Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Sciences (830)
- Nursing (445)
- Dentistry (357)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Sports Sciences (286)
-
- Veterinary Medicine (284)
- Public Health (272)
- Mental and Social Health (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Geriatric Nursing (98)
- Medical Specialties (92)
- Prosthodontics and Prosthodontology (74)
- Medical Microbiology (70)
- Radiation Medicine (59)
- Dental Materials (56)
- Radiology (48)
- Movement and Mind-Body Therapies (47)
- Physical Therapy (47)
- Rehabilitation and Therapy (47)
- Life Sciences (46)
- Oral and Maxillofacial Surgery (45)
- Medical Biochemistry (42)
- Nursing Administration (37)
- Oral Biology and Oral Pathology (35)
- Animal Sciences (33)
- Pediatric Dentistry and Pedodontics (31)
- Psychiatric and Mental Health Nursing (28)
- Dental Public Health and Education (26)
- Orthodontics and Orthodontology (21)
- Keyword
Articles 2941 - 2970 of 3086
Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences
The Effect Of Dexmedetomidine In Combination With Pethidine On Isoflurane Minimum Alveolar Concentration For Canine Antinociception, Kanjana Vinyunantakul
The Effect Of Dexmedetomidine In Combination With Pethidine On Isoflurane Minimum Alveolar Concentration For Canine Antinociception, Kanjana Vinyunantakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The effects of dexmedetomidine combined with pethidine on the minimum alveolar concentration (MAC) of isoflurane and cardiorespiratory variables in dogs were evaluated in thirty client-owned, healthy adult male dogs scheduled for castration at the Small Animal Teaching Hospital, Faculty of Veterinary Science, Chulalongkorn University. The dogs were allocated into Group 1 (n=6) receiving sterilized water for injections (placebo) as a negative control group, Group 2 (n=12) receiving 5 µg kg-1 of dexmedetomidine IM as a positive control group, and, Group 3 (n=12) receiving 5 µg kg-1 of dexmedetomidine and 5 mg kg-1 of pethidine IM. At 15 minutes after injection …
Comparative Surgical Treatment Of Elongated Soft Palate In Brachycephalic Dogs Using The Ultrasonic Scalpel And The Conventional Incisional Techniques, Sunisa Thunyodom
Comparative Surgical Treatment Of Elongated Soft Palate In Brachycephalic Dogs Using The Ultrasonic Scalpel And The Conventional Incisional Techniques, Sunisa Thunyodom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Brachycephalic airway obstruction syndrome (BAOS) is life threatening condition in brachycephalic dogs. Surgical correction of primary disorders including elongated soft palate and stenotic nares is indicated in all cases. Aim of this study was to compare the use of the ultrasonic scalpel with the conventional incision technique for staphylectomy. Twenty dogs with BAOS enrolled in this study were randomly assigned into conventional (N=10) or ultrasonic group (N=10). Respiratory score was evaluated and recorded prior to surgery. Staphylectomy time and bleeding were recorded. Respiratory, postoperative complication and pain scores were evaluated and recorded at days 1, 3, 7, 14 and 28 …
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะโภชนาการในผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด, จินนี่ เตโชนิมิต
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะโภชนาการในผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด, จินนี่ เตโชนิมิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบไปข้างหน้า เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเลวลงของภาวะโภชนาการและการลดลงของน้ำหนักตัวในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด รวมถึงศึกษาความเสี่ยงของการปรับลดขนาดยาและ/หรือเลื่อนการให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยที่มีการเลวลงของภาวะโภชนาการภายหลังการให้ยาเคมีบำบัด โดยศึกษา ณ ศูนย์ให้ยาเคมีบำบัดแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2560 ประเมินภาวะโภชนาการของผู้ป่วยโดยใช้แบบประเมิน Subjective Global Assessment (SGA) จากผู้ป่วย 171 ราย พบผู้ป่วยที่มีการเลวลงของภาวะโภชนาการ 22 ราย (ร้อยละ 12.9) และผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวลดลงมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 5 จำนวน 13 ราย (ร้อยละ 7.6) ผลการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบพหุคูณพบว่า การเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินอาหารที่รุนแรง (OR, 8.73; 95% CI, 2.35-32.46; p=0.001) และการแพร่กระจายของโรคไปอวัยวะอื่น มีความสัมพันธ์กับการเลวลงของภาวะโภชนาการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของโรคไปอวัยวะอื่น (M1) หรือไม่สามารถประเมินการแพร่กระจายได้ (Mx) มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่พบการแพร่กระจายของโรค (M0) (OR, 5.34; 95% CI, 1.15-24.79; p=0.033 และ OR, 5.78; 95% CI, 1.10-30.37; p=0.038 ตามลำดับ) นอกจากนี้ ทั้งสองปัจจัยดังกล่าวยังเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการลดลงของน้ำหนักตัวมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 5 ภายหลังการให้ยาเคมีบำบัดอีกด้วย การศึกษาครั้งนี้ไม่พบความสัมพันธ์ของการเลวลงของภาวะโภชนาการกับการปรับลดขนาดยาและ/หรือเลื่อนการให้ยาเคมีบำบัด อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีภาวะทุพโภชนาการก่อนได้รับยาเคมีบำบัดมีความเสี่ยงที่จะปรับลดขนาดยาและ/หรือเลื่อนการให้ยามากกว่าผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในการคัดกรองเพื่อค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการติดตามและดูแลด้านโภชนาการอย่างใกล้ชิดในระหว่างการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
การประเมินประสิทธิศักย์ของการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อในแผลสุนัขและแมวกัด, พรชนิตว์ หมื่นหน้า
การประเมินประสิทธิศักย์ของการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อในแผลสุนัขและแมวกัด, พรชนิตว์ หมื่นหน้า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดแผลติดเชื้อในผู้ที่ได้รับยา amoxicillin และ amoxicillin-clavulanic acid เพื่อป้องการการติดเชื้อจากสุนัขและแมวกัด/ข่วน และศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดแผลติดเชื้อ
วิธีการดำเนินการวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองแท้จริงและใช้วิธีการปกปิดแบบทางเดียว ศึกษาในผู้ป่วยที่เกิดแผลจากสุนัขหรือแมวกัด/ข่วนที่มีระดับการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าระดับ 3 และเข้ารับการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง ณ แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 โดยการสุ่มแบบบล็อกให้ผู้ป่วยได้รับยา amoxicillin หรือยา amoxicillin-clavulanic acid เป็นระยะเวลา 5 วัน และประเมินผลการเกิดแผลติดเชื้อในวันที่ 3 และ 7 หลังจากได้รับยาปฏิชีวนะ
ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งหมด 236 คน เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลด้วยสาเหตุสุนัขกัด แมวกัดและแมวข่วนร้อยละ 75, 18.2 และ 6.8 ตามลำดับ อุบัติการณ์การเกิดแผลติดเชื้อระหว่างกลุ่มที่ได้รับยา amoxicillin (ร้อยละ 1.7) กับยา amoxicillin-clavulanic acid (ร้อยละ 4.2) ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.447) ผู้ป่วยที่ได้รับยา amoxicillin-clavulanic acid เกิดอาการไม่พึงประสงค์มากกว่ากลุ่มที่ได้รับยา amoxicillin ร้อยละ 17.5 และ 10.3 ตามลำดับ (p=0.113) แผลบริเวณเท้าจากสุนัขกัดและแผลเจาะจากแมวกัดมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.048 และ p=0.029 ตามลำดับ)
สรุปผลการวิจัย : ยา amoxicillin สามารถใช้เป็นยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการเกิดแผลติดเชื้อจากสุนัขและแมวกัดได้ โดยไม่มีความแตกต่างของอุบัติการณ์การเกิดแผลติดเชื้อระหว่างกลุ่มที่ได้รับยา amoxicillin กับยา amoxicillin-clavulanic acid โดยการเกิดแผลบริเวณเท้าจากสุนัขกัดและการมีแผลเจาะจากแมวกัดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลติดเชื้อ
ประสิทธิศักย์และความปลอดภัยของยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานเปรียบเทียบกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันทีในผู้ได้รับการปลูกถ่ายไต : อภิวิเคราะห์, วรางคณา แสงราม
