Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Dentistry Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 571 - 600 of 1270

Full-Text Articles in Dentistry

ความทนแรงอัดและความทนแรงดัดของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์, นัทธ์ชนัน วิทยเจียกขจร, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์ Sep 2008

ความทนแรงอัดและความทนแรงดัดของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์, นัทธ์ชนัน วิทยเจียกขจร, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความทนแรงอัดและความทนแรงดัดของเชลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ และเปรียบเทียบกับเรซินซีเมนต์ที่ใช้ร่วมกับสารยึดติด วัสดุและวิธีการ ทดสอบความทนแรงอัดและความทนแรงดัดของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ไลเอ็กซ์ยูร้อย แมกเต็ม และมัลติลิงค์สปรินท์ และเรซินซีเมนต์ที่ใช้ร่วมกับสารยึดติดผลิตภัณฑ์ แวริโอลิงค์ทู โดย ใช้การทดสอบตามเกณฑ์มาตรฐานนานาชาติทางทันตกรรม หมายเลข 9917/2003 และ 4049/2000 ตามลําดับวิเคราะห์และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์โดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 ผลการศึกษา ซีเมนต์ทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยความทนแรงอัดอยู่ระหว่าง 213.42 + 3.74 - 278.82 + 30.96 เมกะปาสคาล ค่าเฉลี่ยความทนแรงอัดของแวริโอลิงค์ทู มีค่าสูงสุดแต่ในทางสถิติไม่มีความแตกต่างกับไลเอ็กซ์ยู ร้อย และแมกเข็ม ส่วนมัลติลิงค์สปรินท์มีค่าเฉลี่ยความทนแรงอัดต่ําที่สุด และแตกต่างจากซีเมนต์ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ยความทนแรงดัดของซีเมนต์ทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์มีค่าอยู่ระหว่าง 88.33 + 4.64 - 148.56 + 23.42 เมกะปาสคาล ความทนแรงดัดของแวรีโอลิงค์ทู สูงที่สุดแต่ไม่มีความแตกต่างจาก รีไลเอ็กซ์ยูร้อย และ มัลติลิงค์ สปรินท์ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ส่วนแมกเข็มมีค่าเฉลี่ยความทนแรงดัดต่ําที่สุดและมีความแตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญกับซีเมนต์ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ยกเว้นกับผลิตภัณฑ์ร์ไลเอ็กซ์ยูร้อย สรุป เซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์เกือบทุกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการศึกษานี้มีความทนแรงอัดและความทนแรงดัดใกล้เคียงเรซินซีเมนต์ที่ใช้ร่วมกับสารยึดติด โดยค่าดังกล่าวของทุกผลิตภัณฑ์สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานนานาชาติทางทันตกรรม (2 ทันต จุฬาฯ 2551:31:339-48)


ผลของเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาวของเดือยคอมโพสิตเสริมเส้นใยต่อความต้านทานการล้มเหลวในการบูรณะด้วยเดือยและแกนในฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟัน, สิริรัตน์ อนันตวิริยะพร, ปรารมภ์ ซาลิมี Sep 2008

ผลของเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาวของเดือยคอมโพสิตเสริมเส้นใยต่อความต้านทานการล้มเหลวในการบูรณะด้วยเดือยและแกนในฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟัน, สิริรัตน์ อนันตวิริยะพร, ปรารมภ์ ซาลิมี

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้านทานการล้มเหลวในการบูรณะด้วยเดือยและแกนในฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟันด้วยการใช้เดือยคอมโพสิตเสริมเส้นใย เมื่อใส่เดือยในลักษณะเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาวต่างกันใน คลองรากที่เตรียมไว้ขนาดเดียวกัน วัสดุและวิธีการ นําฟันตัดกลางบนจํานวน 30 ซี่ มาตัดส่วนตัวฟันออกให้เหลือความยาวราก 13 มิลลิเมตรและ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ทุกกลุ่มทําการรักษารากฟันด้วยวิธีแลทเทอรอลคอนเดนเซชั่นและทําการเตรียมช่องว่าง สําหรับใส่เดือยฟันยาว 8 มิลลิเมตร ด้วยหัวเจาะสําหรับเดือยขนาดกลาง (เบอร์ 2) ทําการบูรณะฟันด้วยเดือย คอมโพสิตเสริมเส้นใย (ผลิตภัณฑ์ดีที่ไลท์-โพสท์, บิสโก้, ฝรั่งเศส) โดยใช้เรซินซีเมนต์ (ผลิตภัณฑ์พานาเวียร์ เอฟ 2.0, คราเรย์, ญี่ปุ่น) ในการยึดร่วมกับการใช้เรซินคอมโพสิตในการสร้างแกนฟัน โดยกลุ่มที่ 1 ใช้เดือยฟันที่มีขนาดและ ความยาวพอดีกับผนังคลองรากฟัน (เบอร์ 2) กลุ่มที่ 2 ใช้เดือยฟันขนาดเล็กที่มีความยาวพอดีกับความยาวของ คลองรากฟัน แต่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่าคลองรากฟัน (เบอร์ 1) และกลุ่มที่ 3 ใช้เดือยฟันที่มีขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลางใหญ่ (เบอร์ 3) โดยเมื่อใส่ลงในคลองรากฟันจะมีความยาวของเดือยสั้นกว่าความยาวของคลอง รากฟันแต่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางพอดีกับผนังคลองรากฟันส่วนต้น หลังจากนั้นนําฟันที่เตรียมไว้ในแต่ละกลุ่ม ยึดลงบล็อกยึดฟันที่ทําจากท่อพีวีซีโดยใช้อะครีลิกเรซินที่บ่มตัวได้ที่อุณหภูมิห้อง นําชิ้นตัวอย่างทั้งหมดไปทดสอบ ความต้านทานการล้มเหลวในการบูรณะด้วยเดือยและแกนด้วยเครื่องทดสอบสากล โดยวางชิ้นตัวอย่างทํามุม 90 องศา ระหว่างแนวแกนฟันกับหัวกด กดหัวทดสอบลงบนแกนฟันด้านลิ้นด้วยความเร็วหัวกด 2 มิลลิเมตร/นาที บันทึก แรงที่ทําให้เกิดความล้มเหลวในการบูรณะของชิ้นตัวอย่าง และนําผลค่าเฉลี่ยของแรงไปเปรียบเทียบทางสถิติด้วย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและวิเคราะห์หาความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยสถิติบอนเฟอร์โรนีที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา ผลการทดสอบพบว่าค่าเฉลี่ยแรงด้านความล้มเหลวในการบูรณะด้วยเดือยและแกนและส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐานในแต่ละกลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 เท่ากับ 108.33 + 11.59 นิวตัน กลุ่มที่ 2 เท่ากับ 79.08 + 12.15 นิวตัน และในกลุ่มที่ 3 เท่ากับ 94.87 + 14.48 นิวตัน ซึ่งจากการเปรียบเทียบทางสถิติพบว่า กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 3 มีค่า …


Effects Of Dental Radiation On The Expression Of Apoptotic-Related Genes In Primary Human Bone Cells, Sakarat Pramojanee, Prasit Pavasant, Soontra Panmekiate Sep 2008

Effects Of Dental Radiation On The Expression Of Apoptotic-Related Genes In Primary Human Bone Cells, Sakarat Pramojanee, Prasit Pavasant, Soontra Panmekiate

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective To investigate the effects of dental radiation on the expression of apoptotic-related genes in primary human bone cells. Materials and methods Human bone cells were grown in 15% FBS-DMEM and irradiated with 0, 1, 2 doses of a periapical radiograph. The cytotoxicity of irradiation was investigated by MTT assay after 24 hours. The levels of apoptotic-related gene expressions, Bcl-2, Bax, Bad, Bcl-xL, caspase-3 were analyzed by reverse transcription polymerase chain reaction, four hours after irradiation. Results No cytotoxicity was observed at the time of 24 hours after dental irradiation. The results indicated that Bax and caspase-3 significantly decreased after …


Effect Of Acemannan On The Dentinsialophosphoprotein And Dentin Matrix Protein 1 Mrna Expressions In Primary Human Pulpal Cells, Pechanika Lardungdee, Pornpun Asvanit, Pasutha Thunyakitpisal Sep 2008

Effect Of Acemannan On The Dentinsialophosphoprotein And Dentin Matrix Protein 1 Mrna Expressions In Primary Human Pulpal Cells, Pechanika Lardungdee, Pornpun Asvanit, Pasutha Thunyakitpisal

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective To investigate the effect of acemannan isolated from Aloe vera gel on the steady level of dentinsialophosphoprotein (DSPP) and dentin matrix protein 1 (DMP 1) mRNAs in primary human pulpal cells. Materials and methods Cells were treated with the designated concentrations of acemannan (0.25, 0.5 and 1 mg/ml) for 24 hours. The reverse transcription-polymerase chain reaction assays were used to investigate the effects of acemannan on the steady level of DSPP and DMP 1 mRNAs. Results At 24 hours of incubation, acemannan (0.5 mg/ml) significantly enhanced the expressions of DSPP and DMP 1 mRNA levels up to 1.93 and …


