟลูออไรด์ (ว ทันต จุฬาฯ 2549;29:95-102)
ฟลูออไรด์กระตุ้นการเจริญของเซลล์โพรงฟันของมนุษย์ผ่านทางพี 38 ไคเนส, กฤษณ์ชัย เบศรภิญโญวงศ์, ประสิทธิ์ ภวสันต์
ฟลูออไรด์กระตุ้นการเจริญของเซลล์โพรงฟันของมนุษย์ผ่านทางพี 38 ไคเนส, กฤษณ์ชัย เบศรภิญโญวงศ์, ประสิทธิ์ ภวสันต์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของฟลูออไรด์ที่มีต่อการเจริญของเซลล์โพรงฟันของมนุษย์ รวมทั้งกลไกการทํางานของฟลูออไรด์ในการกระตุ้นการเจริญของเซลล์โพรงฟัน วัสดุและวิธีการ ทดสอบผลของฟลูออไรด์ที่มีต่อการแบ่งตัวของเซลล์โพรงฟันโดยใช้วิธีการวิเคราะห์โดยการย้อม ด้วยสีเมทิลีนบลู และการวิเคราะห์ด้วยสารเอ็มทีที หลังจากนั้นจะกระตุ้นเซลล์ด้วยฟลูออไรด์ร่วมกับการใส่สารยับยั้ง แมปไคเนสชนิดต่างๆ ผลการทดลองจะถูกวิเคราะห์ทางสถิติ โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการศึกษา พบว่าฟลูออไรด์ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 25 พีพีเอ็มขึ้นไปจะมีพิษต่อเซลล์โพรงฟันของมนุษย์ (p < 0.05) แต่ในทางกลับกัน ฟลูออไรด์ที่ความเข้มข้น 1 และ 10 พีพีเอ็มกลับมีผลในการกระตุ้นการเจริญของเซลล์โพรงฟัน อย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) โดยกลไกการกระตุ้นน่าจะผ่านทางพี 38 ไคเนส เนื่องจากตัวยับยั้ง พี 38 ไคเนส สามารถยับยั้งผลของฟลูออไรด์ที่มีต่อการเจริญของเซลล์ สรุป ฟลูออไรด์ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 25 พีพีเอ็มขึ้นไปจะมีพิษต่อเซลล์โพรงฟันของมนุษย์ ในขณะที่ฟลูออไรด์ที่ความ เข้มข้น 1 และ 10 พีพีเอ็มเพิ่มอัตราการเจริญของเซลล์ โดยมีการกระตุ้นผ่านทางพี 38 ไคเนส (ว ทันต จุฬาฯ 2549;29:63-74)
การเปรียบเทียบแรงยึดเฉือนของวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันประเภทเรซินผสมฟลูออไรด์กับประเภทเรซินไม่ผสมฟลูออไรด์, วรรณา โล้วพฤกษ์มณี, ทิพวรรณ ธราภิวัฒนานนท์
การเปรียบเทียบแรงยึดเฉือนของวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันประเภทเรซินผสมฟลูออไรด์กับประเภทเรซินไม่ผสมฟลูออไรด์, วรรณา โล้วพฤกษ์มณี, ทิพวรรณ ธราภิวัฒนานนท์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบแรงยึดเฉือนของวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันประเภทเรซินผสมฟลูออไรด์กับวัสดุ ประเภทเรซินไม่ผสมฟลูออไรด์ วัสดุและวิธีการ ศึกษาในฟันกรามแท้จํานวน 15 ซี่ แบ่งฟันในแนวด้านแก้มลิ้นออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน เลือก แบบสุ่มเพื่อทดสอบวัสดุประเภทเรซินผสมฟลูออไรด์ (เฮลิโอซิลเอฟ) และวัสดุประเภทเรซินไม่ผสมฟลูออไรด์ (เฮลิโอซิล) ยึดวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันและบ่มด้วยแสงให้แข็งตัว นําชิ้นตัวอย่างทั้งหมดแช่น้ํากลั่นที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นทดสอบแรงยึดเฉือนด้วยเครื่องทดสอบสากลอินสตรอนที่ความเร็ว 0.5 มิลลิเมตรต่อนาที วิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติ แพร์ทีเทส ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแรงยึดเฉือนของเฮลิโอซิลเอฟและเฮลิโอซิลมีค่า 15.91 + 5.18 และ 15.52 + 3.75 เมกกะปาสคาล ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p > 0.05) สรุป แรงยึดเฉือนของวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันประเภทเรซินผสมฟลูออไรด์ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติจากวัสดุเคลือบหลุมและร่องฟันประเภทเรซินไม่ผสมฟลูออไรด์ (ว ทันต จุฬาฯ 2549;29:103-110)
ลักษณะรูปร่างของด้านบนของช่องรากฟันในฟันกรามแท้ล่างซี่ที่หนึ่ง, ศานุตม์ สุทธิพิศาล, สุพจน์ ตามสายลม, สุกัญญา วรรณมหินทร์, วิภาวี บุญเรือง
ลักษณะรูปร่างของด้านบนของช่องรากฟันในฟันกรามแท้ล่างซี่ที่หนึ่ง, ศานุตม์ สุทธิพิศาล, สุพจน์ ตามสายลม, สุกัญญา วรรณมหินทร์, วิภาวี บุญเรือง
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ งานวิจัยนี้ศึกษาลักษณะรูปร่างด้านบนของช่องรากฟันกรามแท้ล่างซี่ที่หนึ่ง ซึ่งเป็นบริเวณที่ยากต่อ การเข้าทํางานของเครื่องมือรักษาโรคปริทันต์ ในการกําจัดคราบจุลินทรีย์และหินน้ําลาย เมื่อเกิดความวิการของช่องรากฟัน วัสดุและวิธีการ การศึกษานี้ได้สุ่มเลือกฟันกรามแท้ล่างซี่ที่หนึ่งจํานวน 100 ซี่ ซึ่งรวบรวมจากผู้ป่วยที่มาถอนฟัน ทําการตรวจแยกลักษณะรูปร่างของด้านบนของช่องรากฟันโดยแบ่งเป็น 3 ลักษณะคือลักษณะรูปร่างที่เป็นสันนูน ระหว่างรากฟัน เป็นแอ่งเว้า และลักษณะแบนราบ จากนั้นจึงตรวจวัดมิติต่างๆ ของด้านบนของช่องรากฟัน ด้วย เครื่องมือดิจิมาติก อินดิเคเตอร์ โดยผู้ตรวจ 2 คน ผลการศึกษา จากผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่ามีความแม่นยําสูงในการตรวจวัดของผู้ตรวจแต่ละคน และระหว่าง ผู้ตรวจ (r = 0.9336, p < 0.001 และ I = 0.9272; p < 0.001 ตามลําดับ) ความชุกของลักษณะรูปร่างด้านบน ของช่องรากฟันกรามแท้ล่างซี่ที่หนึ่งที่เป็นสันนูนระหว่างรากฟัน พบได้ร้อยละ 62 โดยมีความนูนเฉลี่ยประมาณ 0.72 + 0.42 มิลลิเมตร และพบหลุมเล็กๆ ทั้งสองข้างของสันนูน ระยะห่างจากทางเข้าของช่องรากฟันถึงจุดสูงที่สุด ของสันนูนมีระยะเฉลี่ยประมาณ 2.77 + 0.36 มิลลิเมตร ความชุกของลักษณะรูปร่างด้านบนของช่องรากฟันกรามที่ เป็นแอ่งเว้าพบได้ร้อยละ 4 โดยมีความลึกเฉลี่ยประมาณ 0.59 + 0.09 มิลลิเมตรเทียบกับระดับการแยกของรากฟัน ด้านใกล้แก้ม และระยะห่างจากทางเข้าของช่องรากฟันถึงส่วนที่ลึกที่สุดของแอ่งเว้ามีระยะเฉลี่ยประมาณ 2.42 + 0.86 มิลลิเมตร และความชุกของลักษณะรูปร่างด้านบนของช่องรากฟันกรามที่แบนราบพบได้ร้อยละ 34 สรุป การศึกษาแสดงถึงลักษณะรูปร่างที่ซับซ้อนต่างๆ ของด้านบนของช่องรากฟันของฟันกรามแท้ล่างซี่ที่หนึ่ง ซึ่งเป็นข้อควรพิจารณาในการรักษาโรคปริทันต์ในฟันกรามแท้ล่างซี่ที่หนึ่ง เมื่อมีการลุกลามของรอยโรคถึงบริเวณช่องรากฟัน (ว ทันต จุฬาฯ 2549:29:119-126)
