Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Prosthodontics and Prosthodontology (74)
- Dental Materials (57)
- Oral and Maxillofacial Surgery (45)
- Oral Biology and Oral Pathology (35)
- Pediatric Dentistry and Pedodontics (31)
-
- Dental Public Health and Education (29)
- Orthodontics and Orthodontology (22)
- Endodontics and Endodontology (15)
- Periodontics and Periodontology (13)
- Medical Specialties (2)
- Oral Medicine (2)
- Oral and Maxillofacial Radiology (2)
- Alternative and Complementary Medicine (1)
- Congenital, Hereditary, and Neonatal Diseases and Abnormalities (1)
- Dental Hygiene (1)
- Dermatology (1)
- Diseases (1)
- Health and Medical Administration (1)
- Interprofessional Education (1)
- Medical Education (1)
- Orthopedics (1)
- Other Dentistry (1)
- Pathological Conditions, Signs and Symptoms (1)
- Quality Improvement (1)
- Skin and Connective Tissue Diseases (1)
- Veterinary Medicine (1)
- Veterinary Pathology and Pathobiology (1)
- Veterinary Toxicology and Pharmacology (1)
- Keyword
-
- Calcium hydroxide (5)
- Dental caries (5)
- Anxiety (4)
- Composite resin (4)
- Retention (4)
-
- Acrylic resin (3)
- CAI (3)
- Denture base (3)
- Fluoride (3)
- Microleakage (3)
- Periodontal disease (3)
- Quality of life (3)
- Resin cement (3)
- Saliva (3)
- Streptococcus mutans (3)
- Transverse strength (3)
- Treatment (3)
- Acid Production (2)
- Artificial caries-like lesion (2)
- Attrition (2)
- Caries prevalence (2)
- Chlorhexidine (2)
- Computer program (2)
- Condylar Path Angle (2)
- Deflective rupture (2)
- Demineralization inhibitory ability (2)
- Dental Anatomy (2)
- Dental Health Knowledge (2)
- Dental Report (2)
- Dental fear (2)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 541 - 570 of 1270
Full-Text Articles in Dentistry
การศึกษาย้อนหลังเพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพทางเทคนิคของการรักษาพลเพคโตมีในฟันน้ํานม, อรอุมา คงทวีเลิศ, บุษยรัตน์ สันติวงศ์, ไพโรจน์ หลินศวนนท์
การศึกษาย้อนหลังเพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพทางเทคนิคของการรักษาพลเพคโตมีในฟันน้ํานม, อรอุมา คงทวีเลิศ, บุษยรัตน์ สันติวงศ์, ไพโรจน์ หลินศวนนท์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพทางเทคนิคของการอุดคลองรากฟันน้ํานม และหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพทางเทคนิคของการอุดคลองรากฟันน้ํานม วัสดุและวิธีการ เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังซึ่งเก็บข้อมูลจากระเบียนประวัติทางทันตกรรมของผู้ป่วยเด็ก 166 คน ที่ได้รับการรักษาพลเพคโตมี จากภาควิชาทันตกรรมสําหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2547 จนถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2552 ทําการศึกษาโดยบันทึกข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลการรักษาพลเพคโตมี ประเมินการละลายของรากฟันจากพยาธิสภาพจากภาพรังสีก่อนการรักษา ความยาวและ ความแน่นของวัสดุอุดคลองรากฟัน ซึ่งพิจารณาจากภาพรังสีการขุดคลองรากฟันภายหลังรักษาทันที วิเคราะห์ ด้วยสถิติวิเคราะห์ความแบบพหุปัจจัยเพื่อหาปัจจัยร่วมที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพทางเทคนิคของการอุดคลองรากฟันถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี ผลการศึกษา การศึกษานี้พบว่า วัสดุอุดอยู่ในระดับสั้นกว่าปลายรากฟัน ร้อยละ 45.9 ระดับพอดีปลายรากฟันร้อยละ 22.9 และระดับที่เป็นปลายรากฟัน ร้อยละ 31.2 ฟันที่มีการละลายของรากฟันจากพยาธิสภาพมีโอกาสใน การอุดเป็นปลายรากฟันเป็น 6.2 เท่าของพื้นที่ไม่มีการละลายของรากฟันจากพยาธิสภาพ การอุดคลองรากฟัน ด้วยวัสดุไวตาเพ็กซ์มีโอกาสในการอุดเกินเป็น 2.2 เท่า ของวัสดุซิงค์ออกไซด์ยูจีนอล สรุป การประเมินคุณภาพทางเทคนิคการขุดคลองรากฟันน้ํานมของนิสิตทันตแพทย์ พบว่าส่วนใหญ่อุดคลองรากฟันได้สั้นหรือเกินมากกว่าอุดพอดี นอกจากนั้นการศึกษานี้ยังพบว่าการละลายภายนอกรากฟันจากพยาธิสภาพ และชนิดของวัสดุอุดคลองรากฟัน มีอิทธิพลต่อคุณภาพทางเทคนิคของการอุดคลองรากฟัน (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:41-50)
The Effect Of Marginal Recession Around Anterior Maxillary Implants On The Esthetic Satisfaction Assessed By The Patient And The Clinician, Supreda Suphanantachat, Ketsuda Thovanich, Kanokwan Nisapakultorn
The Effect Of Marginal Recession Around Anterior Maxillary Implants On The Esthetic Satisfaction Assessed By The Patient And The Clinician, Supreda Suphanantachat, Ketsuda Thovanich, Kanokwan Nisapakultorn
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The purpose of this study was to assess and compare patientsûand cliniciansû judgments of the esthetic outcome of single-tooth anterior maxillary implants. In addition, the effect of facial marginal recession on the rating of esthetic outcomes was evaluated. Materials and methods Thirty patients restored with single-tooth anterior maxillary dental implants from the Faculty of Dentistry, Chulalongkorn University were recruited for the study. The patients were asked to rate their satisfaction on four esthetic and four lifestyle-related variables using visual analog scale (VAS). Six clinicians, including 2 periodontists, 2 orthodontists and 2 prosthodontists, were given the clinical photograph of these …
ผลของการเคลือบฟันกรามล่างแท้ซี่ที่สองที่ขึ้นเพียงบางส่วนด้วยกลาสไอโอโนเมอร์ต่อเชื้อมิวแทนส์สเตรปโตคอคไคและฟลูออไรด์ในแผ่นคราบจุลินทรีย์, ณัฐฐา ไร่ทิม, บุษยรัตน์ สันติวงศ์
ผลของการเคลือบฟันกรามล่างแท้ซี่ที่สองที่ขึ้นเพียงบางส่วนด้วยกลาสไอโอโนเมอร์ต่อเชื้อมิวแทนส์สเตรปโตคอคไคและฟลูออไรด์ในแผ่นคราบจุลินทรีย์, ณัฐฐา ไร่ทิม, บุษยรัตน์ สันติวงศ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันกลาสไอโอโนเมอร์ต่อปริมาณ ฟลูออไรด์และระดับปริมาณเชื้อมิวแทนส์ สเตรปโตคอคไค ในคราบจุลินทรีย์ ในฟันกรามล่างแท้ที่กําลังขึ้น วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่าง คือ ฟันกรามล่างแท้ซี่ที่สองที่ขึ้นสู่ช่องปากเพียงบางส่วน จํานวน 45 4 ของเด็กอายุ 10 – 13 ปี ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดฟันผุ ได้รับการเคลือบหลุมร่องฟันด้วยกลาสไอโอโนเมอร์ โดยทําการ เก็บตัวอย่างคราบจุลินทรีย์ก่อนการเคลือบหลุมร่องฟัน หลังการเคลือบหลุมร่องฟัน ในวันที่ 7 วันที่ 14 และ วันที่ 28 เพื่อวัดปริมาณฟลูออไรด์ในตัวอย่างคราบจุลินทรีย์ด้วยวิธีโมดิฟายด์ ไมโครดิฟฟิวชัน และวัดระดับปริมาณเชื้อ มิวแทนส์ สเตรปโตคอคไค ด้วยชุดตรวจสําเร็จรูปข้างเก้าอี้ เดนโตเคลาท์ เอสเอ็ม สตริป มิวแทนส์ ผลการศึกษา ปริมาณฟลูออไรด์ในคราบจุลินทรีย์หลังการเคลือบหลุมร่องฟันด้วยกลาสไอโอโนเมอร์สูงกว่าก่อน การเคลือบหลุมร่องฟันอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) โดยพบว่าปริมาณฟลูออไรต์ในวันที่ 7 มีค่าสูงสุดแล้วค่อย ๆ ลดลงตามลําดับ และมีการลดลงของระดับปริมาณเชื้อมิวแทนส์ สเตรปโตคอคไค หลังการเคลือบหลุมร่องฟันเมื่อ เปรียบเทียบกับก่อนการเคลือบหลุมร่องฟัน (p < 0.0001) สรุป การเคลือบหลุมร่องฟันในฟันกรามล่างแท้ซี่ที่สองที่ขึ้นสู่ช่องปากเพียงบางส่วนด้วยกลาสไอโอโนเมอร์ ทําให้ มีการเพิ่มขึ้นของปริมาณฟลูออไรด์และลดลงของระดับปริมาณเชื้อมิวแทนส์ สเตรปโตคอคไค ในคราบจุลินทรีย์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:31-40)
ความสามารถของกลุ่มตัวอย่างในการเคลื่อน ขากรรไกรตามคําบอกของทันตแพทย์, พนมพร วานิชชานนท์, ขนิษฐา สายสุด, จินตนา อยู่เย็น, ณัฐพงษ์ ลาบึง
ความสามารถของกลุ่มตัวอย่างในการเคลื่อน ขากรรไกรตามคําบอกของทันตแพทย์, พนมพร วานิชชานนท์, ขนิษฐา สายสุด, จินตนา อยู่เย็น, ณัฐพงษ์ ลาบึง