การศึกษาขนาดปรากฏของฟันธรรมชาติหน้าบนในประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง, อรพินท์ แก้วปลั่ง, วรางคณา ยรรยงเกษมสุข, อรทูล วิสิทธิ์ศิลป์ Sep 2008

การศึกษาขนาดปรากฏของฟันธรรมชาติหน้าบนในประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง, อรพินท์ แก้วปลั่ง, วรางคณา ยรรยงเกษมสุข, อรทูล วิสิทธิ์ศิลป์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ หาค่าเฉลี่ยและศึกษาอิทธิพลของเพศและอายุต่อขนาดปรากฏของฟันธรรมชาติ 6 ที่หน้าบน วัสดุและวิธีการ สุ่มเลือกประชากรไทยช่วงอายุ 25-40 ปี จํานวน 80 คน เป็นชายและหญิงจํานวนเท่ากัน วัดความกว้างและความยาวของฟันหน้าบนใน 2 มิติจากแบบหล่อ วิเคราะห์สถิติเพื่อหาความสัมพันธ์ของค่า ที่ได้กับปัจจัยต่าง ๆ อันได้แก่ ระยะระหว่างฟันเขี้ยวหรือความกว้างของฟันซี่ถัดไปด้วยที เทสต์ที่ระดับความ เชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการทดลอง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเพศพบว่าค่าเฉลี่ยความกว้างในฟันหน้าบนตําแหน่งเดียวกันไม่มีความ แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ ยกเว้นในฟันเขี้ยวซ้าย เมื่อพิจารณาด้านขวากับซ้ายไม่ต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ค่าเฉลี่ยความกว้างของฟันตัดซี่กลางและฟันตัดซี่ข้างในทั้งสองเพศเป็น 8.7 + 0.6 และ 7.3 + 0.6 มม. ตามลําดับ สําหรับฟันเขี้ยวในเพศชายและหญิงมีค่า 8.2 + 0.6 และ 8.0 + 0.4 มม. ตามลําดับ ค่าเฉลี่ยความยาวพบ ความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญระหว่างเพศเฉพาะในฟันตัดซี่ข้างทั้งสองข้าง เมื่อพิจารณาด้านขวากับซ้ายไม่ ต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ค่าเฉลี่ยความยาวของฟันตัดซี่กลางและฟันเขี้ยวในทั้งสองเพศเป็น 9.8 + 0.9 และ 9.4 + 0.9 มม. ตามลําดับ ในขณะที่ค่าของฟันตัดข้างในเพศชายและหญิงเป็น 9.2 + 0.9 และ 8.5 + 0.9 มม. ตามลําดับ พบว่าค่าความกว้างของฟันตัดกลางบนมีค่าเป็นร้อยละ 24 ของความกว้างระหว่างปลายฟันเขี้ยวบนซ้าย-ขวาส่วนความสัมพันธ์ระหว่างอายุกับความกว้างหรือความยาวปรากฏของฟันหน้าบนทุกซี่ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ สรุป ความกว้างของฟันตัดกลางบนมีค่าเป็นร้อยละ 24 ของความกว้างระหว่างปลายฟันเขี้ยวในทั้งสองเพศ และเพศมีอิทธิพลต่อขนาดปรากฏของฟันตัดซี่ข้างบนในขณะที่อายุไม่มีอิทธิพล (2 ทันต จุฬาฯ 2551:31:295-304)


กําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ต่อเคลือบฟันหรือเนื้อฟัน, ยุทธนา คูวุฒิยากร, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์ May 2008

กําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ต่อเคลือบฟันหรือเนื้อฟัน, ยุทธนา คูวุฒิยากร, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่ากําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคบริเวณรอยต่อระหว่างเคลือบฟันหรือเนื้อฟันกับเรซินของเซลฟ์เอทซ์เรซินซีเมนต์ชนิดต่าง ๆ วัสดุและวิธีการ นําฟันกรามมนุษย์ที่สามมากรอตัดด้วยเข็มกรอกากเพชรความเร็วสูงให้ได้ผิวฟันที่เรียบ 2 กลุ่ม คือ เคลือบฟันและเนื้อฟัน ใช้ชิ้นเรซินคอมโพสิตมายึดติดกับผิวฟันที่กรอเตรียมไว้ด้วยเซลฟ์เอทช์เรซินซีเมนต์ คือ ผลิตภัณฑ์ พานาเวียเอฟ 2.0 และเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์ 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ รีไลเอกซ์ยู 100 แมคเซม และ มัลติลิงค์สปริน เก็บชิ้นทดลองไว้ในน้ํากลั่นที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส นาน 24 ชั่วโมง ตัดชิ้นทดลองให้เป็นชิ้น ทดสอบลักษณะนาฬิกาทราย นําไปทดสอบกําลังแรงยึดแบบดึงระดับจุลภาคที่ความเร็วหัวกด 1 มิลลิเมตรต่อนาที คํานวณค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดและเปรียบเทียบโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ทดสอบความแตกต่าง ค่าเฉลี่ยแบบพหุคูณชนิดแทมแฮน และการทดสอบค่าที่หาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแบบ 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดกับเคลือบฟันของพานาเวียเอฟ 2.0 มีค่าสูงกว่ากําลังแรงยึดของไลเอกซ์ยู 100 แมคเซม และมัลติลิงค์สปริน อย่างมีนัยสําคัญ ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดกับเนื้อฟันของพานาเวียเอฟ 2.0 ไม่แตกต่าง จากค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดของแมคเซม แต่จะสูงกว่าค่ากําลังแรงยึดของไลเอกซ์ยู 100 และมัลติลิงค์สปรินอย่างมี นัยสําคัญ โดยที่ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดของมัลติลิงค์สปรินมีค่าต่ําที่สุด เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการยึดติดกับเคลือบฟัน และเนื้อฟันพบว่า พานาเวียเอฟ 2.0 และแมคเซมให้ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดไม่ต่างกัน ส่วนไลเอกซ์ยู 100 และ มัลติลิงค์สปรินให้กําลังแรงยึดต่อเคลือบฟันที่สูงกว่าเนื้อฟันอย่างมีนัยสําคัญ สรุป การยึดติดกับเคลือบฟันหรือเนื้อฟันของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์มีประสิทธิภาพน้อยกว่าการยึดติดของ เซลฟ์เอท เรซินซีเมนต์ที่มีการใช้ไพรเมอร์แรงยึดติดกับเคลือบฟันของเซลฟ์แอดฮีซีฟเรซินซีเมนต์มีค่าไม่แตกต่างกันแต่แรงยึดติดกับเนื้อฟันแตกต่างกัน (2 ทันต จุฬาฯ 2551:31:201-12)


ส่วนประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยสองบริษัทผสมบิสมัตออกไซด์เปรียบเทียบกับไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ, ศิริขวัญ ศิริชัยวงศ์สกุล, อัญชนา พานิชอัตรา May 2008

ส่วนประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยสองบริษัทผสมบิสมัตออกไซด์เปรียบเทียบกับไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ, ศิริขวัญ ศิริชัยวงศ์สกุล, อัญชนา พานิชอัตรา