ความสวยงามของใบหน้าด้านข้างของผู้หญิงไทยประเมินจากภาพเงาดําและภาพถ่าย: ความน่าเชื่อถือของค่าความสวยงามที่ให้โดยกลุ่มคณะกรรมการ, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, สมศักดิ์ เจิ่งประภากร, สลิลธร พงศ์วราภา, อัญญานี แสงหิรัญสุข
ความสวยงามของใบหน้าด้านข้างของผู้หญิงไทยประเมินจากภาพเงาดําและภาพถ่าย: ความน่าเชื่อถือของค่าความสวยงามที่ให้โดยกลุ่มคณะกรรมการ, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, สมศักดิ์ เจิ่งประภากร, สลิลธร พงศ์วราภา, อัญญานี แสงหิรัญสุข
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ ของการศึกษานี้เพื่อ 1) ประเมินความน่าเชื่อถือของค่าความสวยงามของเส้นขอบใบหน้าด้านข้าง จากภาพเงาดําและภาพถ่ายที่ได้จากคณะกรรมการ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของค่าความสวยงามที่ได้ จากภาพเงาดํากับภาพถ่าย และ 3) เปรียบเทียบค่าความสวยงามของเส้นขอบใบหน้าด้านข้างจากใบหน้าที่มีความ โค้งนูนในระดับต่าง ๆ วัสดุและวิธีการ ถ่ายภาพใบหน้าด้านข้างของอาสาสมัครหญิงไทยผู้ใหญ่อายุ 20 ถึง 24 ปี ที่มีระดับความโค้งนูน ของใบหน้าต่าง ๆ กัน จํานวน 31 ภาพ สแกนภาพถ่ายเพื่อเปลี่ยนและบันทึกให้อยู่ในรูปแบบ JPEG เปลี่ยนภาพ ใบหน้าด้านข้างให้เป็นภาพเงาดําด้วยโปรแกรมโฟโต้ชอปรุ่น 7.0 จากนั้นสร้างชุดภาพเงาดําและภาพใบหน้าด้าน ข้างแบบสุ่ม ให้คณะกรรมการซึ่งเป็นนิสิตชั้นปีที่ 3 (ชาย 17 คน หญิง 27 คน อายุ 19-21 ปี) ให้คะแนนความ สวยงาม โดยมีคะแนนต่ําสุดเป็น 0 สูงสุดเป็น 10 (ช่วงห่าง 0.5 คะแนน) หลังจากนั้น 1 เดือนให้ คะแนนครั้งที่สอง วัดค่าความโค้งนูนของใบหน้าจากภาพถ่ายใบหน้าด้านข้างและแบ่งเป็นอาสาสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่ม 1 (9 คน, -6.3 ถึง 1.1 องศา) กลุ่ม 2 (13 คน, 3.0 ถึง 8.8 องศา) กลุ่ม 3 (9 คน) 9.1 ถึง 24.4 องศา) ผลการศึกษา พบว่าค่าความผิดพลาดของค่าความสวยงามของเส้นขอบใบหน้าด้านข้างจากภาพเงาดําและภาพถ่าย เท่ากับ 0.36 และ 0.35 องศาตามลําดับ เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความสวยงามของภาพเงาดําครั้งที่หนึ่ง (4.4 + 1.2) และครั้งที่สอง (4.4 + 0.7) พบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ …
The Development Of A Pcr Assay For The Detection And Identification Of Candida In Oral Samples, Oranart Matangkasombut, Jarumon Siraprapa, Issara Wongpraparatana
The Development Of A Pcr Assay For The Detection And Identification Of Candida In Oral Samples, Oranart Matangkasombut, Jarumon Siraprapa, Issara Wongpraparatana
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective To 0.07develop a PCR-based method for the detection and identification of Candida albicans and C. glabrata in oral samples, with a comparison of sample preparations by DNA extraction and boiling. Materials and methods Oral rinse samples were collected from 10 healthy volunteers. A portion of the samples was used for cultivation and species identification by growth on Chromogenic Candida agar, chlamydospore formation and biochemical assays. The second portion was subjected to DNA extraction, while the third portion was washed and boiled for 10 minutes. The samples were than tested by PCR using fungal specific primers (ITS) and species specific …
ปัจจัยต่อแรงเสียดทานในทางทันตกรรมจัดฟัน, รักษ์รัฐ สิทธิโชค, ศิริมา เพ็ชรดาชัย
ปัจจัยต่อแรงเสียดทานในทางทันตกรรมจัดฟัน, รักษ์รัฐ สิทธิโชค, ศิริมา เพ็ชรดาชัย
Chulalongkorn University Dental Journal
การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันด้วยเครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่น ซึ่งมีการเคลื่อนที่ของฟันในการปรับระดับ และการเรียงตัวของฟัน หรือในการเคลื่อนฟันไปในตําแหน่งที่ถอนฟัน จะพบแรงเสียดทานเกิดขึ้นระหว่างลวดกับแบรกเกตในขณะที่มีการเคลื่อนที่แบบสไลดิง การควบคุมแรงเสียดทานนั้นมีความสําคัญต่อการควบคุมระดับของ แรงที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของฟันและหลักยึดทางทันตกรรมจัดฟัน รวมทั้งเพื่อให้มีการตอบสนองของเนื้อเยื่ออวัยวะปริทันต์ที่ดีบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมรายงานที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยของแรงเสียดทาน ทั้งในส่วนของแบรกเกต ลวดทางทันตกรรมจัดฟัน และปัจจัยทางชีวภาพ เพื่อให้การเคลื่อนของฟันเป็นไปอย่างเหมาะสมตามแผน การรักษา (ว ทันต จุฬาฯ 2549;29:149-160)
ความสัมพันธ์ระหว่างความกว้างของฟันหน้าบนกับความกว้างของปีกจมูกและระยะห่างระหว่างหัวตา, สิทธิเดช นิลเจริญ