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาว่ากลุ่มตัวอย่างสามารถเคลื่อนขากรรไกรไปยังแต่ละตําแหน่งตามคําบอกของทันตแพทย์ได้ถูกต้องมากน้อยเพียงใดและหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างเคลื่อนขากรรไกรได้ถูกต้อง วัสดุและวิธีการ สัมภาษณ์อาจารย์ทันตแพทย์ 18 ท่านถึงวิธีการที่ใช้บอกผู้ป่วยให้เคลื่อนขากรรไกรไปยังตําแหน่ง ต่อไปนี้ 1) สบฟันให้ได้พื้นที่สัมผัสมากที่สุด 2) เยื้องขากรรไกรขวา-ซ้าย 3) ยื่นขากรรไกร 4) อ้าปากกว้างมากที่สุด คัดเลือกวิธีที่ใช้มากที่สุด 4 วิธี นําไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างจํานวน 102 คน อาจารย์ทันตแพทย์หนึ่งท่านเป็น ผู้ตรวจการเคลื่อนขากรรไกรทุกตําแหน่ง สําหรับการอ้าปากกว้างที่สุด วิธีการที่ทําให้ได้ระยะห่างจากปลายฟันหน้า บน-ล่างมากที่สุดจะถือว่าเป็นวิธีที่ถูกต้อง ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างเคลื่อนขากรรไกรได้ถูกต้องมากน้อยเพียงใดขึ้นกับวิธีการที่ใช้ (p < 0.05) วิธีการที่กลุ่ม ตัวอย่างทําได้ถูกต้องมากที่สุดในแต่ละตําแหน่งได้แก่ 1) ตําแหน่งสบฟันให้ได้พื้นที่มากที่สุด โดยทันตแพทย์ใช้นิ้ว แตะแก้มบริเวณพื้นหลังทั้งสองข้างของกลุ่มตัวอย่างและบอกว่า “กัดลงมาตรงนี้” (ร้อยละ 91.2) 2) ตําแหน่งเยื้อง ขากรรไกรขวา-ซ้าย โดยทันตแพทย์บอกว่า “เยื้องขากรรไกรไปด้านขวา (หรือซ้าย” พร้อมกับให้ตัวอย่างดูกระจก ร่วมด้วย (ร้อยละ 84.3 และ 79.4 ตามลําดับ) 3) ตําแหน่งยื่นขากรรไกร โดยทันตแพทย์ทําให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน (ร้อยละ 97.1) ส่วนการอ้าปากกว้างมากที่สุด ให้ทันตแพทย์บอกว่า “อ้าปากกว้างสุด ๆ” แล้วพูดว่า “กว้างอีกนิดได้ไหม” (ร้อยละ 65.09) สรุป ตัวอย่างแต่ละคนมีความสามารถในการเคลื่อนขากรรไกรตามคําบอกของทันตแพทย์แตกต่างกันทั้งในแต่ละ ตําแหน่งและวิธีการ โดยที่พบปัญหาการเคลื่อนขากรรไกรไปด้านข้างมากกว่าตําแหน่งอื่น (ว ทันต จุฬาฯ 2552;32:213-24)
การรั่วซึมของเทคนิคการอุดย้อนปลายราก 2 แบบ, ทิพวัลย์ อินทรฤทธิ์, ปิยาณี พาณิชย์วิสัย
การรั่วซึมของเทคนิคการอุดย้อนปลายราก 2 แบบ, ทิพวัลย์ อินทรฤทธิ์, ปิยาณี พาณิชย์วิสัย
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการรั่วซึมของเทคนิคการอุดย้อนปลายรากชนิดใช้วัสดุเอ็มทีเอกับชนิดใช้วัสดุเรซินคอมโพสิตชนิดไหลแผ่เป็นวัสดุอุดย้อนปลายรากฟัน ทั้งกรณีที่มีและไม่มีการปนเปื้อนด้วยเลือด วัสดุและวิธีการ ฟันหน้าบนของมนุษย์ที่มีคลองรากเดียวขนาดใกล้เคียงกันจํานวน 68 ที่ถูกถอนออกด้วย เหตุผลทางการแพทย์ นํามาตัดส่วนตัวฟันออกให้เหลือความยาวราก 15 มิลลิเมตร ขยายคลองรากฟันแล้ว อุดคลองรากฟันด้วยกัตตาเปอร์ชาและเอเอ็ชพลัสรูทคาแนลซีลเลอร์ ทําการตัดปลายราก 3 มิลลิเมตร แบ่งรากฟัน ออกเป็น 4 กลุ่มการทดลอง (กลุ่มละ 15 ราก) และ 2 กลุ่มควบคุม (กลุ่มละ 4 ราก) สองกลุ่มการทดลองแรก เตรียมปลายรากฟันด้วยหัวอัลตราโซนิกส์ลึก 3 มิลลิเมตร แล้วอุดย้อนปลายรากด้วยวัสดุเอ็มทีเอ ทั้งแบบที่มีและ ไม่มีการปนเปื้อนด้วยเลือด อีกสองกลุ่มการทดลองเตรียมปลายรากฟันด้วยหัวกรอรูปกลมกรอปลายรากฟันให้มีรูปร่างเว้าเล็กน้อย อุดย้อนปลายรากฟันด้วยวัสดุเรซินคอมโพสิตชนิดไหลแผ่ ทั้งแบบที่มีและไม่มีการปนเปื้อน ด้วยเลือด ประเมินการรั่วซึมโดยใช้สีเมทธีลีนบลูในระบบสุญญากาศ วิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ความ แปรปรวนสองทางที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา กลุ่มการทดลองที่ใช้เทคนิคเตรียมปลายรากฟันให้มีรูปร่างเว้าเล็กน้อย แล้วอุดย้อนปลายรากฟัน ด้วยวัสดุเรซินคอมโพสิตชนิดไหลแผ่ แบบที่ไม่มีการปนเปื้อนด้วยเลือด มีการรั่วซึมของสีน้อยกว่ากลุ่มทดลองอื่น อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุป การรั่วซึมของการอุดย้อนปลายรากฟันด้วยวัสดุเอ็มทีเอและวัสดุเรซินคอมโพสิตชนิดไหลแผ่ ขึ้นกับเทคนิคการอุดย้อนปลายรากและปัจจัยของการปนเปื้อนด้วยเลือด โดยเทคนิคเตรียมปลายรากฟันให้มีรูปร่างเว้าเล็กน้อย แล้วอุดย้อนปลายรากฟันด้วยวัสดุเรซินคอมโพสิตชนิดไหลแผ่ แบบที่ไม่มีการปนเปื้อนด้วยเลือด มีการรั่วซึมน้อยที่สุด (ว ทันต จุฬาฯ 2552;32:167-78)
ความสําเร็จของการปิดทับเนื้อเยื่อในโดยอ้อมด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์เปรียบเทียบกับการ รักษาเนื้อเยื่อในที่มีชีวิตด้วยยาปฏิชีวนะผสม 3 ชนิดในฟันกรามน้ํานมล่าง, ตรีษา ศาสตระรุจิ, ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล
ความสําเร็จของการปิดทับเนื้อเยื่อในโดยอ้อมด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์เปรียบเทียบกับการ รักษาเนื้อเยื่อในที่มีชีวิตด้วยยาปฏิชีวนะผสม 3 ชนิดในฟันกรามน้ํานมล่าง, ตรีษา ศาสตระรุจิ, ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความสําเร็จทางคลินิกและภาพรังสีที่ระยะเวลา 6 เดือนของวิธีปิดทับเนื้อเยื่อใน โดยอ้อมด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์และวิธีรักษาเนื้อเยื่อในที่มีชีวิตด้วยยาปฏิชีวนะผสม 3 ชนิดในฟันกรามน้ํานมล่าง วัสดุและวิธีการ ตัวอย่างศึกษาคือ ฟันกรามน้ํานมล่างที่มีรอยผลึกใกล้เนื้อเยื่อในที่ไม่มีอาการหรืออาการแสดงถึง การอักเสบของเนื้อเยื่อในชนิดผันกลับไม่ได้ จํานวน 68 ของผู้ป่วยเด็กอายุ 3-8 ปี แบ่งฟันออกเป็นสองกลุ่ม โดยการสุ่ม กลุ่มควบคุมคือฟันที่รักษาด้วยวิธีปิดทับเนื้อเยื่อในโดยอ้อมด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (34 ซี่) กลุ่มทดลองคือฟันที่รักษาด้วยวิธีรักษาเนื้อเยื่อในที่มีชีวิตด้วยยาปฏิชีวนะผสม 3 ชนิด (34 ซี่) ทั้งสองกลุ่มจะได้รับ การบูรณะด้วยครอบฟันโลหะไร้สนิมในครั้งเดียวกับการรักษาเนื้อเยื่อในและเปรียบเทียบความสําเร็จทางคลินิกและ ภาพรังสีที่ระยะ 6 เดือนของทั้งสองวิธีโดยใช้การทดสอบด้วยไคสแควร์ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา ความสําเร็จทางคลินิกที่ระยะ 6 เดือนของทั้งสองวิธีอยู่ที่ร้อยละ 100 แต่ความสําเร็จทางภาพรังสี ที่ระยะ 6 เดือนของวิธีปิดทับเนื้อเยื่อในโดยอ้อมด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์อยู่ที่ร้อยละ 82.35 และวิธีรักษา เนื้อเยื่อในที่มีชีวิตด้วยยาปฏิชีวนะผสม 3 ชนิดอยู่ที่ร้อยละ 76.47 ความล้มเหลวทางภาพรังสีที่พบมากที่สุดคือ พบเงาดําบริเวณรอยแยกรากฟัน โดยพบร้อยละ 14.70 ในกลุ่มปิดทับเนื้อเยื่อในโดยอ้อมด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์ และร้อยละ 17.65 ในกลุ่มวิธีรักษาเนื้อเยื่อในที่มีชีวิตด้วยยาปฏิชีวนะผสม 3 ชนิด สรุป ความสําเร็จทางคลินิกและภาพรังสีที่ระยะเวลา 6 เดือนของวิธีปิดทับเนื้อเยื่อในโดยอ้อมด้วยแคลเซียม ไฮดรอกไซด์ไม่มีความแตกต่างกับวิธีรักษาเนื้อเยื่อในที่มีชีวิตด้วยยาปฏิชีวนะผสม 3 ชนิดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p = 0.76) (2 ทันต จุฬาฯ 2552;32:157-66)
Microtensile Bond Strength Of Four Contemporary Dental Adhesives, Vichuda Sereepanpanich, Sirivimol Srisawasdi
Microtensile Bond Strength Of Four Contemporary Dental Adhesives, Vichuda Sereepanpanich, Sirivimol Srisawasdi
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective This study evaluated microtensile bond strength (MTBS) of two newly developed self-etch adhesives compared to a two-step self-etch adhesive and a three-step total-etch adhesive, and determined the effect of surface moisture on MTBS of the new single-step self-etch adhesive. Materials and methods Twenty-five extracted human third molars were ground flat to expose mid-coronal dentin, and teeth were randomly divided into five experimental groups, which were Adper Scotchbond Multipurpose, Clearfil SE Bond, Adper SE Plus Self-Etch Adhesive, Adper Easy Bond Self-Etch Adhesive, and Adper Easy Bond Self-Etch Adhesive in moist condition groups. Each of the adhesives was used to bond …
ผลของเคซีนฟอสโฟเปปไทด์-อะมอร์ฟัสแคลเซียมฟอสเฟตเพสต์ต่อความแข็งของเคลือบฟันที่สัมผัสกับน้ําคลอรีน: การศึกษาในห้องปฏิบัติการ, ธาริณี พนมเริงศักดิ์, สมหมาย ชอบอิสระ, สุชิต พูลทอง
ผลของเคซีนฟอสโฟเปปไทด์-อะมอร์ฟัสแคลเซียมฟอสเฟตเพสต์ต่อความแข็งของเคลือบฟันที่สัมผัสกับน้ําคลอรีน: การศึกษาในห้องปฏิบัติการ, ธาริณี พนมเริงศักดิ์, สมหมาย ชอบอิสระ, สุชิต พูลทอง
