Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2851 - 2880 of 3086

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

การวิเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ หน่วยวิกฤตหลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ, กัญญารัตน์ ทะริยะ Jan 2017

การวิเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ หน่วยวิกฤตหลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ, กัญญารัตน์ ทะริยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวแปรที่อธิบายสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ หน่วยวิกฤตหลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยวิกฤตหลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่มีประสบการณ์การทำงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จำนวน 276 คน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี 2 ขั้นตอน คือ 1) การทบทวนวรรณกรรม 2) การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์การทำงานในหน่วยวิกฤตหลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและหาความเที่ยงของเครื่องมือ โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .979 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันโปรดักโมเมนต์ วิเคราะห์องค์ประกอบโดยการสกัดองค์ประกอบหลัก (Principle component) หมุนแกนองค์ประกอบแบบออโธโกนอล (Orthogonal) ด้วยวิธีแวริแมกซ์ (Varimax) ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ หน่วยวิกฤตหลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ มีทั้งหมด 7 องค์ประกอบ บรรยายด้วย 55 ตัวแปร มีค่าความแปรปรวนรวมคิดเป็นร้อยละ 79.963 ได้แก่ 1) องค์ประกอบที่ 1 สมรรถนะด้านการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงในผู้ป่วยวิกฤตหลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอก ประกอบด้วย 14 ตัวแปร สามารถอธิบายความแปรปรวนได้มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 18.468 2) องค์ประกอบที่ 2 สมรรถนะด้านการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและวิจัยทางการพยาบาล ประกอบด้วย 8 ตัวแปร สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 12.736 3) องค์ประกอบที่ 3 สมรรถนะด้านการประเมินและเฝ้าระวังอาการผิดปกติในผู้ป่วยวิกฤตหลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอก ประกอบด้วย 8 ตัวแปร สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 11.919 4) องค์ประกอบที่ 4 สมรรถนะด้านการปฏิบัติการพยาบาลเฉพาะทางในผู้ป่วยวิกฤตหลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอก ประกอบด้วย 8 ตัวแปร สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 10.336 5) องค์ประกอบที่ 5 สมรรถนะด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตหลังผ่าตัดหัวใจและทรวงอก ประกอบด้วย 5 ตัวแปร สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 9.718 6) …


ประสบการณ์ของมารดาเด็กออทิสติกวัยเรียนที่รับรู้การถูกตีตรา, จิราภา ศรีรัตน์ Jan 2017

ประสบการณ์ของมารดาเด็กออทิสติกวัยเรียนที่รับรู้การถูกตีตรา, จิราภา ศรีรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมายและประสบการณ์ของมารดาเด็กออทิสติกวัยเรียนที่รับรู้การถูกตีตรา โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา ผู้ให้ข้อมูลคือมารดาผู้ดูแลหลักของเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีอายุระหว่าง 6 - 12 ปี ซึ่งดูแลเด็กออทิสติกมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี และมีคะแนนการรับรู้การถูกตีตรามากกว่า 44 คะแนนขึ้นไป เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับการบันทึกด้วยเทป จนข้อมูลอิ่มตัวจากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 7 ราย นำข้อมูลที่ได้มาถอดความแบบคำต่อคำ (verbatim transcriptions) และทำการวิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content analysis) (Sandelowski, 2000) ผลการวิจัยพบว่า ความหมายของการรับรู้การถูกตีตราของมารดาเด็กออทิสติกวัยเรียน คือการที่มารดาซึ่งเป็นผู้ดูแลหลักของเด็กออทิสติกวัยเรียนนั้นมีประสบการณ์หรือได้รับปฏิกิริยาในแง่ลบต่างๆ ที่คนในสังคมแสดงออกมาถึงการปฏิเสธ ไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ แบ่งแยกกีดกัน และรังเกียจเด็กออทิสติกวัยเรียนและมารดา จากอาการและพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเด็กออทิสติกที่แสดงออกมา จนทำให้มารดาเกิดความรู้สึกเสียใจ น้อยใจ และอับอายในการถูกตีตราของลูกและตนเองในฐานะที่เป็นมารดาและผู้ดูแลหลัก ส่วนประสบการณ์ของมารดาเด็กออทิสติกวัยเรียนที่รับรู้การถูกตีตรานั้น ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก 15 ประเด็นย่อย คือ 1) ลูกเราแตกต่างจากเด็กคนอื่น คือ วุ่นวาย อยู่ไม่นิ่ง ร้องไห้ โวยวาย เมื่อถูกขัดใจ ทำร้ายตนเองและผู้อื่น และทำลายข้าวของ 2) การรับรู้การแสดงออกของคนในสังคม คือ การถูกจ้องมองเหมือนตัวประหลาด การถูกปฏิเสธ ไม่ยอมรับ การที่ลูกของตนเองถูกแกล้ง และการถูกต่อว่าว่าเลี้ยงลูกไม่ดี 3) ผลของการถูกรังเกียจ คือ เสียใจ น้อยใจ รู้สึกอับอาย เครียด โกรธ เหนื่อย ท้อ กังวล เป็นห่วงลูก และกลัวลูกถูกทำร้าย 4) การปรับตัวของมารดา คือ หลีกเลี่ยง ไม่พาลูกเข้าสังคม บอกคนอื่นว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ ปล่อยวาง สนใจดูแลลูกให้ดีที่สุด และการลงโทษ ดุ ว่าลูกของตนเอง ผลการวิจัยในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ ความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ของมารดาเด็กออทิสติกวัยเรียนที่รับรู้การถูกตีตรา ซึ่งสามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และเป็นแนวทางสำหรับพยาบาลและทีมสุขภาพในการพัฒนาองค์ความรู้และการวางแผนการดูแลมารดาของเด็กออทิสติกวัยเรียน เพื่อบรรเทาและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในมารดา อันได้แก่ ความเครียด ภาวะซึมเศร้า และความรู้สึกเป็นภาระในการดูแลของมารดาที่เกิดขึ้น รวมถึงนำไปสู่การสนับสนุนมารดาในการดูแลเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีประสิทธิภาพต่อไป


ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมของพนักงานหญิงนวดแผนไทย, ชนาภา อุดมเวช Jan 2017

ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมของพนักงานหญิงนวดแผนไทย, ชนาภา อุดมเวช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงทำนาย เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมของพนักงานหญิงนวดแผนไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานหญิงนวดแผนไทยที่ผ่านการอบรมการนวดเพื่อสุขภาพ ของสถานประกอบการนวดเพื่อสุขภาพ เขตกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 190 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย จากสถานประกอบการนวดเพื่อสุขภาพ เขตกรุงเทพมหานคร ผ่านการรับรองมาตรฐานสถานประกอบการนวดเพื่อสุขภาพจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม 7 ส่วน ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม 3) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถตนเองในการกระทำพฤติกรรมป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม 4) แบบสอบถามทัศนคติต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม 5) แบบสอบถามการได้รับสนับสนุนทางสังคม 6) แบบสอบถามนโยบายของสถานประกอบการ และ 7) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันข้อเข่าเสื่อม แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .87, .90, .91, 1.0, .72 และ .83 ตามลำดับ และตรวจสอบความเที่ยง มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .89, .87, .85, .86 และ .88 ตามลำดับ โดยแบบสอบถามความรู้โรคข้อเข่าเสื่อมมีค่า KR-20 เท่ากับ .72 วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวนค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณแบบมีขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมของพนักงานหญิงนวดแผนไทยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( x = 22.77, S.D = 3.312) 2) การสนับสนุนทางสังคม (Beta = .333) นโยบายของสถานประกอบการ (Beta = .309) และความรู้เกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม (Beta = .197) สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมของพนักงานหญิงนวดแผนไทย ได้ร้อยละ 34.3 อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับปัจจัยด้านการรับรู้ความสามารถของตน และด้านทัศนคติต่อพฤติกรรมการป้องกันโรค ไม่สามารถทำนายพฤติกรรมป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมของพนักงานหญิงนวดแผนไทยได้


ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ประโยชน์และลดการรับรู้อุปสรรคต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารในผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดหัวใจ, ซารีนะฮ์ ระนี Jan 2017

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ประโยชน์และลดการรับรู้อุปสรรคต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารในผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดหัวใจ, ซารีนะฮ์ ระนี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ประโยชน์และลดการรับรู้อุปสรรคต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารในผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดหัวใจเข้ารับบริการที่เเผนกอายุรกรรมโรงพยาบาลปัตตานี คัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่อง เพศ อายุ และระดับการศึกษา กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ประโยชน์และลดการรับรู้อุปสรรคร่วมกับการได้รับการพยาบาลตามปกติ ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้แนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Becker, 1974) ใช้ระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรม 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหารในผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดหัวใจ แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้อุปสรรคของพฤติกรรมการรับประทานอาหารในผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดหัวใจ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน มีค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .92 เเละ .83 ตามลำดับ เเละมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .70 และ .73 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานอาหารในผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดหัวใจกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ประโยชน์และลดการรับรู้อุปสรรคสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ประโยชน์และลดการรับรู้อุปสรรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานอาหารในผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ประโยชน์และลดการรับรู้อุปสรรคสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยทำนายการฟื้นหายของผู้ป่วยหลังผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องทางหน้าท้อง, นงนภัส สมทอง Jan 2017

ปัจจัยทำนายการฟื้นหายของผู้ป่วยหลังผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องทางหน้าท้อง, นงนภัส สมทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการฟื้นหายของผู้ป่วยหลังผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องทางหน้าท้อง และศึกษาปัจจัยทำนายการฟื้นหายของผู้ป่วยหลังผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องทางหน้าท้องจากปัจจัยด้านระยะเวลาของอาการปวดท้องน้อยก่อนผ่าตัด ดัชนีมวลกายก่อนผ่าตัด การเคลื่อนไหวร่างกายหลังผ่าตัด ความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด และความรู้ในการปฏิบัติตนก่อนผ่าตัด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องทางหน้าท้องในระยะ 24-48 ชั่วโมงหลังผ่าตัดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 82 คน และโรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 27 คน รวม 109 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 7 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามระยะเวลาของอาการปวดท้องน้อยก่อนผ่าตัด 3) แบบบันทึกดัชนีมวลกายก่อนผ่าตัด 4) แบบสอบถามการเคลื่อนไหวร่างกายหลังผ่าตัด 5) แบบสอบถามความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด 6) แบบสอบถามความรู้ในการปฏิบัติตนก่อนผ่าตัด 7) แบบประเมินการฟื้นหายหลังผ่าตัด ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน มีดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00, 1.00, 0.77, 1.00, 1.00 และ 0.77 ตามลำดับ ส่วนที่ 2 มีค่าสัมประสิทธิ์เพียร์สันของการวัดซ้ำเท่ากับ .983 ส่วนที่ 3 มีค่าสัมประสิทธิ์แคปปาเท่ากับ 1.00 ส่วนที่ 4, 5 และ 7 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .878, .806 และ 802 ตามลำดับ และส่วนที่ 6 มีค่า KR-20 เท่ากับ .67 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า 1) การฟื้นหายของผู้ป่วยหลังผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องทางหน้าท้องอยู่ในระดับปานกลาง (mean=17.367,SD=3.099) 2) ปัจจัยที่ทำนายการฟื้นหายของผู้ป่วยหลังผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องทางหน้าท้อง ประกอบด้วย 4 ตัวแปร ได้แก่ ความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด (Beta=-.358) ความรู้ในการปฏิบัติตนก่อนผ่าตัด (Beta=.415) การเคลื่อนไหวร่างกายหลังผ่าตัด (Beta=.261) และดัชนีมวลกายก่อนผ่าตัด (Beta=-.257) สามารถร่วมกันทำนายการฟื้นหายของผู้ป่วยหลังผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องทางหน้าท้องได้ร้อยละ …


ผลของโปรแกรมส่งเสริมการเลิกบุหรี่ต่อพฤติกรรมการเลิกบุหรี่ตามรูปแบบของเพนเดอร์ในบิดา-มารดาเด็กป่วยโรคหืด, วิชชุดา มากมาย Jan 2017

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการเลิกบุหรี่ต่อพฤติกรรมการเลิกบุหรี่ตามรูปแบบของเพนเดอร์ในบิดา-มารดาเด็กป่วยโรคหืด, วิชชุดา มากมาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการเลิกบุหรี่ต่อพฤติกรรมการเลิกบุหรี่ตามรูปแบบของเพนเดอร์ในบิดา-มารดาเด็กป่วยโรคหืด กลุ่มตัวอย่างคือ บิดา-มารดาที่สูบบุหรี่ของเด็กป่วยโรคหืดอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มารับบริการที่คลินิกโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ จำนวน 50 คน จัดให้กลุ่มตัวอย่าง 25 คนแรกเป็นกลุ่มควบคุม แล้วจัดให้กลุ่มตัวอย่างอีก 25 คนหลังเข้ากลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุมได้รับคำแนะนำตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการเลิกบุหรี่ ซึ่งพัฒนามาจากรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์และการทบทวนวรรณกรรม กิจกรรมในโปรแกรม ประกอบด้วย การให้ความรู้เรื่องพิษภัยของควันบุหรี่มือสองต่อภาวะสุขภาพเด็กป่วยโรคหืด แนะนำวิธีการเลิกบุหรี่ด้วยตนเอง การให้ความรู้เกี่ยวกับอาการถอนนิโคติน ตลอดจนวิธีการจัดการกับอาการถอนนิโคตินและการป้องกันการสูบซ้ำ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมการเลิกบุหรี่ ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบด้วยสถิติที และสถิติซี ผลการวิจัยพบว่า 1. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการเลิกบุหรี่ของบิดา-มารดาเด็กป่วยโรคหืดที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการเลิกบุหรี่สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการเลิกบุหรี่ของบิดา-มารดาเด็กป่วยโรคหืดกลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการเลิกบุหรี่สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) 3. เมื่อประเมินที่ระยะเวลา 2 เดือนหลังการทดลอง พบว่า บิดา-มารดาเด็กป่วยโรคหืดในกลุ่มทดลองเลิกบุหรี่ได้ 15 คน ส่วนกลุ่มควบคุมเลิกได้ 5 คน อัตราการเลิกบุหรี่ในช่วง 7 วันก่อนประเมินผล ในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุที่พักอาศัยในอาคารสูง กรุงเทพมหานคร, สุชาดา ใจซื่อ Jan 2017