ประสิทธิศักย์และความปลอดภัยของยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานเปรียบเทียบกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันทีในผู้ได้รับการปลูกถ่ายไต : อภิวิเคราะห์, วรางคณา แสงราม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: ทาโครลิมัสเป็นยาในกลุ่ม calcineurin inhibitor ที่ได้รับการแนะนำให้ใช้เป็นตัวเลือกแรกในผู้ได้รับการปลูกถ่ายไต ปัจจุบันมียา 2 รูปแบบคือ รูปแบบออกฤทธิ์ทันทีที่รับประทานวันละ 2 ครั้ง และรูปแบบออกฤทธิ์นานที่รับประทานวันละ 1 ครั้ง เพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิศักย์และความปลอดภัยของยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานเปรียบเทียบกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันที วิธีการศึกษา: เป็นการอภิวิเคราะห์โดยสืบค้นข้อมูลงานวิจัยที่เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่เปรียบเทียบผลลัพธ์ทางการรักษาระหว่างยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันที โดยสืบค้นงานวิจัยจนถึงวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561 ในฐานข้อมูล ได้แก่ PubMed, EMBASE, Cochrane Register of Controlled Trials, Scopus, Web of Science และ CINAHL โดยไม่มีการจำกัดภาษาในการตีพิมพ์ ทั้งนี้มีผู้วิจัยสองคนคัดเลือกงานวิจัย สกัดข้อมูลและประเมินความเสี่ยงของอคติอย่างเป็นอิสระต่อกัน ผลการศึกษา: พบงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 13 การศึกษา จำนวนประชากรรวม 3,101 ราย ผลการศึกษาไม่พบความแตกต่างของอัตราการปฏิเสธไตเฉียบพลันระหว่างการได้รับยาทั้งสองรูปแบบที่ระยะเวลาภายใน 6 เดือนและ 12 เดือนหลังจากได้รับยา (RR 1.04 [0.83, 1.29] และ RR 1.09 [0.86, 1.37] ตามลำดับ) ไม่พบความแตกต่างของทั้งอัตราการรอดของไต การรอดชีวิตของผู้ป่วยและค่าการทำงานของไต (eGFR) ที่ระยะเวลาภายใน 6 เดือนและ 12 เดือนหลังจากได้รับยา นอกจากนี้ผลการศึกษาในระยะยาวมากกว่า 1 ปี ไม่พบความแตกต่างของอัตราการรอดของไตและอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยเช่นเดียวกัน สรุปผลการศึกษา: ยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานมีประสิทธิศักย์และความปลอดภัยเทียบเคียงกับยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์ทันทีทั้งการศึกษาในระยะสั้นและในระยะยาว
แผนกำหนดการใช้ยาแวนโคมัยซินในผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้การวิเคราะห์เภสัชจลนศาสตร์ประชากร และการจำลองเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์, ภูมิปรัชญ์ แก้วมหานิล
แผนกำหนดการใช้ยาแวนโคมัยซินในผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้การวิเคราะห์เภสัชจลนศาสตร์ประชากร และการจำลองเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์, ภูมิปรัชญ์ แก้วมหานิล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อวิเคราะห์หาค่าเภสัชจลนศาสตร์ประชากร และประเมินหาแผนกำหนดการใช้ยาที่เหมาะสมของยาแวนโคมัยซิน ในผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้การจำลองค่าดัชนีทางเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์ วิธีดำเนินการศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ โดยเก็บข้อมูลย้อนหลัง ระหว่างเดือน มกราคม พ.ศ. 2557 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2559 ในผู้ป่วยวิกฤตที่ได้รับการตรวจวัดระดับยาแวนโคมัยซินจากงานประจำ ใช้โปรแกรม nonlinear mixed effect model (NONMEM) วิเคราะห์หาค่าเภสัชจลนศาสตร์ประชากรของยาแวนโคมัยซิน และประเมินหาแผนกำหนดการใช้ยาที่เหมาะสมของยาแวนโคมัยซิน โดยใช้การจำลองมอนติคาร์โล คำนวณหาค่า probability of target attainment (PTA) และ cumulative fraction of response (CFR) มีเป้าหมายของค่าดัชนีทางเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์ คือ ค่า AUC24h/MIC ≥ 400 ผลการศึกษา: ข้อมูลระดับยาทั้งหมด 398 ตัวอย่าง ถูกนำมาสร้างแบบจำลองทางเภสัชจลนศาสตร์ประชากรของยาแวนโคมัยซิน พบว่าอัตราการกำจัดของครีเอตินิน การมีโรคเบาหวาน และการมีภาวะพิษเหตุติดเชื้อที่ไม่ทราบแหล่งติดเชื้อร่วม มีผลต่อค่าอัตราการกำจัดยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนค่าปริมาตรการกระจายตัวของยา พบว่าปัจจัยที่มีผล คือ ระดับครีเอตินินในซีรั่ม และเพศ ค่าเฉลี่ยของอัตราการกำจัดยา และปริมาตรการกระจายตัวของยาของแวนโคมัยซินที่ได้จากแบบจำลองสุดท้าย เท่ากับ 3.63 ลิตร/ชม. และ 106.8 ลิตร ตามลำดับ จากข้อมูลที่จำลองได้พบว่าแผนกำหนดการใช้ยาแบบเริ่มต้นที่เหมาะสม คือ loading dose 20 มก./กก. ตามด้วยการหยดยาอย่างต่อเนื่อง 20 มก./กก./วัน และ loading dose 25 มก./กก. ตามด้วยการหยดยาอย่างต่อเนื่อง 25 มก./กก./วัน ในการรักษาการติดเชื้อ MRSA และ Enterococcus spp ที่มีค่า MIC ≤ 1 มก./ลิตร ตามลำดับ ส่วนแผนกำหนดการใช้ยาแบบพยุงที่เหมาะสม คือ การหยดยาแบบเป็นระยะ 20 และ …
การควบคุมอาการชักและคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุ, อัจฉราภรณ์ ทองเย็น
การควบคุมอาการชักและคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุ, อัจฉราภรณ์ ทองเย็น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาแบบ unmatched case-control study นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการควบคุมอาการชัก เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และคุณภาพชีวิตระหว่างผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) และวัยผู้ใหญ่ (18-59 ปี) ศึกษาในผู้ป่วยที่มารับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 18 เดือน ณ ศูนย์ความเป็นเลิศโรคลมชักครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2560 โดยเก็บข้อมูลทั่วไป ข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษา และให้ผู้ป่วยประเมินเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคลมชัก (QOLIE-31 ฉบับภาษาไทย) ด้วยตนเอง ผลการศึกษาพบว่า มีผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยจำนวน 120 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยวัยสูงอายุและวัยผู้ใหญ่กลุ่มละ 60 คน ผู้ป่วยวัยสูงอายุมีสัดส่วนของผู้ป่วยที่ปลอดจากอาการชักในช่วง 12 เดือนมากกว่าวัยผู้ใหญ่ (ร้อยละ 65 และ 45 ตามลำดับ, P=0.028) เมื่อประเมินเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ผู้ป่วยวัยสูงอายุรายงานการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในหัวข้อรู้สึกไม่มั่นคงด้านการเคลื่อนไหวมากกว่าผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ (P<0.05) ในขณะที่ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่รายงานการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในหัวข้อมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง, น้ำหนักเพิ่ม และง่วงนอนมากกว่าวัยสูงอายุ (P<0.05) ผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุมีคะแนนคุณภาพชีวิตมากกว่าวัยผู้ใหญ่ในมิติด้านความวิตกกังวลเกี่ยวกับอาการชัก ด้านคุณภาพชีวิตโดยรวม ด้านบทบาทหน้าที่ทางสังคม และคะแนนเฉลี่ยรวม (P<0.05) การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก พบปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมอาการชักในผู้ป่วยวัยสูงอายุเพียงปัจจัยเดียวคือ จำนวนยากันชักที่เคยได้รับ โดยผู้ป่วยที่มีจำนวนยากันชักที่เคยได้รับตั้งแต่ 2 รายการขึ้นไปจะสามารถควบคุมอาการชักได้แย่กว่าผู้ป่วยที่เคยได้รับยากันชัก 1 รายการ (OR=0.154, 95% CI 0.045-0.528) โดยสรุปผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุตอบสนองต่อยากันชักและสามารถควบคุมอาการชักได้ดีกว่า มีคุณภาพชีวิตดีกว่า รวมทั้งรายงานการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่
ผลของน้ำส้มโอต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยา Simvastatin การทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 และการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในหนูแรท, กฤษกรณ์ ระย้าศิลป์
ผลของน้ำส้มโอต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยา Simvastatin การทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 และการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในหนูแรท, กฤษกรณ์ ระย้าศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ส้มโอ (Citrus grandis L. Osbeck) เป็นผลไม้ประเภท citrus ด้วยความคล้ายคลึงกันทางพฤกษศาสตร์กับเกรปฟรุต (Citrus paradisi) ที่มีรายงานว่าก่อให้เกิดการรบกวนเภสัชจลนศาสตร์ของยาหลายชนิดรวมถึงยา simvastatin ที่ใช้รักษาโรคภาวะไขมันในเลือดสูงแต่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้โดยเฉพาะต่อกล้ามเนื้อ งานวิจัยนี้จึงศึกษาผลของน้ำส้มโอต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยา simvastatin และผลต่อการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3a2 (CYP3a2) และการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในหนูแรทเพศผู้ โดยแบ่งหนูแรทออกเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มควบคุม กลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอ (2ml/kg) เท่านั้นวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน กลุ่มที่ได้รับยา simvastatin เท่านั้น (ขนาดยา 20 mg/kg) และกลุ่มที่ได้น้ำส้มโอ (2ml/kg) วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วันร่วมกับยา simvastatin (20mg/kg) โดยทำการเก็บตัวอย่างเลือดในหนูกลุ่มที่ได้ยา simvastatin เป็นเวลาทั้งหมด 12 ชั่วโมงเพื่อวัดระดับ simvastatin และ simvastatin acid ด้วยเทคนิค LC-MS/MS และศึกษาการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในเซลล์ตับและลำไส้เล็กของหนูแรทด้วยเทคนิค real-time polymerase chain reaction (RT-PCR) รวมถึงศึกษาการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 ด้วยเทคนิค HPLC ผลการทดลองพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin มีค่า AUC0-∞ ของ simvastatin เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า (p<0.01) และ simvastatin acid เป็น 3 เท่า (p<0.01) เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin อย่างเดียว ค่าความเข้มข้นสูงสุดเฉลี่ยของยา (Cmax) เพิ่มขึ้น 3.9 เท่า (p<0.01) และ simvastatin acid เพิ่ม 3.6 เท่า (p<0.01) เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin อย่างเดียว ส่วนค่า Kel, t1/2 และ Tmax ไม่แตกต่างกันในทั้งสองกลุ่ม พบการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a