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของเคซีนฟอสโฟเปปไทด์-อะมอร์ฟัสแคลเซียมฟอสเฟตเพสต์ที่มีต่อความแข็งของเคลือบฟันที่ไม่ผ่านการขัดที่สัมผัสน้ําคลอรีนในห้องปฏิบัติการ วัสดุและวิธีการ เตรียมฟันกรามน้อยที่ถอนเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดฟันทั้งหมด 12 ซี่ สําหรับทดสอบความแข็ง ด้วยเครื่องทดสอบความแข็งในระดับนาโน สุ่มตัวอย่างแบบอิสระเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลองนําไปทาเคซีน ฟอสโฟเปปไทด์-อะมอร์ฟัสแคลเซียมฟอสเฟตเพสต์เป็นเวลา 3 นาที และแช่ในน้ําลายเทียมเป็นเวลา 30 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้ทาสารใด ๆ ทดสอบความแข็งเคลือบฟันก่อนและหลังจากนําทั้งสองกลุ่มไปแช่ในน้ําคลอรีนที่ มีค่าความเป็นกรดด่างเท่ากับ 5.3 เป็นเวลา 2 ชั่วโมง และแช่ในน้ําลายเทียมอีก 8 ชั่วโมง นําค่าความแข็งหน่วยเป็น จิกะปาสคาล มาวิเคราะห์ด้วยสถิติวิลดอกซัน ไซน์ แรงค์ เทสต์ (p = 0.05) ผลการศึกษา ค่าความแข็งของเคลือบฟันก่อนและหลังสัมผัสน้ําคลอรีนที่มีค่าความเป็นกรดด่างเท่ากับ 5.3 เป็น เวลา 2 ชั่วโมง และแช่ในน้ําลายเทียมอีก 8 ชั่วโมง มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติทั้งในกลุ่มควบคุม (4.34 + 0.92 และ 4.38 + 0.72 จิกะปาสคาล) และกลุ่มทดลอง (4.91 + 0.32 และ 5.05 + 1.29 จิกะปาสคาล) สรุป เคซีนฟอสโฟเปปไทด์ - อะมอร์ฟัสแคลเซียมฟอสเฟตเพสต์ไม่มีผลต่อความแข็งของเคลือบฟันที่สัมผัส น้ําคลอรีนที่มีค่าความเป็นกรดด่างเท่ากับ 5.3 เป็นเวลา 2 ชั่วโมง และแช่ในน้ําลายเทียม 8 ชั่วโมง ในห้องปฏิบัติการ (ว ทันต จุฬาฯ 2552;32:203-12)
Cytotoxicity Of Two Thai White Portland Cements Mixed With Bismuth Oxide On Primary Human Osteoblasts, Thanomsuk Jearanaiphaisarn, Chootima Ratisoontorn
Cytotoxicity Of Two Thai White Portland Cements Mixed With Bismuth Oxide On Primary Human Osteoblasts, Thanomsuk Jearanaiphaisarn, Chootima Ratisoontorn
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective To compare the cytotoxicity of two Thai white portland cements mixed with bismuth oxide (PCA and PCB) with white mineral trioxide aggregate (white ProRoot® MTA) on primary human osteoblasts and to investigate cell morphology on the materials. Materials and methods PCA, PCB and white ProRoot® MTA were mixed with distilled water. Standard cylinder discs of each tested material were prepared. Primary human osteoblasts were exposed to material extracts on different extraction time points (days 1, 3, 7 and 14). Cell viability was assessed by using methyltetrazolium assay. Differences in mean percentage of cell viability were analyzed by one-way analysis …
Prevalence Of Oral Candida Carriage In Denture Wearers, Pratanporn Arirachakaran, Pornpan Piboonratanakit, Prudsaporn Kiatkroekkrai, Mingkhwan Sornmai, Nattapong Srimart
Prevalence Of Oral Candida Carriage In Denture Wearers, Pratanporn Arirachakaran, Pornpan Piboonratanakit, Prudsaporn Kiatkroekkrai, Mingkhwan Sornmai, Nattapong Srimart
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective To compare the prevalence and species of Candida in the oral cavity of denture wearers and non-denture wearers. Materials and methods A total of 80 subjects were studied: 40 denture wearers and 40 non-denture wearers, matched by age and sex, comprised the experimental and control groups, respectively. Each subject was instructed to perform oral rinsing using a phosphate-buffered saline solution, which was expectorated and processed for the recovery of Candida on Sabouraudûs dextrose agar. Isolates were speciated by culturing on chromogenic candida agar and noting species-specific colony characteristics. Results The prevalence of Candida carriage was 85.00% in denture wearers …
Enamel Fluoride Uptake After Professional Fluoride Gel Application And Self Applied Cpp-Acp Paste, Wilawan Wiboonchan, Wacharaporn Tasachan
Enamel Fluoride Uptake After Professional Fluoride Gel Application And Self Applied Cpp-Acp Paste, Wilawan Wiboonchan, Wacharaporn Tasachan
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The purpose of this study was to compare between enamel fluoride uptake after professional topical fluoride gel application and self applied CPP-ACP paste with professional topical fluoride gel. Materials and methods Forty children, aged from 10 to 12 were recruited and divided into two groups. Control group was applied professional topical fluoride gel and experimental group was self applied CPP-ACP paste after professional topical fluoride gel for 4 weeks. Acid-etched enamel biopsy was performed on labial surfaces of both right and left sides on permanent upper central incisors. Enamel sample was collected before applying fluoride gel, 30 minutes and …
Vertical Fracture Resistance Of Endodontically Treated Teeth With Various Remaining Dentinal Wall Thickness, Siriluk Charoenwiriyakul, Supaboon Purnaveja, Mansuang Arksornnukit
Vertical Fracture Resistance Of Endodontically Treated Teeth With Various Remaining Dentinal Wall Thickness, Siriluk Charoenwiriyakul, Supaboon Purnaveja, Mansuang Arksornnukit
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The objective of this study was to compare the fracture resistance of teeth with various thickness of dentinal wall restored with fiber reinforced post and composite core. Materials and methods Endodontic preparation was performed on forty mandibular second premolars. The tooth was decoronated and divided into 4 groups (n=10). Group 1 : Dentinal wall was prepared correspond to No. 1 D.T. Light post. Group 2, 3, and 4 had remaining dentinal wall thickness of 2, 1.5 and 1 mm, respectively. All samples were restored with D.T. Light post #1, Multicore flow resin composite and Super-Bond C & B resin …
การประเมินการออกเสียงในผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ไทยกลุ่มหนึ่งภายหลังการผ่าตัดปิดรูทะลุช่องปาก-จมูก, จักรวิดา จักกาบาตร์, อาทิพันธุ์ พิมพ์ขาวขํา, สิทธิชัย ทัดศรี, นันทนา ประชาฤทธิ์ภักดี
การประเมินการออกเสียงในผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ไทยกลุ่มหนึ่งภายหลังการผ่าตัดปิดรูทะลุช่องปาก-จมูก, จักรวิดา จักกาบาตร์, อาทิพันธุ์ พิมพ์ขาวขํา, สิทธิชัย ทัดศรี, นันทนา ประชาฤทธิ์ภักดี
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินการออกเสียงในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ที่ได้รับการผ่าตัดปิดรูทะลุช่องปาก จมูก แล้วเปรียบเทียบกับคนปกติและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงฐานกรณ์ของเสียงเพื่อชดเชยความผิดปกติกับการมีเสียงขึ้นจมูก วัสดุและวิธีการ ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ จํานวน 30 คน อายุ 10-20 ปี (15.83 + 2.56 ปี) หลังจากได้รับ การผ่าตัดปิดรูทะลุช่องปาก จมูกแล้วอย่างน้อย 6 สัปดาห์ และอาสาสมัครที่มีการออกเสียงปกติจํานวน 30 คน อายุ 11-20 ปี (15.87 + 2.44 ปี) ทุกคนจะได้รับการประเมินการออกเสียงโดยใช้แบบประเมินการออกเสียงคําไทย 100 คํา และเครื่องเนโซมิเตอร์ วิเคราะห์ผลด้วยค่าคะแนนคําพูดที่ฟังได้รู้เรื่อง ค่าสัดส่วนพลังงานของเสียงที่ ออกทางปากและจมูกและตารางคอนฟิวชันเมทริก จากนั้นเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างทั้งสองกลุ่มโดยใช้สถิติ อินดิเพนเดนต์ ที เทสต์และสถิติทดสอบของแมน-วิทนีย์ และประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงฐานกรณ์ของเสียงเพื่อชดเชยความผิดปกติและการมีเสียงขึ้นจมูกโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์เพียร์สัน ผลการศึกษา ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และผู้ที่มีการออกเสียงปกติมีค่าคะแนนคําพูดที่ฟังได้รู้เรื่องแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p = 0.001) ค่าสัดส่วนพลังงานของเสียงที่ออกทางปากและจมูกเฉลี่ยแตกต่างกันอย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติ เฉพาะบทความ “ตุ๊กตุ๊ก” และ “น้ําตกไทรโยค” (p = 0.001) ส่วนบทความ “มานี” ไม่แตก ต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ เมื่อวิเคราะห์ผลด้วยตารางคอนฟิวชันเมทริกพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัย สําคัญทางสถิติ เฉพาะกลุ่มร้อยละของเสียงที่ออกเสียงถูกต้องและกลุ่มร้อยละของเสียงที่ออกเสียงผิดเป็นเสียง อื่น ๆ เท่านั้น (p = 0.001) ส่วนในกลุ่มร้อยละของเสียงที่ออกเสียงผิดเป็นเสียงขึ้นจมูกนั้น ไม่พบความแตกต่าง อย่างมีนัยสําคัญ และการเปลี่ยนแปลงฐานกรณ์ของเสียงเพื่อชดเชยความผิดปกติมีความสัมพันธ์เชิงเส้นกับการมี เสียงขึ้นจมูกจากบทความ “ตุ๊กตุ๊ก” และ “น้ําตกไทรโยค สรุป ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ที่ได้รับการผ่าตัดปิดรูทะลุช่องปาก จมูกแล้วมีความสามารถในการออกเสียงแตก ต่างจากผู้ที่มีการออกเสียงปกติโดยเฉพาะการมีเสียงขึ้นจมูก นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงฐานกรณ์ของเสียงเพื่อ ชดเชยความผิดปกติกับการมีเสียงขึ้นจมูกนั้นมีความสัมพันธ์เชิงเส้นกัน (ว ทันต จุฬาฯ 2552;32:143-56)