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบส่วนประกอบทางเคมี และคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาว ที่ผลิตในประเทศไทยสองบริษัทผสมกับบิสมัดออกไซด์ และไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ วัสดุและวิธีการ วิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมีและขนาดอนุภาคของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศ ไทยผสมกับบิสมัยออกไซด์ และไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ โดยใช้เครื่องเอ็กซเรย์อนาไลติคัลไมโครสโคปโพรบ และเครื่อง วิเคราะห์ขนาดอนุภาค วิเคราะห์ลักษณะสัณฐานวิทยาของวัสดุโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด จากนั้นวัดความเป็นกรด-เบส ทุก 1 นาที เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยใช้มาตรความเป็นกรด-เบส ที่มีเทมเพอร์ เรเจอร์คอมเพนเสทอิเล็กโทรด วัดความทึบรังสีของวัสดุ โดยนํามาเปรียบเทียบกับอลูมิเนียมสเต็ปเวดจ์ ตาม มาตรฐานไอเอสโอ 6876(2001) ส่วนเวลาแข็งตัววัดตามคําแนะนําของสมาคมวิจัยวัสดุแห่งสหรัฐอเมริกา ภายใต้ มาตรฐานไอเอสโอ 6876(2001) ความทนแรงอัดและความสามารถในการละลายวัดตามไอเอสโอ 9917-1(2003) และมาตรฐานเอดีเอหมายเลข 30 ตามลําดับ วิเคราะห์ผลการทดลองใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวและสองทาง และการทดสอบที ผลการศึกษา ส่วนประกอบทางเคมี ขนาดอนุภาค และลักษณะสัณฐานวิทยาของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิต ในประเทศไทยทั้ง 2 บริษัท ผสมกับบิสมัดออกไซด์คล้ายกับไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ ความทึบรังสีของพอร์ตแลนด์ ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยทั้ง 2 บริษัทผสมกับบิสมัยออกไซด์มีค่ามากกว่าไวท์โปรรูทเอ็มทีเออย่างมีนัยสําคัญ (p < .05) ไวท์โปรรูดเอ็มทีเอ พอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยบริษัทที่ 1 และ 2 ผสมกับบิสมัย- ออกไซด์มีค่าความเป็นกรด-เบสเท่ากับ 12.5 12.5 และ 12.6 ที่เวลา 23 24 และ 16 นาที ตามลําดับพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยบริษัทที่ 1 ผสมกับบิสมัดออกไซด์จะมีเวลาเริ่มต้นแข็งตัว และเวลา แข็งตัวเต็มที่น้อยสุด นอกจากนี้ยังมีความทนแรงอัดมากที่สุดหลังจาก 1 วัน (37.027 เมกกะปาสคาล) แต่ไวท์- โปรรูทเอ็มทีเอจะมีความทนแรงอัดมากที่สุดหลังจาก 21 วัน (449.686 เมกกะปาสคาล) และไม่มีความแตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญของตัวอย่างทั้งหมดในการทดสอบสภาพการละลายได้ที่ 1 7 และ 21 วัน (p > .05) สรุป พอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยทั้ง 2 บริษัทผสมกับบิสมัยออกไซด์ และไวท์โปรรูทเอ็มทีเอมี ส่วนประกอบทางเคมี และคุณสมบัติทางกายภาพคล้ายกัน (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:145-58)


Acceptable Facial Profiles In Thai Non-Straight Profile Patients, Paega Jarungidanan, Kanok Sorathesn May 2008

Acceptable Facial Profiles In Thai Non-Straight Profile Patients, Paega Jarungidanan, Kanok Sorathesn

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective This study aimed to determine the acceptable facial profiles in non-straight profile patients. Gender difference was also considered to have an effect on the profiles. Orthodontists were also asked to find out the possible differences in patientsû facial profile preferences. Materials and methods The patientsû pre-treatment lateral cephalometric radiographs were traced. Soft tissue landmarks (G, A, Pgû) were marked and facial contour angles (FCA) were measured. Fifty-eight patients were selected by a purposive sampling method and divided into 3 groups: concave, straight, and convex profiles according to Thai norms. Nineteen orthodontists were included in this study as the gold …


ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองต่อสภาวะโรคฟันผุเด็กอายุ 3 ปี กลุ่มหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร, ปรียา อรรถวานิช, ยุทธนา ปัญญางาม, ระวีวรรณ ปัญญางาม May 2008

ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองต่อสภาวะโรคฟันผุเด็กอายุ 3 ปี กลุ่มหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร, ปรียา อรรถวานิช, ยุทธนา ปัญญางาม, ระวีวรรณ ปัญญางาม

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองต่อสภาวะโรคฟันผุของเด็กอายุ 3 ปี วัสดุและวิธีการ กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาเป็นเด็กอายุ 3 ปี ในเขตกรุงเทพมหานครจํานวน 267 คน ซึ่งอยู่ใน สถานเลี้ยงดูเด็กของรัฐหรือของเอกชนในวันเวลาราชการ เด็กแต่ละคนได้รับการตรวจและบันทึกสถานภาพโรคฟันผุโดยใช้ดัชนีฟันผุถอนอุดของฟันน้ํานมตามเกณฑ์การตรวจขององค์การอนามัยโลก ส่วนผู้ปกครองของเด็ก จะตอบแบบสอบถามที่จัดทําขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคม ได้แก่ ลักษณะครอบครัว ระดับการศึกษา ระดับรายได้ และอาชีพหลักของครอบครัว ข้อมูลพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ ระดับความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก จากนั้นทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมและพฤติกรรมสุขภาพแต่ละตัวแปรกับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดคิดเป็นซี่และเป็นด้านต่อคนโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเปียร์สัน และอธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัยในภาพรวมที่มีผลต่อสภาวะโรคฟันผุโดย ใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุแบบเป็นขั้นตอน ผลการศึกษา เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมของครอบครัว ได้แก่ ลักษณะของครอบครัว ระดับการศึกษา ระดับรายได้ต่อครอบครัว และอาชีพหลักของครอบครัว กับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดของเด็กทั้งที่คิด เป็นซี่ต่อคนและด้านต่อคน พบว่ามีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) เกือบทุกปัจจัย ยกเว้นปัจจัยด้านลักษณะ ครอบครัว ส่วนความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครอง ได้แก่ ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กกับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดของเด็ก พบว่ามีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) เกือบทุก ปัจจัยเช่นกัน ยกเว้นปัจจัยด้านทัศนคติกับค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดคิดเป็นด้านต่อคน สําหรับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ทางเศรษฐกิจ สังคม พบว่ามีเฉพาะปัจจัยด้านระดับการศึกษา ระดับรายได้ต่อครอบครัว และอาชีพหลักของ ครอบครัวที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปกครองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนผลการ วิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุแบบเป็นขั้นตอน พบว่าปัจจัยพฤติกรรมด้านความรู้ของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพ ช่องปากเด็กร่วมกับระดับรายได้ต่อครอบครัว สามารถอธิบายความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยฟันผุถอนอุดได้ดีกว่า ปัจจัยพฤติกรรมด้านความรู้เพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.01) โดยมีความสามารถในการ อธิบายคิดเป็นร้อยละ 9.5 (R = 0.095) สรุป ความรู้ของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กมีอิทธิพลเป็นปฏิภาคผูกผันกันกับการเกิดโรคฟันผุของเด็ก และหากผู้ปกครองมีระดับรายได้ที่สูงร่วมด้วย จะมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:261-72)


Antibacterial Effect On Enterococcus Faecalis Of Erbium, Chromium: Yttrium-Scandium-Gallium-Garnet Laser Irradiation Compared To Two Irrigating Solutions In Root Canals Of Extracted Human Teeth, Thalerngsak Samaksamarn, Chantavat Sutthiboonyapan, Patchara Pipattanagovit, Oranart Matangkasombut May 2008

Antibacterial Effect On Enterococcus Faecalis Of Erbium, Chromium: Yttrium-Scandium-Gallium-Garnet Laser Irradiation Compared To Two Irrigating Solutions In Root Canals Of Extracted Human Teeth, Thalerngsak Samaksamarn, Chantavat Sutthiboonyapan, Patchara Pipattanagovit, Oranart Matangkasombut

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective To compare the antibacterial effect of the erbium, chromium: yttrium-scandium-galliumgarnet (Er,Cr:YSGG) laser irradiation with two irrigating solutions in root canals of extracted human teeth. Materials and methods One hundred and twenty-five extracted single-rooted teeth were collected. The canals were then enlarged with K files to size 50 using crown-down technique and randomly assigned into four experimental groups of 30 teeth each and five teeth for sterility control group. After sterilization, all roots except the sterility control group were inoculated with 10 microlitres of a known concentration of Enterococcus faecalis ATCC29212 and incubated at 37 ÌC for 48 hours. The …


การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก, พรเพชร หรูจิตรวัฒนา, วัชระ เพชรคุปต์, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล May 2008

การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก การเปรียบเทียบแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดทางทันตกรรมจัดฟันต่างชนิดที่มุมกระทําต่างกันในสภาวะเปียก, พรเพชร หรูจิตรวัฒนา, วัชระ เพชรคุปต์, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบขนาดของแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดในทาง ทันตกรรมจัดฟัน 4 ชนิด ในน้ําลายเทียมที่อุณหภูมิ 37 + 1 องศาเซลเซียส เมื่อมุมกระทําระหว่างแบร็กเกตและ ลวดในแนวใกล้กลาง-ไกลกลางเป็น 0 1 และ 2 องศา วัสดุและวิธีการ นําแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมชนิดเอดจ์ไวส์มาตรฐานสําหรับฟันเขี้ยวที่มีร่องขนาด 0.018 X 0.025 นิ้ว และลวด 4 ชนิดที่มีหน้าตัดขนาด 0.016 X 0.022 นิ้วเท่ากัน ได้แก่ ลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม ลวด นิกเกิลไทเทเนียมเซนทัลลอยแรงปานกลาง ลวดนิกเกิลไทเทเนียมเซนทัลลอยแรงมาก และลวดทีเอ็มเอ ฮันนีดิว มาทดสอบหาขนาดแรงเสียดทานสถิตโดยใช้เครื่องลอยด์ยูนิเวอร์แซลเทสติ้งมาชื่น ทําการวัดเมื่อมุมกระทําระหว่าง แบร็กเกตและลวดในแนวใกล้กลาง-ไกลกลางเป็น 0 1 และ 2 องศาในน้ําลายเทียมที่อุณหภูมิ 37 + 1 องศาเซลเซียส โดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนสองจากนั้นเปรียบเทียบขนาดแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดทางที่ระดับนัยสําคัญ .05 ผลการศึกษา จากการทดสอบความแตกต่างของขนาดแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดทั้ง 4 ชนิด พบว่าไม่มีความความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติเมื่อมุมกระทําระหว่างแบร็กเกตและลวดมีค่าเท่ากัน แต่จากการวิเคราะห์ลวดแต่ละชนิดเมื่อมุมกระทําแตกต่างกันพบว่าขนาดแรงเสียดทานสถิตมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อมุมกระทําเพิ่มขึ้นในลวดทุกชนิด แต่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญของขนาดแรงเสียดทานสถิตเฉพาะเมื่อมุมกระทําเพิ่ม ขึ้นจาก 0 เป็น 2 องศา (ค่าพี = .004, 028, 2002 ตามลําดับ) ยกเว้นในลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมที่ไม่พบความ แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญของขนาดแรงเสียดทานสถิตเมื่อมุมกระทํามีค่าเพิ่มขึ้น สรุป แรงเสียดทานสถิตที่เกิดขึ้นในลวดทั้ง 4 ชนิด ไม่มีความแตกต่างกันเมื่อมุมกระทําระหว่างแบร์กเกตและลวดเท่ากัน แต่ขนาดแรงเสียดทานสถิตสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญเมื่อมุมกระทําระหว่างแบร็กเกตและลวดเพิ่มขึ้นจาก 0 เป็น 2 องศา ยกเว้นในกลุ่มลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:169-78)


ผู้ป่วยไทยกลุ่มหนึ่งที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น, ฉัตรพล แจ่มศิริโรจน์รัตน์, ปาหนัน ศาสตรวาหา, ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล, สุกัลยา เลิศล้ํา, สมชาย เศรษฐศิริสมบัติ May 2008

ผู้ป่วยไทยกลุ่มหนึ่งที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น, ฉัตรพล แจ่มศิริโรจน์รัตน์, ปาหนัน ศาสตรวาหา, ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล, สุกัลยา เลิศล้ํา, สมชาย เศรษฐศิริสมบัติ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินค่าพารามิเตอร์โดยการวิเคราะห์ภาพรังสีวัดศีรษะด้านข้างจากภาพรังสีในผู้ป่วยไทย กลุ่มหนึ่งที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น (OSAS) ชนิดรุนแรงและที่นอนกรน วัสดุและวิธีการ กระทําการศึกษาในภาพรังสีศีรษะด้านข้างของผู้ป่วย 190 ราย ที่เข้ารับการรักษา ณ คลินิกโรค นอนกรน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างปี พ.ศ. 2546 ถึง 2550 และใช้ค่าดัชนีการหายใจขัดข้อง (RDI) แบ่ง ผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีค่า RDI น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ครั้ง/ชั่วโมง (กลุ่มนอนกรน) และกลุ่มที่มีค่า RDI มากกว่า หรือเท่ากับ 30 ครั้ง/ชั่วโมง (กลุ่ม OSAS ชนิดรุนแรง) เก็บข้อมูลทางประชากรศาสตร์และข้อมูลพารา มิเตอร์จํานวน 9 ค่าจากภาพรังสี แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบที่สําหรับกลุ่ม ตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่สัมพันธ์กันที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา พารามิเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มนอนกรนกับกลุ่มที่มี OSAS ชนิด รุนแรง คือ SNA และ MP-H ในผู้ป่วยชาย และ UT-PhW และ MP-H ในผู้ป่วยหญิง สรุป ลักษณะภาพรังสีศีรษะด้านข้างของผู้ที่มี OSAS ชนิดรุนแรงแตกต่างจากของผู้ที่นอนกรน โดยผู้ป่วยชาย มีขากรรไกรบนที่อยู่ในตําแหน่งหลังกว่าปกติร่วมกับกระดูกไฮออยด์ที่อยู่ในตําแหน่งต่ํากว่าปกติ มีช่องว่างระหว่างปลายเพดานอ่อนกับผนังคอหอยด้านหลังที่แคบกว่าปกติร่วมกับกระดูกไฮออยด์ที่อยู่ในตําแหน่งต่ากว่าปกติส่วนผู้ป่วยหญิง (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:249-60)


การศึกษาผลกระทบของการกัดกร่อนที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ฟลูออไรด์ที่มีต่อค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดโค้งชนิดต่างๆ, พินทุอร จันทรวราทิตย์, สมศักดิ์ เพิ่งประภากร May 2008

การศึกษาผลกระทบของการกัดกร่อนที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ฟลูออไรด์ที่มีต่อค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดโค้งชนิดต่างๆ, พินทุอร จันทรวราทิตย์, สมศักดิ์ เพิ่งประภากร

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงของขนาดแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมกับ ลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม และลวดเบตาไทเทเนียม ภายหลังจากที่ผ่านการแช่ในสารละลายที่ได้จากผลิตภัณฑ์ ฟลูออไรด์ 3 ชนิด วัสดุและวิธีการ นําแบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมชนิดมาตรฐานของฟันเขี้ยวที่มัดติดกับลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม และลวดเบตาไทเทเนียม กลุ่มละ 25 ตัวอย่าง แช่ในสารละลายฟลูออไรด์ที่ได้จากการผสมน้ําลายเทียมกับยาสีฟัน ผสมฟลูออไรด์ น้ํายาบ้วนปากฟลูออไรด์ และเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบ ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส วัดค่าแรง เสียดทานสถิตด้วยเครื่องลอยด์ยูนิเวอร์แซลเทสติ้งแมชชีน โดยใช้ตุ้มน้ําหนักขนาด 5 นิวตัน ดึงด้วยความเร็ว 0.1 มม./นาที เป็นระยะทาง 0.5 มม. ทําการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตระหว่างกลุ่มต่างๆ โดยใช้สถิติ วิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางที่ระดับนัยสําคัญ .05 ผลการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม มีเพียงกลุ่มเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบเท่านั้นที่มีค่าเฉลี่ยแรง เสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ทั้งในกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ลวดเหล็กกล้า ไม่เป็นสนิม และลวดเบตาไทเทเนียม โดยมีค่าเท่ากับ .013 และ 2000 ตามลําดับ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างลวด ทั้ง 2 ชนิดที่ผ่านการแช่ในสารละลายเดียวกัน พบว่ามีเพียงกลุ่มยาสีฟันและเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบเท่านั้นที่ค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ลวดเบตาไทเทเนียมมีค่ามากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ลวดเหล็กกล้า ไม่เป็นสนิมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยมีค่าพี่เท่ากับ 2003 และ 2004 ตามลําดับ สรุป การแช่แบร็กเกตเหล็กกล้าไม่เป็นสนิม ลวดเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมและลวดเบตาไทเทเนียมในสารละลายจากเจลฟลูออไรด์ชนิดเคลือบทําให้ค่าเฉลี่ยของแรงเสียดทานสถิตระหว่างแบร็กเกตและลวดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:179-92)


ความเที่ยงตรงของแบบจําลองที่ได้จากวิธีพิมพ์รากเทียม 3 วิธี, กรเทพ สุขยุคล, ภาณุพงศ์ วงศ์ไทย May 2008

ความเที่ยงตรงของแบบจําลองที่ได้จากวิธีพิมพ์รากเทียม 3 วิธี, กรเทพ สุขยุคล, ภาณุพงศ์ วงศ์ไทย