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุที่พักอาศัยในอาคารสูง กรุงเทพมหานคร, สุชาดา ใจซื่อ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมส่่งเสริมสุขภาพ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และการสนับสนุนทางสังคม กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุที่พักอาศัยในอาคารสูง กรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดของ Pender (2002) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุในชุมชนอาคารทรัพย์สิน 26-7 จำนวน 117 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม ได้ผ่านการตรวจความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเท่ากับ .88, .88, .80, .85 และ .95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย สถิติที และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้สูงอายุที่พักอาศัยในอาคารสูง กรุงเทพมหานครมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean=3.05, SD= .32) 2. การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุที่พักอาศัยในอาคารสูง กรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= .658, .632 และ .627 ตามลำดับ) 3. เพศ และการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุที่พักอาศัยในอาคารสูง กรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05


การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับการติดสีสารมิวซินในชิ้นเนื้อของผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ธีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์ กับการเป็นการเป็นโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, เบญจพร ศรีสันติธรรม Jan 2017

การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับการติดสีสารมิวซินในชิ้นเนื้อของผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ธีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์ กับการเป็นการเป็นโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, เบญจพร ศรีสันติธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การติดสีของสารมิวซินในชั้นหนังแท้เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ใช้ช่วยในการวินิจฉัยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์ และในการะบวนเกิดโรค สารมิวซินในชั้นหนังแท้เป็นสิ่งที่ทำให้ผื่นผิวหนังอักเสบมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังไม่เคยมีการศึกษาว่าการติดสีของสารมิวซินเป็นปัจจัยบอกการเกิดโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างในผู้ป่วยมาก่อน
วัตถุประสงค์: ต้องการศึกษาความสามารถในการพยากรณ์การเกิดโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่าง (เอสแอลอี) ในผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์ โดยใช้ระดับการติดสีของสารมิวซินในชั้นหนังแท้เป็นงานวิจัยแบบ exploratory study เพื่อมุ่งหวังงานวิจัยต่อยอด
วิธีการศึกษา: การวิจัย ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยการสืบค้นผู้ป่วยที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์จากการผลพยาธิวิทยา ตั้งแต่ปี 2554-2560 จำนวน 77 คน ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นำชิ้นเนื้อมาย้อมสี H&E, PAS, Alcian blue เพื่อยืนยันการวินิจฉัย และประเมินการติดสีมิวซินจากชั้น papillary dermis, supficial reticular dermis, deep reticular dermis โดยให้คะแนน 0-3 ในแต่ละชั้น (mucin score) หลังจากนั้นเก็บข้อมูลการวินิจฉัยโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างและผลทางห้องปฏิบัติการของผู้ป่วยจากเวชระเบียน
ผลการศึกษา: : พบผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์อย่างเดียว จำนวน 49 คน ผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์ที่พัฒนาเป็นโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่าง จำนวน 8 คน ผู้ป่วยโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างที่มีผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสชนิดดิสคอยด์ภายหลัง จำนวน 5 คน และผู้ป่วยโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างที่มีผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสชนิดดิสคอยด์ พร้อมกันขณะวินิจฉัย จำนวน 15 คน พบว่าค่าเฉลี่ยของการติดสีสารมิวซิน [OR=0.97 (95%CI0.49-1.92)] ค่าสูงสุดของการติดสีสารมิวซิน [OR=0.98 (95%CI0.6-1.58)] การติดสีของสารมิวซินแต่ละชั้นหนังแท้ [Papillary dermis : OR=0.7 (95%0.31-1.57), Superficial reticular dermis: OR=1.06 (95%CI0.62-1.85), Deep reticular dermis: OR=1.04 (95%CI0.64-1.66)] และการพบการติดสีของสารมิวซิน [OR=1.01 (95%CI0.31-3.32] ในชิ้นเนื้อของผู้ป่วยผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสชนิดดิสคอยด์ ไม่สัมพันธ์กับการเป็นโรคโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่าง โดยปรับปัจจัยเรื่องของเพศและการกระจายของผื่น นอกจากนี้ยังพบว่าค่าเฉลี่ยของการติดสีสารมิวซินมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสชนิดดิสคอยด์ที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ …


การวิเคราะห์อาการความผิดปกติช่วงกลางคืน ทั้งอาการการเคลื่อนไหวผิดปกติ และอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โดยการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ติดกับผู้ป่วยเพื่อประเมินอาการที่บ้านของผู้ป่วย, จิรดา ศรีเงิน Jan 2017

การวิเคราะห์อาการความผิดปกติช่วงกลางคืน ทั้งอาการการเคลื่อนไหวผิดปกติ และอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โดยการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ติดกับผู้ป่วยเพื่อประเมินอาการที่บ้านของผู้ป่วย, จิรดา ศรีเงิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อาการเคลื่อนไหวลำบากตอนนอน (nocturnal hypokinesia) เป็นอาการที่ทำให้เกิดผลแทรกซ้อนตามมา ได้ หลากหลาย ตั้งแต่ความรุนแรงของอาการน้อย เช่นอาการ หรือเสียชีวิตฉับพลันขณะนอน ซึ่งอาการเคลื่อนไหวลำบากขณะนอน เป็นปัญหาที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากแพทย์โดยทั่วไป และตรวจพบได้ยากในการตรวจที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกปกติ จุดประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อการพัฒนาอุปกรณ์ในการวัดการเคลื่อนไหวตอนนอน ชนิดที่ใช้ติดกับตัวผู้ป่วย เพื่อใช้ประเมินอาการที่บ้าน และเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวตอนนอน ของผู้ป่วยพาร์กินสัน กับคู่สามีหรือภรรยาของผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคพาร์กินสัน ร่วมกับการหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดอาการเคลื่อนไหวลำบากตอนนอน (nocturnal hypokinesia) ในผู้ป่วยพาร์กินสัน การดำเนินการศึกษาวิจัย เริ่มจากการพัฒนาชุดวัดการเคลื่อนไหวตอนนอน ชนิดติดกับตัวผู้ป่วย ซึ่งประกอบด้วย accelerometer และ gyroscope 3 แนวแกน ที่มีขนาดเล็ก เพื่อติดที่บริเวณลำตัวและแขนขาของผู้ป่วย ผลการศึกษา พบว่าในผู้ป่วยพาร์กินสัน 27 ราย และคู่สามีภรรยาที่ไม่ได้เป็นโรคพาร์กินสัน มีอายุเฉลี่ย น้ำหนัก ไม่แตกต่างกัน และผู้ป่วยมีการดำเนินโรค ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับกลาง มีอาการทั้งอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ และอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว และมีการตอบสนองต่อการรักษาโดยยาทดแทนโดปามีน ไม่สม่ำเสมอ จากผลการประเมินด้วยชุดวัดการเคลื่อนไหวตอนนอน พบว่า ผู้ป่วยพลิกตัว ความเร็วและความเร่งเฉลี่ยในการพลิกตัว น้อยกว่าคู่สามีหรือภรรยา (P < 0.001) และมุมที่เฉลี่ยในการพลิกตัว น้อยกว่าคู่สามีหรือภรรยา (P= 0.003) และพบความสัมพันธ์ระหว่าง อาการละเมอผิดปกติ (RBD) กับจำนวนการพลิกตัวในช่วงครึ่งหลังของการนอน การศึกษานี้ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของชุดวัดการเคลื่อนไหวตอนนอน ที่พัฒนาขึ้นร่วมกับ แสดงให้เห็นการประเมินอาการตอนกลางคืน เป็นค่าที่วัด เปรียบเทียบได้ และพบอาการเคลื่อนไหวลำบากในผู้ป่วยพาร์กินสัน เพื่อประโยชน์ในการปรับยาเพื่อครอบคลุมอาการตอนกลางคืนต่อไป