การรักษาโรคปริทันต์อักเสบแบบเรื้อรังด้วย การขูดหินน้ําลายและเกลารากฟันร่วมกับการให้ยาเมโทรนิดาโซลเจล : การศึกษานําร่อง, พาคินทร์ วาทิน, นวลฉวี หงษ์ประสงค์, กิตติ ต.รุ่งเรือง, จินตกร คูวัฒนสุชาติ, กาญจน์พิมล ฤทธิเดช
การรักษาโรคปริทันต์อักเสบแบบเรื้อรังด้วย การขูดหินน้ําลายและเกลารากฟันร่วมกับการให้ยาเมโทรนิดาโซลเจล : การศึกษานําร่อง, พาคินทร์ วาทิน, นวลฉวี หงษ์ประสงค์, กิตติ ต.รุ่งเรือง, จินตกร คูวัฒนสุชาติ, กาญจน์พิมล ฤทธิเดช
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของยาเมโทรนิดาโซลเจล ความเข้มข้นร้อยละ 2 ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย เมื่อให้ร่วมกับ การขูดหินน้ําลายและเกลารากฟัน ในการรักษาผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบแบบเรื้อรัง วัสดุและวิธีการ คัดเลือกผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบแบบเรื้อรังจากคลินิกปริทันตวิทยา คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จํานวน 26 คน ที่มีฟันที่มีร่องลึกปริทันต์ 6-8 มิลลิเมตร และไม่มีโรคทางระบบ ไม่ได้รับยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่กลุ่มสเตียรอยด์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และได้รับการรักษาโรคปริทันต์อักเสบในขั้นแรกโดยการขูดหินน้ําลาย เกลารากฟันและสอนวิธีดูแลอนามัยช่อง ปากมาแล้ว แบ่งกลุ่มฟันตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบง่าย ได้แก่ กลุ่มทดลอง (ขูดหินน้ําลายและเกลารากฟันร่วมกับ การให้ยาเมโทรนิดาโซลเจล) และกลุ่มควบคุม (ขูดหินน้ําลายและเกลารากฟันร่วมกับการให้ยาหลอก) ทั้งสอง กลุ่มจะได้รับการใส่ยาวันเว้นวัน รวม 3 ครั้ง และวัดค่าทางคลินิก ได้แก่ ดัชนีอาการเลือดออก ความลึกของร่องลึก ปริทันต์ ระยะเหงือกร่น และระดับการยึดทางคลินิก ที่ระยะเวลาก่อนให้การรักษา และหลังการรักษาในเดือนที่ 3 และ 6 ที่ตําแหน่งลึกที่สุดของซี่ฟัน โดยใช้ชิ้นปิดบนด้านบดเคี้ยวเป็นตัวกําหนดตําแหน่งอ้างอิง วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ การทดสอบยูของแมนวิทนีย์ การทดสอบไคสแควร์ และการทดสอบของวิลคอกชัน ที่ระดับความเชื่อ มันร้อยละ 95 ผลการศึกษา ลักษณะทางคลินิกของทั้งสองกลุ่มการรักษาดีขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระยะเวลาหลังการ รักษา 6 เดือน ความลึกของร่องลึกปริทันต์เฉลี่ยลดลง 1.30 มิลลิเมตร และระดับการยึดทางคลินิกเพิ่มขึ้นถึง 1.10 มิลลิเมตรในกลุ่มทดลอง ขณะที่ในกลุ่มควบคุมมีค่าเป็น 0.56 มิลลิเมตร และ 0.50 มิลลิเมตร ตามลําดับ และพบว่าในกลุ่มทดลอง ค่าความลึกของร่องลึกปริทันต์ที่ลดลงในระหว่าง 0 ถึง 6 เดือน และค่าดัชนีอาการ เลือดออกที่ลดลงในระหว่าง 3 ถึง 6 เดือน มีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สรุป จากผลการศึกษานําร่องนี้ แสดงให้เห็นว่าการให้ยาเมโทรนิดาโซลเจล ความเข้มข้นร้อยละ 2 ร่วมกับการ ขูดหินน้ําลายและเกลารากฟัน ให้ผลดีในการรักษาโรคปริทันต์อักเสบแบบเรื้อรัง แต่ก็ยังต้องมีการศึกษาและพัฒนา …
การพัฒนาและทดสอบวีดิทัศน์เรื่องทันตสุขภาพของเด็กทารกสําหรับหญิงตั้งครรภ์, บุญเพ็ญ ตึกคณารักษ์, ทิพวรรณ ธราภิวัฒนานนท์
การพัฒนาและทดสอบวีดิทัศน์เรื่องทันตสุขภาพของเด็กทารกสําหรับหญิงตั้งครรภ์, บุญเพ็ญ ตึกคณารักษ์, ทิพวรรณ ธราภิวัฒนานนท์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและทดสอบผลการใช้สื่อในรูปแบบวีดิทัศน์เรื่องทันตสุขภาพของเด็กทารกสําหรับหญิง ตั้งครรภ์ วัสดุและวิธีการ ทดสอบสื่อวีดิทัศน์ที่พัฒนาขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ทั้งหมด 91 คน โดยใช้แบบทดสอบ ความรู้และทัศนคติก่อนและหลังดูวีดิทัศน์ วิเคราะห์หาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของสื่อ ทดสอบความ แตกต่างของคะแนนความรู้ก่อนและหลังดูวีดิทัศน์ด้วยสถิติวิลคอกสัน แมช แพร์ ไซน์ แรงค์ เทสต์ ทดสอบความ สัมพันธ์ของคะแนนความรู้กับข้อมูลพื้นฐานของตัวอย่างด้วยสถิติคริสคัล วัลลิส และ แมนวิทนีย์ เทสต์ ผลการศึกษา สื่อวีดิทัศน์ที่ใช้มีประสิทธิภาพ 87/70 ดัชนีประสิทธิผล 0.64 สามารถทําให้หญิงตั้งครรภ์มีความรู้ ในการดูแลทันตสุขภาพของเด็กทารกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) คะแนนความรู้ก่อนและหลังดูวีดิทัศน์มี ความสัมพันธ์กับระดับการศึกษาของตัวอย่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) คะแนนความรู้ที่เปลี่ยนแปลง หลังดูวีดิทัศน์มีความสัมพันธ์กับจํานวนบุตรของตัวอย่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) กลุ่มตัวอย่าง ประมาณร้อยละ 80 หรือมากกว่า มีความเห็นว่า ระยะเวลา ความเร็วในการดําเนินเรื่อง และปริมาณเนื้อหาอยู่ในเกณฑ์พอดี ความชัดเจนของเสียงพากษ์ ภาพประกอบมีความชัดเจนและทําให้เข้าใจได้ดี การนําเสนอน่าสนใจ มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และความชอบต่อสื่ออยู่ในระดับมาก สรุป สื่อวีดิทัศน์เรื่องทันตสุขภาพของเด็กทารกที่พัฒนาขึ้นเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพ ช่วยส่งเสริมให้หญิงตั้งครรภ์มีความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยงดูและดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กทารกเพื่อการป้องกันโรคฟันผุในเด็กเล็ก (ว ทันต จุฬาฯ 2552;32:89-100)
การรั่วซึมระดับไมครอนของสารยึดติดสามชนิดที่มีการปรับเปลี่ยนขั้นตอนการใช้งาน, ชุตินาฏ อินทกนก, ศิริวิมล ศรีสวัสดิ์
การรั่วซึมระดับไมครอนของสารยึดติดสามชนิดที่มีการปรับเปลี่ยนขั้นตอนการใช้งาน, ชุตินาฏ อินทกนก, ศิริวิมล ศรีสวัสดิ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินการรั่วซึมระดับไมครอนของโพรงฟันชนิดคลาสไฟว์ที่บูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตเมื่อใช้ สารยึดติด 3 ชนิดตามคําแนะนําของบริษัทผู้ผลิต เปรียบเทียบกับเมื่อใช้สารยึดติดโดยการปรับวิธีการใช้ วัสดุและวิธีการ นําฟันกรามน้อยที่ถูกถอนของมนุษย์ 60 ปี กรอเตรียมโพรงฟันชนิดคลาสไฟว์ทําการบูรณะด้วย เรซินคอมโพสิต โดยสารยึดติดที่ใช้ ได้แก่ ออปติบอนด์เอฟแอล เคลียร์ฟิลเอสอีบอนด์ และเคลียร์ฟิลไตรเอสบอนด์ แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ตามคําแนะนําของบริษัทผู้ผลิต เป็นกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้สารยึดติด โดยมีการปรับ วิธีการใช้ หลังจากผ่านเครื่องเทอร์มอไซคลิง 5,000 รอบแล้วนํามาทดสอบการรั่วซึม ประเมินและวิเคราะห์ผลการ รั่วซึมด้วยสถิติทดสอบไคสแควร์ และวิลคอกซัน ชายน์ แรงค์ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ผลการศึกษา เคลียร์ฟิลเอสอีบอนด์มีการรั่วซึมที่เคลือบฟันน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมเมื่อกัดผิว เคลือบฟันด้วยกรดฟอสฟอริกก่อนทาสารยึดติด แต่ไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ เคลียร์ฟิลไตรเอสบอนด์ มีการรั่วซึมที่ เคลือบฟันลดลงอย่างมีนัยสําคัญเมื่อปรับเปลี่ยนวิธีการใช้งานเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ออปติบอนด์เอฟแอล ที่ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้งานมีการรั่วซึมที่เนื้อฟันน้อยลงอย่างมีนัยสําคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม สรุป การใช้เคลียร์ฟิลเอสบอนด์ตามคําแนะนําของบริษัทผู้ผลิตเปรียบเทียบกับการใช้กรดฟอสฟอริกกัดที่ผิวเคลือบฟันมีประสิทธิภาพป้องกันการรั่วซึมที่เคลือบฟันไม่แตกต่างกัน ตรงข้ามกับเคลียร์ฟิลไตรเอสบอนด์ ซึ่งการรั่วซึมลดลงอย่างมีนัยสําคัญที่เคลือบฟันที่มีการใช้กรดกัดก่อน เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้ตามคําแนะนําของผู้ผลิตสําหรับออปติบอนด์เอฟแอล การปรับสภาพเนื้อฟันด้วยไพรม์เมอร์เพียงอย่างเดียวพบว่าลดการรั่วซึมที่เนื้อฟัน ลงอย่างมีนัยสําคัญ (ว ทันต จุฬาฯ 2552;32:23-38)