ความสัมพันธ์ระหว่างความกว้างของฟันหน้าบนกับความกว้างของปีกจมูกและระยะห่างระหว่างหัวตา, สิทธิเดช นิลเจริญ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาว่า ความกว้างของฟันหน้าบนทั้ง 6 ซี่ มีความสัมพันธ์กับความกว้างของปีกจมูกและ ระยะห่างระหว่างหัวตาหรือไม่ เพื่อจะนําผลที่ได้จากการศึกษาไปเป็นแนวทางในการเลือกขนาดฟันหน้าที่เหมาะสมใน การทําฟันเทียม เนื่องจากผลการวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในคนเชื้อชาติอาหรับและคนผิวขาว ซึ่งโครงสร้างใบหน้ามีความแตกต่างไปจากคนเอเชียค่อนข้างมาก จึงต้องการตรวจสอบว่าจะสามารถนําผลการวิจัยครั้งนี้มาใช้กับประชากรไทยได้หรือไม่ โดยใช้ระเบียบการวิจัยเชิงพรรณนา วัสดุและวิธีการ ดําเนินการเก็บบันทึกข้อมูลจากผู้ป่วยอายุมากกว่า 17 ปีขึ้นไปที่เข้ามารับบริการที่กลุ่มงาน ทันตกรรม โรงพยาบาลกลาง จํานวน 303 คน แยกเป็นชาย 141 คน หญิง 162 คน อายุระหว่าง 18-71 ปี (อายุเฉลี่ย 35.2 + 13 ปี) โดยที่กลุ่มตัวอย่างจะต้องมีฟันหน้าบนอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ครบทั้ง 6 ซี่ ไม่เคยได้รับการรักษาด้วย การจัดฟันมาก่อน ในกรณีที่มีความผิดปกติบนใบหน้าซึ่งเป็นมาแต่กําเนิดหรือได้รับอุบัติเหตุในภายหลัง มีโรค ทางตาหรือได้รับการผ่าตัดบนใบหน้ามาก่อน มีช่องฟันห่าง มีการสึกเหตุบดเคี้ยวจนถึงบริเวณสัมผัส มีรอยผุและ วัสดุอุดฟันด้านประชิดหรือมีการบูรณะด้วยครอบฟันจะถูกคัดออก ทําการเก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการวัดระยะห่าง ระหว่างส่วนที่กว้างที่สุดของปีกจมูกแต่ละข้าง ระยะห่างระหว่างจุดบรรจบของหนังตาบนและล่างของหัวตาแต่ละข้างและระยะรวมของส่วนที่กว้างมากที่สุดของฟันหน้าบนแต่ละซี่ตั้งแต่ฟันเขี้ยวบนขวาถึงฟันเขี้ยวบนซ้ายรวม 6 ทําการวัด 3 ครั้งในแต่ละตัวแปร นํามาหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นําค่าเฉลี่ยที่ได้มาทําการวิเคราะห์ และหาความสัมพันธ์ระหว่างความกว้างของฟันหน้าบนกับความกว้างของปีกจมูกและระยะห่างระหว่างหัวตา โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson's correlation coefficients) ( A = 0.05) ด้วยโปรแกรม เอสพีเอสเอส สําหรับระบบปฏิบัติการวินโดว์ เวอร์ชั่น 11.5 (SPSS 11.5 for Windows) ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยความกว้างของฟันหน้าบนทั้ง 6 ที่มีค่า 46.86 + 2.49 มม. ค่าเฉลี่ยความกว้างของปีกจมูก มีค่า 41.32 + 3.86 มม. และค่าเฉลี่ยระยะห่างระหว่างหัวตามีค่า 34.81 + 2.78 มม. จากการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เพียร์สันระหว่างค่าเฉลี่ยความกว้างของฟันหน้าบนกับค่าเฉลี่ยความกว้างของปีกจมูกและค่าเฉลี่ยระยะห่างระหว่างหัวตา พบว่า ค่าเฉลี่ยความกว้างของฟันหน้าบนมีความสัมพันธ์กับค่าเฉลี่ยความกว้างของปีกจมูกอย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติ …
การเปลี่ยนแปลงทางจุลชีววิทยาและทางคลินิกหลังการใช้หัวขูดหินน้ําลายอัลทราโซนิกส์คล้ายคิวเรตต์แบบมินิทิป, อิชยา เยี่ยมวัฒนา
การเปลี่ยนแปลงทางจุลชีววิทยาและทางคลินิกหลังการใช้หัวขูดหินน้ําลายอัลทราโซนิกส์คล้ายคิวเรตต์แบบมินิทิป, อิชยา เยี่ยมวัฒนา
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงปริมาณและสัดส่วนของแบคทีเรียในพ็อกเก็ต และลักษณะทางคลินิก หลังการขูดหินน้ําลายใต้เหงือก ด้วยหัวขูดอัลทราโซนิกส์คล้ายคิวเรตต์แบบมินิทิป ในผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบเรื้อรัง วัสดุและวิธีการ การวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่าง 12 คน ตําแหน่งทดลองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีพ็อกเก็ต 3.1-5.0 ม.ม. จํานวน 97 ตําแหน่ง และกลุ่มที่มีพ็อกเก็ต 5.1-7.0 ม.ม. จํานวน 43 ตําแหน่ง การศึกษาผลทาง จุลชีววิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดเฟส-คอนทราสต์ และการวัดผลทางคลินิกด้วยค่าความลึกของพ็อกเก็ต และ ระดับการยืดติดของอวัยวะปริทันต์ ในช่วงเวลา 8 สัปดาห์ จํานวนแบคทีเรียใต้เหงือกที่นับได้ให้คํานวณค่าด้วย ลอการิทึมฐาน 10 ก่อนนําไปวิเคราะห์ผลด้วยสถิตินั้นพาราเมตริก ชนิดการทดสอบมันน์-วิตนีย์ทดสอบความแตกต่าง ระหว่างกลุ่มทดลอง และการทดสอบเชิงเครื่องหมายและลําดับที่แบบวิลคอกชันทดสอบความแตกต่างภายในกลุ่ม ทดลองของแต่ละช่วงเวลา การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความลึกของพ็อกเก็ต และระดับการยืดตัว ของอวัยวะปริทันต์ ระหว่างกลุ่มทดลอง โดยใช้สถิติการทดสอบสําหรับกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระกัน และ การทดสอบที่สําหรับกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่สัมพันธ์กันทดสอบความแตกต่างภายในกลุ่มทดลอง ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา ผลการวิเคราะห์ระหว่างกลุ่ม พบว่า สัดส่วนของแบคทีเรียทุกประเภทแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติ (p < .05) ในสัปดาห์ที่ 8 โดยสัดส่วนของแบคทีเรียรูปกลม และรูปแท่งเคลื่อนที่ไม่ได้จะเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนของ แบคทีเรียรูปแท่งเคลื่อนที่ได้ และสไปโรคีตส์จะลดลงในทุกช่วงเวลาเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ 0 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) นอกจากนี้ ค่าร้อยละของสไปโรคีตส์ในตําแหน่งที่มีพ็อกเก็ตลึกจะมากกว่าตําแหน่งที่มีพ็อกเก็ตขึ้น การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางคลินิกได้แก่ ความลึกของพ็อกเก็ตลดลง และระดับการยึดติดของอวัยวะปริทันต์เพิ่มขึ้น ในแต่ละช่วงเวลาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) ตลอดช่วงเวลาการศึกษา เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ 0 นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางคลินิกระหว่างกลุ่มทดลอง จะแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) เช่นเดียวกัน สรุป การใช้หัวอัลทราโซนิกส์ขูดหินน้ําลายคล้ายคิวเรตต์แบบมินิทิป จะเปลี่ยนแปลงปริมาณและสัดส่วนของ แบคทีเรียใต้เหงือก และลักษณะทางคลินิกของอวัยวะปริทันต์เมื่อเทียบกับก่อนการรักษา โดยความลึกของพ็อกเก็ตมีแนวโน้มต่อการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของแบคทีเรียใต้เหงือกภายหลังการรักษา (ว ทันต จุฬาฯ 2549;29:22-32)