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อหาวิธีพิมพ์รากเทียมที่มีความเที่ยงตรงสูงสุด โดยศึกษาจากความคลาดเคลื่อนของแบบจําลอง ที่ได้จากวิธีพิมพ์รากเทียม 3 วิธี เมื่อเปรียบเทียบกับแม่แบบ วัสดุและวิธีการ แบบจําลองจํานวน 30 ชิ้น ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดยใช้วิธีพิมพ์ คือ กลุ่มที่ 1 วิธีพิมพ์ดั้งเดิมที่ ระดับตัวหลัก กลุ่มที่ 2 วิธีพิมพ์โดยตรง และกลุ่มที่ 3 วิธีพิมพ์โดยตรงแบบเชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดติดกับ ถาดพิมพ์ ทําการทดลองโดยสร้างแม่แบบที่มีรากเทียมฝังอยู่บนฐานโลหะสี่เหลี่ยม 2 ตัว ตัวหลักแต่ละตัวที่ติดอยู่ กับรากเทียมจะทําเครื่องหมายที่ขอบด้านบนเพื่อเป็นจุดอ้างอิง 3 จุด รวมเป็น 6 จุด ทําการพิมพ์ด้วยวัสดุพิมพ์ ซิลิโคน แอดดิชั่นแนล ด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วนําไปเทแบบจําลองด้วยปูนหินชนิดที่ 4 จากนั้นนําแบบจําลองเหล่านี้ไป วัดระยะทางของจุดอ้างอิงที่มีการเบี่ยงเบนไปเมื่อเทียบกับแม่แบบ โดยใช้กล้องจุลทรรศน์สําหรับวัดขนาดที่ระดับ ความละเอียด 1/1000 มิลลิเมตร ซึ่งวัดในรูปพิกัด (x,y,z) เพื่อศึกษาทิศทางการเบี่ยงเบน และใช้ทฤษฎีปีทากอรัส เปลี่ยนพิกัดที่ได้เป็นระยะทางที่มีการเบี่ยงเบนไป แล้วจึงนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผลด้วยสถิติการวิเคราะห์ความ แปรปรวนทางเดียว และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มโดยสถิติ แทมเฮน ซึ่งแยกพิจารณาทีละจุดอ้างอิงทั้ง 6 จุด ผลการศึกษา แบบจําลองที่ได้จากวิธีพิมพ์ดั้งเดิมที่ระดับตัวหลัก มีการเบี่ยงเบนไปจากแม่แบบน้อยกว่าวิธีพิมพ์ โดยตรง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติทั้ง 6 จุด (p = 0.001, < 0.001, < 0.001, 0.002, 0.003, < 0.001 ตามลําดับ) และน้อยกว่าวิธีพิมพ์โดยตรงแบบเชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดติดกับถาดพิมพ์ (p < 0.001) ส่วนวิธีพิมพ์โดยตรงทั้ง แบบที่ทําการเชื่อมและไม่เชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดเข้ากับถาดพิมพ์นั้น แบบจําลองที่ได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัย สําคัญทางสถิติ (p = 0.446, 0.980, 0.212, 0.073, 0.08, 0.566 ตามลําดับ) สรุป วิธีพิมพ์ดั้งเดิมที่ระดับตัวหลัก จะให้แบบจําลองที่มีความเที่ยงตรงสูงที่สุด ส่วนวิธีพิมพ์โดยตรง การเชื่อมหรือไม่เชื่อมตัวต่อยอดถ่ายทอดเข้ากับถาดพิมพ์นั้นไม่มีผลกับความเที่ยงตรงของแบบจําลอง (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:223-34)


Assessment Of Leakage Of Roots Filled With Epiphany® And Resilon® After Final Irrigation With 2% Chlorhexidine, Chureerat Kanchanakaew, Somsinee Pimkhaokham, Jeerus Sucharitakul May 2008

Assessment Of Leakage Of Roots Filled With Epiphany® And Resilon® After Final Irrigation With 2% Chlorhexidine, Chureerat Kanchanakaew, Somsinee Pimkhaokham, Jeerus Sucharitakul

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective The purpose of this in vitro study was to compare the leakage of roots filled with Epiphany® and Resilon® after final irrigation with 2% chlorhexidine. Materials and methods Seventy single-rooted teeth were prepared using crown down technique and divided to three experimental groups of twenty samples each and positive and negative control groups of five samples each. In each experimental group, root canal was irrigated with 2.5% sodium hypochlorite and 17% EDTA then final irrigated with sterile water (group 1), 2% chlorhexidine (group 2) or 2.5% sodium hypochlorite followed by 2% chlorhexidine (group 3). The experimental groups were filled …


การเปรียบเทียบแรงเสียดทานระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรงสองชนิดและแบร็กเกตธรรมดา, บัณฑูร โชติวรรณพร, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ May 2008

การเปรียบเทียบแรงเสียดทานระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรงสองชนิดและแบร็กเกตธรรมดา, บัณฑูร โชติวรรณพร, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบแรงเสียดทานระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรง 2 ชนิด คือ ดามอน ทรีเอ็มเอ็กซ์ที่มีการออกแบบการยึดจับลวดแบบบานสไลด์และสมาร์ทคลิปที่มีคลิป 2 ข้างเพื่อยึดจับลวด และแบร์กเกตธรรมดาเจมินี่ที่มัดด้วยวงอีลาสโทเมอร์ วัสดุและวิธีการ เป็นการทดลองในสภาวะแอคทีฟที่แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 30 ตัวอย่าง โดยใช้ลวดเหล็กกล้าไร้สนิมขนาด 0.019 x 0.025 นิ้ว ที่มุมวิกฤต 3 องศา เคลื่อนผ่านร่องแบร็กเกตมาอ่านค่าแรง เสียดทานที่ได้จากเครื่องลอยด์ ยูนิเวอร์แซลเทสติ้ง แล้วทําการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทิศทางเดียวของค่า เฉลี่ยและเปรียบเทียบแบบพหุคูณของค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานสถิตใน 3 กลุ่มด้วยการวิเคราะห์แทมเฮนที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ผลการศึกษา แบร็กเกตดามอนทรีเอ็มเอ็กซ์มีค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานที่น้อยที่สุด (0.203 + 0.083 นิวตัน) รองลงมาเป็นสมาร์ทคลิป (0.297 + 0.074 นิวตัน) และแบร็กเกตธรรมดามีค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานที่มากที่สุด (1.865 + 0.404 นิวตัน) จากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยแรงเสียดทานในทั้ง 3 กลุ่ม พบว่าทั้ง 3 กลุ่มมีความแตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุป ในสภาวะแอคทีฟ แบร็กเกตดามอนทรีเอ็มเอ็กซ์และแบร็กเกตสมาร์ทคลิปมีแรงเสียดทานน้อยกว่าแบร็กเกต ธรรมดาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และระหว่างเซลฟ์ไลเกตติ้งแบร็กเกตแบบไร้แรง 2 ชนิด พบว่าแบร็กเกตดามอน ทรีเอ็มเอ็กซ์ มีแรงเสียดทานที่น้อยกว่าแบร็กเกตสมาร์ทคลิปอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:159-69)


ผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ของซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียน, สุธาภา ศรีอรุโณทัย, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, สุนันท์ พงษ์สามารถ May 2008

ผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ของซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียน, สุธาภา ศรีอรุโณทัย, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, สุนันท์ พงษ์สามารถ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ของซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียนในห้องปฏิบัติการ วัสดุและวิธีการ เตรียมสารกลุ่มทดลองโดยผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียนลงในส่วนผงของซีเมนต์ กลาสไอโอโนเมอร์ ในอัตราส่วนร้อยละ 4.76 7.50 9.09 และ 12.50 โดยน้ําหนักตามลําดับ นําส่วนผงที่เตรียมไว้ มาผสมกับส่วนเหลวตามอัตราส่วนและวิธีการที่บริษัทผู้ผลิตกําหนด ใส่ในแม่แบบทองเหลืองรูปทรงกระบอกที่มี เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 มิลลิเมตรและสูง 2 มิลลิเมตร เพื่อหล่อชิ้นงานจํานวน 6 ชิ้นต่อกลุ่ม โดยกลุ่มควบคุมลบ คือ กลุ่มที่ไม่ผสมเจลพอลิแซ็กคาไรด์จากเปลือกทุเรียน และกลุ่มควบคุมบวก คือ กลุ่มที่ผสมผงแอมพิซิลลินใน อัตราส่วนร้อยละ 4.76 โดยน้ําหนัก จากนั้นทําการทดสอบผลการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ด้วยเทคนิคบรอทไดลูชัน โดยนําชิ้นงานที่ได้ในกลุ่มต่าง ๆ ใส่ในอาหารเหลวเลี้ยงเชื้อชนิดทริปติเคสซอยบรอทที่มีเชื้อสเตร็ปโต ค็อกคัสมิวแทนส์จํานวน 1x10 ซีพียู/มล. บ่มในตู้เพาะเลี้ยงเชื้อที่มีความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ร้อยละ 5 ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 8 และ 24 ชั่วโมง นํามานับค่าจํานวนแบคทีเรียที่มีชีวิต ด้วยวิธีการเกลี่ยเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการศึกษา ที่ระยะเวลา 8 ชั่วโมง ซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซกคาไรด์จากเปลือกทุเรียนใน อัตราส่วนร้อยละ 7.50 9.09 และ 12.50 มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติประมาณร้อยละ 15 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมลบ (P < 0.05) โดยที่ระยะเวลา 24 ชั่วโมง พบประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ประมาณร้อยละ 5 ซึ่งไม่แตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญเมื่อเปรียบกับกลุ่มควบคุมลบ (P > 0.05) ในขณะที่ซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ในกลุ่มควบคุมลบ และซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซกคาไรด์จากเปลือกทุเรียนในอัตราส่วนร้อยละ 4.76 ไม่มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ สรุป ซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ที่ผสมเจลพอลิแซกคาไรด์จากเปลือกทุเรียนอัตราส่วนร้อยละ 7.50 9.09 และ 12.50 มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติเมื่อบ่มเป็นเวลา 8 ชั่วโมง (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:193-200)