ลักษณะโครงสร้างกะโหลกศีรษะประเภท Ii ในผู้ป่วยไทยที่มารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันกลุ่มหนึ่ง, จีระวดี นาคดี, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล
ลักษณะโครงสร้างกะโหลกศีรษะประเภท Ii ในผู้ป่วยไทยที่มารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันกลุ่มหนึ่ง, จีระวดี นาคดี, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ, ปิยารัตน์ อภิวัฒนกุล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และรูปแบบความผิดปกติของขากรรไกรในผู้ป่วยไทยที่มีโครงสร้างกะโหลก ศีรษะประเภท II ในเพศชายและเพศหญิง รวมทั้งเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเพศ วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่างได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จากผู้ที่มารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จํานวน 100 คน (ชาย 50 หญิง 50 คน) อายุ 18-43 ปี มีค่ามุมเอเอ็นบีมากกว่าหรือเท่ากับ 6 องศา นําภาพรังสีวัดศีรษะด้านข้างก่อนการรักษาของกลุ่มตัวอย่างมา ลอกลาย วัดค่าที่แสดงลักษณะขากรรไกรบนและล่างในแนวหน้าหลัง ได้แก่ มุมเอสเอ็นเอ ความยาวขากรรไกร บน มุมแม็กซิลลารีเด็พ มุมเอสเอ็นบี ความยาวขากรรไกรล่าง มุมเฟเชียลเด็จ วัดค่าที่แสดงลักษณะในแนวดิ่ง ของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร ได้แก่ มุมเฟเชียลแอ็กซิส มุมระนาบแฟรงค์ฟอร์ต ความสูงใบหน้าส่วนล่าง ความสูงใบหน้าส่วนหลัง มุมแมนดิบูลาอาร์ค นําค่าที่วัดได้เทียบกับค่าปกติของคนไทยที่ใช้ในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจําแนกตําแหน่งและความสัมพันธ์ของส่วนโค้งแนวฟันบนและล่างของกลุ่มตัวอย่าง เป็นสามกลุ่ม (โดยใช้การผ่านเกณฑ์ 2 ใน 3) ได้แก่ ตําแหน่งถอยหลัง ตําแหน่งปกติ และตําแหน่งยื่นไป ทางด้านหน้า ในแนวดิ่ง (โดยใช้การผ่านเกณฑ์ 3 ใน 5) จําแนกเป็นโครงสร้างกะโหลกศีรษะแบบสบลึก แบบสบ ปกติ และแบบสบเปิด หาอัตราการเกิดความผิดปกติของโครสร้างกะโหลกศีรษะชนิดต่างๆ และเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับลักษณะโครงสร้างโดยใช้ค่าสถิติไคสแควร์ ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างมีโครงสร้างกะโหลกศีรษะในแนวหน้าหลังเป็นแบบขากรรไกรบนและขากรรไกรล่าง อยู่ในตําแหน่งปกติมากที่สุดทั้งในเพศชายและเพศหญิง (ร้อยละ 44 และ 46 ตามลําดับ) ลักษณะที่พบมากเป็น ลําดับสองในเพศชาย คือ ขากรรไกรบนยื่นร่วมกับขากรรไกรล่างอยู่ในตําแหน่งปกติ (ร้อยละ 24) ในเพศหญิง คือ ขากรรไกรบนอยู่ในตําแหน่งปกติร่วมกับขากรรไกรล่างอยู่ในตําแหน่งถอยหลัง (ร้อยละ 26) ลักษณะในแนวดิ่งพบ ว่ากลุ่มตัวอย่างมีลักษณะโครงสร้างกะโหลกศีรษะแบบสบปกติเป็นจํานวนมากที่สุด (ร้อยละ 46) ซึ่งใกล้เคียงกัน กับโครงสร้างกะโหลกศีรษะแบบสบเปิด (ร้อยละ 41) เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับลักษณะโครงสร้าง กะโหลกศีรษะทั้งแนวหน้าหลังและแนวดิ่งพบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สรุป การศึกษาลักษณะโครงสร้างกะโหลกศีรษะประเภท II …
สมบัติทางกายภาพและทางกลของอีลาสโตเมอริกลิเกเจอร์จัดฟันที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการค้า, ตุลย์ ศรีอัมพร, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล, นุชนาฏ ณ ระนอง, สมพร สวัสดิสรรพ์
สมบัติทางกายภาพและทางกลของอีลาสโตเมอริกลิเกเจอร์จัดฟันที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการค้า, ตุลย์ ศรีอัมพร, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล, นุชนาฏ ณ ระนอง, สมพร สวัสดิสรรพ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมบัติทางกลและทางกายภาพของอีลาสโตเมอริกลิเกเจอร์ที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการค้าและใช้ในงานทันตกรรมจัดฟัน วัสดุและวิธีการ การศึกษาสมบัติทางกลของอีลาสโตเมอริกลิเกเจอร์ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากบริษัท 7 แห่ง โดยวัด ค่าแรงดึงของตัวอย่าง 20 วงต่อผลิตภัณฑ์ ณ เวลาเริ่มต้นและภายหลังจากแช่ในน้ํากลั่นที่ระยะเวลา 1 วัน 7 วัน และ 28 วัน ตามลําดับ ด้วยเครื่องวัดลอยด์ และประยุกต์วิธีการให้สอดคล้องกับมาตรฐานไอเอสโอ 21606 ทดสอบ ความแข็งผิวโดยวัดค่าความแข็งผิวของชิ้นทดสอบ 10 ชิ้นต่อผลิตภัณฑ์ก่อนและหลังแช่ในน้ํากลั่นที่ระยะเวลา 1 วัน 7 วัน และ 28 วัน ด้วยเครื่องวัดดูโรมิเตอร์แบบชอร์เอ และศึกษาสมบัติทางกายภาพของอีลาสโตเมอริกลิเกเจอร์ ในด้านการต้านทานต่อการติดสีของตัวอย่างผลิตภัณฑ์ โดยวัดค่าความต้านทานต่อการติดสีของชิ้นทดสอบก่อน และหลังแช่ในน้ําชาหรือกาแฟที่ระยะเวลา 1 ชั่วโมงและวันด้วยเครื่องสเปคโตโฟโตมิเตอร์เพื่อหาค่าความแตกต่างของสี หลังจากนั้นวิเคราะห์ผลค่าแรงดึงและความแข็งผิว โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบ ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยในแต่ละกลุ่มด้วยการเปรียบเทียบเชิงซ้อนชนิดบอนเฟร์โรนที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ค่าแรงดึงของอีลาสโตเมอริกลิเกเจอร์ทุกกลุ่มหลังจากแช่ในน้ํากลั่นที่ระยะเวลา 1 วัน 7 วัน และ 28 วัน มีค่าต่ํากว่าค่าแรงดึงเริ่มต้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) โดยพบว่าที่ระยะเวลาการแช่ 1 วัน ค่าแรง ดึงจะลดลงประมาณร้อยละ 40 ถึง 60 ของแรงดึงเริ่มต้น แต่ค่าแรงดึงระหว่างทุกช่วงเวลาของการแช่ในน้ํากลั่น มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ (p > 0.05) ค่าความแข็งผิวแบบซอร์เอของชิ้นทดสอบระหว่างก่อน และหลังแช่ในน้ํากลั่นที่ระยะเวลาต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ (p > 0.05) ความต้านทาน ต่อการติดสีพบว่า ความแตกต่างของสีมีค่ามากกว่า 3.3 เมื่อชิ้นทดสอบผ่านการแช่น้ําชาหรือกาแฟเป็นเวลา 1 ชั่วโมง สรุป อีลาสโตเมอริกลิเกเจอร์มีค่าแรงดึงลดลงหลังจากแช่น้ํากลั่นเป็นเวลา 1 วัน แต่ค่าความแข็งผิวของชิ้น ทดสอบไม่เปลี่ยนแปลงทุกช่วงระยะเวลาของการแช่ในน้ํากลั่น นอกจากนี้ชิ้นทดสอบสามารถติดสีได้หลังจากแช่ใน น้ําชาหรือกาแฟที่ระยะเวลา 1 ชั่วโมง (ว ทันต จุฬาฯ 2552;32:11-22)
ความเที่ยงและความตรงของดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพฉบับภาษาไทย, ชาญชัย ให้สงวน
ความเที่ยงและความตรงของดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพฉบับภาษาไทย, ชาญชัย ให้สงวน
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ ดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพได้รับการประยุกต์สําหรับทันตแพทย์ไทย โดยผ่านกระบวนการ ปรับข้ามวัฒนธรรม การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณสมบัติด้านความเที่ยงและความตรงของดัชนีฉบับภาษาไทย วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่างชุด ก. ประกอบด้วยทันตแพทย์ที่ได้รับการสุ่มเลือกจํานวน 792 คน ดําเนินการเก็บ ข้อมูลด้วยแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ประเมินความตรงเชิงปัจจัยด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจประเมินความตรงเชิงโครงสร้างด้วยวิธีความตรงร่วมกันของข้อความและวิธีความตรงแบ่งแยกของข้อความประเมินความเที่ยงประเภทความฟ้องภายในด้วยค่าสถิติครอนห์มาคอัลฟา และประเมินความเที่ยงประเภทแบ่ง ครึ่งด้วยสัมประสิทธิ์สเปียร์แมน-บราวน์ กลุ่มตัวอย่างชุด ข. ประกอบด้วยทันตแพทย์จํานวน 234 คน ที่ได้รับและ ส่งคืนแบบสอบถามซ้ํา เพื่อประเมินความเที่ยงประเภททดสอบซ้ําด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้น ผลการศึกษา ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสํารวจได้โครงสร้างปัจจัยประกอบด้วยมิติทั้ง 4 ด้าน ตามดัชนีต้นฉบับ ได้แก่ คุณวุฒิ หน้าที่รับผิดชอบ ความมีอิสระในการทํางาน และอํานาจแห่งตัวแทน รวมทั้งมิติที่ 5 ซึ่งเพิ่มขึ้นมา ในด้านคุณวุฒิ-หน้าที่รับผิดชอบ มิติส่วนใหญ่ของแบบจําลอง 5 ปัจจัยนี้มีความตรงร่วมกันของข้อความและ ความตรงแบ่งแยกของข้อความในระดับที่ดี ยกเว้นเพียงมิติด้านความมีอิสระในการทํางาน ผลการประเมิน ความพ้องภายในได้ค่าสถิติอัลฟาอยู่ระหว่าง 0.25-0.85 ค่าสัมประสิทธิ์สเปียร์แมน-บราวน์มีค่าระหว่าง 0.34-0.87 สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้นของแต่ละข้อความมีค่าอยู่ระหว่าง 0.32-0.60 สรุป การประเมินคุณสมบัติด้านความเที่ยงและความตรง พบว่ามีระดับค่อนข้างต่ําอยู่บ้างในบางมิติของดัชนีโดยเฉพาะอย่างยิ่งดัชนีฉบับภาษาไทยยังมีโครงสร้างของปัจจัยไม่สอดคล้องตามดัชนีต้นฉบับ จึงสมควรต้องมีการพัฒนาคุณสมบัติทางการวัดผลของดัชนีต่อไป ก่อนที่จะนําไปใช้ประเมินความเป็นวิชาชีพของทันตแพทย์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2 ทันต จุฬาฯ 2552;32:53-68)
