Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Prosthodontics and Prosthodontology (74)
- Dental Materials (57)
- Oral and Maxillofacial Surgery (45)
- Oral Biology and Oral Pathology (35)
- Pediatric Dentistry and Pedodontics (31)
-
- Dental Public Health and Education (29)
- Orthodontics and Orthodontology (22)
- Endodontics and Endodontology (15)
- Periodontics and Periodontology (13)
- Medical Specialties (2)
- Oral Medicine (2)
- Oral and Maxillofacial Radiology (2)
- Alternative and Complementary Medicine (1)
- Congenital, Hereditary, and Neonatal Diseases and Abnormalities (1)
- Dental Hygiene (1)
- Dermatology (1)
- Diseases (1)
- Health and Medical Administration (1)
- Interprofessional Education (1)
- Medical Education (1)
- Orthopedics (1)
- Other Dentistry (1)
- Pathological Conditions, Signs and Symptoms (1)
- Quality Improvement (1)
- Skin and Connective Tissue Diseases (1)
- Veterinary Medicine (1)
- Veterinary Pathology and Pathobiology (1)
- Veterinary Toxicology and Pharmacology (1)
- Keyword
-
- Calcium hydroxide (5)
- Dental caries (5)
- Anxiety (4)
- Composite resin (4)
- Retention (4)
-
- Acrylic resin (3)
- CAI (3)
- Denture base (3)
- Fluoride (3)
- Microleakage (3)
- Periodontal disease (3)
- Quality of life (3)
- Resin cement (3)
- Saliva (3)
- Streptococcus mutans (3)
- Transverse strength (3)
- Treatment (3)
- Acid Production (2)
- Artificial caries-like lesion (2)
- Attrition (2)
- Caries prevalence (2)
- Chlorhexidine (2)
- Computer program (2)
- Condylar Path Angle (2)
- Deflective rupture (2)
- Demineralization inhibitory ability (2)
- Dental Anatomy (2)
- Dental Health Knowledge (2)
- Dental Report (2)
- Dental fear (2)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 511 - 540 of 1270
Full-Text Articles in Dentistry
ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของไฟล์นิกเกิลไทเทเนียมแบบหมุนด้วยเครื่องในการรื้อกัตตาเปอร์ชาในคลองรากฟันที่โค้ง, สุนทรี เพชรรุ่งรัศมี, ปิยาณี พาณิชย์วิสัย
ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของไฟล์นิกเกิลไทเทเนียมแบบหมุนด้วยเครื่องในการรื้อกัตตาเปอร์ชาในคลองรากฟันที่โค้ง, สุนทรี เพชรรุ่งรัศมี, ปิยาณี พาณิชย์วิสัย
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรื้อกัตตาเปอร์ชาในคลองรากโค้งด้วยไฟล์นิกเกิลไทเทเนียมแบบหมุนด้วยเครื่องร่วมกับยูคาลิปตอล และวิธีใช้ไฟล์ที่ใช้มือร่วมกับยูคาลิปตอล วัสดุและวิธีการ ทําการศึกษาในรากฟันด้านแก้มไกลกลางของฟันกรามบน 88 ซี่ ซึ่งมีมุมส่วนโค้งคลองรากฟัน 10-35 องศา ขยายคลองรากฟันด้วยเทคนิคมอดดีไฟด์สเต็ปแบคและอุดคลองรากฟันด้วยกัตตาเปอร์ชาและซิงค์ออกไซด์ ยูจินอลซิลเลอร์ หนึ่งสัปดาห์ต่อมารอกัตตาเปอร์ชาโดยใช้โพรไฟล์ร่วมกับยูคาลิปตอลในกลุ่มที่ 1 และไฟล์ชนิด เอชร่วมกับยูคาลิปตอลในกลุ่มที่ 2 ความปลอดภัยของการรื้อกัตตาเปอร์ชาประเมินจากการเบี่ยงเบนของคลอง รากฟันและปริมาณเนื้อฟันที่เสียไปหลังการรื้อกัตตาเปอร์ชา การเบี่ยงเบนของคลองรากฟันวัดจากผลต่างของมุม ส่วนโค้งคลองรากฟันก่อนและหลังการรื้อกัตตาเปอร์ชา ปริมาณเนื้อฟันที่เสียไปวัดจากผลต่างของสัดส่วนของพื้นที่ รากฟันต่อพื้นที่คลองรากฟันก่อนและหลังการรื้อกัตตาเปอร์ชา ประสิทธิภาพการรื้อกัตตาเปอร์ชาประเมินจากเวลาทั้งหมดที่ใช้รื้อกัตตาเปอร์ชาและความสะอาดของคลองรากฟันหลังรื้อกัตตาเปอร์ชา ทดสอบทางสถิติโดย ใช้การทดสอบของแมนวิทนีย์ ยู ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา โพรไฟล์ทําให้เสียเนื้อฟันในแนวแก้ม-ลิ้นมากกว่าไฟล์ชนิดเอชอย่างมีนัยสําคัญแต่ไม่มีความแตกต่าง ในแง่การเสียเนื้อฟันในแนวใกล้กลาง-ไกลกลาง อย่างไรก็ตามการเสียเนื้อฟันอยู่ในสัดส่วนน้อยกว่า 1/3 ของ ความกว้างรากฟัน โพรไฟล์รื้อกัตตาเปอร์ชาได้เร็วกว่าไฟล์ชนิดเอชอย่างมีนัยสําคัญ แต่ไม่มีความแตกต่างในแง่ ความสะอาดของคลองรากฟัน สรุป การใช้โพรไฟล์ร่วมกับยูคาลิปตอลสามารถรื้อกัตตาเปอร์ชาในคลองรากโค้งได้อย่างปลอดภัยและสามารถกําจัดกัตตาเปอร์ชาออกจากคลองรากฟันโค้งได้ ไม่แตกต่างกับไฟล์ที่ใช้มือร่วมกับยูคาลิปตอล แต่ใช้เวลาน้อยกว่าอย่างมีนัยสําคัญ (ว ทันต จุฬาฯ 2554;34:117-128)
การศึกษาการตกค้างของโครเมียมและนิกเกิลที่ฝังในกระดูก ภายหลังการเจาะกระดูกด้วยหัวเจาะรากฟันเทียม, อุมาพร วิมลกิตติพงศ์, สรรพัชญ์ นามะโน, สิทธิชัย ทัดศรี
การศึกษาการตกค้างของโครเมียมและนิกเกิลที่ฝังในกระดูก ภายหลังการเจาะกระดูกด้วยหัวเจาะรากฟันเทียม, อุมาพร วิมลกิตติพงศ์, สรรพัชญ์ นามะโน, สิทธิชัย ทัดศรี
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ ศึกษาการตกค้างของโลหะโครเมียมและนิกเกิลในกระดูก เมื่อมีการใช้หัวเจาะรากฟันเทียมเป็น ครั้งที่ 1 ครั้งที 10 และครั้งที่ 20 วัสดุและวิธีการ การศึกษานี้ใช้ขากรรไกรล่างวัว 11 ขากรรไกร แต่ละขากรรไกรตัดเป็นกระดูกชิ้นทดสอบขนาด 8 x 8 x 12 ลูกบาศก์มิลลิเมตร จํานวน 21 ชิ้น สุ่ม 1 ชิ้นเป็นชิ้นกระดูกควบคุมที่ไม่มีการเจาะกระดูก กระดูกที่ เหลืออีก 20 ชิ้นสุ่มเลือกเพื่อเจาะกระดูกเป็นลําดับที่ 1 ถึง 20 การเจาะนั้นใช้หัวเจาะรากฟันเทียม 1 ชุด ต่อ 1 ขากรรไกร หัวเจาะรากฟันเทียม 1 ชุด ประกอบด้วยหัวเจาะ 3 ตัว คือ หัวเจาะเทปเปอร์ทิป เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 มิลลิเมตร (บริษัทรีเพลสซีเลคโนเบลไบโอแคร์) หัวเจาะเทปเปอร์ เส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 มิลลิเมตร (บริษัท รีเพลสซีเลคโนเบลไบโอแคร์) และสุดท้ายใช้หัวเจาะรีมเมอร์ เส้นผ่านศูนย์กลาง 3.7 มิลลิเมตร (โครงการวิจัย พัฒนาผลิตรากเทียมและอุปกรณ์) ทําการเจาะกระดูกชิ้นทดสอบแต่ละชิ้นด้วยหัวเจาะรากฟันเทียม 3 ตัว ตาม ลําดับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง โดยมีการควบคุมแรงกด ความเร็วของเครื่องเจาะ และความลึกของหัวเจาะ ในกระดูกให้คงที่ วัดปริมาณโครเมียมและนิกเกิลที่ตกค้างในกระดูกด้วยเครื่องแกรไฟต์เฟคเนท อะตอมมิก แอบซอร์พชันสเปกโทรโฟโตมิเตอร์ ในชิ้นกระดูกควบคุม ชิ้นกระดูกที่ถูกเจาะเป็นลําดับที่ 1 10 และ 20 เปรียบเทียบ ปริมาณโครเมียมและนิกเกิลที่ตกค้างด้วยสถิติครูสคัล วัลลิส ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา การใช้หัวเจาะรากฟันเทียมครั้งที่ 20 ทําให้เกิดการตกค้างของโครเมียมและนิกเกิลในกระดูกมากที่สุด การใช้หัวเจาะครั้งที่ 1 ทําให้เกิดการตกค้างของโครเมียมและนิกเกิลในกระดูกน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบปริมาณโลหะแยกตามชนิดพบว่าการตกค้างของโครเมียมจากการใช้หัวเจาะครั้งที่ 1 มีปริมาณน้อยกว่าการใช้หัวเจาะครั้งที่ 10 และ 20 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ …
ความแข็งแรงดัดขวางสองแกนของวัสดุเซรามิกชนิดเซอร์โคเนียที่อัตราส่วนคอร์ต่อวีเนียร์ต่างกัน, ปรารมภ์ ซาลิมี, ธีรา ธรรมวาสี
ความแข็งแรงดัดขวางสองแกนของวัสดุเซรามิกชนิดเซอร์โคเนียที่อัตราส่วนคอร์ต่อวีเนียร์ต่างกัน, ปรารมภ์ ซาลิมี, ธีรา ธรรมวาสี
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบและเปรียบเทียบความแข็งแรงดัดขวางสองแกนและลักษณะการแตกหักของวัสดุเซอร์โคเนียเซรามิกที่มีอัตราส่วนความหนาของคอร์ต่อวีเนียร์พอร์ซเลนต่างกัน วัสดุและวิธีการ ทําการขึ้นรูปชิ้นตัวอย่างเซอร์โคเนียเซรามิก เป็นแผ่นกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 มิลลิเมตร หนา 1.2 มิลลิเมตร จํานวน 50 ชิ้น แบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 10 ชิ้นตามอัตราส่วนความหนาของชั้นคอร์ต่อชั้น วีเนียร์ กลุ่มที่ 1 = 1:0 (คอร์ทั้งชิ้น) กลุ่มที่ 2 = 2:1 (คอร์ 0.8 มิลลิเมตร) กลุ่มที่ 3 = 1:1 (คอร์ 0.6 มิลลิเมตร) กลุ่มที่ 4 = 1:2 (คอร์ 0.4 มิลลิเมตร) และ กลุ่มที่ 5 = 0.1 (วีเนียร์ทั้งชิ้น) นําชิ้นตัวอย่างมาทดสอบและคํานวณ หาค่าความแข็งแรงดัดขวางสองแกน ตามมาตรฐาน ISO 6872 ปี ค.ศ. 1995 โดยใช้เครื่องทดสอบสากลที่ ความเร็วหัวกด 1 มิลลิเมตรต่อนาที จนชิ้นตัวอย่างแตก ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยความแข็งแรงดัดขวางสองแกนและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มที่ 1 = 921.48 1 106.86 เมกะพาสคัล กลุ่มที่ 2 = 1009.49 + 98.72 เมกะพาสคัล กลุ่มที่ 3 = 895.68 + 92.96 เมกะพาสคัล กลุ่มที่ 4 = 768.08 + 73.17 เมกะพาสคัล และกลุ่มที่ 5 = 70.49 + 8.54 …