ความแข็งแรงดัดขวางชนิดไบแอกเซียลของวัสดุบูรณะเรซินคอมโพสิต, กมลา กฤโตปการ, รังสิมา สกุลณะมรรคา, สุชิต พูลทอง
ความแข็งแรงดัดขวางชนิดไบแอกเซียลของวัสดุบูรณะเรซินคอมโพสิต, กมลา กฤโตปการ, รังสิมา สกุลณะมรรคา, สุชิต พูลทอง
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแข็งแรงดัดขวางชนิดไบแอกเชียลของวัสดุเรซินคอมโพสิตในปัจจุบัน จํานวน 5 ผลิตภัณฑ์ที่มีฟิลเลอร์และเรซินเมทริกซ์ต่างกัน วิธีการทดลอง วัสดุเรซินคอมโพสิตที่ใช้ในการทดลองนี้จํานวน 5 ผลิตภัณฑ์คือ Admira (Voco), CeramX (Dentsply), Filtek Supreme translucent (3M ESPE), Filtek Supreme standard (3M ESPE) และ Z250(3M ESPE) แต่ละผลิตภัณฑ์จะถูกเตรียมเป็นชิ้นทดสอบรูปแผ่นกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 มม.หนา 2 มม. จํานวน 15 ชิ้น และเก็บไว้ในน้ํากลั่นอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียสก่อนการทดสอบ ค่าความแข็งแรงตัดขวางชนิด ไบแอกเชียลของวัสดุเรซินคอมโพสิตได้จากการทดสอบด้วยเครื่องทดสอบสากล ที่ความเร็วการกด 0.5 มม. ต่อ นาที จากนั้นนําข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติความแปรปรวนแบบทางเดียว และการทดสอบทุกย์ ผลการศึกษา วัสดุ Filtek Supreme translucent มีค่าความแข็งแรงดัดขวางชนิดไบแอกเชียลเฉลี่ย 167.13 เมกะปาสคาลซึ่งสูงกว่าวัสดุทุกชนิดที่นํามาทดสอบ ค่าความแข็งแรงดัดขวางชนิดไบแอกเชียลเฉลี่ยของ Filtek Supreme standard และ Z250 เท่ากับ 154.78 และ 147.01 เมกะปาสคาลตามลําาดับโดยแตกต่างกันอย่างไม่มี นัยสําคัญ วัสดุ Admira มีค่าความแข็งแรงดัดขวางชนิดไบแอกเชียลเท่ากับ 122.67 เมกะปาสคาลและวัสดุ CeramX มีค่าความแข็งแรงดัดขวางชนิดไบแอกเชียลเท่ากับ 109.89 เมกะปาสคาล โดยวัสดุ Admira มีค่า ความแข็งแรงต่ํากว่าวัสดุ Z250 แต่สูงกว่าวัสดุ CeramX อย่างมีนัยสําคัญ สรุป จากวัสดุเรซินคอมโพสิตที่ใช้ในการศึกษานี้ วัสดุเรซินคอมโพสิตที่มีฟิลเลอร์ขนาดเล็กมีค่าความแข็งแรงดัดขวางชนิดไบแอกเซียลสูงกว่าวัสดุมีขนาดฟิลเลอร์ใหญ่กว่าและวัสดุเรซินคอมโพสิตที่มีโมเลกุลของออโมเซอร์ เป็นส่วนประกอบไม่ได้มีความแข็งแรงดัดขวางชนิดไบแอกเชียลมากกว่าวัสดุเรซินคอมโพสิตชนิดอื่น (ว ทันต จุฬาฯ 2549;29:1-12)
การรักษาด้วยหน้ากากดึงขากรรไกรบน, ชวาศรี พูนวุฒิกุล
การรักษาด้วยหน้ากากดึงขากรรไกรบน, ชวาศรี พูนวุฒิกุล
Chulalongkorn University Dental Journal
การใช้หน้ากากดึงขากรรไกรบน (facemask) เป็นวิธีหนึ่งในการแก้ไขการสบฟันแบบคลาสทรี ที่เกิด จากโครงสร้างขากรรไกรบนมีตําแหน่งถอยหลังในผู้ป่วยที่ยังมีการเจริญเติบโตอยู่ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ โครงสร้างใบหน้า โดยเกิดการเคลื่อนของขากรรไกรบนและฟันบนมาข้างหน้า นิยมทําการขยายขากรรไกรบนร่วมด้วย เพื่อชดเชยกับการหดตัวในบริเวณส่วนหน้าของขากรรไกรบนขณะทําการดึงมาข้างหน้า แม้ก่อนการรักษาไม่ปรากฏว่าขากรรไกรบนแคบก็ตาม ตําแหน่งที่ใช้ดึงยางควรดึงจากบริเวณส่วนหน้าของขากรรไกรบนในทิศทางลงล่าง เพื่อลด การหมุนส่วนหน้าขึ้นของขากรรไกรบน ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการดึงขากรรไกรบน ควรทําก่อนที่จะมีการ เจริญเติบโตสูงสุด เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างมากกว่าการเคลื่อนของฟัน ปริมาณแรงที่ใช้เพื่อให้เกิดการเคลื่อนของโครงสร้างนั้นมีปริมาณมากกว่าการเคลื่อนของฟัน ระดับแรงที่พบว่าทําให้เกิดการเคลื่อนที่ของขา กรรไกรบนมาข้างหน้ามีค่าประมาณ 300-500 กรัมต่อข้าง ผู้ป่วยควรใส่เครื่องมืออย่างน้อย 10-12 ชั่วโมงต่อวัน หากปริมาณแรงน้อย ระยะเวลาการใส่แต่ละวันและช่วงระยะเวลาการรักษาก็จะยาวนานขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับระดับความ รุนแรงและอายุของผู้ป่วยด้วย หลังการขยายและดึงขากรรไกรบนมาข้างหน้าจนสําเร็จแล้ว ควรติดตามผลหลังการ รักษา และ/หรือให้ผู้ป่วยใส่เครื่องมือคงสภาพเฉพาะตอนกลางคืนจนกว่าผู้ป่วยหมดการเจริญเติบโต (ว ทันต จุฬาฯ 2549;29:44-51)
ผลการใช้สารลดการเสียวฟันชนิดสารเรซินที่มีตัวเติมต่อการป้องกันการสึกกร่อนของเนื้อฟันจากการแปรงฟัน, ชมพูนุช แสงพานิชย์, สุวภา ประภากมล, สุชิต พูลทอง
ผลการใช้สารลดการเสียวฟันชนิดสารเรซินที่มีตัวเติมต่อการป้องกันการสึกกร่อนของเนื้อฟันจากการแปรงฟัน, ชมพูนุช แสงพานิชย์, สุวภา ประภากมล, สุชิต พูลทอง
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลการใช้สารลดการเสียวฟันชนิดสารเรซินที่มีตัวเติมต่อการป้องกันการสึกกร่อนของเนื้อฟันจากการแปรงฟันในห้องทดลอง วัสดุและวิธีการ การวิจัยใช้ฟันกรามน้อย 40 ซี่ นํามาเตรียมชิ้นตัวอย่าง โดยตัดแต่งและกําจัดชั้นเคลือบรากฟัน ออกจะได้ชิ้นเนื้อฟันบริเวณรากฟันทั้งหมด 40 ชิ้น นําไปอาบกัมมันตรังสี และแบ่งเป็น 4 กลุ่มตามชนิดของสารที่ใช้ เคลือบบนผิวเนื้อฟัน ได้แก่ กลุ่มที่หนึ่งใช้สารเรซินที่มีตัวเติม Seal&ProtectTM กลุ่มที่สองใช้สารเรซินชนิดเดียวกับ กลุ่มที่หนึ่งแต่ไม่มีตัวเติม Seal&ProtectTM กลุ่มที่สามใช้สารเรซินที่ไม่มีตัวเติมคือใช้ All-bond 2 และกลุ่มที่สี่ เป็นกลุ่มควบคุมที่ไม่มีการเคลือบด้วยสารใด ๆ บนผิวเนื้อฟัน นําชิ้นตัวอย่างไปทดสอบการสึกกร่อนของเนื้อฟันด้วยวิธี เรดิโอเทรเซอร์ โดยดัดแปลงจากวิธีของเอดีเอ วัดปริมาณสารกัมมันตรังสีในสารละลายยาสีฟันที่ได้จากการแปรงฟัน ด้วยเครื่องแปรงฟันวี8 โดยตรวจนับปริมาณและคํานวณหน่วยเป็นจํานวนนับต่อนาที ด้วยเครื่องตรวจนับ กัมมันตรังสี และวิเคราะห์ทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ที่ระดับนัยสําคัญ 05 ผลการศึกษา ปริมาณการสึกกร่อนของเนื้อฟันมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) โดยกลุ่มที่เคลือบสารเรซินที่มีตัวเติม Seal&ProtectTM มีค่าเฉลี่ยจํานวนการสึกกร่อนของเนื้อฟันน้อยที่สุด และ แตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สรุป ผลจากการวิจัยนี้แสดงว่าสารลดการเสียวฟันชนิดสารเรซินที่มีตัวเติม Seal&ProtectTM สามารถลดการ สึกกร่อนของเนื้อฟันจากการแปรงฟันได้ และอาจเป็นแนวทางในการนําไปใช้รักษาผู้ป่วยที่เสียวรากฟัน อย่างไรก็ดีควรมีการประเมินผลทางคลินิกด้วย (ว ทันต จุฬาฯ 2549;29:13-21)
รูปร่างและความกว้างของส่วนโค้งแนวฟัน, ศักดิ์นฤน กระบวนรัตน์, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล
รูปร่างและความกว้างของส่วนโค้งแนวฟัน, ศักดิ์นฤน กระบวนรัตน์, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล
Chulalongkorn University Dental Journal
การกําหนดรูปร่างของส่วนโค้งแนวฟัน ถือเป็นสิ่งสําคัญสิ่งหนึ่งในการวางแผนการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน โดยทั้งนี้จะต้องพิจารณาทั้งตําแหน่งของฟันหน้าในแนวหน้า-หลังและส่วนความกว้างของส่วนโค้งแนวฟันซึ่งหมายถึงความกว้างระหว่างฟันเขี้ยวและความกว้างระหว่างฟันกราม ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า การเปลี่ยนแปลง ความกว้างของส่วนโค้งแนวฟันทางด้านหลังสามารถกระทําได้ในปริมาณที่ไม่มากนัก และสําหรับการเปลี่ยนแปลงความกว้างบริเวณฟันเขี้ยวนั้น อาจมีข้อจํากัดในเรื่องของเสถียรภาพจนอาจไม่สามารถทําการเปลี่ยนแปลงได้เลยบทความนี้ได้รวบรวมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับรูปร่างและความกว้างของส่วนโค้งแนวฟัน รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับ เสถียรภาพของการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและความกว้างของส่วนโค้งแนวฟัน (ว ทันต จุฬาฯ 2549;29:52-61)
ลวดโลหะผสมนิกเกิล-ไทเทเนียมในทางทันตกรรมจัดฟัน, สิริโฉม สาตราวาหะ, วัชระ เพชรคุปต์
ลวดโลหะผสมนิกเกิล-ไทเทเนียมในทางทันตกรรมจัดฟัน, สิริโฉม สาตราวาหะ, วัชระ เพชรคุปต์
Chulalongkorn University Dental Journal
ลวดโลหะผสมนิกเกิล-ไทเทเนียมมีคุณสมบัติที่เหมาะสําหรับเคลื่อนฟันในการจัดฟัน คือให้แรงน้อยและ ต่อเนื่อง หรือเรียกว่าคุณสมบัติยืดหยุ่นยิ่งยวด ลวดบางชนิดยังมีคุณสมบัติจํารูปอีกด้วย อย่างไรก็ดี ลวดชนิดนี้ยังมี ข้อด้อยบางประการ เช่น ราคาสูงและความสามารถในการขึ้นรูปต่ํา เป็นต้น ในปัจจุบันลวดในกลุ่มนี้มีให้เลือกหลายชนิด การเลือกใช้ลวดจึงจําเป็นต้องเข้าใจถึงกลสมบัติของลวดแต่ละชนิด บทความปริทัศน์ฉบับนี้จึงได้รวบรวมกลสมบัติของลวดโลหะผสมนิกเกิล-ไทเทเนียมแต่ละชนิด รวมทั้งผลของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการเลือกใช้ลวด
ภาวะเหงือกโตจากยาแอมโลดิจีน : รายงานผู้ป่วย, พรมิตร ส่งไพศาล
ภาวะเหงือกโตจากยาแอมโลดิจีน : รายงานผู้ป่วย, พรมิตร ส่งไพศาล
Chulalongkorn University Dental Journal
ภาวะเหงือกโตที่เกิดจากยาเป็นผลหลังจากที่ได้รับยาบางชนิดเพื่อรักษาโรคทางระบบ ภาวะเหงือกโตเป็นปัญหาของผู้ป่วยในด้านการพูด การเคี้ยวอาหาร การขึ้นของฟันและความสวยงาม มีรายงานเหงือก โตจํานวนมากที่เกิดจากยาในกลุ่มของยาต้านแคลเซียมซึ่งใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงและโรคของหลอดเลือดหัวใจ แอมโลดี้ฟินเป็นยาชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนี้ เป็นยาค่อนข้างใหม่ที่มีผลข้างเคียงน้อย รายงานฉบับนี้กล่าวถึงผู้ป่วยที่เกิดภาวะเหงือกโตจากยาแอมโลติฟัน การรักษาผู้ป่วยให้หายจากภาวะ เหงือกโตได้ด้วยการขูดหินน้ําลายและการควบคุมการเกิดคราบจุลินทรีย์ โดยไม่ต้องทําศัลยกรรมปริทันต์ร่วมด้วย ในระยะติดตามผลการรักษานาน 1 ปี
Study Of Orthodontic Treatment Experiences Among First-Year Students At Chulalongkorn University, Chanchai Hosanguan, Suthean Umpronsirirat, Poowadis Kosonittikul
Study Of Orthodontic Treatment Experiences Among First-Year Students At Chulalongkorn University, Chanchai Hosanguan, Suthean Umpronsirirat, Poowadis Kosonittikul
Chulalongkorn University Dental Journal
Objectives Orth odontic uptake among adolescents appears to increase in Thai society. The purposes of this research were to assess the rate of fixed orthodontic treatment experiences among first-year students at Chulalongkorn University (CU) and to identify its associating factors. Materials and methods A cross-sectional survey was conducted on a stratified-clustered sample of 800 first-year CU students. About 635 completed questionnaires were returned, giving a 79.4% response rate. Results Approximately 32.8 % of subjects experienced fixed orthodontic treatment; divided into 20.6% with orthodontic treatment completed, 8.5% with undergoing orthodontic treatment, and 3.6% with orthodontic treatment discontinued. There were significant relationships …
Introduction To Cone Beam Computed Tomography For The Dental Practitioner, Marcel Noujeim, William D. Mcdavid, Robert P. Langlais