Highly Active Antiretroviral Therapy And Its Oral Manifestations In Hiv Patients, Pratanporn Arirachakaran
Highly Active Antiretroviral Therapy And Its Oral Manifestations In Hiv Patients, Pratanporn Arirachakaran
Chulalongkorn University Dental Journal
Oral manifestations such as candidiasis and hairy leukoplakia are common lesions found in patients infected with human immunodeficiency virus. Those who are on antiretroviral drugs may demonstrate various orofacial effects. Immune reconstitution reflects a patientûs improved immune response, but this may be accompanied by excessive response to previously exposed antigens, resulting in opportunistic infection. Common adverse effects of antiviral therapy include xerostomia and erythema multiforme, which are mostly related to use of protease inhibitors and nucleoside reverse transcriptase inhibitors. Perioral paresthesia, mucosal hyperpigmentation and lichenoid reaction may also be seen, along with an increased probability of oral warts and salivary …
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาสีฟันสามชนิดในการลดกลิ่นปากในคนไทยกลุ่มหนึ่ง, จินตนา ศิริชุมพันธ์, ศิริพร โชติไพบูลย์พันธุ์, สุคนธา เจริญวิทย์, ธนกฤต ถิระวงศ์ไพศาล, ธีรวัฒน์ พัฒนกุลเลิศ, ภาณุชาติ เสนวงษ์
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาสีฟันสามชนิดในการลดกลิ่นปากในคนไทยกลุ่มหนึ่ง, จินตนา ศิริชุมพันธ์, ศิริพร โชติไพบูลย์พันธุ์, สุคนธา เจริญวิทย์, ธนกฤต ถิระวงศ์ไพศาล, ธีรวัฒน์ พัฒนกุลเลิศ, ภาณุชาติ เสนวงษ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบระดับความเข้มข้นของไอระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ (วีเอสซี) ในช่องปากก่อน-หลังการแปรงฟันและลิ้นด้วยยาสีฟันแต่ละชนิด และเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการลดกลิ่นปากระหว่างยาสีฟันสามชนิด วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่างซึ่งปราศจากพยาธิสภาพในช่องปากและโรคทางระบบ 16 คน (ชาย 8 คน หญิง 8 คน อายุ 18-22 ปี) ได้รับการวัดระดับความเข้มข้นของวีเอสซี เพื่อหากลิ่นปากตอนเช้าด้วยเครื่องออริลโครมา จากนั้น ให้กลุ่มตัวอย่างทดลอง 4 ครั้ง โดยแปรงฟันและแปรงลิ้นด้วยยาสีฟัน 3 ชนิด (อภัยภูเบศร คอลเกตโททอล 12 ซิสเท็มมาดีปอิมแพค) และยาสีฟันหลอก 1 ชนิด แล้ววัดกลิ่นปากที่เวลา 0 30 60 90 และ 120 นาทีหลังการ แปรงฟันและลิ้น เปรียบเทียบระดับความเข้มข้นของวีเอสซีก่อน-หลังการแปรงฟันและลิ้น โดยใช้สถิติการทดสอบที่สําหรับกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่สัมพันธ์กัน หรือการทดสอบเชิงเครื่องหมายและลําดับที่แบบวิลคอกชน และเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการลดกลิ่นปากระหว่างยาสีฟันทั้งสามชนิดกับยาสีฟันหลอก โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบความเท่ากันของค่าเฉลี่ยแบบโรบัสต์ หรือการทดสอบคริสตัล-วอลลิส ที่ ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการทดลอง ระดับความเข้มข้นของวีเอสซีลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่เวลา 0 30 60 90 และ 120 นาที หลังการแปรงฟันและลิ้นด้วยยาสีฟันแต่ละชนิด (p < 0.05) เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างยาสีฟันทั้งสาม ชนิดกับยาสีฟันหลอก ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p > 0.05) สรุป ยาสีฟันแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการลดกลิ่นปากที่เวลา 0 30 60 90 และ 120 นาทีหลังการแปรงฟันและลิ้น ประสิทธิภาพในการลดกลิ่นปากระหว่างยาสีฟันทั้งสามชนิดกับยาสีฟันหลอกไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (ว ทันต จุฬาฯ 2552;32:1-10)
ฤทธิ์ในการกําจัดเชื้อราแคนดิดาอัลบิแคนส์ในคลองรากฟันของสารผสมแคลเซียมไฮดรอกไซด์กับคลอร์เฮกซิดีน หรือ สแตนนัสฟลูออไรด์ในห้องปฏิบัติการ, ศิริเพ็ญ วนแสงสกุล, เฉลิมขวัญ ภู่วรวรรณ, ทิพาพรรณ เศรษฐศิริสมบัติ, กานต์นภัส ปีติอัครวัชร์
ฤทธิ์ในการกําจัดเชื้อราแคนดิดาอัลบิแคนส์ในคลองรากฟันของสารผสมแคลเซียมไฮดรอกไซด์กับคลอร์เฮกซิดีน หรือ สแตนนัสฟลูออไรด์ในห้องปฏิบัติการ, ศิริเพ็ญ วนแสงสกุล, เฉลิมขวัญ ภู่วรวรรณ, ทิพาพรรณ เศรษฐศิริสมบัติ, กานต์นภัส ปีติอัครวัชร์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อราแคนดิดาอัลบิแคนส์ของสารผสมแคลเซียมไฮดรอกไซด์กับ คลอร์เฮกซิดีนหรือสแตนนัสฟลูออไรด์ในห้องปฏิบัติการ วัสดุและวิธีการ ใช้วิธีการวัดผลการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราบนวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ และทดสอบประสิทธิภาพ ในการฆ่าแคนดิดาของสารผสมเมื่อใช้เป็นยาใส่ในคลองรากฟันเป็นเวลา 7 วัน รวมทั้งวัดการเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรดด่างของสาร ผลการศึกษา สารผสมแคลเซียมไฮดรอกไซด์ทั้งสามชนิด (น้ํากลั่น คลอร์เฮกซิดีน สแตนนิสฟลูออไรด์) มีฤทธิ์ใน การยับยั้งการเจริญของแคนดิดาบนวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อไม่แตกต่างกันและมีคุณสมบัติเป็นด่างแก่ อย่างไรก็ตามสาร ผสมแคลเซียมไฮดรอกไซด์กับคลอร์เฮกซิดีน หรือ สแตนนิสฟลูออไรด์ มีฤทธิ์ในการลดปริมาณแคนดิดาในคลอง รากฟันมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ สรุป แคลเซียมไฮดรอกไซด์ผสมคลอร์เฮกซิดีน และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ผสมสแตนนิสฟลูออไรด์มีฤทธิ์ในการลดปริมาณเชื้อราในคลองรากฟัน (ว ทันต จุฬาฯ 2551:31:371-84)
ผลของสารเชื่อมยึดและระยะเวลาในการเก็บชิ้นงานต่อค่าความแข็งแรงดัดขวางของเรซินอะคริลิกเสริมเส้นใยแก้ว, ประภาพร หอมจันทร์จีรัง, อิศราวัลย์ บุญศิริ
ผลของสารเชื่อมยึดและระยะเวลาในการเก็บชิ้นงานต่อค่าความแข็งแรงดัดขวางของเรซินอะคริลิกเสริมเส้นใยแก้ว, ประภาพร หอมจันทร์จีรัง, อิศราวัลย์ บุญศิริ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของสารเชื่อมยึด 2 ชนิด และระยะเวลาการเก็บชิ้นงานต่อค่าความแข็งแรงตัดขวางของเรซินอะคริลิกเสริมเส้นใยแก้ว วัสดุและวิธีการ ชิ้นทดสอบขนาด 2x2x25 มิลลิเมตร สร้างขึ้นจากวัสดุเรซินอะคริลิกชนิดบ่มได้เองจํานวน 80 ชิ้น แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ (ก) กลุ่มที่ไม่ได้เสริมเส้นใย (ข) กลุ่มที่ไม่ได้ปรับสภาพผิวเส้นใยแก้ว (ค) กลุ่มเสริม เส้นใยแก้วที่ปรับสภาพพื้นผิวด้วยสารเชื่อมยึดไซเลน และ (ง) กลุ่มเสริมเส้นใยแก้วที่ปรับสภาพพื้นผิวด้วยสาร เชื่อมยึดไททาเนต โดยเส้นใยแก้วที่ใช้เสริมความแข็งแรงปริมาณร้อยละ 10 โดยปริมาตรถูกจัดวางให้ขนานตาม แนวยาวและอยู่ในตําแหน่งกึ่งกลางของชิ้นทดสอบ แต่ละกลุ่มทดลองถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อยเพื่อเก็บชิ้นงานใน น้ํากลั่นที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 วัน และ 30 วัน ก่อนนํามาทดสอบความแข็งแรงดัดขวางแบบ 3 จุด (ความเร็วในการเคลื่อนหัวกด 1 มม. ต่อนาที) จากนั้นศึกษาลักษณะพื้นผิวที่แตกด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด วิเคราะห์ค่าความแข็งแรงดัดขวางด้วยการทดสอบความแปรปรวนแบบสองทาง ผลการศึกษา ค่าความแข็งแรงตัดขวางของแต่ละกลุ่มทดสอบต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) โดย กลุ่มที่ปรับสภาพพื้นผิวด้วยสารเชื่อมยึดไซเลนมีค่ามากกว่ากลุ่มที่ปรับสภาพพื้นผิวด้วยสารเชื่อมยึดไททาเนต กลุ่ม ที่ไม่ได้ปรับสภาพผิวเส้นใยแก้ว และกลุ่มที่ไม่ได้เสริมเส้นใยแก้ว ตามลําดับ และค่าความแข็งแรงดัดขวางของแต่ละ กลุ่มทดสอบที่แช่น้ํา 7 มีค่ามากกว่ากลุ่มที่แช่น้ํา 30 วัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) สรุป สารเชื่อมยึดสามารถเพิ่มค่าความแข็งแรงดัดขวางในเรซินอะคริลิกเสริมเส้นใยแก้ว และเวลาในการเก็บชิ้นงานมีผลต่อค่าความแข็งแรงดัดขวางของเรซินอะคริลิกเสริมเส้นใยแก้ว (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:349-58)