แนวคิดโมโนบลอคในการบูรณะฟันที่ผ่าน การรักษาคลองรากฟันแล้ว, อัมพาภรณ์ นิธิประทีป, เฉลิมพล ลี้ไวโรจน์
แนวคิดโมโนบลอคในการบูรณะฟันที่ผ่าน การรักษาคลองรากฟันแล้ว, อัมพาภรณ์ นิธิประทีป, เฉลิมพล ลี้ไวโรจน์
Chulalongkorn University Dental Journal
การบูรณะฟันภายหลังการรักษาคลองรากฟันเป็นสิ่งสําคัญต่อความสําเร็จของการรักษาคลองรากฟัน จากความก้าวหน้าในการพัฒนาวัสดุบูรณะจึงมีการนําเสนอแนวคิดโมโนบลอคมาใช้อธิบายการบูรณะฟันที่ผ่านการรักษาคลองรากฟันแล้วด้วยการใช้เดือยฟันเส้นใยสําเร็จรูป แนวคิดโมโนบลอค คือ ความพยายามให้เกิด การประสานเสมือนเป็นหน่วยเดียวกันทางเชิงกลของฟันและวัสดุบูรณะ ด้วยการใช้วัสดุบูรณะที่สามารถยึดกัน ได้ดีและยึดติดกับเนื้อฟันได้อย่างสมบูรณ์ มีค่ามอดูลัสของสภาพยืดหยุ่นใกล้เคียงเนื้อฟัน เมื่อมีแรงกระทําต่อฟัน วัสดุจะมีการบิดตัวไปพร้อมกับเนื้อฟันทําให้มีการกระจายแรงที่เท่า ๆ กัน บทความปริทัศน์นี้กล่าวถึงแนวคิด โมโนบลอคในฟันที่ผ่านการรักษาคลองรากฟันแล้ว ในแง่ของคําจํากัดความ การจําแนกประเภท ปัจจัยต่าง ๆ ที่มี ผลให้เกิดลักษณะโมโนบลอค รวมทั้งข้อจํากัดหรือปัญหาที่พบในแนวคิดโมโนบลอคนี้ (ว ทันต จุฬาฯ 2554;34:141-154)
ความแข็งแรงดัดขวางของเรซินคอมโพสิตเสริมเส้นใยแก้วในประเทศและต่างประเทศและเส้นใยโพลีเอทิลีน, พิสัยศิษฏ์ ชัยจรินนท์, อิศราวัลย์ บุญศิริ
ความแข็งแรงดัดขวางของเรซินคอมโพสิตเสริมเส้นใยแก้วในประเทศและต่างประเทศและเส้นใยโพลีเอทิลีน, พิสัยศิษฏ์ ชัยจรินนท์, อิศราวัลย์ บุญศิริ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ ศึกษาค่าความแข็งแรงดัดขวางของเรซินคอมโพสิตที่เสริมเส้นใย วัสดุและวิธีการ ชิ้นงานเรซินคอมโพสิต 140 ชิ้นขนาด 2 x 2 x 25 มิลลิเมตร แบ่งเป็น 7 กลุ่ม ๆ ละ 20 ชิ้น ได้แก่กลุ่มควบคุมที่ไม่เสริมเส้นใย กลุ่มที่เสริมเส้นใยแก้วในประเทศไทยมี 4 กลุ่ม ปริมาณร้อยละ 10 20 30 40 โดยปริมาตรตามลําดับ กลุ่มเสริมเส้นใยแก้วสําเร็จรูปจากต่างประเทศและกลุ่มเสริมเส้นใยโพลีเอทิลีน โดยแต่ละ กลุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย กลุ่มละ 10 ชิ้น แช่น้ํากลั่น 37 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 7 และ 30 วัน ทดสอบค่าความ แข็งแรงดัดขวางด้วยเครื่องทดสอบสากลรุ่น 8874 ความเร็วหัวกด 1 มิลลิเมตรต่อนาทีใช้สถิติทดสอบแบบที่วิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียวและการเปรียบเทียบพหุคูณ ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95 ผลการศึกษา กลุ่มเสริมเส้นใยมีความแข็งแรงดัดขวางสูงขึ้น กลุ่มแช่ในน้ํากลั่น 30 วัน มีค่าความแข็งแรงตัดขวาง ลดลง กลุ่มเสริมเส้นใยแก้วในประเทศไทยปริมาณร้อยละ 30 โดยปริมาตร มีค่าความแข็งแรงดัดขวางสูงสุด กลุ่มเสริมด้วยเส้นใยแก้วในประเทศไทยปริมาณร้อยละ 10 โดยปริมาตร มีค่าความแข็งแรงตัดขวางใกล้เคียงกับ กลุ่มเสริมด้วยเส้นใยแก้วสําเร็จรูปและกลุ่มเสริมด้วยเส้นใยโพลีเอทิลีน สรุป การเสริมเส้นใยปริมาณเหมาะสมช่วยให้ชิ้นงานแข็งแรงขึ้นเมื่อนําชิ้นงานแช่น้ํานานขึ้นทําให้ความแข็งแรงลดลง (ว ทันต จุฬาฯ 2554;34:45-54)
ผลของซีพีพี-เอซีพีเพสต์และซีพีพี-เอซีเอฟพีเพสต์ต่อการลดลงของรอยด่างขาวจากฟันตกกระ, พุธรําไพ จันทรวราทิตย์, รุจิรา เพื่อนอัยกา
ผลของซีพีพี-เอซีพีเพสต์และซีพีพี-เอซีเอฟพีเพสต์ต่อการลดลงของรอยด่างขาวจากฟันตกกระ, พุธรําไพ จันทรวราทิตย์, รุจิรา เพื่อนอัยกา
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบการลดลงของรอยด่างขาวจากฟันตกกระระดับน้อย (ระดับ 1-3 ของดัชนีพื้นผิว ของฟันตกกระ) บนฟันตัดถาวรซีกลางบน ภายหลังการใช้ซีพีพีเอชพีเพสต์ และซีพีพี เอซีเอฟพีเพสต์ ทารอย โรควันละ 2 ครั้งต่อเนื่องกัน 3 เดือน วัสดุและวิธีการ การวิจัยนี้ได้คัดเลือกฟันตัดถาวรซี่กลางบนขวาและซ้าย (#11, #21) ที่มีรอยด่างขาวที่เกิดจาก ฟันตกกระ 140 ซี่ จากเด็ก 70 คน อายุ 10-15 ปี อาศัยอยู่ในอําเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีระดับ ฟลูออไรด์ในน้ําประปา 0.541 ส่วนในล้านส่วน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 (กลุ่มควบคุม) ใช้เฉพาะยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนเพียงอย่างเดียว กลุ่มที่ 2 และ 3 ทารอยโรคด้านใกล้ริม ฝีปากด้วยซีพีพีเอชพีเพสต์ และซีพีพี เอซีเอฟพีเพสต์ตามลําดับ ร่วมกับการใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ถ่ายภาพ กลุ่มตัวอย่างในระบบดิจิทัลก่อนและหลัง 3 เดือนโดยควบคุมวิธีการถ่ายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และวัดระดับ ความเข้มแสงของรอยโรคด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์อิมเมจ-โปร พลัส ใช้การทดสอบที่สําหรับกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่สัมพันธ์กันเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความเข้มแสงก่อนและหลังการใช้เพสต์ภายในกลุ่ม และ ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความเข้มแสงระหว่างกลุ่ม นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบ การเปลี่ยนแปลงระดับความรุนแรงของฟันตกกระตามดัชนีพื้นผิวของฟันตกกระ ซึ่งประเมินโดยทันตแพทย์ จํานวน 5 คนที่ผ่านการทดสอบความแม่นยําแล้วโดยใช้การทดสอบไคสแควร์ การทดสอบทางสถิติกระทําที่ระดับ นัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ที่ระยะเวลา 3 เดือน ค่าเฉลี่ยความเข้มแสงของรอยโรคทุกกลุ่มลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p = 0.003, p < 0.001) อย่างไรก็ตามค่าความเข้มแสงระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน (p = 0.194) และเมื่อเปรียบ เทียบการเปลี่ยนแปลงระดับความรุนแรงของฟันตกกระจากการประเมินภาพถ่ายด้วยทันตแพทย์ พบว่าส่วนใหญ่ และไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม (p = 0.067)ไม่มีการเปลี่ยนแปลง สรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าที่ระยะเวลา 3 เดือน การลดลงของรอยด่างขาวจากฟันตกกระไม่แตกต่างกัน เมื่อใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนร่วมกับซีพีพี เอซีทีเพสต์ หรือซีพีพี เอซีเอฟพีเพสต์ และ ไม่แตกต่างจากการใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนเพียงอย่างเดียว (ว ทันต จุฬาฯ 2554:34:31-44)
การเตรียมโพรงฟันด้านประชิดตามแนวทางทันตกรรมอนุรักษ์, กฤษฎา โตศักดิ์ภราเลิศ, รังสิมา สกุลณะมรรคา, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์
การเตรียมโพรงฟันด้านประชิดตามแนวทางทันตกรรมอนุรักษ์, กฤษฎา โตศักดิ์ภราเลิศ, รังสิมา สกุลณะมรรคา, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์
Chulalongkorn University Dental Journal
แนวคิดทางทันตกรรมอนุรักษ์ได้พัฒนาจากความเข้าใจในกระบวนการเกิดโรคฟันผุและการพัฒนาของ วัสดุบูรณะฟันที่สามารถยึดติดกับฟัน นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงการออกแบบโพรงฟันเพื่อการบูรณะฟัน ที่ผ่านมา GV Black ได้เสนอการออกแบบโพรงฟันสําหรับอะมัลกัมซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่ยึดติดกับฟันทําให้ฟันมีความแข็งแรงลด ลง ดังนั้นจึงได้มีการเสนอแนวทางการออกแบบโพรงฟันใหม่ให้มีขนาดเล็กลง รักษาโครงสร้างของฟันได้มากขึ้น หรือชะลอความต้องการในการบูรณะโพรงฟันที่มีขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นช้าลง จุดประสงค์ของบทความปริทัศน์นี้ เพื่อทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการเตรียมโพรงฟันด้านประชิดในแต่ละแบบ วิธีการเตรียมโพรงฟัน ปัจจัยที่มีผลต่อการบูรณะฟันและอายุการใช้งาน (ว ทันต จุฬาฯ 2554;34:65-74)
ความพอใจต่อความสวยงามของสัดส่วนทางมานุษยวิทยาที่แตกต่างกันของฟันหน้าบนโดยการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์, ปิยะรัตน์ เฉลิมสุขสันต์, อรพินท์ แก้วปลั่ง
ความพอใจต่อความสวยงามของสัดส่วนทางมานุษยวิทยาที่แตกต่างกันของฟันหน้าบนโดยการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์, ปิยะรัตน์ เฉลิมสุขสันต์, อรพินท์ แก้วปลั่ง