Prevalence And Molacular Genetic Analysis Of Human Respiratory Syncytial Virus And Enterovirus 68 Among Children With Acute Lower Respiratory Tract Infection In Thailand, I-Lada Thongpan Jan 2017

Prevalence And Molacular Genetic Analysis Of Human Respiratory Syncytial Virus And Enterovirus 68 Among Children With Acute Lower Respiratory Tract Infection In Thailand, I-Lada Thongpan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Respiratory syncytial virus (RSV) causes acute lower respiratory tract infection in infants and young children worldwide. A clear description of local RSV molecular epidemiology, evolution, and transmission requires detailed sequence data and can inform new strategies for virus control and vaccine development. To investigate the RSV burden in Thailand over six consecutive years (January 2012 to December 2017). There were two different methods to detect RSV in the present study. First, we screened 3306 samples obtained from children ≤5 years old with acute respiratory tract infection using semi-nested reverse-transcription polymerase chain reaction (RT-PCR) during January 2012 to December 2015. Second, …


Vector Competence And Correlation Of Midgut Microbiota Of Aedes Albopictus For Chikungunya Virus, Ranida Tuanudom Jan 2017

Vector Competence And Correlation Of Midgut Microbiota Of Aedes Albopictus For Chikungunya Virus, Ranida Tuanudom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Chikungunya virus (CHIKV) is an important mosquito-borne virus and transmission cycle of this virus involves mosquito vectors (Aedes albopictus and Aedes aegypti) and infected vertebrate hosts. The recently studies found that CHIKV outbreak in 2007 have been Ae. albopictus as an important vector which it was susceptible to genetic variation of CHIKV and induce to virus virulence. However, the study about vector competence for CHIKV in Thailand is limited. Moreover, the previous study indicates the impact of midgut microbiota of mosquito to viral infection. This study was conducted to examine the effects of CHIKV titers in blood meals on vector …


Effect Of Remineralization On Color Change Of Bleached Tooth, Panita Suttisakpakdee Jan 2017

Effect Of Remineralization On Color Change Of Bleached Tooth, Panita Suttisakpakdee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The aim of this in vitro study was to investigate the effect of remineralization and time on the color and microhardness change of teeth bleached using 10% carbamide peroxide (10%CP) or 40% hydrogen peroxide (40%HP). Seventy-two 6x6x2 mm3 enamel slabs were prepared from human premolars. The specimens' color and Vickers' microhardness were recorded at baseline (T0). The specimens were divided into six groups, two groups were treated with 10%CP with or without casein phosphopeptides and amorphous calcium phosphate (CPP-ACP) (10%CP and 10% CP/CPP-ACP, respectively), two groups were treated with 40% HP with or without CPP-ACP (40%HP and 40%HP/CPP-ACP, respectively), one …


วิธีการเคลือบฟลูออไรด์เจลเฉพาะที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นทางเลือกในการเคลือบด้วยถาดเคลือบ, กมลวรรณ ศรีวงษ์ชัย Jan 2017

วิธีการเคลือบฟลูออไรด์เจลเฉพาะที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นทางเลือกในการเคลือบด้วยถาดเคลือบ, กมลวรรณ ศรีวงษ์ชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาทางเลือกสำหรับการเคลือบฟลูออไรด์เจลเฉพาะที่ ด้วยการเปรียบเทียบวิธีการทาบนตัวฟันด้วยพู่กัน (Paint on) กับวิธีถาดเคลือบ (tray) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยศึกษาประสิทธิภาพของปริมาณฟลูออไรด์ที่คงค้างอยู่ในน้ำลาย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยทางคลินิกแบบไขว้ ใช้อาสาสมัครจำนวน 19 คนที่มีช่วงอายุ 12-15 ปี ทำการเก็บน้ำลายชนิดไม่กระตุ้นก่อนและหลังการเคลือบฟลูออไรด์เจล ที่ 0, 5, 10, 20, 30 และ 60 นาที ระยะพัก (washout) 7 วัน วัดความเข้มข้นของฟลูออไรด์ในน้ำลายด้วยฟลูออไรด์อิเลคโทรด ผลการวิจัยพบว่า ปริมาณฟลูออไรด์เจลที่เหมาะสมในวิธีการทาบนตัวฟัน คือ ปริมาตร 0.4 มิลลิลิตรซึ่งน้อยกว่าวิธีถาดเคลือบถึง 12.5 เท่า ผลของฟลูออไรด์ในน้ำลายและฟลูออไรด์ในช่องปากจากวิธีการทาบนตัวฟันมีปริมาณมากกว่าวิธีถาดเคลือบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F= 113.458, p= .0001, t = 7.695, p= .0001 ตามลำดับ) อัตราการไหลของน้ำลายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F=.121, p=.732 และค่าครึ่งชีวิต (t half-life) ของฟลูออไรด์ในน้ำลายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 3.505, p= .003) แม้ว่าวิธีการทาจะมีค่าครึ่งชีวิตสั้นกว่าแต่ความเข้มข้นของฟลูออไรด์ในน้ำลายมีค่าสูงกว่าวิธีถาดเคลือบทุกช่วงเวลาที่วัด สรุปได้ว่าการเคลือบฟลูออไรด์เจลด้วยวิธีการทาบนตัวฟันโดยใช้พู่กัน เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเคลือบฟลูออไรด์เจลเฉพาะที่โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคฟันผุสูงและไม่สามารถควบคุมการกลืนได้ นอกจากนี้ยังประหยัดทรัพยากร สะดวกในการบริหารจัดการ และอุปกรณ์หาได้ง่าย


The Protective Effect Of Hydroxyxanthone On The Leakiness Of Intestinal Epithelia By The Proinflammatory Cytokine Related To Bacterial Endotoxin, Wannaporn Chayalak Jan 2017