ผลของหัวขัดชนิดต่าง ๆที่มีต่อความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์, กานต์ พิพัฒน์ปัญญานุกูล, วิชญา วิศิษฐ์รัศมีวงศ์, วาสนา พัฒนพีระเดช May 2008

ผลของหัวขัดชนิดต่าง ๆที่มีต่อความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์, กานต์ พิพัฒน์ปัญญานุกูล, วิชญา วิศิษฐ์รัศมีวงศ์, วาสนา พัฒนพีระเดช

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของหัวขัดที่แตกต่างกัน 5 ชนิด ที่มีต่อความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์ วัสดุและวิธีการ ใส่เรซินคอมโพสิตฟิลเทกแซด 350 ลงในแม่พิมพ์ขนาด 5x4x2 มม. ปิดทับด้วยแผ่นไมลาร์ แล้วฉายแสงเป็นเวลา 40 วินาที จํานวน 120 ชิ้น แบ่งอย่างสุ่มเป็น 6 กลุ่มเท่า ๆ กัน กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม อีก 5 กลุ่มนําไปขัดด้วยหัวขัด 5 ชนิด ได้แก่ ซอฟเฟล็ก เอ็นฮานส์” โพโก” คอมโพเซฟ และ เจ็ทเบอร์ จากนั้นนําชิ้นตัวอย่างทั้งหมดไปทดสอบหาค่าความหยาบผิวด้วยเครื่องมือวัดความหยาบผิวและเลือกชิ้นตัวอย่างเพื่อเป็นตัวแทนกลุ่มของหัวขัดแต่ละชนิด ไปประเมินด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด นําข้อมูลไป วิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวที่ระดับนัยสําคัญน้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา เมื่อขัดด้วยซอฟเฟล็ก” พบว่าค่าที่ได้ไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญและได้พื้น ผิวเรียบดีที่สุด ส่วนกลุ่มที่มีค่าแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ โดยเรียงตามลําดับค่าความหยาบผิวจาก น้อยไปหามาก ได้แก่ โพโก เอ็นฮานส์” คอมโพเชฟ และ เจ็ทเบอร์ สรุป ความหยาบผิวของเรซินคอมโพสิตชนิดนาโนฟิลล์หลังการขัดขึ้นอยู่กับชนิดของหัวขัด โดยหัวขัดที่ให้ความ เรียบผิวดีที่สุด คือ ซอฟเฟล็ก (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:213-22)


ความเชื่อและพฤติกรรมการบริโภคอาหารเกี่ยวกับโรคฟันผุในเด็กปฐมวัย : กรณีศึกษาหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย, วิภาพร ล้อมสิริอุดม, ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล Jan 2008

ความเชื่อและพฤติกรรมการบริโภคอาหารเกี่ยวกับโรคฟันผุในเด็กปฐมวัย : กรณีศึกษาหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย, วิภาพร ล้อมสิริอุดม, ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อทําความเข้าใจ ความเชื่อและพฤติกรรมการบริโภคอาหารของชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับโรคฟันผุ ในเด็กปฐมวัย วัสดุและวิธีการ การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ และ การสัมภาษณ์เจาะลึก จากผู้ให้ข้อมูลสําคัญ 36 ราย ผลการศึกษา ผู้เลี้ยงดูเด็กส่วนใหญ่จะเลี้ยงเด็กด้วยนมแม่ ไม่นิยมใช้ขวดนม มีการเคี้ยวข้าวเหนียวป้อนเด็กและ ใช้อาหารเสริมซีรีแลค ชาวบ้านเชื่อว่าการบริโภคขนมเป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก และเฉพาะลูกอมเท่านั้นที่ทําให้ ฟันผุ พฤติกรรมเหล่านี้มีที่มาจากบรรพบุรุษ สื่อโทรทัศน์ การบอกต่อกันของชาวบ้าน และจากคําแนะนําของ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข พฤติกรรมการเลี้ยงเด็กด้วยนมแม่ ไม่นิยมใช้ขวดนม ควรสนับสนุนให้คงอยู่ ความเชื่อว่า วิธีการให้นมไม่เป็นสาเหตุของฟันผุ การบริโภคขนมเป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก ลูกอมเท่านั้นที่ทําให้ฟันผุ และ พฤติกรรมการเคี้ยวข้าวเหนียวป้อนเด็ก ควรได้รับการปรับเปลี่ยน ส่วนพฤติกรรมการใช้อาหารเสริมซีรีแลค ซึ่งไม่ ทราบผลที่มีต่อสุขภาพช่องปากอย่างชัดเจน ควรทําการศึกษาต่อ เพื่อหาข้อสรุปและใช้เป็นแนวทางการให้คําแนะนําในวงกว้าง สรุป การศึกษานี้ทําให้เกิดความเข้าใจถึงระบบคิดของชาวบ้าน สามารถใช้เป็นแนวทางในการกําหนดมาตรการที่ 4 ซึ่งสอดคล้องกับวิธีคิดและวิถีชีวิตของชาวบ้าน อันจะนําไปสู่การมีสุขภาพช่องปากที่ดีของเด็กต่อไปเหมาะสม (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:69-86)


Sporicidal Effects Of Common Disinfectants And Their Practical Application In Dental Practice In Thailand, Pratanporn Arirachakaran, Wanpen Sinheng, Talent Theparee, Amy Alisara Arirachakaran Jan 2008

Sporicidal Effects Of Common Disinfectants And Their Practical Application In Dental Practice In Thailand, Pratanporn Arirachakaran, Wanpen Sinheng, Talent Theparee, Amy Alisara Arirachakaran

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective Sporicidal activity is a good indicator for testing the efficacy of chemical disinfectants in infection control. We tested the sporicidal effect of common germicides used in Thailand. Materials and methods The spore-forming bacteria Bacillus atropheas and Geobacillus stearothermophilus were chosen to test four commercial chemical agents: sodium hypochlorite, 2% glutaraldehyde, 35% hydrogen peroxide, and iodophore. Staphylococcus aureus, Pseudomonas aeruginosa, and Salmonella typhi were also used to ensure compliance with EPA (Environmental Protection Agency) and AOAC (Association of Analytical Communities) laboratory standards for hospital disinfectants. Results Two percents glutaraldehyde inactivated B. atropheas and G. stearothermophilus at 60 and 30 min, …


ระดับความเข้มข้นของไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ในผู้ป่วยจัดฟันไทยกลุ่มหนึ่งก่อนและหลังการติดเครื่องมือชนิดติดแน่น, หทัยชนก เจริญพงศ์, จินตนา ศิริชุมพันธ์, สุคนธา เจริญวิทย์ Jan 2008

ระดับความเข้มข้นของไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ในผู้ป่วยจัดฟันไทยกลุ่มหนึ่งก่อนและหลังการติดเครื่องมือชนิดติดแน่น, หทัยชนก เจริญพงศ์, จินตนา ศิริชุมพันธ์, สุคนธา เจริญวิทย์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบระดับความเข้มข้นของไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ในผู้ป่วยจัดฟันไทย ก่อนและหลังการติดเครื่องมือชนิดติดแน่น วัสดุและวิธีการ ผู้ป่วยไทยที่มารับบริการจากคลินิกภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จํานวน 46 ราย (เพศชาย 16 ราย เพศหญิง 30 ราย อายุเฉลี่ย 18.5 + 5.3 ปี) ได้รับการวัดระดับ ความเข้มข้นของไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ในช่องปาก ซึ่งได้แก่ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เมทิลเมอแคปแทน และไดเมทิลซัลไฟด์ ก่อนและหลังการติดเครื่องมือชนิดติดแน่นไปแล้ว 4.5 + 0.7 เดือน ด้วยเครื่องตรวจวัดกลิ่นปาก ยี่ห้อออริลโครมา เปรียบเทียบระดับความเข้มข้นของไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ก่อนและหลังการติดเครื่องมือ โดยใช้การทดสอบเชิงเครื่องหมายและลําดับที่แบบวิลคอกชัน ที่ระดับนัยสําคัญ .05 ผลการศึกษา ภายหลังการติดเครื่องมือชนิดติดแน่น ระดับความเข้มข้นของไดเมทิลซัลไฟด์และไอระเหยของ สารประกอบซัลเฟอร์รวม มีค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ค่าพี่เท่ากับ .019 และ 024 ตามลําดับ) แม้ว่า ไฮโดรเจนซัลไฟด์และเมทิลเมอแคปแทนมีค่าสูงขึ้น แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ค่าพี่เท่ากับ 102และ .342 ตามลําดับ) สรุป ระดับความเข้มข้นของไดเมทิลซัลไฟด์และไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์รวม เพิ่มขึ้นหลังการติดเครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่น (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:33-42)