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความพอใจของทันตแพทย์ไทยต่อความสวยงามของสัดส่วนทางมานุษยวิทยาที่แตกต่างกันของฟันหน้าบน วัสดุและวิธีการ โดยใช้ภาพจําลอง 6 ภาพ ที่ได้รับการคํานวณและตกแต่งจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งกําหนด ให้ขนาดความกว้างของฟันตัดกลางบนมีค่าเป็นร้อยละ 24 ของระยะระหว่างปุ่มฟันเขี้ยวบนทั้งสอง หรือมีค่า เป็น 1 ใน 6.6 ส่วนของระยะทางระหว่างจุดกึ่งกลางรูม่านตาดําทั้งสอง เมื่อได้ค่าขนาดความกว้างของฟันตัดกลาง เบนจากทั้งสองวิธีเป็นค่าเริ่มต้นแล้ว นําไปคํานวณขนาดความกว้างของฟันตัดข้างบนและฟันเขี้ยวบนจากการ ใช้สัดส่วนระหว่างความกว้างของฟันต่อฟันถัดไปที่ร้อยละ 62 70 และ 80 ภาพจําลองในแบบสอบถามถูกเรียง ลําดับโดยการสุ่มพร้อมกับการตอบแบบสอบถามความพอใจของทันตแพทย์ และลําดับของภาพจําลองคงที่ตลอดในการทําวิจัยในครั้งนี้ โดยที่ทันตแพทย์ผู้ดูให้คะแนนความพอใจโดยใช้สเกลคะแนนแบบเส้นตรง การวิเคราะห์ ข้อมูลคะแนนความพอใจ โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และใช้การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกันโดยวิธีแรกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนความพอใจเฉลี่ยของภาพและประสบการณ์ในการทํางานด้านทันตกรรมที่แตกต่างกัน ส่วนวิธีที่สองใช้ในการเปรียบเทียบคะแนนความพอใจ เฉลี่ยของเพศ ระดับการศึกษาและสาขาวิชาที่แตกต่าง โดยมีระดับนัยสําคัญที่ 0.05 ผลการศึกษา พบว่าภาพจําลองที่มีขนาดความกว้างของฟันตัดกลางบนที่มีค่าเป็นร้อยละ 24 ของระยะระหว่างปุ่มฟันเขี้ยวบนทั้งสอง และขนาดความกว้างของฟันต่อฟันถัดไปที่ร้อยละ 80 ได้รับคะแนนความพอใจจาก ทันตแพทย์ไทยสูงสุด โดยได้คะแนนความพอใจเฉลี่ย 69.4 + 16.0 ขนาดและสัดส่วนของฟันหน้าบนและเพศของทันตแพทย์ที่แตกต่างกัน มีผลต่อคะแนนความพอใจอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) แต่ระดับการศึกษา สาขาวิชา และประสบการณ์ในการทํางานด้านทันตกรรมไม่มีผลต่อคะแนนความพอใจ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p > 0.05) สรุป ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนี้สามารถนําไปเป็นแนวทางเบื้องต้นในการวางแผนการรักษาทางทันตกรรมเพื่อความสวยงาม เพื่อช่วยตัดสินใจเลือกขนาดความกว้าง และสัดส่วนของฟันหน้าบน ในการบูรณะบริเวณดังกล่าวได้เพิ่มขึ้น (ว ทันต จุฬาฯ 2554;3419-20)
ผลของการปรับสภาพพื้นผิวต่อลักษณะพื้นผิวของเดือยฟันชนิดเส้นใยควอตซ์ด้วยสารเคมี, ศิริพร อรุณประดิษฐ์กุล, อิศราวัลย์ บุญศิริ, กัลยา ยั่งยืน, กิจศิภรณ์ บุญอํานวย, ชุติมณฑน์ ฑีฆวาณิช
ผลของการปรับสภาพพื้นผิวต่อลักษณะพื้นผิวของเดือยฟันชนิดเส้นใยควอตซ์ด้วยสารเคมี, ศิริพร อรุณประดิษฐ์กุล, อิศราวัลย์ บุญศิริ, กัลยา ยั่งยืน, กิจศิภรณ์ บุญอํานวย, ชุติมณฑน์ ฑีฆวาณิช
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาลักษณะพื้นผิวของเดือยฟันชนิดเส้นใยควอตซ์ที่ผ่านการปรับสภาพพื้นผิวด้วยสารเคมีชนิดต่างๆ วัสดุและวิธีการ นําเดือยฟันชนิดเส้นใยควอตซ์มาปรับสภาพพื้นผิวด้วยการแช่ในสารละลายชนิดต่าง ๆ ดังนี้ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 24% โซเดียมไฮโปคลอไรต์ 5.25% อีดีทีเอ 17% นาน 1 2 5 และ 10 นาที และกรด ไฮโดรฟลูออริก 4% นาน 15 30 และ 60 วินาที เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งไม่มีการปรับสภาพพื้นผิวใด ๆ โดย แช่เดือยในน้ํากลั่นนาน 10 นาที และศึกษาลักษณะพื้นผิวด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด ผลการศึกษา พื้นผิวของเดือยฟันชนิดเส้นใยควอตซ์หลังการแช่ในไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 24% นาน 1 2 และ 5 นาที โซเดียมไฮโปคลอไรด์ 5.25% นาน 1 และ 2 นาที และอีดีทีเอ 17% นาน 1 และ 2 นาที พบว่าพื้น ผิวเดือยฟันไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม การปรับสภาพพื้นผิวด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 24% นาน 10 นาที โซเดียมไฮโปคลอไรต์ 5.25% นาน 5 และ 10 นาที และอีดีทีเอ 17% นาน 5 และ 10 นาที พบการทําลายอีพอก ซีเรซินเมทริกซ์ทั้งบริเวณพื้นผิวและระหว่างเส้นใยควอตซ์ ส่วนการปรับสภาพพื้นผิวด้วยกรดไฮโดรฟลูออริก 4% นาน 15 30 และ 60 วินาทีพบการทําลายทั้งอีพอกซีเรซินเมทริกซ์และเส้นใยควอตซ์ โดยการทําลายจะรุนแรง ขึ้นสัมพันธ์กับเวลาในการแช่ในสารละลายที่นานขึ้น สรุป การปรับสภาพพื้นผิวเดือยฟันชนิดเส้นใยควอตซ์ด้วยการแช่ในไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 24% นาน 10 นาที โซเดียมไฮโปคลอไรต์ 5.25% นาน …
ผลของการปนเปื้อนน้ําลายที่มีต่อความแข็งแรงของพันธะเฉือนปอกของวัสดุติดยึดทางทันตกรรมจัดฟันระหว่างแบร็กเกตและผิวฟัน, เอกชัย ฤกษ์พิทักษ์พาณิช, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, ศุภมาศ ปริสัญโญดม, วาริณี ศรีมหาโชตะ, อิทธิศักดิ์ ดวงพัตรา
ผลของการปนเปื้อนน้ําลายที่มีต่อความแข็งแรงของพันธะเฉือนปอกของวัสดุติดยึดทางทันตกรรมจัดฟันระหว่างแบร็กเกตและผิวฟัน, เอกชัย ฤกษ์พิทักษ์พาณิช, ไพบูลย์ เตชะเลิศไพศาล, ศุภมาศ ปริสัญโญดม, วาริณี ศรีมหาโชตะ, อิทธิศักดิ์ ดวงพัตรา
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการปนเปื้อนน้ําลายที่มีต่อความแข็งแรงของพันธะเฉือน ปอกของวัสดุติดยึดทางทันตกรรมจัดฟันระหว่างแบร็กเกตและผิวฟัน วัสดุและวิธีการ เตรียมฟันกรามน้อยบนจํานวน 45 ปี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ๆ ละ 15 ปี เตรียมผิวฟันด้วยผงพัมมิซ และกรดฟอสฟอริก ล้างน้ําและเป่าแห้ง นําแบร็กเกตติดลงบนผิวฟันด้วยวัสดุติดยึดชนิดบ่มด้วยแสง ภายใต้ 3 เงื่อนไข กลุ่ม 1 ไม่มีการปนเปื้อนน้ําลาย กลุ่ม 2 มีการปนเปื้อนน้ําลายหลังการทาสารไพรเมอร์ กลุ่ม 3 มีการปนเปื้อน น้ําลายแต่เป่าแห้งก่อนทาสารไพรเมอร์เพื่อทําการยึดติด นําตัวอย่างทั้งหมดแช่น้ํากลั่นที่ 37 องศาเซลเซียส 24 ชั่วโมง วัดค่าความแข็งแรงของพันธะเฉือน ปอกด้วยเครื่องทดสอบสากลอินสตรอน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความแข็งแรง ของพันธะเฉือน ปอกในแต่ละกลุ่มโดยใช้การวิเคราะห์ทางสถิติค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว และวัดค่าการ เหลืออยู่ของวัสดุติดยึดบนตัวฟันด้วยค่าดัชนีการเหลืออยู่ของวัสดุติดยึด และทดสอบโดยค่าสถิติไคสแควร์ ที่ระดับ ความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยความแข็งแรงของพันธะเฉือน ปอกของกลุ่ม 1 2 และ 3 เท่ากับ 15.4 7.1 และ 16.9 เมกะ ปาสคาลตามลําดับ ความแข็งแรงพันธะของกลุ่มที่ 2 น้อยกว่ากลุ่มที่ 1 และ 3 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ในกลุ่มที่ 2 พบว่ามีการยึดติดล้มเหลวก่อนการทดสอบจํานวน 6 ตัวจาก 15 ตัว ในขณะที่กลุ่มที่ 1 และ 3 ไม่พบการยึดติด ล้มเหลวเกิดขึ้นก่อนการทดสอบ สําหรับแบร็กเกตที่ไม่มีความล้มเหลวในกลุ่มที่ 2 พบว่าค่าเฉลี่ยความแข็งแรงของ พันธะเฉือน ปอกเท่ากับ 11.9 เมกะปาสคาล ซึ่งไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ 1 และ 3 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ส่วน ค่าดัชนีการเหลืออยู่ของวัสดุติดยึดที่มีคะแนน 4 และ 5 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีวัสดุติดยึดเหลือติดอยู่ที่ผิวฟันน้อยกว่าร้อยละ 10 …
ผลของซีพีพี-เอซีพีเพสต์และฟลูออไรด์เจลต่อ ความแข็งระดับไมโครของผิวเคลือบฟันมนุษย์จากการสัมผัสกับเครื่องดื่มโคลา, อุษณีย์ กัลยาธิ, มุรธา พานิช, สุชิต พูลทอง
ผลของซีพีพี-เอซีพีเพสต์และฟลูออไรด์เจลต่อ ความแข็งระดับไมโครของผิวเคลือบฟันมนุษย์จากการสัมผัสกับเครื่องดื่มโคลา, อุษณีย์ กัลยาธิ, มุรธา พานิช, สุชิต พูลทอง