การสลายในน้ําของวัสดุอุดฟันชั่วคราวชนิดซิงค์ออกไซด์แคลเซียมซัลเฟตที่พัฒนาใหม่, สุพัชรา บุณยวีย์, เจนจิรา ถิระวัฒน์, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล
การสลายในน้ําของวัสดุอุดฟันชั่วคราวชนิดซิงค์ออกไซด์แคลเซียมซัลเฟตที่พัฒนาใหม่, สุพัชรา บุณยวีย์, เจนจิรา ถิระวัฒน์, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาวัสดุอุดฟันชั่วคราวประเภทซิงค์ออกไซด์ แคลเซียมซัลเฟตให้มีการสลายในน้ําลดลง วัสดุและวิธีการ เตรียมวัสดุที่ทําการปรับเปลี่ยนอัตราส่วนขององค์ประกอบหลักระหว่างแคลเซียมซัลเฟตต่อซิงค์ ออกไซด์เป็น 4 สูตร และใช้เควิตเป็นกลุ่มควบคุม นําชิ้นตัวอย่างกลุ่มละ 20 ชิ้นไปทดสอบการสลายในน้ํา แล้วหา ค่าเฉลี่ยของการสลายในน้ําของแต่ละกลุ่ม วิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยในแต่ละกลุ่มด้วยการเปรียบเทียบเชิงซ้อนชนิดบอนเฟร์โรนิ ผลการศึกษา วัสดุอุดฟันชั่วคราวที่เตรียมขึ้นใหม่มีค่าเฉลี่ยร้อยละการสลายในน้ําเท่ากับ 8.884 + 0.789, 4.930 + 1.157, 3.629 + 1.039 และ 10,594 + 1.097 ในกลุ่มตัวอย่างของสูตรที่ 1 สูตรที่ 2 สูตรที่ 3 และสูตรที่ 4 ตามลําดับ ขณะที่เควิตเท่ากับ 13.455 + 1.185 วัสดุอุดฟันชั่วคราวที่เตรียมขึ้นใหม่ทุกสูตรมีการสลายในน้ําต่างกัน และน้อย กว่าเควิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) สรุป วัสดุอุดฟันชั่วคราวที่เตรียมขึ้นใหม่ทั้ง 4 สูตรสลายในน้ําน้อยกว่าเควิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (2 ทันต จุฬาฯ 2551:31:331-8)
ผลของยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้น500 และ 1000 ส่วนในล้านส่วนต่อการเจริญ ของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุ : การศึกษาใน ห้องปฏิบัติการ, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, พัชรา พิพัฒนโกวิท
ผลของยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้น500 และ 1000 ส่วนในล้านส่วนต่อการเจริญ ของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุ : การศึกษาใน ห้องปฏิบัติการ, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, พัชรา พิพัฒนโกวิท
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดฟันผุของยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 และ 1000 ส่วนในล้านส่วนที่มีจําหน่ายในประเทศไทย วัสดุและวิธีการ สเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ ATCC 25175 แลกโตเบซิลลัสเคชิไอ IFO 3533 และ สเตร็ปโต ค็อกคัสชอบรินัส OMZ 1762 ได้ถูกนํามาทดสอบกับยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 ส่วนในล้านส่วน 6 ชนิด และ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนอีก 6 ชนิด โดยนํายาสีฟันมาวิเคราะห์หาปริมาณฟลูออไรด์อิออน โดยฟลูออไรด์อิเล็กโทรดและนํามาทดสอบกับเชื้อแบคทีเรีย ด้วยวิธีการแพร่ในอาหารเลี้ยงเชื้อแบบหุ้น จากนั้นนํา มาวัดเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณที่ไม่มีเชื้อขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปอิมเมจโปรพลัสรุ่น 4.5 และนํามา คํานวณหาพื้นที่และวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปเอสพีเอสเอสรุ่น 13ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ผลการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียภายในกลุ่มยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 ส่วนในล้านส่วนไม่มีความแตกต่าง กันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p > 0.05) ในทางตรงกันข้าม พบว่ากลุ่มยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 และ 1000 ส่วนในล้านส่วน พบว่ายาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนให้ผลในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย แตกต่างจากยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 ส่วนในล้านส่วนอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) สรุป ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนให้ผลในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียมากกว่ายาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 500 ส่วนในล้านส่วน และปริมาณฟลูออไรด์ในยาสีฟันที่ละลายน้ําเป็นฟลูออไรด์อิออนมีความสัมพันธ์กับความ สามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (2 ทันต จุฬาฯ 2551;31:385-98)
Bottle-Using Behaviors In A Group Of Bangkok Preschool Children, Keswadee Subsandee, Supaporn Chongvisal, Napaporn Kittitavornkul, Nantajit Wangprasertkul
Bottle-Using Behaviors In A Group Of Bangkok Preschool Children, Keswadee Subsandee, Supaporn Chongvisal, Napaporn Kittitavornkul, Nantajit Wangprasertkul
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective To study the bottle-using behaviors in a group of preschool children in Bangkok, Thailand. Materials and methods The sample consisted of 970 preschool children aged 1-6 years old from one kindergarten in Bangkok. Parents/caregivers completed self-administered questionnaires including information related to demographic data, the childrenûs bottle using or weaning status and the parentsû attitudes towards bottle using. Results Out of 824 questionnaires returned (85%), 605 were valid (73.4%). Results showed that 58.2% (352/605) of children (age 2.6 ± 0.9 years) still used a feeding-bottle while 41.8% (253/605) already weaned from bottle (age 4.2 ± 1.2 years). The mean age …
การปรับข้ามวัฒนธรรมของดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพสําหรับทันตแพทย์ไทย, ชาญชัย ให้สงวน
การปรับข้ามวัฒนธรรมของดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพสําหรับทันตแพทย์ไทย, ชาญชัย ให้สงวน
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพสําหรับทันตแพทย์ไทยด้วยการปรับข้ามวัฒนธรรม และประเมินความทัดเทียมกันระหว่างดัชนีต้นฉบับกับดัชนีภาษาไทย วัสดุและวิธีการ นําดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพมาผ่านกระบวนการปรับข้ามวัฒนธรรมตามแนวทางสากล อันประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ การแปลต้นฉบับเป็นภาษาไทย การรวบรวมร่างแปลฉบับต่างๆ เข้าเป็นฉบับร่าง รวม การแปลย้อนกลับ การประเมินผลการแปลและความทัดเทียมกันโดยคณะบุคคล และการทดสอบภาคสนาม โดยกลุ่มตัวอย่างทันตแพทย์ 13 คน ผลการศึกษา ดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพได้ผ่านการแปลเป็นภาษาไทย และการปรับข้ามวัฒนธรรมโดยไม่ พบปัญหาสําคัญ ผลการประเมินความทัดเทียมโดยคณะบุคคล พบว่า ดัชนีฉบับภาษาไทยและดัชนีต้นฉบับมีความทัดเทียมกันทั้งในเชิงภาษา เชิงสังกัป และเชิงวัฒนธรรม การทดสอบภาคสนามพบว่า ข้อความในดัชนีมี ความชัดเจน และความสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของระบบบริการทันตสุขภาพไทย สรุป ดัชนีแบบอย่างความเป็นวิชาชีพฉบับภาษาไทยได้รับการปรับข้ามวัฒนธรรมโดยผ่านการประเมินว่ามีความทัดเทียมกับดัชนีต้นฉบับ แต่ยังสมควรต้องมีการศึกษาคุณสมบัติของดัชนีในด้านความเที่ยงและความตรงก่อนที่จะนําไปใช้ประเมินความเป็นวิชาชีพของทันตแพทย์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2 ทันต จุฬาฯ 2557:37:315-30)
การศึกษาคุณภาพน้ําทิ้งภายในคณะ ทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิบูลย์ เกิดโภคทรัพย์, ประเวศ เสรีเชษฐพงษ์, เอมอร เบญจวงศ์กุลชัย, สุพจน์ พัฒนะศรี, พิชญ รัชฎาวงศ์, วรรณดารา อินทรปัญญา, จันทรวรรณ ตันเจริญ