ในเซลล์ลำไส้เล็กในกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอเท่านั้นและกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 79.8% (p<0.01) และ 84.3% (p<0.01) ตามลำดับเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม เช่นเดียวกับการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1b ในลำไส้ของหนูทั้งสองกลุ่มลดลง 52.6% (p<0.05) และ 56.9% (p<0.05) ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin เท่านั้นมีการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a และ Mdr1b ในเซลล์ลำไส้เล็กไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากกลุ่มควบคุม ขณะที่การแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Slc21a5 ในลำไส้เล็กของหนูทุกกลุ่มไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม ในเซลล์ตับของหนูแรทกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอเท่านั้นและกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin พบว่ามีการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Slc21a5 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่กลุ่มที่ได้รับยา simvastatin อย่างเดียวไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม ในขณะที่การแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็ เอ Mdr1a และ Mdr1b ในเซลล์ตับของหนูแรททุกกลุ่มไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม ผลการศึกษาการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 พบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอเท่านั้น และกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin มีการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 ลดลงถึง 51.77% (p<0.01) และ 49.17% (p<0.01) ตามลำดับ แต่ในหนูที่ได้รับยา simvastatin เท่านั้นไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม โดยสรุปน้ำส้มโอมีผลต่อการเพิ่มระดับยา simvastatin และ simvastatin acid ในพลาสมาของหนูแรท และมีผลลดการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Slc21a5 ในตับและลดการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a และ Mdr1b ในลำไส้เล็กของหนูแรท รวมถึงมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นความเสี่ยงของการเกิดอันตรกิริยาระหว่างน้ำส้มโอกับยา simvastatin
การทำงานของกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกและความสูงจากพื้นของเท้าขณะวิ่งเปลี่ยนทิศทางในคนที่มีและไม่มีภาวะความไม่มั่นคงของข้อเท้าเรื้อรัง, วรพงษ์ คงทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาวะความไม่มั่นคงของข้อเท้าเรื้อรัง (CAI) เป็นผลมาจากการเกิดข้อเท้าแพลงซ้ำ และคนที่มีภาวะ CAI ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดข้อเท้าแพลงซ้ำได้อีก การระบุถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริเวณรอบข้อสะโพกร่วมกับการระบุตำแหน่งของเท้าในคนที่มีภาวะ CAI ขณะมีการเคลื่อนไหว จะเป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูคนที่มีภาวะ CAI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นในการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาการทำงานของกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก (hip muscle activities) และความสูงจากพื้นของเท้า (foot clearance) ในช่วง terminal swing phase ขณะวิ่งเปลี่ยนทิศทางในคนที่มีและไม่มีภาวะ CAI โดยมีผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นนักกีฬาที่มีภาวะ CAI 22 คน และนักกีฬาที่ไม่มีภาวะ CAI 22 คน ทุกคนจะได้รับการติด surface electrode EMG ที่กล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกข้างที่มีภาวะ CAI ในกลุ่ม CAI และข้างถนัดในกลุ่ม control เพื่อบันทึกข้อมูล muscle activity และติด reflective marker ที่ขาท่อนล่างและเท้าทั้งสองข้าง เพื่อบันทึกความสูงจากพื้นของเท้า จากนั้นผู้เข้าร่วมวิจัยวิ่งเปลี่ยนทิศทางด้วยความเร็ว 3.5 - 5 เมตรต่อวินาที ผลการศึกษาพบว่า percent change of muscle activation ของกล้ามเนื้อ Adductor Magnus กล้ามเนื้อ Gluteus Medius และกล้ามเนื้อ Tensor Fascia Latae มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ระหว่างกลุ่ม CAI และกลุ่ม control และค่าความสูงจากพื้นของเท้าในกลุ่ม CAI มีค่าน้อยกว่ากลุ่ม control อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ผลการศึกษาทำให้ทราบว่า คนที่มีภาวะ CAI มีความสูงจากพื้นของเท้าต่ำกว่าคนที่ไม่มีภาวะ CAI ขณะวิ่งเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้กล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกทำงานมากขึ้นเพื่อชดเชยภาวะดังกล่าว และเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดข้อเท้าแพลงซ้ำ ดังนั้นในโปรแกรมการฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีภาวะ CAI จึงควรให้ความสำคัญกับการฝึกกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก รวมถึงการให้ความสำคัญกับตำแหน่งของเท้าในขณะเคลื่อนไหวด้วย
การจำแนกเพศโดยการวัดมือและเท้าในประชากรไทย, เมทินี ร่มโพธิ์ทอง
การจำแนกเพศโดยการวัดมือและเท้าในประชากรไทย, เมทินี ร่มโพธิ์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การระบุเพศ เป็นหนึ่งในกระบวนการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลทางนิติมานุษยวิทยา แม้ในปัจจุบันจะมีการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลอยู่หลายวิธี แต่ในกรณีที่สภาพศพได้รับความเสียหายอย่างมาก หรือพบเป็นเพียงชิ้นส่วนของศพ อาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลด้วยสารพันธุกรรม การระบุเพศจะเป็นการจำกัดวงแคบลงเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและภายหลังการเสียชีวิต งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาค่าการวัดของขนาดของมือและเท้าเพื่อใช้ในการระบุเพศในประชากรไทย ทำการวิจัยโดยเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครคนไทย จำนวน 400 คน (ชาย 200 คน หญิง 200 คน) อายุระหว่าง 20 - 60 ปี ทำการวัดขนาดของมือทั้งหมด 8 ตัวแปร และขนาดของเท้า ทั้งหมด 3 ตัวแปร ด้วยดิจิตอลคาลิเปอร์และบอร์ดวัดกระดูก ในหน่วยเซนติเมตรโดยให้ค่าความถูกต้องในระดับ 3 ทศนิยม คำนวณค่าทางสถิติเชิงพรรณนา พร้อมทั้งการวิเคราะห์การจำแนกเพศโดยใช้ค่า Cut-off point สถิติ Logistic regression analysis และคำนวณความถูกต้องในการจำแนกเพศด้วยโปรแกรม SPSS version 22 ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของมือและเท้าทุกตัวแปรในเพศชายมีขนาดใหญ่กว่าเพศหญิง และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.01) การวิเคราะห์การจำแนกเพศโดยการวัดขนาดของมือและเท้าในประชากรไทยด้วยค่า Cut-off point มีค่าความถูกต้องของการจำแนกเพศอยู่ในช่วงร้อยละ 76.25 - 93.5 และ 79.5 - 93.75 ตามลำดับ และเมื่อนำค่า Cut-off point ไปใช้ในการจำแนกเพศในกลุ่มทดสอบที่เป็นผู้เสียชีวิต จำนวน 100 ราย พบว่าสามารถจำแนกเพศได้โดยมีค่าความถูกต้องเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 74 - 94 และ 63 -75 ตามลำดับ ส่วนการสร้างสมการถดถอยโลจิสติคจากขนาดของมือและเท้าจากตำแหน่งอ้างอิงต่างๆ มีค่าความถูกต้องของการจำแนกเพศโดยใช้ขนาดของมือและเท้าอยู่ในช่วงร้อยละ 92 - 93.5 และ 94 - 96 ตามลำดับ และเมื่อนำสมการไปใช้ในกลุ่มทดสอบ พบว่าสามารถจำแนกเพศได้โดยมีความถูกต้องเฉลี่ยร้อยละ 82 - 94 และ 84 ตามลำดับ การศึกษาในครั้งนี้พบว่า ขนาดของมือและเท้าสามารถใช้ในการจำแนกเพศในประชากรไทยและมีค่าความถูกต้องที่เชื่อถือได้ โดยวิธีการวิเคราะห์สมการถดถอยโลจิสติคมีค่าความถูกต้องของการจำแนกเพศสูงกว่าการใช้ค่า Cut-off point จึงควรนำสมการถดถอยโลจิสติคที่ได้ไปใช้ในการจำแนกเพศในประชากรไทย
การกดการสร้าง E7 Rna ในมะเร็งปากมดลูกด้วยโปรตีน Argonaute1, กันต์ฤทัย ศิริภาพ
การกดการสร้าง E7 Rna ในมะเร็งปากมดลูกด้วยโปรตีน Argonaute1, กันต์ฤทัย ศิริภาพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมการทำงานของยีน โดยการกดการทำงานของการสร้าง RNA ได้ โปรตีนที่สำคัญที่น่าจะนำมาใช้ได้คือโปรตีน Argonaute1 เพราะสามารถสร้างโครมาตินให้จับตัวกันอย่างหนาแน่นในบริเวณที่โปรตีน Argonaute1 ไปจับ ซึ่งการศึกษานี้ทดสอบการใช้โปรตีน Argonaute1 เพื่อยับยั้งยีนมะเร็ง เพื่อหวังผลพัฒนาวิธีการรักษาในอนาคต ยีน E7 เป็นยีนมะเร็งที่สำคัญ ที่สร้างจาก E7 HPV ในมะเร็งปากมดลูก และการยับยั้งไม่ให้ E7 สามารถสร้าง RNA ซึ่งเป็น oncogene ที่ทำให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวจากระยะ G1 เข้าสู่ระยะ S phase ได้นั้น น่าจะทำให้เซลล์มะเร็งมีการหยุดการแบ่งตัวในวัฏจักรเซลล์ (Cell cycle) ในการศึกษานี้จึงสนใจศึกษาในยีน E7 ซึ่งเป็นยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ที่มีคุณสมบัติเป็น oncogene และ encode ได้ oncoprotein ออกมา วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อพิสูจน์ว่า CPPs-AGO1+E7sgRNA complex สามารถส่งผลกระทบต่อการแสดงออกของยีน ทำให้ยีนเป้าหมายเกิดการลดการแสดงออกของยีนได้ (down-regulated gene) และสามารถลดความเป็นมะเร็งลงได้ โดยการออกแบบ Construction โปรตีน Argonaute1 จับกับ E7 single guide strand RNA (E7sgRNA) ได้เป็น complex และนำเข้าสู่เซลล์มะเร็งปากมดลูก (cell line) ได้แก่ HeLa และ C-33 A จากนั้นนำมาสกัด RNA และทำการสังเคราะห์ cDNA เพื่อนำไปตรวจสอบการแสดงออกของยีน E7 และนำไปวัดตรวจวัดค่า metabolic activity ด้วยเทคนิค MTT assay พบว่า CPPs-AGO1+E7sgRNA สามารถยับยั้งการทำงานของยีน E7 ได้ การแสดงออกของยีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเซลล์มะเร็ง HeLa แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับการแสดงออกของยีน E7 ในเซลล์ C-33 A และเมื่อนำมาตรวจสอบการเจริญของเซลล์ (Cell …