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของซีพีพีเอชพีเพสต์และฟลูออไรด์เจลในการป้องกันความแข็งระดับไมโครของผิวเคลือบฟันจากการสึกกร่อนด้วยเครื่องดื่มโคลาและเพื่อเปรียบเทียบผลของน้ําลายเทียมร่วมกับซีพีพี เอซีพี เพสต์หรือฟลูออไรด์เจลในการป้องกันความแข็งระดับไมโครของผิวเคลือบฟันจากการสึกกร่อนด้วยเครื่องดื่มโคลา วัสดุและวิธีการ เตรียมชิ้นตัวอย่างจากฟันตัดล่างของมนุษย์ที่ถูกถอนจํานวน 60 ปี ทําการสุ่มตัวอย่างโดยแบ่ง ออกเป็น 6 กลุ่มทดลองดังนี้ 1) ซีพีพีเอชพีเพสต์ร่วมกับน้ําปราศจากประจุ 2) ซีพีพีเอชพีเพสต์ร่วมกับน้ําลาย เทียม 3) น้ําลายเทียม 4) ฟลูออไรด์เจลร่วมกับน้ําปราศจากประจุ 5) ฟลูออไรด์เจลร่วมกับน้ําลายเทียม และ 6) น้ําปราศจากประจุ วัดค่าความแข็งของผิวเคลือบฟันด้านริมฝีปาก โดยกําหนดระยะห่างของรอยกดเท่ากับ 120 ไมโครเมตร ทําการกดด้วยหัวกดวิคเกอร์ส จํานวน 5 รอยกัดต่อการทดสอบแต่ละครั้ง โดยใช้เครื่องทดสอบความ แข็งระดับไมโคร ทําการกด 2 ช่วงเวลาต่อชิ้นตัวอย่าง คือ ก่อนการทดลองและหลังการสึกกร่อนด้วยเครื่องดื่มโคลา นําค่าความแข็งที่ได้มาทดสอบด้วยสถิติแพร์แซมเปิล ที เทสต์ การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษา หลังการสึกกร่อนด้วยเครื่องดื่มโคลา ค่าความแข็งของเคลือบฟันมีค่าลดลงอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) โดยค่าความแข็งของเคลือบฟันของกลุ่มซีพีพี เอซีทีเพสต์ร่วมกับน้ําลายเทียมและกลุ่มฟลูออไรด์ร่วม กับน้ําลายเทียม มีค่ามากกว่าความแข็งของเคลือบฟันของกลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) สรุป ซีพีที-เอซีทีเพสต์และฟลูออไรด์เจลไม่สามารถป้องกันค่าความแข็งของเคลือบฟันจากการสัมผัสกับเครื่อง ดื่มโคลาได้ แต่ซีพีพี เอซีพีร่วมกับน้ําลายเทียมและฟลูออไรด์ร่วมกับน้ําลายเทียมสามารถลดความรุนแรงของการ สูญเสียแร่ธาตุได้ (ว ทันต จุฬาฯ 2554;34:21-30)
ประสิทธิภาพของสื่อทันตสุขศึกษาเพื่อ การเรียนรู้ด้วยตนเองสําหรับผู้ดูแลเด็ก, พรพรรณ อัศวาณิชย์, อุมาพร คงสกุล, พจนา พงษ์พานิช, สุมิตร สูอําพัน, รุจิรา เพื่อนอัยกา
ประสิทธิภาพของสื่อทันตสุขศึกษาเพื่อ การเรียนรู้ด้วยตนเองสําหรับผู้ดูแลเด็ก, พรพรรณ อัศวาณิชย์, อุมาพร คงสกุล, พจนา พงษ์พานิช, สุมิตร สูอําพัน, รุจิรา เพื่อนอัยกา
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและประสิทธิผลของสื่อทันตสุขศึกษาเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองสําหรับ ผู้ดูแลเด็ก วัสดุและวิธีการ สื่อจัดทําขึ้นในรูปแบบวีดิทัศน์และแผ่นพับ มีเนื้อหาครอบคลุมถึงลักษณะของฟันผุในเด็กเล็ก ลักษณะของฟันที่สะอาด อาหารที่ทําให้เกิดฟันผุ วิธีการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันสําหรับเด็กก่อนวัยเรียน อาสา สมัครในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 275 คน จัดแบ่งตามภูมิลําเนาเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน เขตกรุงเทพมหานครจํานวน 77 คน อายุเฉลี่ย 35.8 + 9.5 ผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดชุมพรจํานวน 113 คน อายุเฉลี่ย 35.0 + 8.7 และผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดเชียงรายจํานวน 85 คน อายุเฉลี่ย 28.2 + 5.0 ภายหลังการดูสื่อหนึ่งครั้ง ทําการทดสอบความรู้ทางทันตสุขศึกษาด้วยแบบทดสอบชนิดปรนัยแบบ คู่ขนานก่อนและหลังการใช้สื่อจํานวน 15 ข้อ ทําการวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยโปรแกรม เอสพีเอสเอส เวอร์ชั่น 11.5 โดยใช้การทดสอบที่ สําหรับกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มแบบจับคู่ที่ระดับความเชื่อมั่นทาง สถิติร้อยละ 95 ผลการศึกษา สื่อมีประสิทธิภาพ 81/73 ประสิทธิผล 0.524 ผู้ดูแลเด็กได้คะแนนความรู้ทางทันตสุขศึกษาก่อน การใช้สื่อเฉลี่ย 8.6 + 2.1 (ร้อยละ 57.5) และได้คะแนนหลังการใช้สื่อเฉลี่ย 12.0 + 2.0 (ร้อยละ 79.7) โดย ผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตกรุงเทพมหานคร จังหวัดชุมพร และจังหวัดเชียงรายได้คะแนนความรู้ทาง ทันตสุขศึกษาก่อนการใช้สื่อเฉลี่ย 8.3 + 1.7 (ร้อยละ 55.1) 9.6 + 1.9 (ร้อยละ 64.1) และ 7.6 + 2.0 (ร้อยละ 50.9) ตามลําดับ โดยที่ได้คะแนนหลังการใช้สื่อเฉลี่ย 11.9 + 2.1 (ร้อยละ 79.4) 12.4 + …
ผลของกรดแอสคอร์บิกต่อสมบัติบางประการของยิปซัมชนิดที่สี่ที่ดัดแปรด้วยพอลิอะคริลาไมด์, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์, ณัฐวดี เหลี่ยมเจริญ
ผลของกรดแอสคอร์บิกต่อสมบัติบางประการของยิปซัมชนิดที่สี่ที่ดัดแปรด้วยพอลิอะคริลาไมด์, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์, ณัฐวดี เหลี่ยมเจริญ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงผลของกรดแอสคอร์บิกที่มีต่อกําลังแรงอัด เวลาแข็งตัว และการขยายตัวเนื่องจากการแข็งตัวของยิปซัมชนิดที่สี่ที่ดัดแปรด้วยพอลิอะคริลาไมด์ วัสดุและวิธีการ ในการทดลองนี้ได้ใช้ยิปซัมชนิดที่สี่ในปริมาณร้อยละ 97.5 และอะคริลาไมด์ร้อยละ 2.5 และใน การทดลองจะแบ่งออกเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มการทดลอง 5 กลุ่มซึ่งใส่โปแทสเซียมเปอร์ซัลเฟตในปริมาณที่คงที่ คือ 0.005 โมลาร์ และใส่ปริมาณของกรดแอสคอร์บิกที่แตกต่างกันคือ 0.005 0.013 0.026 0.052 และ 0.105 โมลาร์ ตามลําดับ การทดสอบกําลังแรงอัด เตรียมชิ้นตัวอย่างรูปทรงกระบอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มิลลิเมตร สูง 20 มิลลิเมตร กลุ่มละ 15 ชิ้นตัวอย่าง ทําการทดสอบค่ากําลังแรงอัด ด้วยเครื่องทดสอบสากลอินสตรอน รุ่น 8872 อัตราเร็วของการเคลื่อนที่ของหัวกด 1 มิลลิเมตรต่อนาที ที่เวลา 1 ชั่วโมง 24 ชั่วโมงและ 48 ชั่วโมง ภายหลังการผสม ทําการวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์ความแตกต่าง ระหว่างกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีบอนเฟอโรนี ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 การทดสอบเวลาแข็งตัว ทําการทดสอบ ด้วยเครื่องทดสอบระยะเวลาการก่อตัวชนิดเข็มไวแคท กลุ่มละ 5 ชิ้นตัวอย่าง และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ สถิติไคสแควร์ ด้วยวิธีมอนติคาร์โล ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 การทดสอบการขยายตัวเนื่องจากการแข็งตัว ใช้เครื่องเอ็กเทนโซมิเตอร์ อ่านค่าการขยายตัวที่เวลา 120 นาทีภายหลังจากทําการผสมแล้วนําค่าที่ได้มาคํานวณ เป็นค่าร้อยละของการขยายตัวเนื่องจากการแข็งตัว และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยวิธีอินดีเพนเด้นท์แซมเปิลที่เทสและวันแซมเปิลทีเทส ที่ระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 ผลการศึกษา จากผลการทดลองพบว่ากลุ่มที่ใส่กรดแอสคอร์บิก 0.026 โมลาร์ มีค่ากําลังแรงอัดมากที่สุดในทุก ช่วงเวลา โดยที่เวลา 1 และ 24 ชั่วโมง มีค่ามากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) นอกจากนี้กลุ่มที่ใส่ กรดแอสคอร์บิก 0.026 โมลาร์ มีระยะเวลาก่อตัวสั้นกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) แม้ว่าจากผล การทดสอบการขยายตัวเนื่องจากการแข็งตัว จะไม่พบความแตกต่างระหว่างอย่างมีนัยสําคัญระหว่างกลุ่มนี้กับ กลุ่มควบคุม แต่ค่าการขยายตัวเนื่องจากการแข็งตัวมีค่าน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ สรุป ในการปรับปรุงคุณภาพให้กับยิปซัมชนิดที่สี่ด้วยพอลิอะคริลาไมด์ ปริมาณกรดแอสคอร์บิกที่เหมาะสม 0.026 โมลาร์ที่สุดในการกระตุ้นการเกิดปฏิกิริยาคือ (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:197-206)
ความล้าเบี่ยงเบนของตะขอโลหะผสมโคบอลต์-โครเมียมที่นํากลับมาใช้ซ้ํา, เกศินี พัฒนเจริญ, ภาณุพงศ์ วงศ์ไทย
ความล้าเบี่ยงเบนของตะขอโลหะผสมโคบอลต์-โครเมียมที่นํากลับมาใช้ซ้ํา, เกศินี พัฒนเจริญ, ภาณุพงศ์ วงศ์ไทย