การรักษาฟันหลุดจากเบ้า: รายงานผู้ป่วย 2 ราย, ชเนตตี พันธกิจไพบูลย์ Jan 2008

การรักษาฟันหลุดจากเบ้า: รายงานผู้ป่วย 2 ราย, ชเนตตี พันธกิจไพบูลย์

Chulalongkorn University Dental Journal

รายงานการรักษาฟันหลุดจากเบ้า ในผู้ป่วย 2 ราย หลังจากติดตามผลการรักษาเป็นเวลา 3 ปี ให้ผลการ รักษาที่แตกต่างกัน ในเด็กหญิงอายุ 14 ปีให้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจมากกว่า เนื่องจากมีระยะเวลาฟันแห้ง นอกปากประมาณ 25 นาที และได้รับการแช่ในน้ํานมอีก 30 นาที ก่อนปลูกฟันคืน สําหรับการรักษาฟันหลุดใน เด็กหญิงอายุ 9 ขวบ ซึ่งปลายรากฟันเปิดเล็กน้อย ได้เกิดการละลายของรากฟันและมีการแทนที่ด้วยกระดูก และมี ฟันงอกต่ํากว่าระดับการสบฟัน 1.5 มิลลิเมตร ฟันซี่นี้มีระยะเวลาฟันแห้งนอกปากนาน 40 นาที ก่อนได้รับการแช่ ในน้ําประปาอีก 20 นาที หลังจากนั้นจึงได้รับการแช่ในน้ํานมอีก 15 นาทีก่อนปลูกฟันคืน ผู้ป่วยทั้งสองรายได้รับ การรักษาคลองรากฟันโดยการใส่แคลเซียมไฮดรอกไซด์ไประยะหนึ่ง จนการละลายของรากฟันหยุด จึงได้รับการ อุดคลองรากด้วยกัตตาเปอร์ชาและซิงค์ออกไซด์ยูจินอลรูทคะแนลซีลเลอร์ โดยวิธีแลทเทอราลคอนเดนเซชัน (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:103-14)


เครื่องสํารวจทางทันตกรรม: นวัตกรรมงานออกแบบ, วิเชฏฐ์ จินดาวณิค Jan 2008

เครื่องสํารวจทางทันตกรรม: นวัตกรรมงานออกแบบ, วิเชฏฐ์ จินดาวณิค

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อออกแบบเครื่องสํารวจทางทันตกรรม ที่มีส่วนประกอบน้อยชิ้น และมีค่าใช้จ่ายการผลิตต่ําเพื่อเหมาะสมกับพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไทย วัสดุและวิธีการ ศึกษาผลิตภัณฑ์นําเข้าเพื่อใช้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ จากนั้นสังเคราะห์แบบและสร้างเครื่องกล โดยใช้วัสดุที่มีการขึ้นรูปมาก่อนประกอบกับปรัชญาการออกแบบที่ทําให้การผลิต และทํางานง่ายขึ้น การลด จํานวนชิ้นส่วนและลดชิ้นส่วนที่ต้องสร้างเป็นการจําเพาะทําให้ค่าใช้จ่ายการผลิตลดลงมาก ผลการศึกษา แบบที่นําเสนอสําหรับใช้เพื่อการเรียนการสอนและการใช้ข้างเก้าอี้ทําฟันนี้ เป็นการประยุกต์ใช้โครงสร้างที่มีพอลิเมอร์เป็นส่วนประกอบหลัก ราคาขายต่ํากว่าผลิตภัณฑ์นําเข้าที่ใช้งานอย่างเดียวกันประมาณสิบห้าเท่า สรุป นวัตกรรมการออกแบบเป็นการผลิตเครื่องมือกลทางทันตกรรมที่ชิ้นส่วนต่าง ๆ ส่วนใหญ่หาได้ในประเทศไทย การประดิษฐ์นี้เป็นหนึ่งในความพยายามอย่างยากลําบาก ที่ต่อกรกับการนําเข้าผลิตภัณฑ์ และอาจช่วยลด รายจ่ายของชาติที่ใช้ซื้อเครื่องมือที่มีเทคโนโลยีปานกลาง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการส่งเสริมประชาสัมพันธ์ น่าจะเป็นการกระตุ้นนักประดิษฐ์และผู้ใช้ ให้ประจักษ์ต่อค่าของงานใหม่ที่แตกต่าง อันทรงคุณต่อการพึ่งพาตนเองเพื่อมาตุภูมิ (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:1-10)


การรักษาคลองรากฟันในฟันตัดซี่ข้างซ้ายล่างที่มีรูเปิดของหนองทะลุใต้คาง : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, แววตา นาคะสิงห์ Jan 2008

การรักษาคลองรากฟันในฟันตัดซี่ข้างซ้ายล่างที่มีรูเปิดของหนองทะลุใต้คาง : รายงานผู้ป่วย 1 ราย, แววตา นาคะสิงห์

Chulalongkorn University Dental Journal

รายงานผู้ป่วยชายไทย อายุ 42 ปี มาโรงพยาบาลด้วยสาเหตุพบรูเปิดของหนองบริเวณใต้คางด้านซ้าย จากการวินิจฉัยพบว่าฟันตัดข้างซ้ายล่าง มีโพรงหนองรอบปลายรากชนิดเรื้อรัง จึงได้รับการรักษาคลองรากฟัน แบบเสร็จในหลายครั้ง จากการติดตามผลหลังการรักษาเป็นเวลา 6 เดือน ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:115-24)


การตอบสนองของสโตรมัลเซลล์จากไขกระดูกมนุษย์ที่มีต่อออสทิโอพอนหินและคอลลาเจน จากผิวหนังวัวเมื่อศึกษาด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์, ปภาตพงศ์ ศิริคุรุรัตน์, สุพจน์ ตามสายลม, Pi-Ling Chang, สมพร สวัสดิสรรพ์ Jan 2008

การตอบสนองของสโตรมัลเซลล์จากไขกระดูกมนุษย์ที่มีต่อออสทิโอพอนหินและคอลลาเจน จากผิวหนังวัวเมื่อศึกษาด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์, ปภาตพงศ์ ศิริคุรุรัตน์, สุพจน์ ตามสายลม, Pi-Ling Chang, สมพร สวัสดิสรรพ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการตอบสนองของสโตรมัลเซลล์จากไขกระดูกมนุษย์ต่อออสทิโอพอนหินและคอลลาเจนในแง่ของการเหนี่ยวนําการเปลี่ยนแปลงจํานวนเซลล์ และการยึดเกาะของเซลล์ที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ วัสดุและวิธีการ ทําการศึกษาโดยการเพาะเลี้ยงสโตรมัลเซลล์จากไขกระดูกมนุษย์ร่วมกับคอลลาเจนที่สกัดจากผิวหนังวัวและรีคอมบิแนนท์ออสทิโอพอนทินของหนู จากนั้นศึกษาการเพิ่มจํานวนเซลล์และความเป็นพิษต่อเซลล์ ด้วยวิธีสอบวิเคราะห์เอ็มทีทีในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงให้สัมผัสกับพื้นผิว 4 สภาวะ ได้แก่ พื้นผิวที่ไม่ได้รับการฉาบ สารละลายใด ๆ พื้นผิวที่ฉาบด้วยสารละลายคอลลาเจน ด้วยสารละลายออสทิโอพอนทิน และด้วยสารละลาย คอลลาเจนผสมออสทิโอพอนหิน และศึกษาลักษณะการยึดเกาะของเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด ทง 4 สภาวะ ผลการศึกษา สารละลายคอลลาเจนและสารละลายคอลลาเจนผสมออสทิโอพอนทินกระตุ้นการเพิ่มจํานวน สโตรมัลเซลล์ โดยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 106.52 + 4.08 และ 114.78 + 6.82 ตามลําดับ แต่สารละลายออสทิโอพอนทินมีผลลดจํานวนเซลล์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยลดลงเหลือร้อยละ 53.48 1 12.20 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม การศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด พบว่าในกลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ฉาบด้วยสารละลาย คอลลาเจนผสมออสทิโอพอนทิน เซลล์มีการแผ่ตัวและยึดเกาะดี ในขณะที่กลุ่มที่ฉาบด้วยด้วยสารละลายคอลลาเจน สารละลายออสทิโอพอนทิน พบว่าเซลล์มีการยึดเกาะดี แต่แผ่ตัวน้อยกว่าใน 2 กลุ่มแรก สรุป สารละลายคอลลาเจนมีการกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจํานวนและการยึดเกาะของสโตรมัลเซลล์จากไขกระดูก มนุษย์ได้ดีโดยสารละลายคอลลาเจนผสมออสที่โอพอนหินให้ผลดีที่สุด ผลจากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าคอลลาเจนและออสทิโอพอนทินให้ผลดีต่อสโตรมัลเซลล์ และอาจมีประโยชน์ในการนํามาใช้เพื่อทําให้เกิดการงอกใหม่ของแผลกระดูก (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:19-32)