การประเมินเครื่องตรวจวิเคราะห์ฮีโมโกลบินเอวันซี อย่างง่าย ณ จุดดูแลผู้ป่วย เปรียบเทียบกับเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติในห้องปฏิบัติการกลาง, ลาวัณย์ ปิยะสุวรรณยิ่ง
การประเมินเครื่องตรวจวิเคราะห์ฮีโมโกลบินเอวันซี อย่างง่าย ณ จุดดูแลผู้ป่วย เปรียบเทียบกับเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติในห้องปฏิบัติการกลาง, ลาวัณย์ ปิยะสุวรรณยิ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันเครื่องตรวจวิเคราะห์อย่างง่าย ณ จุดดูแลผู้ป่วย หรือ เครื่องตรวจวิเคราะห์อย่างง่ายแบบ POC (Point of Care testing; POCT) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการตรวจวัดค่าฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c) อย่างไรก็ตาม ค่า HbA1c ที่วัดได้อาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเครื่องวิเคราะห์ หลักการตรวจวิเคราะห์ และ การรบกวนของความผิดปกติของฮีโมโกลบินชนิดต่างๆ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของเครื่องตรวจวิเคราะห์แบบ POC ที่ใช้หลักการ Immunoassay (เครื่อง DCA Vantage และ เครื่อง Cobas b101) และ หลักการ boronate affinity (เครื่อง Quo-Test) โดยเปรียบเทียบกับเครื่องตรวจวิเคราะห์อัตโนมัติในห้องปฏิบัติการกลางที่ใช้หลักการ enzymatic assay (เครื่อง Architect c8000) ผลการทดสอบพบว่าเครื่องวิเคราะห์แบบPOC ทั้งสามเครื่องผ่านการประเมินการทดสอบความแม่นยำ การทดสอบลิเนียลิตี้ และการทดสอบความถูกต้องตามเกณฑ์ของโครงการ NGSP เมื่อเปรียบเทียบค่าHbA1c ที่วัดได้ระหว่างเครื่องตรวจวิเคราะห์ POC กับ เครื่อง Architect c8000 พบว่าเครื่อง DCA Vantage ให้ค่า HbA1cที่สอดคล้องและใกล้เคียงกับเครื่อง Architect c8000 มากที่สุด โดยมีค่า r เท่ากับ r = 0.991 และ Mean relative bias เท่ากับ 0.63% นอกจากนี้ในการศึกษาครั้งนี้ยังได้ทดสอบผลกระทบของฮีโมโกลบินผิดปกติชนิดต่างๆต่อการวัดค่า HbA1c ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยไม่เป็นโรคเบาหวานและกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผลการศึกษาพบว่าค่า HbA1c ที่วัดได้จากเครื่อง Cobas b101 มีค่าสูงปลอมในกลุ่มผู้ป่วยที่มี Homozygous Hb E สำหรับความผิดปกติของฮีโมโกลบินชนิด Beta thalassemia/ Hb E จะรบกวนการวัดค่า HbA1c ด้วยเครื่อง Architect c8000 และ DCA Vantage …
ความชุกของไวรัสที่มาจากยุงในผู้ป่วยที่มีไข้เฉียบพลัน ในประเทศไทย, 2558-2559, วริษฐา เพ็ชรสม
ความชุกของไวรัสที่มาจากยุงในผู้ป่วยที่มีไข้เฉียบพลัน ในประเทศไทย, 2558-2559, วริษฐา เพ็ชรสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไข้เฉียบพลัน หมายถึง มีอาการไข้โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด อาการไข้เกิดขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ตามคำจำกัดความ การมีไข้ หมายถึง มีอุณหภูมิของร่างกายเกิน 37.5 องศาเซลเซียส ตามคำจำกัดความ จะให้มีไข้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงดี ไข้เฉียบพลันที่ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด หรือลักษณะอาการบ่งบอกที่แน่ชัดว่ามีสาเหตุจากอะไร พบได้บ่อย (ในรายที่มีไข้และรู้สาเหตุที่แน่ชัด เช่น เป็นฝี มีหนองการอักเสบของแขนและขา โรคทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดใหญ่ เราก็จะไม่เรียกว่า ไข้เฉียบพลัน) ไข้เฉียบพลันในประเทศไทย จึงมีสาเหตุมาจากหลายอย่าง แต่ที่พบบ่อย เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัส เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน (tropical) ซึ่งเป็นเขตที่มียุงชุกชุม เพราะมีสภาพแวดล้อม ได้แก่ มีป่าไม้ แหล่งน้ำ อุณหภูมิ และความชื้น ที่เหมาะสมต่อการแพร่พันธุ์ของยุง ซึ่งยุงเป็นพาหะของโรคติดเชื้อไวรัส ที่เป็นสาเหตุของไข้เฉียบพลัน ในประเทศไทย ได้แก่ ไวรัสเดงกี่ (dengue virus) ไวรัสชิคุนกุนยา (chikungunya virus) และไวรัสซิกา (Zika virus) โดยในการศึกษานี้ จะศึกษาความชุกของไข้เลือดออก ไวรัสชิคุนกุนยา และไวรัสซิกา ในผู้ป่วยที่มีไข้เฉียบพลัน ในประเทศไทย ช่วงปี พ.ศ. 2558 - 2559 โดยการตรวจวินิจฉัยไวรัสเดงกี่ จากผู้ป่วยไข้เฉียบพลันทั้งหมด 1,918 ราย ด้วยเทคนิค Semi-nested RT-PCR ตรวจวินิจฉัยไวรัสชิคุนกยา 1,753 ราย และไวรัสซิกา 1,949 ราย ด้วย Real-time RT-PCR จากนั้นเลือกตัวอย่างผู้ป่วยไข้เฉียบพลันที่ทราบจำนวนวันเป็นไข้ มาทั้งหมด 367 ราย เพื่อมาตรวจหาโปรตีน NS1, IgM และ IgG antibodies (Dengue markers) ด้วย ELISA พบว่าการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ ทั้งหมด 181 …
การปรับปรุงการเพิ่มจำนวน Cytokine-Induced Killer (Ciks) Cell โดยใช้วิธีเพาะเลี้ยงแบบ Gas-Permeable เพื่อนำมาใช้ในการรักษาด้วยเซลล์บำบัด, สุภารัตน์ ทัดสำราญ
การปรับปรุงการเพิ่มจำนวน Cytokine-Induced Killer (Ciks) Cell โดยใช้วิธีเพาะเลี้ยงแบบ Gas-Permeable เพื่อนำมาใช้ในการรักษาด้วยเซลล์บำบัด, สุภารัตน์ ทัดสำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรักษามะเร็งด้วยเซลล์บำบัด (Adoptive cellular therapy) เป็นวิธีการรักษามะเร็งทางเลือกหนึ่ง โดยอาศัยความสามารถของเซลล์ภูมิคุ้มกันในการทำลายเซลล์มะเร็งที่กำลังมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการรักษาโรคมะเร็งหลายชนิดที่ไม่ตอบสนองหรือกลับมาเป็นซ้ำจากการรักษามาตรฐาน โดยมีรายงานวิจัยและการศึกษาทางคลินิกแสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษาด้วยวิธีนี้โดยใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด Cytokine-induced killer cells (CIK cells) ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดหรือมะเร็งชนิดที่เป็นก้อน ซึ่ง CIK cells สามารถกระตุ้นและเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการจาก Peripheral blood mononuclear cells (PBMCs) ด้วยส่วนผสมของไซโตไคน์ชนิดต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามการใช้เซลล์บำบัดทางคลินิกนั้นจำเป็นต้องใช้ปริมาณของ CIK cells เป็นจำนวนมากในแต่ละครั้ง ในงานวิจัยนี้ทางคณะผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการปรับปรุงการเพิ่มจำนวนของ CIK cells โดยใช้วิธีการเพาะเลี้ยงแบบ Gas-permeable ซึ่งจากการทดลองพบว่าการเพิ่มจำนวนของ CIK cell โดยวิธี Gas-permeable มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีมาตรฐาน โดยมีอัตราการเพิ่มจำนวนเฉลี่ยของ CIK cells อยู่ที่ประมาณ 110(±9.38) เท่า ในขณะที่อัตราเพิ่มจำนวนเฉลี่ยของวิธีมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 73.8(±10.92) เท่า นอกจากนี้การเพาะเลี้ยง CIK cells โดยใช้วิธี Gas-permeable ยังคงประสิทธิภาพการเกิด Cytotoxicity กับเซลล์มะเร็ง และการแสดงออก Activating marker ไม่แตกต่างจากวิธีมาตรฐาน และสามารถเพิ่มจำนวน CIK cells ทางคลินิกได้สูงถึง 5.13(±1.45) x 109 เซลล์ ด้วยผลการทดลองข้างต้นนี้สามารถสรุปได้ว่า การเพาะเลี้ยงเซลล์โดยใช้วิธี Gas-permeable สามารถช่วยปรับปรุงการเพิ่มจำนวนเซลล์ของ CIK cells ได้ และมีศักยภาพที่จะนำไปใช้เป็นวิธีผลิตเซลล์ เพื่อใช้ในการรักษามะเร็งด้วยเซลล์บำบัดซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้เซลล์ในปริมาณมาก แต่ทั้งนี้การเพาะเลี้ยง CIK cells โดยใช้วิธี Gas permeable ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเซลล์ในระดับที่มากขึ้นต่อไป
ผลของการเดินสมาธิต่อการทำงานของหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระหว่างรับยาเคมีบำบัดกลุ่มแอนทราไซคลิน, เสาวลักษณ์ ศิริปัญญา
ผลของการเดินสมาธิต่อการทำงานของหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระหว่างรับยาเคมีบำบัดกลุ่มแอนทราไซคลิน, เสาวลักษณ์ ศิริปัญญา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเดินสมาธิต่อการทำงานของหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระหว่างรับยาเคมีบำบัดกลุ่มแอนทราไซคลิน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 และ 2 อายุระหว่าง 30-70 ปี จำนวน 22 คน ทำการสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ใช้ชีวิตตามปกติ จำนวน 11 คน และกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ออกกำลังกายด้วยการเดินสมาธิ จำนวน 11 คน ทั้งสองกลุ่มจะได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดกลุ่มแอนทราไซคลินจำนวน 4 รอบ ระยะห่างระหว่างรอบ 3 สัปดาห์ รวม 12 สัปดาห์ กลุ่มเดินสมาธิทำการฝึกเดินด้วยตนเองที่บ้าน ซึ่งประกอบไปด้วยการบีบ-คลายลูกบอลยางในมือทั้งสองข้างเป็นจังหวะขณะก้าวเดินเพื่อเป็นการฝึกสมาธิ และเดินออกกำลังกายที่ความหนัก 60-70% ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง เวลา 30 นาทีต่อครั้ง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลาทั้งสิ้น 12 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มจะได้รับการทดสอบทางสรีรวิทยาทั่วไป การทำงานระบบหัวใจและไหลเวียนโลหิต การทำงานของหลอดเลือด สารชีวเคมีในเลือด ความเครียด ความเหนื่อยล้า กิจกรรมทางกาย และคุณภาพชีวิต ในช่วงก่อนรับยาเคมีบำบัดกลุ่มแอนทราไซคลิน หลังรับยาเคมีบำบัดกลุ่มแอนทราไซคลิน 2 สัปดาห์ และหลังรับยาเคมีบำบัดกลุ่มแอนทราไซคลินครบ 12 สัปดาห์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ 2x3 (กลุ่มxเวลา) และเปรียบเทียบความแตกต่างแบบรายคู่ โดยใช้วิธีการทดสอบของแอลเอสดี (LSD) พิจารณาความแตกต่างที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า การทำงานของเซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือด ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด กิจกรรมทางกายและคะแนนคุณภาพชีวิตเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเดินสมาธิ ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว ระดับความเครียด และสัดส่วนความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่ต่ำต่อความถี่สูงลดลง เมื่อเทียบกับก่อนเดินสมาธิอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยการเดินสมาธิมีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด การตอบสนองของหลอดเลือด และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระหว่างการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดให้ดีขึ้นได้