Introduction To Cone Beam Computed Tomography For The Dental Practitioner, Marcel Noujeim, William D. Mcdavid, Robert P. Langlais
Chulalongkorn University Dental Journal
Cone Beam Computed Tomography (Cone beam CT) is a rapidly expanding technology with an ever-increasing number of applications. Its many advantages have resulted in the rapid adoption by the dental profession worldwide. Every day, new innovations are reported in the literature as investigations in different dental specialties discover applications of the technology. As part of this evolutionary process, manufacturers are planning new models with a variety of innovative features. At the present time a number of new manufacturers are planning to introduce Cone Beam CT machines in the very near future while current manufacturers continue to compete among themselves in …
Relations Of The Tooth Position And The Operation Time To The Complications After Surgical Removal Of Impacted Molars, Pairoje Sriaroon, Chunsuk Tunjalern, Yupapan Jamonniem, Supichaya Khameiam
Relations Of The Tooth Position And The Operation Time To The Complications After Surgical Removal Of Impacted Molars, Pairoje Sriaroon, Chunsuk Tunjalern, Yupapan Jamonniem, Supichaya Khameiam
Chulalongkorn University Dental Journal
Objectives To explore the relations of the positions of impacted mandibular third molar and the operation time to the complications after surgical removal of the impaction. Materials and methods Before surgery, all biostatistic data of the patients and radiographic assessment of the impacted tooth were recorded. From 84 healthy patients, 98 impacted teeth were surgically removed by the dental students in the fifth or the sixth year under a careful supervision of one oral and maxillofacial surgeon. The starting time was recorded at the commencement of an incision and the completion time when the gauze being bitten by the patient. …
Chief Complaints, Dental Health Status And Dental Treatment Needs In Elderly Patients, Aree Jainkittivong, Vilaiwan Aneksuk, Robert P. Langlais
Chief Complaints, Dental Health Status And Dental Treatment Needs In Elderly Patients, Aree Jainkittivong, Vilaiwan Aneksuk, Robert P. Langlais
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The aims of this study were to investigate the principal oral complaints, dental health status and dental treatment needs in elderly patients. Materials and methods The study sample consisted of 484 dental patients who were 60 years of age and older. Interviews were conducted to identify the oral complaints whereas the dental health status and dental treatment needs were assessed by oral examination. Results There were 17 principal oral complaints identified; and the four leading problems were faulty prostheses (21.1%), pain or/and swelling (16.3%), tooth loss or inefficient chewing (16.1%), and broken teeth and restorations (11.6%). There were more …
การปลูกถ่ายฟันให้ตนเองกับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน, ศิริชัย ธรรมชาติอารี, จินตนา ศิริชุมพันธ์
การปลูกถ่ายฟันให้ตนเองกับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน, ศิริชัย ธรรมชาติอารี, จินตนา ศิริชุมพันธ์
Chulalongkorn University Dental Journal
การปลูกถ่ายฟันให้ตนเองเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ร่วมกับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันในกรณีที่มีการขาดหายไปของฟันแท้ มีฟันฝังหรือฟันคุด การพิจารณาผู้ป่วยที่จะรับการปลูกถ่ายฟันต้องประเมินสภาพร่างกายที่ไม่เป็น ข้อห้ามสําหรับการผ่าตัด หน่อฟันที่จะปลูกถ่ายควรมีการสร้างความยาวรากฟันได้ประมาณสามในสี่ส่วน โดยไม่มี ความผิดปกติของรูปร่างรากฟัน และตําแหน่งที่จะปลูกถ่ายควรมีความหนาของกระดูกเบ้าฟันโดยรอบอย่างน้อย 0.5 มิลลิเมตร การปลูกถ่ายฟันสามารถกระทําได้หลายบริเวณ คือ บริเวณฟันตัด ฟันเขี้ยว ฟันกรามน้อยและฟันกราม ซึ่งพบความสําเร็จถึงร้อยละ 50-97 ภายหลังการปลูกถ่ายฟันจะยึดฟันให้อยู่นิ่งเพื่อให้เนื้อเยื่อรอบฟันเกิดการซ่อมแซม ซึ่งกระทําได้หลายวิธี คือ การมัดด้วยลวด การใช้เครื่องยึดฟันอะคริลิก การยึดโดยใช้กรดกัดเคลือบฟันร่วมกับการ ใช้เรซินคอมโพสิต การใช้เครื่องมือทางทันตกรรมจัดฟันและการใช้วัสดุเย็บแผล ภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดที่ ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การติดเชื้อ การตายของเนื้อเยื่อในโพรงฟัน การละลายของรากฟันทั้งจากภายในและภายนอก สําหรับการหายของเนื้อเยื่อในโพรงฟันให้พิจารณาจากการตีบตันของเนื้อเยื่อในโพรงฟันในระยะเวลา 6 เดือนแรกหลังการปลูกถ่ายฟัน เนื่องจากการทดสอบความมีชีวิตของฟันด้วยกระแสไฟฟ้าในระยะเวลาดังกล่าวยังได้ผลไม่แน่นอนอย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่เหมาะสมในการเคลื่อนฟัน ควรกระทําเมื่อมีการหายของเนื้อเยื่อปริทันต์และก่อนที่ เนื้อเยื่อในโพรงฟันจะเกิดการตีบตันทั้งหมด คือ ประมาณ 3-9 เดือนภายหลังการปลูกถ่ายฟัน และควรระมัดระวัง ในกรณีหมุนฟินที่มีหลายราก เพราะพบอัตราการตายของเนื้อเยื่อในโพรงฟันเพิ่มขึ้น