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณสมบัติและความต้านทานต่อการล้าของตะขอโอบฟันโลหะผสมโคบอลต์-โครเมียมที่นําโลหะเก่ากลับมาใช้ซ้ําในอัตราส่วนผสมของโลหะเก่าและโลหะใหม่โดยน้ําหนักที่แตกต่างกัน วัสดุและวิธีการ ชิ้นงานตัวอย่างตะขอโอบฟันที่ทําจากโลหะผสมโคบอลต์ โครเมียมจํานวนชิ้น ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ชิ้น โดยกลุ่มที่ 1 ทําจากโลหะใหม่ทั้งหมด กลุ่มที่ 2 ทําจากโลหะใหม่ร้อยละ 50 ผสมกับโลหะ เก่าร้อยละ 50 และกลุ่มที่ 3 ทําจากโลหะเก่าทั้งหมด โดยโลหะเก่าที่ใช้ผ่านการหลอมมาแล้ว 1 ครั้งเท่านั้น ชิ้นงาน ตัวอย่างกลุ่มละ 10 ชิ้น ถูกนํามาทดสอบการงอ โดยให้แรงจนกระทั่งชิ้นงานหัก และทําการบันทึกค่าคุณสมบัติ ต่างๆที่สนใจ ส่วนชิ้นงานตัวอย่างที่เหลือกลุ่มละ 5 ชิ้น จะถูกนํามาทดสอบความต้านทานต่อการล้า โดยให้แรง ที่ทําให้เกิดการเบนออกของชิ้นงานเป็นระยะ 0.25 มม. ซ้ําๆ เพื่อจําลองการดีดตัวของตะขอโอบฟันเข้าออกจาก ส่วนคอดของฟันหลักในขณะถอดใส่ฟันปลอม จนกระทั่งชิ้นงานเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างถาวรเป็น ระยะ 0.1 มม. ในแนวดิ่ง ทําการบันทึกจํานวนรอบของการให้แรง จากนั้นนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผลด้วยสถิติ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยสถิติแบบแอลเอสดี ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยของแรงที่จุดคราก ค่ามอดูลัสยืดหยุ่น และแรงที่ทําให้ชิ้นงานเบนออกไปเป็นระยะ 0.25 มม. ของตะขอที่ทําจากโลหะใหม่ทั้งหมดไม่แตกต่างกับตะขอที่ทําจากโลหะใหม่ร้อยละ 50 ผสมกับโลหะเก่าร้อยละ 50 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ แต่มีค่าสูงกว่าตะขอที่ทําจากโลหะเก่าทั้งหมดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) ตะขอที่ทําจากโลหะใหม่ทั้งหมดมีความต้านทานต่อการล้าเฉลี่ย (8,457 รอบ) สูงกว่าชิ้นงานตะขอที่ทําจากโลหะ ใหม่ร้อยละ 50 ผสมกับโลหะเก่าร้อยละ 50 (5,479 รอบ) และสูงกว่าชิ้นงานตะขอที่ทําจากโลหะเก่าทั้งหมด (2,880 รอบ) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ตามลําดับ (p < 0.05) สรุป การนําโลหะผสมโคบอลต์ โครเมียมกลับมาใช้ซ้ําในอัตราส่วนผสมของโลหะเก่าที่มากขึ้น มีผลทําให้ คุณสมบัติต่างๆ และความต้านทานต่อการล้าของตะขอโลหะเหวี่ยงลดลง (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:185-196)
องค์ประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยที่มีบิสมัทออกไซด์เมื่อผสมด้วย แคลเซียมคลอไรด์และเมททิลเซลลูโลส, ปุณยวีร์ วีระโสภณ, อัญชนา พานิชอัตรา
องค์ประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยที่มีบิสมัทออกไซด์เมื่อผสมด้วย แคลเซียมคลอไรด์และเมททิลเซลลูโลส, ปุณยวีร์ วีระโสภณ, อัญชนา พานิชอัตรา
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยที่มีบิสมัยออกไซด์เมื่อผสมกับแคลเซียมคลอไรด์และเมททิลเซลลูโลส เปรียบเทียบกับ พอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่มีบิสมัยออกไซด์ผสมด้วยน้ํากลั่น และไวท์โปรรูทเอ็มทีเอผสมด้วยน้ํากลั่น วัสดุและวิธีการ เตรียมพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยจากสองบริษัทที่มีบิสมัทออกไซด์ผสมด้วย น้ํากลั่นหรือของเหลวที่มีสารเร่งการแข็งตัว (สารละลายที่มีร้อยละ 5 ของแคลเซียมคลอไรด์ และร้อยละ 1 ของ เมททิลเซลลูโลส) และไวท์โปรรูทเอ็มทีเอผสมด้วยน้ํากลั่น กลุ่มละ 10 ตัวอย่าง ตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมี ของซีเมนต์ที่แข็งตัวแล้วด้วยการวิเคราะห์การเลี้ยวเบนรังสีเอ็กซ์ ศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนชนิดส่องกราด วัดความเป็นกรดด่าง ระยะเวลาแข็งตัว ความทึบรังสี ความทนแรงอัด และสภาพละลายได้ วิเคราะห์ผลการทดลองด้วยสถิติความแปรปรวนแบบทางเดียว (p < 0.05) ผลการศึกษา ไวท์โปรรูทเอ็มทีเอผสมด้วยน้ํากลั่นและพอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่มีบิสมัยออกไซด์ผสมด้วยน้ํากลั่นหรือผสมด้วยแคลเซียมคลอไรด์และเมททิลเซลลูโลสมีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายคลึงกัน ยกเว้นไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ จะมีผลึกละเอียด โดยไม่พบอนุภาคขนาดใหญ่ และมีอนุภาคของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ปะปนอยู่เล็กน้อย ความเป็นกรดด่างของซีเมนต์ทุกชนิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรก ไวท์โปรรูทเอ็มทีเอจะมีความเป็นด่างสูงที่สุด(12.07) เมื่อซีเมนต์แข็งตัวเต็มที่ พอร์ตแลนด์ซีเมนต์ที่ผสมด้วยแคลเซียมคลอไรด์และเมททิลเซลลูโลสจะมีความเป็นด่างสูงกว่าพอร์ตแลนด์ซีเมนต์ที่ผสมด้วยน้ํากลั่นอย่างมีนัยสําคัญ ซีเมนต์ที่ผสมด้วยแคลเซียมคลอไรด์และเมท ทิลเซลลูโลสจะมีเวลาการก่อตัวที่สั้นกว่า แต่มีความทนแรงอัดที่ 27 วันสูงกว่าซีเมนต์กลุ่มที่ผสมน้ํากลั่นอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติ ซีเมนต์ที่ผสมด้วยแคลเซียมคลอไรด์และเมททิลเซลลูโลสมีสภาพละลายได้มากกว่าไวท์โปรรูท เอ็มทีเอในวันแรกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ แต่เมื่อผ่านไป 21 วัน ซีเมนต์ทั้ง 5 กลุ่มมีสภาพละลายได้ไม่แตกต่างกัน สรุป พอร์ตแลนด์ซีเมนต์สีขาวที่ผลิตในประเทศไทยที่มีบิสมัยออกไซด์เมื่อผสมด้วยแคลเซียมคลอไรด์และเมททิลเซลลูโลสจะมีระยะเวลาการแข็งตัวที่น้อยกว่า แต่มีความทนแรงอัดสูงกว่าไวท์โปรรูทเอ็มทีเอซีเมนต์ที่ผสมด้วยน้ํากลั่น มีสภาพละลายได้ที่ 21 วัน และความทึบรังสีไม่แตกต่างจากไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ มีความเป็นด่างต่ํากว่าไวท์โปรรู เอ็มทีเอเล็กน้อย ซึ่งคุณสมบัติทางกายภาพโดยรวมของพอร์ตแลนด์ซีเมนต์ที่ผสมด้วยแคลเซียมคลอไรด์และเมททิลเซลลูโลสมีความเหมาะสมและเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเพื่อนํามาใช้แทนไวท์โปรรูทเอ็มทีเอได้ในอนาคต ( ทันต จุฬาฯ 2553;33:207-20)
ความชุกของนิสัยเคี้ยวข้างเดียวในผู้ป่วยจัดฟัน, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ, รักพร เหล่าสุทธิวงษ์, อัจฉรา นันทะแสง, เอกชัย ภูบาลี
ความชุกของนิสัยเคี้ยวข้างเดียวในผู้ป่วยจัดฟัน, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, นิรมล ชํานาญนิธิอรรถ, รักพร เหล่าสุทธิวงษ์, อัจฉรา นันทะแสง, เอกชัย ภูบาลี
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อหาความชุกของนิสัยเคี้ยวข้างเดียวและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนิสัยเคี้ยวข้างเดียวในคนไทยกลุ่มสบ ฟันปกติ และกลุ่มผู้ป่วยจัดฟัน วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย กลุ่มผู้ป่วยจัดฟัน จากภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 100 คน (ชาย 41 คน หญิง 59 คน) และกลุ่มสบฟันปกติ ซึ่งเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย 100 คน (ชาย 45 คน หญิง 55 คน) เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามเกี่ยวกับนิสัยการเคี้ยว ใช้สถิติเชิง พรรณนาเพื่อหาความชุกของนิสัยเคี้ยวข้างเดียว และการทดสอบไคสแควร์เพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนิสัยเคี้ยวข้างเดียว ผลการศึกษา ความชุกของนิสัยเคี้ยวข้างเดียวในกลุ่มผู้ป่วยจัดฟัน (ร้อยละ 51) สูงกว่าในกลุ่มสบฟันปกติ (ร้อยละ 28) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) ในกลุ่มผู้ป่วยจัดฟัน ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติเมื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนิสัยเคี้ยวข้างเดียว 10 ปัจจัย (p > 0.05) แต่ในกลุ่มสบฟันปกติพบความ สัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการปวดข้อต่อขากรรไกรกับนิสัยเคี้ยวข้างเดียว (p < 0.05) สรุป ความชุกของนิสัยเคี้ยวข้างเดียวในกลุ่มผู้ป่วยจัดฟันสูงกว่ากลุ่มสบฟันปกติ และไม่พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนิสัยเคี้ยวข้างเดียวในผู้ป่วยจัดฟัน ในขณะที่พบความสัมพันธ์ของการปวดข้อต่อขากรรไกรกับนิสัยเคี้ยวข้างเดียวใน กลุ่มสบฟันปกติ (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:155-62)
The Relationship Between Vertical And Horizontal Dimensions Of Interproximal Embrasure And The Presence Of Interdental Papilla In Maxillary Anterior Teeth, Suphot Tamsailom, Thanaporn Torsricharoen, Benjaporn Thanaratikul
The Relationship Between Vertical And Horizontal Dimensions Of Interproximal Embrasure And The Presence Of Interdental Papilla In Maxillary Anterior Teeth, Suphot Tamsailom, Thanaporn Torsricharoen, Benjaporn Thanaratikul
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective This study aimed to determine the relationships between the vertical and horizontal dimensions of interproximal embrasure and the presence of interdental papilla in the maxillary anterior teeth of healthy periodontal young adults. Materials and methods One hundred and thirty-three interproximal sites of maxillary anterior teeth of 31 third year dental students of the Faculty of Dentistry, Chulalongkorn University who had healthy periodontal status, ages between 19-21 years, were examined. The presence or absence of the interdental papilla was clinically determined. Periapical radiographs were taken on each subject using individual plastic stent with 3.17 mm metal ball for reference and …