การตอบสนองฉับพลันของพลังสูงสุด แรงสูงสุด ความเร็วสูงสุดและอัตราการพัฒนาแรงของการผสมผสานการฝึกแบบแรงต้านด้วยน้ำหนักและแรงดันอากาศที่แตกต่างกันในท่าสควอทจั๊ม, จามจุรี ขวัญสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการตอบสนองฉับพลันของพลังสูงสุด แรงสูงสุด ความเร็วสูงสุดและอัตราการพัฒนาแรง ของการผสมผสานการฝึกแบบแรงต้านด้วยน้ำหนักและแรงดันอากาศที่แตกต่างกันในท่าสควอทจั๊ม วิธีดำเนินการวิจัย เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการตอบสนองฉับพลันของพลังสูงสุด แรงสูงสุด ความเร็วสูงสุดและอัตราการพัฒนาแรง ของการผสมผสานการฝึกแบบแรงต้านด้วยน้ำหนักและแรงดันอากาศที่แตกต่างกันในท่าสควอทจั๊ม ทดสอบโดยให้นิสิตชาย จำนวน 15 คน ทำการสควอทจั๊ม 1 ครั้ง 3 เซ็ต ที่น้ำหนัก 20% ของน้ำหนักสูงสุดที่สามารถยกได้ ออกแบบการทดลองแบบวิธีการถ่วงดุลลำดับโดยมีอัตราส่วนแรงต้านด้วยน้ำหนักและแรงดันอากาศ 100:0, 90:10, 70:30 และ 50:50 โดยแต่ละการทดสอบห่างกัน 72 ชั่วโมง ทำการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยตัวแปรที่ได้จากการทดสอบ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัย 1.อัตราส่วนแรงต้านด้วยน้ำหนักและแรงดันอากาศ 50:50 มีความเร็วสูงสุดมากกว่าอัตราส่วนของแรงต้านด้วยน้ำหนักและแรงดันอากาศ 100:0, 90:10, และ 70:30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.ค่าพลังสูงสุด แรงสูงสุดและอัตราการพัฒนาแรง ของอัตราส่วนแรงต้านด้วยน้ำหนักและแรงดันอากาศในอัตราส่วน 100:0, 90:10, 70:30 และ 50:50 ไม่แตกต่างกัน สรุปผลการวิจัย อัตราส่วนของแรงต้านด้วยน้ำหนักและแรงดันอากาศ 50:50 มีความเร็วสูงสุดมากมากกว่าอัตราส่วนของแรงต้านด้วยน้ำหนักและแรงดันอากาศ 100:0, 90:10 และ 70:30
ผลฉับพลันของการให้ผลย้อนกลับและการตั้งเป้าหมายต่อความเร็วในการเตะเฉียงของนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย, ชนาธิป ซ้อนขำ
ผลฉับพลันของการให้ผลย้อนกลับและการตั้งเป้าหมายต่อความเร็วในการเตะเฉียงของนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย, ชนาธิป ซ้อนขำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสัมพันธ์ต่อเนื่องในการเรียนรู้ผลฉับพลันของการให้ผลย้อนกลับและการตั้งเป้าหมายต่อความเร็วในการเตะของนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย อายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 10 คน นักกีฬาทั้งหมดล้วนถนัดขาขวา ได้รับการทดสอบการเตะเฉียงระดับลำตัวทั้งสองข้าง ใน 3 รูปแบบการเตะ คือ รูปแบบการเตะปกติ รูปแบบให้ผลย้อนกลับและรูปแบบตั้งเป้าหมาย เพื่อทดสอบความเร็วในการเตะนำตัวแปรด้านความเร็วอันประกอบไปด้วย ความเร็วสูงสุด และความเร็วเฉลี่ยในการเตะมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างรูปแบบและข้างของขาที่ใช้เตะ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางชนิดวัดซ้ำ (Two way ANOVA with repeated measures) และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยใช้วิธีLSDโดยมีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัย พบอิทธิพลของรูปแบบการเตะที่มีต่อ ความเร็วสูงสุด และความเร็วเฉลี่ย (p< .05) และอิทธิพลของขาที่ใช้เตะต่อความเร็วสูงสุดและความเร็วเฉลี่ย (p< .05) และปฏิสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการเตะและขาข้างที่ใช้เตะที่ (p < .05) เมื่อเปรียบเทียบแบบรายคู่พบว่าความเร็วเฉลี่ยในการเตะด้วยขาข้างที่ถนัดระหว่างการทดสอบเตะรูปแบบปกติ รูปแบบให้ผลย้อนกลับ และรูปแบบตั้งเป้าหมาย มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนการเตะด้วยขาข้างที่ไม่ถนัด รูปแบบปกติกับรูปแบบให้ผลย้อนกลับและรูปแบบปกติกับรูปแบบตั้งเป้าหมาย มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย ผลฉับพลันของการให้ผลย้อนกลับและการตั้งเป้าหมายต่อความเร็วในการเตะเฉียงของนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย มีอิทธิพลต่อความความเร็วเฉลี่ยในการเตะเกิดขึ้นในขาข้างที่ถนัดมากกว่าขาข้างที่ไม่ถนัด การให้ผลย้อนกลับและการตั้งเป้าหมายส่งผลให้ความเร็วในการเตะเพิ่มขึ้นมากกว่าการเตะตามปกติ เนื่องจากมีความสัมพันธ์สอดคล้องอย่างต่อเนื่องของการเรียนรู้แหล่งข้อมูลที่เป็นตัวกำหนดแนวทางของการแสดงทักษะที่เพิ่มขึ้น ทำให้การแสดงทักษะมีแหล่งอ้างอิงในการแสดงออก เกิดความลื่นไหลที่มากขึ้น และข้อผิดพลาดที่น้อยลง จึงทำให้ความเร็วในการเตะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ผลของการฝึกเสริมด้วยแรงต้านจากยางยืดแบบมีลูกรอกที่มีต่อการพัฒนาพลังกล้ามเนื้อขาและความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาแบดมินตันระดับมหาวิทยาลัย, ชวพัส โตเจริญบดี
ผลของการฝึกเสริมด้วยแรงต้านจากยางยืดแบบมีลูกรอกที่มีต่อการพัฒนาพลังกล้ามเนื้อขาและความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาแบดมินตันระดับมหาวิทยาลัย, ชวพัส โตเจริญบดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกเสริมด้วยแรงต้านจากยางยืดแบบมีลูกรอกที่มีต่อการพัฒนาพลังกล้ามเนื้อขาและความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาแบดมินตันระดับมหาวิทยาลัย จำนวน 12 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) จากชมรมแบดมินตันแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 6 คน จะได้รับการฝึกโดยใช้แรงต้านจากเครื่องเวอร์ติแม็ก (Vertimax) เสริมจากโปรแกรมการฝึกแบดมินตันตามปกติ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการฝึกแบดมินตันตามปกติจำนวน 6 คน โดยกลุ่มตัวอย่างจะถูกทำการทดสอบพลังกล้ามเนื้อขาในการกระโดดจากแผ่นวัดแรงปฏิกิริยา Force plate ร่วมกับชุดเครื่องมือวิเคราะห์การเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ (Motion analysis) และการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว (Badminton-specific movement agility tests) ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1. แบบสองมุมข้าง (Sideway agility test) 2. แบบสี่มุม (Four corner agility test) ซึ่งผลที่ได้รับจากการทดสอบพลังกล้ามเนื้อและความคล่องแคล่วว่องไวจะถูกบันทึกและรายงานในรูปของค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยจะทำการทดสอบทั้งก่อนและหลังการทดลองจากนั้นจึงนำผลที่ได้มาคำนวณทางสถิติ ผลการทดสอบเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง พบว่าหลังจากการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าความคล่องแคล่วที่ดีขึ้นทั้งในแบบทดสอบแบบสองมุมข้างและแบบสี่มุม (p = 0.01 และ 0.01) ขณะที่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของค่าความคล่องแคล่วว่องไวทั้งในแบบทดสอบสองมุมข้างและแบบสี่มุม (p = 0.35 และ 1.00 ) ในกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ค่าร้อยละของความคล่องแคล่วในกลุ่มทดลองมีความแตกต่างกับกลุ่มควบคุม (p = 0.01 และ 0.01) แต่ไม่พบความแตกต่างกันของค่าพลังกล้ามเนื้อขาภายหลังจากได้รับการฝึกระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการฝึกด้วยยางยืดแบบมีลูกรอกสามารถใช้เป็นการฝึกเสริมเพื่อพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาแบดมินตันได้
การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการทรงท่าและการทำงานของกล้ามเนื้อระหว่างนักลีลาศและผู้มีสุขภาพดีกับภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงเรื้อรัง, ตวงทิพย์ สุระรังสิต
การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการทรงท่าและการทำงานของกล้ามเนื้อระหว่างนักลีลาศและผู้มีสุขภาพดีกับภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงเรื้อรัง, ตวงทิพย์ สุระรังสิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการทรงท่าและการทำงานของกล้ามเนื้อระหว่างนักลีลาศและผู้มีสุขภาพดี ที่มีและไม่มีภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงเรื้อรัง ผู้เข้าร่วมงานวิจัยประกอบด้วย ผู้มีสุขภาพดี (Healthy: H) ผู้มีสุขภาพดีที่มีภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงเรื้อรัง (Healthy with chronic ankle instability: H+CAI) นักลีลาศ (Dancer: D) และนักลีลาศที่มีภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงเรื้อรัง (D+CAI) กลุ่มละ 10 คน วัดค่าดัชนีความมั่นคงรวม (Overall Stability index: OSI) ดัชนีความมั่นคงในทิศหน้าหลัง (Anteroposterior stability index: APSI) และดัชนีความมั่นคงในทิศด้านข้าง (Mediolateral Stability index: MLSI) รวมถึงการทำงานของกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า ได้แก่ กล้ามเนื้อทิเบียลิส แอนทีเรีย (Tibialis anteria: TA) เพอโรเนียส ลองกัส (Peroneus loungus: Pl) แกสตรอคนีเมียส (Gastrocnemius lateral part: Ga) และโซเลียส (Soleus: So) ขณะทำการทดสอบยืนขาข้างเดียว 4 รูปแบบ คือ ยืนเปิดตา พื้นราบ (Eyes opened-Floor: EO-Fl) ยืนปิดตา พื้นราบ (Eyes closed-Floor: EC-Fl) ยืนเปิดตา พื้นโฟม (Eyes opened-Foam: EO-Fo) และยืนปิดตา พื้นโฟม (Eyes closed-Foam: EC-Fo) สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ การวัดค่าความแปรปรวนสองทาง (Two way-ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า ขณะยืนทดสอบรูปแบบ EO-Fl ค่า OSI ของกลุ่ม H มีค่าต่ำกว่ากลุ่ม D+CAI อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .039 กลุ่ม D …
การพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการองค์การบริหารส่วนตำบล, ชลิตพล สืบใหม่
การพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการองค์การบริหารส่วนตำบล, ชลิตพล สืบใหม่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการองค์การบริหารส่วนตำบล 2) เพื่อตรวจสอบรูปแบบการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการองค์การบริหารส่วนตำบล วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนได้แก่ 1) วิเคราะห์ สังเคราะห์ แนวคิด และทฤษฎี เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ประกอบและปัจจัยในการพัฒนารูปแบบ 2) ศึกษาสภาพ ปัญหา พฤติกรรมการใช้บริการและความต้องการที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดร่างรูปแบบ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักและสำรวจพฤติกรรมการใช้บริการและความต้องการในการได้รับบริการของประชาชน 3) พัฒนาร่างรูปแบบโดยการจัดการสนทนากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 4) ตรวจสอบรูปแบบโดยการจัดสัมมนาอิงผู้ทรงคุณวุฒิและนำเสนอรูปแบบ ผลการวิจัยทำให้เกิดรูปแบบ COMSPORTREC ซึ่งใช้ในการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วยองค์ประกอบ 12 ประการ ได้แก่ 1) CO: Community Format คือ รูปแบบของชุมชนท้องถิ่น 2) M: Marketing Mix for Clients คือ ส่วนประสมทางการตลาดของผู้รับบริการด้านกีฬาและนันทนาการในชุมชนท้องถิ่น 3) S: Services and Satisfaction คือ รูปแบบการบริการด้านกีฬาและนันทนาการในชุมชนท้องถิ่นและความพึงพอใจของผู้รับบริการจากศูนย์กีฬาและนันทนาการ 4) P: Planning คือ การวางแผนด้านกีฬาและนันทนาการในชุมชนท้องถิ่น 5) O: Organizing คือ การจัดองค์กรศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 6) R: Role Leadership คือ บทบาทของผู้นำเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 7) TR: Team Resources คือ ทรัพยากรการจัดการด้านกีฬาและนันทนาการของทีมงานศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 8) E: Evaluating คือ การประเมินผลการดำเนินงานของศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 9) C: Controlling คือ การควบคุมการดำเนินงานของศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 10) GG: Good Governance คือ ธรรมาภิบาลในการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 11) STEP: …
ผลของการฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการประสานงานของตาและเท้าที่มีต่อความเร็วในการเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งกระโดดสกัดกั้นในกีฬาวอลเลย์บอล, ธนาวรรณ นุ่นจันทร์
ผลของการฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการประสานงานของตาและเท้าที่มีต่อความเร็วในการเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งกระโดดสกัดกั้นในกีฬาวอลเลย์บอล, ธนาวรรณ นุ่นจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการประสานงานของตาและเท้าที่มีต่อ ความเร็วในการเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งกระโดดสกัดกั้นในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงระดับเยาวชน วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง สังกัดโรงเรียน บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ระดับเยาวชน (อายุ15.30 ± 1.12 ; น้ำหนัก 60.53 ± 7.51 กก.; และส่วนสูง 171.13 ± 5.50 ซม.) กำหนดกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม (15 คน) ทำการฝึกตามโปร แกรมการฝึกซ้อมวอลเลย์บอลตามปกติในแต่ละวันเพียงอย่างเดียว และกลุ่มทดลอง (15คน) ทำการฝึกวอล เลย์บอลตามปกติและได้รับการฝึกเสริมการประสานงานของตาและเท้า สัปดาห์ละ 3 วัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ตัวแปรของความเร็วในการเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งกระโดดสกัดกั้น อันได้แก่ เวลาปฏิกิริยา (Reaction time) เวลาเคลื่อนที่ (Movement time) และเวลาตอบสนอง (Response time) ถูกบันทึกทั้งในการทดสอบก่อน และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistical package for the social science) เพื่อหาค่าเฉลี่ย (x̄) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และทดสอบสมมติฐาน โดยการหาค่าที (t-test) ระหว่างกลุ่ม และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแบบรายคู่ (Paired sample t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัย หลังจากการทดลองสัปดาห์ที่ 8 พบว่า เวลาปฏิกิริยา (Reaction time) และเวลาตอบสนอง (Response time) ของกลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ (p<0.05) ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงของเวลาเคลื่อนไหว (Movement time) ไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม สรุปผลการวิจัย การฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการประสานงานของตาและเท้าอาจเป็นประโยชน์ในการที่จะพัฒนาเวลาปฏิกิริยา (Reaction time) และเวลาตอบสนอง (Response time) ในการเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งกระโดดสกัดกั้นของนักกีฬาวอลเลย์บอลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ผลของโปรแกรมการฝึกออกกำลังกายแบบพิลาทีสที่มีต่อสมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจในผู้สูงอายุเพศหญิง, นารีรัตน์ จั่นบำรุง
ผลของโปรแกรมการฝึกออกกำลังกายแบบพิลาทีสที่มีต่อสมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจในผู้สูงอายุเพศหญิง, นารีรัตน์ จั่นบำรุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกออกกำลังกายแบบพิลาทีสที่มีต่อสมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจในผู้สูงอายุเพศหญิง วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพศหญิง อายุ 60-79 ปี จำนวน 28 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ฝึกพิลาทีส จำนวน 14 คน ได้รับการฝึกออกกำลังกายด้วยพิลาทีส ครั้งละ 60 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และกลุ่มที่ 2 กลุ่มควบคุม จำนวน 14 คน ใช้ชีวิตประจำวันปกติและไม่ได้รับการฝึกใดๆ ก่อนและหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม ได้รับการทดสอบตัวแปรทางสรีรวิทยาและสมรรถภาพทางกาย ตัวแปรด้านสมรรถภาพปอด ตัวแปรความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลก่อนการทดลองและหลังการทดลองโดยทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Pair t-test) และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มโดยการหาค่าทีแบบอิสระ (Independent t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มฝึกพิลาทีส มีความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ มีค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ (Forced Vital Capacity; FVC) ปริมาตรของอากาศที่เป่าออกอย่างเร็วแรงในวินาทีที่ 1 (Forced Expiratory Volume in one second; FEV 1) การเดิน 6 นาที และค่าแรงดันการหายใจออกสูงสุด (Maximal expiratory pressure; MEP) เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ในกลุ่มฝึกออกกำลังกายด้วยพิลาทีสยังมีการเปลี่ยนแปลง ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด (Maximal inspiratory pressure; MIP) ที่มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะในกลุ่ม ในขณะที่ตัวแปรทางสรีรวิทยาและค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที (Maximum voluntary ventilation; MVV) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 …
ความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นผู้สนับสนุนกีฬากับการจดจำตราสินค้าของผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแบดมินตันในประเทศไทย, บุณยกร ธรรมพานิชวงค์
ความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นผู้สนับสนุนกีฬากับการจดจำตราสินค้าของผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแบดมินตันในประเทศไทย, บุณยกร ธรรมพานิชวงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นการเป็นผู้สนับสนุนในการแข่งขันกีฬาแบดมินตันในประเทศไทยของผู้เข้าร่วมการแข่งขัน และศึกษาการเป็นผู้สนับสนุนกีฬาที่ส่งผลต่อการจดจำตราสินค้าของผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแบดมินตันในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแบดมินตันในประเทศไทย จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าทีแบบเป็นอิสระและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1.ผู้เข้าร่วมการแข่งขันแบดมินตันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการสนับสนุนกีฬาโดยรวมอยู่ในระดับที่เห็นด้วยมากและในรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากด้วย 2. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันแบดมินตันมีระดับความจำต่อการจดจำตราสินค้าโดยรวมมีผลอยู่ในระดับที่จดจำมาก และในรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากด้วย 3. การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยค่า "ที" แบบเป็นอิสระ(Independent t-test) พบว่า ระดับความเห็นการเป็นผู้สนับสนุนกีฬาทั้ง 7 ด้านและระดับความจำของการจดจำตราสินค้าของผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแบดมินตันไม่แตกต่างกันและไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 4. ความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นผู้สนับสนุนกีฬาที่ส่งผลต่อการจดจำตราสินค้าของผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแบดมินตันในประเทศไทย พบว่า การเป็นผู้สนับสนุนกีฬามีความสัมพันธ์กับการจดจำตราสินค้าของผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแบดมินตันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อจำแนกค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย พบว่า การเป็นผู้สนับสนุนกีฬามีอิทธิพลทางบวก (β = 0.741) ในส่วนของการเป็นผู้สนับสนุนกีฬาในรายด้านทั้ง 7 ด้าน พบว่า มีความสัมพันธ์กับการจดจำตราสินค้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเมื่อจำแนกค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย พบว่าทุกด้านมีอิทธิพลทางบวก และด้านที่มีผลกระทบต่อการจดจำตราสินค้ามากที่สุดได้แก่ ด้านการสนับสนุนกีฬาแบบเจาะจงประเภทกีฬา รองลงมาตามลำดับ คือ ด้านการสนับสนุนกิจกรรม ด้านการสนับสนุนสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการสนับสนุนนักกีฬา ด้านการสนับสนุนสโมสร/ทีมกีฬา ด้านการสนับสนุนหน่วยงานหรือองค์กรที่ดูแล และ ด้านการสนับสนุนผ่านช่องทางการสื่อสาร