The Protective Effect Of Hydroxyxanthone On The Leakiness Of Intestinal Epithelia By The Proinflammatory Cytokine Related To Bacterial Endotoxin, Wannaporn Chayalak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Leaky gut characterized as decreased transepithelial electrical resistance and increased paracellular permeability to macromolecules is associated with several fatal diseases including sepsis. Pro-inflammatory cytokine IL-1β is a critical mediator of underlying mechanism through activation of myosin light chain kinase pathway. Blocking the inducible phosphorylated myosin light chain (p-MLC) indicates the successful treatment. Xanthones predominantly found in mangosteen (Garcinia mangostana) has been indicated as a potent anti-inflammatory action. Hydroxyxanthones (HDX), the major natural xanthones, have been recently synthesized in various forms. This study aimed to examine and screen the action of various forms of synthetic HDXs, in preventing the increased paracellular …


Comparison Between Digital Image Analysis And Visual Assessment Of Immunohistochemical Her2 Expression In Breast Cancer, Morten Ragn Jakobsen Jan 2017

Comparison Between Digital Image Analysis And Visual Assessment Of Immunohistochemical Her2 Expression In Breast Cancer, Morten Ragn Jakobsen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Assessment of HER2 status is considered standard of care in the histopathologic workup of breast cancer and conveys prognostic and predictive information used to guide treatment decisions. The assessment is often carried out in a two-step approach where immunohistochemical expression of HER2 protein is first evaluated by conventional microscopy and equivocal cases are further analyzed by in-situ hybridization techniques to assess gene amplification status. Methods: In this study we compared conventional manual assessment of immunohistochemical HER2 expression with digital image analysis (DIA) and consensus manual assessment by a panel of three pathologists. From our archive we retrieved sections of …


A Comparison Of Taper-Implant Designs And Bone Quality On The Primary Stability: An In Vitro Biomechanical Study, Ratchaya Chayangsu Jan 2017

A Comparison Of Taper-Implant Designs And Bone Quality On The Primary Stability: An In Vitro Biomechanical Study, Ratchaya Chayangsu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective To investigate the effect of the taper-implant design and the effect of bone quality on the primary stability in terms of insertion torque test, removal torque test and resonance frequency analysis. Methods Five taper-implant designs were test in artificial bone blocks with four qualities. Five repetitions per implant design were placed in each bone quality started from softest bone block. The implant motor was used to prepared the osteotomy sites and implant insertion according to manufacturers' recommendation. Peak insertion torque values were measured and recorded by implant motor when the platform of the implant flush to the bone level. …


Immunohistochemical Assessment Of The Peri-Implant Soft Tissues Around Different Abutment Materials : An Experimental Study In Human, Sirikarn Thongmeearkom Jan 2017

Immunohistochemical Assessment Of The Peri-Implant Soft Tissues Around Different Abutment Materials : An Experimental Study In Human, Sirikarn Thongmeearkom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective To evaluate the effect of 4 different types of abutment material, which are titanium, zirconium oxide, gold alloy, and zirconia-coping cemented on titanium-base, on the surrounding soft tissues. Material and Methods Twenty dental implants in posterior edentulous area were randomly divided into 4 groups and inserted 4 types of abutment materials; Titanium, zirconia, gold-alloy, and titanium-base, on the implant installation surgery day. Eight weeks after implant surgery, peri-implant soft tissues around experimental abutments were harvested and split according to implant side; buccal, lingual, mesial, and distal. The specimens were processed through immunohistochemical preparation and stained with CD3, CD20, CD68, …


Bioactive Compounds From Dendrobium Infundibulum, Salinee Na Ranong Jan 2017

Bioactive Compounds From Dendrobium Infundibulum, Salinee Na Ranong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Phytochemical study of the methanol extract from Dendrobium infundibulum (Orchidaceae) led to isolation of nine pure compounds including two new compounds (dendroinfundin A and dendroinfundin B) and seven known compounds (ephemeranthol A, moscatilin, aloifol I, batatasin III, 3,3'-dihydroxy-4,5-dimethoxybibenzyl, 3,4'-dihydroxy-3',4,5-trimethoxybibenzyl and dendrosinen B). Their structures were determined from their spectroscopic data. All compounds were then examined for their lipase and alpha-glucosidase inhibitory activities. Dendrosinen B (IC50 = 295.0±37.9 µM) showed moderate inhibitory activity against lipase when compared with orlistat (IC50 = 31.4±0.6 nM). Strong anti alpha-glucosidase agents were batatasin III (IC50 = 148.8±8.4 µM) and dendrosinen B (IC50 = 213.9±2.4 µM), …


Potentials Of Ivabradine To Improve Cardiac Function In Dogs With Naturally Occurring, Asymptomatic Degenerative Mitral Valve Disease, Prapawadee Pirintr Jan 2017

Potentials Of Ivabradine To Improve Cardiac Function In Dogs With Naturally Occurring, Asymptomatic Degenerative Mitral Valve Disease, Prapawadee Pirintr

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The main hypothesis of the present study is that ivabradine (1.0 mg/kg, orally, twice daily) can reduce heart rate (HR), myocardial oxygen consumption (MVO2) and improve cardiac function in dogs with degenerative mitral valve disease (DMVD) partly due to a reduction of cardiomyocyte apoptosis. In order to test the hypothesis, this study was divided into three parts. The first part aimed to determine the appropriate single oral dose of ivabradine for reduction of HR and MVO2 as assessed by rate-pressure product (RPP= HR x systolic blood pressure). Once the appropriate dose was achieved, the second part was conducted to investigate …


Effects And Mechanisms Of Porcine Reproductive And Respiratory Syndrome Virus (Prrsv) Type 1 And Type 2 On The Permeability And Viability Of Porcine Endometrial Epithelial Cells, Dran Rukarcheep Jan 2017

Effects And Mechanisms Of Porcine Reproductive And Respiratory Syndrome Virus (Prrsv) Type 1 And Type 2 On The Permeability And Viability Of Porcine Endometrial Epithelial Cells, Dran Rukarcheep

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Both PRRSV types 1 and 2 revealed the sign of reproductive disorders associated with a lesion at implantation sites. Impairment of maternal glandular endometrium cell integrity and function by PRRSV infection may impact a proper nourishing fetus. This research was aimed to examine the effects of PRRSV type 1 and type 2 directly on the viability and barrier function of the endometrium using porcine glandular endometrial epithelial cell culture (PEG). The comparison of the route and the strain of PRRSV infection coinciding with their virulent in reproductive epithelia were considered. PEG cells isolated from the 4-6 months old PRRSV-free-herd gilts …


Effects Of Short-Term Growth Hormone Administration On Plasma Leptin Levels In Normal And Diet-Induced Obesity Rats, Sutharinee Likitnukul Jan 2017

Effects Of Short-Term Growth Hormone Administration On Plasma Leptin Levels In Normal And Diet-Induced Obesity Rats, Sutharinee Likitnukul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Obesity has related to the alteration of hormonal profiles, i.e. growth hormone (GH), insulin and leptin. Because of the pleiotropic mechanisms of GH, it plays important roles both in the pathophysiological mechanisms and the therapeutic hormonal supplementation, which probably affected plasma leptin. The present research aimed firstly to demonstrate the effect of short-term GH administration on plasma leptin in 3 conditions; basal, meal-induced and fasting condition, from the rats with different adipose tissue mass. Secondly, to investigate short-term effect of GH on insulin sensitivity and body adiposity in control, diet resistant (DR) and diet-induced obesity (DIO) rats. In this regard, …