Dental Pulp Responses To Pulp Capping Materials And Bioactive Molecules, Kajohnkiart Janebodin, Orapin V. Horst, Thanaphum Osathanon
Dental Pulp Responses To Pulp Capping Materials And Bioactive Molecules, Kajohnkiart Janebodin, Orapin V. Horst, Thanaphum Osathanon
Chulalongkorn University Dental Journal
An ideal treatment outcome of pulpal exposure during restorative procedures is to regain the primary structure of tubular dentin as well as maintain the vitality and healthiness of the dental pulp. Presumably this gold standard result requires pulp capping materials with antibacterial, anti-inflammatory, and dentin-pulp tissue regenerative properties. Various capping materials have been used in dentistry but none have been able to predictably induce the regeneration of underlying tubular dentin. Recently, potentially applicable tissue engineering strategies using scaffolds containing growth factors were introduced with promising results for dentin regeneration in animals, and similar approaches have been shown to be successful …
ประสิทธิภาพของฟลูออไรด์เฉพาะที่ชนิดวันที่ผลิตในประเทศในการต้านทานการเกิดรอยผุเทียม, ฉันท์ทิพย์ สุขสาโรจน์, สุภาภรณ์ จงวิศาล
ประสิทธิภาพของฟลูออไรด์เฉพาะที่ชนิดวันที่ผลิตในประเทศในการต้านทานการเกิดรอยผุเทียม, ฉันท์ทิพย์ สุขสาโรจน์, สุภาภรณ์ จงวิศาล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการยับยั้งการเกิดรอยผุเทียมบนผิวเคลือบฟันของแอซิดูเลเตดฟอสเฟต ฟลูออไรด์ชนิดลุ้นความเข้มข้นร้อยละ 1.23 ที่ผลิตในประเทศ เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่นําเข้าจากต่างประเทศ วัสดุและวิธีการ ศึกษาในฟันกรามน้อยจํานวน 36 ซี่ ซึ่งถูกถอนจากการจัดฟัน แบ่งฟันออกเป็น 3 กลุ่มตามชนิด ของฟลูออไรด์เฉพาะที่ชนิดขึ้นที่ศึกษาคือ กลุ่มที่ 1 พาสคาล กลุ่มที่ 2 ซียู เจล และกลุ่มที่ 3 60-เซคันด์ เจล กลุ่มละ 12 ซี่ แต่ละซี่แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นส่วนควบคุมไม่ใช้สารใด ๆ อีกส่วนเป็นส่วนทดลองทาฟลูออไรด์ เฉพาะที่ชนิดวันที่ศึกษาตามคําแนะนําของบริษัทผู้ผลิต (กลุ่ม 1 และ 2 เคลือบ 4 นาที กลุ่ม 3 เคลือบ 1 นาที) จากนั้นนําไปทําให้เกิดรอยผุเทียมด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาวะความเป็นกรดและด่าง เป็นเวลา 7 วัน แล้วจึงตัด ฟันในแนวแก้ม-ลิ้น นํามาส่องด้วยกล้องโพลาไรซ์ แล้ววัดความลึกรอยผุเทียมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์โฟโต้ชอป เวอร์ชั่น 7 ผลการศึกษา ความลึกรอยผุเทียมของส่วนควบคุมและส่วนทดลองในกลุ่มที่ 1 มีค่าเท่ากับ 89.81+ 8.58 และ 27.55 + 9.16 ไมโครเมตร กลุ่มที่ 2 มีค่าเท่ากับ 83.46 + 16.45 และ 27.04 + 9.14 ไมโครเมตร และกลุ่มที่ 3 มีค่าเท่ากับ 86.78 + 16.12 และ 28.58 + 9.55 ไมโครเมตร ตามลําดับ วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างความลึกรอยผุเทียม เฉลี่ยของส่วนทดลองและส่วนควบคุมในแต่ละกลุ่ม ด้วยสถิติการทดสอบที่สําหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กันที่ระดับ นัยสําคัญ 0.05 และระหว่างส่วนทดลองทั้ง 3 กลุ่มด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวที่ระดับนัยสําคัญ …
Shear-Peel Bond Strength Of Metal Bracket To Porcelain Surface Treated With 1.23% Acidulated Phosphate Fluoride Gel, Suchon Vatarugegrid, Smorntree Viteporn
Shear-Peel Bond Strength Of Metal Bracket To Porcelain Surface Treated With 1.23% Acidulated Phosphate Fluoride Gel, Suchon Vatarugegrid, Smorntree Viteporn
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The purpose of this study was to compare the shear-peel bond strength of metal bracket to the prepared porcelain surface with two different surface preparations; silane and 1.23% acidulated phosphate fluoride (APF) gel. Materials and methods The samples were comprised of 60 porcelain disks (diameter 10 mm, thickness 4 mm). All were unglazed with green stones and then were randomly assigned into 2 groups (30 specimens each). Group 1 (control), the porcelain surface was prepared with silane. Group 2, the porcelain surface was etched with 1.23% APF gel for 10 minutes. A central incisor metal bracket was bonded to …
Preliminary Study Of Effects Of A Standardized Extract Of Centella Asiatica Eca 233 On Minor Aphthous Ulcers, Chalandakorn Ruengprasertkit, Naulchavee Hongprasong, Boonyong Tantisira, Mayuree H. Tantisira
Preliminary Study Of Effects Of A Standardized Extract Of Centella Asiatica Eca 233 On Minor Aphthous Ulcers, Chalandakorn Ruengprasertkit, Naulchavee Hongprasong, Boonyong Tantisira, Mayuree H. Tantisira
Chulalongkorn University Dental Journal
Objective The present pilot study aimed to investigate the effects of a standardized extract of Centella asiatica ECa 233 on an oral paste form on minor recurrent aphthous ulceration (MiRAU). Materials and methods A randomized, single-blind, placebo controlled trial was conducted on 24 eligible subjects with MiRAU and randomly divided into four groups: 0.05, 0.10 and 0.20% ECa 233 paste and placebo oral paste. On entry to the trial at day 0, subjects were instructed to apply the oral paste three times per day (after breakfast and lunch and at bedtime) for 10 days or until the ulcer was completely …
ผลของควันบุหรี่และสารทําความสะอาดฟันเทียมต่อความแข็งผิวและสีของผิวเคลือบเรซินอะคริลิก, ณัฐวรรธน์ ปลื้มสําราญ, รุ่งอรุณ อภินันทน์, พนารัตน์ ขอดแก้ว, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล
ผลของควันบุหรี่และสารทําความสะอาดฟันเทียมต่อความแข็งผิวและสีของผิวเคลือบเรซินอะคริลิก, ณัฐวรรธน์ ปลื้มสําราญ, รุ่งอรุณ อภินันทน์, พนารัตน์ ขอดแก้ว, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของควันบุหรี่และสารทําความสะอาดฟันเทียมที่มีต่อสีและความแข็งผิวของเรซินอะคริลิก ที่ใช้และไม่ใช้สารเคลือบผิว วัสดุและวิธีการ เตรียมชิ้นงานเรซินอะคริลิกขนาด 15x15x3 มิลลิเมตร จํานวน 200 ชิ้น แบ่งเป็น 4 กลุ่ม โดย เตรียมผิวแตกต่างกัน ได้แก่ เรซินอะคริลิกที่ขัดด้วยแท่งไขขัดมันเพื่อใช้เป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มที่เคลือบผิวด้วย บอสเวิร์ธเกลซ พาลาซีล และพลาควิต ทําการวัดสีและความแข็งผิวก่อนและหลังจากอบควันบุหรี่ หลังจากนั้น แบ่งชิ้นงานแต่ละกลุ่มให้เป็น 5 กลุ่มย่อย สําหรับการแช่ในน้ําและสารทําความสะอาดฟันเทียมสี่ชนิด คือโบนีพลัส ฟิตตี้เดนท์ โพลิเดนต์ และสเตอราเดนต์ แล้ววัดสีและความแข็งผิวอีกครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้การ วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง สําหรับวิเคราะห์ผลต่างของ สีภายหลังอบควัน และภายหลังแช่สารทําความสะอาดฟันเทียมตามลําดับ โดยใช้การเปรียบเทียบเชิงซ้อนแบบแทมเฮน และใช้การทดสอบผลต่างค่าเฉลี่ยแบบจับคู่ในการวิเคราะห์ความแข็งผิว ทดสอบที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา หลังจากอบควันบุหรี่เรซินอะคริลิกที่ใช้สารเคลือบผิวทุกกลุ่มมีการติดสีน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติ ในขณะที่การแช่ในสารละลายใด ๆ ไม่มีผลต่อการติดสี ยกเว้นกลุ่มควบคุมเมื่อแช่ในน้ํา จะมีการเปลี่ยนสีมากอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สําหรับค่าความแข็งผิวพบว่าสารเคลือบผิวพลาดวิตให้ความแข็งผิวสูง ที่สุด ขณะที่สารเคลือบผิวบอสเวิร์ธเกลซให้ความแข็งผิวต่ําที่สุด และเมื่อนําชิ้นตัวอย่างมาอบควันบุหรี่และแช่สารทําความสะอาดฟันเทียมแล้ว กลุ่มที่ใช้สารเคลือบผิวทุกกลุ่มรวมทั้งกลุ่มควบคุมมีความแข็งผิวเปลี่ยนแปลง ยกเว้นกลุ่มที่เคลือบด้วยพาลาซีลที่มีค่าความแข็งผิวไม่แตกต่างจากตอนเริ่มต้น สรุป การอบควันบุหรี่ทําให้เรซินอะคริลิกที่ขัดด้วยแท่งไขขัดมันมีการติดสีมากกว่ากลุ่มที่ใช้สารเคลือบผิวแช่สารทําความสะอาดฟันเทียมทุกชนิดในทุกกลุ่มที่ใช้สารเคลือบผิว ให้ผลการติดสีไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้สารเคลือบผิวทําให้ความแข็งผิวของเรซินอะคริลิกเปลี่ยนแปลงทั้งก่อนและหลังจากแช่สารทําความสะอาดฟันเทียมด้วย (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:77-88)