การวิเคราะห์ท่าทางการว่ายน้ำใต้น้ำหลังการกระโดดระหว่างการกระโดดที่ระยะทางแตกต่างกันในนักกีฬาว่ายน้ำชาย อายุ 18-25 ปี, ปนัดดา ลี้ยาง
การวิเคราะห์ท่าทางการว่ายน้ำใต้น้ำหลังการกระโดดระหว่างการกระโดดที่ระยะทางแตกต่างกันในนักกีฬาว่ายน้ำชาย อายุ 18-25 ปี, ปนัดดา ลี้ยาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาท่าทางการเคลื่อนไหวใต้น้ำหลังกระโดดน้ำ โดยมุ่งศึกษาเปรียบเทียบว่าการกระโดดน้ำด้วยระยะทางที่แตกต่างกันส่งผลต่อตัวแปรที่สัมพันธ์ต่อประสิทธิภาพในช่วงการเคลื่อนไหวใต้น้ำอย่างไร วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาว่ายน้ำชายอายุระหว่าง 18 – 25 ปี จำนวน 13 คน มีความถนัดในการกระโดดน้ำท่าเท้านำเท้าตาม (Track Start) และเคยเข้าร่วมการแข่งขันระดับกีฬาแห่งชาติ กีฬามหาวิทยาลัย หรือการแข่งขันว่ายน้ำชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย โดยกำหนดให้นักกีฬากระโดดน้ำท่าเท้านำเท้าตามที่ระยะกระโดดใกล้ และระยะที่ไกล (บันทึกภาพการเคลื่อนไหวใต้น้ำโดยกล้องความถี่สูงจำนวน 6 ตัว วิเคราะห์การเคลื่อนไหวด้วยโปรแกรม Qualisys Motion Capture เพื่อหาระยะที่ศีรษะลงลึกที่สุดจากผิวน้ำ ระยะที่เท้าลงลึกที่สุดจากผิวน้ำ ระยะทางที่เริ่มเตะขาครั้งแรก ความเร็วแนวราบขณะเตะขาใต้น้ำ และความเร็วแนวราบขณะว่ายน้ำใต้น้ำ นำค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวแปรดังกล่าวมาเปรียบเทียบระหว่างระยะทางในการกระโดดด้วยด้วยค่าทีรายคู่ (Paired t-test) และเปรียบเทียบช่วงว่ายน้ำใต้น้ำทั้ง 3 รอบการเตะด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One–way ANOVA with repeated measures ) โดยกำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value ≤ .05 ผลการวิจัย: ระยะทางกระโดดไกลส่งผลให้ ระยะที่ศีรษะและเท้าลงลึกที่สุด ลึกน้อยกว่า ในขณะที่ระยะทางที่เริ่มเตะขาครั้งแรกไกลกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการกระโดดใกล้ อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ช่วงว่ายน้ำใต้น้ำมีความเร็วในการเคลื่อนที่ในแนวราบไม่ต่างกัน ในทางตรงกันข้ามเมื่อกระโดดที่ระยะใกล้ ความเร็วในแนวราบของการเตะขารอบที่ 1 น้อยกว่ารอบที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญ สรุปผลการวิจัย: แม้ว่าการกระโดดน้ำแบบเท้านำเท้าตามที่ระยะใกล้ ใช้เวลาในการมุดน้ำไม่แตกต่างจากการกระโดดที่ระยะไกล แต่การกระโดดที่ระยะไกลจะส่งผลให้ศีรษะและเท้าลงลึกน้อยกว่าโดยอยู่ในระดับความลึกที่เหมาะสมต่อการว่ายน้ำใต้น้ำ จึงมีความเร็วในแนวราบของการว่ายไม่แตกต่างกันของการตีขาทั้ง 3 รอบ ส่งผลให้ใช้เวลาในช่วงออกตัวน้อยกว่าการกระโดดที่ใกล้
ผลของการฝึกความมั่นคงแกนกลางลำตัวร่วมกับการฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตซอล, ปริญญ์ พรหมม่วง
ผลของการฝึกความมั่นคงแกนกลางลำตัวร่วมกับการฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตซอล, ปริญญ์ พรหมม่วง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกความมั่นคงแกนกลางลำตัวร่วมกับการฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตซอลระดับเยาวชนอายุ 16-18 ปี เพศชาย วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักกีฬาฟุตซอลโรงเรียนปทุมคงคา ซึ่งได้จากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ( Purposive selection) แบ่งกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการกำหนดกลุ่มแบบสุ่ม (Random assignment) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 14 คน โดยแบ่งเป็น กลุ่มทดลองที่1 ฝึกโปรแกรมความมั่นคงแกนกลางลำตัวร่วมกับตารางเก้าช่อง กลุ่มทดลองที่ 2 ฝึกโปรแกรมความมั่นคงแกนกลางลำตัวเพียงอย่างเดียว ทั้งหมด 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว ความเร่ง และความมั่นคงแกนกลางลำตัว โดยทำการทดสอบทั้งหมด 3 ครั้ง คือก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 นำผลมาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยค่าที (Independent t-test) ผลการวิจัย พบว่า หลังจากการทดสอบก่อนการทดลอง หลังการทดลองสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 8 ในกลุ่มทดลองที่ 1 ความคล่องแคล่วว่องไว ความเร่ง และความมั่นคงแกนกลางลำตัวมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เช่นเดียวกับ ในกลุ่มทดลองที่ 2 ที่ความคล่องแคล่วว่องไว ความเร่ง และความมั่นคงแกนกลางลำตัว มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่าไม่แตกต่างกัน สรุปผลการวิจัย การฝึกความมั่นคงแกนกลางลำตัวร่วมกับการฝึกตารางเก้าช่องมีผลต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตซอล แต่ไม่มีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม
ผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจที่มีต่อสมรรถภาพปอดและความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำในนักกีฬาฟุตซอล, ปิยาภรณ์ สุนทองห้าว
ผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจที่มีต่อสมรรถภาพปอดและความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำในนักกีฬาฟุตซอล, ปิยาภรณ์ สุนทองห้าว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจที่มีต่อสมรรถภาพปอดและความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำในนักกีฬาฟุตซอล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตซอล เพศชาย อายุระหว่าง 18 - 25 ปี ชมรมฟุตซอล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ได้รับการฝึกกล้ามเนื้อหายใจแบบไม่มีแรงต้านร่วมกับฝึกการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ กลุ่มที่ 2 กลุ่มทดลอง ได้รับการฝึกกล้ามเนื้อหายใจร่วมกับฝึกการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ ทำการฝึก 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยก่อนและหลังการทดลองทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา ตัวแปรด้านสมรรถภาพปอด ตัวแปรด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ และตัวแปรด้านความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลองด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired-T test) และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าที่แบบอิสระ (Independent -T test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ (FVC) และค่าแรงดันการหายใจออกสูงสุด (MEP) เพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีการเพิ่มขึ้นของค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที (MVV) และค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด (MIP) แตกต่างกับก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนั้น มีการเพิ่มขึ้นของค่าพลังสูงสุดแบบแอนแอโรบิก แตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีระดับของกรดแลคติกในเลือดลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งมีการลดลงของเวลาที่ใช้ในการวิ่งทดสอบ RAST test แตกต่างกับก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าการฝึกกล้ามเนื้อหายใจช่วยเพิ่มสมรรถภาพปอดและความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำในนักกีฬาฟุตซอลได้
ผลของการฝึกพลังอดทนโดยใช้การพักภายในเซตที่มีต่อพลังสูงสุด และพลังสูงสุดเฉลี่ยในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย, พัชรี วงษาสน
ผลของการฝึกพลังอดทนโดยใช้การพักภายในเซตที่มีต่อพลังสูงสุด และพลังสูงสุดเฉลี่ยในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย, พัชรี วงษาสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการฝึกพลังอดทนโดยใช้การพักภายในเซตและเปรียบเทียบการฝึกพลังอดทนแบบดั้งเดิมที่มีต่อพลังสูงสุด และพลังสูงสุดเฉลี่ยในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย วิธีดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักกีฬารักบี้ฟุตบอลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพศชาย ช่วงอายุ 18-25 ปี โดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 15 คน ด้วยวิธีการกำหนดกลุ่มแบบสุ่ม โดยกลุ่มทดลองที่1 ฝึกพลังอดทนแบบใช้การพักภายในเซต และกลุ่มทดลองที่2 ฝึกพลังอดทนแบบดั้งเดิม ฝึกสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบพลังสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วบาร์เบลล์สูงสุด พลังสูงสุดเฉลี่ย แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุดเฉลี่ย และความเร็วบาร์เบลล์สูงสุดเฉลี่ย ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 6 สัปดาห์ นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที (Pair samples t-test) ก่อนและหลังการทดลองภายในกลุ่ม และค่าที (Independent samples t-test) ก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่ม โดยทดสอบนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัย :1.หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ กลุ่มที่ฝึกพลังอดทนแบบใช้การพักภายในเซต มีพลังสูงสุด พลังสูงสุดเฉลี่ย ความเร็วบาร์เบลล์สูงสุด และความเร็วบาร์เบลล์สูงสุดเฉลี่ยมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 และแรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุดเฉลี่ยไม่แตกต่างกัน 2.หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ กลุ่มที่ฝึกพลังอดทนแบบใช้การพักภายในเซต มีพลังสูงสุด พลังสูงสุดเฉลี่ย ความเร็วบาร์เบลล์สูงสุด และความเร็วบาร์เบลสูงสุดเฉลี่ยมากกว่ากลุ่มที่ฝึกพลังอดทนแบบดั้งเดิม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และแรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุดเฉลี่ยทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน สรุปผลการวิจัย : การฝึกพลังอดทนโดยใช้การพักภายในเซตสามารถเพิ่มพลังสูงสุด และพลังสูงสุดเฉลี่ยในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชายได้ และสามารถพัฒนาพลังสูงสุด และพลังสูงสุดเฉลี่ยได้มากกว่ากลุ่มที่ฝึกพลังอดทนแบบดั้งเดิม