การคงอยู่ของฟลูออไรด์บนผิวเคลือบฟัน ภายหลังการเคลือบฟลูออไรด์เจล, พิเชียร อังจันทร์เพ็ญ, สุภัทรา อมาตยกุล, ศิริพร โชติไพบูลย์พันธุ์, ปรัชญา แหบคงเหล็ก, วรวัธน์ พุกจรูญ
การคงอยู่ของฟลูออไรด์บนผิวเคลือบฟัน ภายหลังการเคลือบฟลูออไรด์เจล, พิเชียร อังจันทร์เพ็ญ, สุภัทรา อมาตยกุล, ศิริพร โชติไพบูลย์พันธุ์, ปรัชญา แหบคงเหล็ก, วรวัธน์ พุกจรูญ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการคงอยู่ของฟลูออไรด์บนผิวเคลือบฟันภายหลังการเคลือบด้วยแอ ดูเล ฟอสเฟต ฟลูออไรด์เจล วัสดุและวิธีการ อาสาสมัครจํานวน 14 คน อายุระหว่าง 20 ถึง 22 ปี ได้รับการเคลือบฟันกรามน้อยซี่บนด้านแก้ม ด้วยแอซิดูเล ฟอสเฟตฟลูออไรด์เจลความเข้มข้นร้อยละ 1.23 เก็บตัวอย่างผิวเคลือบฟันบริเวณกึ่งกลางของฟัน กรามน้อย บนด้านแก้มโดยวิธีใช้กรดกัด ทั้งก่อนการเคลือบและหลังการเคลือบฟลูออไรด์เจลที่ 30 นาที 2, 4 และ 8 สัปดาห์ วัดความเข้มข้นของฟลูออไรต์และแคลเซียมในตัวอย่างผิวเคลือบฟันโดยใช้ฟลูออไรด์อิเล็กโตรดและเครื่อง อะคอมมิกแอบขอบขันสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิลคอกชนไซนต์แรงค์เทสท์ และฟรีดแมนเทสท์ ทีระดับนัยสําคัญ 05 ผลการศึกษา ปริมาณฟลูออไรด์บนผิวเคลือบฟันก่อนการเคลือบมีค่าเท่ากับ 2,1072498 ส่วนในล้านส่วน ภายหลังการเคลือบที่ 30 นาที 2, 4 และ 8 สัปดาห์ ปริมาณฟลูออไรต์บนผิวเคลือบฟันมีค่าเท่ากับ 6,5252699, 4,7512966, 2,906-863 และ 1,792-486 ส่วนในล้านส่วนตามลําดับ เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าปริมาณฟลูออไรด์ บนผิวเคลือบฟันที่ 30 นาที, 2 และ 4 สัปดาห์ภายหลังการเคลือบฟลูออไรด์เจล แตกต่างกับปริมาณฟลูออไรด์บน ผิวเคลือบฟันก่อนการเคลือบอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .01) ไม่พบความแตกต่างระหว่างปริมาณฟลูออไรด์บน ผิวเคลือบฟันก่อนการเคลือบและที่ 8 สัปดาห์หลังการเคลือบ สรุป ฟลูออไรด์บนผิวฟันภายหลังการเคลือบฟันด้วยแอซิดูเลตฟอสเฟตฟลูออไรด์เจล สามารถคงอยู่ได้นานกว่า 4 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 4 สัปดาห์
การรักษาคลองรากฟันในผู้ป่วยจัดฟัน: รายงานผู้ป่วย, สุมาลี ส่งไพศาล
การรักษาคลองรากฟันในผู้ป่วยจัดฟัน: รายงานผู้ป่วย, สุมาลี ส่งไพศาล
Chulalongkorn University Dental Journal
ปัญหาหนึ่งที่พบมากในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องมือทันตกรรมจัดฟันชนิดติดแน่นคือ ความ ไม่เอาใจใส่ในการดูแลรักษาสุขภาพของช่องปาก ซึ่งนําไปสู่การเกิดโรคฟันผุ และในบางกรณีอาจจําเป็นต้องรักษา คลองรากฟัน ถ้าพื้นที่ใช้เป็นหลักยึดในการเคลื่อนฟันมีรอยโรครอบปลายรากฟันขนาดใหญ่ อาจมีผลต้องเปลี่ยนแผนการรักษาด้านทันตกรรมจัดฟัน นอกจากนี้ การรักษาคลองรากฟันในฟันเหล่านี้มีข้อควรพิจารณาที่ต้องวางแผน การรักษาร่วมกับทันตกรรมจัดฟัน และสําคัญอย่างยิ่งที่ต้องติดตามผลการรักษาจนแน่ใจว่าเกิดการหายอย่างสมบรูณ์ รายงานฉบับนี้กล่าวถึงผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 19 ปี ที่ใส่เครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่นและขาดการรักษาตามกําหนด นัดหมายเป็นเวลา 1 ปี ผู้ป่วยได้กลับมาหาทันตแพทย์อีกครั้งด้วยอาการปวดฟันกรามซี่ที่หนึ่งล่างซ้ายซึ่งเป็นฟันที่ ใช้เป็นหลักยึดในการเคลื่อนฟัน ตรวจพบฟันโยกและเหงือกบวม ภาพรังสีแสดงถึงเงาโปร่งรังสีขนาดใหญ่บริเวณ จุดแยกรากและรอบปลายรากฟัน หลังจากรักษาคลองรากฟันซี่นี้ไปแล้วเป็นระยะเวลา 6 เดือน ประเมินจากภาพ รังสีพบว่าเริ่มมีการหายของรอยโรค จึงอุดคลองรากฟันแล้วส่งผู้ป่วยกลับไปรักษาต่อทางด้านทันตกรรมจัดฟัน การ ประเมินผลจากภาพรังสีภายหลังการรักษาเป็นเวลา 1 ปี พบว่ามีการหายของพยาธิสภาพรอบรากฟัน และฟันซี่นี้ สามารถใช้เป็นหลักยึดสําหรับการเคลื่อนฟันทางทันตกรรมจัดฟันได้โดยไม่เกิดผลแทรกซ้อน
อิทธิพลของรสและอุณหภูมิของเครื่องดื่มชาเขียว ต่ออัตราการไหลของน้ําลาย, ระวีวรรณ ปัญญางาม, พรศรี ปฏิมานุเกษม
อิทธิพลของรสและอุณหภูมิของเครื่องดื่มชาเขียว ต่ออัตราการไหลของน้ําลาย, ระวีวรรณ ปัญญางาม, พรศรี ปฏิมานุเกษม
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ ศึกษาอิทธิพลของรสและอุณหภูมิของเครื่องดื่มชาเขียวต่ออัตราการไหลของน้ําลาย วัสดุและวิธีการ อาสาสมัครจํานวน 30 คน อายุ 20-22 ปี มีสุขภาพสมบูรณ์และไม่ใช้ยาทุกชนิดอย่างน้อย 3 เดือน ก่อนเข้ารับการทดลอง ในวันแรก ทําการเก็บน้ําลายในระยะควบคุม โดยให้อาสาสมัครนั่งก้มหน้า ปล่อยน้ําลายให้ ไหลลงในภาชนะเป็นเวลา 10 นาที ในวันที่สองถึงเจ็ต ให้อาสาสมัครดื่มน้ําปราศจากแร่ธาตุ หรือเครื่องดื่มชาเขียว ที่มีอุณหภูมิ 5, 30 หรือ 50 องศาเซลเซียส ชนิดละ 300 มิลลิลิตร ตามลําดับ โดยใช้หลอดดูด แล้วเก็บน้ําลายใน ระยะทดลอง ด้วยวิธีการเติมเป็นเวลา 10 นาที คํานวณอัตราการไหลของน้ําลายทุกระยะเป็นมิลลิลิตร/นาที เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของอัตราการไหลของน้ําลายในระยะควบคุม หลังดื่มน้ํา กับหลังดื่มชาเขียว ที่อุณหภูมิต่างๆ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 หากพบมีนัยสําคัญจึงทดสอบหาคู่ ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยอัตราการไหลของน้ําลายระยะควบคุม เท่ากับ 0.47±0.27 มิลลิลิตร/นาที หลังการดื่มน้ําและ ชาเขียวที่มีอุณหภูมิ 5, 30 และ 50 องศาเซลเซียส เท่ากับ 0.67±0.25, 0.48±0.26, 0.51±0.24, 0.75±0.28, 0.56±0.32 และ 