ความก้าวหน้าของงานวิจัยวิศวกรรมเนื้อเยื่อฟัน:บทวิจารณ์, ธนภูมิ โอสถานนท์
ความก้าวหน้าของงานวิจัยวิศวกรรมเนื้อเยื่อฟัน:บทวิจารณ์, ธนภูมิ โอสถานนท์
Chulalongkorn University Dental Journal
วิศวกรรมเนื้อเยื่อของฟันทั้งเพื่อใช้ในการปลูกถ่ายทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป เป็นเทคนิคที่ถูกคาดหวังที่จะใช้ในการรักษาในคลินิกในอนาคต แม้ว่าในปัจจุบันยังมีข้อจํากัดอยู่มากในแง่ของคุณสมบัติทั้งทางกายภาพและชีวภาพที่จะพัฒนาการสร้างฟันขึ้นในห้องปฏิบัติการเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์นี้ แต่อย่างไรก็ตามได้มีรายงานวิจัย เกี่ยวกับการวิศวกรรมเนื้อเยื่อของฟันที่น่าสนใจตีพิมพ์ลงในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences USA บ่งบอกถึงศักยภาพของนักวิทยาศาสตร์ในการพัฒนางานด้านนี้ให้สามารถใช้ได้จริงในอนาคตบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปสาระสําคัญและวิจารณ์งานวิจัยนี้ เพื่อให้ทราบถึงความก้าวหน้าของงานวิศวกรรมเนื้อเยื่อของฟันในปัจจุบัน (2 ทันต จุฬาฯ 2553;33:143-48)
ผลของสารปรับสภาพพื้นผิวที่มีต่อความแข็งแรงดัดขวางของวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิกเรซินที่ผ่านการซ่อมแซม, นงลักษณ์ ธัญญะกิจไพศาล, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์
ผลของสารปรับสภาพพื้นผิวที่มีต่อความแข็งแรงดัดขวางของวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิกเรซินที่ผ่านการซ่อมแซม, นงลักษณ์ ธัญญะกิจไพศาล, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลของสารปรับสภาพผิวหน้าของฐานฟันปลอมอะครีลิกเรซินชนิดบ่มด้วยความร้อนเมื่อซ่อมด้วยอะครีลิกเรซินชนิดบ่มด้วยตัวเอง โดยพิจารณาจากค่าความแข็งแรงดัดขวาง วัสดุและวิธีการ เตรียมชิ้นงานอะครีลิกเรซินชนิดบ่มด้วยความร้อนตามมาตรฐาน ISO 1567 จํานวน 60 ชิ้น แบ่งเป็น 6 กลุ่มดังนี้ กลุ่มควบคุมบวก (กลุ่ม 1) กลุ่มควบคุมลบ (กลุ่ม 2) และกลุ่มทดลอง 4 กลุ่ม (กลุ่ม 3-6) โดยนํากลุ่ม 2 และกลุ่มทดลอง มาตัดตรงกลางให้ได้หน้าตัดเฉียง 45 องศา โดยกลุ่ม 2 ไม่ทําการปรับสภาพผิวหน้า และกลุ่ม 3-6 ทําการปรับสภาพผิวหน้าโดย กลุ่ม 3 และ 4 ใช้ส่วนเหลวของยูนิฟาสไทรเอด เป็นเวลา 5 และ 180 วินาที ตามลําดับ กลุ่ม 5 และ 6 ใช้สารเมทิลอะซิเตต และเมทิลฟอร์เมต เป็นเวลา 15 วินาที จากนั้นซ่อม ด้วยอะครีลิกเรซินชนิดบ่มด้วยตัวเอง ทดสอบความแข็งแรงดัดขวาง ด้วยเครื่องทดสอบสากล ใช้สถิติวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบทางเดียวและเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยทูคีย์ ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 จากนั้นนําชิ้นงานมาจําแนกลักษณะการแตกหัก ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยความแข็งแรงตัดขวางของกลุ่ม 1 และกลุ่ม 3-6 มีค่ามากกว่ากลุ่ม 2 อย่างมีนัยสําคัญ กลุ่ม 5 และ 6 มีค่าความแข็งแรงดัดขวางมากกว่ากลุ่ม 3 อย่างมีนัยสําคัญ เมื่อพิจารณาลักษณะการแตกหักพบว่า กลุ่ม 5 และ 6 พบการแตกหักแบบเชื่อมแน่นทั้งหมด สรุป การปรับสภาพผิวหน้าด้วยสารเมทิลอะซิเตต และเมทิลฟอร์เมต ให้ค่าความแข็งแรงดัดขวางที่สูง เมื่อนํามา ช่อมฐานฟันปลอม (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:89-98)
อิทธิพลความเป็นกรด-ด่างต่อลักษณะเฉพาะบนพื้นผิวคอมเมอร์เชียลลีย์เพียวไททาเนียมที่เตรียมโดยวิธีแอโนไดเซชัน, วรรณกาญจน์ กาญจนมา, วิริทธิ์พล ศรีมณีพงศ์, ดุจฤทัย พงษ์เก่า คะชิมา
อิทธิพลความเป็นกรด-ด่างต่อลักษณะเฉพาะบนพื้นผิวคอมเมอร์เชียลลีย์เพียวไททาเนียมที่เตรียมโดยวิธีแอโนไดเซชัน, วรรณกาญจน์ กาญจนมา, วิริทธิ์พล ศรีมณีพงศ์, ดุจฤทัย พงษ์เก่า คะชิมา
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบลักษณะและโครงสร้างผลึกของชั้นออกไซด์บนผิวคอมเมอร์เชียลลีย์เพียวไททาเนียมทั้งก่อนและหลังการปรับสภาพผิวด้วยวิธีแอโนไดเซชัน เมื่อใช้สารละลายที่มีความเป็นกรด-ด่างต่างกัน วัสดุและวิธีการ งานวิจัยนี้ศึกษาในโลหะคอมเมอร์เชียลลีย์เพียวไททาเนียมเกรด 2 ที่ไม่ผ่านและผ่าน กระบวนการแอโนไดเซชัน ที่ความต่างศักย์ 20 โวลต์ เป็นเวลา 15 นาที ในสารละลาย 3 ชนิด คือ กรดฟอสฟอริก โซเดียมฟลูออไรด์ และโซเดียมไฮดรอกไซด์ แทนสภาวะกรด กลาง และด่างตามลําดับ งานวิจัยนี้ศึกษาลักษณะ และโครงสร้างผลึกของชั้นออกไซด์โดยใช้โปรไฟโลมิเตอร์ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด เอกซเรย์ ดิฟแฟรกชัน และค่ามุมสัมผัส วิเคราะห์ความแตกต่างของความขรุขระพื้นผิวและค่ามุมสัมผัสระหว่างกลุ่มทาง สถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์และเปรียบเทียบเชิงซ้อนแบบแทมเฮน และบอนเฟอร์โรเน ผลการศึกษา พบว่ากระบวนการแอโนไดเซชันในสารละลายโซเดียมฟลูออไรด์จะให้ความขรุขระพื้นผิว (0.078 + 0.014 ไมโครเมตร) และค่ามุมสัมผัส (16.75 + 3.24 องศา) น้อยกว่าโซเดียมไฮดรอกไซด์ กรดฟอสฟอริก และ กลุ่มที่ไม่ผ่านกระบวนการแอโนไดเซชันอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) สรุป โลหะไททาเนียมที่ผ่านกระบวนการแอโนไดเซชันในสารละลายโซเดียมฟลูออไรด์ให้สมบัติความขรุขระพื้นผิวน้อยที่สุดแต่ให้ค่าความชอบน้ําสูงสุด (2 ทันต จุฬาฯ 2553;33:67-76)
ผลของสารคู่ควบไซเลนแบบขวดเดียวและแบบสองขวดต่อความแข็งแรงยึดไมโครเทนไซล์ระหว่างวัสดุเรซินคอมโพสิตกับเดือยฟันสําเร็จรูปเรซินคอมโพสิตเสริมเส้นใย, กุลภพ สุทธิอาจ, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์
ผลของสารคู่ควบไซเลนแบบขวดเดียวและแบบสองขวดต่อความแข็งแรงยึดไมโครเทนไซล์ระหว่างวัสดุเรซินคอมโพสิตกับเดือยฟันสําเร็จรูปเรซินคอมโพสิตเสริมเส้นใย, กุลภพ สุทธิอาจ, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของสารคู่ควบไซเลนแบบขวดเดียวและแบบสองขวดต่อความแข็งแรงยึดระหว่างวัสดุ เรซินคอมโพสิตกับเดือยฟันสําเร็จรูปเรซินคอมโพสิตเสริมเส้นใย 4 ผลิตภัณฑ์ วัสดุและวิธีการ เตรียมเดือยฟันสําเร็จรูปดีที่ไลท์โพสต์ เอฟอาร์ซีโพสเทค อีซีโพสต์ และอินโนโพสต์คอมแพค อย่างละ 12 แท่ง สุ่มแบ่งเดือยฟันแต่ละผลิตภัณฑ์ออกเป็น 2 กลุ่ม ตามรูปแบบสารคู่ควบไซเลนที่ใช้เตรียมผิว คือ สารคู่ควบไซเลนแบบขวดเดียวโมโนบอนด์เอส และสารคู่ควบไซเลนแบบสองขวดพอร์ซเลนไลเนอร์เอ็ม จะได้กลุ่ม ทดลองทั้งหมด 8 กลุ่ม สร้างตัวอย่างทรงกระบอกโดยใช้วัสดุเรซินคอมโพสิตชนิดบ่มตัวด้วยแสงล้อมรอบเดือยฟัน สําเร็จรูปแต่ละแท่ง นําตัวอย่างที่ได้ไปตัดเป็นแท่งสําหรับการทดสอบไมโครเทนไซล์ กลุ่มละ 18 แท่ง ดึงชิ้น ตัวอย่างด้วยเครื่องทดสอบสากลจนชิ้นงานแตกหัก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจําแนก ทางเดียวและการการทดสอบที-เทสท์ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา สารคู่ควบไซเลนแบบสองขวดพอร์ซเลนไลเนอร์เอ็มให้ค่าความแข็งแรงยึดไมโครเทนไซล์สูงกว่า แบบขวดเดียวโมโนบอนด์เอสอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) สําหรับเดือยฟันสําเร็จรูปทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์ ชนิดผลิตภัณฑ์ของเดือยฟันสําเร็จรูปมีผลอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) ต่อค่าเฉลี่ยความแข็งแรงยึดไมโครเทนไซล์ ระหว่างวัสดุเรซินคอมโพสิตกับเดือยฟันสําเร็จรูป ตัวอย่างทุกชิ้นที่ผ่านการทดสอบมีรูปแบบการแตกหักบริเวณผิวรอยต่อ สรุป สารคู่ควบไซเลนแบบสองขวดให้ค่าความแข็งแรงยึดไมโครเทนไซล์สูงกว่าสารคู่ควบไซเลนแบบขวดเดียวอย่างมีนัยสําคัญในเดือยฟันสําเร็จรูปทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์ (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:99-108)
การสึกของกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ภายหลัง การแปรง, พีรพงศ์ กุประดิษฐ์, วาสนา พัฒนพีระเดช, จารุพรรณ อุ่นสมบัติ
การสึกของกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ภายหลัง การแปรง, พีรพงศ์ กุประดิษฐ์, วาสนา พัฒนพีระเดช, จารุพรรณ อุ่นสมบัติ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบปริมาตรที่สูญหายและความลึกเฉลี่ยของการสึกจากการแปรงของกลาสไอโอโน เมอร์ซีเมนต์ชนิดดั้งเดิม 2 ชนิด (ดีแทคฟิลพลัสแอพลิแคปและฟูจินายจีพีแคปซูล) กับเรซินมอดิฟายด์กลาสไอโอ โนเมอร์ซีเมนต์ 2 ชนิด (ดีแทคเอ็นวันฮันเดรดและฟูจิทแอลซีแคปซูล) ในห้องปฏิบัติการ วัสดุและวิธีการ เตรียมชิ้นตัวอย่าง 128 ชิ้นในแบบหล่อโลหะ แบ่งเป็น 4 กลุ่มเท่า ๆ กันตามชนิดของวัสดุที่ใช้ ทดสอบคือดีแทคฟิลพลัสแอพลิแคป ฟูจินายจีพีแคปซูล ดีแทคเอ็นวันฮันเดรด และฟูจิทแอลซีแคปซูล ใช้เครื่องวัด ความหยาบผิวโปรไฟโลมิเตอร์ วัดปริมาตรที่สูญหายและความลึกเฉลี่ยของแต่ละชิ้นตัวอย่าง แปรงชิ้นตัวอย่างด้วย เครื่องแปรงอัตโนมัติ โดยใช้ชิ้นตัวอย่าง 8 ชิ้นต่อการแปรง 1 ครั้ง จํานวนรอบในการแปรง 20,000 รอบ ความเร็ว แปรง 90 รอบต่อนาที แรงกด 150 กรัม ร่วมกับสารละลายยาสีฟัน วัดความแตกต่างของปริมาตรที่สูญหายและ ความลึกเฉลี่ยที่เปลี่ยนแปลงของแต่ละชิ้นตัวอย่างภายหลังการแปรง ข้อมูลถูกวิเคราะด้วยสถิติครูสคัล วัลลิส ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ค่าปริมาตรที่สูญหายและความลึกเฉลี่ยที่เกิดขึ้นภายหลังการแปรงของดีแทคฟิลพลัสแอพลิแคปมี ความแตกต่างจากคีแทคเอ็นวันฮันเดรด ฟูจีทูแอลซีแคปซูลและฟูจินายจีพีแคปซูล อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p = 0.003 0.005 และ 0.031 ตามลําดับ) แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติระหว่างฟูจินายจีพีแคปซูล กับดีแทคเอ็นวันฮันเดรด หรือฟูจิทแอลซีแคปซูล สรุป ดีแทคฟิลพลัสแอพลิแคปมีการสึกที่แตกต่างจากเรซินมอดิฟายด์กลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ทั้งสองชนิด (ดี แทคเอ็นวันฮันเดรดและฟูจีทูแอลซีแคปซูล) และกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ชนิดดั้งเดิมอีกชนิดหนึ่ง (ฟูจินายจีพีแคปซูล) (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:119-30)
ผลของการปนเปื้อนสารห้ามเลือดต่อการรั่วซึมระดับจุลภาคในการบูรณะฟันที่ใช้สารยึดติดระบบเซลฟ์เอทช์ 2 ชนิด, อัจฉราวรรณ ธรรมพาเลิศ, มุรธา พานิช
ผลของการปนเปื้อนสารห้ามเลือดต่อการรั่วซึมระดับจุลภาคในการบูรณะฟันที่ใช้สารยึดติดระบบเซลฟ์เอทช์ 2 ชนิด, อัจฉราวรรณ ธรรมพาเลิศ, มุรธา พานิช
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบการรั่วซึมระดับจุลภาคที่ผนังด้านบดเคี้ยวและผนังด้านเหงือกของโพรงฟันชนิด คลาสไฟว์ที่บูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตโดยใช้สารยึดติดระบบเซลฟ์เอทช์ 2 ชนิด ระหว่างกลุ่มโพรงฟันที่ปนเปื้อน สารห้ามเลือดและไม่ล้างน้ํา กลุ่มที่โพรงฟันปนเปื้อนสารห้ามเลือดและล้างน้ํา กับกลุ่มควบคุมที่ไม่มีการปนเปื้อนสารห้ามเลือด วัสดุและวิธีการ เตรียมโพรงฟันคลาสไฟว์ในฟันกรามน้อยบนของมนุษย์จํานวน 70 ซี่ ให้ผนังด้านบดเคี้ยวอยู่บน เคลือบฟันและผนังด้านเหงือกอยู่บนเคลือบรากฟัน สุ่มแบ่งฟันทั้งหมดเป็น 7 กลุ่ม กลุ่มละ 10 ซี่ โดยเตรียมผิวฟัน 3 ลักษณะคือ กลุ่มที่ไม่มีการปนเปื้อนสารห้ามเลือด กลุ่มปนเปื้อนสารห้ามเลือดและไม่ล้างน้ํา และกลุ่มปนเปื้อน สารห้ามเลือดและล้างน้ํา ทําการบูรณะฟันด้วยเรซินคอมโพสิตโดยใช้สารยึดติดก่อนการบูรณะ 2 ชนิด คือ เคลียร์ ฟิลเอสอีบอนด์และเคลียร์ฟิลไตรเอสบอนด์ กลุ่มที่ไม่ใช้สารยึดติดเป็นกลุ่มควบคุมเชิงลบ หลังบูรณะนําชิ้นงาน ทั้งหมดมาผ่านกระบวนการเทอร์โมไซคลิงก่อนทดสอบการรั่วซึมระดับจุลภาคด้วยการแช่ใน 50% ซิลเวอร์ไนเตรต เป็นเวลา 24 ชั่วโมง อ่านผลคะแนนการรั่วซึมทั้งผนังด้านบดเคี้ยวและผนังด้านเหงือก เปรียบเทียบการรั่วซึมระดับ จุลภาคด้วยสถิตินอนพาราเมตริกครัสคาล วัลลิส การเปรียบเทียบพหุคูณ และสถิติแมนวิทนีย์ ยู เทสท์ ผลการศึกษา การรั่วซึมระดับจุลภาคที่ผนังด้านบดเคี้ยวของกลุ่มที่ใช้เคลียร์ฟิลเอสอีบอนด์ซึ่งมีการปนเปื้อนสาร ห้ามเลือดแล้วล้างน้ําและไม่ล้างน้ําไม่มีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุม (p = 0.5555) ส่วนการปนเปื้อนสารห้าม เลือดที่ผนังด้านเหงือกโดยไม่ผ่านการล้างน้ํามีการรั่วซึมมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p = 0.0001) สําหรับกลุ่มที่ใช้เคลียร์ฟิลไตรเอสบอนด์พบว่าการปนเปื้อนสารห้ามเลือดโดยไม่ผ่านการล้างน้ํามีการรั่วซึมที่ผนังด้านบดเคี้ยวและผนังด้านเหงือกมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p = 0.0006 และ p = 0.0001 ตามลําดับ)สรุป การใช้สารยึดติดเคลียร์ฟิลเอสอีบอนด์ และเคลียร์ฟิลไตรเอสบอนด์ในการบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตเมื่อมี การปนเปื้อนสารห้ามเลือดโดยไม่ทําการล้างน้ําจะให้ค่าการรั่วซึมมากกว่ากลุ่มควบคุมและกลุ่มปนเปื้อนสารห้าม เลือดที่ทําการล้างน้ํายกเว้นที่ผนังด้านบดเคี้ยวของกลุ่มที่ใช้เคลียร์ฟิลเอสอีบอนด์ที่การปนเปื้อนไม่มีผลต่อการรั่วซึม (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:15-24)
การศึกษากําลังแรงยึดเฉือนผิวปอกของวัสดุยืดทางทันตกรรมจัดฟันที่ยึดแบร็กเก็ตซึ่งได้รับการเป่าทรายกับผิวเคลือบฟันเปรียบเทียบกับแบร็กเก็ตใหม่, กรพินท์ มหาทุมะรัตน์, แพรวพรรณ มาสู่, วรฤทัย ฐิติรุ่งเรือง, เสาวรัตน์ เนียมสวน
การศึกษากําลังแรงยึดเฉือนผิวปอกของวัสดุยืดทางทันตกรรมจัดฟันที่ยึดแบร็กเก็ตซึ่งได้รับการเป่าทรายกับผิวเคลือบฟันเปรียบเทียบกับแบร็กเก็ตใหม่, กรพินท์ มหาทุมะรัตน์, แพรวพรรณ มาสู่, วรฤทัย ฐิติรุ่งเรือง, เสาวรัตน์ เนียมสวน
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่ากําลังแรงยึดเฉือนผิวปอกของวัสดุยึดทางทันตกรรมจัดฟันที่ยึดแบร็กเก็ตกับผิว เคลือบฟัน ระหว่างกลุ่มแบร็กเก็ตที่ถูกเป่าทรายและติดซ้ํา กับกลุ่มแบร็กเก็ตใหม่ วัสดุและวิธีการ นําแบร็กเก็ตใหม่จํานวน 30 ตัวอย่างมายึดติดโดยตรงบนผิวฟันกรามน้อยบนด้วยวัสดุยึดทาง ทันตกรรมจัดฟันชนิดบ่มตัวเอง ทําการทดสอบเพื่อวัดค่ากําลังแรงยืดเฉือนผิวปอกสูงสุดของวัสดุ ขณะแบร็กเก็ตหลุดหลังจากนั้นนําแบร็กเก็ตมาทําความสะอาดฐานด้วยการเป่าทราย กําจัดเศษวัสดุที่ติดอยู่บนผิวฟันด้วยหัวคาร์ไบด์ กรอช้า และยึดติดด้วยวิธีเดิมที่ผิวฟันซี่เดิมซ้ําอีก 2 ครั้ง ทําการทดสอบเพื่อวัดค่ากําลังแรงยึดเฉือนผิวปอกสูงสุด ขณะแบร็กเก็ตหลุดเมื่อติดแบร็กเก็ตซ้ําครั้งที่ 1 และ 2 ตามลําดับ ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยกําลังแรงยึดเฉือนผิวปอกสูงสุดในกลุ่มแบร็กเก็ตใหม่ แบร็กเก็ตที่ติดครั้งที่ 1 และ 2 มีค่าเป็น 12.64 + 5.22 เมกะปาสคาล 4.14 + 1.29 เมกะปาสคาล และ 1.46 + 0.98 เมกะปาสคาล ตามลําาดับ และพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ระหว่างกลุ่มแบร็กเก็ตใหม่กับกลุ่ม แบร็กเก็ตที่ติดครั้งที่ 1 และระหว่างกลุ่มแบร็กเก็ตที่ติดครั้งที่ 1กับกลุ่มแบร็กเก็ตที่ติดครั้งที่ 2 สรุป ในการยึดติดแบร็กเก็ตโดยตรงบนผิวเคลือบฟันด้วยวัสดุยึดทางทันตกรรมจัดฟันชนิดบ่มตัวเอง การติด แบร็กเก็ตที่ถูกเป่าทรายที่ผิวฟันซี่เดิม จะได้ค่ากําลังแรงยึดเฉือนผิวปอกลดลง (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:25-30)
การซ่อมแซมเซรามิกในช่องปาก, รังรอง แสงสุวอ, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์, จารุพรรณ อุ่นสมบัติ
การซ่อมแซมเซรามิกในช่องปาก, รังรอง แสงสุวอ, ชัยวัฒน์ มณีนุษย์, จารุพรรณ อุ่นสมบัติ
Chulalongkorn University Dental Journal
เซรามิกเป็นวัสดุชนิดหนึ่งที่นิยมใช้สําหรับบูรณะฟัน แม้ว่าจะเป็นวัสดุที่มีความสวยงามและแข็งแรง แต่เซรามิกก็ การรื้อชิ้นงานเซรามิกเดิมเพื่อสร้างชิ้นงานใหม่อาจไม่เป็นที่ต้องการสําหรับผู้ป่วยเพราะต้องใช้ เวลาและค่าใช้จ่าย จึงมีการเสนอแนะวิธีการซ่อมแซมด้วยเรซินคอมโพสิตเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเชิงร้าวหรือแตกบินได้อนุรักษ์หรือเพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินทางคลินิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เกิดการแตกปืนในตําแหน่งที่เกี่ยวข้องกับ ความสวยงาม บทความปริทัศน์นี้จะกล่าวถึงการซ่อมแซมเซรามิกในช่องปาก ในหัวข้อต่าง ๆ คือ ชนิดและองค์ ประกอบของเซรามิก วัสดุที่นํามาใช้ในการซ่อมแซม การเตรียมพื้นผิวและกลไกการยึดติด วิธีการซ่อมแซม ความ แข็งแรงการยึดติด และอัตราการอยู่รอดของการซ่อมแซม (ว ทันต จุฬาฯ 2553;33:51-66)