Knowledge, Practical Skill And Attitude In Dental Public Health Of Chulalongkorn Dental Graduates, Sudaduang Krisdapong, Thidarat Nuansri, Pornnarai Buaphung Jan 2008

Knowledge, Practical Skill And Attitude In Dental Public Health Of Chulalongkorn Dental Graduates, Sudaduang Krisdapong, Thidarat Nuansri, Pornnarai Buaphung

Chulalongkorn University Dental Journal

Objectives To investigate knowledge, skill and attitude in dental public health required for dental graduates. To assess those knowledge, skill and attitude among Chulalongkorn dental graduates (years 2003-2005) and compare levels of knowledge, skill and attitude between graduates with different characteristics. Methods A cross-sectional study using Delphi technique. Questionnaires were sent twice (openended and 4-rating scale) to 22 experts in dental public health practice. Item weights were calculated. A questionnaire of 5-rating scale was sent to 280 Chulalongkorn graduates. Data relating to personal characteristic were also collected, and compared to levels of knowledge, skill and attitude. Results Knowledge, skill and …


The Prevalence Of Dens Evaginatus And Apical Periodontitis In Dens Evaginatus In A Group Of Thai Schoolchildren, Suphakorn Suksamai Jan 2008

The Prevalence Of Dens Evaginatus And Apical Periodontitis In Dens Evaginatus In A Group Of Thai Schoolchildren, Suphakorn Suksamai

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective This study aims to determine the prevalence of dens evaginatus and apical periodontitis in dens evaginatus in a group of Thai schoolchildren. Materials and methods In carrying out the study, a total number of 9,279 schoolchildren, aged between 9-18, from 18 schools in Muang District, Kanchanaburi Province were examined, preliminary at their schools. Those found to have dens evaginatus were brought to the Dental Section, Paholpolpayuhasena Hospital to be reexamined and to undergo periapical radiograph on each dens evaginatus. Apical periodontitis was then diagnosed by using Periapical Index Score. Data was analyzed statistically by Chi-square test at α = …


การวางแผนเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานในกรอบเวลาระยะสั้นและระยะยาวของนิสิตทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชาญชัย ให้สงวน Jan 2008

การวางแผนเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานในกรอบเวลาระยะสั้นและระยะยาวของนิสิตทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชาญชัย ให้สงวน

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบแบบแผนการเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานในกรอบเวลาระยะสั้น และระยะยาวของนิสิตทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระบุปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับแผนการเปลี่ยน พื้นที่ปฏิบัติงาน วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 1 3 และ 6 จํานวน 258 คน ใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเองเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแผนการเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานในกรอบเวลาระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ใช้สถิติถดถอยโลจิสติกแบบขั้นตอนเพื่อระบุปัจจัยทํานายที่มีความสัมพันธ์กับ การเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติงาน ผลการศึกษา นิสิตทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ร้อยละ 94.8 คิดจะปฏิบัติงานใช้ทุน แต่มี เพียงร้อยละ 34.8 ที่คิดจะอยู่ต่อในระบบราชการหลังใช้ทุนครบ 3 ปี นิสิตร้อยละ 91.6 วางแผนปฏิบัติงานใน กรอบเวลาระยะสั้นอยู่นอกพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่ในกรอบเวลาระยะยาว นิสิตส่วนใหญ่ร้อยละ 65.7 เลือกที่จะปฏิบัติงานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 2 กรอบเวลา มีนิสิตร้อยละ 57.0 ที่แสดงความคงตัวของพื้นที่ปฏิบัติงาน และร้อยละ 43.0 แสดงแผนการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปฏิบัติงาน ผลการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก พบว่ามี 2 ปัจจัยทํานายที่มีความสัมพันธ์กับแผนการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปฏิบัติงาน คือ การมีภูมิลําเนาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และการวางแผนปฏิบัติงานระยะยาวอยู่ในภาคเอกชน สรุป การเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานในกรอบเวลาระยะยาวมีแบบกระส่วนต่างจากกรอบเวลาระยะสั้นโดยนิสิตทันตแพทย์ส่วนใหญ่แสดงถึงความตั้งใจที่จะโยกย้ายเข้ามาปฏิบัติงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อันอาจสะท้อนให้ เห็นถึงการปรับตัวในระระยาวเพื่อคลี่คลายสภาวะการพลัดถิ่นฐานทางสังคม (2 ทันต จุฬาฯ 2551;31:87-102)


การวิเคราะห์เสียงสระ 5 เสียง ในอาสาสมัครชายไทย, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล, พนารัตน์ ขอดแก้ว, สรพล สัลละพันธ์, Hisashi Taniguchi, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล Sep 2007

การวิเคราะห์เสียงสระ 5 เสียง ในอาสาสมัครชายไทย, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล, พนารัตน์ ขอดแก้ว, สรพล สัลละพันธ์, Hisashi Taniguchi, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ค่าความถี่สั่นพ้องที่ 1 และ ที่ 2 ของสระ 5 เสียงได้แก่ อะ อิ อุเอะ โอะ และคํานวณ ค่าช่วงกว้างที่สุดระหว่างความถี่สั่นพ้องที่ 1 และระหว่างความถี่สั่นพ้องที่ 2 ในอาสาสมัครชายไทยที่ไม่มีความพิการในช่องปาก วัสดุและวิธีการ บันทึกเสียงสระ 5 เสียงได้แก่ อะ อิ อุ เอะ โอะ ของอาสาสมัครจากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จํานวนทั้งสิ้น 67 คน ด้วยเครื่องบันทึกระบบดิจิทัล วิเคราะห์ เสียงสระทั้ง 5 เสียงของแต่ละคนด้วยโปรแกรมมัลติ-สปช 3700 และด้วยวิธีการเข้ารหัสการทํานายแบบเชิงเส้น เพื่อหาความถี่สั่นพ้องที่ 1 และที่ 2 จากนั้นคํานวณค่าช่วงกว้างที่สุดระหว่างความถี่สั่นพ้องที่ 1 และระหว่าง ความถี่สั่นพ้องที่ 2 ตามลําดับ ผลการศึกษา ค่าความถี่สั่นพ้องที่ 1 และที่ 2 ของสระทั้ง 5 เสียงของอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่าง กันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ เมื่อรวมข้อมูลทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกันพบว่าค่าเฉลี่ยความถี่สั่นพ้องที่ 1 และที่ 2 มีค่าสูงที่สุดอยู่ที่เสียง อะ (706.17 เฮิร์ทซ์) และ อิ (2011.16 เฮิร์ทซ์) ตามลําดับ ส่วนค่าต่ําที่สุดของความถี่ สั่นพ้องที่ 1 และที่ 2 อยู่ที่เสียง อุ (282.94 เฮิร์ทซ์) และ โคะ (914.98 เฮิร์ทซ์) ตามลําดับ คํานวณช่วง ความกว้างที่สุดระหว่างความถี่สั่นพ้องที่ 1 และระหว่างความถี่สั่นพ้องที่ 2 ของเสียงสระทั้ง 5 เสียงจะมีค่าเท่ากับ 423.23 เฮิร์ทซ์ และ 1096.18 เฮิร์ทซ์ …


Cdna Cloning And Nucleotide Sequencing Of Human Connective Tissue Growth Factor Obtained From Primary Pulpal Fibroblasts, Pasutha Thunyakitpisal Sep 2007

Cdna Cloning And Nucleotide Sequencing Of Human Connective Tissue Growth Factor Obtained From Primary Pulpal Fibroblasts, Pasutha Thunyakitpisal

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective To clone human connective tissue growth factor (hCTGF) from pulpal fibroblasts. Materials and methods Primary human pulpal fibroblasts were isolated from pulpal tissues. The reverse transcriptase-PCR assay was used to amplify the cDNA of hCTGF. The amplified PCR products were ligated into the TOPO R cloning vector and transformed into competent bacteria cells. The putative clones were bidirectionally sequenced to analyze nucleotide sequence and compare with hCTGF cDNA sequence references. Results From RT-PCR reaction, expression of CTGF mRNA was detected in human pulpal fibroblast. Through bi-directional sequencing analysis, nucleotide sequence of our hCTGF has 100% homology to the hCTGF …