0.60±0.30 มิลลิลิตร/นาที ตามลําดับ อัตราการไหลของน้ําลายหลังดื่มน้ําที่มีอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียสสูงกว่า อัตราการไหลของน้ําลายในระยะควบคุมและหลังดื่มน้ําที่มีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียสอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P < .05) แต่ไม่แตกต่างจากภายหลังดื่มน้ําที่มีอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ นอกจากนี้ อัตราการไหลของน้ําสายหลังดื่มน้ําที่มีอุณหภูมิ 30 และ 50 องศาเซลเซียส ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติด้วย สําหรับอัตราการไหลของน้ําลายหลังดื่มชาเขียวที่มีอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส พบว่า สูงกว่าอัตราการไหลของ น้ําลายในระยะควบคุม และหลังดื่มชาเขียวที่มีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียสอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) และอัตราการไหลของน้ําลายหลังดื่มชาเขียวที่มีอุณหภูมิ 30 และ 50 องศาเซลเซียสแตกต่างกันน้อยมากจนไม่ ปรากฏนัยสําคัญทางสถิติ เช่นเดียวกับผลการทดลองที่ได้จากการดื่มน้ํา อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบอัตราการ ไหลของน้ําลายหลังดื่มชาเขียวและหลังดื่มน้ําที่มีอุณหภูมิเท่ากัน พบว่า อัตราการไหลของน้ําลายหลังดื่มชาเขียว สูงกว่าหลังดื่มน้ําอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติทุกอุณหภูมิ (p < .05) ที่มีความแตกต่างกันทีละคู่ด้วยวิธีผลต่างอย่างมีนัยสําคัญน้อยที่สุดสรุป รสของเครื่องดื่มชาเขียวสามารถกระตุ้นให้น้ําลายมีอัตราไหลเพิ่มขึ้น และขาเขียวชนิดเป็นกระตุ้นให้น้ําลายมีอัตราไหลเพิ่มขึ้นได้มากกว่าชาเขียวชนิดร้อน
อุบัติการณ์การเกิดถุงน้ําเดนติเจอรัสร่วมกับฟันคุดของฟันกรามซี่ที่สามล่าง, สุรินทร์ ตั้งสุภูมิ
อุบัติการณ์การเกิดถุงน้ําเดนติเจอรัสร่วมกับฟันคุดของฟันกรามซี่ที่สามล่าง, สุรินทร์ ตั้งสุภูมิ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ ศึกษาอุบัติการณ์การเกิดถุงน้ําเดนติเจอรัสร่วมกับฟันคุดของฟันกรามซี่ที่สามล่าง ในกรณีที่ผ่าตัดเอาออกเพื่อป้องกันโรค วัสดุและวิธีการ ศึกษาจากพยาธิสภาพของเนื้อเยื่ออ่อนที่ยึดติดบริเวณคอฟันของฟันคุดของฟันกรามซี่ที่สามล่าง ซึ่งได้รับการผ่าออกจากผู้ป่วยจํานวน 90 ราย ผลการศึกษา อุบัติการณ์การเกิดถุงน้ําเดนเจอรัสร่วมกับฟันคุดของฟันกรามซี่ที่สามล่าง คิดเป็นร้อยละ 52.2 และถุงน้ําที่มีสภาพเทียบเคียงกับถุงน้ําเดนเจอรัส คิดเป็นร้อยละ 18.9 สรุป ฟันคุดของฟันกรามซี่ที่สามล่างควรได้รับการผ่าตัดออกเพื่อป้องกันมิให้เนื้อเยื่อรอบ ๆ คอฟันของฟันคุดมี พยาธิสภาพเกิดขึ้น (ว ทันต จุฬาฯ 2548;28:109-16)
Sedation, Anxiolysis, And Analgesia Of Midazolam Orally Administered In Adult Patients Undergoing Surgical Removal Of Impacted Molars, Pairoje Sriaroon, Ratachai Samol, Watcharobon Sitisara, Suntharee Chaisen
Sedation, Anxiolysis, And Analgesia Of Midazolam Orally Administered In Adult Patients Undergoing Surgical Removal Of Impacted Molars, Pairoje Sriaroon, Ratachai Samol, Watcharobon Sitisara, Suntharee Chaisen
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective To disclose the effects of midazolam in sedation, anxiolysis, and analgesia in healthy patients undergoing surgical removal of impacted mandibular third molars. Materials and methods Each of 40 healthy patients having left and right impacted mandibular third molars underwent surgical removal in separate visits. A randomized double-blind placebo controlled method was used for prescription of a 7.5 milligram of midazolam tablet. After oral administration of the drug and local anaesthesia, the impacted teeth were removed surgically in a standard fashion. By means of an observation and visual analogue scale, the clinical effects of midazolam on sedation, anxiolysis and analgesia …
การสบฟันไขว้ซึ่งมีสาเหตุจากการเลื่อนไถลของขากรรไกรล่างขณะทําหน้าที่, รักษ์รัฐ สิทธิโชค, จินตนา ศิริชุมพันธ์
การสบฟันไขว้ซึ่งมีสาเหตุจากการเลื่อนไถลของขากรรไกรล่างขณะทําหน้าที่, รักษ์รัฐ สิทธิโชค, จินตนา ศิริชุมพันธ์
Chulalongkorn University Dental Journal
การสบฟันไขว้ซึ่งมีสาเหตุจากการเลื่อนไถลของขากรรไกรล่างขณะทําหน้าที่ ไปทางด้านข้างและ/หรือทาง ด้านหน้า เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ การวินิจฉัยแยกโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกมีความสําคัญ เพื่อให้สามารถวางแผน การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากเป็นความผิดปกติที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง หาก ไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของโครงสร้างกะโหลกศีรษะใบหน้าและขากรรไกร บทความปริทัศน์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมบทความที่เกี่ยวข้องและมีการเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ โดยศึกษา รายละเอียดในแง่ของลักษณะที่พบ การวินิจฉัย ระยะเวลาที่เหมาะสมในการรักษา วิธีการรักษา การคงสภาพ ตลอดจน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังการรักษา ทั้งในส่วนของการสูบไขว้ฟันหลังและ/หรือการสูบไขว้ฟันหน้า ที่เกิด จากการเลื่อนไถลของขากรรไกรล่างขณะทําหน้าที่ (ว ทันต จุฬาฯ 2548;28:167-78)