การศึกษาคุณภาพน้ําทิ้งภายในคณะ ทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิบูลย์ เกิดโภคทรัพย์, ประเวศ เสรีเชษฐพงษ์, เอมอร เบญจวงศ์กุลชัย, สุพจน์ พัฒนะศรี, พิชญ รัชฎาวงศ์, วรรณดารา อินทรปัญญา, จันทรวรรณ ตันเจริญ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวิจัยคุณภาพน้ําทิ้ง ปริมาณโลหะหนัก และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัสดุทางทันตกรรม สารเคมี และวัตถุอันตราย ภายในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ ทั้งนี้ ผลที่ได้จากการวิจัย จะนํามาประกอบการตัดสินใจออกแบบระบบบําบัดน้ําเสีย รวมถึงกําหนดแนวทางการใช้ การ เก็บรักษา และการกําจัดสารเคมีและวัตถุอันตราย วัสดุและวิธีการ การดําเนินการวิจัยทําโดยการสุ่มตัวอย่างน้ําเสีย น้ําทิ้ง และน้ําดีจากอาคารต่างๆ จํานวน 10 จุด ในช่วงเวลาที่มีการเรียนการสอนภายในห้องปฏิบัติการและการให้บริการทางทันตกรรมหนาแน่นที่สุด เพื่อเป็น ตัวแทนในการศึกษา โดยมี 2 จุดที่มีการบําบัดน้ําเสียก่อนทิ้ง จากนั้นทําการวิเคราะห์ตัวอย่างเหล่านี้เพื่อตรวจวัด คุณภาพน้ําเสียและน้ําทิ้ง และปริมาณโลหะหนัก 3 ชนิด ได้แก่ แคดเมียม ตะกั่ว และปรอท ตามวิธีมาตรฐาน ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยปริมาณโลหะหนักและคุณภาพน้ําทิ้งของอาคารส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ยกเว้นค่า เฉลี่ยปริมาณปรอทในน้ําทิ้งจากอาคารทันต 5 อาคารทันต 10 และอาคารทันต 15 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน รวมถึง ค่าเฉลี่ยปริมาณบีโอดี น้ํามันและไขมัน และของแข็งแขวนลอยทั้งหมดในน้ําทิ้งจากอาคารทันต 10 สูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐาน ส่วนผลการวิเคราะห์น้ําดีของทุกอาคารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สรุป จากการนําน้ําที่ไปใช้ในกิจกรรมด้านการเรียนการสอนภายในห้องปฏิบัติการ การทําวิจัย การให้บริการทาง ทันตกรรม และการอุปโภคบริโภค ทําให้น้ําทิ้งภายในคณะฯ มีปริมาณปรอท บีโอดี น้ํามันและไขมัน และของแข็ง แขวนลอยทั้งหมดปนเปื้อนอยู่จริง และเมื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์น้ําเสียก่อนการบําบัดกับน้ําทิ้งหลังการ บําบัดพบว่า ค่าเฉลี่ยคุณภาพน้ําทิ้งดีขึ้น ส่วนค่าเฉลี่ยปริมาณโลหะหนักไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ เนื่องจาก ระบบบําบัดน้ําเสียที่มีอยู่ไม่ได้ออกแบบไว้เพื่อกําจัดโลหะหนัก (2 ทันต จุฬาฯ 2551:31:283-94)
ประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์และเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมิแทนส์ของสารอะลูมิเนียมคลอไรด์, ประเวศ เสรีเชษฐพงษ์, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, ศุภราภรณ์ กันทาสุวรรณ์, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล
ประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์และเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมิแทนส์ของสารอะลูมิเนียมคลอไรด์, ประเวศ เสรีเชษฐพงษ์, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, ศุภราภรณ์ กันทาสุวรรณ์, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ในการยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ และ เชื้อแอกกรีเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ ในห้องปฏิบัติการ วัสดุและวิธีการ การศึกษานี้ใช้เทคนิคบรอทไดลูชันและไทม์คิล โดยเลี้ยงเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ในอาหารเหลวเลี้ยงเชื้อชนิดทริปติกซอยและเลี้ยงเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ในอาหารเหลวเลี้ยง เชื้อชนิดเบรนฮาร์ทอินฟิวชัน ที่มีความเข้มข้นของสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ร้อยละ 0.05 0.1 0.2 0.3 0.4 และ 0.5 โดยมวลต่อปริมาตร ในตู้เพาะเลี้ยงเชื้อที่มีความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 5 อุณหภูมิ 37 องศา เซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง โดยจะเก็บตัวอย่างที่ 0.5 3 6 9 18 และ 24 ชั่วโมง ยืนยันผลด้วยการนับค่าจํานวน จุลินทรีย์ที่มีชีวิต โดยวิธีการเกลี่ยเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อ ผลการศึกษา ความเข้มข้นต่ําสุดของสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ที่มีผลยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ และเชื้อแอกกรีเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ คือความเข้มข้นร้อยละ 0.2 และ 0.05 โดยมวลต่อปริมาตรตามลําดับ ความเข้มข้นต่ําสุดที่มีผลทําลายเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์และเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ คือ ความเข้มข้นร้อยละ 0.5 และ 0.2 โดยมวลต่อปริมาตร ตามลําดับ สําหรับระยะเวลาในการ ทําลายเชื้อพบว่า ปริมาณเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมิวแทนส์ลดลงจนเป็นศูนย์ เมื่อทดสอบด้วยสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.5 โดยมวลต่อปริมาตร เป็นเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ส่วนปริมาณเชื้อแอกกริเกที่แบกเทอร์ แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ลดลงจนเป็นศูนย์ เมื่อทดสอบด้วยสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.2 โดย มวลต่อปริมาตร เป็นเวลาอย่างน้อย 9 ชั่วโมง สรุป สารอะลูมิเนียมคลอไรด์ความเข้มข้นร้อยละ 0.5 และ 0.2 โดยมวลต่อปริมาตร มีผลทําลายเชื้อสเตร็ป โตค็อกคัสมิวแทนส์และเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ตามลําดับ ขณะที่ความเข้มข้นของ สารอะลูมิเนียมคลอไรด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.2 และ 0.05 โดยมวลต่อปริมาตร มีผลยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตค็อก คัสมิวแทนส์และเชื้อแอกกริเกทแบกเทอร์แอกทิโนไมซีเทมคอมแทนส์ ตามลําดับ (ว ทันตจุฬาฯ 2551;31:399-406)
ความพึงพอใจและความรู้สึกของผู้ป่วยกระดูกขากรรไกรและใบหน้าภายหลังได้รับการบูรณะด้วยอวัยวะเทียมภายในช่องปาก, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล
ความพึงพอใจและความรู้สึกของผู้ป่วยกระดูกขากรรไกรและใบหน้าภายหลังได้รับการบูรณะด้วยอวัยวะเทียมภายในช่องปาก, นิยม ธํารงค์อนันต์สกุล, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความพึงพอใจและความรู้สึกของผู้ป่วยที่ถูกตัดขากรรไกรบนออกบางส่วนหลังได้รับ การบูรณะด้วยอวัยวะเทียมภายในช่องปาก ในด้านการใช้งาน ความสวยงาม และ ความมั่นใจ วัสดุและวิธีการ เป็นการตอบแบบสอบถามของผู้ป่วยจํานวน 25 รายที่ได้รับการผ่าตัดเอากระดูกขากรรไกรบน ออกบางส่วน โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ประวัติทางการแพทย์และทันตกรรม และ3. ความพึงพอใจและความรู้สึก ซึ่งประกอบด้วยการถอดและใส่อวัยวะเทียม การรับประทานอาหาร ความ แนบสนิท การพูด ความสวยงาม ความมั่นใจ และความท้อแท้หลังการได้รับการผ่าตัด โดยระดับความพึงพอใจ หรือความรู้สึกแบ่งเป็น 3 ระดับได้แก่ ต่ํา ปานกลาง และ สูง นําระดับความพึงพอใจหรือความรู้สึกของผู้ป่วย มาคิดเป็นร้อยละ ผลการศึกษา ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย เพศชาย 14 ราย เพศหญิง 11 ราย อายุเฉลี่ยเท่ากับ 42.0 + 3.7 ปี ผู้ป่วย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับครอบครัว ร้อยละ 32 ของผู้ป่วยที่เคยมีงานทําต้องกลายเป็นบุคคลว่างงานหลังเกิดความ พิการในช่องปาก ผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับการบูรณะเพื่อแก้ไขความพิการโดยใส่อวัยวะเทียม โดยชนิดของอวัยวะเทียม ที่ใส่ร้อยละ 64 เป็นฐานอะคริลิกเรซินส่วนที่เหลือเป็นชนิดฐานโลหะ พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความพึงพอใจสูง จนถึงปานกลางต่ออวัยวะเทียมที่ใส่ ในด้านการถอดใส่ การใช้รับประทานอาหารประเภทอ่อนนุ่ม การต้านรั่วซึม การออกเสียง ความสวยงาม และการเสริมบุคลิกภาพ แต่ผู้ป่วยบางรายที่มีความพึงพอใจระดับต่ําในบางเรื่อง และ บางรายที่รู้สึกท้อแท้ในชีวิตหลังได้รับการผ่าตัดและต้องการการคําแนะนําจากบุคลากรที่ให้การรักษา สรุป จากแบบสอบถามความพึงพอใจและความรู้สึกทั้ง 25 ข้อของผู้ป่วยเมื่อได้รับการบูรณะด้วยอวัยวะเทียม ภายในช่องปาก ส่วนมากให้ระดับความพึงพอใจที่ระดับสูง แต่มีบางข้อที่ผู้ป่วยให้ระดับความพึงพอใจที่ระดับต่ําซึ่งข้อมูลที่ได้นี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการนํามาพัฒนาการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยของหน่วยบูรณะช่องปากและใบหน้า โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ (ว ทันต จุฬาฯ 2551;31:305-14)