การตอบสนองฉับพลันของตัวแปรทางสรีรวิทยาที่มีต่อการฝึกในอุโมงค์น้ำด้วยวิธีการฝึกความอดทนแบบแอนแอโรบิกระยะยาวโดยใช้อัตราส่วนระหว่างระยะเวลาฝึกต่อระยะเวลาพักที่แตกต่างกันในนักกีฬาว่ายน้ำระยะสั้นเยาวชนหญิง, พัณณ์ชิตา จรัสยศวัฒน์
การตอบสนองฉับพลันของตัวแปรทางสรีรวิทยาที่มีต่อการฝึกในอุโมงค์น้ำด้วยวิธีการฝึกความอดทนแบบแอนแอโรบิกระยะยาวโดยใช้อัตราส่วนระหว่างระยะเวลาฝึกต่อระยะเวลาพักที่แตกต่างกันในนักกีฬาว่ายน้ำระยะสั้นเยาวชนหญิง, พัณณ์ชิตา จรัสยศวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการตอบสนองฉับพลันของอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดที่มีต่อการฝึกความอดทนแบบแอนแอโรบิกระยะยาวในอุโมงค์น้ำโดยใช้อัตราส่วนระหว่างระยะเวลาฝึกต่อระยะเวลาพัก 4 รูปแบบในนักกีฬาว่ายน้ำระยะสั้น และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเปอร์เซ็นต์อัตราการเต้นของหัวใจสำรองขณะฝึกและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดขณะฝึกด้วยอัตราส่วนระหว่างระยะเวลาฝึกต่อระยะเวลาพักทั้ง 4 รูปแบบ วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักกีฬาว่ายน้ำเพศหญิง อายุตั้งแต่15 - 17 ปี จำนวน 10 คน ได้รับการฝึกความอดทนแบบแอนแอโรบิกระยะยาวในอุโมงค์น้ำที่มีอัตราส่วนระหว่างระยะเวลาฝึกต่อระยะเวลาพัก 4 รูปแบบโดยการถ่วงดุลลำดับ ได้แก่รูปแบบ 1:1 (ฝึก 30 วินาที พัก 30 วินาที) รูปแบบ 1:2 (ฝึก 30 วินาที พัก 60 วินาที) รูปแบบ 1:3 (ฝึก 30 วินาที พัก 90 วินาที) รูปแบบ1:4 (ฝึก 30 วินาที พัก 120 วินาที) ให้พักอย่างน้อย 24 ชั่วโมงระหว่างการฝึกแต่ละรูปแบบ บันทึกอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดทั้งขณะพักและขณะฝึก นำไปวิเคราะห์ทางสถิติ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบที (Paired sample t-test) วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ(One-way ANOVA with repeated measures) ของอัตราการเต้นของหัวใจขณะฝึกและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดขณะฝึก หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์(Correlation) ระหว่างเปอร์เซ็นต์อัตราการเต้นของหัวใจสำรองขณะฝึกกับความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดขณะฝึก ผลการวิจัย พบว่าอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดขณะฝึกรูปแบบ1:1 มากกว่าขณะฝึกรูปแบบ1:4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเปอร์เซ็นต์อัตราการเต้นของหัวใจสำรองขณะฝึกและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดขณะฝึกมีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้ง4รูปแบบ สรุปผลการวิจัย สามารถนำเปอร์เซ็นต์อัตราการเต้นของหัวใจสำรอง 71.44±.876 , 72.87±5.594 , 72.23±3.446 และ 75.92±5.473 ไปใช้กำหนดความหนักในการฝึกว่ายน้ำในอุโมงค์น้ำแทนการกำหนดความหนักด้วยความเข้มข้นของแลคเตทในเลือด(7.42±.687, 8.08±1.13 , 8.11±2.55 และ 8.85±1.38 มิลลิโมลต่อลิตร) ได้ในการฝึกรูปแบบ1:4 รูปแบบ1:3 รูปแบบ1:2 และ รูปแบบ1:1 ตามลำดับ
ผลของการฝึกเสริมด้วยการวิ่งหลายทิศทางที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฮอกกี้หญิงระดับเยาวชน, พิริยา ชนรักษา
ผลของการฝึกเสริมด้วยการวิ่งหลายทิศทางที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฮอกกี้หญิงระดับเยาวชน, พิริยา ชนรักษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกเสริมด้วยการวิ่งหลายทิศทางที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฮอกกี้หญิงระดับเยาวชน วิธีการดำเนินงานวิจัย นักกีฬาฮอกกี้ทีมโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี เพศหญิง อายุระหว่าง 17-18 ปี จำนวน 24 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับการฝึกเสริมด้วยการฝึกวิ่งหลายทิศทางและการฝึกซ้อมปกติ และกลุ่มควบคุมได้รับการฝึกซ้อมปกติ การฝึกเสริมด้วยการฝึกวิ่งหลายทิศทาง ประกอบด้วยการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยาทั่วไป ความคล่องแคล่วว่องไว การความเร็วในการเปลี่ยนทิศทางการวิ่ง ความเร็วในการวิ่งสปริ๊นท์ระยะทาง 20 เมตร การวิ่งซ้ำ และการกระโดดสูง ผลที่ได้นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการฝึก ทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (pair t-test) และทดสอบระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าทีแบบอิสะ (independent t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัย ภายหลังการทดลอง 6 สัปดาห์ กลุ่มที่ได้รับการฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการฝึกวิ่งหลายทิศทาง มีค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไว การความเร็วในการเปลี่ยนทิศทางการวิ่ง ความเร็วในการวิ่งสปริ๊นท์ระยะทาง 20 เมตร การวิ่งซ้ำ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง และความสูงของการกระโดดในแนวดิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มควบคุม พบว่า ความเร็วในการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว ลดลงแต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และของตัวแปรอื่นๆ สรุปผลการวิจัย การฝึกเสริมด้วยการฝึกรูปแบบการวิ่งหลายทิศทางช่วยเพิ่มความสามารถของคล่องแคล่วว่องไว การความเร็วในการเปลี่ยนทิศทางการวิ่งในนักกีฬาฮอกกี้หญิงระดับเยาวชนได้
ผลของรูปแบบการออกกำลังกายด้วยท่าฝึกโขนเบื้องต้นที่มีต่อสมรรถภาพในการปฏิบัติกิจกรรม การทรงตัวและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุ, ลดาวัลย์ ชุติมากุล
ผลของรูปแบบการออกกำลังกายด้วยท่าฝึกโขนเบื้องต้นที่มีต่อสมรรถภาพในการปฏิบัติกิจกรรม การทรงตัวและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุ, ลดาวัลย์ ชุติมากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการออกกำลังกายด้วยท่าฝึกโขนเบื้องต้นต่อสมรรถภาพในการปฏิบัติกิจกรรม การทรงตัว คุณภาพชีวิตและภาวะกลัวการล้มในผู้สูงอายุไทย รูปแบบการออกกำลังกายด้วยท่าฝึกโขนเบื้องต้นมีคุณภาพผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยการหาความตรงเชิงเนื้อหาจากการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ มีดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.86 ส่วนการทดสอบความเที่ยงมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.98 จากนั้นนำรูปแบบการออกกำลังกายด้วยท่าฝึกโขนเบื้องต้นมาศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอาสาสมัครผู้สูงอายุจำนวน 44 คน อายุ 60-65 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มออกกำลังกายด้วยท่าฝึกโขนเบื้องต้น ใช้เวลา 60 นาทีต่อวัน ความถี่ 3 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ระดับความหนัก 45-55% ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง และกลุ่มควบคุมดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ทดสอบสมรรถภาพในการปฏิบัติกิจกรรม ได้แก่ การยืนนั่งบนเก้าอี้ การงอแขนยกน้ำหนัก การยืนยกเท้าขึ้นลงในเวลา 2 นาที การนั่งเก้าอี้แตะปลายเท้า การทำมือไขว้หลังแตะกัน การเดินไปกลับระยะ 8 ฟุต และดัชนีมวลกาย ประเมินความสามารถในการทรงตัวประกอบด้วย การทรงตัวขณะยืนอยู่กับที่โดยเครื่อง BioSway และการทรงตัวขณะทำกิจกรรมด้วยแบบประเมินของเบิร์ก ประเมินคุณภาพชีวิตโดยเครื่องมือวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย และภาวะกลัวการล้มโดยแบบสอบถาม ข้อมูลที่เก็บรวบรวมนำมาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทำการเปรียบเทียบตัวแปรก่อนและหลังการทดลองโดยใช้การทดสอบค่าทีรายคู่ และเปรียบเทียบตัวแปรหลังการศึกษาระหว่างกลุ่มโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มออกกำลังกายด้วยท่าฝึกโขนเบื้องต้นมีสมรรถภาพในการปฏิบัติกิจกรรมดีขึ้นจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ การยืนยกเท้าขึ้นลงในเวลา 2 นาที การนั่งเก้าอี้แตะปลายเท้า การเดินไปกลับระยะ 8 ฟุต และดัชนีมวลกาย แต่การทรงตัวขณะยืนอยู่กับที่และขณะทำกิจกรรม คุณภาพชีวิตและภาวะกลัวการล้มไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนกลุ่มควบคุมทุกตัวแปรไม่มีความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลอง เมื่อพิจารณาความแตกต่างระหว่างกลุ่มหลังการทดลอง 12 สัปดาห์พบว่า สมรรถภาพในการปฏิบัติกิจกรรมที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ การยืนนั่งบนเก้าอี้ การยืนยกเท้าขึ้นลงในเวลา 2 นาที การนั่งเก้าอี้แตะปลายเท้า การเดินไปกลับระยะ 8 ฟุต และคุณภาพชีวิตด้านร่างกายของกลุ่มออกกำลังกายด้วยท่าฝึกโขนเบื้องต้นแตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนการทรงตัวขณะยืนอยู่กับที่และขณะทำกิจกรรม ภาวะกลัวการล้มไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่า การออกกำลังกายด้วยท่าฝึกโขนเบื้องต้นทำให้สมรรถภาพในการปฏิบัติกิจกรรมของผู้สูงอายุดีขึ้น โดยส่งผลต่อความแข็งแรงและความอดทนกล้ามเนื้อขา ความอดทนของระบบการไหลเวียนโลหิตและการหายใจ ความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวกับความคล่องแคล่ว …