Isoquinoline Alkaloid Composition And Expression Of Biosynthetic Genes In Mechanically Wounded Sacred Lotus, Thitirat Meelaph Jan 2017

Isoquinoline Alkaloid Composition And Expression Of Biosynthetic Genes In Mechanically Wounded Sacred Lotus, Thitirat Meelaph

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Isoquinoline alkaloids, a plant secondary metabolites present in many plant species including lotus (Nelumbo nucifera Gaertn.). Lotus leaf contains high amount of bioactive nuciferine and N-nornuciferine. A set of enzyme including NCS, 6OMT and CNMT and WRKY transcription factors (WRKY TFs) has been reported to have corresponding function in the biosynthesis isoquinoline alkaloids. Thus, we performed quantitative analysis on expression level of these corresponing genes and on nuciferine and N-nornuciferine content in lotus leaf using mechanical wounding method. Sequence analysis clearly showed that all the targeted genes possess the conserved region belongs to their protein families. The accumulation of compound …


Effects Of Mitragynine On Morphine And Methamphetamine Addiction In Animal Models Of Addiction, Rittinarong Meepong Jan 2017

Effects Of Mitragynine On Morphine And Methamphetamine Addiction In Animal Models Of Addiction, Rittinarong Meepong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Kratom (Mitragyna speciosa Korth) has long been used in folklore medicine in Southeast Asian countries. It has been used for its analgesic effects and treatment of opioid withdrawal. Mitragynine is a major alkaloid found in the leaves of kratom plant that exerts its effects via activation of opioid receptors and other receptors in the central nervous system. This study aimed to provide evaluation of abuse liability and potential of mitragynine in the treatment for opioids and amphetamine type stimulants addictions. Abuse liability of mitragynine and its effects on morphine and methamphetamine addiction were evaluated by drug discrimination, conditioned place preference …


ปัญหาและความคาดหวังในชีวิตของวัยรุ่นตั้งครรภ์, นันทพร ปันต๊ะ Jan 2017

ปัญหาและความคาดหวังในชีวิตของวัยรุ่นตั้งครรภ์, นันทพร ปันต๊ะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาหรือผลกระทบที่ต้องเผชิญและความคาดหวังในชีวิตของวัยรุ่นตั้งครรภ์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ส่วนบุคคลเชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลคือวัยรุ่นตั้งครรภ์จำนวน 13 รายที่มารับบริการฝากครรภ์ ณ แผนกสูติกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผลการวิจัย พบว่าวัยรุ่นตั้งครรภ์มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงดี วัยรุ่นที่กำลังศึกษาอยู่ พบว่ามีความยากลำบากในการบอกผู้ปกครองเนื่องจากกลัวว่าผู้ปกครองจะผิดหวังในตนเอง วัยรุ่นที่มีงานทำแล้ว มีความรู้สึกยินดีต่อการตั้งครรภ์ เนื่องจากตนเองมีรายได้สามารถที่จะเลี้ยงดูตนเองและบุตรได้ ในวัยรุ่นที่กำลังศึกษาอยู่พบว่าได้รับการสนับสนุนให้ได้รับการศึกษาต่ออย่างต่อเนื่องแม้ตั้งครรภ์ ในวัยรุ่นที่ทำงานแล้ว พบว่าได้รับสวัสดิการสังคมจากรัฐบาล โดยสามารถลาคลอดได้เป็นระยะเวลา 90 วันโดยได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของเงินเดือนและได้รับเงินสงเคราะห์เมื่อคลอดบุตรเป็นจำนวนเงิน 13,000 บาท วัยรุ่นตั้งครรภ์ 11 จาก 13 รายมีความตั้งใจที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยแบบปกติมีครอบครัวเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนด้านค่าใช้จ่าย ส่วนในวัยรุ่นตั้งครรภ์ที่ทำงานประจำ มีความตั้งใจที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาทางเลือก โดยต้องการศึกษาต่อเนื่องจากต้องการวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้นเพราะเชื่อว่าการมีโอกาสทางการศึกษาจะช่วยทำให้มีความก้าวหน้าทางอาชีพในอนาคต วัยรุ่นตั้งครรภ์จำนวน 7 รายไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวที่ดีอยู่แล้ว แต่ 6 รายมีความต้องการด้านสังคมใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน เป็นเงินช่วยเหลือรายเดือนในการเลี้ยงดูบุตรหลังคลอด (2) ต้องการคำแนะนำและการให้ความรู้ในการเลี้ยงเด็กแรกเกิด (3) ต้องการให้ประกันสังคมหรือเงินช่วยเหลือค่าคลอดบุตรมีผลบังคับใช้ทันทีหลังคลอดโดยไม่ต้องสำรองเงินของตนเองออกไปก่อน ผลการวิจัยพบว่าวัยรุ่นตั้งครรภ์ในปัจจุบันมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษากับงานวิจัยในอดีต อันเนื่องมาจากในปัจจุบันได้มีพระราชบัญญัติอนามัยเจริญพันธุ์และการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่ส่งเสริมให้วัยรุ่นตั้งครรภ์สามารถศึกษาต่อในโรงเรียนต่อไปได้แม้อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์หรือการได้รับสวัสดิการทางสังคมจากสถานที่ทำงานของตนเอง


ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านครอบครัวกับพฤติกรรมของเด็กออทิสติก กลุ่มที่มีระดับอาการน้อย ในโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์, วัชรพงษ์ ทรัพย์สิทธิกุล Jan 2017

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านครอบครัวกับพฤติกรรมของเด็กออทิสติก กลุ่มที่มีระดับอาการน้อย ในโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์, วัชรพงษ์ ทรัพย์สิทธิกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของเด็กออทิสติกกลุ่มที่มีระดับอาการน้อย, เพื่อศึกษาปัจจัยด้านครอบครัวของเด็กออทิสติกกลุ่มที่มีระดับอาการน้อย และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านครอบครัวกับพฤติกรรมของเด็กออทิสติกกลุ่มที่มีระดับอาการน้อย ที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ณ โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ เก็บข้อมูลจากผู้ดูแลหลักของเด็กออทิสติกกลุ่มที่มีระดับอาการน้อยช่วงอายุ 4 - 16 ปี ที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก จำนวน 82 คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5 ส่วน 1. แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2. แบบประเมินความสัมพันธ์ภายในครอบครัว 3. แบบสอบถามการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว 4. แบบวัดทัศนคติของบิดามารดาต่อการดูแลบุตรออทิสติก 5. แบบสอบถามประเมินพฤติกรรมเด็กออทิสติก วิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมานด้วย Independent sample t- test หรือ One-way ANOVA และวิเคราะห์พหุคูณด้วย Multiple linear regression analysis ผลการวิจัย พบว่า ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 82.9 ครอบครัวปฏิบัติหน้าที่อยู่ในระดับดีพอสมควร ร้อยละ 74.4 บิดามารดามีทัศนคติต่อการดูแลบุตรออทิสติกในระดับปานกลาง ร้อยละ 68.3 เด็กมีพฤติกรรมด้านอารมณ์อยู่ในภาวะปกติ ร้อยละ 58.5 ด้านสมาธิภาวะปกติ ร้อยละ 52.4 ด้านความประพฤติภาวะปกติ ร้อยละ 63.4 ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนภาวะมีปัญหา ร้อยละ 65.9 พฤติกรรมเด็กรวม 4 ด้านภาวะปกติ ร้อยละ 46.3 ด้านสัมพันธภาพทางสังคมมีจุดแข็ง ร้อยละ 61.0 จากการวิเคราะห์โดย Stepwise linear regression ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมด้านความประพฤติในทางบวกของเด็กออทิสติกกลุ่มนี้คือ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ดี ส่วนปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมโดยรวมในทางบวกคือ บิดามารดาเป็นผู้ดูแลหลัก และปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมโดยรวมในทางลบคือ การต้องได้รับการรักษาด้วยยา ผลการวิจัยครั้งนี้ สรุปได้ว่า การที่เด็กออทิสติกจะมีปัญหาพฤติกรรมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางด้านครอบครัว ผู้ดูแล ปัจจัยจากตัวเด็กออทิสติกและปัจจัยทางด้านการดูแลรักษาทางการแพทย์ ดังนั้นการดูแลหรือจัดการกับปัญหาพฤติกรรมของเด็กออทิสติกจึงควรมีการดูแลรักษาแบบองค์รวมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งกับครอบครัว และตัวเด็กเอง


ภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี, อำพร เนื่องจากนาค Jan 2017

ภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี, อำพร เนื่องจากนาค

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เหตุผลของการทำวิจัย : โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขและผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านร่างกายและด้านจิตใจ การศึกษาภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเบาหวานพบว่ายังมีการศึกษาจำนวนน้อยในประเทศไทย วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความชุกของภาวะซึมเศร้าและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี วิธีการทำวิจัย : เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 355 รายที่มารับการรักษาที่คลินิกเบาหวานแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม พ.ศ. 2560 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินอาการวิตกกังวล และอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย แบบสอบถามการรับรู้ภาวะสุขภาพ แบบประเมินสภาพและการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแควร์ ฟิชเชอร์เอ็กเซ็ท การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 55.7 ปี ร้อยละ 60 เป็นเบาหวานมากกว่า 5 ปี ประมาณร้อยละ 25 มีการใช้สมุนไพร พบความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เท่ากับร้อยละ 20.8 การรับรู้ภาวะสุขภาพอยู่ในระดับปานกลางเท่ากับร้อยละ 84.8 ปัจจัยที่พบความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุมากกว่า 50 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ มีการใช้ชะเอม สภาพและการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวไม่ค่อยดี สรุป : การศึกษาครั้งนี้พบความชุกของภาวะซึมเศร้าถึง 1 ใน 5 ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และพบปัจจัยส่วนบุคคลและครอบครัวมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ผลการศึกษานี้น่าจะให้แนวทางที่เป็นประโยชน์ในการตระหนักถึงภาวะซึมเศร้าและให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2


ความถี่ของการหันศีรษะไปหาผู้ดูแลในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เปรียบเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง, จุฑาทิพย์ รัตนพันธ์ Jan 2017

ความถี่ของการหันศีรษะไปหาผู้ดูแลในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เปรียบเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง, จุฑาทิพย์ รัตนพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พญ.จุฑาทิพย์ รัตนพันธ์: ความถี่ของการหันศีรษะไปหาผู้ดูแลในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เปรียบเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง (THE FREQUENCY OF HEAD TURNING SIGN IN ALZHEIMER'S DISEASE PATIENTS COMPARED TO VASCULAR DEMENTIA PATIENTS) อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก: อาจารย์ นพ.ยุทธชัย ลิขิตเจริญ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความถี่ของการหันศีรษะไปหาผู้ดูแลในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เปรียบเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองและหาความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ของการหันศีรษะไปหาผู้ดูแลและความเร็วของพุทธิปัญญาและปริมาณรอยโรคสมองขาดเลือดจากภาพสะท้อนคลื่นแม่เหล็ก วิธีการวิจัย: การศึกษาแบบตัดขวาง เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2017 ถึงเดือนมกราคม 2018 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์และสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง โดยผู้ป่วยทุกรายจะต้องได้รับการทำภาพสะท้อนคลื่นแม่เหล็กมาแล้วเพื่อการวินิจฉัย ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยสมองเสื่อมหลายชนิดร่วมกันหรือมีความเจ็บป่วยที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ จะถูกคัดออกจากการศึกษา การคัดเลือกผู้ป่วยเข้าสู่การศึกษาคัดเลือกโดยผู้ช่วยวิจัย ผู้ทำวิจัยจะไม่ทราบมาก่อน การบันทึกการหันศีรษะไปหาผู้ดูแลในระหว่างสัมภาษณ์จะต้องทำอย่างระมัดระวัง โดยบันทึกภาพเคลื่อนไหวขณะทำการสัมภาษณ์ และกลับมาดูภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกไว้อีกครั้งเพื่อบันทึกการหันศีรษะไปหาผู้ดูแลของผู้ป่วย ความเร็วของพุทธิปัญญาและปริมาณรอยโรคสมองขาดเลือดจากภาพสะท้อนคลื่นแม่เหล็ก ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 25 ราย ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ 13 ราย ผู้ป่วยสมองเสื่อมจากสมองขาดเลือด 12 ราย ผลการศึกษาที่ได้ตามวัตถุประสงค์หลักพบว่า ความถี่ของการหันศีรษะไปหาผู้ดูแลในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มากกว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมจากสมองขาดเลือดอย่างมีนัยสำคัญ (p-value < 0.001) ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์รองพบว่า ความถี่ของพฤติกรรมการหันศีรษะไปหาผู้ดูแลไม่มีความสัมพันธ์กับความเร็วของพุทธิปัญญา (p-value 0.06) และไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณสมองขาดเลือด (p-value 0.27) สรุป: การศึกษานี้ ความถี่ของการหันศีรษะไปหาผู้ดูแลในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มากกว่าสมองเสื่อมจากสมองขาดเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น ความถี่ของพฤติกรรมการหันศีรษะไปหาผู้ดูแลอาจจะเป็นหนึ่งในอาการแสดงที่ใช้ในการวินิจฉัยแยกโรคอัลไซเมอร์


การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะระหว่างยาฟอสโฟมัยซิน 1 ครั้งและยาลีโวฟลอกซาซิน 5 วันในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตที่มีภาวะแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการ, พชร พารักษา Jan 2017

การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะระหว่างยาฟอสโฟมัยซิน 1 ครั้งและยาลีโวฟลอกซาซิน 5 วันในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตที่มีภาวะแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการ, พชร พารักษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะมีแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการเป็นภาวะที่เกิดขึ้นบ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตและอาจจะเป็นความเสี่ยงหนึ่งของการเกิดภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ถึงแม้ว่าจะยังไม่พบประโยชน์ที่ชัดเจนในการรักษาภาวะมีแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการ แต่อย่างไรก็ตามภาวะนี้มักจะได้รับการรักษาโดยแพทย์ในเวชปฏิบัติ ในปัจจุบันการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคในทางเดินปัสสาวะที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ยาปฏิชีวนะที่สามารถใช้ในการรักษาได้ลดลง ฟอสโฟมัยซินเป็นยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างมีความเข้มข้นในปัสสาวะสูงและสามารถครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียดื้อยาได้จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลของการใช้ยาฟอสโฟมัยซินในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตยังมีจำกัด
วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ทำการศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตและมีภาวะแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการ โดยแบ่งเป็นกลุ่มฟอสโฟมัยซิน (3 กรัม 1 ครั้ง) และกลุ่มลีโวฟลอกซาซิน (500 มิลิกรัมต่อวัน 5 วัน) ผลการศึกษาหลักประเมินอัตราการเกิดภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะภายใน 28 วันภายหลังจากได้ยาปฏิชีวนะครบ ผลการศึกษารองประเมินอัตราการเกิดภาวะ persistence bacteriuria, recurrence bacteriuria, และการเกิดผลข้างเคียงภายใน 28 วันภายหลังจากได้ยาปฏิชีวนะครบ
ผลการศึกษา: มีผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตเข้าร่วม 38 คน แบ่งเป็นกลุ่มฟอสโฟมัยซิน 20 คนและกลุ่มลีโวฟลอกซาซิน 18 คน พบว่าหลังการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ 28 วัน ไม่พบผู้ป่วยที่เกิดภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ อัตราการเกิดภาวะ persistence bacteriuria recurrence bacteriuria และการเกิดผลข้างเคียงระหว่างสองกลุ่มไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.32, p=0.47, และ p=1.0 ตามลำดับ)
สรุป: การรักษาผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตที่มีภาวะแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการด้วยฟอสโฟมัยซิน 1 ครั้งไม่สามารถช่วยลดอัตราการเกิดภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้เมื่อเปรียบเทียบกับลีโวฟลอกซาซิน 5 วัน


การศึกษาถึงความแม่นยำของชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีในการทดสอบเชื้อกลุ่มเคล็บเซียลลานิวโมเนียที่มีการสร้างเอนไซม์คาร์บาพีนาเมสจากเสมหะของผู้ป่วยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, พฤฒิพงศ์ หนูเพชร Jan 2017

การศึกษาถึงความแม่นยำของชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีในการทดสอบเชื้อกลุ่มเคล็บเซียลลานิวโมเนียที่มีการสร้างเอนไซม์คาร์บาพีนาเมสจากเสมหะของผู้ป่วยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, พฤฒิพงศ์ หนูเพชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ปัจจุบันปัญหาเชื้อแบคทีเรียแกรมลบดื้อยานับเป็นปัญหาสำคัญ ซึงกลไกการดื้อยาส่วนใหญ่คือการสร้างเอนไซม์คาร์บาพีนาเมสเพื่อทำลายยาปฏิชีวนะ ชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีใช้ในการตรวจหายีนที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์ดังกล่าวที่ให้ผลรวดเร็ว แต่ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาการใช้ชุดทดสอบนี้กับเสมหะของผู้ป่วย
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสทธิภาพของชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีในการตรวจหายีนที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์คาร์บาพีนาเมสจากเสมหะของผู้ป่วย
วิธีการศึกษา: ทำการศึกษาจากเสมหะ 169 ตัวอย่าง ของผู้ป่วยที่มีเชื้อเคล็บเซียลลานิวโมเนีย ทำการทดสอบด้วยชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับการเพาะเชื้อ และทำพีซีอาร์จากโคโลนีของเชื้อแบคทีเรีย
ผลการศึกษา: พบว่าความไวของชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีมีความไวร้อยละ 66.7 ความจำเพาะร้อยละ 94.0 และความถูกต้องร้อยละ 91.1 ยีนที่พบได้บ่อยที่สุดคือ blaOXA-48 ร่วมกันกับ blaNDM-1 ร้อยละ 33.3 ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ ได้รับการผ่าตัด และประวัติได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อน
สรุปผล: ชุดทดสอบดีแมกซ์ซีอาร์อีมีความถูกต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ในการตรวจหายีนที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์คาร์บาพีนาเมสจากเสมหะของผู้ป่วยที่มีเชื้อเคล็บเซียลล่านิวโมเนีย


ความชุกของภาวะความดันโลหิตสูงไวท์โคทและภาวะความดันโลหิตสูงหลบซ่อนในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในประเทศไทย : การศึกษาการวัดความดันโลหิตที่บ้านของคนไทย, สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ Jan 2017

ความชุกของภาวะความดันโลหิตสูงไวท์โคทและภาวะความดันโลหิตสูงหลบซ่อนในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในประเทศไทย : การศึกษาการวัดความดันโลหิตที่บ้านของคนไทย, สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงแนะนำการใช้เครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้านเพื่อการวินิจฉัยภาวะความดันโลหิตสูงไวท์โคทและภาวะความดันโลหิตสูงหลบซ่อน วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกและลักษณะของผู้ป่วยภาวะความดันโลหิตสูงไวท์โคทและภาวะความดันโลหิตสูงแบบหลบซ่อน โดยใช้ระดับความดันโลหิตที่บ้านในการวินิจฉัยด้วยระบบสาธารณสุขทางไกล วิธีดำเนินการ: ทำการศึกษาในคลินิกความดันโลหิตสูงจากทั่วประเทศไทย วัดความดันโลหิตที่บ้านโดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้านชนิดเชื่อมต่อระบบระบบสาธารณสุขทางไกล เก็บข้อมูลระดับความดันโลหิตที่คลินิก ระดับความดันโลหิตที่บ้าน และข้อมูลทางคลินิกของผู้ป่วย ทำการวินิจฉัยชนิดของภาวะความดันโลหิตสูงตามระดับความดันโลหิตที่คลินิก (≥ หรือ <140/90 มิลลิเมตรปรอท) และระดับความดันโลหิตที่บ้าน (≥ หรือ <135/85 มิลลิเมตรปรอท) ผลการศึกษา: ผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 1,184 ราย ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาลดความดันโลหิตพบความชุกของภาวะความดันโลหิตสูงไวท์โคทและภาวะความดันโลหิตสูงหลบซ่อนเท่ากับ 25.7% และ 6.9% ตามลำดับ ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาลดความดันโลหิตพบความชุกของภาวะไวท์โคทและภาวะความดันโลหิตสูงหลบซ่อนเท่ากับ 23.3% และ 9.6% สรุป: ผู้ป่วยภาวะความดันโลหิตสูงไวท์โคทพบสูงถึงหนึ่งในสี่ของผู้ป่วยในคลินิก การวัดระดับความดันโลหิตที่บ้านด้วยระบบสาธารณะสุขทางไกลเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยวินิจฉัยและรักษาโรคความดันโลหิตสูงให้ดีขึ้น